Logo DE Ministry.
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
Ministry of Digital Economy and Society
Logo DE Ministry.
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
Ministry of Digital Economy and Society
ตัวช่วยเหลือในการเข้าถึงเว็บไซต์
ค้นหา


วันที่ 12 มิถุนายน 2568 ศาสตราจารย์พิเศษวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) กล่าวเปิดการประชุมเชิงปฏิบัติการ Capacity Building Workshop on Digital Data Governance ณ ศูนย์การประชุมสหประชาชาติ กรุงเทพฯ (UNCC)

วันที่ 18 มีนาคม 2568 นายนคพล เอื้อทวีทรัพย์ รองหัวหน้าศูนย์ปฏิบัติการต่อต้านการทุจริต กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) พร้อมด้วยข้าราชการ และเจ้าหน้าที่ของกระทรวงฯ ได้ร่วมกันส่งมอบปฏิทินเก่า หนังสือเก่า และกระดาษ A4 ที่ได้รับการรวบรวมจากหน่วยงานภายใต้สังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงฯ และประชาชนทั่วไป ในกิจกรรม "ปฏิทินเก่า หนังสือเก่า เราขอ" ประจำปี พ.ศ. 2568 ณ ศูนย์เทคโนโลยีการศึกษาเพื่อคนตาบอดฯ อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี   กิจกรรมนี้จัดขึ้นภายใต้แนวคิด "การให้ คือ ความสุข" โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งต่อปฏิทินเก่าและกระดาษที่ไม่ใช้แล้วให้ศูนย์เทคโนโลยีการศึกษาเพื่อคนตาบอดฯ ได้นำไปใช้ประโยชน์ในการผลิตหนังสืออักษรเบรลล์สำหรับผู้พิการทางสายตา ซึ่งจะเป็นการช่วยขยายโอกาสทางการศึกษาและการเรียนรู้ให้กับผู้พิการทางสายตาในประเทศไทย   นายนคพล เอื้อทวีทรัพย์ กล่าวว่า "กระทรวงดีอีมีความภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่งที่ได้มีส่วนร่วมในกิจกรรมที่มีความหมายเช่นนี้ต่อเนื่องเป็นประจำทุกปี การส่งมอบปฏิทินและหนังสือเก่าในวันนี้ ไม่เพียงแต่เป็นการช่วยลดปริมาณขยะและส่งเสริมการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า แต่ยังเป็นการมอบโอกาสและแสงสว่างแห่งความรู้ให้กับน้องๆ ผู้พิการทางสายตา ให้พวกเขาสามารถเข้าถึงข้อมูลและพัฒนาศักยภาพของตนเองได้อย่างเท่าเทียม ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของกระทรวงฯ ในการสร้างสังคมดิจิทัลที่ทุกคนสามารถเข้าถึงและได้รับประโยชน์อย่างทั่วถึง"   คณะเจ้าหน้าที่จากกระทรวงดีอี ยังได้เข้าเยี่ยมชมกระบวนการและวิธีการผลิตหนังสืออักษรเบรลล์ภายในศูนย์ฯ เพื่อทำความเข้าใจถึงขั้นตอนการทำงานและเห็นถึงคุณค่าของวัสดุที่ได้รับการบริจาค ซึ่งจะถูกนำไปแปรรูปเป็นสื่อการเรียนรู้ที่สำคัญต่อไป

วันที่ 14 มีนาคม 2568 นางสาวยุพาภรณ์ ศิริกิจพาณิชย์กูล ผู้ช่วยปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานเปิดกิจกรรมฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการ "แนวทางการประเมินความเสี่ยงการทุจริต FRAs : FRAUD RISK – ASSESSMENTS ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568" ณ โรงแรมทีเค. พาเลซ แอนด์ คอนเวนชั่น กรุงเทพฯ โดยมีวัตถุประสงค์สำคัญเพื่อเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจและพัฒนาศักยภาพบุคลากรของกระทรวงดีอี ในการประเมินและบริหารจัดการความเสี่ยงด้านการทุจริต อันเป็นกลไกสำคัญในการป้องกันการทุจริตคอร์รัปชันอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน   นางสาวยุพาภรณ์ ศิริกิจพาณิชย์กูล กล่าวว่า "การป้องกันการทุจริตถือเป็นหัวใจสำคัญของการเสริมสร้างธรรมาภิบาลในภาครัฐ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคดิจิทัลที่เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทในทุกมิติของการทำงาน การอบรม FRAs ในครั้งนี้ จึงเป็นโอกาสอันดีที่บุคลากรของกระทรวงดีอีจะได้พัฒนาองค์ความรู้และทักษะที่จำเป็นในการระบุ ประเมิน และบริหารจัดการความเสี่ยงด้านการทุจริตได้อย่างแม่นยำและเป็นระบบ เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้แก่องค์กรอย่างเป็นรูปธรรม และขับเคลื่อนภารกิจของกระทรวงฯ ด้วยความโปร่งใสและน่าเชื่อถือสูงสุด ซึ่งจะนำไปสู่การยกระดับความเชื่อมั่นของประชาชนต่อการทำงานของภาครัฐ"   การฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการดังกล่าว มุ่งเน้นการให้ความรู้เชิงลึกเกี่ยวกับหลักการและแนวคิดในการประเมินความเสี่ยงการทุจริตในรูปแบบต่างๆ รวมถึงการนำเครื่องมือและเทคนิคในการวิเคราะห์ความเสี่ยงมาประยุกต์ใช้ในบริบทการทำงานจริงของกระทรวงฯ ซึ่งครอบคลุมถึงกระบวนการสำคัญ อาทิ การบริหารงบประมาณ การจัดซื้อจัดจ้าง  เพื่อปิดช่องว่างและลดโอกาสในการเกิดการทุจริตในทุกขั้นตอนของการดำเนินงานการจัดซื้อจัดจ้างของกระทรวง   กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ตระหนักถึงความสำคัญของการสร้างองค์กรที่มีความโปร่งใสและยึดมั่นในหลักธรรมาภิบาล การจัดกิจกรรมฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการในครั้งนี้ จึงเป็นส่วนหนึ่งของแผนการดำเนินงานเชิงรุกในการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ที่สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาล และเกณฑ์การประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐ (ITA) เพื่อยกระดับมาตรฐานการปฏิบัติงานของกระทรวงฯ ให้เป็นที่ประจักษ์และเป็นที่เชื่อมั่นของประชาชน

วันที่ 3 มีนาคม 2568 นายเอกพงษ์ หริ่มเจริญ ผู้ตรวจราชการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานในพิธีเปิดกิจกรรมเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐ (Integrity and Transparency Assessment-ITA) ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 โดยสำนักงานปลัดกระทรวงดีอี “กระทรวงดิจิทัลฯ ใสสะอาด ปราศจากทุจริต” โดยมีบุคลากรและผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ณ โรงแรม ทีเค.พาเลซ แอนด์ คอนเวนชั่น   นายเอกพงษ์ กล่าวว่า การประเมิน ITA เป็นเครื่องมือสำคัญในการวัดและประเมินผลการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐในด้านคุณธรรมและความโปร่งใส ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน และเป็นแรงขับเคลื่อนในการพัฒนาประเทศให้มีความเจริญก้าวหน้าอย่างยั่งยืน การจัดกิจกรรมในครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อให้บุคลากรของกระทรวงฯ มีความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับแนวทางการประเมิน ITA และสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ  โดยกระทรวงดีอี มีความมุ่งมั่นที่จะส่งเสริมคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐ และจะนำผลการประเมิน ITA ไปใช้ในการปรับปรุงและพัฒนาระบบการทำงานให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เพื่อประโยชน์สูงสุดของประชาชน   สำหรับกิจกรรมนี้ได้รับเกียรติจากวิทยากรสำนักงาน ป.ป.ช. มาบรรยายให้ความรู้เกี่ยวกับหลักเกณฑ์และแนวทางการประเมิน ITA รวมถึงการแลกเปลี่ยนประสบการณ์และแนวปฏิบัติที่ดีในการส่งเสริมคุณธรรมและความโปร่งใสในการทำงาน

24 ธันวาคม 2567 – นายณัฐพล ณัฏฐสมบูรณ์ รองปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานการประชุมคณะทำงานดำเนินการประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 ครั้งที่ 3/2567 (ITA) ณ ห้องประชุม 702 กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม   การประชุมครั้งนี้ จัดขึ้นเพื่อขับเคลื่อนการดำเนินงานตามแผนการประเมินคุณธรรมและความโปร่งใส (ITA) ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 ซึ่งถือเป็นภารกิจสำคัญในการยกระดับมาตรฐานธรรมาภิบาลและความโปร่งใสของกระทรวงฯ ให้เป็นไปตามเป้าหมายที่กำหนด   รองปลัดกระทรวงดิจิทัลฯ ได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการเตรียมความพร้อมของทุกหน่วยงานภายในกระทรวง ในการรวบรวมข้อมูลและดำเนินการตามตัวชี้วัดต่างๆ ของการประเมิน ITA อย่างครบถ้วนและถูกต้อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสร้างความตระหนักรู้และส่งเสริมการมีส่วนร่วมของบุคลากรทุกระดับ เพื่อให้ผลการประเมินสะท้อนถึงการปฏิบัติงานที่มีคุณธรรมและความโปร่งใสอย่างแท้จริง   กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม มุ่งมั่นที่จะเป็นองค์กรต้นแบบด้านธรรมาภิบาล โดยให้ความสำคัญกับการป้องกันและปราบปรามการทุจริตทุกรูปแบบ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและไว้วางใจจากประชาชนในการขับเคลื่อนประเทศสู่เศรษฐกิจและสังคมดิจิทัลอย่างยั่งยืน

6 กุมภาพันธ์ 2568 – ศาสตราจารย์พิเศษวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานการประชุมคณะอนุกรรมการส่งเสริมคุณธรรม กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ครั้งที่ 1/2568 ณ ห้องประชุม 802 ชั้น 8 กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และผ่านระบบออนไลน์ โดยมีหน่วยงานและผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง ภายใต้แนวคิด “คุณธรรม คุณทำได้” เพื่อขับเคลื่อนการปลูกฝังและเสริมสร้างคุณธรรมในองค์กรอย่างเป็นรูปธรรม   ศาสตราจารย์พิเศษวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ กล่าวเปิดการประชุมว่า “คุณธรรมเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาประเทศและเป็นภูมิคุ้มกันที่ดีที่สุดในการต่อต้านการทุจริต การประชุมในวันนี้ ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญในการร่วมกันทบทวนและวางแนวทางส่งเสริมคุณธรรม 5 ประการแห่งชาติ ได้แก่ พอเพียง วินัย สุจริต จิตอาสา และกตัญญู ให้หยั่งรากลึกในจิตใจของบุคลากรทุกคนในกระทรวงดีอี เราเชื่อมั่นว่าเมื่อบุคลากรมีคุณธรรมแล้ว จะสะท้อนสู่การปฏิบัติงานที่มีประสิทธิภาพ โปร่งใส และเป็นที่เชื่อมั่นของประชาชน ซึ่งจะนำไปสู่การพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมดิจิทัลอย่างยั่งยืน”   การประชุมคณะอนุกรรมการฯ ในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อหารือและกำหนดแผนการดำเนินงานส่งเสริมคุณธรรมตลอดปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 โดยมุ่งเน้นการสร้างความตระหนักรู้ สร้างแบบอย่างที่ดี และจัดกิจกรรมที่ส่งเสริมให้บุคลากรได้นำหลักคุณธรรมทั้ง 5 ประการไปประยุกต์ใช้ในการปฏิบัติงานและการดำเนินชีวิตประจำวัน เพื่อให้คุณธรรมมิใช่เป็นเพียงนามธรรม แต่เป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมองค์กรที่แข็งแกร่ง   กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม มุ่งมั่นที่จะเป็นองค์กรคุณธรรมต้นแบบ โดยจะมีการติดตามและประเมินผลการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้มั่นใจว่าทุกกิจกรรมที่จัดขึ้นสามารถนำไปสู่การเสริมสร้างคุณธรรมในหมู่บุคลากรได้อย่างแท้จริง และเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนประเทศชาติให้ก้าวหน้าด้วยหลักธรรมาภิบาลอย่างยั่งยืน

24 เมษายน 2568 – นายณัฐพล ณัฏฐสมบูรณ์ รองปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานการประชุมคณะทำงานดำเนินการประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 ครั้งที่ 2/2568 (ITA) ณ ห้องประชุม 802 กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม   การประชุมในครั้งนี้ เป็นการสานต่อและเร่งรัด ติดตามการดำเนินงานตามแผนการประเมินคุณธรรมและความโปร่งใส (ITA) ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 ภายหลังจากที่กระทรวงฯ ได้เริ่มกระบวนการมาอย่างต่อเนื่อง โดยมีเป้าหมายสูงสุดคือการยกระดับมาตรฐานธรรมาภิบาลและความโปร่งใสขององค์กรให้เป็นที่ประจักษ์และเป็นที่ยอมรับในทุกมิติ     รองปลัดกระทรวงดิจิทัลฯ ได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการขับเคลื่อนการประเมิน ITA ว่าเป็นกลไกสำคัญในการสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่ยึดมั่นในคุณธรรมและความโปร่งใส ซึ่งไม่ใช่เพียงแค่การปฏิบัติตามกฎระเบียบ แต่เป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนในการดำเนินงานของกระทรวงฯ โดยขอให้ทุกหน่วยงานเร่งรัดการดำเนินการตามตัวชี้วัดต่างๆ ให้เป็นไปอย่างครบถ้วน ถูกต้อง และทันตามกรอบเวลาที่กำหนด พร้อมทั้งให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของบุคลากรทุกระดับในการสะท้อนมุมมองและข้อเสนอแนะ เพื่อนำไปสู่การพัฒนาและปรับปรุงการทำงานให้ดียิ่งขึ้น

วันที่ 5 มิถุนายน 2568 - คณะเจ้าหน้าที่จากสำนักงานปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ได้เข้าร่วมกิจกรรม “เชื่อมสุข เชื่อมรัก” ซึ่งจัดโดยไปรษณีย์ไทย เนื่องในโอกาสวันสิ่งแวดล้อมโลก ประจำปี พ.ศ. 2568 ณ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด (สำนักงานใหญ่) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อร่วมชมนิทรรศการด้านสิ่งแวดล้อม และร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนกิจกรรมเพื่อสังคมและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน ผู้แทนจากกระทรวงดิจิทัลฯ กล่าวว่า “การมีส่วนร่วมในกิจกรรม ‘เชื่อมสุข เชื่อมรัก’ ในวันนี้ สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของบุคลากรกระทรวงดีอีในการใส่ใจและรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม การนำสิ่งของที่ไม่ใช้แล้วมาร่วมบริจาค ไม่เพียงแต่เป็นการช่วยลดปริมาณขยะและส่งเสริมหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน แต่ยังเป็นการ ‘ส่งสุข’ ให้กับผู้พิการทางสายตาผ่านหนังสืออักษรเบรลล์ ซึ่งถือเป็นการต่อยอดคุณค่าของทรัพยากรอย่างแท้จริง และสอดคล้องกับนโยบายของกระทรวงฯ ในการสร้างสังคมดิจิทัลที่ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง และพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน” ภายในงาน เจ้าหน้าที่กระทรวงดีอีได้ร่วมกิจกรรมไฮไลต์ “ส่งสุข ส่งรักษ์” กับ Green Hub โดยนำสิ่งของที่ไม่ใช้แล้วหลากหลายประเภทมาร่วมบริจาค อาทิ กล่องและซองกระดาษที่ไม่ได้ใช้งานแล้ว, พลาสติกประเภท PE, ซองพลาสติกไปรษณีย์, ถุงและฟิล์มพลาสติก, พลาสติก PET รวมถึงอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เพื่อให้ศูนย์เทคโนโลยีการศึกษาเพื่อคนตาบอดฯ ได้นำไปใช้ในการผลิตหนังสืออักษรเบรลล์สำหรับผู้พิการทางสายตาต่อไป นอกจากนี้ ยังได้ร่วมเยี่ยมชมนิทรรศการวันสิ่งแวดล้อมโลก และสำรวจตลาดนัดสินค้าชุมชน “Eco Friendly market” ที่นำเสนอผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมให้ได้เลือก ช้อป ชิม และสนับสนุนสินค้าชุมชน รวมถึงเข้าร่วม กิจกรรม Workshop “เชื่อมสุข” อาทิ การเรียนรู้การทำไข่เค็ม, การประดิษฐ์พวงกุญแจจากวัสดุรีไซเคิล และการร่วมปลูกต้นไม้ ซึ่งเป็นกิจกรรมที่ส่งเสริมการใช้ชีวิตอย่างเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

วันที่ 13 มิถุนายน 2568 นางสาวกัลยา ชินาธิวร ที่ปรึกษาด้านต่างประเทศ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานกล่าวเปิดการปฐมนิเทศและการอบรมด้านพิธีการต้อนรับ สำหรับเจ้าหน้าที่ประสานงาน (Liaison Officer) สำหรับการจัดการประชุม The 3rd UNESCO Global Forum on the Ethics of Artificial Intelligence 2025 (GFEAI 2025) เพื่อให้เตรียมตัวให้การรับรองผู้แทนระดับรัฐมนตรี เจ้าหน้าที่อาวุโส และผู้บริหารระดับสูงของประเทศสมาชิกยูเนสโก โดยมีผู้เข้ารับการฝึกอบรม ทั้งสิ้น 92 ท่าน ณ ห้องโลตัส 5 - 7 ชั้น 22 โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ บางกอก คอนเวนชัน เซ็นเตอร์ แอท เซ็นทรัลเวิลด์ ซึ่งการปฐมนิเทศครั้งนี้ได้รับเกียรติจากผู้แทนกรมพิธีการทูต กระทรวงการต่างประเทศ ในการทำหน้าที่เป็นวิทยากรบรรยายความรู้ และแนวทางปฏิบัติให้ทุกท่านที่จะปฏิบัติหน้าที่เป็นเจ้าหน้าที่ประสานงานสามารถปฏิบัติงานได้อย่างเหมาะสม และถูกต้องตามพิธีการทางการทูตต่อไป

วันที่ 13 มิถุนายน 2568 ศาสตราจารย์พิเศษวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) พร้อมด้วยนายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ เลขาธิการคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (BDE) ในฐานะโฆษกกระทรวงดีอี ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมการดำเนินนโยบายการปรับเปลี่ยนภาครัฐสู่การเป็นรัฐบาลดิจิทัล โดยดำเนินการยกระดับหน่วยงานภาครัฐใช้ระบบงานเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ (e-Document) ในระบบ e-Office ภายใต้ ระบบคลาวด์กลางภาครัฐ (GDCC) ณ เทศบาลนครพิษณุโลก อ.เมือง จ.พิษณุโลก ศาสตราจารย์พิเศษวิศิษฏ์ กล่าวว่า กระทรวงดีอี ได้สนับสนุนการยกระดับหน่วยงานภาครัฐใช้ระบบงานเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ (e-Document) ในระบบ e-Office ภายใต้ ระบบคลาวด์กลางภาครัฐ (GDCC) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการด้านเอกสาร และระบบอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องภายในองค์กร พร้อมทั้งยังช่วยยกระดับการให้บริการประชาชน ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการบริการที่สะดวก รวดเร็ว ลดขั้นตอนซ้ำซ้อน ไม่จำเป็น และลดการใช้กระดาษ สนับสนุนการปรับเปลี่ยนสู่รัฐบาลดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ ทั้งนี้กระทรวงดีอี ได้เร่งรัดสนับสนุนการใช้งานระบบ e-Office ซึ่งได้กำหนดเป้าหมายการใช้งานระบบของหน่วยงานรัฐและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในปี 2568 ไว้ที่จำนวน 1,000,000 Users โดยมีกรอบแนวทางการขับเคลื่อนภาครัฐผ่านเทคโนโลยีดิจิทัลแบบไร้กระดาษ ( Paperless Government) สู่รัฐบาลดิจิทัล แบ่งเป็น 2 ส่วนได้แก่ 1.กลไกส่วนภูมิภาค : กำหนดให้ โครงการ “Digital Korat: The Future Starts now - โคราช มหานครดิจิทัลแห่งอนาคต” จังหวัดนครราชสีมา เป็นจังหวัดต้นแบบในการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ในการบริหารจัดการภาครัฐในส่วนภูมิภาค ก่อนขยายไปยังส่วนภูมิภาคอื่นๆ ทั่วประเทศ อาทิ จังหวัดปทุมธานี จังหวัดชลบุรี จังหวัดสมุทรสงคราม จังหวัดอุดรธานี จังหวัดนครศรีธรรมราช ฯลฯ โดยมอบหมายให้สำนักงานสถิติแห่งชาติ (สำนักงานสถิติจังหวัด) เป็นผู้ประสานการขอใช้งานในระดับจังหวัด สำหรับจังหวัดพิษณุโลก มีหน่วยงานองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ที่เริ่มดำเนินการใช้งานระบบ e-Office ไปแล้วจำนวน 57 แห่ง จำนวนผู้ใช้งาน 1,046 Users หรือคิดเป็น 55.3% ของหน่วยงานภายในจังหวัด และกำลังดำเนินการขยายการใช้งานสู่หน่วยงานราชการเพื่อให้ครอบคลุมทั้งจังหวัดต่อไป 2.กลไกส่วนกลาง : กระทรวงดีอี ได้ร่วมขับเคลื่อนระบบ e-Office ในระดับกระทรวงและหน่วยงานราชการส่วนกลาง โดยได้มีการจัดทำ MOU ขับเคลื่อนการใช้งานเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ในระบบ e-Office ภายใต้บริการคลาวด์กลางภาครัฐ GDCC กับหน่วยงานต่างๆ อาทิ กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงวัฒนธรรม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน สถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (องค์การมหาชน) สำนักงานคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ และสำนักงานศาลยุติธรรม และล่าสุด กระทรวงคมนาคม ในช่วงระยะเวลา 5 เดือนที่ผ่านมาของปี 2568 กระทรวงดีอี ได้เร่งรัดการสนับสนุนการใช้งานระบบ e-office ในหน่วยงานรัฐ และอปท.ทั่วประเทศ แล้วกว่า 70 หน่วยงาน มีจำนวนผู้ดำเนินการใช้งานราว 610,000 users และกำลังขยายการใช้งานในหน่วยงานภาครัฐอย่างต่อเนื่อง เพื่อยกระดับประสิทธิภาพด้านการบริหารจัดการองค์กรและการให้บริการประชาชนเพิ่มมากขึ้น ผ่านการใช้งานเทคโนโลยีดิจิทัล ก้าวสู่สังคมไทยไร้กระดาษต่อไป สำหรับหน่วยงานภาครัฐ (ส่วนกลาง ภูมิภาค ท้องถิ่น และสถานศึกษาของรัฐ) สามารถขอรับการสนับสนุนการใช้งานระบบ e-Office ภายใต้บริการคลาวด์กลางภาครัฐ GDCC พร้อมทั้งให้ CA (Certification Authority) สำหรับผู้มีอำนาจลงนามหนังสือภายนอก โดยไม่มีค่าใช้จ่าย โดยสามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.mdes.go.th --------------------------------------------------------------------------------------

          วันนี้ (13 มิถุนายน 2568) ศาสตราจารย์พิเศษวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานในพิธีเปิดศูนย์ดิจิทัลชุมชนโรงเรียนพิษณุโลกพิทยาคม โดยมีนายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ เลขาธิการคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ตลอดจนผู้บริหารและบุคลากร หน่วยงานในสังกัดของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เข้าร่วมงาน โดยได้นำคณะสื่อมวลชนของกระทรวงฯ เยี่ยมชมการดำเนินงานของศูนย์ดิจิทัลชุมชนและสินค้าพื้นบ้านในชุมชน โดยมีนายอัครโชค สุวรรณทอง ปลัดจังหวัดพิษณุโลก จ่าสิบเอกประมวล วันมี ผู้อำนวยการโรงเรียน ตลอดจนหัวหน้าส่วนราชการ คณะครู นักเรียน และประชาชนในพื้นที่ร่วมให้การต้อนรับ ณ โรงเรียนพิษณุโลกพิทยาคม อำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก นอกจากนี้ ศาสตราจารย์พิเศษวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม พร้อมคณะ ยังได้เดินทางไปเยี่ยมชมการใช้งานระบบ e-Office ของเทศบาลเมืองพิษณุโลก และร่วมเป็นประธานในพิธีเปิดการจัดกิจกรรมให้ความรู้ Fake News แก่นักเรียนโรงเรียนวังทองพิทยาคม อ.วังทอง จ.พิษณุโลก อีกด้วย ----------------------‐---------------

วันที่ 13-14 มิถุนายน 2568 ศาสตราจารย์พิเศษวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานการจัดกิจกรรมสร้างการรับรู้ เพื่อรู้เท่าทันและรับมือกับข่าวปลอม ครั้งที่ 2 ภายใต้โครงการศูนย์ประสานงานและแก้ไขปัญหาข่าวปลอม (Anti Fake News Center: AFNC) จังหวัดพิษณุโลก โดยมีนายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ เลขาธิการคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (BDE) ในฐานะโฆษกกระทรวงดีอี พร้อมด้วยผู้บริหารหน่วยงานในสังกัดกระทรวงดีอี ผู้นำชุมชน กลุ่มผู้สูงอายุในพื้นที่จังหวัดพิษณุโลก และเยาวชนจากโรงเรียนวังทองพิทยาคม เข้าร่วม ศาสตราจารย์พิเศษวิศิษฏ์ กล่าวว่า การสร้างความตระหนักรู้ เสริมสร้างทักษะการใช้งานเทคโนโลยี สร้างภูมิคุ้มกัน และแนวทางป้องกันภัยทางออนไลน์ ถือเป็นภารกิจสำคัญของกระทรวงดีอี เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในการใช้งานดิจิทัล และรู้เท่าทันสื่อสังคมออนไลน์ ที่มีบทบาทสำคัญในชีวิตประจำวันของประชาชน สอดคล้องกับที่เทคโนโลยี AI (ปัญญาประดิษฐ์) กำลังมีบทบาทเพิ่มมากขึ้น ทั้งในการเผยแพร่ข้อมูลเนื้อหาและข่าวสารที่อยู่ในอินเทอร์เน็ต สร้างความเข้าใจในการวิเคราะห์ข่าว รู้จักแยกแยะข้อความที่เป็นข่าวจริง ข่าวปลอม และข่าวบิดเบือน ซึ่งสามารถเข้าถึงได้ง่าย ผ่านการใช้สมาร์ทโฟน และแท็บเล็ต ทั้งนี้จากผลสำรวจของสำนักงานสถิติแห่งชาติ เรื่องการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในครัวเรือน พ.ศ.2567 (ไตรมาส 1) พบว่า ประชาชนทั่วประเทศใช้โทรศัพท์มือถือแบบ Smart Phone มากถึงร้อยละ 96.3 ทำให้เป็นที่สังเกตว่าปัจจุบัน ข้อมูล ข่าวสาร และเนื้อหาต่างๆ มักจะแพร่กระจายอย่างรวดเร็วและไปในวงกว้างมาก โดยเฉพาะข่าวสารที่บิดเบือนข้อเท็จจริง อาจก่อให้เกิดความเข้าใจผิดและส่งผลกระทบต่อประชาชน สังคม เศรษฐกิจ หรือความมั่นคงของประเทศในวงกว้าง ไม่ว่าจะเป็นด้านภัยพิบัติ เศรษฐกิจ สุขภาพอนามัย นโยบายรัฐบาล และด้านอื่นๆ รวมถึงข่าวสารที่กระทบต่อความมั่นคงของชาติ ดังนั้นกระทรวงดีอี ได้กำหนดจัดกิจกรรมนิทรรศการสร้างความรู้ และเสริมทักษะรู้เท่าทันและรับมือกับข่าวปลอม ให้กับผู้นำชุมชน กลุ่มผู้สูงอายุ และเยาวชน ในพื้นที่จังหวัดพิษณุโลกและพื้นที่ใกล้เคียง เพื่อสร้างภูมิคุ้มกัน และสร้างทักษะการป้องกันภัยและรับมือกับข่าวปลอมให้กับประชาชน โดยแบ่งเป็น 2 กิจกรรม เพื่อให้เหมาะสมกับเยาวชน นักเรียน นักศึกษา และผู้นำชุมชน กลุ่มผู้สูงอายุ ขณะเดียวกัน กระทรวงดีอี ยังได้มุ่งเน้นส่งเสริมทักษะการใช้งานเทคโนโลยี AI หรือ ปัญญาประดิษฐ์ ในการวิเคราะห์เชิงลึก สามารถแยกแยะและตรวจสอบข้อมูลข่าวสาร ข้อเท็จจริง ข่าวปลอม ข่าวบิดเบือน ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อใช้ในการสร้างภูมิคุ้มกันการใช้งานสื่อสังคมออนไลน์ หรือ โซเชียลมีเดีย ปิดกั้นช่องทางการก่ออาชญากรรมออนไลน์ของมิจฉาชีพ และสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชนโดยสามารถแจ้งเบาะแส สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม หรือตรวจสอบรายละเอียดข้อมูลข่าวสาร ข้อเท็จจริง ได้ที่เว็บไซต์ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมประเทศไทย www.antifakenewscenter.com  Line OA: @antifakenewscenter  เฟซบุ๊ก แฟนเพจ : Anti Fake News Center Thailand ทวิตเตอร์ (X) : https://twitter.com/AFNCThailand  Tiktok: @antifakenewscenter Instagram : afnc_thailand อย่างไรก็ตามการจัดกิจกรรม  สร้างการรับรู้ เพื่อรู้เท่าทันและรับมือกับข่าวปลอม ครั้งที่ 2 ภายใต้โครงการศูนย์ประสานงานและแก้ไขปัญหาข่าวปลอม (Anti Fake News Center: AFNC) จังหวัดพิษณุโลก เน้นสร้างทักษะด้านดิจิทัล สร้างภูมิคุ้มกันให้กับประชาชน เพื่อการรู้เท่าทัน “ข่าวปลอม” ซึ่งเป็นช่องทางหนึ่งของอาชญากรรมกรรมออนไลน์ ทั้งนี้การจัดกิจกรรมเน้นให้ความสำคัญกับนักเรียน เยาวชน ซึ่งถือเป็นพลังสำคัญในการพัฒนาประเทศชาติ และเป็นสื่อสัมพันธ์ที่ดี ระหว่างหน่วยงาน โรงเรียน และสถาบันครอบครัว ด้านผู้นำชุมชน และกลุ่มผู้สูงอายุนั้น ถือเป็นส่วนหนึ่งของผู้เผยแพร่ส่งต่อความรู้และทักษะ ภูมิคุ้มกันด้านอาชญากรรมออนไลน์ให้กับชุมชน ประชาชนในพื้นที่ต่อไป --------------------------------------------------------------------------------------

กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ตรวจพบข่าวปลอมรายสัปดาห์ ที่ประชาชนให้ความสนใจสูงสุดอันดับที่ 1 เรื่อง “กองทัพสหรัฐฯ ส่งเครื่องบินรบช่วยไทยสู้กัมพูชา” รองลงมาคือเรื่อง “ชาฟอกไต บำรุงฟื้นฟูไตทุกระยะ ไตวายเฉียบพลัน ไตวายเรื้อรัง ไตเสื่อม” โดยขอให้ประชาชน อย่าหลงเชื่อข่าวปลอม เลือกเชื่อ เลือกแชร์ ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ อาจทำให้เกิดความวิตกกังวล สับสน และเข้าใจผิดในสังคม นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ เลขาธิการคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (BDE) ในฐานะโฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) กล่าวถึงผลการมอนิเตอร์และรับแจ้งข่าวปลอมของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ระหว่างวันที่ 6 – 12 มิถุนายน 2568 พบข้อความที่เข้ามาทั้งหมด 819,083 ข้อความ โดยมีข้อความที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ (Verify) ทั้งสิ้น 551  ข้อความ สำหรับช่องทางที่มีการพบเบาะแสมากที่สุด คือ ข้อความที่มาจาก Social Listening จำนวน 515 ข้อความ ตามมาด้วยการแจ้งเบาะแสผ่าน Line Official จำนวน 30 ข้อความ และผ่าน Facebook จำนวน 6 ข้อความ รวมเรื่องที่ต้องดำเนินการตรวจสอบทั้งหมด 191 เรื่อง และจากการประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้รับผลการตรวจสอบกลับมาแล้ว 80 เรื่อง ทั้งนี้ กระทรวงดีอี ได้แบ่งข่าวปลอมที่ได้รับความสนใจเป็น 5 กลุ่ม ประกอบด้วย กลุ่มที่ 1 : นโยบายรัฐบาล ข่าวสารทางราชการ ความสงบเรียบร้อยของสังคม ขัดศีลธรรมอันดี และความมั่นคงภายในประเทศ จำนวน 109 เรื่อง กลุ่มที่ 2 : ผลิตภัณฑ์สุขภาพ วัตถุอันตราย เครื่องสำอาง รวมถึงสินค้าและบริการที่ผิดกฎหมายจำนวน 29 เรื่อง กลุ่มที่ 3 : ภัยพิบัติ จำนวน 4 เรื่อง กลุ่มที่ 4 : เศรษฐกิจ จำนวน 3 เรื่อง กลุ่มที่ 5 : กลุ่มอาชญากรรมออนไลน์ จำนวน 46 เรื่อง นายเวทางค์ กล่าวต่อว่า เมื่อพิจารณาจากข่าวปลอมที่ได้รับความสนใจในลำดับต้นๆ ในสัปดาห์นี้ เป็นข่าวเกี่ยวกับเรื่องความมั่นคงของประเทศ โดยเฉพาะสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา เรื่องสุขภาพ และการให้บริการของหน่วยงานรัฐ ซึ่งมีผลกระทบต่อสังคมส่วนใหญ่ ทำให้เกิดความเข้าใจผิด สับสน และวิตกกังวลได้ โดยข่าวที่ได้รับความสนใจจากประชาชนมากที่สุด 10 อันดับ ได้แก่ อันดับที่ 1 : เรื่อง กองทัพสหรัฐฯ ส่งเครื่องบินรบช่วยไทยสู้กัมพูชา อันดับที่ 2 : เรื่อง ชาฟอกไต บำรุงฟื้นฟูไตทุกระยะ ไตวายเฉียบพลัน ไตวายเรื้อรัง ไตเสื่อม อันดับที่ 3 : เรื่อง APCO ทำให้เชื้อ HIV หมดฤทธิ์ อันดับที่ 4 : เรื่อง ภาพวิดีโอ สมเด็จฮุน เซน ลูบหัว รมว.กห. ไทย อันดับที่ 5 : เรื่อง ดื่มน้ำต้มแพงพวยฝรั่งตากแห้ง แก้เบาหวาน ลดความดันโลหิต ต้านมะเร็ง ถอนพิษ แก้หนองในอันดับที่ 6 : เรื่อง รับสมัครแรงงานไทย ไปทำงานที่ออสเตรเลีย ถูกต้องตามกฎหมาย ผ่านเพจ Work Australia agency 012 อันดับที่ 7 : เรื่อง ไทย-กัมพูชา เจรจา JBC ไม่สำเร็จ กองทัพไทยพร้อมเปิดศึกใน 7 วัน อันดับที่ 8 : เรื่อง สนามแม่เหล็กโลกระดับ G4 อาจส่งผลให้รู้สึกเหนื่อย ง่วง และอารมณ์แปรปรวน อันดับที่ 9 : เรื่อง กองสลาก สั่งล็อกเลข แจกรางวัลกระตุ้นเศรษฐกิจ อันดับที่ 10 : เรื่อง ตม. พร้อมลัดคิวทำวีซ่าพาสปอร์ตจีน เสร็จใน 5 นาที สำหรับอันดับ 1 เรื่อง “กองทัพสหรัฐฯ ส่งเครื่องบินรบช่วยไทยสู้กัมพูชา” กระทรวงดีอี ได้ประสานงานร่วมกับ กองทัพอากาศ พบว่าเป็นข้อมูลเท็จ โดยขอชี้แจงว่า จากการตรวจสอบข่าวสารที่มีการแชร์บนสื่อออนไลน์ ไม่พบแหล่งที่มาของข้อมูลที่น่าเชื่อถือ และขณะนี้กองทัพสหรัฐฯ ก็ไม่ได้มีการส่งเครื่องบินรบมายังไทย และไทยยังไม่มีการเตรียมสู้รบกับกัมพูชาแต่อย่างใด ข้อมูลนี้จึงเป็นข้อมูลเท็จที่ไม่มีแหล่งที่มา ขอประชาชนอย่าส่งต่อเพื่อป้องกันความเข้าใจผิด ในส่วนข่าวปลอมอันดับ 2 เรื่อง “ชาฟอกไต บำรุงฟื้นฟูไตทุกระยะ ไตวายเฉียบพลัน ไตวายเรื้อรัง ไตเสื่อม” กระทรวงดีอี ได้ร่วมกับ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กระทรวงสาธารณสุข ตรวจสอบพบว่า เป็นข้อมูลเท็จ โดยขอเตือนว่า รูปผลิตภัณฑ์ชา ตามที่ปรากฏในภาพข่าว เป็นผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนประกอบของสมุนไพร ซึ่งอวดอ้างสรรพคุณเกินจริง และจากการสืบค้นในระบบฐานข้อมูลผลิตภัณฑ์ที่ได้รับอนุญาตจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา ไม่พบการได้รับอนุญาตจาก อย. แต่อย่างใด ดังนั้น จึงไม่แนะนำให้ใช้ผลิตภัณฑ์สมุนไพรนี้ อย่างไรก็ตาม ดีอี มีความห่วงใยประชาชน เรื่องความตระหนักรู้เท่าทันข่าวปลอมที่ถูกแพร่กระจายบนสื่อออนไลน์ โซเชียล ซึ่งหากขาดความรู้เท่าทันส่งต่อข้อมูลข่าวปลอม ทำให้เกิดการหลงเชื่อ สร้างความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน เกิดความวิตกกังวล หรืออาจสร้างความเสียหายต่อชีวิต ทรัพย์สิน หรือข้อมูลส่วนบุคคล และอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้าง ดังนั้นจึงควรตรวจสอบข้อเท็จจริงของข่าวหรือลิงก์เว็บไซต์ให้แน่ชัดสามารถแจ้งเบาะแส ข่าวปลอม และอาชญากรรมออนไลน์ทุกรูปแบบ โทรสายด่วน 1111 (24 ชม.) |  Line ID: @antifakenewscenter | เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com --------------------------------------------------------------------------------------

กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ตรวจพบข่าวปลอมรายสัปดาห์ที่เกี่ยวข้องกับอาชญากรรมออนไลน์ ซึ่งประชาชนให้ความสนใจสูงสุดอันดับที่ 1 เรื่อง “ออมสินเปิดบริการสินเชื่อให้ยืมวงเงินสูงสุด 1,000,000 บาท ผ่านเพจ LEASE it CPT 008” รองลงมาคือเรื่อง “การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค เปิดเว็บไซต์ใหม่ให้บริการประชาชน” โดยขอให้ประชาชน อย่าหลงเชื่อข่าวปลอม เลือกเชื่อ-แชร์ ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ หวั่นสร้างความสูญเสียทั้งข้อมูลส่วนบุคคล ทรัพย์สิน และอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้าง นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ เลขาธิการคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (BDE) ในฐานะโฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) กล่าวถึงผลการมอนิเตอร์และรับแจ้งข่าวปลอมของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ระหว่างวันที่ 6 – 12 มิถุนายน 2568 พบข้อความที่เข้ามาทั้งหมด 819,083 ข้อความ โดยมีข้อความที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ (Verify) ทั้งสิ้น 551  ข้อความ สำหรับช่องทางที่มีการพบเบาะแสมากที่สุด คือ ข้อความที่มาจาก Social Listening จำนวน 515 ข้อความ ตามมาด้วยการแจ้งเบาะแสผ่าน Line Official จำนวน 30 ข้อความ และผ่าน Facebook จำนวน 6 ข้อความ รวมเรื่องที่ต้องดำเนินการตรวจสอบทั้งหมด 191 เรื่อง และจากการประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้รับผลการตรวจสอบกลับมาแล้ว 80 เรื่อง  โดยในจำนวนนี้เป็นข่าวปลอมเกี่ยวกับอาชญากรรมออนไลน์ที่ได้รับความสนใจจากประชาชนมากที่สุด 10 อันดับ ได้แก่ อันดับที่ 1 : เรื่อง ออมสินเปิดบริการสินเชื่อให้ยืมวงเงินสูงสุด 1,000,000 บาท ผ่านเพจ LEASE it CPT 008 อันดับที่ 2 : เรื่อง การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค เปิดเว็บไซต์ใหม่ให้บริการประชาชน อันดับที่ 3 : เรื่อง ก.ล.ต. โฆษณาผู้แนะนำการลงทุนผ่านบัญชีไลน์ อันดับที่ 4 : เรื่อง ปปง. เปิดลงทะเบียนรับเงินคืนทางออนไลน์ ผ่านบัญชี TikTok lawyers678 อันดับที่ 5 : เรื่อง ซีพีเสนอขายหุ้นหลักทรัพย์ระยะสั้นและระยะยาว ให้แก่ผู้ลงทุนทั่วไปและผู้ลงทุนสถาบัน รับรองโดย ก.ล.ต. อันดับที่ 6 : เรื่อง SET เปิดเทคนิคเลือกหุ้นและบริหารพอร์ต ผ่านเพจ Marie Taschner Raegan อันดับที่ 7 : เรื่อง กฟภ. เปิดรับแจ้งเปลี่ยนมิเตอร์ใหม่ ผ่านไลน์ไอดี pea18900 อันดับที่ 8 : เรื่อง ป.ป.ท. เปิดเพจเฟซบุ๊ก Protection of victims ASEAN ปราบปรามอาชญากรรม อันดับที่ 9 : เรื่อง ออมสิน ปล่อยสินเชื่อผ่าน TikTok ชื่อ user18402120787 อันดับที่ 10 : เรื่อง ตลาดหลักทรัพย์ฯ เปิดเพจเฟซบุ๊ก Beckham Nicky Hergenrother “เมื่อพิจารณาจากข่าวปลอมที่ประชาชนสนใจมากที่สุด จาก 10 อันดับข้างต้น พบว่าเป็นข่าวการให้บริการสินเชื่อของธนาคารออมสิน การชักชวนให้ลทุนโดยอ้างชื่อของหน่วยงานที่น่าเชื่อถือ รวมทั้งการบริการให้ความช่วยเหลือประชาชนของหน่วยงานต่างๆ ซึ่งอาจทำให้ประชาชนที่สนใจเกิดความเข้าใจผิด มีผลกระทบต่อทั้งตัวบุคคลที่เชื่อและแชร์ข้อมูลส่งต่อกันไปเป็นวงกว้าง เกิดความสับสน โดยประชาชนอาจตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพ สร้างความเสียหายทั้งทรัพย์สินและข้อมูลส่วนบุคคลได้” นายเวทางค์ กล่าว สำหรับอันดับ 1 เรื่อง “ออมสินเปิดบริการสินเชื่อให้ยืมวงเงินสูงสุด 1,000,000 บาท ผ่านเพจ LEASE it CPT 008” กระทรวงดีอี ได้ตรวจสอบร่วมกับ ธนาคารออมสิน กระทรวงการคลัง พบว่าเป็นข้อมูลเท็จ และขอแจ้งเตือนว่า เพจเฟซบุ๊กดังกล่าวไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับธนาคารแต่อย่างใด เป็นการกระทำของมิจฉาชีพที่ทำการแอบอ้างใช้ชื่อและโลโก้ของธนาคารออมสิน เพื่อหลอกลวงประชาชน ขออย่าหลงเชื่อและอย่าให้ข้อมูลส่วนตัวแก่บัญชีดังกล่าวโดยเด็ดขาด หากมีข้อสงสัยหรือต้องสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โทร. 02 299 8000 อย่างไรก็ตาม ดีอี มีความห่วงใยประชาชน เรื่องความตระหนักรู้เท่าทันข่าวปลอมที่ถูกแพร่กระจายบนสื่อออนไลน์ โซเชียล ซึ่งหากขาดความรู้เท่าทัน ส่งต่อข้อมูลข่าวปลอม ทำให้เกิดการหลงเชื่อ สร้างความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน สร้างความเสียหายต่อทรัพย์สิน หรือข้อมูลส่วนบุคคล และอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้าง ดังนั้นจึงควรตรวจสอบข้อเท็จจริงของข่าวหรือลิงก์เว็บไซต์ให้แน่ชัด สามารถแจ้งเบาะแส ข่าวปลอม และอาชญากรรมออนไลน์ทุกรูปแบบ โทรสายด่วน 1111 (24 ชม.) |  Line ID: @antifakenewscenter | เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com --------------------------------------------------------------------------------------

icon-sitemap    std-w1    std-w2    WCAG 2.0 (Level AA)
จำนวนผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์ Loading...


กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

เลขที่ 120 หมู่ 3 ชั้น 8-11 ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 (อาคาร ซี) ซอยแจ้งวัฒนะ 7 ถนนแจ้งวัฒนะ แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ 10210

facebook
instagram
twitter
youtube
rss
tiktok
threads
Icon Q&A
black ribbon.