Logo DE Ministry.
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
Ministry of Digital Economy and Society
Logo DE Ministry.
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
Ministry of Digital Economy and Society
ตัวช่วยเหลือในการเข้าถึงเว็บไซต์
ค้นหา



วันที่ 4 กรกฎาคม 2568 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานการประชุมผู้บริหารกระทรวงดีอี (Top Executives) ครั้งที่ 6/2568 โดยมีศาสตราจารย์พิเศษวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงดีอี ดร.ณัฐพล ณัฏฐสมบูรณ์ รองปลัดกระทรวงดีอี ดร.ปิยนุช วุฒิสอน รองปลัดกระทรวงดีอี พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร และหัวหน้าหน่วยงานในสังกัดกระทรวงดีอี เข้าร่วม ณ ห้องประชุม 801 บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) (NT)





วันที่ 4 กรกฎาคม 2568 นางสาวชมภารี ชมภูรัตน์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เข้าร่วมพิธีแสดงธรรมเทศนาและพิธีเจริญพระพุทธมนต์ เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลและเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 28 กรกฎาคม 2568 โดยมี พลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ ประธานองคมนตรี เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วยคณะองคมนตรี ผู้ที่เกี่ยวข้อง และประชาชนทั่วไปที่สนใจ เข้าร่วมงานเป็นจำนวนมาก ณ ลานองค์พระศรีศากยะทศพลญาณประธานพุทธมณฑลสุทรรศน์  

วันที่ 4 กรกฎาคม 2568 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานการประชุมผู้บริหารกระทรวงดีอี (Top Executives) ครั้งที่ 6/2568 โดยมีศาสตราจารย์พิเศษวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงดีอี ดร.ณัฐพล ณัฏฐสมบูรณ์ รองปลัดกระทรวงดีอี ดร.ปิยนุช วุฒิสอน รองปลัดกระทรวงดีอี พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร และหัวหน้าหน่วยงานในสังกัดกระทรวงดีอี เข้าร่วม ณ ห้องประชุม 1 ชั้น 14 อาคาร 9 บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) หรือ NT นายประเสริฐ กล่าวว่า จากการที่รัฐบาลไทย โดยกระทรวงดีอี กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) และกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เป็นเจ้าภาพการจัดงาน “The 3rd Global Forum on the Ethics of AI 2025” ร่วมกับ ยูเนสโก ได้รับการตอบรับที่ดี พร้อมทั้งคำชื่นชมจากยูเนสโก ผู้นำประเทศ และเข้าร่วมงานเป็นจำนวนมาก ซึ่งถือว่าประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี ทั้งนี้กระทรวงดีอี พร้อมเดินหน้าการใช้งานเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) อย่างต่อเนื่อง ภายใต้หลักการการกำกับดูแลด้วยจริยธรรม AI โดยขณะนี้ได้ดำเนินการนำเทคโนโลยี AI มาประยุกต์ใช้ในกระบวนการระงับการแพร่หลายและตรวจสอบการเข้าถึงเว็บไซต์ผิดกฎหมาย หรือที่เรียกว่า “WebD Project” ในรูปแบบแพลตฟอร์ม สำหรับ แพลตฟอร์ม “WebD” เป็นแพลตฟอร์มเร่งรัดกระบวนการระงับเว็บไซต์ผิดกฎหมายซึ่งมีมากกว่า 100,000 URLs ต่อปี โดยใช้เทคโนโลยี AI และ RPA ในการค้นหา เก็บหลักฐาน สร้างคำร้องต่อศาลแบบ Paperless และส่งคำสั่งไปยังผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต (ISP) โดยอัตโนมัติ พร้อมมีระบบ "URLs Checker" เพื่อตรวจสอบการปิดกั้นอย่างต่อเนื่อง ในส่วนจุดเด่นของแพลตฟอร์มดังกล่าว พบว่าสามารถทำงานได้เร็วกว่าเจ้าหน้าที่ถึง 31.5 เท่า ช่วยลดขั้นตอนการยื่นคำร้องต่อศาลลงได้ 5 วันทำการ และคาดว่าจะเพิ่มจำนวน URLs ที่ถูกสั่งปิดในปี 2568 ได้ถึงร้อยละ 70.7 จากเดิมในปี 2567 (โดยเฉลี่ยเพิ่มขึ้นวันละ 175 URLs) นอกจากนี้ “WebD” ยังมีระบบค้นหาและจัดเก็บหลักฐานเว็บไซต์ผิดกฎหมาย (AI Crawler) ซึ่งใช้ในการตรวจสอบ URLs ที่เข้าข่ายผิดกฎหมาย (เทียบเท่าการทำงานโดยเจ้าหน้าที่จำนวน 94 คน) ก่อนส่งต่อไปยังระบบแอปพลิเคชัน สำหรับตรวจสอบ/กลั่นกรองเว็บไซต์ผิดกฎหมาย และเข้าสู่กระบวนการยื่นคำร้องต่อศาล (สร้างคำร้องส่งต่อไปยังศาลอาญาผ่านระบบออนไลน์) กระบวนการสั่งปิด (ระบบส่งคำสั่งศาลไปยังผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต (ISP) และกระบวนการปรับพินัย โดยเป็นการประยุกต์ใช้งานเทคโนโลยี AI ร่วมกับการทำงานของเจ้าหน้าที่ “การใช้งานแพลตฟอร์ม WebD จะช่วยให้กระบวนการทำงานในการระงับ ปิดกั้นเว็บไซต์ URLs ผิดกฎหมายสามารถทำได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยเว็บไซต์ผิดกฎหมายเหล่านี้เป็นส่วนสำคัญของการก่ออาชญากรรมออนไลน์ ซึ่งรัฐบาลและกระทรวงดีอีให้ความสำคัญในการป้องกันและปราบปรามอาญากรรมทางเทคโนโลยีเพื่อลดผลกระทบที่มีต่อประชาชน” รองนายกฯ ประเสริฐ กล่าว  ขณะเดียวกันที่ประชุมฯ ยังได้มีการพิจารณาประเด็นที่สำคัญ ดังนี้ 1.การเร่งรัดดำเนินการใช้งาน แพลตฟอร์มป้องกันการโทรหลอกลวง “DE-fence platform” อย่างเต็มระบบ ซึ่งขณะนี้เปิดให้ประชาชนได้ดาวน์โหลดแอปพลิเคชันใช้งานในระบบ BETA และเตรียมพร้อมให้ประชาชนใช้งานเต็มระบบในเร็วๆนี้สำหรับ “DE-fence platform”เป็นแพลตฟอร์มที่ใช้ในการแจ้งเตือนประชาชน ช่วยในการคัดกรองสายเรียกเข้า และข้อความสั้น (SMS) ของคนร้าย รวมถึงช่วยยืนยันเบอร์โทรจากหน่วยงานสำคัญ เช่น ตำรวจ หรือ สถาบันการเงิน เป็นต้น 2.การติดตามตรวจสอบเรื่องข่าวปลอม และข้อมูลบิดเบือนเกี่ยวกับความมั่นคงระหว่างประเทศ ไทย-กัมพูชา กระทรวงดีอี โดยศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมฯ ได้ประสานการทำงานร่วมกับหน่วยงานความมั่นคง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อย่างใกล้ชิด โดยได้ตรวจสอบข่าวสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา และยืนยันว่าเป็นข่าวปลอม/บิดเบือน 42 เรื่อง ซึ่งได้ดำเนินการส่งปิดกั้นรวม 29 URLs เพื่อสร้างการรับรู้ ความเข้าใจที่ถูกต้องให้แก่ประชาชน 3.การแจ้งเตือนเรื่องภัยพิบัติ และภัยทางธรรมชาติ ขณะนี้กระทรวงดีอี โดยกรมอุตุนิยมได้ดำเนินการเชื่อมโยงข้อมูลอุตุนิยมวิทยาเข้ากับแอปพลิเคชัน "ทางรัฐ" เรียบร้อยแล้ว ซึ่งประกอบด้วยการให้บริการ 3 ประเภท ได้แก่ พยากรณ์อากาศล่วงหน้า 7 วัน เส้นทางเดินพายุ และข้อมูลแผ่นดินไหว --------------------------------------------------------------------------------------

กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ตรวจพบข่าวปลอมรายสัปดาห์ ที่ประชาชนให้ความสนใจสูงสุดอันดับที่ 1 เรื่อง “วันที่ 5 ก.ค. 2025 จะเกิดคลื่นสึนามิใหญ่” รองลงมาคือเรื่อง “เสี่ยงเกิดสึนามิที่ภาคใต้ฝั่งอันดามัน อาจรุนแรงกว่าปี 2547” โดยขอให้ประชาชน อย่าหลงเชื่อข่าวปลอม เลือกเชื่อ เลือกแชร์ ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ อาจทำให้เกิดความตื่นตระหนก วิตกกังวล สับสน และเข้าใจผิดในสังคม นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ เลขาธิการคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (BDE) ในฐานะโฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) กล่าวถึงผลการมอนิเตอร์และรับแจ้งข่าวปลอมของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ระหว่างวันที่ 27 มิถุนายน – 3 กรกฎาคม 2568 พบข้อความที่เข้ามาทั้งหมด 1,431,745 ข้อความ โดยมีข้อความที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ (Verify) ทั้งสิ้น 719  ข้อความ สำหรับช่องทางที่มีการพบเบาะแสมากที่สุด คือ ข้อความที่มาจาก Social Listening จำนวน 689 ข้อความ ตามมาด้วยการแจ้งเบาะแสผ่าน Line Official จำนวน 30 ข้อความ รวมเรื่องที่ต้องดำเนินการตรวจสอบทั้งหมด 193 เรื่อง และจากการประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้รับผลการตรวจสอบกลับมาแล้ว 67 เรื่อง ทั้งนี้ กระทรวงดีอี ได้แบ่งข่าวปลอมที่ได้รับความสนใจเป็น 5 กลุ่ม ประกอบด้วย กลุ่มที่ 1 : นโยบายรัฐบาล ข่าวสารทางราชการ ความสงบเรียบร้อยของสังคม ขัดศีลธรรมอันดี และความมั่นคงภายในประเทศ จำนวน 117 เรื่อง กลุ่มที่ 2 : ผลิตภัณฑ์สุขภาพ วัตถุอันตราย เครื่องสำอาง รวมถึงสินค้าและบริการที่ผิดกฎหมายจำนวน 25 เรื่อง กลุ่มที่ 3 : ภัยพิบัติ จำนวน 13 เรื่อง กลุ่มที่ 4 : เศรษฐกิจ จำนวน 5 เรื่อง กลุ่มที่ 5 : กลุ่มอาชญากรรมออนไลน์ จำนวน 33 เรื่อง นายเวทางค์ กล่าวต่อว่า เมื่อพิจารณาจากข่าวปลอมที่ได้รับความสนใจในลำดับต้นๆ ในสัปดาห์นี้ เป็นข่าวเกี่ยวกับเรื่องของภัยพิบัติ ความมั่นคงระหว่างประเทศ ข่าวเรื่องผลิตภัณฑ์สุขภาพ และเรื่องสุขภาพ ซึ่งมีผลกระทบต่อสังคมส่วนใหญ่ ทำให้เกิดความตื่นตระหนก วิตกกังวล สับสน เข้าใจผิดได้ โดยข่าวที่ได้รับความสนใจจากประชาชนมากที่สุด 10 อันดับ ได้แก่ อันดับที่ 1 : เรื่อง วันที่ 5 ก.ค. 2025 จะเกิดคลื่นสึนามิใหญ่ อันดับที่ 2 : เรื่อง เสี่ยงเกิดสึนามิที่ภาคใต้ฝั่งอันดามัน อาจรุนแรงกว่าปี 2547 อันดับที่ 3 : เรื่อง เกิดแผ่นดินไหวบริเวณทะเลอันดามัน เตรียมตัวรับเมนช็อกที่ขนาดความลึกเท่ากัน อันดับที่ 4 : เรื่อง วันที่ 5 ก.ค. 68 จะเกิดสึนามิใน จ.ชุมพร และ นราธิวาส อันดับที่ 5 : เรื่อง กองทัพไทย ส่งหน่วยรบพิเศษตามด้วย Gripen ทำลายคลังเสบียงกัมพูชา อันดับที่ 6 : เรื่อง ประเทศไทยเฝ้าระวังแผ่นดินไหว พบการเขย่าแรงขึ้นในวันที่ 25 มิ.ย. 68 อันดับที่ 7 : เรื่อง ผลิตภัณฑ์ Genesis ลดอาการหูอื้อ หูดับ เสียงดังรบกวนในหู อันดับที่ 8 : เรื่อง อาการคันเท้า เป็นสัญญาณของ โรคตับ เบาหวาน และโรคไต อันดับที่ 9 : เรื่อง กัมพูชาปิดด่าน จ.จันทบุรี ทำให้รถขนสินค้าไทยกลับเข้าประเทศไม่ได้ อันดับที่ 10 : เรื่อง พบโดรนจากไทยถูกส่งไปกัมพูชา สำหรับอันดับ 1 เรื่อง “วันที่ 5 ก.ค. 2025 จะเกิดคลื่นสึนามิใหญ่” กระทรวงดีอี โดย กรมอุตุนิยมวิทยา ตรวจสอบพบว่า เป็นข้อมูลเท็จ โดยขอชี้แจงว่า ปัจจุบันยังไม่มีเทคโนโลยีหรือวิธีการใดบนโลก ที่สามารถทำนายวัน เวลา ที่จะเกิดแผ่นดินไหว และสึนามิ ได้อย่างถูกต้องแม่นยำ โดยทางกรมอุตุนิยมวิทยาได้มีการเฝ้าระวังภัยพิบัติอย่างใกล้ชิด หากมีภัยพิบัติเกิดขึ้น ทางกรมอุตุฯ จะรีบทำการแจ้งเตือนประชาชนทันที และหากมีข้อสงสัยหรือต้องการข้อมูลเพิ่มเติม สามารถสอบถามได้ที่เว็บไซต์กองเฝ้าระวังแผ่นดินไหว ตลอด 24 ชม. หรือ โทรสายด่วน 1182 เช่นเดียวกับข่าวปลอมอันดับ 2 เรื่อง “เสี่ยงเกิดสึนามิที่ภาคใต้ฝั่งอันดามัน อาจรุนแรงกว่าปี 2547” กระทรวงดีอี โดยกรมอุตุนิยมวิทยา ตรวจสอบพบว่าเป็นข้อมูลเท็จ โดยขอชี้แจงว่า โพสต์ที่มีการแชร์ต่อๆ กันในเฟซบุ๊กข้างต้นนั้น ไม่เป็นความจริง ทั้งนี้การที่แผ่นเปลือกโลกจะมีการปลดปล่อยพลังงานให้รุนแรงเท่ากับแผ่นดินไหวขนาด 9.3 ที่เกิดในปี 2547 และจะทำให้เกิดสึนามิที่รุนแรงยิ่งกว่าเก่านั้น จากการประเมินและคำนวน พบว่า คาบอุบัติซ้ำ (Return Period) ในการเกิดแผ่นดินไหวแบบ Megathrust ในปี 2547 จะใช้เวลาอีกประมาณ 400-600 ปี ทำให้ในปัจจุบันยังไม่สามารถเกิดขึ้นซ้ำได้แต่อย่างใด อย่างไรก็ตาม ดีอี มีความห่วงใยประชาชน เรื่องความตระหนักรู้เท่าทันข่าวปลอมที่ถูกแพร่กระจายบนสื่อออนไลน์ โซเชียล ซึ่งหากขาดความรู้เท่าทันส่งต่อข้อมูลข่าวปลอม ทำให้เกิดการหลงเชื่อ สร้างความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน เกิดความวิตกกังวล หรืออาจสร้างความเสียหายต่อชีวิต ทรัพย์สิน หรือข้อมูลส่วนบุคคล และอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้าง ดังนั้นจึงควรตรวจสอบข้อเท็จจริงของข่าวหรือลิงก์เว็บไซต์ให้แน่ชัด สามารถแจ้งเบาะแส ข่าวปลอม และอาชญากรรมออนไลน์ทุกรูปแบบ โทรสายด่วน 1111 (24 ชม.) |  Line ID: @antifakenewscenter | เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com --------------------------------------------------------------------------------------

กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ตรวจพบข่าวปลอมรายสัปดาห์ที่เกี่ยวข้องกับอาชญากรรมออนไลน์ ซึ่งประชาชนให้ความสนใจสูงสุดอันดับที่ 1 เรื่อง “OR เปิดให้ลงทุนหุ้นคาเฟ่อเมซอน เริ่ม 1,000 บาท ปันผลวันละ 290 บาท ผ่านเพจ Amazon Corporation” รองลงมาคือเรื่อง “ธนาคารกรุงไทย ปล่อยสินเชื่อ ผ่าน TikTok ชื่อ .scb27” โดยขอให้ประชาชน อย่าหลงเชื่อข่าวปลอม เลือกเชื่อ-แชร์ ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ หวั่นสร้างความสูญเสียทั้งข้อมูลส่วนบุคคล ทรัพย์สิน และอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้าง นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ เลขาธิการคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (BDE) ในฐานะโฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) กล่าวถึงผลการมอนิเตอร์และรับแจ้งข่าวปลอมของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ระหว่างวันที่ 27 มิถุนายน – 3 กรกฎาคม 2568 พบข้อความที่เข้ามาทั้งหมด 1,431,745 ข้อความ โดยมีข้อความที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ (Verify) ทั้งสิ้น 719  ข้อความ สำหรับช่องทางที่มีการพบเบาะแสมากที่สุด คือ ข้อความที่มาจาก Social Listening จำนวน 689 ข้อความ ตามมาด้วยการแจ้งเบาะแสผ่าน Line Official จำนวน 30 ข้อความ รวมเรื่องที่ต้องดำเนินการตรวจสอบทั้งหมด 193 เรื่อง และจากการประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้รับผลการตรวจสอบกลับมาแล้ว 67 เรื่อง โดยในจำนวนนี้เป็นข่าวปลอมเกี่ยวกับอาชญากรรมออนไลน์ที่ได้รับความสนใจจากประชาชนมากที่สุด 10 อันดับ ได้แก่ อันดับที่ 1 : เรื่อง OR เปิดให้ลงทุนหุ้นคาเฟ่อเมซอน เริ่ม 1,000 บาท ปันผลวันละ 290 บาท ผ่านเพจ Amazon Corporation อันดับที่ 2 : เรื่อง ธนาคารกรุงไทย ปล่อยสินเชื่อ ผ่าน TikTok ชื่อ .scb27 อันดับที่ 3 : เรื่อง บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) เสนอขายหุ้น IPO ครั้งแรก อันดับที่ 4 : เรื่อง ทำใบขับขี่ออนไลน์ได้ทุกประเภท ติดต่อที่เพจเฟซบุ๊กธันย์ชนก อันดับที่ 5 : เรื่อง ออมสิน ปล่อยสินเชื่อ ผ่าน TikTok ชื่อ whbgfxjez2t อันดับที่ 6 : เรื่อง ตลาดหลักทรัพย์ฯ ชวนเข้าร่วมกลุ่มไลน์ แนะนำลงทุนหุ้นรายวันฟรี 100 ท่านแรก อันดับที่ 7 : เรื่อง เพจ Alinda รับทำใบขับขี่ออนไลน์ ถูกกฎหมาย ทั้งรถยนต์-มอเตอร์ไซค์ อันดับที่ 8 : เรื่อง เพจสัมนักงานประชาสำพันธ์ จังหวัดสมุทรสงคราม เปิดรับบริจาคช่วยเหลือเหตุไฟไหม้ อันดับที่ 9 : เรื่อง ธนาคารกรุงไทย เปิดให้ลงทะเบียนกู้ 200,000 บาท ผ่อน 4,333 ต่อเดือน ไม่เช็กเครดิตบูโร อันดับที่ 10 : เรื่อง กรมบัญชีกลาง เปิดเว็บไซต์ให้ดาวน์โหลดแอปพลิเคชันใหม่ “เมื่อพิจารณาจากข่าวปลอมที่เกี่ยวข้องกับอาชญากรรมออนไลน์ ซึ่งประชาชนสนใจมากที่สุด จาก 10 อันดับข้างต้น พบว่าเป็นข่าวการชักชวนให้ลงทุนโดยอ้างชื่อหน่วยงานที่น่าเชื่อถือ ข่าวการให้บริการของหน่วยงานรัฐ และโครงการสินเชื่อของธนาคารรัฐ ซึ่งอาจทำให้ประชาชนที่สนใจเกิดความเข้าใจผิด มีผลกระทบต่อทั้งตัวบุคคลที่เชื่อและแชร์ข้อมูลส่งต่อกันไปเป็นวงกว้าง เกิดความสับสน โดยประชาชนอาจตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพ สร้างความเสียหายทั้งทรัพย์สินและข้อมูลส่วนบุคคลได้” นายเวทางค์ กล่าว สำหรับอันดับ 1 เรื่อง “OR เปิดให้ลงทุนหุ้นคาเฟ่อเมซอน เริ่ม 1,000 บาท ปันผลวันละ 290 บาท ผ่านเพจ Amazon Corporation” กระทรวงดีอี ได้ตรวจสอบร่วมกับ บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR พบว่าเป็นข้อมูลเท็จ โดยขอชี้แจงว่า OR ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการโพสต์ชักชวนประชาชนมาร่วมลงทุนหุ้นกับเพจเฟซบุ๊กดังกล่าว รวมถึงไม่มีนโยบายเสนอขายหุ้น และไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการประชาสัมพันธ์เพื่อเชิญชวนให้ลงทุนในลักษณะนี้แต่อย่างใด จึงขอให้ประชาชนระมัดระวังในการลงทุนผ่านช่องทางต่าง ๆ อย่ากดลิงก์ใด ๆ ที่ไม่น่าเชื่อถือ สำหรับประชาชนที่สนใจข้อมูลเกี่ยวกับ OR เพื่อประกอบการพิจารณาลงทุน สามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้จากลิงก์ https://investor.pttor.com/th/home อย่างไรก็ตาม ดีอี มีความห่วงใยประชาชน เรื่องความตระหนักรู้เท่าทันข่าวปลอมที่ถูกแพร่กระจายบนสื่อออนไลน์ โซเชียล ซึ่งหากขาดความรู้เท่าทัน ส่งต่อข้อมูลข่าวปลอม ทำให้เกิดการหลงเชื่อ สร้างความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน สร้างความเสียหายต่อทรัพย์สิน หรือข้อมูลส่วนบุคคล และอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้าง ดังนั้นจึงควรตรวจสอบข้อเท็จจริงของข่าวหรือลิงก์เว็บไซต์ให้แน่ชัด สามารถแจ้งเบาะแส ข่าวปลอม และอาชญากรรมออนไลน์ทุกรูปแบบ โทรสายด่วน 1111 (24 ชม.) |  Line ID: @antifakenewscenter | เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com --------------------------------------------------------------------------------------

  วันที่ 7 กรกฎาคม 2568 ศูนย์ AOC 1441 กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ได้รับรางวัลชนะเลิศ The Winners ประเภท การสร้างความเชื่อมั่นและความปลอดภัยในการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (Category 5 Building confidence and security in the use of ICTs) ในพิธีมอบรางวัล WSIS Prizes 2025 ซึ่งจัดโดยสหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศ (ITU) ระหว่างการประชุม World Summit on the Information Society (WSIS) +20 High Level Event 2025 ณ กรุงเจนีวา สมาพันธรัฐสวิส  

เมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม 2568 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) รับรางวัลชนะเลิศ The Winners และศาสตราจารย์พิเศษวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงดีอี รับรางวัลระดับ Champions จากโครงการจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการต่อต้านอาชญากรรมออนไลน์ (Anti Online Scam Operation Center : AOC) ซึ่งสหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศ (ITU) ได้จัดพิธีมอบรางวัล WSIS Prizes 2025 ในระหว่างการประชุม World Summit on the Information Society (WSIS) +20 High Level Event 2025 โดยมีดร.เอกพงษ์ หริ่มเจริญ ผู้ตรวจราชการกระทรวงดีอี ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ AOC และนางสาวยุพาภรณ์ ศิริกิจพาณิชย์กูล ผู้ช่วยปลัดกระทรวงดีอี เข้าร่วม ณ สำนักงานใหญ่ ITU กรุงเจนีวา สมาพันธรัฐสวิส   นายประเสริฐ กล่าวว่า “โครงการศูนย์ปฏิบัติการต่อต้านอาชญากรรมออนไลน์ (Anti Online Scam Operation Center: AOC)” ภายใต้การดำเนินงานของกระทรวงดีอี ได้รับรางวัลชนะเลิศ “Winners” ประเภท การสร้างความเชื่อมั่นและความปลอดภัยในการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (Category 5 Building confidence and security in the use of ICTs) จาก ITU ซึ่งเป็น 1 ใน 19 โครงการที่ได้รับรางวัล Winners ที่มอบให้กับโครงการซึ่งมีบทบาทโดดเด่นในการส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ICT) เพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยในปีนี้มีโครงการที่ส่งเข้าร่วมการประกวด 973 โครงการจากหน่วยงานต่างๆ ทั่วโลก    สำหรับ “ศูนย์ปฏิบัติการต่อต้านอาชญากรรมออนไลน์ (Anti Online Scam Operation Center: AOC)” เป็นกลไกหลักของประเทศไทยในการรับแจ้งเหตุ ป้องกัน และจัดการกับภัยหลอกลวงออนไลน์ โดยเริ่มก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2566 มี เป้าหมายหลัก 4 ประการ ได้แก่ 1. อายัดบัญชีคนร้ายทันที เพื่อปกป้องความเสียหายของผู้เสียหายอย่างเร่งด่วน 2. ติดตามความคืบหน้าทุกขั้นตอน เพื่อให้ผู้เสียหายได้รับความเป็นธรรมและสามารถตรวจสอบสถานะได้ตลอด 3. เร่งรัดกระบวนการคืนเงิน เพื่อให้สามารถนำเงินคืนผู้เสียหายได้อย่างมีประสิทธิภาพ 4. เพิ่มประสิทธิภาพการจับกุมและขยายผล เพื่อให้สามารถดำเนินคดีกับเครือข่ายอาชญากรไซเบอร์อย่างครอบคลุม   จากรายงานของศูนย์ AOC ระบุว่า นับตั้งแต่ก่อตั้งศูนย์ฯ มีการจัดการคดีแล้วกว่า 1.18 ล้านคดี สามารถป้องกันความสูญเสียทางเศรษฐกิจได้มากกว่า 20,000 ล้านบาท และส่งผลให้มูลค่าความเสียหายจากอาชญากรรมออนไลน์ลดลงถึง 42%   ทั้งนี้ โครงการศูนย์ AOC มีความสอดคล้องกับบทบาทด้านการสร้างความเชื่อมั่นและความปลอดภัยในการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารของ ITU ซึ่งเป็นการสนับสนุนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ในด้านการเข้าถึงและการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลอย่างเท่าเทียมและทั่วถึง ของสหประชาชาติ   นอกจากนี้ศูนย์ AOC ยังเป็นหนึ่งในโครงการที่สนับสนุนวัตถุประสงค์ของ Global Digital Compact (GDC) โดยการริเริ่มใช้ระบบ AI และการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการตรวจจับและยับยั้งภัยคุกคามออนไลน์    “การได้รับรางวัลชนะเลิศ “WSIS Prizes 2025” ครั้งนี้นับเป็นก้าวสำคัญของประเทศไทยบนเวทีนานาชาติ แสดงถึงศักยภาพของประเทศในการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลอย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัย เพื่อความมั่นคงของเศรษฐกิจและสังคมในยุคดิจิทัล รางวัลนี้เป็นกำลังใจสำคัญสำหรับเจ้าหน้าที่ทุกคนที่ปฏิบัติงานตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อปกป้องประชาชนจากภัยคุกคามออนไลน์ เราจะเดินหน้าพัฒนาเทคโนโลยีและความร่วมมือระดับชาติและภูมิภาคอย่างต่อเนื่อง โดยมีเป้าหมายเพื่อการพัฒนาด้านดิจิทัลอย่างยั่งยืน” รองนายกฯ ประเสริฐ กล่าว   --------------------------------------------------------------------------------------

วันที่ 7 กรกฎาคม 2568  นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) พร้อมด้วย ศาสตราจารย์พิเศษวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงดีอี และคณะผู้บริหาร ได้มีโอกาสเข้าพบหารือกับ Mrs. Doreen Bogdan-Martin เลขาธิการสหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศ เพื่อหารือความร่วมมือระหว่างไทยและ ITU โดยเฉพาะประเด็นความสำคัญของการหลอกลวงออนไลน์ ที่ ประเทศไทยคว้ารางวัลชนะเลิศ ประเภท C5 (Building confidence and security in the use of ICTs)  จากโครงการ AOC 1441 โดยขอให้ ITU พิจารณาในเรื่องกฎเกณฑ์หรือมาตรฐานเพื่อป้องกันการหลอกลวงออนไลน์ ในฐานะที่ ITU เป็นองค์กรระหว่างประเทศที่มีการออกมาตรฐานด้านโทรคมนาคมและเทคโนโลยีสารสนเทศ ซึ่ง ITU เห็นด้วยว่าเป็นเรื่องที่สำคัญและรับที่จะพิจารณาเรื่องนี้ ภายใต้สำนักการพัฒนามาตรฐานโทรคมนาคม  นอกจากนี้ ITU ขอให้กระทรวงฯ พิจารณาสนับสนุนและเข้าร่วมการประชุม World Telecommunications Development Conference 2025 ซึ่งเป็นเวทีระดับโลกด้านการพัฒนามาตรฐานโทรคมนาคมและเทคโนโลยีสารสนเทศ กำหนดจะจัดขึ้นในเดือน พฤศจิกายน ณ ประเทศ อาเซอร์ไบจาน ทั้งนี้ กระทรวงฯ และ ITU มีความร่วมมือร่วมกันด้วยดีมาโดยตลอดและไทยสนับสนุนข้อริเริ่มและกิจกรรมสำคัญต่างๆ ของ ITU เช่น งาน Girls in ICT Day  การส่งเสริมผู้สูงอายุให้เข้าถึงเทคโนโลยีสารสนเทศในยุคดิจิทัล การลดช่องว่างทางดิจิทัล

นางสาววงศ์อะเคื้อ บุญศล โฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ฝ่ายการเมือง เปิดเผยว่า ในช่วงวันที่ 30 มิถุนายน – 6 กรกฎาคม 2568 ที่ผ่านมา ศูนย์ AOC 1441 (Anti Online Scam Operation Center) ได้มีรายงานเคสตัวอย่างอาชญากรรมออนไลน์ที่ประชาชนได้รับผลกระทบจากการถูกหลอกลวง จำนวน 5 เคส ประกอบด้วย    คดีที่ 1 คดีหลอกลวงให้ลงทุนผ่านระบบคอมพิวเตอร์ มูลค่าความเสียหาย 5,550,915 บาท โดยผู้เสียหายพบโฆษณาสอนลงทุนเทรดหุ้นผ่านช่องทาง Facebook ผู้เสียหายสนใจจึงทักไปสอบถามรายละเอียดผ่านทาง Messenger Facebook และเพิ่มเพื่อนผ่าน Line จากนั้นมิจฉาชีพสอนวิธีลงทุนเทรดหุ้นต่างๆ โดยมีผู้แอบอ้างเป็นเจ้าของโบรกเกอร์มาเป็นผู้แนะนำในการลงทุน ต่อมาให้ติดตั้งแอปพลิเคชันเพื่อลงทุนเทรดหุ้น ในช่วงแรกสามารถถอนเงินจากระบบได้ จึงโอนเงินลงทุนเพิ่มมากขึ้น แต่ไม่สามารถถอนเงินได้ มิจฉาชีพอ้างว่าจะต้องชำระค่านักวิเคราะห์และค่าภาษีก่อน เมื่อชำระยอดเงินแล้วพบว่าไม่สามารถติดต่อมิจฉาชีพได้ ผู้เสียหายเชื่อว่าถูกมิจฉาชีพหลอก   คดีที่ 2 คดีหลอกลวงให้โอนเงินเพื่อทำงานหารายได้พิเศษ มูลค่าความเสียหาย 2,270,736 บาท โดยผู้เสียหายพบโฆษณาเปิดร้านค้าออนไลน์ผ่านช่องทาง Facebook ผู้เสียหายสนใจอยากหารายได้พิเศษจึงทักไปสอบถามรายละเอียดผ่าน Messenger Facebook และเพิ่มเพื่อนทาง Line จากนั้นมิจฉาชีพชักชวนให้ทำการเปิดร้านค้าออนไลน์ผ่านช่องทาง Tiktok โดยเลือกสินค้าที่สนใจเพื่อลงทุน แล้วจะได้รับค่าคอมมิชชันเป็นการตอบแทน ผู้เสียหายเริ่มลงทุนโอนเงินเข้าไปในระบบ ระยะแรกได้รับผลตอบแทนจริง ภายหลังมิจฉาชีพเริ่มให้ลงทุนมากขึ้น ผู้เสียหายต้องการขอยกเลิกและถอนเงินคืน มิจฉาชีพแจ้งว่าจะต้องชำระค่าภาษีก่อนเพื่อเป็นการออกจากระบบ ผู้เสียหายเชื่อว่าถูกมิจฉาชีพหลอก   คดีที่ 3 คดีหลอกลวงให้โอนเงินเพื่อรับรางวัล หรือวัตถุประสงค์อื่นๆ มูลค่าความเสียหาย 1,350,069 บาท โดยผู้เสียหายได้รับการติดต่อจากมิจฉาชีพผ่านทางโทรศัพท์ อ้างเป็นเจ้าหน้าที่การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค แจ้งว่าผู้เสียหายได้รับค่าประกันมิเตอร์ไฟฟ้าคืน จากนั้นเพิ่มเพื่อนทาง Line และให้สแกน QR Code และทำตามขั้นตอนที่มิจฉาชีพแนะนำ เมื่อทำตามขั้นตอนเสร็จ ผู้เสียหายได้รับข้อความ SMS จากธนาคารแจ้งว่ายอดเงินในบัญชีได้ถูกโอนออกไปจนหมด ผู้เสียหายพยายามติดต่อมิจฉาชีพแต่ไม่สามารถติดต่อได้   คดีที่ 4 คดีหลอกลวงให้กู้เงิน (Call Center) มูลค่าความเสียหาย 1,442,350 บาท ทั้งนี้ผู้เสียหายพบโฆษณาสินเชื่อกู้เงินผ่านช่องทาง Facebook ผู้เสียหายสนใจจึงทักไปสอบถามรายละเอียดการสมัครขอสินเชื่อผ่าน Messenger Facebook และเพิ่มเพื่อนทาง Line มิจฉาชีพให้กรอกข้อมูลส่วนตัว จากนั้นแจ้งว่ากรอกข้อมูลผิดพลาดทำให้ระบบไม่สามารถปล่อยสินเชื่อเงินกู้ได้ จะต้องโอนเงินเพื่อให้ระบบทำการแก้ไข เมื่อสินเชื่อได้รับการอนุมัติจึงจะได้รับเงินคืน ผู้เสียหายหลงเชื่อจึงโอนเงินไปหลายครั้ง ต่อมามิจฉาชีพแจ้งว่าสินเชื่อได้รับการอนุมัติแล้ว ให้รอเงินโอนเข้าไปยังบัญชีธนาคาร ภายหลังผู้เสียหายไม่ได้รับเงินสินเชื่อและเงินที่โอนไปคืน จึงติดต่อกลับไปแต่ไม่สามารถติดต่อได้ ผู้เสียหายเชื่อว่าถูกมิจฉาชีพหลอก จึงติดต่อเข้ามาที่ศูนย์ AOC 1441    และคดีที่ 5 คดีหลอกลวงให้โอนเงินเพื่อทำงานหารายได้พิเศษ มูลค่าความเสียหาย 1,142,698 บาท โดยผู้เสียหายได้รับการติดต่อจากมิจฉาชีพผ่านช่องทาง Facebook ชักชวนหารายได้พิเศษ ผู้เสียหายสนใจจึงทักไปสอบถามผ่านทาง Messenger Facebook โดยมิจฉาชีพอ้างเป็นงานด้านการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับสื่อ Social media จากนั้นให้ทำแบบสอบถามความคิดเห็น ต่อมาถูกดึงเข้ากลุ่ม Line ให้ทำกิจกรรมให้ดาวน์สินค้าที่สนใจ เพื่อรับค่าคอมมิชชันเป็นการตอบแทน ในช่วงแรกทำแล้วได้รับเงินจริง มิจฉาชีพอ้างว่าหากจะร่วมกิจกรรมต่อต้องทำการโอนเงินเพื่อเข้าร่วม ผู้เสียหายจึงโอนเงินเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งมีมูลค่าสูงจึงอยากถอนเงิน แต่ไม่สามารถถอนได้ มิจฉาชีพอ้างว่าต้องชำระค่าภาษีก่อนจึงจะถอนเงินได้ หากไม่โอนค่าภาษีจะมีความผิดตามกฎหมาย ผู้เสียหายเชื่อว่าถูกมิจฉาชีพหลอก     สำหรับมูลค่าความเสียหายที่เกิดขึ้นทั้ง 5 คดี รวม 11,756,768 บาท      ทั้งนี้ ผลการดำเนินงานของ ศูนย์ AOC 1441 ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2566 ถึง วันที่ 4 กรกฎาคม 2568 มีตัวเลขสถิติผลการดำเนินงาน ดังนี้  1. สายโทรเข้า 1441 จำนวน 1,878,283 สาย / เฉลี่ยต่อวัน 3,069 สาย  2. ระงับบัญชีธนาคาร จำนวน 754,352 บัญชี / เฉลี่ยต่อวัน 1,233 บัญชี  3. ระงับบัญชีตามประเภทคดีสูงสุด 5 ประเภท ได้แก่ (1) หลอกลวงซื้อขายสินค้าหรือบริการ 280,096 บัญชี คิด เป็นร้อยละ 31.56 (2) หลอกลวงหารายได้พิเศษ 172,955 บัญชี คิดเป็นร้อยละ 22.93 (3) หลอกลวงให้โอนเงินเพื่อรับรางวัล 109,071 บัญชี คิดเป็นร้อยละ 14.46 (4) หลอกลวงลงทุน 104,615 บัญชี คิดเป็นร้อยละ 13.87 (5) หลอกลวงให้กู้เงิน 53,729 บัญชี คิดเป็นร้อยละ 7.12 (และคดีอื่นๆ 75,866 บัญชี คิดเป็นร้อยละ 10.06)    “จากเคสตัวอย่างจะเห็นได้ว่า มิจฉาชีพใช้โฆษณาหลอกลวงผู้เสียหาย เพื่อให้ลงทุนเทรดหุ้น โดยแอบอ้างเป็น โบรกเกอร์สอนวิธีการเทรดหุ้นต่างๆ และหลอกลงทุนหารายได้พิเศษโดยชักชวนให้เปิดร้านค้าออนไลน์ เลือกสินค้าที่สนใจ รวมทั้งยังมีการอ้างเป็นเจ้าหน้าที่การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค หลอกผู้เสียหายได้รับค่าประกันมิเตอร์คืน ก่อนลวงให้ติดตั้งแอปฯ ดูดเงิน ซึ่งพบว่ามีมูลค่าความเสียหายรวมกว่า 11 ล้านบาท ทั้งนี้ขอย้ำว่า การลงทุนในธุรกิจที่ไม่มีการรับรองโดยหน่วยงานน่าเชื่อถือ เป็นการเสี่ยงต่อการถูกหลอกลวง ขณะเดียวกันหากมีการแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่องค์กรต่างๆ หรือเจ้าหน้าที่หน่วยงานราชการ ควรตรวจสอบให้แน่ชัด โดยเจ้าหน้าที่หน่วยงานรัฐ จะไม่มีการติดต่อกับประชาชนโดยตรง หรือติดต่อผ่านทางโซเชียลมีเดีย และจะไม่มีการให้ติดตั้งแอปฯ ต่างๆ แต่อย่างใด ดังนั้นไม่ควรดาวน์โหลดแอปฯ หรือกดลิงก์ที่ไม่รู้ที่มาแน่ชัดอย่างเด็ดขาด” นางสาววงศ์อะเคื้อ กล่าว    อย่างไรก็ตาม ขอให้ประชาชนยึดหลัก 4 ไม่ คือ 1. ไม่กดลิงก์ 2.ไม่เชื่อ 3.ไม่รีบ และ 4.ไม่โอน ก่อนที่จะทำธุรกรรมใดๆ อย่ากดเข้าลิงก์เว็บไซต์ หรือดาวน์โหลด และอัปโหลดแพลตฟอร์ม ที่มีการส่งต่อจากช่องทางที่ไม่แน่ใจ โดยกระทรวงดีอี ได้เร่งดำเนินการปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ทุกรูปแบบร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการเผยแพร่ให้ความรู้เกี่ยวกับการป้องกันภัยอาชญากรรมออนไลน์ ผ่านศูนย์ AOC 1441 เพื่อแก้ไขปัญหาที่ส่งผลกับประชาชนอย่างต่อเนื่อง      หากประชาชนโดนหลอกออนไลน์ โทรแจ้งดำเนินการ ระงับ อายัดบัญชี AOC 1441  แจ้งเบาะแส ข่าวปลอม และอาชญากรรมออนไลน์ทุกรูปแบบ โทรสายด่วน 1111 (24 ชม.)  | Line ID: @antifakenewscenter | เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com    ----------------------------------------------------

icon-sitemap    std-w1    std-w2    WCAG 2.0 (Level AA)
จำนวนผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์ Loading...


กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

เลขที่ 120 หมู่ 3 ชั้น 8-11 ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 (อาคาร ซี) ซอยแจ้งวัฒนะ 7 ถนนแจ้งวัฒนะ แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ 10210

facebook
instagram
twitter
youtube
rss
tiktok
threads
Icon Q&A
black ribbon.