Logo DE Ministry.
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
Ministry of Digital Economy and Society
Logo DE Ministry.
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
Ministry of Digital Economy and Society
ตัวช่วยเหลือในการเข้าถึงเว็บไซต์
ค้นหา


นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เปิดเผยว่า ตามที่พระราชกำหนดมาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ฉบับที่ 2) พ.ศ 2568 มีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 13 เมษายน 2568 ที่ผ่านมา เพื่อแก้ไขปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ โดยเฉพาะการปราบปรามการก่อเหตุของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ และการหลอกลวงทางออนไลน์ที่มีผลกระทบต่อประชาชน โดยยกระดับ “ศูนย์ปฏิบัติการต่อต้านอาชญากรรมออนไลน์ (Anti Online Scam Operation Center: AOC)” เป็น “ศูนย์ปฏิบัติการเพื่อป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี” หรือ ศปอท. ซึ่งเป็นกลไกหลักในการรับแจ้งเหตุ รับคำร้องทุกข์ สั่งระงับธุรกรรมทางการเงิน ประสานงานวิเคราะห์ข้อมูล และสามารถดำเนินคดีอาชญากรรมทางเทคโนโลยีได้อย่างรวดเร็ว ครบวงจร และมีประสิทธิภาพมากขึ้น    ปัจจุบัน ศปอท. ได้บูรณาการข้อมูลร่วมกันกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) สำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (สกมช.) สมาคมโทรคมนาคมแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ ฯลฯ  ซึ่งมีผลทำให้การดำเนินการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ปรากฎเป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น    สำหรับผลการปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ในช่วงวันที่  14 เมษายน – 20 กรกฎาคม 2568 (ระยะเวลา 3 เดือนหลังบังคับใช้ พ.ร.ก.) สามารถดำเนินการปิดกั้นเว็บพนันออนไลน์จำนวน 19,676 URLs และแพลตฟอร์มหลอกลวงจำนวน 14,143 URLs พร้อมระงับบัญชีธนาคารได้เป็นจำนวน 181,989 บัญชี    ทั้งนี้จากผลการดำเนินงานดังกล่าวทำให้ ศปอท. สามารถจัดการคดีอาชญากรรมออนไลน์ได้แล้วจำนวน 88,995 คดี ช่วยยับยั้งความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการหลอกลวงประชาชนได้เป็นจำนวน 5,895.96 ล้านบาท   ขณะเดียวกันกระทรวงดีอี ยังได้ประยุกต์ใช้เทคโนโลยี AI ในกระบวนการปิดกั้นเว็บไซต์ ซึ่งสามารถตรวจสอบ URLs ที่เข้าข่ายผิดกฎหมายได้รวดเร็ว (เทียบเท่าการทำงานโดยเจ้าหน้าที่จำนวน 94 คน) ช่วยลดขั้นตอนการยื่นคำร้องต่อศาลลงได้ 5 วันทำการ และคาดว่าจะเพิ่มจำนวน URLs ที่ถูกสั่งปิดในปี 2568 ได้ถึงร้อยละ 70.7 (โดยเฉลี่ยเพิ่มขึ้นวันละ 175 URLs)   อย่างไรก็ตาม พระราชกำหนดฯ ดังกล่าว มีเป้าหมายเพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถบูรณาการดำเนินการด้านการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีการกำหนดให้หน่วยงานเอกชนมีส่วนร่วมรับผิดในความเสียหาย เกิดการป้องกันการก่ออาชญากรรมทางเทคโนโลยีที่รัดกุม ซึ่งที่ผ่านมาสามารถลดมูลค่าความเสียหายได้อย่างมีนัยสำคัญอย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งยังกำหนดมาตรการที่จะช่วยเยียวยาความเสียหายให้กับประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการกระทำของมิจฉาชีพ   --------------------------------------------------------------------------------------

วันที่ 23 กรกฎาคม 2568 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) พร้อมด้วย ศาสตราจารย์พิเศษวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงดีอี คณะผู้บริหาร หัวหน้าหน่วยงานในสังกัด และเจ้าหน้าที่กระทรวงดีอี ร่วมพิธีทำบุญและพิธีสงฆ์ เนื่องในโอกาสกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ย้ายที่ทำการแห่งใหม่ ณ บริเวณโถง ชั้น 1 อาคารกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ศูนย์ราชการ เฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 (พื้นที่โซนซี)

วันที่ 23 กรกฎาคม 2568 นายเอกพงษ์ หริ่มเจริญ ผู้ตรวจราชการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานในพิธีเปิด “โครงการพัฒนาภาคีเครือข่ายด้านระบบสื่อสารโทรคมนาคมรองรับสถานการณ์วิกฤต ประจำปี พ.ศ.2568” ร่วมด้วยผู้บริหารหน่วยงานภาคีทั้งส่วนกลาง และส่วนภูมิภาค อาทิ กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย กสทช. กองตำรวจสื่อสาร กรมอุตุนิยมวิทยา บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด สถิติจังหวัดราชบุรี องค์การบริหารส่วนจังหวัดราชบุรี มณฑลทหารบกที่ 22 สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย จ.ราชบุรี ผู้ให้บริการเครือข่ายมือถือ ฯลฯ ณ โรงแรม เวสเทิร์นแกรนด์โฮเท็ล จังหวัดราชบุรี   สำหรับโครงการพัฒนาภาคีเครือข่ายด้านระบบสื่อสารโทรคมนาคมรองรับสถานการณ์วิกฤต ประจำปี พ.ศ.2568 จัดขึ้นโดยกองการสื่อสารโทรคมนาคม สำนักงานปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม โดยมีวัตถุประสงค์ในการฝึกซ้อมด้านระบบสื่อสารโทรคมนาคมเพื่อรองรับสถานการณ์วิกฤตทั้งในรูปแบบการฝึกซ้อมแบบตั้งโต๊ะ (Table Top Exercise (TTX)) การฝึกแลกเปลี่ยน (Cross Training Exercise) และการฝึกซ้อมภาคสนาม (FTX : Field Training Exercise) เตรียมความพร้อมและการทำงานร่วมกันของภาคีเครือข่าย เพื่อรองรับการระดมทรัพยากรด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร สนับสนุนภัยพิบัติต่าง ๆ รวมถึงภัยจากการสู้รบ ตามแผนผนึกกำลังและทรัพยากรเพื่อการป้องกันประเทศ และจะมีการเข้าร่วมการฝึกระดมสรรพกำลังเพื่อการทหาร ประจำปี 2568 (กรส.68) เพื่อให้ระบบสื่อสารมีความพร้อมสามารถใช้งานได้ในทุกสถานการณ์

วันที่ 23 กรกฎาคม 2568 ดร.ณัฐพล ณัฏฐสมบูรณ์ รองปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานการประชุมคณะทำงานขับเคลื่อนองค์กรคุณธรรม โดยมีหน่วยงาน และผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ณ ห้องประชุม 10/02 ชั้น 10 กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจสังคม

วันที่ 24 กรกฎาคม 2568 ดร.ณัฐพล ณัฏฐสมบูรณ์ รองปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็น)ระธานในพิธีเปิดสัมมนาเชิงปฏิบัติการ “สานสัมพันธ์เครือข่ายภาครัฐ GCC 1111 ปี 2568” ซึ่งจัดขึ้นเพื่อบูรณาการความร่วมมือ การทำงานระหว่างเครือข่ายภาครัฐในภารกิจของ GCC 1111 เสริมสร้างความรู้เกี่ยวกับแนวโน้มเทคโนโลยี และแลกเปลี่ยนประสบการณ์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน ณ โรงแรม ริเวอร์ตัน อัมพวา อ.เมือง จ.สมุทรสงคราม   สำหรับโครงการศูนย์บริการข้อมูลภาครัฐเพื่อประชาชน (GCC 1111) เป็นโครงการ ที่เกิดขึ้นตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2546 โดยมอบหมายให้ บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) เป็นผู้รับผิดชอบดำเนินการภายใต้ การกำกับดูแลของกระทรวงดีอี เพื่อเป็นช่องทางหลัก ให้กับประชาชนในการเข้าถึงข้อมูลภาครัฐทั้งหมด ปัจจุบันข้อมูลที่ดำเนินการให้บริการประกอบด้วย ข้อมูลของ 20 กระทรวง ส่วนงานที่ไม่สังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี กระทรวง หรือทบวง และส่วนราชการอื่น ๆ  

นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) กล่าวว่า จากเหตุการณ์ความไม่สงบบริเวณชายแดนไทย - กัมพูชา ที่เกิดขึ้นนั้น ตนได้สั่งการให้หน่วยงานในสังกัดกระทรวงดีอี พื้นที่จังหวัดแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ได้แก่ จ.อุบลราชธานี ศรีษะเกษ สุรินทร์ และ บุรีรัมย์ ประสานงานให้ความช่วยเหลือประชาชนร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พร้อมทั้งให้ บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) หรือ NT ดูแลอำนวยความสะดวกด้านระบบสื่อสารโทรคมนาคมให้กับกองกำลังทหารในพื้นที่ และติดตั้งจุดให้บริการ Free Wi-Fi ในพื้นที่บริเวณศูนย์พักพิงชั่วคราว เพื่อให้บริการแก่ประชาชน    ขณะเดียวกัน จากการที่มีการเผยแพร่ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับประเด็นความไม่สงบเป็นจำนวนมาก ทางศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมประเทศไทย (Anti-Fake News Center) ได้ตรวจสอบพบว่ามีการเผยแพร่ข้อมูลหรือข่าวสารที่บิดเบือนไปจากความเป็นจริงปะปนอยู่ ซึ่งหากมีการส่งต่อข้อมูลที่ไม่เป็นความจริงอาจสร้างความตื่นตระหนก และมีผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้าง    ดังนั้นจึงขอความร่วมมือประชาชนติดตามข้อมูลข่าวสารจากแหล่งข่าวที่เป็นทางการ หรือจากหน่วยงานด้านความมั่นคง เพื่อความถูกต้องและแม่นยำของข้อมูล หรือสามารถติดตาม และตรวจสอบข้อมูลของข่าวจากช่องทางหลักของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมประเทศไทย หรือ โทรสายด่วน 1111 ตลอด 24 ชม. โดยหากพบโพสต์ ข้อความต้องสงสัย สามารถส่งลิงก์หรือภาพหลักฐานเพื่อตรวจสอบได้ตามช่องทางดังกล่าว   “กระทรวงดีอีขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อครอบครัวของผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ความไม่สงบที่เกิดขึ้นบริเวณชายแดนไทย–กัมพูชา และขอส่งความห่วงใยไปยังพี่น้องประชาชนในพื้นที่ใกล้เคียงที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ครั้งนี้ รวมทั้งขอส่งกำลังใจให้เจ้าหน้าที่ทุกหน่วยงานที่กำลังปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่ ขอให้ทุกท่านปฏิบัติภารกิจด้วยความระมัดระวัง เข้มแข็ง และยึดมั่นในความปลอดภัยเป็นสำคัญ และขอขอบคุณในความเสียสละที่ทุ่มเทเพื่อประเทศชาติอย่างเต็มความสามารถ” รองนายกฯ ประเสริฐ กล่าว   --------------------------------------------------------------------------------------

วันที่ 24 กรกฎาคม 2568 นางสาวกัลยา ชินาธิวร ที่ปรึกษาด้านต่างประเทศ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ได้เป็นประธานกล่าวเปิดการประชุมสัมมนาหัวข้อ “การใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและนวัตกรรมเพื่อขับเคลื่อนในการปฏิวัติอุตสาหกรรม 4.0 (4IR) และการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัล ภายใต้แผนงาน IMT-GT” ณ โรงแรมอัศวิน แกรนด์ คอนเวนชั่น กรุงเทพฯ เพื่อเป็นเวทีในการส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมดิจิทัลสำหรับเป็นเครื่องมือที่สำคัญในการยกระดับและการเพิ่มประสิทธิภาพในการขับเคลื่อนองค์กรและเร่งรัดความสามารถในการแข่งขันของอนุภูมิภาค IMT-GT โดยมีผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและวิทยากรจากประเทศสมาชิก IMT-GT 3 ประเทศ ได้แก่ อินโดนีเซีย  มาเลเซีย และไทย จากภาครัฐ ภาคเอกชน และภาควิชาการ ร่วมแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และผลักดันความร่วมมือระหว่างกัน

วันที่ 25 กรกฎาคม 2568 นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ เลขาธิการคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (BDE) ในฐานะโฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) กล่าวว่า จากการที่ กระทรวงดีอี ได้ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือการบูรณาการบริการข้อมูลความรู้ความเข้าใจด้านดิจิทัล ความตระหนักรู้เกี่ยวกับปัญหาการหลอกลวงทางสื่อออนไลน์ และการแจ้งเตือนภัยจากการหลอกลวงทางสื่อออนไลน์และข่าวปลอมแก่ประชาชนผ่านแอปพลิเคชัน “ทางรัฐ” ร่วมกับสำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (องค์การมหาชน) หรือ DGA เมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2568 ที่ผ่านมา เพื่อเป็นการยกระดับการบรรเทาผลกระทบจากปัญหาการหลอกลวงทางสื่อออนไลน์และข่าวปลอมที่สร้างความเสียหายต่อประชาชนนั้น    ทั้งนี้ปัจจุบัน ประชาชนสามารถใช้บริการแจ้งเตือนข่าวปลอม - ภัยออนไลน์ และการให้ความรู้ด้านดิจิทัล ของกระทรวงดีอี ผ่านแอปพลิเคชัน “ทางรัฐ” ได้แล้ว โดยมีบริการประกอบด้วย 1.บริการข้อมูลความรู้ด้านดิจิทัล ซึ่งประชาชนสามารถนำไปปรับใช้กับชีวิตประจำวัน เตรียมความพร้อมเข้าสู่การเป็นพลเมืองดิจิทัล 2. บริการข้อมูลข้อเท็จจริงที่เกี่ยวกับข่าวปลอม การแจ้งเตือนภัยจากการหลอกลวงทางสื่อออนไลน์ และข่าวปลอม 3. สนับสนุนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการนำระบบงานจัดเก็บข้อมูลแอปฯ Cyber Community Thailand ให้สามารถใช้บริการผ่านแอปฯ “ทางรัฐ” โดยมีมาตรการรักษาความปลอดภัยที่เหมาะสมในการเข้าถึงบริการของประชาชน และการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงาน   “การให้ความรู้ด้านดิจิทัล การแจ้งเตือนข่าวปลอม และภัยออนไลน์ ผ่านแอปฯ “ทางรัฐ” ถือเป็น 1 ในช่องทางที่สามารถเข้าถึงประชาชนได้ทั่วประเทศ ซึ่งช่วยให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลในการป้องกันตัวเองจากภัยคุกคามทางออนไลน์ ลดความเสี่ยงการตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพ และสร้างความรู้ความเข้าใจให้แก่ประชาชน” นายเวทางค์ กล่าว   สำหรับแอปฯ ทางรัฐ มีบริการภาครัฐกว่า 179 บริการ รวมถึงบริการประเภทแจ้งเรื่องร้องเรียนต่างๆ อาทิ ศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ของรัฐบาล 1111 / แจ้งเรื่องร้องทุกข์หรือแจ้งเบาะแสกับศูนย์ดำรงธรรม กระทรวงมหาดไทย 1567 /การแจ้งเหตุคดีพิเศษ DSI 1202 หรือ แจ้งอายัดบัญชีธนาคาร เป็นต้น ซึ่งในขณะนี้แอปฯ ทางรัฐ กำลังพัฒนาบริการแจ้งเบาะแสยาเสพติดรวมถึงการแจ้งเบาะแสบุหรี่ไฟฟ้า   นอกจากนี้ กระทรวงดีอี ยังมีบริการแอปพลิเคชัน “Cyber Community Thailand” หรือ “CCT” ที่เปิดให้บริการข้อมูลความรู้ด้านการป้องกันตนเองจากภัยออนไลน์ การตรวจสอบข่าวจริง - ข่าวปลอม การเสริมสร้างองค์ความรู้ด้านดิจิทัลอื่นๆ    อย่างไรก็ตาม ประชาชนสามารถแจ้งข้อมูลเบาะแสข่าวปลอม - ภัยออนไลน์ ผ่าน แอปฯ “ทางรัฐ” และ แอปฯ “Cyber Community Thailand” เพื่อป้องกันภัยจากข่าวปลอม และจากการหลอกลวงทางสื่อออนไลน์ และร่วมกันแก้ไขปัญหาอาชญากรรมทางเทคโนโลยีที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยดาวน์โหลดแอปฯ “ทางรัฐ” และแอปฯ “Cyber Community Thailand” ผ่านทาง App Store สำหรับผู้ใช้ iOS และ Google Play Store สำหรับผู้ใช้ Android   --------------------------------------------------------------------------------------

วันที่ 25 กรกฎาคม 2568 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานในพิธีถวายสัตย์ปฏิญาณ เป็นข้าราชการที่ดีและพลังของแผ่นดิน พร้อมลงนามถวายพระพรชัยมงคล พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทร มหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว เพื่อแสดงความจงรักภักดีและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ รวมทั้งแสดงความมุ่งมั่นที่จะเป็นข้าราชการที่ดี มีความซื่อสัตย์สุจริต ร่วมเป็นพลังของแผ่นดินในการสร้างประโยชน์แก่ประชาชนและประเทศชาติต่อไป เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 28 กรกฎาคม 2568 โดยมี ศาสตราจารย์พิเศษวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม คณะผู้บริหาร ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่หน่วยงานในสังกัดกระทรวงฯ เข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง ณ บริเวณโถง ชั้น 1 อาคารกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ศูนย์ราชการ เฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 (พื้นที่โซนซี)

วันที่ 25 กรกฎาคม 2568 ศาสตราจารย์พิเศษวิศิษฐ์ วิศิษฏ์สรอรรถ เป็นประธานเปิดการประชุมและเสวนา หัวข้อ "ชุมชนรู้ทันภัยไซเบอร์" สร้างการรับรู้เท่าทันภัยไซเบอร์ในยุคดิจิทัล แก่ภาคประชาชนและผู้ปฏิบัติงานด้านสื่อสารมวลชนทุกภาคส่วนทั่วประเทศ โดยมีนางสุดฤทัย เลิศเกษม อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ คณะผู้บริหารกรมประชาสัมพันธ์ หัวหน้าส่วนราชการ ภาคีเครือข่ายกรมประชาสัมพันธ์ พร้อมผู้ที่เกี่ยวข้องจากทั่วประเทศกว่า 300 คน ร่วมรับฟังการเสวนาในห้องสตูดิโอและผ่านระบบออนไลน์ ณ ห้องสตูดิโอ ชั้น 1 อาคารสถาบันพัฒนาการประชาสัมพันธ์   สำหรับการเสวนาในหัวข้อ "ชุมชนรู้ทันภัยไซเบอร์" ดังกล่าว เป็นการให้ความรู้เกี่ยวกับกลวิธีรูปแบบใหม่ๆ ในยุค AI ของมิจฉาชีพบนโลกออนไลน์ วิธีป้องกันและการแก้ไขเมื่อเกิดปัญหา รวมถึงการสร้างเครือข่ายเฝ้าระวังภัยจากมิจฉาชีพออนไลน์ในระดับหมู่บ้านและชุมชน เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้ประชาชนทุกคนสามารถใช้งานเทคโนโลยีได้อย่างถูกต้องและปลอดภัย

วันที่ 25 กรกฎาคม 2568 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ครั้งที่ 5/2568 โดยมี ศาสตราจารย์พิเศษวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงดีอี พร้อมด้วยผู้บริหารกระทรวงดีอี และผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ณ ห้องวายุภักษ์ 7 ชั้น 5 โรมแรมเซ็นทารา ไลฟ์ ศูนย์ราชการและคอนเวนชันเซ็นเตอร์ แจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ

วันที่ 25 กรกฎาคม 2568 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ครั้งที่ 5/2568 ที่มีศาสตราจารย์พิเศษวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงดีอี เป็นรองประธานกรรมการฯ นายเอกพงษ์ หริ่มเจริญ ผู้ตรวจราชการกระทรวงดีอี เป็นเลขานุการคณะกรรมการฯ ร่วมด้วยตัวแทนจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.) สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สมาคมธนาคารไทย สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) สำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (สกมช.) กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ สมาคมโทรคมนาคมแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ และสมาคมการค้าผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลไทย (TDO) ร่วมหารือเพื่อดำเนินงานการตามนโยบายปราบปรามภัยออนไลน์ของรัฐบาล น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี.นายประเสริฐ กล่าวว่า ตามที่รัฐบาล นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้ให้ความสำคัญกับการปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ ซึ่งมีผลกระทบต่อประชาชนเป็นอย่างมาก โดยปัจจุบัน พระราชกำหนดมาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2568 และพระราชกำหนดการประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2568 มีผลบังคับใช้แล้วเมื่อวันที่ 13 เมษายน 2568 ที่ผ่านมา ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังดำเนินการกำหนดมาตรการเพื่อให้เป็นไปตาม พ.ร.ก. ทั้ง 2 ฉบับ ทั้งนี้ กระทรวงดีอี และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้พิจารณาในด้านของการเยียวยาผู้เสียหายที่ได้รับผลกระทบ ด้วยการคืนเงินที่สามารถยึดหรืออายัดมาได้จากมิจฉาชีพที่กระทำผิด ภายหลังผลการพิจารณาคดีของศาลถึงที่สุดแล้ว โดยมอบหมายให้ สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) เป็นผู้พิจารณาร่างกฎกระทรวงการคืนเงินให้แก่ผู้เสียหายจากอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พ.ศ ....ขึ้นมารองรับ ในส่วนของรายละเอียดกฎกระทรวงฉบับดังกล่าว ประกอบด้วย การกำหนดหลักเกณฑ์ เงื่อนไข รายละเอียด /การพิจารณาคืนเงินหรือสินทรัพย์ดิจิทัล หรือชดใช้เงินคืนให้แก่ผู้เสียหายของคณะกรรมการธุรกรรม การแจ้งสิทธิยื่นคำร้องต่อศาลแพ่ง / กำหนดวิธีการคืนเงิน หรือชดใช้คืนให้แก่ผู้เสียหาย / กรณีผู้เสียหายได้ใช้สิทธิยื่นคำร้องต่อศาลแพ่ง โดยต้องแจ้งให้ ปปง. รอผลการพิจารณาของศาลจนกว่าคดีจะถึงที่สุด / การจัดทำบัญชีการนำเงินคืนให้แก่ผู้เสียหายไว้เป็นฐานข้อมูล / การเก็บรักษาและจัดการเงิน กรณีไม่มีผู้เสียหายหรืออยู่ระหว่างการใช้สิทธิยื่นคำร้องต่อศาลแพ่ง และรอผลการพิจารณาคดีของศาล ขณะเดียวกันที่ประชุม ยังได้พิจารณาผลดำเนินการและมาตรการเร่งด่วนเพื่อแก้ปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ ที่มีผลการดำเนินงาน ถึง 30 มิถุนายน 2568 ที่ผ่านมา โดยสรุปได้ดังนี้ 1.การปราบปรามจับกุมคดีอาชญากรรมออนไลน์ รวมทุกประเภท สถิติถึง 30 มิถุนายน 2568 (ข้อมูลสำนักงานตำรวจแห่งชาติ) - การจับกุมคดีอาชญากรรมทางเทคโนโลยี รวมทุกประเภท มีจำนวนทั้งหมด 65,841 ราย โดยในเดือน มิถุนายน 2568 มีจำนวน 3,550 ราย - การจับกุมคดีพนันออนไลน์ มีจำนวนทั้งหมด 27,711 ราย โดยในเดือน มิถุนายน 2568 มีจำนวน 1,097 ราย- การจับกุมคดีบัญชีม้า ซิมม้า และความผิดตาม พรก.ฯ มีจำนวนทั้งหมด 7,455 ราย โดยในเดือน มิถุนายน 2568 มีจำนวน 710 ราย 2. การปิดโซเชียลมีเดีย เว็บผิดกฎหมาย และเว็บพนันออนไลน์ สถิติถึง 30 มิถุนายน 2568 - การปิดกั้นเว็บไซต์พนันออนไลน์ จำนวน 62,805 URLs หลอกลวงออนไลน์ จำนวน 1,242 URLs และอื่นๆ 51,860 URLs รวม 115,907 URLs- การประสานแพลตฟอร์ม (Facebook/YouTube/X/TikTok) เพื่อขอปิดกั้นเกี่ยวกับหลอกลวงออนไลน์ ที่มีคำสั่งศาล จำนวนแจ้งขอการปิดกั้น 12,646 URLs ที่ไม่มีคำสั่งศาล มีจำนวนแจ้งขอการปิดกั้น 37,919 URLs (เฉพาะในส่วนของกระทรวงดีอี) 3. การแก้ปัญหาบัญชีม้า เร่งอายัด ตัดตอนการโอนเงินผลการดำเนินงานที่สำคัญถึง 30 มิ.ย.68 มีดังนี้- AOC ระงับบัญชีชั่วคราว จำนวน 440,347 บัญชี - ปปง. ทำการอายัดบัญชีไปแล้วจำนวน 476,046 บัญชี (ณ วันที่ 21 กรกฎาคม 2568)รวม 916,393 บัญชี- มาตรการจัดการบัญชีสินทรัพย์ดิจิทัล ในเดือนมิถุนายน - เดือนกรกฎาคม 2568 ผู้ประกอบการสินทรัพย์ดิจิทัล ได้ระงับบัญชีม้าแล้วประมาณ 29,000 บัญชี รวมมูลค่า 186 ล้านบาท 4.มาตรการแก้ไขปัญหาซิมม้า (ซิมของบุคคลธรรมดา/ต่างด้าว)ที่ประชุม กสทช. เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2568 ได้มีมติเห็นชอบมาตรการเพื่อป้องกันอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ตามมาตรา 4/1 วรรคหนึ่ง เพื่อให้ผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องร่วมรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้น ตามมาตรา 8/10 แห่งพระราชกำหนดมาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พ.ศ. 2566 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ตามที่คณะอนุกรรมการบูรณาการบังคับใช้กฎหมายความผิดทางเทคโนโลยีฯ พิจารณาเสนอ ใน 8 มาตรการด้วยกัน 5. การออกกฎหมายลำดับรอง ปัจจุบันกระทรวงดีอี และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้ดำเนินการออกกฎหมายลูกตามพระราชกำหนดมาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พ.ศ. 2566 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ซึ่งบางฉบับได้รับการประกาศในราชกิจจานุเบกษา และมีผลบังคับใช้แล้ว อาทิ - มาตรฐานหรือมาตรการ ที่กำหนดโดยหน่วยงานที่มีอำนาจกำกับดูแลการประกอบธุรกิจ เพื่อป้องกันอาชญากรรมทางเทคโนโลยี และเป็นเกณฑ์พิจารณาการมีส่วนร่วมรับผิดชอบในความเสียหายจากที่เกิดจากอาชญากรรมทางเทคโนโลยีตามมาตรา 8/10 (มาตรา 4/1 วรรคหนึ่ง) โดยในส่วนของความรับผิดชอบขอ คณะกรรมการธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (คธอ.) ได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วเมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 2568 - ประกาศกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เพื่อกำหนดขั้นตอนการระงับสั่งการทำให้แพร่หลายของข้อมูลคอมพิวเตอร์หรือนำข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่ผิดกฎหมาย (การประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลโดยไม่ได้รับอนุญาตตามกฎหมายว่าด้วยการประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล) ออกจากระบบคอมพิวเตอร์ ของพนักงานเจ้าหน้าที่ซึ่งได้รับการแต่งตั้งตามกฎหมายว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์(มาตรา 7/1 วรรคสอง) ประกาศ ในราชกิจจานุเบกษาแล้ว เมื่อวันที่ 19 มิ.ย. 2568 “การออกกฎกระทรวงการคืนเงินให้แก่ผู้เสียหายจากอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พ.ศ .... เพื่อเป็นการเยียวยาให้กับผู้เสียหายจากภัยอาชญากรรมออนไลน์ ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งภารกิจที่สำคัญของ คกก.ฯ โดยขณะนี้ ร่างกฎกระทรวงฯ อยู่ระหว่างการพิจารณา และจะมีการนำเสนอที่ประชุมคณะรัฐมนตรีพิจารณาในลำดับต่อไป” รองนายกฯ ประเสริฐ กล่าว หากประชาชนโดนหลอกออนไลน์ โทรแจ้งดำเนินการ ระงับ อายัดบัญชี AOC 1441แจ้งเบาะแส ข่าวปลอม และอาชญากรรมออนไลน์ทุกรูปแบบ โทรสายด่วน 1111 (24 ชม.)| Line ID: @antifakenewscenter | เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com --------------------------------------------------------------------------------------

กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ตรวจพบข่าวปลอมรายสัปดาห์ ที่ประชาชนให้ความสนใจสูงสุดอันดับที่ 1 เรื่อง “เตรียมรับมือ พายุวิภา เข้าไทย ศูนย์กลางผ่าน จ.น่าน ทำภาคเหนือ อีสาน กลาง เสี่ยงน้ำท่วม” รองลงมาคือเรื่อง “กยศ. หักเงินอัตโนมัติจากบัญชี SCB” โดยขอให้ประชาชน อย่าหลงเชื่อข่าวปลอม เลือกเชื่อ เลือกแชร์ ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ อาจทำให้เกิดความตื่นตระหนก วิตกกังวล สับสน และเข้าใจผิดในสังคม นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ เลขาธิการคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (BDE) ในฐานะโฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) กล่าวถึงผลการมอนิเตอร์และรับแจ้งข่าวปลอมของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ระหว่างวันที่ 18 – 24 กรกฎาคม 2568 พบข้อความที่เข้ามาทั้งหมด 845,341 ข้อความ โดยมีข้อความที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ (Verify) ทั้งสิ้น 927 ข้อความ สำหรับช่องทางที่มีการพบเบาะแสมากที่สุด คือ ข้อความที่มาจาก Social Listening จำนวน 897 ข้อความ ตามมาด้วยการแจ้งเบาะแสผ่าน Line Official จำนวน 25 ข้อความ ช่องทาง Website จำนวน 2 ข้อความ ช่องทาง Facebook จำนวน 2 ข้อความ และช่องทาง TikTok จำนวน 1 ข้อความ รวมเรื่องที่ต้องดำเนินการตรวจสอบทั้งหมด 294 เรื่อง และจากการประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้รับผลการตรวจสอบกลับมาแล้ว 100 เรื่อง ทั้งนี้ กระทรวงดีอี ได้แบ่งข่าวปลอมที่ได้รับความสนใจเป็น 5 กลุ่ม ประกอบด้วย กลุ่มที่ 1 : นโยบายรัฐบาล ข่าวสารทางราชการ ความสงบเรียบร้อยของสังคม ขัดศีลธรรมอันดี และความมั่นคงภายในประเทศ จำนวน 139 เรื่อง กลุ่มที่ 2 : ผลิตภัณฑ์สุขภาพ วัตถุอันตราย เครื่องสำอาง รวมถึงสินค้าและบริการที่ผิดกฎหมายจำนวน 34 เรื่อง กลุ่มที่ 3 : ภัยพิบัติ จำนวน 27 เรื่อง กลุ่มที่ 4 : เศรษฐกิจ จำนวน 15 เรื่อง กลุ่มที่ 5 : กลุ่มอาชญากรรมออนไลน์ จำนวน 79 เรื่อง นายเวทางค์ กล่าวต่อว่า เมื่อพิจารณาจากข่าวปลอมที่ได้รับความสนใจในลำดับต้นๆ ในสัปดาห์นี้ เป็นข่าวเกี่ยวกับภัยพิบัติ ความมั่นคงระหว่างประเทศ ข่าวการให้บริการของหน่วยงานรัฐ และข่าวที่เกี่ยวกับสุขภาพ และผลิตภัณฑ์สุขภาพ ซึ่งมีผลกระทบต่อสังคมส่วนใหญ่ ทำให้เกิดความตื่นตระหนก วิตกกังวล สับสน เข้าใจผิดได้ โดยข่าวที่ได้รับความสนใจจากประชาชนมากที่สุด 10 อันดับ ได้แก่ อันดับที่ 1 : เรื่อง เตรียมรับมือ พายุวิภา เข้าไทย ศูนย์กลางผ่าน จ.น่าน ทำภาคเหนือ อีสาน กลาง เสี่ยงน้ำท่วม อันดับที่ 2 : เรื่อง กยศ. หักเงินอัตโนมัติจากบัญชี SCB อันดับที่ 3 : เรื่อง กินทุเรียนกับน้ำอัดลมพิษร้ายแรงกว่าพิษงูเห่า อันดับที่ 4 : เรื่อง กินผลไม้สดขณะท้องว่าง ช่วยรักษามะเร็ง อันดับที่ 5 : เรื่อง วันที่ 23 ก.ค. 68 จะเกิดปรากฏการณ์ Red Rain ถล่ม อ.เมือง จ.เชียงราย นานถึง 40 ชม. อันดับที่ 6 : เรื่อง ปี 2568 กรุงเทพฯ และปริมณฑล เสี่ยงน้ำท่วมถาวร อันดับที่ 7 : เรื่อง ชาวจีนสามารถเปิดร้านค้าในไทยได้โดยไม่ต้องมีวีซ่า อันดับที่ 8 : เรื่อง ไทยลักลอบส่งออกนมสดไปกัมพูชา อันดับที่ 9 : เรื่อง แบงค์ชาติ เตือน ปชช. ให้พกเงินสดไว้ 3-6 เดือน เพราะจะเกิดการล็อกดาวน์ทั่วประเทศ และทั่วโลก อันดับที่ 10 : เรื่อง CISPI จัดทำหนังสือ World Soft Power Focus E- Magazine สำหรับอันดับ 1 เรื่อง “เตรียมรับมือ พายุวิภา เข้าไทย ศูนย์กลางผ่าน จ.น่าน ทำภาคเหนือ อีสาน กลาง เสี่ยงน้ำท่วม” กระทรวงดีอี โดยกรมอุตุนิยมวิทยา ตรวจสอบแล้วพบว่า เป็นข้อมูลเท็จ โดยขอชี้แจงว่า ข้อมูลในโพสต์นี้ไม่ได้มาจากกรมอุตุนิยมวิทยา เป็นเพียงข้อความที่มาจากบุคคลที่ไม่มีหน้าที่รับผิดชอบ และไม่ได้เกี่ยวข้องกับหน่วยงานที่แจ้งเตือนภัยธรรมชาติโดยตรง อาจทำให้เกิดความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนได้ ซึ่งจากการติดตามและคาดการณ์ของกรมอุตุนิยมวิทยา จุดแกนกลางพายุ “วิภา” ในขณะนี้มีศูนย์กลางอยู่บริเวณเมืองท้ายบิ่ญ ประเทศเวียดนาม ซึ่งมีแนวโน้มจะอ่อนกำลังลงเป็นพายุดีเปรสชันและหย่อมความกดอากาศต่ำตามลำดับ ด้านข่าวปลอมอันดับ 2 เรื่อง “กยศ. หักเงินอัตโนมัติจากบัญชี SCB” กระทรวงดีอี ได้ประสานงานร่วมกับกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) กระทรวงการคลัง ตรวจสอบพบว่าเป็นข้อมูลเท็จ โดยขอชี้แจงว่า  ตามที่มีผู้ใช้ TikTok หลายบัญชี ได้ทำการโพสต์อ้างอิงถึง กยศ. เกี่ยวกับการหักเงินในบัญชีออมทรัพย์จากธนาคาร SCB ไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด เนื่องจาก กยศ. จะหักเงินอัตโนมัติได้เฉพาะบัญชีธนาคารกรุงไทยเท่านั้น กรณีดังกล่าวจึงเป็นการเผยแพร่ข้อมูลอันเป็นเท็จ ทำให้ประชาชนเกิดความเข้าใจผิด จึงขอให้ประชาชนอย่าหลงเชื่อ และงดส่งต่อข้อมูลดังกล่าว อย่างไรก็ตาม ดีอี มีความห่วงใยประชาชน เรื่องความตระหนักรู้เท่าทันข่าวปลอมที่ถูกแพร่กระจายบนสื่อออนไลน์ โซเชียล ซึ่งหากขาดความรู้เท่าทันส่งต่อข้อมูลข่าวปลอม ทำให้เกิดการหลงเชื่อ สร้างความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน เกิดความวิตกกังวล หรืออาจสร้างความเสียหายต่อชีวิต ทรัพย์สิน หรือข้อมูลส่วนบุคคล และอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้าง ดังนั้นจึงควรตรวจสอบข้อเท็จจริงของข่าวหรือลิงก์เว็บไซต์ให้แน่ชัด สามารถแจ้งเบาะแส ข่าวปลอม และอาชญากรรมออนไลน์ทุกรูปแบบ โทรสายด่วน 1111 (24 ชม.) |  Line ID: @antifakenewscenter | เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com --------------------------------------------------------------------------------------

กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ตรวจพบข่าวปลอมรายสัปดาห์ที่เกี่ยวข้องกับอาชญากรรมออนไลน์ ซึ่งประชาชนให้ความสนใจสูงสุดอันดับที่ 1 เรื่อง “ขนส่งฯ เปิดรับทำใบขับขี่ออนไลน์ สำหรับบุคคลที่ไม่เคยมีใบขับขี่มาก่อน จัดส่งฟรีทั่วประเทศ” รองลงมาคือเรื่อง “ออมสินเปิดสินเชื่อให้ยืม ผ่านเพจ LEASE it PCL 3897 วงเงินสูงสุด 1,000,000 บาท” โดยขอให้ประชาชน อย่าหลงเชื่อข่าวปลอม เลือกเชื่อ-แชร์ ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ หวั่นสร้างความเสียหายทั้งข้อมูลส่วนบุคคล ทรัพย์สิน และอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้าง นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ เลขาธิการคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (BDE) ในฐานะโฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) กล่าวถึงผลการมอนิเตอร์และรับแจ้งข่าวปลอมของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ระหว่างวันที่ 18 – 24 กรกฎาคม 2568 พบข้อความที่เข้ามาทั้งหมด 845,341 ข้อความ โดยมีข้อความที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ (Verify) ทั้งสิ้น 927 ข้อความ สำหรับช่องทางที่มีการพบเบาะแสมากที่สุด คือ ข้อความที่มาจาก Social Listening จำนวน 897 ข้อความ ตามมาด้วยการแจ้งเบาะแสผ่าน Line Official จำนวน 25 ข้อความ ช่องทาง Website จำนวน 2 ข้อความ ช่องทาง Facebook จำนวน 2 ข้อความ และช่องทาง TikTok จำนวน 1 ข้อความ รวมเรื่องที่ต้องดำเนินการตรวจสอบทั้งหมด 294 เรื่อง และจากการประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้รับผลการตรวจสอบกลับมาแล้ว 100 เรื่อง โดยในจำนวนนี้เป็นข่าวปลอมเกี่ยวกับอาชญากรรมออนไลน์ที่ได้รับความสนใจจากประชาชนมากที่สุด 10 อันดับ ได้แก่ อันดับที่ 1 : เรื่อง ขนส่งฯ เปิดรับทำใบขับขี่ออนไลน์ สำหรับบุคคลที่ไม่เคยมีใบขับขี่มาก่อน จัดส่งฟรีทั่วประเทศ อันดับที่ 2 : เรื่อง ออมสินเปิดสินเชื่อให้ยืม ผ่านเพจ LEASE it PCL 3897 วงเงินสูงสุด 1,000,000 บาท อันดับที่ 3 : เรื่อง อยากเป็นเจ้าของ Amazon ต้องลงทุนหุ้น OR เริ่มต้น 1,000 บาท รับปันผล 390 บาท อันดับที่ 4 : เรื่อง กรุงไทย เปิดให้จองสิทธิ์ยืมเงิน 100,000 บาท ลงทะเบียนได้ที่ TikTok ktb.thai อันดับที่ 5 : เรื่อง ทำใบขับขี่ถูกกฎหมาย ได้ทั้งรถยนต์-มอเตอร์ไซค์ ติดต่อเพจเฟซบุ๊กธิติรัตน์ รับทำใบขับขี่ออนไลน์ อันดับที่ 6 : เรื่อง ธนาคารกรุงไทย ปล่อยสินเชื่อผ่านบัญชี TikTok @oappqshckv7 อันดับที่ 7 : เรื่อง ธนาคารออมสิน เปิดขายหวยออนไลน์ถูกกฎหมายทางเฟซบุ๊ก อันดับที่ 8 : เรื่อง OR ชวนร่วมเป็นเจ้าของกิจการ ลงทุนหุ้น IPO เริ่มต้น 1,000 บาท ปันผล 290 บาทต่อวัน อันดับที่ 9 : เรื่อง ธ.ออมสิน ปล่อยสินเชื่อ ผ่านบัญชี TikTok ชื่อ user60677587811691 อันดับที่ 10 : เรื่อง PTT ส่ง SMS เตือนแต้มบลูการ์ดใกล้หมดอายุ ให้รีบกดใช้ผ่านลิงก์ “เมื่อพิจารณาจากข่าวปลอมที่เกี่ยวข้องกับอาชญากรรมออนไลน์ ซึ่งประชาชนสนใจมากที่สุด จาก 10 อันดับข้างต้น พบว่าเป็นข่าวการให้บริการประชาชนของหน่วยงานรัฐ ข่าวการชักชวนให้ลงทุนโดยอ้างชื่อหน่วยงานที่น่าเชื่อถือ ข่าวการให้บริการสินเชื่อของธนาคารรัฐ ซึ่งมีผลกระทบต่อทั้งตัวบุคคลที่เชื่อและแชร์ข้อมูลส่งต่อกันไปเป็นวงกว้าง ทำให้ประชาชนอาจตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพ สร้างความเสียหายทั้งทรัพย์สินและข้อมูลส่วนบุคคลได้” นายเวทางค์ กล่าว สำหรับอันดับ 1 เรื่อง “ขนส่งฯ เปิดรับทำใบขับขี่ออนไลน์ สำหรับบุคคลที่ไม่เคยมีใบขับขี่มาก่อน จัดส่งฟรีทั่วประเทศ” กระทรวงดีอี ได้ประสานงาน กรมการขนส่งทางบก กระทรวงคมนาคม ตรวจสอบพบว่าเป็นข้อมูลเท็จ โดยขอชี้แจงว่า บัญชี Facebook ดังกล่าว สร้างขึ้นโดยมิจฉาชีพ ทั้งนี้ขอเตือนประชาชนอย่าหลงเชื่อโดยเด็ดขาด หากมีผู้ใดแอบอ้างอาสาดำเนินการรับทำใบอนุญาตขับรถให้ เนื่องจากการทำใบขับขี่ ผู้ขอรับใบอนุญาตต้องดำเนินการด้วยตนเองทุกขั้นตอนที่สำนักงานขนส่งเท่านั้น ไม่มีการรับทำผ่านช่องทางออนไลน์ใดๆ ทั้งสิ้น ขอให้ประชาชนตรวจสอบแหล่งที่มาของข้อมูลข่าวสารให้ถี่ถ้วน เพื่อป้องกันการถูกหลอก หากมีข้อสงสัยหรือต้องการรับข่าวสารเพิ่มเติม สามารถติดตามได้ที่ เว็บไซต์กรมการขนส่งทางบก (https://www.dlt.go.th/th) หรือ โทร 0-2271-8888 อย่างไรก็ตาม ดีอี มีความห่วงใยประชาชน เรื่องความตระหนักรู้เท่าทันข่าวปลอมที่ถูกแพร่กระจายบนสื่อออนไลน์ โซเชียล ซึ่งหากขาดความรู้เท่าทัน ส่งต่อข้อมูลข่าวปลอม ทำให้เกิดการหลงเชื่อ สร้างความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน สร้างความเสียหายต่อทรัพย์สิน หรือข้อมูลส่วนบุคคล และอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้าง ดังนั้นจึงควรตรวจสอบข้อเท็จจริงของข่าวหรือลิงก์เว็บไซต์ให้แน่ชัด สามารถแจ้งเบาะแส ข่าวปลอม และอาชญากรรมออนไลน์ทุกรูปแบบ โทรสายด่วน 1111 (24 ชม.) |  Line ID: @antifakenewscenter | เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com --------------------------------------------------------------------------------------

icon-sitemap    std-w1    std-w2    WCAG 2.0 (Level AA)
จำนวนผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์ Loading...


กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

เลขที่ 120 หมู่ 3 ชั้น 8-11 ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 (อาคาร ซี) ซอยแจ้งวัฒนะ 7 ถนนแจ้งวัฒนะ แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ 10210

facebook
instagram
twitter
youtube
rss
tiktok
threads
Icon Q&A
black ribbon.