Logo DE Ministry.
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
Ministry of Digital Economy and Society
Logo DE Ministry.
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
Ministry of Digital Economy and Society
ตัวช่วยเหลือในการเข้าถึงเว็บไซต์
ค้นหา

วันที่ 28 กรกฎาคม 2568 ศาสตราจารย์พิเศษวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) พร้อมด้วย ดร.ปิยนุช วุฒิสอน รองปลัดกระทรวงดีอี คณะผู้บริหาร และเจ้าหน้าที่ของกระทรวงดีอี เข้าร่วมพิธีทำบุญตักบาตรถวายพระราชกุศล และพิธีถวายสัตย์ปฏิญาณเพื่อเป็นข้าราชการที่ดีและพลังของแผ่นดิน จากนั้นร่วมพิธีลงนามถวายพระพร เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทร มหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว 28 กรกฎาคม 2568 ณ บริเวณท้องสนามหลวง และศาลาสหทัยสมาคม ในพระบรมมหาราชวัง

วันที่ 28 กรกฎาคม 2568 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) พร้อมด้วยคณะผู้บริหารกระทรวงดีอี ร่วมพิธีทำบุญตักบาตรถวายพระราชกุศล และพิธีถวายสัตย์ปฏิญาณเพื่อเป็นข้าราชการที่ดีและพลังของแผ่นดิน จากนั้นร่วมพิธีลงนามถวายพระพร เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทร มหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว 28 กรกฎาคม 2568 ณ บริเวณท้องสนามหลวง และศาลาสหทัยสมาคม ในพระบรมมหาราชวัง

นางสาววงศ์อะเคื้อ บุญศล โฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ฝ่ายการเมือง เปิดเผยว่า ในช่วงวันที่ 21 - 27 กรกฎาคม 2568 ที่ผ่านมา ศูนย์ AOC 1441 (Anti Online Scam Operation Center) ได้มีรายงานเคสตัวอย่างอาชญากรรมออนไลน์ที่ประชาชนได้รับผลกระทบจากการถูกหลอกลวง จำนวน 5 เคส ประกอบด้วย    คดีที่ 1 คดีหลอกลวงให้โอนเงินเพื่อรับรางวัล หรือวัตถุประสงค์อื่นๆ มูลค่าความเสียหาย 1,653,000 บาท โดยผู้เสียหายได้รับการติดต่อจากมิจฉาชีพผ่านทางโทรศัพท์ อ้างตนเป็นเจ้าหน้าที่กรมศุลกากร แจ้งว่ามีพัสดุส่งมาจากต่างประเทศตกค้าง จะต้องมีการชำระค่าภาษีและค่าขนส่งจึงจะสามารถรับพัสดุได้ จากนั้นเพิ่มเพื่อนทาง Line แล้วสอนให้ทำตามขั้นตอนต่างๆ เพื่อยืนยันการรับพัสดุและชำระเงิน โดยให้สแกน QR Code เมื่อเสร็จสิ้นผู้เสียหายได้รับข้อความ SMS จากธนาคารแจ้งว่ายอดเงินในบัญชีได้ถูกโอนออกไปจนหมด จึงพยายามติดต่อมิจฉาชีพแต่ไม่สามารถติดต่อได้ ผู้เสียหายเชื่อว่าถูกมิจฉาชีพหลอก   คดีที่ 2 คดีหลอกลวงให้โอนเงินเพื่อทำงานหารายได้พิเศษ มูลค่าความเสียหาย 3,269,706 บาท โดยผู้เสียหายได้พบโฆษณากิจกรรมแจกต้นไม้ ผ่านช่องทาง Facebook ตนสนใจจึงทักไปสอบถามรายละเอียดผ่านทาง Messenger Facebook จากนั้นเพิ่มเพื่อนทาง Line ต่อมามิจฉาชีพชักชวนให้เข้าร่วมกิจกรรมกดถูกใจและโพรโมตสินค้า เมื่อทำกิจกรรมครบตามกำหนดจะได้รับค่าคอมมิชชันเป็นการตอบแทน ผู้เสียหายหลงเชื่อจึงโอนเงินไปร่วมกิจกรรม ในช่วงแรกได้รับผลตอบแทนจริงจึงโอนเงินเพิ่มมากขึ้น ต่อมาต้องการยกเลิกและถอนเงิน มิจฉาชีพอ้างว่าต้องชำระค่าภาษีก่อนจึงจะสามารถถอนเงินได้ ผู้เสียหายจึงโอนเงินค่าภาษีไป ภายหลังจากโอนเงินไม่สามารถถอนเงินและไม่สามารถติดต่อได้อีก ผู้เสียหายเชื่อว่าถูกมิจฉาชีพหลอก   คดีที่ 3 คดีหลอกลวงเกี่ยวกับสินทรัพย์ดิจิทัล มูลค่าความเสียหาย 1,560,000 บาท โดยผู้เสียหายได้รับการติดต่อจากมิจฉาชีพผ่านช่องทาง Tiktok ชักชวนลงทุนเทรดหุ้นสกุลเงินดิจิทัล ผู้เสียหายสนใจจึงสอบถามรายละเอียดและเริ่มทดลองลงทุน ในช่วงแรกได้รับผลตอบแทนจริง สามารถถอนเงินได้ จึงโอนเงินลงทุนเพิ่มมากขึ้น ภายหลังต้องการถอนเงินแต่ไม่สามารถถอนเงินได้ มิจฉาชีพแจ้งว่าเนื่องจากมีเหรียญสกุลเงินดิจิทัลอยู่ในระบบจำนวนมาก จะต้องชำระค่าภาษีก่อนจึงสามารถถอนได้ ผู้เสียหายจึงโอนเงินค่าภาษีไป ภายหลังจากโอนเงินไม่สามารถถอนเงินและไม่สามารถติดต่อได้อีก ผู้เสียหายเชื่อว่าถูกมิจฉาชีพหลอก   คดีที่ 4 คดีหลอกลวงให้ลงทุนผ่านระบบคอมพิวเตอร์ มูลค่าความเสียหาย 6,622,577 บาท ทั้งนี้ผู้เสียหายได้รับการติดต่อจากมิจฉาชีพผ่านช่องทาง Facebook ชักชวนลงทุนเทรดหุ้น ผู้เสียหายสนใจจึงทักไปสอบถามรายละเอียดผ่านทาง Messenger Facebook และเพิ่มเพื่อนทาง Line จากนั้นมิจฉาชีพให้ติดตั้งแอปพลิเคชันเพื่อลงทุน แนะนำวิธีการลงทุนเทรดหุ้น โดยให้ทดลองลงทุนเงินจำนวนน้อยก่อน ในช่วงแรกสามารถถอนเงินจากระบบได้ จึงโอนเงินลงทุนเพิ่มมากขึ้น ภายหลังไม่สามารถถอนเงินได้ มิจฉาชีพอ้างว่าต้องชำระค่าภาษีและค่าธรรมเนียมก่อน ผู้เสียหายเชื่อว่าถูกมิจฉาชีพหลอก   และคดีที่ 5 คดีหลอกลวงให้โอนเงินเพื่อรับรางวัล หรือวัตถุประสงค์อื่นๆ มูลค่าความเสียหาย 2,699,955 บาท โดยผู้เสียหายได้รับการติดต่อจากมิจฉาชีพผ่านทางโทรศัพท์ อ้างตนเป็นเจ้าหน้าที่ Flash Express แจ้งว่าสินค้าที่สั่งได้รับความเสียหายจะจ่ายเงินค่าประกันสินค้าคืนให้ โดยทำตามขั้นตอนใน Mobile Banking เป็นแอปพลิเคชันธนาคารของผู้เสียหาย เพื่อรับเงินค่าชดเชย ผู้เสียหายหลงเชื่อจึงทำตามที่มิจฉาชีพแนะนำ หลังจากจบสายสนทนาตรวจดูเงินในบัญชีพบว่ายอดเงินถูกโอนเงินออกไปจนหมด ผู้เสียหายเชื่อว่าถูกมิจฉาชีพหลอก   สำหรับมูลค่าความเสียหายที่เกิดขึ้นทั้ง 5 คดี รวม 15,805,238 บาท    ทั้งนี้ ผลการดำเนินงานของ ศูนย์ AOC 1441 ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2566 ถึง วันที่ 25 กรกฎาคม 2568 มีตัวเลขสถิติผลการดำเนินงาน ดังนี้  1. สายโทรเข้า 1441 จำนวน 1,943,612 สาย / เฉลี่ยต่อวัน 3,070 สาย  2. ระงับบัญชีธนาคาร จำนวน 793,714 บัญชี / เฉลี่ยต่อวัน 1,254 บัญชี  3. ระงับบัญชีตามประเภทคดีสูงสุด 5 ประเภท ได้แก่ (1) หลอกลวงซื้อขายสินค้าหรือบริการ 250,911 บัญชี คิด เป็นร้อยละ 31.62 (2) หลอกลวงหารายได้พิเศษ 179,921 บัญชี คิดเป็นร้อยละ 22.67 (3) หลอกลวงให้โอนเงินเพื่อรับรางวัล 119,923 บัญชี คิดเป็นร้อยละ 15.11 (4) หลอกลวงลงทุน 108,683 บัญชี คิดเป็นร้อยละ 13.69 (5) หลอกลวงให้กู้เงิน 56,245 บัญชี คิดเป็นร้อยละ 7.09 (และคดีอื่นๆ 77,951 บัญชี คิดเป็นร้อยละ 9.82)    “จากเคสตัวอย่างมิจฉาชีพได้หลอกลวงผู้เสียหาย โดยอ้างว่าเป็น เจ้าหน้าที่กรมศุลกากร แจ้งว่ามีพัสดุจากต่างประเทศตกค้าง ต้องโอนเงินชำระภาษี และค่าขนส่ง โดยให้ติดตั้งแอปฯ หลอกโอนเงิน พบเสียหายกว่า 1 ล้านบาท นอกจากนี้ยังมีเคสหลอกให้ลงทุนเทรดหุ้น พบความเสียหายกว่า 6 ล้านบาท และเคสหลอกหารายได้พิเศษ โดยรวมแล้วมีมูลค่าความเสียหายรวมเกือบ 16 ล้านบาท”  นางสาววงศ์อะเคื้อ กล่าว    ทั้งนี้ขอย้ำว่า การแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่องค์กรต่างๆ หรือเจ้าหน้าที่หน่วยงานราชการ ควรตรวจสอบให้แน่ชัด โดยเจ้าหน้าที่หน่วยงานรัฐ จะไม่มีการติดต่อกับประชาชนโดยตรง หรือติดต่อผ่านทางโซเชียลมีเดีย และการลงทุนในธุรกิจที่ไม่มีการรับรองโดยหน่วยงานน่าเชื่อถือ เป็นการเสี่ยงต่อการถูกหลอกลวง ขณะเดียวกันไม่ควรสแกน QR Code หรือดาวน์โหลดลิงก์ต่างๆ ที่ยังไม่มีการตรวจสอบ เพราะอาจเป็นการติดตั้งแอปฯดูดเงิน และข้อมูลส่วนตัวโดยไม่ตั้งใจ    อย่างไรก็ตาม ขอให้ประชาชนยึดหลัก 4 ไม่ คือ 1. ไม่กดลิงก์ 2.ไม่เชื่อ 3.ไม่รีบ และ 4.ไม่โอน ก่อนที่จะทำธุรกรรมใดๆ อย่ากดเข้าลิงก์เว็บไซต์ หรือดาวน์โหลด และอัปโหลดแพลตฟอร์ม ที่มีการส่งต่อจากช่องทางที่ไม่แน่ใจ โดยกระทรวงดีอี ได้เร่งดำเนินการปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ทุกรูปแบบร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการเผยแพร่ให้ความรู้เกี่ยวกับการป้องกันภัยอาชญากรรมออนไลน์ ผ่านศูนย์ AOC 1441 เพื่อแก้ไขปัญหาที่ส่งผลกับประชาชนอย่างต่อเนื่อง      หากประชาชนโดนหลอกออนไลน์ โทรแจ้งดำเนินการ ระงับ อายัดบัญชี AOC 1441  แจ้งเบาะแส ข่าวปลอม และอาชญากรรมออนไลน์ทุกรูปแบบ โทรสายด่วน 1111 (24 ชม.)  | Line ID: @antifakenewscenter | เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com      ----------------------------------------------------

วันที่ 29 กรกฎาคม 2568 นางสาวชมภารี ชมภูรัตน์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ร่วมงานวันภาษาไทยแห่งชาติ พุทธศักราช 2568 “ร่วมสืบสานภาษาไทย ปลูกฝังคนรุ่นใหม่ ให้ใช้ภาษาไทยอย่างถูกต้อง” โดยนางสาวแพทองธาร ชินวัตร มอบหมายให้ นายประสพ เรียงเงิน ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม เป็นประธาน พร้อมด้วยผู้บริหารกระทรวงวัฒนธรรม ผู้บริหารกรมส่งเสริมวัฒนธรรม และผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม จัดโดยกรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม ณ หอประชุมใหญ่ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย   สำหรับงาน วันภาษาไทยแห่งชาติ พุทธศักราช 2568 จัดขึ้นในวันที่ 29 กรกฎาคม 2568 ซึ่งตรงกับ วันภาษาไทยแห่งชาติ เพื่อให้ตระหนักถึง การใช้ภาษาไทยที่ถูกต้อง เหมาะสม เพื่อร่วมกันสร้างค่านิยมและจิตสำนึก พร้อมทั้งส่งเสริมให้เด็ก เยาวชน และประชาชนเห็นความสำคัญและคุณค่าของภาษาไทย

วันที่ 29 กรกฎาคม 2568 ดร.เอกพงษ์ หริ่มเจริญ ผู้ตรวจราชการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ประชุมหารือกระบวนการทำงานของส่วนภาคธนาคารนานาชาติ เพื่อให้เป็นไปตามการทำงานของศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ โดยมีหน่วยงาน และผู้เกี่ยวข้องเข้าร่วม ณ ห้องประชุม กองป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดทางเทคโนโลยีสารสนเทศ (ปท.) กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และประชุมผ่านระบบออนไลน์

วันที่ 30 กรกฎาคม 2568 ดร.ณัฐพล ณัฏฐสมบูรณ์ รองปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานการประชุมคณะอนุกรรมการส่งเสริมคุณธรรมกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ครั้งที่ 2/2568 และพิธีมอบเกียรติบัตรยกย่ององค์กรคุณธรรม ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 “คุณธรรมคุณทำได้” โดยมี นางสาวยุพาภรณ์ ศิริกิจพาณิชย์กูล ผู้ช่วยปลัดกระทรวงดีอี และผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ณ ห้องประชุม 02/10 ชั้น 2 กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550

เมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม 2568 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการขับเคลื่อนแผนปฏิบัติการด้านปัญญาประดิษฐ์แห่งชาติเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (National AI Committee) ครั้งที่ 2/2568 โดยมี นางสาวสุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม นางสาวธีราภา ไพโรหกุล รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง ศาสตราจารย์พิเศษวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงดีอี  และคณะกรรมการจากหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน เข้าร่วมการประชุมเพื่อพิจารณาทิศทางการขับเคลื่อนการพัฒนาเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ให้เป็นกลไกสำคัญในการยกระดับศักยภาพของประเทศทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม และคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างยั่งยืน   ที่ประชุมได้พิจารณาแนวทางการขับเคลื่อนตามกรอบการพัฒนาปัญญาประดิษฐ์แห่งชาติ (National AI Program) ให้มีความชัดเจนและเป็นระบบต่อเนื่องจากการประชุมครั้งที่ผ่านมา โดยครอบคลุมทั้งมิติการสร้างความพร้อมด้าน AI (AI Readiness) และการประยุกต์ใช้ AI ในภาคส่วนต่าง ๆ (AI Adoption) และมีข้อสรุปสำคัญ 4 ประเด็น ดังนี้   1. เห็นชอบการสร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน ในลักษณะของกลุ่มภาคีเครือข่าย (Consortium) เพื่อขับเคลื่อนการดำเนินงานด้านต่าง ๆ และมอบหมายให้กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เป็นหน่วยงานหลักในการพัฒนาเครือข่ายความร่วมมือดังกล่าว   2. เห็นชอบแนวทางการยกระดับการทำงานให้เชื่อมโยงระหว่างโครงสร้างพื้นฐานและการประยุกต์ใช้ AI โดยจัดตั้ง ศูนย์รวมความเชี่ยวชาญ (Center of Excellence:CoEs) ในสาขาต่าง ๆ เพื่อเร่งรัดการพัฒนาและบูรณาการการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ เบื้องต้นจำนวน 9 แห่ง ได้แก่ • ศูนย์นวัตกรรมปัญญาประดิษฐ์ด้านการศึกษา • ศูนย์นวัตกรรมอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ด้วยปัญญาประดิษฐ์ • ศูนย์นวัตกรรมปัญญาประดิษฐ์ด้านการเกษตร • ศูนย์ความเป็นเลิศด้านปัญญาประดิษฐ์เพื่อการท่องเที่ยว • ศูนย์ความเป็นเลิศด้านปัญญาประดิษฐ์เพื่อสุขภาพและสุขภาวะ • ศูนย์ความเป็นเลิศด้านปัญญาประดิษฐ์เพื่อการผลิต • กลุ่มภาคีเครือข่ายด้านโมเดลภาษาขนาดใหญ่ภาษาไทย • ศูนย์การประมวลผลปัญญาประดิษฐ์ภาครัฐ • ศูนย์สอบเทียบสมรรถนะและทดสอบมาตรฐานผลิตภัณฑ์ปัญญาประดิษฐ์   นอกจากนี้ ที่ประชุมมีมติให้รับหลักการในการตั้งศูนย์ความเป็นเลิศด้านความมั่นคงและความปลอดภัย (Safety and Security) เพิ่มอีกหนึ่งแห่ง    3. มอบหมายให้ศูนย์ความเชี่ยวชาญดำเนินการจัดทำแผนย่อยรายสาขา ครอบคลุมทั้งด้านความพร้อมและผู้ใช้งาน AI ให้แล้วเสร็จภายในเดือนกันยายน 2568 เพื่อให้สามารถดำเนินงานได้ตามกรอบที่วางไว้   4. เห็นชอบในหลักการของกรอบการใช้จ่ายงบประมาณการขับเคลื่อนตามกรอบการพัฒนาปัญญาประดิษฐ์แห่งชาติ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 - 2570 และ รับทราบงบประมาณของภาครัฐ ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ทั้งงบประมาณในแผนและนอกแผน รวมถึงเงินจากกองทุนของรัฐที่ได้ลงทุนไปแล้ว ซึ่งมูลค่ารวมไม่ต่ำกว่า 25,000 ล้านบาท   อย่างไรก็ตามที่ประชุมได้เน้นย้ำการสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน การยกระดับโครงสร้างและการประยุกต์ใช้ AI ผ่านศูนย์รวมความเชี่ยวชาญ การจัดทำแผนย่อยรายสาขาเพื่อให้ดำเนินงานได้ตามกรอบที่กำหนด และการจัดสรรงบประมาณเพื่อสนับสนุนการพัฒนา AI ของประเทศอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง




วันที่ 31 กรกฎาคม 2568 ศาสตราจารย์พิเศษวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานการประชุมเพื่อมอบนโยบายการดำเนินงานโครงการส่งเสริมและพัฒนาทักษะความรู้ เพื่อขับเคลื่อนและยกระดับกำลังคนดิจิทัลระดับอำเภอ ผ่านระบบออนไลน์ โดยมี นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ เลขาธิการคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (BDE) เจ้าหน้าที่จาก สำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ  (BDE) สำนักงานสถิติจังหวัด เจ้าหน้าที่ดิจิทัลอำเภอ เจ้าหน้าที่ศูนย์ดิจิทัลชุมชน จากทั่วประเทศ และผู้ที่เกี่ยวข้อง กว่า 2,000 คน เข้าร่วมประชุม ณ ห้องประชุม สำนักงานปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม



วันที่ 1 สิงหาคม 2568 นางสาวพิยะดา สุดกังวาล ที่ปรึกษาด้านการสื่อสารกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ให้การต้อนรับ คณะผู้แทนจาก สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ในโอกาสเข้าศึกษาดูงานการดำเนินงานด้วยระบบ e-Office ภายใต้งานบริการคลาวด์กลางภาครัฐ (GDCC) เพื่อยกระดับการดำเนินงานด้านเอกสาร สู่รูปแบบไร้กระดาษ (Paperless) การจัดเก็บข้อมูลด้วยรูปแบบดิจิทัล รองรับการทำงานนอกสถานที่ ณ ห้องประชุม กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม


icon-sitemap    std-w1    std-w2    WCAG 2.0 (Level AA)
จำนวนผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์ Loading...


กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

เลขที่ 120 หมู่ 3 ชั้น 8-11 ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 (อาคาร ซี) ซอยแจ้งวัฒนะ 7 ถนนแจ้งวัฒนะ แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ 10210

facebook
instagram
twitter
youtube
rss
tiktok
threads
Icon Q&A
black ribbon.