Logo DE Ministry.
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
Ministry of Digital Economy and Society
Logo DE Ministry.
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
Ministry of Digital Economy and Society
ตัวช่วยเหลือในการเข้าถึงเว็บไซต์
ค้นหา

วันที่ 25 กรกฎาคม 2568 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ครั้งที่ 5/2568 ที่มีศาสตราจารย์พิเศษวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงดีอี เป็นรองประธานกรรมการฯ นายเอกพงษ์ หริ่มเจริญ ผู้ตรวจราชการกระทรวงดีอี เป็นเลขานุการคณะกรรมการฯ ร่วมด้วยตัวแทนจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.) สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สมาคมธนาคารไทย สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) สำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (สกมช.) กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ สมาคมโทรคมนาคมแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ และสมาคมการค้าผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลไทย (TDO) ร่วมหารือเพื่อดำเนินงานการตามนโยบายปราบปรามภัยออนไลน์ของรัฐบาล น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี.นายประเสริฐ กล่าวว่า ตามที่รัฐบาล นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้ให้ความสำคัญกับการปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ ซึ่งมีผลกระทบต่อประชาชนเป็นอย่างมาก โดยปัจจุบัน พระราชกำหนดมาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2568 และพระราชกำหนดการประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2568 มีผลบังคับใช้แล้วเมื่อวันที่ 13 เมษายน 2568 ที่ผ่านมา ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังดำเนินการกำหนดมาตรการเพื่อให้เป็นไปตาม พ.ร.ก. ทั้ง 2 ฉบับ ทั้งนี้ กระทรวงดีอี และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้พิจารณาในด้านของการเยียวยาผู้เสียหายที่ได้รับผลกระทบ ด้วยการคืนเงินที่สามารถยึดหรืออายัดมาได้จากมิจฉาชีพที่กระทำผิด ภายหลังผลการพิจารณาคดีของศาลถึงที่สุดแล้ว โดยมอบหมายให้ สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) เป็นผู้พิจารณาร่างกฎกระทรวงการคืนเงินให้แก่ผู้เสียหายจากอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พ.ศ ....ขึ้นมารองรับ ในส่วนของรายละเอียดกฎกระทรวงฉบับดังกล่าว ประกอบด้วย การกำหนดหลักเกณฑ์ เงื่อนไข รายละเอียด /การพิจารณาคืนเงินหรือสินทรัพย์ดิจิทัล หรือชดใช้เงินคืนให้แก่ผู้เสียหายของคณะกรรมการธุรกรรม การแจ้งสิทธิยื่นคำร้องต่อศาลแพ่ง / กำหนดวิธีการคืนเงิน หรือชดใช้คืนให้แก่ผู้เสียหาย / กรณีผู้เสียหายได้ใช้สิทธิยื่นคำร้องต่อศาลแพ่ง โดยต้องแจ้งให้ ปปง. รอผลการพิจารณาของศาลจนกว่าคดีจะถึงที่สุด / การจัดทำบัญชีการนำเงินคืนให้แก่ผู้เสียหายไว้เป็นฐานข้อมูล / การเก็บรักษาและจัดการเงิน กรณีไม่มีผู้เสียหายหรืออยู่ระหว่างการใช้สิทธิยื่นคำร้องต่อศาลแพ่ง และรอผลการพิจารณาคดีของศาล ขณะเดียวกันที่ประชุม ยังได้พิจารณาผลดำเนินการและมาตรการเร่งด่วนเพื่อแก้ปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ ที่มีผลการดำเนินงาน ถึง 30 มิถุนายน 2568 ที่ผ่านมา โดยสรุปได้ดังนี้ 1.การปราบปรามจับกุมคดีอาชญากรรมออนไลน์ รวมทุกประเภท สถิติถึง 30 มิถุนายน 2568 (ข้อมูลสำนักงานตำรวจแห่งชาติ) - การจับกุมคดีอาชญากรรมทางเทคโนโลยี รวมทุกประเภท มีจำนวนทั้งหมด 65,841 ราย โดยในเดือน มิถุนายน 2568 มีจำนวน 3,550 ราย - การจับกุมคดีพนันออนไลน์ มีจำนวนทั้งหมด 27,711 ราย โดยในเดือน มิถุนายน 2568 มีจำนวน 1,097 ราย- การจับกุมคดีบัญชีม้า ซิมม้า และความผิดตาม พรก.ฯ มีจำนวนทั้งหมด 7,455 ราย โดยในเดือน มิถุนายน 2568 มีจำนวน 710 ราย 2. การปิดโซเชียลมีเดีย เว็บผิดกฎหมาย และเว็บพนันออนไลน์ สถิติถึง 30 มิถุนายน 2568 - การปิดกั้นเว็บไซต์พนันออนไลน์ จำนวน 62,805 URLs หลอกลวงออนไลน์ จำนวน 1,242 URLs และอื่นๆ 51,860 URLs รวม 115,907 URLs- การประสานแพลตฟอร์ม (Facebook/YouTube/X/TikTok) เพื่อขอปิดกั้นเกี่ยวกับหลอกลวงออนไลน์ ที่มีคำสั่งศาล จำนวนแจ้งขอการปิดกั้น 12,646 URLs ที่ไม่มีคำสั่งศาล มีจำนวนแจ้งขอการปิดกั้น 37,919 URLs (เฉพาะในส่วนของกระทรวงดีอี) 3. การแก้ปัญหาบัญชีม้า เร่งอายัด ตัดตอนการโอนเงินผลการดำเนินงานที่สำคัญถึง 30 มิ.ย.68 มีดังนี้- AOC ระงับบัญชีชั่วคราว จำนวน 440,347 บัญชี - ปปง. ทำการอายัดบัญชีไปแล้วจำนวน 476,046 บัญชี (ณ วันที่ 21 กรกฎาคม 2568)รวม 916,393 บัญชี- มาตรการจัดการบัญชีสินทรัพย์ดิจิทัล ในเดือนมิถุนายน - เดือนกรกฎาคม 2568 ผู้ประกอบการสินทรัพย์ดิจิทัล ได้ระงับบัญชีม้าแล้วประมาณ 29,000 บัญชี รวมมูลค่า 186 ล้านบาท 4.มาตรการแก้ไขปัญหาซิมม้า (ซิมของบุคคลธรรมดา/ต่างด้าว)ที่ประชุม กสทช. เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2568 ได้มีมติเห็นชอบมาตรการเพื่อป้องกันอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ตามมาตรา 4/1 วรรคหนึ่ง เพื่อให้ผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องร่วมรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้น ตามมาตรา 8/10 แห่งพระราชกำหนดมาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พ.ศ. 2566 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ตามที่คณะอนุกรรมการบูรณาการบังคับใช้กฎหมายความผิดทางเทคโนโลยีฯ พิจารณาเสนอ ใน 8 มาตรการด้วยกัน 5. การออกกฎหมายลำดับรอง ปัจจุบันกระทรวงดีอี และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้ดำเนินการออกกฎหมายลูกตามพระราชกำหนดมาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พ.ศ. 2566 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ซึ่งบางฉบับได้รับการประกาศในราชกิจจานุเบกษา และมีผลบังคับใช้แล้ว อาทิ - มาตรฐานหรือมาตรการ ที่กำหนดโดยหน่วยงานที่มีอำนาจกำกับดูแลการประกอบธุรกิจ เพื่อป้องกันอาชญากรรมทางเทคโนโลยี และเป็นเกณฑ์พิจารณาการมีส่วนร่วมรับผิดชอบในความเสียหายจากที่เกิดจากอาชญากรรมทางเทคโนโลยีตามมาตรา 8/10 (มาตรา 4/1 วรรคหนึ่ง) โดยในส่วนของความรับผิดชอบขอ คณะกรรมการธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (คธอ.) ได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วเมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 2568 - ประกาศกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เพื่อกำหนดขั้นตอนการระงับสั่งการทำให้แพร่หลายของข้อมูลคอมพิวเตอร์หรือนำข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่ผิดกฎหมาย (การประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลโดยไม่ได้รับอนุญาตตามกฎหมายว่าด้วยการประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล) ออกจากระบบคอมพิวเตอร์ ของพนักงานเจ้าหน้าที่ซึ่งได้รับการแต่งตั้งตามกฎหมายว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์(มาตรา 7/1 วรรคสอง) ประกาศ ในราชกิจจานุเบกษาแล้ว เมื่อวันที่ 19 มิ.ย. 2568 “การออกกฎกระทรวงการคืนเงินให้แก่ผู้เสียหายจากอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พ.ศ .... เพื่อเป็นการเยียวยาให้กับผู้เสียหายจากภัยอาชญากรรมออนไลน์ ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งภารกิจที่สำคัญของ คกก.ฯ โดยขณะนี้ ร่างกฎกระทรวงฯ อยู่ระหว่างการพิจารณา และจะมีการนำเสนอที่ประชุมคณะรัฐมนตรีพิจารณาในลำดับต่อไป” รองนายกฯ ประเสริฐ กล่าว หากประชาชนโดนหลอกออนไลน์ โทรแจ้งดำเนินการ ระงับ อายัดบัญชี AOC 1441แจ้งเบาะแส ข่าวปลอม และอาชญากรรมออนไลน์ทุกรูปแบบ โทรสายด่วน 1111 (24 ชม.)| Line ID: @antifakenewscenter | เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com --------------------------------------------------------------------------------------

กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ตรวจพบข่าวปลอมรายสัปดาห์ ที่ประชาชนให้ความสนใจสูงสุดอันดับที่ 1 เรื่อง “เตรียมรับมือ พายุวิภา เข้าไทย ศูนย์กลางผ่าน จ.น่าน ทำภาคเหนือ อีสาน กลาง เสี่ยงน้ำท่วม” รองลงมาคือเรื่อง “กยศ. หักเงินอัตโนมัติจากบัญชี SCB” โดยขอให้ประชาชน อย่าหลงเชื่อข่าวปลอม เลือกเชื่อ เลือกแชร์ ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ อาจทำให้เกิดความตื่นตระหนก วิตกกังวล สับสน และเข้าใจผิดในสังคม นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ เลขาธิการคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (BDE) ในฐานะโฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) กล่าวถึงผลการมอนิเตอร์และรับแจ้งข่าวปลอมของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ระหว่างวันที่ 18 – 24 กรกฎาคม 2568 พบข้อความที่เข้ามาทั้งหมด 845,341 ข้อความ โดยมีข้อความที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ (Verify) ทั้งสิ้น 927 ข้อความ สำหรับช่องทางที่มีการพบเบาะแสมากที่สุด คือ ข้อความที่มาจาก Social Listening จำนวน 897 ข้อความ ตามมาด้วยการแจ้งเบาะแสผ่าน Line Official จำนวน 25 ข้อความ ช่องทาง Website จำนวน 2 ข้อความ ช่องทาง Facebook จำนวน 2 ข้อความ และช่องทาง TikTok จำนวน 1 ข้อความ รวมเรื่องที่ต้องดำเนินการตรวจสอบทั้งหมด 294 เรื่อง และจากการประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้รับผลการตรวจสอบกลับมาแล้ว 100 เรื่อง ทั้งนี้ กระทรวงดีอี ได้แบ่งข่าวปลอมที่ได้รับความสนใจเป็น 5 กลุ่ม ประกอบด้วย กลุ่มที่ 1 : นโยบายรัฐบาล ข่าวสารทางราชการ ความสงบเรียบร้อยของสังคม ขัดศีลธรรมอันดี และความมั่นคงภายในประเทศ จำนวน 139 เรื่อง กลุ่มที่ 2 : ผลิตภัณฑ์สุขภาพ วัตถุอันตราย เครื่องสำอาง รวมถึงสินค้าและบริการที่ผิดกฎหมายจำนวน 34 เรื่อง กลุ่มที่ 3 : ภัยพิบัติ จำนวน 27 เรื่อง กลุ่มที่ 4 : เศรษฐกิจ จำนวน 15 เรื่อง กลุ่มที่ 5 : กลุ่มอาชญากรรมออนไลน์ จำนวน 79 เรื่อง นายเวทางค์ กล่าวต่อว่า เมื่อพิจารณาจากข่าวปลอมที่ได้รับความสนใจในลำดับต้นๆ ในสัปดาห์นี้ เป็นข่าวเกี่ยวกับภัยพิบัติ ความมั่นคงระหว่างประเทศ ข่าวการให้บริการของหน่วยงานรัฐ และข่าวที่เกี่ยวกับสุขภาพ และผลิตภัณฑ์สุขภาพ ซึ่งมีผลกระทบต่อสังคมส่วนใหญ่ ทำให้เกิดความตื่นตระหนก วิตกกังวล สับสน เข้าใจผิดได้ โดยข่าวที่ได้รับความสนใจจากประชาชนมากที่สุด 10 อันดับ ได้แก่ อันดับที่ 1 : เรื่อง เตรียมรับมือ พายุวิภา เข้าไทย ศูนย์กลางผ่าน จ.น่าน ทำภาคเหนือ อีสาน กลาง เสี่ยงน้ำท่วม อันดับที่ 2 : เรื่อง กยศ. หักเงินอัตโนมัติจากบัญชี SCB อันดับที่ 3 : เรื่อง กินทุเรียนกับน้ำอัดลมพิษร้ายแรงกว่าพิษงูเห่า อันดับที่ 4 : เรื่อง กินผลไม้สดขณะท้องว่าง ช่วยรักษามะเร็ง อันดับที่ 5 : เรื่อง วันที่ 23 ก.ค. 68 จะเกิดปรากฏการณ์ Red Rain ถล่ม อ.เมือง จ.เชียงราย นานถึง 40 ชม. อันดับที่ 6 : เรื่อง ปี 2568 กรุงเทพฯ และปริมณฑล เสี่ยงน้ำท่วมถาวร อันดับที่ 7 : เรื่อง ชาวจีนสามารถเปิดร้านค้าในไทยได้โดยไม่ต้องมีวีซ่า อันดับที่ 8 : เรื่อง ไทยลักลอบส่งออกนมสดไปกัมพูชา อันดับที่ 9 : เรื่อง แบงค์ชาติ เตือน ปชช. ให้พกเงินสดไว้ 3-6 เดือน เพราะจะเกิดการล็อกดาวน์ทั่วประเทศ และทั่วโลก อันดับที่ 10 : เรื่อง CISPI จัดทำหนังสือ World Soft Power Focus E- Magazine สำหรับอันดับ 1 เรื่อง “เตรียมรับมือ พายุวิภา เข้าไทย ศูนย์กลางผ่าน จ.น่าน ทำภาคเหนือ อีสาน กลาง เสี่ยงน้ำท่วม” กระทรวงดีอี โดยกรมอุตุนิยมวิทยา ตรวจสอบแล้วพบว่า เป็นข้อมูลเท็จ โดยขอชี้แจงว่า ข้อมูลในโพสต์นี้ไม่ได้มาจากกรมอุตุนิยมวิทยา เป็นเพียงข้อความที่มาจากบุคคลที่ไม่มีหน้าที่รับผิดชอบ และไม่ได้เกี่ยวข้องกับหน่วยงานที่แจ้งเตือนภัยธรรมชาติโดยตรง อาจทำให้เกิดความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนได้ ซึ่งจากการติดตามและคาดการณ์ของกรมอุตุนิยมวิทยา จุดแกนกลางพายุ “วิภา” ในขณะนี้มีศูนย์กลางอยู่บริเวณเมืองท้ายบิ่ญ ประเทศเวียดนาม ซึ่งมีแนวโน้มจะอ่อนกำลังลงเป็นพายุดีเปรสชันและหย่อมความกดอากาศต่ำตามลำดับ ด้านข่าวปลอมอันดับ 2 เรื่อง “กยศ. หักเงินอัตโนมัติจากบัญชี SCB” กระทรวงดีอี ได้ประสานงานร่วมกับกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) กระทรวงการคลัง ตรวจสอบพบว่าเป็นข้อมูลเท็จ โดยขอชี้แจงว่า  ตามที่มีผู้ใช้ TikTok หลายบัญชี ได้ทำการโพสต์อ้างอิงถึง กยศ. เกี่ยวกับการหักเงินในบัญชีออมทรัพย์จากธนาคาร SCB ไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด เนื่องจาก กยศ. จะหักเงินอัตโนมัติได้เฉพาะบัญชีธนาคารกรุงไทยเท่านั้น กรณีดังกล่าวจึงเป็นการเผยแพร่ข้อมูลอันเป็นเท็จ ทำให้ประชาชนเกิดความเข้าใจผิด จึงขอให้ประชาชนอย่าหลงเชื่อ และงดส่งต่อข้อมูลดังกล่าว อย่างไรก็ตาม ดีอี มีความห่วงใยประชาชน เรื่องความตระหนักรู้เท่าทันข่าวปลอมที่ถูกแพร่กระจายบนสื่อออนไลน์ โซเชียล ซึ่งหากขาดความรู้เท่าทันส่งต่อข้อมูลข่าวปลอม ทำให้เกิดการหลงเชื่อ สร้างความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน เกิดความวิตกกังวล หรืออาจสร้างความเสียหายต่อชีวิต ทรัพย์สิน หรือข้อมูลส่วนบุคคล และอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้าง ดังนั้นจึงควรตรวจสอบข้อเท็จจริงของข่าวหรือลิงก์เว็บไซต์ให้แน่ชัด สามารถแจ้งเบาะแส ข่าวปลอม และอาชญากรรมออนไลน์ทุกรูปแบบ โทรสายด่วน 1111 (24 ชม.) |  Line ID: @antifakenewscenter | เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com --------------------------------------------------------------------------------------

กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ตรวจพบข่าวปลอมรายสัปดาห์ที่เกี่ยวข้องกับอาชญากรรมออนไลน์ ซึ่งประชาชนให้ความสนใจสูงสุดอันดับที่ 1 เรื่อง “ขนส่งฯ เปิดรับทำใบขับขี่ออนไลน์ สำหรับบุคคลที่ไม่เคยมีใบขับขี่มาก่อน จัดส่งฟรีทั่วประเทศ” รองลงมาคือเรื่อง “ออมสินเปิดสินเชื่อให้ยืม ผ่านเพจ LEASE it PCL 3897 วงเงินสูงสุด 1,000,000 บาท” โดยขอให้ประชาชน อย่าหลงเชื่อข่าวปลอม เลือกเชื่อ-แชร์ ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ หวั่นสร้างความเสียหายทั้งข้อมูลส่วนบุคคล ทรัพย์สิน และอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้าง นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ เลขาธิการคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (BDE) ในฐานะโฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) กล่าวถึงผลการมอนิเตอร์และรับแจ้งข่าวปลอมของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ระหว่างวันที่ 18 – 24 กรกฎาคม 2568 พบข้อความที่เข้ามาทั้งหมด 845,341 ข้อความ โดยมีข้อความที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ (Verify) ทั้งสิ้น 927 ข้อความ สำหรับช่องทางที่มีการพบเบาะแสมากที่สุด คือ ข้อความที่มาจาก Social Listening จำนวน 897 ข้อความ ตามมาด้วยการแจ้งเบาะแสผ่าน Line Official จำนวน 25 ข้อความ ช่องทาง Website จำนวน 2 ข้อความ ช่องทาง Facebook จำนวน 2 ข้อความ และช่องทาง TikTok จำนวน 1 ข้อความ รวมเรื่องที่ต้องดำเนินการตรวจสอบทั้งหมด 294 เรื่อง และจากการประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้รับผลการตรวจสอบกลับมาแล้ว 100 เรื่อง โดยในจำนวนนี้เป็นข่าวปลอมเกี่ยวกับอาชญากรรมออนไลน์ที่ได้รับความสนใจจากประชาชนมากที่สุด 10 อันดับ ได้แก่ อันดับที่ 1 : เรื่อง ขนส่งฯ เปิดรับทำใบขับขี่ออนไลน์ สำหรับบุคคลที่ไม่เคยมีใบขับขี่มาก่อน จัดส่งฟรีทั่วประเทศ อันดับที่ 2 : เรื่อง ออมสินเปิดสินเชื่อให้ยืม ผ่านเพจ LEASE it PCL 3897 วงเงินสูงสุด 1,000,000 บาท อันดับที่ 3 : เรื่อง อยากเป็นเจ้าของ Amazon ต้องลงทุนหุ้น OR เริ่มต้น 1,000 บาท รับปันผล 390 บาท อันดับที่ 4 : เรื่อง กรุงไทย เปิดให้จองสิทธิ์ยืมเงิน 100,000 บาท ลงทะเบียนได้ที่ TikTok ktb.thai อันดับที่ 5 : เรื่อง ทำใบขับขี่ถูกกฎหมาย ได้ทั้งรถยนต์-มอเตอร์ไซค์ ติดต่อเพจเฟซบุ๊กธิติรัตน์ รับทำใบขับขี่ออนไลน์ อันดับที่ 6 : เรื่อง ธนาคารกรุงไทย ปล่อยสินเชื่อผ่านบัญชี TikTok @oappqshckv7 อันดับที่ 7 : เรื่อง ธนาคารออมสิน เปิดขายหวยออนไลน์ถูกกฎหมายทางเฟซบุ๊ก อันดับที่ 8 : เรื่อง OR ชวนร่วมเป็นเจ้าของกิจการ ลงทุนหุ้น IPO เริ่มต้น 1,000 บาท ปันผล 290 บาทต่อวัน อันดับที่ 9 : เรื่อง ธ.ออมสิน ปล่อยสินเชื่อ ผ่านบัญชี TikTok ชื่อ user60677587811691 อันดับที่ 10 : เรื่อง PTT ส่ง SMS เตือนแต้มบลูการ์ดใกล้หมดอายุ ให้รีบกดใช้ผ่านลิงก์ “เมื่อพิจารณาจากข่าวปลอมที่เกี่ยวข้องกับอาชญากรรมออนไลน์ ซึ่งประชาชนสนใจมากที่สุด จาก 10 อันดับข้างต้น พบว่าเป็นข่าวการให้บริการประชาชนของหน่วยงานรัฐ ข่าวการชักชวนให้ลงทุนโดยอ้างชื่อหน่วยงานที่น่าเชื่อถือ ข่าวการให้บริการสินเชื่อของธนาคารรัฐ ซึ่งมีผลกระทบต่อทั้งตัวบุคคลที่เชื่อและแชร์ข้อมูลส่งต่อกันไปเป็นวงกว้าง ทำให้ประชาชนอาจตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพ สร้างความเสียหายทั้งทรัพย์สินและข้อมูลส่วนบุคคลได้” นายเวทางค์ กล่าว สำหรับอันดับ 1 เรื่อง “ขนส่งฯ เปิดรับทำใบขับขี่ออนไลน์ สำหรับบุคคลที่ไม่เคยมีใบขับขี่มาก่อน จัดส่งฟรีทั่วประเทศ” กระทรวงดีอี ได้ประสานงาน กรมการขนส่งทางบก กระทรวงคมนาคม ตรวจสอบพบว่าเป็นข้อมูลเท็จ โดยขอชี้แจงว่า บัญชี Facebook ดังกล่าว สร้างขึ้นโดยมิจฉาชีพ ทั้งนี้ขอเตือนประชาชนอย่าหลงเชื่อโดยเด็ดขาด หากมีผู้ใดแอบอ้างอาสาดำเนินการรับทำใบอนุญาตขับรถให้ เนื่องจากการทำใบขับขี่ ผู้ขอรับใบอนุญาตต้องดำเนินการด้วยตนเองทุกขั้นตอนที่สำนักงานขนส่งเท่านั้น ไม่มีการรับทำผ่านช่องทางออนไลน์ใดๆ ทั้งสิ้น ขอให้ประชาชนตรวจสอบแหล่งที่มาของข้อมูลข่าวสารให้ถี่ถ้วน เพื่อป้องกันการถูกหลอก หากมีข้อสงสัยหรือต้องการรับข่าวสารเพิ่มเติม สามารถติดตามได้ที่ เว็บไซต์กรมการขนส่งทางบก (https://www.dlt.go.th/th) หรือ โทร 0-2271-8888 อย่างไรก็ตาม ดีอี มีความห่วงใยประชาชน เรื่องความตระหนักรู้เท่าทันข่าวปลอมที่ถูกแพร่กระจายบนสื่อออนไลน์ โซเชียล ซึ่งหากขาดความรู้เท่าทัน ส่งต่อข้อมูลข่าวปลอม ทำให้เกิดการหลงเชื่อ สร้างความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน สร้างความเสียหายต่อทรัพย์สิน หรือข้อมูลส่วนบุคคล และอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้าง ดังนั้นจึงควรตรวจสอบข้อเท็จจริงของข่าวหรือลิงก์เว็บไซต์ให้แน่ชัด สามารถแจ้งเบาะแส ข่าวปลอม และอาชญากรรมออนไลน์ทุกรูปแบบ โทรสายด่วน 1111 (24 ชม.) |  Line ID: @antifakenewscenter | เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com --------------------------------------------------------------------------------------

วันที่ 28 กรกฎาคม 2568 ศาสตราจารย์พิเศษวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) พร้อมด้วย ดร.ปิยนุช วุฒิสอน รองปลัดกระทรวงดีอี คณะผู้บริหาร และเจ้าหน้าที่ของกระทรวงดีอี เข้าร่วมพิธีทำบุญตักบาตรถวายพระราชกุศล และพิธีถวายสัตย์ปฏิญาณเพื่อเป็นข้าราชการที่ดีและพลังของแผ่นดิน จากนั้นร่วมพิธีลงนามถวายพระพร เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทร มหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว 28 กรกฎาคม 2568 ณ บริเวณท้องสนามหลวง และศาลาสหทัยสมาคม ในพระบรมมหาราชวัง

วันที่ 28 กรกฎาคม 2568 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) พร้อมด้วยคณะผู้บริหารกระทรวงดีอี ร่วมพิธีทำบุญตักบาตรถวายพระราชกุศล และพิธีถวายสัตย์ปฏิญาณเพื่อเป็นข้าราชการที่ดีและพลังของแผ่นดิน จากนั้นร่วมพิธีลงนามถวายพระพร เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทร มหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว 28 กรกฎาคม 2568 ณ บริเวณท้องสนามหลวง และศาลาสหทัยสมาคม ในพระบรมมหาราชวัง

นางสาววงศ์อะเคื้อ บุญศล โฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ฝ่ายการเมือง เปิดเผยว่า ในช่วงวันที่ 21 - 27 กรกฎาคม 2568 ที่ผ่านมา ศูนย์ AOC 1441 (Anti Online Scam Operation Center) ได้มีรายงานเคสตัวอย่างอาชญากรรมออนไลน์ที่ประชาชนได้รับผลกระทบจากการถูกหลอกลวง จำนวน 5 เคส ประกอบด้วย    คดีที่ 1 คดีหลอกลวงให้โอนเงินเพื่อรับรางวัล หรือวัตถุประสงค์อื่นๆ มูลค่าความเสียหาย 1,653,000 บาท โดยผู้เสียหายได้รับการติดต่อจากมิจฉาชีพผ่านทางโทรศัพท์ อ้างตนเป็นเจ้าหน้าที่กรมศุลกากร แจ้งว่ามีพัสดุส่งมาจากต่างประเทศตกค้าง จะต้องมีการชำระค่าภาษีและค่าขนส่งจึงจะสามารถรับพัสดุได้ จากนั้นเพิ่มเพื่อนทาง Line แล้วสอนให้ทำตามขั้นตอนต่างๆ เพื่อยืนยันการรับพัสดุและชำระเงิน โดยให้สแกน QR Code เมื่อเสร็จสิ้นผู้เสียหายได้รับข้อความ SMS จากธนาคารแจ้งว่ายอดเงินในบัญชีได้ถูกโอนออกไปจนหมด จึงพยายามติดต่อมิจฉาชีพแต่ไม่สามารถติดต่อได้ ผู้เสียหายเชื่อว่าถูกมิจฉาชีพหลอก   คดีที่ 2 คดีหลอกลวงให้โอนเงินเพื่อทำงานหารายได้พิเศษ มูลค่าความเสียหาย 3,269,706 บาท โดยผู้เสียหายได้พบโฆษณากิจกรรมแจกต้นไม้ ผ่านช่องทาง Facebook ตนสนใจจึงทักไปสอบถามรายละเอียดผ่านทาง Messenger Facebook จากนั้นเพิ่มเพื่อนทาง Line ต่อมามิจฉาชีพชักชวนให้เข้าร่วมกิจกรรมกดถูกใจและโพรโมตสินค้า เมื่อทำกิจกรรมครบตามกำหนดจะได้รับค่าคอมมิชชันเป็นการตอบแทน ผู้เสียหายหลงเชื่อจึงโอนเงินไปร่วมกิจกรรม ในช่วงแรกได้รับผลตอบแทนจริงจึงโอนเงินเพิ่มมากขึ้น ต่อมาต้องการยกเลิกและถอนเงิน มิจฉาชีพอ้างว่าต้องชำระค่าภาษีก่อนจึงจะสามารถถอนเงินได้ ผู้เสียหายจึงโอนเงินค่าภาษีไป ภายหลังจากโอนเงินไม่สามารถถอนเงินและไม่สามารถติดต่อได้อีก ผู้เสียหายเชื่อว่าถูกมิจฉาชีพหลอก   คดีที่ 3 คดีหลอกลวงเกี่ยวกับสินทรัพย์ดิจิทัล มูลค่าความเสียหาย 1,560,000 บาท โดยผู้เสียหายได้รับการติดต่อจากมิจฉาชีพผ่านช่องทาง Tiktok ชักชวนลงทุนเทรดหุ้นสกุลเงินดิจิทัล ผู้เสียหายสนใจจึงสอบถามรายละเอียดและเริ่มทดลองลงทุน ในช่วงแรกได้รับผลตอบแทนจริง สามารถถอนเงินได้ จึงโอนเงินลงทุนเพิ่มมากขึ้น ภายหลังต้องการถอนเงินแต่ไม่สามารถถอนเงินได้ มิจฉาชีพแจ้งว่าเนื่องจากมีเหรียญสกุลเงินดิจิทัลอยู่ในระบบจำนวนมาก จะต้องชำระค่าภาษีก่อนจึงสามารถถอนได้ ผู้เสียหายจึงโอนเงินค่าภาษีไป ภายหลังจากโอนเงินไม่สามารถถอนเงินและไม่สามารถติดต่อได้อีก ผู้เสียหายเชื่อว่าถูกมิจฉาชีพหลอก   คดีที่ 4 คดีหลอกลวงให้ลงทุนผ่านระบบคอมพิวเตอร์ มูลค่าความเสียหาย 6,622,577 บาท ทั้งนี้ผู้เสียหายได้รับการติดต่อจากมิจฉาชีพผ่านช่องทาง Facebook ชักชวนลงทุนเทรดหุ้น ผู้เสียหายสนใจจึงทักไปสอบถามรายละเอียดผ่านทาง Messenger Facebook และเพิ่มเพื่อนทาง Line จากนั้นมิจฉาชีพให้ติดตั้งแอปพลิเคชันเพื่อลงทุน แนะนำวิธีการลงทุนเทรดหุ้น โดยให้ทดลองลงทุนเงินจำนวนน้อยก่อน ในช่วงแรกสามารถถอนเงินจากระบบได้ จึงโอนเงินลงทุนเพิ่มมากขึ้น ภายหลังไม่สามารถถอนเงินได้ มิจฉาชีพอ้างว่าต้องชำระค่าภาษีและค่าธรรมเนียมก่อน ผู้เสียหายเชื่อว่าถูกมิจฉาชีพหลอก   และคดีที่ 5 คดีหลอกลวงให้โอนเงินเพื่อรับรางวัล หรือวัตถุประสงค์อื่นๆ มูลค่าความเสียหาย 2,699,955 บาท โดยผู้เสียหายได้รับการติดต่อจากมิจฉาชีพผ่านทางโทรศัพท์ อ้างตนเป็นเจ้าหน้าที่ Flash Express แจ้งว่าสินค้าที่สั่งได้รับความเสียหายจะจ่ายเงินค่าประกันสินค้าคืนให้ โดยทำตามขั้นตอนใน Mobile Banking เป็นแอปพลิเคชันธนาคารของผู้เสียหาย เพื่อรับเงินค่าชดเชย ผู้เสียหายหลงเชื่อจึงทำตามที่มิจฉาชีพแนะนำ หลังจากจบสายสนทนาตรวจดูเงินในบัญชีพบว่ายอดเงินถูกโอนเงินออกไปจนหมด ผู้เสียหายเชื่อว่าถูกมิจฉาชีพหลอก   สำหรับมูลค่าความเสียหายที่เกิดขึ้นทั้ง 5 คดี รวม 15,805,238 บาท    ทั้งนี้ ผลการดำเนินงานของ ศูนย์ AOC 1441 ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2566 ถึง วันที่ 25 กรกฎาคม 2568 มีตัวเลขสถิติผลการดำเนินงาน ดังนี้  1. สายโทรเข้า 1441 จำนวน 1,943,612 สาย / เฉลี่ยต่อวัน 3,070 สาย  2. ระงับบัญชีธนาคาร จำนวน 793,714 บัญชี / เฉลี่ยต่อวัน 1,254 บัญชี  3. ระงับบัญชีตามประเภทคดีสูงสุด 5 ประเภท ได้แก่ (1) หลอกลวงซื้อขายสินค้าหรือบริการ 250,911 บัญชี คิด เป็นร้อยละ 31.62 (2) หลอกลวงหารายได้พิเศษ 179,921 บัญชี คิดเป็นร้อยละ 22.67 (3) หลอกลวงให้โอนเงินเพื่อรับรางวัล 119,923 บัญชี คิดเป็นร้อยละ 15.11 (4) หลอกลวงลงทุน 108,683 บัญชี คิดเป็นร้อยละ 13.69 (5) หลอกลวงให้กู้เงิน 56,245 บัญชี คิดเป็นร้อยละ 7.09 (และคดีอื่นๆ 77,951 บัญชี คิดเป็นร้อยละ 9.82)    “จากเคสตัวอย่างมิจฉาชีพได้หลอกลวงผู้เสียหาย โดยอ้างว่าเป็น เจ้าหน้าที่กรมศุลกากร แจ้งว่ามีพัสดุจากต่างประเทศตกค้าง ต้องโอนเงินชำระภาษี และค่าขนส่ง โดยให้ติดตั้งแอปฯ หลอกโอนเงิน พบเสียหายกว่า 1 ล้านบาท นอกจากนี้ยังมีเคสหลอกให้ลงทุนเทรดหุ้น พบความเสียหายกว่า 6 ล้านบาท และเคสหลอกหารายได้พิเศษ โดยรวมแล้วมีมูลค่าความเสียหายรวมเกือบ 16 ล้านบาท”  นางสาววงศ์อะเคื้อ กล่าว    ทั้งนี้ขอย้ำว่า การแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่องค์กรต่างๆ หรือเจ้าหน้าที่หน่วยงานราชการ ควรตรวจสอบให้แน่ชัด โดยเจ้าหน้าที่หน่วยงานรัฐ จะไม่มีการติดต่อกับประชาชนโดยตรง หรือติดต่อผ่านทางโซเชียลมีเดีย และการลงทุนในธุรกิจที่ไม่มีการรับรองโดยหน่วยงานน่าเชื่อถือ เป็นการเสี่ยงต่อการถูกหลอกลวง ขณะเดียวกันไม่ควรสแกน QR Code หรือดาวน์โหลดลิงก์ต่างๆ ที่ยังไม่มีการตรวจสอบ เพราะอาจเป็นการติดตั้งแอปฯดูดเงิน และข้อมูลส่วนตัวโดยไม่ตั้งใจ    อย่างไรก็ตาม ขอให้ประชาชนยึดหลัก 4 ไม่ คือ 1. ไม่กดลิงก์ 2.ไม่เชื่อ 3.ไม่รีบ และ 4.ไม่โอน ก่อนที่จะทำธุรกรรมใดๆ อย่ากดเข้าลิงก์เว็บไซต์ หรือดาวน์โหลด และอัปโหลดแพลตฟอร์ม ที่มีการส่งต่อจากช่องทางที่ไม่แน่ใจ โดยกระทรวงดีอี ได้เร่งดำเนินการปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ทุกรูปแบบร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการเผยแพร่ให้ความรู้เกี่ยวกับการป้องกันภัยอาชญากรรมออนไลน์ ผ่านศูนย์ AOC 1441 เพื่อแก้ไขปัญหาที่ส่งผลกับประชาชนอย่างต่อเนื่อง      หากประชาชนโดนหลอกออนไลน์ โทรแจ้งดำเนินการ ระงับ อายัดบัญชี AOC 1441  แจ้งเบาะแส ข่าวปลอม และอาชญากรรมออนไลน์ทุกรูปแบบ โทรสายด่วน 1111 (24 ชม.)  | Line ID: @antifakenewscenter | เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com      ----------------------------------------------------

วันที่ 29 กรกฎาคม 2568 นางสาวชมภารี ชมภูรัตน์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ร่วมงานวันภาษาไทยแห่งชาติ พุทธศักราช 2568 “ร่วมสืบสานภาษาไทย ปลูกฝังคนรุ่นใหม่ ให้ใช้ภาษาไทยอย่างถูกต้อง” โดยนางสาวแพทองธาร ชินวัตร มอบหมายให้ นายประสพ เรียงเงิน ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม เป็นประธาน พร้อมด้วยผู้บริหารกระทรวงวัฒนธรรม ผู้บริหารกรมส่งเสริมวัฒนธรรม และผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม จัดโดยกรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม ณ หอประชุมใหญ่ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย   สำหรับงาน วันภาษาไทยแห่งชาติ พุทธศักราช 2568 จัดขึ้นในวันที่ 29 กรกฎาคม 2568 ซึ่งตรงกับ วันภาษาไทยแห่งชาติ เพื่อให้ตระหนักถึง การใช้ภาษาไทยที่ถูกต้อง เหมาะสม เพื่อร่วมกันสร้างค่านิยมและจิตสำนึก พร้อมทั้งส่งเสริมให้เด็ก เยาวชน และประชาชนเห็นความสำคัญและคุณค่าของภาษาไทย

วันที่ 29 กรกฎาคม 2568 ดร.เอกพงษ์ หริ่มเจริญ ผู้ตรวจราชการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ประชุมหารือกระบวนการทำงานของส่วนภาคธนาคารนานาชาติ เพื่อให้เป็นไปตามการทำงานของศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ โดยมีหน่วยงาน และผู้เกี่ยวข้องเข้าร่วม ณ ห้องประชุม กองป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดทางเทคโนโลยีสารสนเทศ (ปท.) กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และประชุมผ่านระบบออนไลน์

วันที่ 30 กรกฎาคม 2568 ดร.ณัฐพล ณัฏฐสมบูรณ์ รองปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานการประชุมคณะอนุกรรมการส่งเสริมคุณธรรมกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ครั้งที่ 2/2568 และพิธีมอบเกียรติบัตรยกย่ององค์กรคุณธรรม ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 “คุณธรรมคุณทำได้” โดยมี นางสาวยุพาภรณ์ ศิริกิจพาณิชย์กูล ผู้ช่วยปลัดกระทรวงดีอี และผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ณ ห้องประชุม 02/10 ชั้น 2 กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550

เมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม 2568 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการขับเคลื่อนแผนปฏิบัติการด้านปัญญาประดิษฐ์แห่งชาติเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (National AI Committee) ครั้งที่ 2/2568 โดยมี นางสาวสุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม นางสาวธีราภา ไพโรหกุล รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง ศาสตราจารย์พิเศษวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงดีอี  และคณะกรรมการจากหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน เข้าร่วมการประชุมเพื่อพิจารณาทิศทางการขับเคลื่อนการพัฒนาเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ให้เป็นกลไกสำคัญในการยกระดับศักยภาพของประเทศทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม และคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างยั่งยืน   ที่ประชุมได้พิจารณาแนวทางการขับเคลื่อนตามกรอบการพัฒนาปัญญาประดิษฐ์แห่งชาติ (National AI Program) ให้มีความชัดเจนและเป็นระบบต่อเนื่องจากการประชุมครั้งที่ผ่านมา โดยครอบคลุมทั้งมิติการสร้างความพร้อมด้าน AI (AI Readiness) และการประยุกต์ใช้ AI ในภาคส่วนต่าง ๆ (AI Adoption) และมีข้อสรุปสำคัญ 4 ประเด็น ดังนี้   1. เห็นชอบการสร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน ในลักษณะของกลุ่มภาคีเครือข่าย (Consortium) เพื่อขับเคลื่อนการดำเนินงานด้านต่าง ๆ และมอบหมายให้กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เป็นหน่วยงานหลักในการพัฒนาเครือข่ายความร่วมมือดังกล่าว   2. เห็นชอบแนวทางการยกระดับการทำงานให้เชื่อมโยงระหว่างโครงสร้างพื้นฐานและการประยุกต์ใช้ AI โดยจัดตั้ง ศูนย์รวมความเชี่ยวชาญ (Center of Excellence:CoEs) ในสาขาต่าง ๆ เพื่อเร่งรัดการพัฒนาและบูรณาการการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ เบื้องต้นจำนวน 9 แห่ง ได้แก่ • ศูนย์นวัตกรรมปัญญาประดิษฐ์ด้านการศึกษา • ศูนย์นวัตกรรมอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ด้วยปัญญาประดิษฐ์ • ศูนย์นวัตกรรมปัญญาประดิษฐ์ด้านการเกษตร • ศูนย์ความเป็นเลิศด้านปัญญาประดิษฐ์เพื่อการท่องเที่ยว • ศูนย์ความเป็นเลิศด้านปัญญาประดิษฐ์เพื่อสุขภาพและสุขภาวะ • ศูนย์ความเป็นเลิศด้านปัญญาประดิษฐ์เพื่อการผลิต • กลุ่มภาคีเครือข่ายด้านโมเดลภาษาขนาดใหญ่ภาษาไทย • ศูนย์การประมวลผลปัญญาประดิษฐ์ภาครัฐ • ศูนย์สอบเทียบสมรรถนะและทดสอบมาตรฐานผลิตภัณฑ์ปัญญาประดิษฐ์   นอกจากนี้ ที่ประชุมมีมติให้รับหลักการในการตั้งศูนย์ความเป็นเลิศด้านความมั่นคงและความปลอดภัย (Safety and Security) เพิ่มอีกหนึ่งแห่ง    3. มอบหมายให้ศูนย์ความเชี่ยวชาญดำเนินการจัดทำแผนย่อยรายสาขา ครอบคลุมทั้งด้านความพร้อมและผู้ใช้งาน AI ให้แล้วเสร็จภายในเดือนกันยายน 2568 เพื่อให้สามารถดำเนินงานได้ตามกรอบที่วางไว้   4. เห็นชอบในหลักการของกรอบการใช้จ่ายงบประมาณการขับเคลื่อนตามกรอบการพัฒนาปัญญาประดิษฐ์แห่งชาติ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 - 2570 และ รับทราบงบประมาณของภาครัฐ ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ทั้งงบประมาณในแผนและนอกแผน รวมถึงเงินจากกองทุนของรัฐที่ได้ลงทุนไปแล้ว ซึ่งมูลค่ารวมไม่ต่ำกว่า 25,000 ล้านบาท   อย่างไรก็ตามที่ประชุมได้เน้นย้ำการสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน การยกระดับโครงสร้างและการประยุกต์ใช้ AI ผ่านศูนย์รวมความเชี่ยวชาญ การจัดทำแผนย่อยรายสาขาเพื่อให้ดำเนินงานได้ตามกรอบที่กำหนด และการจัดสรรงบประมาณเพื่อสนับสนุนการพัฒนา AI ของประเทศอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง




วันที่ 31 กรกฎาคม 2568 ศาสตราจารย์พิเศษวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานการประชุมเพื่อมอบนโยบายการดำเนินงานโครงการส่งเสริมและพัฒนาทักษะความรู้ เพื่อขับเคลื่อนและยกระดับกำลังคนดิจิทัลระดับอำเภอ ผ่านระบบออนไลน์ โดยมี นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ เลขาธิการคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (BDE) เจ้าหน้าที่จาก สำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ  (BDE) สำนักงานสถิติจังหวัด เจ้าหน้าที่ดิจิทัลอำเภอ เจ้าหน้าที่ศูนย์ดิจิทัลชุมชน จากทั่วประเทศ และผู้ที่เกี่ยวข้อง กว่า 2,000 คน เข้าร่วมประชุม ณ ห้องประชุม สำนักงานปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม


icon-sitemap    std-w1    std-w2    WCAG 2.0 (Level AA)
จำนวนผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์ Loading...


กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

เลขที่ 120 หมู่ 3 ชั้น 8-11 ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 (อาคาร ซี) ซอยแจ้งวัฒนะ 7 ถนนแจ้งวัฒนะ แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ 10210

facebook
instagram
twitter
youtube
rss
tiktok
threads
Icon Q&A
black ribbon.