Logo DE Ministry.
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
Ministry of Digital Economy and Society
Logo DE Ministry.
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
Ministry of Digital Economy and Society
ตัวช่วยเหลือในการเข้าถึงเว็บไซต์
ค้นหา


วันที่ 1 สิงหาคม 2568 นางสาวพิยะดา สุดกังวาล ที่ปรึกษาด้านการสื่อสารกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ให้การต้อนรับ คณะผู้แทนจาก สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ในโอกาสเข้าศึกษาดูงานการดำเนินงานด้วยระบบ e-Office ภายใต้งานบริการคลาวด์กลางภาครัฐ (GDCC) เพื่อยกระดับการดำเนินงานด้านเอกสาร สู่รูปแบบไร้กระดาษ (Paperless) การจัดเก็บข้อมูลด้วยรูปแบบดิจิทัล รองรับการทำงานนอกสถานที่ ณ ห้องประชุม กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม



กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ตรวจพบข่าวปลอมรายสัปดาห์ ที่ประชาชนให้ความสนใจสูงสุดอันดับที่ 1 เรื่อง “ทหารไทยทำร้ายและตัดหัวทหารกัมพูชา” รองลงมาคือเรื่อง “ทหารไทยเกือบ 140 นายเสียชีวิตใกล้ปราสาทพระวิหาร” โดยขอให้ประชาชน อย่าหลงเชื่อข่าวปลอม เลือกเชื่อ เลือกแชร์ ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ อาจทำให้เกิดความตื่นตระหนก วิตกกังวล สับสน และเข้าใจผิดในสังคม นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ เลขาธิการคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (BDE) ในฐานะโฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) กล่าวถึงผลการมอนิเตอร์และรับแจ้งข่าวปลอมของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ระหว่างวันที่ 25 – 31 กรกฎาคม 2568 พบข้อความที่เข้ามาทั้งหมด 955,073 ข้อความ โดยมีข้อความที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ (Verify) ทั้งสิ้น 1,157 ข้อความ สำหรับช่องทางที่มีการพบเบาะแสมากที่สุด คือ ข้อความที่มาจาก Social Listening จำนวน 1,118  ข้อความ ตามมาด้วยการแจ้งเบาะแสผ่าน Line Official จำนวน 35 ข้อความ และช่องทาง Facebook จำนวน 4 ข้อความ รวมเรื่องที่ต้องดำเนินการตรวจสอบทั้งหมด 271 เรื่อง และจากการประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้รับผลการตรวจสอบกลับมาแล้ว 128 เรื่อง ทั้งนี้ กระทรวงดีอี ได้แบ่งข่าวปลอมที่ได้รับความสนใจเป็น 5 กลุ่ม ประกอบด้วย กลุ่มที่ 1 : นโยบายรัฐบาล ข่าวสารทางราชการ ความสงบเรียบร้อยของสังคม ขัดศีลธรรมอันดี และความมั่นคงภายในประเทศ จำนวน 206 เรื่อง กลุ่มที่ 2 : ผลิตภัณฑ์สุขภาพ วัตถุอันตราย เครื่องสำอาง รวมถึงสินค้าและบริการที่ผิดกฎหมายจำนวน 22 เรื่อง กลุ่มที่ 3 : ภัยพิบัติ จำนวน 6 เรื่อง กลุ่มที่ 4 : เศรษฐกิจ จำนวน 4 เรื่อง กลุ่มที่ 5 : กลุ่มอาชญากรรมออนไลน์ จำนวน 33 เรื่อง นายเวทางค์ กล่าวต่อว่า เมื่อพิจารณาจากข่าวปลอมที่ได้รับความสนใจในลำดับต้นๆ ในสัปดาห์นี้ เป็นข่าวเกี่ยวกับความมั่นคงระหว่างประเทศไทย และกัมพูชาทั้งหมด โดยมีผลกระทบต่อสังคมส่วนใหญ่ ทำให้เกิดความตื่นตระหนก วิตกกังวล สับสน เข้าใจผิดได้ โดยข่าวที่ได้รับความสนใจจากประชาชนมากที่สุด 10 อันดับ ได้แก่ อันดับที่ 1 : เรื่อง ทหารไทยทำร้ายและตัดหัวทหารกัมพูชา อันดับที่ 2 : เรื่อง ทหารไทยเกือบ 140 นายเสียชีวิตใกล้ปราสาทพระวิหาร อันดับที่ 3 : เรื่อง ทหารไทยเสียชีวิต 40 นาย ถูกจับกุม 30 นาย อันดับที่ 4 : เรื่อง นอร์เวย์มอบ F-16 ให้ประเทศไทย 14 ลำ หลังเกิดปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา อันดับที่ 5 : เรื่อง  ผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ ประกาศเขตภัยพิบัติสงครามเป็นจังหวัดแรก อันดับที่ 6 : เรื่อง ทหารไทยเข้ายึดพื้นที่ปราสาทพระวิหารและวัดแก้วสิกขาคีรีสวาระ ที่เคยเป็นของไทยได้สำเร็จแล้ว อันดับที่ 7 : เรื่อง กองทัพไทยใช้อาวุธชีวภาพโจมตีกัมพูชา อันดับที่ 8 : เรื่อง ทหารไทยใช้เครื่องบินปล่อยสารพิษ สังหารพลเมืองกัมพูชา อันดับที่ 9 : เรื่อง กองทัพภาคที่ 2 เปิดระดมทุนช่วยเหลือทหารไทยรบกัมพูชา อันดับที่ 10 : เรื่อง รมช.กลาโหม ให้สัมภาษณ์ งดให้ความช่วยเหลือผู้ป่วยกัมพูชาสำหรับอันดับ 1 เรื่อง “ทหารไทยทำร้ายและตัดหัวทหารกัมพูชา” กระทรวงดีอี ได้ประสานงานตรวจสอบร่วมกับ เพจทีมโฆษกกองทัพบก กองทัพบก กระทรวงกลาโหม ขอยืนยันว่าเป็นข่าวปลอม โดยขอชี้แจงว่า เพจเฟสบุ๊กที่มีการเผยแพร่รูปภาพดังกล่าว ได้สร้างข้อมูลเท็จ โดยนำภาพของภารกิจวันที่ 27 ก.ค.68 ที่ทหารไทยส่งมอบศพทหารกัมพูชาจำนวน 12 นาย กลับแผ่นดินเกิดตามหลักมนุษยธรรม มาใช้และใส่ข้อความเท็จ ทั้งนี้ขอความร่วมมือประชาชนรับข้อมูลข่าวสาร ที่มาจากหน่วยงานด้านความมั่นคง และหน่วยงานที่เป็นทางการเท่านั้น ด้านข่าวปลอมอันดับ 2 เรื่อง “ทหารไทยเกือบ 140 นายเสียชีวิตใกล้ปราสาทพระวิหาร” กระทรวงดีอี ได้ประสานงานร่วมกับ เพจโฆษกกองทัพบก ตรวจสอบแล้วพบว่า เป็นข้อมูลเท็จ โดยขอชี้แจงว่าภาพร่างผู้เสียชีวิตดังกล่าว ไม่ใช่ร่างของทหารไทยตามที่กล่าวอ้าง โดยเมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม 2568 เวลา 16.30 น. เจ้าหน้าที่ฝ่ายไทยได้ดำเนินการส่งมอบศพทหารกัมพูชาจำนวน 12 นาย ซึ่งเสียชีวิตจากการสู้รบในพื้นที่ภูมะเขือ ให้แก่เจ้าหน้าที่ฝ่ายกัมพูชา ณ จุดผ่านแดนถาวรช่องสะงำ ตำบลไพรพัฒนา อำเภอภูสิงห์ จังหวัดศรีสะเกษ เพื่อนำศพกลับไปประกอบพิธีทางศาสนาในภูมิลำเนาต่อไป ทั้งนี้ การดำเนินการดังกล่าวเป็นไปตามหลักมนุษยธรรมสากล และถือเป็นการให้เกียรติแก่ทหารที่เสียชีวิตในสมรภูมิ ไม่ว่าจะสังกัดฝ่ายใด สะท้อนถึงจิตวิญญาณของความเป็นทหารที่มีเกียรติและศักดิ์ศรี ซึ่งเข้าใจถึงหัวอกของผู้ปฏิบัติหน้าที่ในสถานการณ์ความขัดแย้ง ซึ่งล้วนปฏิบัติหน้าที่ตามบทบาทเพื่อประเทศของตนอย่างไรก็ตาม ดีอี มีความห่วงใยประชาชน เรื่องความตระหนักรู้เท่าทันข่าวปลอมที่ถูกแพร่กระจายบนสื่อออนไลน์ โซเชียล ซึ่งหากขาดความรู้เท่าทันส่งต่อข้อมูลข่าวปลอม ทำให้เกิดการหลงเชื่อ สร้างความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน เกิดความวิตกกังวล หรืออาจสร้างความเสียหายต่อชีวิต ทรัพย์สิน หรือข้อมูลส่วนบุคคล และอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้าง ดังนั้นจึงควรตรวจสอบข้อเท็จจริงของข่าวหรือลิงก์เว็บไซต์ให้แน่ชัด สามารถแจ้งเบาะแส ข่าวปลอม และอาชญากรรมออนไลน์ทุกรูปแบบ โทรสายด่วน 1111 (24 ชม.) |  Line ID: @antifakenewscenter | เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com--------------------------------------------------------------------------------------

กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ตรวจพบข่าวปลอมรายสัปดาห์ที่เกี่ยวข้องกับอาชญากรรมออนไลน์ ซึ่งประชาชนให้ความสนใจสูงสุดอันดับที่ 1 เรื่อง “OR เปิดโอกาสให้นักลงทุนมือใหม่เข้าร่วมลงทุน เริ่มต้นเพียง 1,000 บาท พร้อมผู้เชี่ยวชาญชั้นนำจาก ก.ล.ต. ให้คำแนะนำตลอดการลงทุน” รองลงมาคือเรื่อง “เพจเฟซบุ๊ก ชื่อ บริษัทจัดหางาน วี ดรากอน จำกัด รับรองโดยกรมแรงงาน เปิดรับสมัครงานฟาร์มออสเตรเลีย” โดยขอให้ประชาชน อย่าหลงเชื่อข่าวปลอม เลือกเชื่อ-แชร์ ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ หวั่นสร้างความเสียหายทั้งข้อมูลส่วนบุคคล ทรัพย์สิน และอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้าง นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ เลขาธิการคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (BDE) ในฐานะโฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) กล่าวถึงผลการมอนิเตอร์และรับแจ้งข่าวปลอมของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ระหว่างวันที่ 25 – 31 กรกฎาคม 2568 พบข้อความที่เข้ามาทั้งหมด 955,073 ข้อความ โดยมีข้อความที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ (Verify) ทั้งสิ้น 1,157 ข้อความ สำหรับช่องทางที่มีการพบเบาะแสมากที่สุด คือ ข้อความที่มาจาก Social Listening จำนวน 1,118  ข้อความ ตามมาด้วยการแจ้งเบาะแสผ่าน Line Official จำนวน 35 ข้อความ และช่องทาง Facebook จำนวน 4 ข้อความ รวมเรื่องที่ต้องดำเนินการตรวจสอบทั้งหมด 271 เรื่อง และจากการประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้รับผลการตรวจสอบกลับมาแล้ว 128 เรื่อง โดยในจำนวนนี้เป็นข่าวปลอมเกี่ยวกับอาชญากรรมออนไลน์ที่ได้รับความสนใจจากประชาชนมากที่สุด 10 อันดับ ได้แก่ อันดับที่ 1 : เรื่อง OR เปิดโอกาสให้นักลงทุนมือใหม่เข้าร่วมลงทุน เริ่มต้นเพียง 1,000 บาท พร้อมผู้เชี่ยวชาญชั้นนำจาก ก.ล.ต. ให้คำแนะนำตลอดการลงทุน อันดับที่ 2 : เรื่อง เพจเฟซบุ๊ก ชื่อ บริษัทจัดหางาน วี ดรากอน จำกัด รับรองโดยกรมแรงงาน เปิดรับสมัครงานฟาร์มออสเตรเลีย อันดับที่ 3 : เรื่อง เฟซบุ๊ก จุฑารัตน์ รับทำใบขับขี่ทุกชนิด ไม่ต้องสอบเอง อันดับที่ 4 : เรื่อง กรุงไทย เปิดให้ผู้มีรายได้ต่ำ ติดแบล็กลิสต์ ไม่มีบัญชี สามารถยื่นกู้ได้ ติดต่อทางบัญชีไลน์ แอดมิน KTB อันดับที่ 5 : เรื่อง OR เสนอขายหุ้น IPO เปิดพอร์ตเริ่มต้น 5,000 รับปันผลวันละ 1,480 บาท อันดับที่ 6 : เรื่อง ปปง. เปิดคืนเงินให้ผู้เสียหายจากมิจฉาชีพ สามารถติดต่อลงทะเบียนผ่านเพจเฟซบุ๊ก Cybercrime Prevention Agency อันดับที่ 7 : เรื่อง ติดต่อขอสินเชื่อส่วนบุคคลกรุงไทย ได้ที่บัญชีไลน์ Admin KTB Online อันดับที่ 8 : เรื่อง SET เปิดคอร์สเรียน 21-Day Stock Challenge เรียนรู้ - ฝึกคิด – วางแผน อันดับที่ 9 : เรื่อง กระทรวงยุติธรรม เปิดเพจรับลงทะเบียนคุ้มครองสิทธิ รอรับค่าเสียหายภายใน 3 วัน อันดับที่ 10 : เรื่อง ปปง. เปิดเพจเฟซบุ๊ก Helping victims of ให้ส่งมอบหลักฐาน เพื่อรับทรัพย์สินคืนจากมิจฉาชีพ “เมื่อพิจารณาจากข่าวปลอมที่เกี่ยวข้องกับอาชญากรรมออนไลน์ ซึ่งประชาชนสนใจมากที่สุด จาก 10 อันดับข้างต้น พบว่าเป็นข่าวการชักชวนให้ลงทุนโดยอ้างชื่อหน่วยงานที่น่าเชื่อถือ ข่าวการให้บริการสินเชื่อของธนาคารรัฐ และการให้บริการ ช่วยเหลือเยียวยาประชาชนของหน่วยงานรัฐ ซึ่งมีผลกระทบต่อทั้งตัวบุคคลที่เชื่อและแชร์ข้อมูลส่งต่อกันไปเป็นวงกว้าง ทำให้ประชาชนอาจตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพ สร้างความเสียหายทั้งทรัพย์สินและข้อมูลส่วนบุคคลได้” นายเวทางค์ กล่าว สำหรับอันดับ 1 เรื่อง “OR เปิดโอกาสให้นักลงทุนมือใหม่เข้าร่วมลงทุน เริ่มต้นเพียง 1,000 บาท พร้อมผู้เชี่ยวชาญชั้นนำจาก ก.ล.ต. ให้คำแนะนำตลอดการลงทุน” กระทรวงดีอี ได้ประสานงานร่วมกับ บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR ตรวจสอบแล้วพบว่า เป็นข้อมูลเท็จ โดยขอชี้แจงว่า OR ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับโฆษณาชักชวนลงทุนหุ้นผ่านสื่อโซเชียลมีเดียในลักษณะดังกล่าว รวมถึงไม่มีนโยบายเสนอขายหุ้น หรือเชิญชวนให้ลงทุนในรูปแบบดังกล่าวเช่นกัน เป็นการกระทำของมิจฉาชีพที่จัดทำขึ้นมาเพื่อหวังหลอกลวงประชาชนให้เข้าร่วมลงทุน อย่างไรก็ตาม ดีอี มีความห่วงใยประชาชน เรื่องความตระหนักรู้เท่าทันข่าวปลอมที่ถูกแพร่กระจายบนสื่อออนไลน์ โซเชียล ซึ่งหากขาดความรู้เท่าทัน ส่งต่อข้อมูลข่าวปลอม ทำให้เกิดการหลงเชื่อ สร้างความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน สร้างความเสียหายต่อทรัพย์สิน หรือข้อมูลส่วนบุคคล และอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้าง ดังนั้นจึงควรตรวจสอบข้อเท็จจริงของข่าวหรือลิงก์เว็บไซต์ให้แน่ชัด สามารถแจ้งเบาะแส ข่าวปลอม และอาชญากรรมออนไลน์ทุกรูปแบบ โทรสายด่วน 1111 (24 ชม.) |  Line ID: @antifakenewscenter | เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com --------------------------------------------------------------------------------------

วันที่ 4 สิงหาคม 2568  ศาสตราจารย์พิเศษวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานในพิธีวางพานพุ่มถวายราชสักการะ พระบรมราชานุสาวรีย์ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาจุฬาลงกรณ์ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เนื่องในวันสื่อสารแห่งชาติ ประจำปี 2568 เพื่อน้อมรำลึกถึงพระกรุณาธิคุณของพระองค์ท่านที่ทรงประกอบพระราชกรณียกิจที่สำคัญอันเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติ โดยเฉพาะด้านสื่อสาร โดยมี นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ เลขาธิการคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (BDE) นางสาวชมภารี ชมภูรัตน์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงดีอี นายเอกพงษ์ หริ่มเจริญ ผู้ตรวจราชการกระทรวงดีอี นายธนะสิทธิ์ เอี่ยมอนันชัย ผู้ตรวจราชการกระทรวงดีอี ผู้บริหารหน่วยงานในสังกัด เจ้าหน้าที่กระทรวงดีอี และผู้ที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมพิธี ณ บริเวณลานหน้าอาคารอำนวยการ กสทช.

วันที่ 4 สิงหาคม 2568 ศาสตราจารย์พิเศษวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานในพิธีถวายราชสักการะพระอนุสาวรีย์ จอมพล สมเด็จพระราชปิตุลา บรมพงศาภิมุข เจ้าฟ้าภาณุรังษีสว่างวงศ์ กรมพระยาภาณุพันธุวงศ์วรเดช เนื่องในวันสื่อสารแห่งชาติ ประจำปี 2568 เพื่อน้อมรำลึกถึงพระกรุณาธิคุณของพระองค์ท่านที่ทรงประกอบพระกรณียกิจที่สำคัญอันเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติ โดยเฉพาะด้านสื่อสาร โดยมี นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ เลขาธิการคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (BDE) นางสาวชมภารี ชมภูรัตน์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงดีอี นายเอกพงษ์ หริ่มเจริญ ผู้ตรวจราชการกระทรวงดีอี นายธนะสิทธิ์ เอี่ยมอนันชัย ผู้ตรวจราชการกระทรวงดีอี ผู้บริหารหน่วยงานในสังกัด เจ้าหน้าที่กระทรวงดีอี และผู้ที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมพิธี ณ พระอนุสาวรีย์ฯ บริเวณเกาะกลางน้ำ บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) สำนักงานใหญ่ แจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ

นางสาววงศ์อะเคื้อ บุญศล โฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ฝ่ายการเมือง เปิดเผยว่า ในช่วงวันที่ 28 กรกฎาคม – 3 สิงหาคม 2568 ที่ผ่านมา ศูนย์ AOC 1441 (Anti Online Scam Operation Center) ได้มีรายงานเคสตัวอย่างอาชญากรรมออนไลน์ที่ประชาชนได้รับผลกระทบจากการถูกหลอกลวง จำนวน 5 เคส ประกอบด้วย    คดีที่ 1 คดีหลอกลวงให้โอนเงินเพื่อรับรางวัล หรือวัตถุประสงค์อื่นๆ มูลค่าความเสียหาย 2,600,000 บาท โดยผู้เสียหายได้รับการติดต่อจากมิจฉาชีพผ่านทางโทรศัพท์ อ้างตนเป็นพนักงานไปรษณีย์ไทย แจ้งว่าผู้เสียหายมีพัสดุตกค้างต้องดำเนินการตามคำแนะนำเพื่อรับพัสดุ จากนั้นเพิ่มเพื่อนทาง Line ให้พูดคุยกับบุคคลที่อ้างตนว่าเป็นเจ้าหน้าที่กรมโยธาธิการ แจ้งว่าพัสดุเป็นเอกสารสำคัญเกี่ยวกับเงินบำนาญและการรับสิทธิ์คุ้มครองบัญชีเงินฝาก จึงจำเป็นที่จะต้องทำตามคำแนะนำเพื่อให้ได้รับเอกสารโดยเร็วที่สุด ต่อมาให้แสกน QR Code ทำตามขั้นตอนจนเสร็จสิ้น ภายหลังตรวจสอบยอดเงินในบัญชีพบว่าถูกโอนออกไปจนหมด ผู้เสียหายเชื่อว่าถูกมิจฉาชีพหลอก   คดีที่ 2 คดีข่มขู่ทางโทรศัพท์ให้เกิดความกลัวแล้วหลอกให้โอนเงิน (Call Center) มูลค่าความเสียหาย 3,513,706 บาท โดยผู้เสียหายได้รับการติดต่อจากมิจฉาชีพผ่านทางโทรศัพท์ อ้างตนเป็นเจ้าหน้าที่จากกระทรวงคมนาคม แจ้งว่ามีบุคคลนำบัตรประชาชนของผู้เสียหายไปเปิดหมายเลขโทรศัพท์เพื่อใช้ในทางผิดกฎหมาย และให้เพิ่มเพื่อนทาง Line เพื่อสนทนากับเจ้าหน้าที่ตำรวจ โดยผู้แอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจแจ้งว่าผู้เสียหายมีส่วนเกี่ยวข้องกับกระบวนการมิจฉาชีพ และคดีฟอกเงิน จะต้องโอนเงินไปตรวจสอบ หากพบว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีจะโอนเงินคืนให้ ผู้เสียหายหลงเชื่อจึงโอนเงินไปจนหมด จากนั้นไม่สามารถติดต่อได้อีก ผู้เสียหายเชื่อว่าตนเองถูกมิจฉาชีพหลอก   คดีที่ 3 คดีหลอกลวงให้ลงทุนผ่านระบบคอมพิวเตอร์ มูลค่าความเสียหาย 3,314,816 บาท โดยผู้เสียหายได้รับการติดต่อจากมิจฉาชีพผ่านช่องทาง Facebook ชักชวนเทรดหุ้นกับบริษัทหลักทรัพย์ ผู้เสียหายสนใจจึงสอบถามรายละเอียดผ่านทาง Messenger Facebook จากนั้นจึงโอนเงินเพื่อเริ่มเทรดหุ้น ช่วงแรกได้รับเงินจริง จึงโอนเงินไปเทรดหุ้นจำนวนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แต่เมื่อต้องการถอนเงินไม่สามารถถอนออกได้ มิจฉาชีพอ้างว่าต้องโอนเงินชำระค่าภาษีก่อน แต่เมื่อโอนไปแล้วยังไม่สามารถถอนเงินได้ ผู้เสียหายเชื่อว่าตนถูกมิจฉาชีพหลอก   คดีที่ 4 คดีหลอกลวงให้ลงทุนผ่านระบบคอมพิวเตอร์ มูลค่าความเสียหาย 4,200,000 บาท ทั้งนี้ผู้เสียหายพบโฆษณาสอนลงทุนเทรดหุ้นผ่านช่องทาง Facebook ผู้เสียหายสนใจจึงทักไปสอบถามรายละเอียดผ่านทาง Messenger Facebook และเพิ่มเพื่อนผ่านทาง Line จากนั้นมิจฉาชีพอ้างตนเป็นผู้เชี่ยวชาญสอนลงทุนเทรดหุ้น ให้ติดตั้งแอปพลิเคชันเพื่อลงทุน โดยให้โอนเงินมาและจะนำเงินไปลงทุนเทรดหุ้นให้ ช่วงแรกได้ผลตอบแทนและสามารถถอนเงินได้จริง จึงโอนเงินลงทุนเพิ่มมากขึ้น ภายหลังไม่สามารถถอนเงินได้ มิจฉาชีพอ้างว่าต้องชำระค่าการใช้งานแอปพลิเคชันก่อน เมื่อชำระยอดเงินพบว่าไม่สามารถถอนเงินและไม่สามารถติดต่อได้ ผู้เสียหายเชื่อว่าถูกมิจฉาชีพหลอก   และคดีที่ 5 คดีหลอกลวงให้โอนเงินเพื่อรับรางวัล หรือวัตถุประสงค์อื่นๆ มูลค่าความเสียหาย 2,380,485 บาท โดยผู้เสียหายพบโฆษณารับซื้อเสื้อผ้ามือสองผ่านช่องทาง Facebook ผู้เสียหายสนใจจึงเพิ่มเพื่อนทาง Line เพื่อสอบถามรายละเอียด จากนั้นได้รับการเชิญเข้ากลุ่ม Line ให้ร่วมลงทุนเพื่อรับผลตอบแทน ช่วงแรกได้รับเงินจริง จึงหลงเชื่อจึงโอนเงินไปลงทุนเป็นจำนวนมาก แต่ไม่สามารถถอนเงินได้ ผู้เสียหายจึงเชื่อว่าตนเองถูกมิจฉาชีพหลอก   สำหรับมูลค่าความเสียหายที่เกิดขึ้นทั้ง 5 คดี รวม 16,009,007 บาท    ทั้งนี้ ผลการดำเนินงานของ ศูนย์ AOC 1441 ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2566 ถึง วันที่ 1 สิงหาคม 2568 มีตัวเลขสถิติผลการดำเนินงาน ดังนี้  1. สายโทรเข้า 1441 จำนวน 1,963,308 สาย / เฉลี่ยต่อวัน 3,068 สาย  2. ระงับบัญชีธนาคาร จำนวน 806,423 บัญชี / เฉลี่ยต่อวัน 1,260 บัญชี  3. ระงับบัญชีตามประเภทคดีสูงสุด 5 ประเภท ได้แก่ (1) หลอกลวงซื้อขายสินค้าหรือบริการ 255,803 บัญชี คิด เป็นร้อยละ 31.72 (2) หลอกลวงหารายได้พิเศษ 181,946 บัญชี คิดเป็นร้อยละ 22.56 (3) หลอกลวงให้โอนเงินเพื่อรับรางวัล 123,051 บัญชี คิดเป็นร้อยละ 15.26 (4) หลอกลวงลงทุน 109,863 บัญชี คิดเป็นร้อยละ 13.62 (5) หลอกลวงให้กู้เงิน 57,160 บัญชี คิดเป็นร้อยละ 7.09 (และคดีอื่นๆ 78,600 บัญชี คิดเป็นร้อยละ 9.75)    “จากเคสตัวอย่างมิจฉาชีพได้หลอกลวงผู้เสียหาย โดยอ้างว่าเป็น เจ้าหน้าที่ไปรษณีย์ แจ้งมีพัสดุเอกสารสำคัญตกค้าง ต้องสแกน QR Code ยืนยัน ซึ่งเป็นการหลอกให้ติดตั้งแอปฯ ดูดเงิน พบเสียหายกว่า 2.6 ล้านบาท นอกจากนี้ยังมีเคสหลอกให้ลงทุนเทรดหุ้น พบความเสียหายกว่า 7.5 ล้านบาท เคสหลอกหารายได้พิเศษ และเคสหลอกลวงโดยแก๊งคอลเซ็นเตอร์ โดยรวมแล้วมีมูลค่าความเสียหายรวมกว่า 16 ล้านบาท”  นางสาววงศ์อะเคื้อ กล่าว    ทั้งนี้ขอย้ำว่า การแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่องค์กรต่างๆ หรือเจ้าหน้าที่หน่วยงานราชการ ควรตรวจสอบให้แน่ชัด โดยเจ้าหน้าที่หน่วยงานรัฐ จะไม่มีการติดต่อกับประชาชนโดยตรง หรือติดต่อผ่านทางโซเชียลมีเดีย และการลงทุนในธุรกิจที่ไม่มีการรับรองโดยหน่วยงานน่าเชื่อถือ เป็นการเสี่ยงต่อการถูกหลอกลวง ขณะเดียวกันไม่ควรสแกน QR Code หรือดาวน์โหลดลิงก์ต่างๆ ที่ยังไม่มีการตรวจสอบ เพราะอาจเป็นการติดตั้งแอปฯดูดเงิน และข้อมูลส่วนตัวโดยไม่ตั้งใจ    อย่างไรก็ตาม ขอให้ประชาชนยึดหลัก 4 ไม่ คือ 1. ไม่กดลิงก์ 2.ไม่เชื่อ 3.ไม่รีบ และ 4.ไม่โอน ก่อนที่จะทำธุรกรรมใดๆ อย่ากดเข้าลิงก์เว็บไซต์ หรือดาวน์โหลด และอัปโหลดแพลตฟอร์ม ที่มีการส่งต่อจากช่องทางที่ไม่แน่ใจ โดยกระทรวงดีอี ได้เร่งดำเนินการปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ทุกรูปแบบร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการเผยแพร่ให้ความรู้เกี่ยวกับการป้องกันภัยอาชญากรรมออนไลน์ ผ่านศูนย์ AOC 1441 เพื่อแก้ไขปัญหาที่ส่งผลกับประชาชนอย่างต่อเนื่อง      หากประชาชนโดนหลอกออนไลน์ โทรแจ้งดำเนินการ ระงับ อายัดบัญชี AOC 1441  แจ้งเบาะแส ข่าวปลอม และอาชญากรรมออนไลน์ทุกรูปแบบ โทรสายด่วน 1111 (24 ชม.)  | Line ID: @antifakenewscenter | เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com      ----------------------------------------------------

วันที่ 4 สิงหาคม 2568 ดร.ณัฐพล ณัฏฐสมบูรณ์ รองปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานกล่าวเปิดการประชุมเชิงปฏิบัติการ "THAILAND DIGITAL FUTURE - MAKING IT HAPPEN” ภายใต้โครงการสื่อสารเพื่อสนับสนุนการยกระดับความสามารถในการแข่งขันด้านดิจิทัลของประเทศไทย ซึ่งกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม โดยสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ หรือ ETDA ร่วมกับสมาคมการจัดการธุรกิจแห่งประเทศไทย (TMA) โดยมีนางสาวพิยะดา สุดกังวาล ที่ปรึกษาด้านการสื่อสารกระทรวงดีอี จัดขึ้น ณ ห้องคริสตัล ฮอลล์ เอ โรงแรม ดิ แอทธินี โฮเทล, อะ ลักซ์ชูรี คอลเล็คชั่น โฮเทล กรุงเทพฯ

เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2568 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เปิดเผยถึงผลการเข้าร่วมการประชุมรัฐมนตรีเอเปคด้านดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ ประจำปี ค.ศ. 2025 (APEC 2025 Digital and AI Ministerial Meeting) ณ Songdo Convensia เมืองอินชอน สาธารณรัฐเกาหลี เมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 2568 ที่ผ่านมา ว่า การประชุมดังกล่าวจัดขึ้นภายใต้หัวข้อหลัก Digital and AI Transformation toward Prosperity and Sustainable Growth for All โดยมี Mr. BAE Kyunghoon รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และไอซีที สาธารณรัฐเกาหลี ทำหน้าที่ประธานการประชุม และมีผู้แทนระดับรัฐมนตรีและระดับสูงของแต่ละเขตเศรษฐกิจสมาชิกเอเปคเข้าร่วมการประชุม จำนวน 21 เขตเศรษฐกิจ    ทั้งนี้ตนได้ร่วมกล่าวถ้อยแถลงระหว่างการประชุมช่วงที่ 1 ในหัวข้อ Facilitating Digital and AI Innovation to Address Challenges ว่า ปัญหาสังคมสูงวัย หนี้ครัวเรือน และกับดักรายได้ปานกลาง ถือเป็นความท้าทายทางเศรษฐกิจของไทย ดังนั้นกระทรวงดีอีจึงได้กำหนดวิสัยทัศน์ ‘The Growth Engine of Thailand’ ซึ่งเน้นการดำเนินงาน 3 ด้าน ได้แก่ การเพิ่มขีดความสามารถทางดิจิทัล การสร้างความมั่นคงปลอดภัย และการพัฒนาทุนมนุษย์    “สำหรับประเทศไทยมีโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่แข็งแกร่ง เช่น ระบบ ThaiD และ PromptPay และแพลตฟอร์ม AI ของภาครัฐ ที่จะช่วยดึงดูดนักลงทุนจากบริษัทเทคโนโลยีระดับโลก รวมทั้งการส่งเสริมการลงทุนด้าน AI และการพัฒนาทักษะดิจิทัลให้แรงงานและผู้สูงอายุ พร้อมส่งเสริม SMEs ในการใช้เทคโนโลยี AI  ภายใต้ความร่วมมือในระดับภูมิภาค ซึ่งจะเป็นกุญแจสำคัญในการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและ AI เพื่อสร้างอนาคตที่ครอบคลุม ปลอดภัย และยั่งยืนสำหรับประชาชนทุกคน” รองนายกฯ ประเสริฐ กล่าว    ในส่วนของการประชุมช่วงที่ 3 หัวข้อ ‘Creating a Safe and Trustworthy Digital and AI Ecosystem’ ตนได้นำเสนอต่อที่ประชุมถึงการสร้างระบบนิเวศดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ที่ปลอดภัยและน่าเชื่อถือ ซึ่งมีความจำเป็น ท่ามกลางโอกาสและความท้าทายจากเทคโนโลยีสมัยใหม่ โดยประเทศไทยมุ่งเน้นการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัลอย่างมีความรับผิดชอบ ควบคู่กับการคุ้มครองสิทธิผู้ใช้และสร้างความเชื่อมั่นผ่านนโยบายด้านความปลอดภัยไซเบอร์ โดยเฉพาะการจัดตั้งศูนย์ต่อต้านอาชญากรรมออนไลน์ (AOC 1441) ที่ทำงานร่วมกับธนาคารและผู้ให้บริการโทรคมนาคมในการสกัดกั้นบัญชีและเบอร์โทรต้องสงสัยอย่างมีประสิทธิภาพ    ขณะเดียวกันประเทศไทยยังสนับสนุนแผนงานของ APEC ด้านความร่วมมือเศรษฐกิจดิจิทัล โดยพร้อมผลักดันการปรับปรุงกฎหมาย การทดลองนวัตกรรมอย่างปลอดภัย และความร่วมมือข้ามพรมแดน เพื่อให้เทคโนโลยีดิจิทัลและ AI เป็นเครื่องมือที่สร้างความไว้วางใจและประโยชน์ต่อประชาชนอย่างแท้จริง   นอกจากนี้ในการประชุมครั้งนี้ ตนยังได้หารือทวิภาคีกับผู้บริหารระดับสูงของหน่วยงานภาครัฐของประเทศต่างๆ อาทิ  สิงคโปร์และสาธารณรัฐเกาหลี ถึงความร่วมมือในการพัฒนาด้านเทคโนโลยีต่างๆ ซึ่งจะเป็นประโยชน์กับประเทศไทยในอนาคตด้วย     ----------------------------------------------------


วันที่ 6 สิงหาคม 2568 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานการประชุมผู้บริหารกระทรวงดีอี (Top Executives) ครั้งที่ 7/2568 โดยมีศาสตราจารย์พิเศษวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงดีอี พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร และหัวหน้าหน่วยงานในสังกัดกระทรวงดีอี เข้าร่วม ณ ห้องประชุม 801 ชั้น 8 อาคารสำนักงานใหญ่ บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) หรือ NT และผ่านระบบ Video Conference   นายประเสริฐ กล่าวว่า ในการประชุมครั้งนี้มีการหารือร่วมกับผู้บริหารหน่วยงานของกระทรวงดีอี โดยมีวาระการพิจารณาประเด็นสำคัญ ได้แก่   1.เรื่องการเข้าร่วมการประชุมรัฐมนตรีเอเปคด้านดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ ประจำปี ค.ศ. 2025 (APEC 2025 Digital and AI Ministerial Meeting) ณ เมืองอินชอน สาธารณรัฐเกาหลี เมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 2568 ที่ผ่านมา ซึ่งที่ประชุมให้ความสำคัญกับการใช้งานเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI โดยประเทศไทยได้ร่วมให้ความคิดเห็นในเรื่องของการพัฒนา AI และความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ โดยได้มีการกล่าวถึงเรื่องของข่าวปลอม และมาตรการปราบปรามอาชญากรรมทางไซเบอร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง แก๊งคอลเซ็นเตอร์   2.การขับเคลื่อนโครงการ “ 1 อำเภอ 1 ไอทีแมน” หรือ “โครงการส่งเสริมและพัฒนาทักษะความรู้เพื่อขับเคลื่อนและยกระดับกำลังคนดิจิทัลระดับอำเภอ” โดยสำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (BDE) ซึ่งปัจจุบัน เจ้าหน้าที่ดิจิทัลอำเภอได้ดำเนินการปฏิบัติงานในพื้นที่ 878 อำเภอทั่วประเทศแล้ว พร้อมกับการจัดตั้งศูนย์ดิจิทัลชุมชนเพิ่มขึ้น 500 แห่ง รวมเป็นจำนวนประมาณ 2,300 แห่งทั่วประเทศ    3.การยกระดับการต่อต้านข่าวปลอม ขณะนี้รัฐบาลได้ดำเนินการแต่งตั้ง “คณะกรรมการตรวจสอบและวิเคราะห์ข่าวในสื่อสังคมออนไลน์เพื่อป้องกันข่าวปลอม” หรือ “ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมแห่งชาติ” ขึ้น ซึ่งมีตนเป็นประธานฯ พร้อมด้วยศาสตราจารย์พิเศษวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงดีอี เป็นรองประธานฯ โดยบูรณาการหน่วยงานด้านความมั่นคง และด้านการประชาสัมพันธ์ ทำงานร่วมกัน อาทิ สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) กรมประชาสัมพันธ์ สำนักงานตำรวจแหง่ชาติ (ตร.) กระทรวงต่างประเทศ กระทรวงมหาดไทย เป็นต้น    สำหรับการจัดตั้งศูนย์ฯ ดังกล่าว เพื่อดำเนินการป้องกันและปราบปรามแก้ไขปัญหาข่าวปลอม ที่ปัจจุบันมีปริมาณเพิ่มขึ้นเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะข้อมูลข่าวสารที่สร้างขึ้น และถูกส่งต่อกันทางสื่อสังคมออนไลน์ ที่มีการเผยแพร่เนื้อหาไม่เหมาะสม บิดเบือนข้อมูลข่าวสาร สร้างข่าวปลอม ก่อให้เกิดการปลุกระดม ยั่วยุ สร้างความรุนแรง ส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน โดยกระทรวงดีอี ได้สนับสนุนเจ้าหน้าที่จากศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ประเทศไทย (Anti Fake News Center: AFNC) ร่วมปฏิบัติงานเฝ้าระวังและตรวจสอบข่าวปลอมตลอด 24 ชั่วโมง   ทั้งนี้จากข้อมูลสถิติของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมฯ ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2562 - 31 กรกฎาคม 2568 พบว่า ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมฯ ได้ทำการคัดกรองจำนวนข้อความทั้งหมด 1,188,564,734 ข้อความ โดยมีจำนวนข้อความที่เข้าเกณฑ์การตรวจสอบ 2,279,897 ข้อความ ซึ่งแยกเป็นเรื่องที่ส่งตรวจสอบ จำนวน 41,882 เรื่อง สามารถแบ่งเป็นหมวดหมู่ข่าวสารที่ผลกระทบต่อประชาชนเป็นวงกว้าง ดังนี้ - เรื่องนโยบายรัฐบาลและความมั่นคง 20,052 เรื่อง  - เรื่องสุขภาพ 14,713 เรื่อง  - เรื่องเศรษฐกิจ 2,229 เรื่อง - เรื่องอาชญากรรมออนไลน์ 2,794 เรื่อง  - เรื่องภัยพิบัติ 2,094 เรื่อง   ขณะเดียวกันมีเรื่องที่ได้รับการตรวจสอบแล้วจำนวนทั้งหมด 21,622 เรื่อง โดยแบ่งเป็น (1) ข่าวปลอม จำนวน 7,714 เรื่อง (2) ข่าวจริง จำนวน 8,577 เรื่อง (3) ข่าวบิดเบือน จำนวน 2,456 เรื่อง (4) ข้อมูลไม่เพียงพอ จำนวน 2,875 เรื่อง   “ ขณะนี้รัฐบาลได้ให้ความสำคัญ และยกระดับการดำเนินการเรื่องของข่าวปลอมที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน ซึ่งส่งผลกระทบต่อประชาชนทั้งในด้านสังคมและเศรษฐกิจ ดังนั้นรัฐบาลจึงได้จัดตั้ง ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมแห่งชาติ ซึ่งนอกจากการตรวจสอบเฝ้าระวัง และดำเนินการปิดกั้นข่าวปลอมแล้ว ศูนย์ฯ ดังกล่าวจะมีหน้าที่ทำงานเชิงบวกในการชี้แจงและทำความเข้าใจในข้อเท็จจริงของข่าวเพื่อที่จะสามารถสื่อสารให้กับประชาชนได้เข้าใจมากยิ่งขึ้น โดยมีการหารือร่วมกับแพลตฟอร์มทั้งหมด เพื่อทำความเข้าใจและขอความร่วมมือในการปิดกั้นข่าวปลอมที่มีการเผยแพร่ โดยเฉพาะข่าวปลอมที่กระทบกระเทือนต่อความมั่นคงของประเทศ” รองนายกฯ ประเสริฐ กล่าว   อย่างไรก็ตาม ขอเตือนประชาชนว่าการนำข้อมูลบิดเบือน ข่าวปลอม ไม่ว่าจะเป็นการปลอมทั้งหมด หรือแค่บางส่วน หรือข้อมูลอันเป็นเท็จ เข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ไม่ว่าจะเป็นการเผยแพร่โดยตรง หรือการแชร์ส่งต่อ ล้วนมีความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ มาตรา 14 ซึ่งเป็นความผิดที่ไม่สามารถยอมความได้ โดยผู้กระทำความผิดต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี ปรับไม่เกิน 1 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ----------------------------------------------------



icon-sitemap    std-w1    std-w2    WCAG 2.0 (Level AA)
จำนวนผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์ Loading...


กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

เลขที่ 120 หมู่ 3 ชั้น 8-11 ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 (อาคาร ซี) ซอยแจ้งวัฒนะ 7 ถนนแจ้งวัฒนะ แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ 10210

facebook
instagram
twitter
youtube
rss
tiktok
threads
Icon Q&A
black ribbon.