Logo DE Ministry.
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
Ministry of Digital Economy and Society
Logo DE Ministry.
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
Ministry of Digital Economy and Society
ตัวช่วยเหลือในการเข้าถึงเว็บไซต์
ค้นหา




วันที่ 7 สิงหาคม 2568 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (ดีอี) เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการตรวจสอบและวิเคราะห์ข่าวในสื่อสังคมออนไลน์เพื่อป้องกันข่าวปลอม ครั้งที่ 1/2568 โดยมีศาสตราจารย์พิเศษวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงดีอี เป็นรองประธานฯ นายเอกพงศ์ หริ่มเจริญ ผู้ตรวจราชการกระทรวงดีอี เป็นเลขานุการฯ รวมด้วยผู้บริหารกระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงยุติธรรม กระทรวงกลาโหม สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ สำนักข่าวกรองแห่งชาติ กรมประชาสัมพันธ์ สำนักงานอัยการสูงสุด สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) สำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (สกมช.) เข้าร่วมประชุม ณ ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล และประชุมผ่านระบบออนไลน์   นายประเสริฐ กล่าวว่า ตามที่รัฐบาลได้แต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบและวิเคราะห์ข่าวในสื่อสังคมออนไลน์ เพื่อป้องกันข่าวปลอม หรือ “ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมแห่งชาติ” ขึ้น โดยได้มีการประชุมหารือ เพื่อกำหนดแนวทางการแก้ไขปัญหาข่าวปลอม โดยเฉพาะข้อมูลข่าวสารที่ถูกสร้างขึ้นและถูกส่งต่อกันทางสื่อสังคมออนไลน์และระบบอินเทอร์เน็ต ที่มีการเผยแพร่เนื้อหาไม่เหมาะสม บิดเบือนข้อมูลข่าวสารไปจากข้อเท็จจริง ก่อให้เกิดการปลุกระดม ยั่วยุ สร้างความรุนแรง ส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน เศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม และสถาบันหลักของชาติ ตลอดจนความมั่นคงและความน่าเชื่อถือของประเทศ    ที่ประชุมได้ร่วมหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และแพลตฟอร์มสื่อสังคมออนไลน์ต่างๆ เพื่อขอความร่วมมือในการปราบปรามข่าวปลอม และ บัญชีผู้ใช้งานต้องสงสัย (Account IO) โดยมีการกำหนดมาตรการการแก้ไขปัญหาร่วมกัน 5 มาตรการสำคัญดังนี้   1.การจัดลำดับความสำคัญกับข่าวที่เกี่ยวข้องกับปัญหาความมั่นคงชายแดนให้เป็นอันดับความสำคัญสูงสุด (Priority) ในการสนับสนุนการจัดการข่าวปลอม    2. การใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์หรือ AI ตรวจจับรวบรวมข่าวปลอมที่มีการยืนยันแล้วและดำเนินการปิดกั้น (Take Down) ข่าวปลอมในทุกช่องทางแพลตฟอร์ม  3. การเพิ่มปริมาณเจ้าหน้าที่สนับสนุนเพื่อรองรับการดำเนินการตามมาตรการการจัดการข่าวปลอม และแพลตฟอร์มสื่อสังคมออนไลน์จะมีการพัฒนา AI ในการตรวจจับบัญชีผู้ใช้งาน ที่ระบุว่าเป็นบัญชีผู้ใช้ที่เป็นบุคคลสาธารณะปลอม (Fake Account)   4. กระบวนการดำเนินการด้าน “ปฏิบัติการข่าวสาร (IO)” บริหารจัดการข่าวในด้านจิตวิทยา หากมีการตรวจพบ จะดำเนินการส่งให้ สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (สพธอ.) หรือ ETDA เพื่อแจ้งแพลตฟอร์มสื่อสังคมออนไลน์ดำเนินการระงับเผยแพร่    5. การยกระดับการยืนยันตัวตนของแพลตฟอร์มสื่อสังคมออนไลน์ (Account Verification) โดยผู้ที่จะลงโฆษณาต้องเป็นบริษัทฯ ซึ่งมีการยืนยันตัวตน ที่ขณะนี้ได้เริ่มดำเนินการแล้ว และจะยกระดับการดำเนินการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง    นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้เห็นชอบให้ กระทรวงดีอี เป็นศูนย์กลางในการรับเรื่องข่าวปลอมจากทุกหน่วยงานรวมถึงประชาชน และนำส่งกรมประชาสัมพันธ์ ประสานงานหน่วยงานที่รับผิดชอบตรวจสอบข้อเท็จจริงของข่าวปลอม ภายในระยะเวลา 3 ชั่วโมง ภายหลังจากการตรวจสอบแล้ว กรมประชาสัมพันธ์จะเป็นหน่วยงานหลักในการเผยแพร่กระจายข้อมูล ประสานงานสื่อมวลชน และกระทรวงดีอี จะรับผลการดำเนินการดังกล่าว เพื่อแจ้งแพลตฟอร์มต่าง ๆ ให้ดำเนินการปิดกั้นต่อไป   สำหรับประชาชนที่พบเห็นลิงก์หรือข้อมูลซึ่งสงสัยว่าเป็นข่าวปลอม สามารถแจ้งเบาะแสโดยตรง ได้ที่เว็บไซต์ ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ประเทศไทย (Anti Fake News Center: AFNC) : www.antifakenewscenter.com ซึ่งผู้ใช้งานต้องกรอกข้อมูล URLs ของข่าวที่พบ พร้อมแนบหลักฐานที่เกี่ยวข้อง และอธิบายพฤติการณ์หรือเนื้อหาที่เชื่อว่าเป็นข่าวปลอม เพื่อนำข้อมูลเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบข้อเท็จจริง และดำเนินการตามขั้นตอนที่กำหนดโดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป   ในส่วนของการดำเนินคดีกับผู้ที่กระจายข่าวปลอม ที่ประชุมได้มอบหมายให้กระทรวงยุติธรรม  สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และสำนักงานอัยการสูงสุด ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหารือรายละเอียดกระบวนการร้องทุกข์กล่าวโทษ เพื่อให้การป้องกันและปราบปรามข่าวปลอมเกิดผลในทางปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม    ด้านการดำเนินการปิด IP Address ได้มอบหมายให้ สำนักงาน กสทช. ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริง กรณีผู้ให้บริการที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการทำ IO และดำเนินการตามมาตรการที่เหมาะสม   “คณะกรรมการฯ มุ่งเน้นการบูรณาการทำงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการป้องกันและปราบปรามข่าวปลอมบนแพลตฟอร์มสื่อสังคมออนไลน์ตามสถานการณ์ปัญหาความมั่นคงของประเทศ เพื่อให้ประชาชนได้รับข่าวสารที่มีการตรวจสอบยืนยันจากหน่วยงานภาครัฐได้อย่างชัดเจนและรวดเร็ว และเป็นการแก้ไขปัญหาข่าวปลอมให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ” รองนายกฯ ประเสริฐ กล่าว     ----------------------------------------------------


วันที่ 8 สิงหาคม 2568 สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯ เปิดงานแสดงตราไปรษณียากรภาคพื้นเอเชีย 2568 “จดหมายแห่งมิตรภาพ From Bangkok to Beijing” เพื่อเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 50 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตไทย–จีน โดยมีนายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ศาสตราจารย์พิเศษวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงดีอี คณะผู้บริหารกระทรวงดีอี นายรัฐพล ภักดีภูมิ ประธานกรรมการ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด ดร.ดนันท์ สุภัทรพันธุ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด และผู้บริหาร เฝ้าฯ รับเสด็จ ณ อาคารไปรษณีย์กลาง บางรัก กรุงเทพฯ   งานดังกล่าวจัดขึ้นระหว่างวันที่ 8 – 12 สิงหาคม 2568 โดยมีการจัดแสดงแสตมป์จาก 27 ประเทศกว่า 1,200 เฟรม นิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ “ด้วยพระเมตตาแห่งองค์อุปถัมภ์” นิทรรศการ 50 ปีสมาคมนักสะสมตราไปรษณียากรแห่งประเทศไทยฯ การประกวดแสตมป์ระดับนานาชาติ กิจกรรมศิลปวัฒนธรรมไทย–จีน งิ้วเปลี่ยนหน้ากาก ลำตัด เวิร์กช็อป ร้านค้าแสตมป์กว่า 30 ร้าน และตลาดมิตรภาพไทย–จีน

วันที่ 8 สิงหาคม 2568 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานในพิธี ลงนามถวายพระพรชัยมงคลเนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษา สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา และวันแม่แห่งชาติ 12 สิงหาคม 2568 เพื่อแสดงความจงรักภักดีและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ โดยมี คณะผู้บริหาร ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่หน่วยงานในสังกัดกระทรวงดีอี เข้าร่วม ณ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2568 ศาสตราจารย์พิเศษวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ได้เข้าร่วมกล่าวปาฐกถาในการสัมมนา หัวข้อ “Safeguarding Digital Societies: EU – Thailand Dialogue on Scam Prevention and Cybercrime” ณ โรงแรม VIE ราชเทวี กรุงเทพฯ โดยมีนายรัศม์ ชาลีจันทร์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการต่างประเทศ และนายเดวิด เดลี เอกอัครราชทูตสหภาพยุโรปประจำประเทศไทย เป็นประธานเปิดการสัมมนา

กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ตรวจพบข่าวปลอมรายสัปดาห์ ที่ประชาชนให้ความสนใจสูงสุดอันดับที่ 1 เรื่อง “กรมศิลปากร พร้อมให้ทำลายปราสาทเพื่อประโยชน์ทางทหาร เพราะสามารถบูรณะใหม่ได้” รองลงมาคือเรื่อง “จับสายลับกัมพูชา ลอบเข้าชายทะเลโป่งน้ำร้อน จ.จันทบุรี พร้อมโดรนและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ชี้เป้าโจมตีกองบิน 5” โดยขอให้ประชาชน อย่าหลงเชื่อข่าวปลอม เลือกเชื่อ เลือกแชร์ ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ อาจทำให้เกิดความตื่นตระหนก วิตกกังวล สับสน และเข้าใจผิดในสังคม นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ เลขาธิการคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (BDE) ในฐานะโฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) กล่าวถึงผลการมอนิเตอร์และรับแจ้งข่าวปลอมของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ระหว่างวันที่ 1 – 7 สิงหาคม 2568 พบข้อความที่เข้ามาทั้งหมด 1,005,783 ข้อความ โดยมีข้อความที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ (Verify) ทั้งสิ้น 1,232 ข้อความ สำหรับช่องทางที่มีการพบเบาะแสมากที่สุด คือ ข้อความที่มาจาก Social Listening จำนวน 1,187  ข้อความ ตามมาด้วยการแจ้งเบาะแสผ่าน Line Official จำนวน 11 ข้อความ ช่องทาง Facebook จำนวน 33 ข้อความ และช่องทาง Twitter จำนวน 1 ข้อความ รวมเรื่องที่ต้องดำเนินการตรวจสอบทั้งหมด 257 เรื่อง และจากการประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้รับผลการตรวจสอบกลับมาแล้ว 84 เรื่อง ทั้งนี้ กระทรวงดีอี ได้แบ่งข่าวปลอมที่ได้รับความสนใจเป็น 5 กลุ่ม ประกอบด้วย กลุ่มที่ 1 : นโยบายรัฐบาล ข่าวสารทางราชการ ความสงบเรียบร้อยของสังคม ขัดศีลธรรมอันดี และความมั่นคงภายในประเทศ จำนวน 210 เรื่อง กลุ่มที่ 2 : ผลิตภัณฑ์สุขภาพ วัตถุอันตราย เครื่องสำอาง รวมถึงสินค้าและบริการที่ผิดกฎหมายจำนวน 8 เรื่อง กลุ่มที่ 3 : ภัยพิบัติ จำนวน 3 เรื่อง กลุ่มที่ 4 : เศรษฐกิจ จำนวน 11 เรื่อง กลุ่มที่ 5 : กลุ่มอาชญากรรมออนไลน์ จำนวน 25 เรื่อง นายเวทางค์ กล่าวต่อว่า เมื่อพิจารณาจากข่าวปลอมที่ได้รับความสนใจในลำดับต้นๆ ในสัปดาห์นี้ส่วนใหญ่เป็นข่าวเกี่ยวกับความมั่นคงระหว่างประเทศไทย และกัมพูชา นอกจากนี้ยังพบข่าวที่เกี่ยวข้องกับภัยพิบัติ และข่าวผลิตภัณฑ์สุขภาพรวมอยู่ด้วย ซึ่งทั้งหมดมีผลกระทบต่อสังคมส่วนใหญ่ ทำให้เกิดความตื่นตระหนก วิตกกังวล สับสน เข้าใจผิดได้ โดยข่าวที่ได้รับความสนใจจากประชาชนมากที่สุด 10 อันดับ ได้แก่ อันดับที่ 1 : เรื่อง กรมศิลปากร พร้อมให้ทำลายปราสาทเพื่อประโยชน์ทางทหาร เพราะสามารถบูรณะใหม่ได้ อันดับที่ 2 : เรื่อง จับสายลับกัมพูชา ลอบเข้าชายทะเลโป่งน้ำร้อน จ.จันทบุรี พร้อมโดรนและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ชี้เป้าโจมตีกองบิน 5 อันดับที่ 3 : เรื่อง โฆษกกระทรวงกลาโหมกัมพูชาร้องขอไทยให้ยุติการบินโดรนเหนือดินแดน อันดับที่ 4 : เรื่อง ไทยวางแผนลอบสังหารผู้นำกัมพูชา อันดับที่ 5 : เรื่อง แมงกะพรุนเกยตื้นบนชายหาด สัญญาณเตือนทะเลร้อนหรือแผ่นดินไหวใต้ทะเล อันดับที่ 6 : เรื่อง ลูกระเบิด MK-84 ที่พบในกัมพูชา เป็นของที่ไทยจัดซื้อจากอิสราเอล อันดับที่ 7 : เรื่อง ทหารไทยได้ทำร้ายร่างกายเชลยศึกก่อนการส่งตัวกลับประเทศ อันดับที่ 8 : เรื่อง ไทยส่งโดรนล้ำน่านฟ้ากัมพูชา อันดับที่ 9 : เรื่อง ทหารไทยสั่งอพยพประชาชน เตรียมเปิดฉากบุกก่อนประชุม GBC อันดับที่ 10 : เรื่อง ผงเสริมโภชนาการ LIVITAS ช่วยล้างพิษ-เสริมสร้างการทำงานของตับ สำหรับอันดับ 1 เรื่อง “กรมศิลปากร พร้อมให้ทำลายปราสาทเพื่อประโยชน์ทางทหาร เพราะสามารถบูรณะใหม่ได้” กระทรวงดีอี ได้ประสานงานร่วมกับกรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม ตรวจสอบแล้วพบว่าเป็นข้อมูลเท็จ โดยขอชี้แจงว่า กรมศิลปากร ไม่เคยมีนโยบายหรือแสดงท่าทีว่า พร้อมให้ทำลายโบราณสถานใด ๆ เพื่อประโยชน์ทางทหาร การเข้าใจว่า สามารถบูรณะได้จึงทำลายได้ เป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน ทั้งนี้โบราณสถานคือมรดกทางวัฒนธรรมของชาติและของมนุษยชาติ แม้จะมีความสามารถในการบูรณะก็ไม่อาจทดแทนของจริงได้ และการทำลายโดยเจตนาไม่ว่าในกรณีใด ๆ ย่อมกระทบต่อศักดิ์ศรีของชาติ และละเมิดหลักการอนุรักษ์ระดับสากลอย่างชัดเจน แม้ว่า กรมศิลปากร จะมีความสามารถในการบูรณะโบราณสถานให้ใกล้เคียงของเดิมได้ แต่ก็ไม่อาจทดแทนคุณค่าทางประวัติศาสตร์ ศิลปวัตถุ และจิตวิญญาณของสถานที่ดั้งเดิมได้อย่างแท้จริง ทั้งยังขัดต่อหลักการโบราณคดีสากลที่ห้ามการทำลายโบราณสถานไม่ว่าด้วยเหตุผลใด การยอมให้ทำลายย่อมกระทบต่อภาพลักษณ์ของประเทศและความน่าเชื่อถือในเวทีโลก โบราณสถานถือเป็นมรดกร่วมของมนุษยชาติ ไม่ใช่เพียงทรัพย์สินของชาติใดชาติหนึ่ง ดังนั้น แม้จะสามารถบูรณะได้ ก็ไม่ใช่เหตุผลที่เพียงพอหรือชอบธรรมที่จะยอมให้เกิดความเสียหายขึ้นตั้งแต่แรก ด้านข่าวปลอมอันดับ 2 เรื่อง “จับสายลับกัมพูชา ลอบเข้าชายทะเลโป่งน้ำร้อน จ.จันทบุรี พร้อมโดรนและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ชี้เป้าโจมตีกองบิน 5” กระทรวงดีอี ได้ประสานงานร่วมกับกองทัพอากาศ กระทรวงกลาโหม ตรวจสอบแล้วพบว่าเป็นข้อมูลเท็จ โดยขอชี้แจงว่าข้อความดังกล่าวที่มีการโพสต์ในสื่อสังคมออนไลน์นั้นเป็นข่าวปลอม อย่างไรก็ตาม ดีอี มีความห่วงใยประชาชน เรื่องความตระหนักรู้เท่าทันข่าวปลอมที่ถูกแพร่กระจายบนสื่อออนไลน์ โซเชียล ซึ่งหากขาดความรู้เท่าทันส่งต่อข้อมูลข่าวปลอม ทำให้เกิดการหลงเชื่อ สร้างความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน เกิดความวิตกกังวล หรืออาจสร้างความเสียหายต่อชีวิต ทรัพย์สิน หรือข้อมูลส่วนบุคคล และอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้าง ดังนั้นจึงควรตรวจสอบข้อเท็จจริงของข่าวหรือลิงก์เว็บไซต์ให้แน่ชัด สามารถแจ้งเบาะแส ข่าวปลอม และอาชญากรรมออนไลน์ทุกรูปแบบ โทรสายด่วน 1111 (24 ชม.) |  Line ID: @antifakenewscenter | เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com--------------------------------------------------------------------------------------

กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ตรวจพบข่าวปลอมรายสัปดาห์ที่เกี่ยวข้องกับอาชญากรรมออนไลน์ ซึ่งประชาชนให้ความสนใจสูงสุดอันดับที่ 1 เรื่อง “กรมบัญชีกลางเปิดเว็บไซต์ใหม่สำหรับใช้ประชาสัมพันธ์” รองลงมาคือเรื่อง “ธนาคารกรุงไทยยืดเวลาลงทะเบียนสินเชื่อ เปิดลงทะเบียนผ่าน TikTok ktb9895” โดยขอให้ประชาชน อย่าหลงเชื่อข่าวปลอม เลือกเชื่อ-แชร์ ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ หวั่นสร้างความเสียหายทั้งข้อมูลส่วนบุคคล ทรัพย์สิน และอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้าง นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ เลขาธิการคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (BDE) ในฐานะโฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) กล่าวถึงผลการมอนิเตอร์และรับแจ้งข่าวปลอมของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ระหว่างวันที่ 1 – 7 สิงหาคม 2568 พบข้อความที่เข้ามาทั้งหมด 1,005,783 ข้อความ โดยมีข้อความที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ (Verify) ทั้งสิ้น 1,232 ข้อความ สำหรับช่องทางที่มีการพบเบาะแสมากที่สุด คือ ข้อความที่มาจาก Social Listening จำนวน 1,187  ข้อความ ตามมาด้วยการแจ้งเบาะแสผ่าน Line Official จำนวน 11 ข้อความ ช่องทาง Facebook จำนวน 33 ข้อความ และช่องทาง Twitter จำนวน 1 ข้อความ รวมเรื่องที่ต้องดำเนินการตรวจสอบทั้งหมด 257 เรื่อง และจากการประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้รับผลการตรวจสอบกลับมาแล้ว 84 เรื่อง โดยในจำนวนนี้เป็นข่าวปลอมเกี่ยวกับอาชญากรรมออนไลน์ที่ได้รับความสนใจจากประชาชนมากที่สุด 10 อันดับ ได้แก่ อันดับที่ 1 : เรื่อง กรมบัญชีกลางเปิดเว็บไซต์ใหม่สำหรับใช้ประชาสัมพันธ์ อันดับที่ 2 : เรื่อง ธนาคารกรุงไทยยืดเวลาลงทะเบียนสินเชื่อ เปิดลงทะเบียนผ่าน TikTok ktb9895 อันดับที่ 3 : เรื่อง ธนาคารกรุงไทยยกเลิกแบล็กลิสต์บูโร ปล่อยยืมสินเชื่อ ผ่านบัญชี TikTok ktb.thailand.onli อันดับที่ 4 : เรื่อง กรมการขนส่งทางบก เปิดรับทำใบขับขี่ออนไลน์ผ่านเพจ พัชรา อันดับที่ 5 : เรื่อง OR เปิดเสนอขายหุ้นสามัญ IPO ผ่านเพจ Amazon Café Certified Premium อันดับที่ 6 : เรื่อง ธนาคารกรุงไทย ปล่อยสินเชื่อ ผ่านบัญชี TikTok mrkkpkwqx3r อันดับที่ 7 : เรื่อง SET เปิดหลักสูตรพื้นฐานการลงทุน เทรดเป็นใน 25 วัน เปิดสอนฟรี ผ่านเพจ Investor academy อันดับที่ 8 : เรื่อง ลงทุนหุ้นออนไลน์ พร้อมผู้เชี่ยวชาญที่ได้รับอนุญาตจาก ก.ล.ต. ให้คำแนะนำ อันดับที่ 9 : เรื่อง ร่วมลงทุนหุ้น OR ผ่านเพจ Amazon Thai Business รับผลตอบแทนเริ่มต้น 298 บาทต่อวัน อันดับที่ 10 : ตลาดหลักทรัพย์ฯ เปิด 8 คลาสเรียนเทรด ฟรี ลงทะเบียนที่เพจ พื้นฐาน แนวความรู้ “เมื่อพิจารณาจากข่าวปลอมที่เกี่ยวข้องกับอาชญากรรมออนไลน์ ซึ่งประชาชนสนใจมากที่สุด จาก 10 อันดับข้างต้น พบว่าเป็นข่าวที่เกี่ยวกับการให้บริการของหน่วยงานรัฐ การให้บริการสินเชื่อของธนาคารรัฐ และการชักชวนให้ลงทุนโดยอ้างชื่อหน่วยงานที่น่าเชื่อถือ ซึ่งมีผลกระทบต่อทั้งตัวบุคคลที่เชื่อและแชร์ข้อมูลส่งต่อกันไปเป็นวงกว้าง ทำให้ประชาชนอาจตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพ สร้างความเสียหายทั้งทรัพย์สินและข้อมูลส่วนบุคคลได้” นายเวทางค์ กล่าว สำหรับอันดับ 1 เรื่อง “กรมบัญชีกลางเปิดเว็บไซต์ใหม่สำหรับใช้ประชาสัมพันธ์” กระทรวงดีอี ได้ประสานงานร่วมกับ กรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลัง ตรวจสอบแล้วพบว่าเป็นข้อมูลเท็จ โดยขอชี้แจง เว็บไซต์ดังกล่าวเป็นเว็บไซต์ปลอมที่มีผู้ไม่หวังดีสร้างขึ้น โดยขณะนี้กรมบัญชีกลางยังไม่มีการเปิดเว็บไซต์ใหม่และไม่มีการให้โหลดติดตั้งแอปพลิเคชันใหม่ใด ๆ ทั้งสิ้น โดยประชาชนสามารถติดตามข้อมูลข่าวสารจากกรมบัญชีกลางได้ทางเว็บไซต์ทางการของกรมบัญชีกลาง คือ www.cgd.go.th เท่านั้น กระทรวงดีอี ขอเตือนประชาชนว่าการให้ข้อมูลหรือติดตั้งแอปพลิเคชันใด ๆ ที่ไม่ได้มาจากช่องทางอย่างเป็นทางการ อาจมีความเสี่ยงต่อการถูกขโมยข้อมูล หรือถูกหลอกให้โอนเงินได้ อย่างไรก็ตาม ดีอี มีความห่วงใยประชาชน เรื่องความตระหนักรู้เท่าทันข่าวปลอมที่ถูกแพร่กระจายบนสื่อออนไลน์ โซเชียล ซึ่งหากขาดความรู้เท่าทัน ส่งต่อข้อมูลข่าวปลอม ทำให้เกิดการหลงเชื่อ สร้างความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน สร้างความเสียหายต่อทรัพย์สิน หรือข้อมูลส่วนบุคคล และอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้าง ดังนั้นจึงควรตรวจสอบข้อเท็จจริงของข่าวหรือลิงก์เว็บไซต์ให้แน่ชัด สามารถแจ้งเบาะแส ข่าวปลอม และอาชญากรรมออนไลน์ทุกรูปแบบ โทรสายด่วน 1111 (24 ชม.) |  Line ID: @antifakenewscenter | เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com --------------------------------------------------------------------------------------

วันที่ 10 สิงหาคม 2568 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมและติดตามการดำเนินงานโครงการส่งเสริมและพัฒนาทักษะความรู้เพื่อขับเคลื่อนและยกระดับกำลังคนดิจิทัลระดับอำเภอ ณ ศูนย์ดิจิทัลชุมชน วิทยาลัยสารพัดช่างสุราษฎร์ธานี โดยมีนายธีรุตม์ ศุภวิบูลย์ผล ผู้ว่าราชการจังหวัดสุราษฎร์ธานี พร้อมด้วยนางสาวพิยะดา สุดกังวาล ที่ปรึกษาด้านการสื่อสาร นายธีรวุฒิ  ธงภักดิ์ รองเลขาธิการคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (BDE) นางสาวพัชราภรณ์ สิริวรเวชยางกูล รองผู้อำนวยการสำนักงานสถิติแห่งชาติ ตลอดจนสถิติจังหวัดสุราษฎร์ธานี และสถิติจังหวัดในพื้นที่ภาคใต้ ผู้อำนวยการวิทยาลัยสารพัดช่างสุราษฎร์ธานี และประชาชนในพื้นที่ให้การต้อนรับ

นางสาววงศ์อะเคื้อ บุญศล โฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ฝ่ายการเมือง เปิดเผยว่า ในช่วงวันที่ 4 – 10 สิงหาคม 2568 ที่ผ่านมา ศูนย์ AOC 1441 (Anti Online Scam Operation Center) ได้มีรายงานเคสตัวอย่างอาชญากรรมออนไลน์ที่ประชาชนได้รับผลกระทบจากการถูกหลอกลวง จำนวน 5 เคส ประกอบด้วย คดีที่ 1 คดีหลอกลวงให้ลงทุนผ่านระบบคอมพิวเตอร์ มูลค่าความเสียหาย 3,314,816 บาท โดยผู้เสียหายได้รับการติดต่อจากมิจฉาชีพผ่านช่องทาง Facebook ชักชวนเทรดหุ้นกับบริษัทหลักทรัพย์ ผู้เสียหายสนใจจึงสอบถามรายละเอียดผ่านทาง Messenger Facebook จากนั้นจึงโอนเงินเพื่อเริ่มเทรดหุ้น ช่วงแรกได้รับเงินจริง จึงโอนเงินไปเทรดหุ้นเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แต่ไม่สามารถถอนเงินได้ มิจฉาชีพอ้างว่าต้องโอนเงินชำระค่าภาษีก่อน แต่เมื่อโอนไปแล้วก็ยังไม่สามารถถอนเงินได้ ผู้เสียหายเชื่อว่าตนถูกมิจฉาชีพหลอก คดีที่ 2 คดีหลอกลวงให้โอนเงินเพื่อรับรางวัล หรือวัตถุประสงค์อื่นๆ มูลค่าความเสียหาย 2,380,485 บาท โดยผู้เสียหายพบโฆษณารับซื้อเสื้อผ้ามือสองผ่านช่องทาง Facebook ผู้เสียหายสนใจจึงเพิ่มเพื่อนทาง Line ที่แสดงหน้าเพจเพื่อสอบถามรายละเอียด จากนั้นได้รับการเชิญเข้ากลุ่ม Openchat และชักชวนให้ร่วมลงทุนเพื่อรับผลตอบแทน ช่วงแรกได้รับเงินจริง ผู้เสียหายหลงเชื่อจึงโอนเงินไปลงทุนเป็นจำนวนมาก แต่ไม่สามารถถอนเงินได้ ผู้เสียหายจึงเชื่อว่าตนเองถูกมิจฉาชีพหลอก คดีที่ 3 คดีข่มขู่ทางโทรศัพท์ให้เกิดความกลัวแล้วหลอกให้โอนเงิน (Call Center) มูลค่าความเสียหาย 3,513,706 บาท โดยผู้เสียหายได้รับการติดต่อจากมิจฉาชีพผ่านทางโทรศัพท์ อ้างตนเป็นเจ้าหน้าที่จากบริษัท AIS แจ้งว่ามีบุคคลนำบัตรประชาชนของผู้เสียหายไปเปิดหมายเลขโทรศัพท์เพื่อใช้ในทางผิดกฎหมาย และให้เพิ่มเพื่อนทาง Line เพื่อวีดีโอคอลกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ หากไม่ทำตามจะมีความผิดขั้นร้ายแรง มิจฉาชีพแจ้งว่าผู้เสียหายมีส่วนเกี่ยวข้องกับกระบวนการมิจฉาชีพ และคดีฟอกเงิน จะต้องโอนเงินไปตรวจสอบ หากพบว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องจะโอนเงินคืนให้ ผู้เสียหายหลงเชื่อจึงโอนเงินไปจนหมด จากนั้นไม่สามารถติดต่อได้ ผู้เสียหายเชื่อว่าตนเองถูกมิจฉาชีพหลอก คดีที่ 4 คดีหลอกลวงซื้อขายสินค้าหรือบริการ ที่ไม่มีลักษณะเป็นขบวนการ มูลค่าความเสียหาย 1,349,383 บาท ทั้งนี้ผู้เสียหายพบโฆษณาบริษัทรับจัดหาที่พักในต่างประเทศผ่านช่องทาง Facebook ผู้เสียหายสนใจจึงติดต่อไปสอบถามรายละเอียดผ่านทาง Messenger Facebook และได้รับแจ้งว่าในการทำสัญญาจะต้องชำระค่ามัดจำพร้อมค่าเช่าล่วงหน้า 6 เดือน ผู้เสียหายหลงเชื่อโอนเงินไป หลังจากนั้นไม่สามารถติดต่อได้อีก จึงโทรศัพท์หาเจ้าของบ้านทราบว่าไม่เคยได้รับการติดต่อจากบริษัทดังกล่าว ผู้เสียหายเชื่อว่าตนถูกมิจฉาชีพหลอก และคดีที่ 5 คดีข่มขู่ทางโทรศัพท์ให้เกิดความกลัวแล้วหลอกให้โอนเงิน (Call Center) มูลค่าความเสียหาย 2,021,973 บาท โดยผู้เสียหายได้รับการติดต่อจากมิจฉาชีพผ่านทางโทรศัพท์ อ้างตนเป็นเจ้าหน้าที่จากการสื่อสารแห่งประเทศไทย แจ้งว่ามีบุคคลนำบัตรประชาชนของผู้เสียหายไปเปิดหมายเลขโทรศัพท์เพื่อใช้ในทางผิดกฎหมาย และโอนสายไปยังผู้ที่อ้างตนเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ แจ้งว่าจะต้องโอนเงินไปตรวจสอบเส้นทางการเงินเพื่อประเมินทรัพย์สิน หากพบว่าไม่มีความผิดจะดำเนินการโอนเงินคืนให้ทั้งหมด ผู้เสียหายหลงเชื่อโอนเงินไปจนหมดบัญชี จากนั้นไม่สามารถติดต่อได้อีก ผู้เสียหายเชื่อว่าตนเองถูกมิจฉาชีพหลอก สำหรับมูลค่าความเสียหายที่เกิดขึ้นทั้ง 5 คดี รวม 12,580,363 บาท ทั้งนี้ ผลการดำเนินงานของ ศูนย์ AOC 1441 ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2566 ถึง วันที่ 1 สิงหาคม 2568 มีตัวเลขสถิติผลการดำเนินงาน ดังนี้ 1. สายโทรเข้า 1441 จำนวน 2,002,778 สาย / เฉลี่ยต่อวัน 3,095 สาย 2. ระงับบัญชีธนาคาร จำนวน 821,090 บัญชี / เฉลี่ยต่อวัน 1,269 บัญชี 3. ระงับบัญชีตามประเภทคดีสูงสุด 5 ประเภท ได้แก่ (1) หลอกลวงซื้อขายสินค้าหรือบริการ 261,287 บัญชี คิด เป็นร้อยละ 31.82 (2) หลอกลวงหารายได้พิเศษ 184,336 บัญชี คิดเป็นร้อยละ 22.45 (3) หลอกลวงให้โอนเงินเพื่อรับรางวัล 126,629 บัญชี คิดเป็นร้อยละ 15.42 (4) หลอกลวงลงทุน 111,019 บัญชี คิดเป็นร้อยละ 13.52 (5) หลอกลวงให้กู้เงิน 58,314 บัญชี คิดเป็นร้อยละ 7.11 (และคดีอื่นๆ 79,505 บัญชี คิดเป็นร้อยละ 9.68) “จากเคสตัวอย่างมิจฉาชีพได้หลอกลวงผู้เสียหาย โดยมีทั้งการอ้างเป็น เจ้าหน้าที่ค่ายมือถือ และการสื่อสารแห่งประเทศไทย แจ้งมีบุคคลนำบัตรประชาชนของผู้เสียหายไปเปิดหมายเลขโทรศัพท์เพื่อใช้ในทางผิดกฎหมาย และโอนสายไปยังผู้ที่อ้างตนเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ อ้างว่าเกี่ยวข้องกับคดีฟอกเงิน ต้องโอนเงินตรวจสอบบัญชี ซึ่งผู้เสียหายได้โอนเงินไปจนหมดบัญชี พบเสียหายกว่า 5.5 ล้านบาท นอกจากนี้ยังมีเคสหลอกให้ลงทุนเทรดหุ้น พบความเสียหายกว่า 3.3 ล้านบาท เคสหลอกลวงหารายได้พิเศษ และเคสหลอกลวงซื้อขายสินค้า โดยรวมแล้วมีมูลค่าความเสียหายรวมกว่า 12 ล้านบาท”  นางสาววงศ์อะเคื้อ กล่าว ทั้งนี้ขอย้ำว่า การแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่องค์กรต่างๆ หรือเจ้าหน้าที่หน่วยงานราชการ ควรตรวจสอบให้แน่ชัด โดยเจ้าหน้าที่หน่วยงานรัฐ จะไม่มีการติดต่อกับประชาชนโดยตรง หรือติดต่อผ่านทางโซเชียลมีเดีย และการลงทุนในธุรกิจที่ไม่มีการรับรองโดยหน่วยงานน่าเชื่อถือ เป็นการเสี่ยงต่อการถูกหลอกลวง ขณะเดียวกันไม่ควรสแกน QR Code หรือดาวน์โหลดลิงก์ต่างๆ ที่ยังไม่มีการตรวจสอบ เพราะอาจเป็นการติดตั้งแอปฯดูดเงิน และข้อมูลส่วนตัวโดยไม่ตั้งใจ อย่างไรก็ตาม ขอให้ประชาชนยึดหลัก 4 ไม่ คือ 1. ไม่กดลิงก์ 2.ไม่เชื่อ 3.ไม่รีบ และ 4.ไม่โอน ก่อนที่จะทำธุรกรรมใดๆ อย่ากดเข้าลิงก์เว็บไซต์ หรือดาวน์โหลด และอัปโหลดแพลตฟอร์ม ที่มีการส่งต่อจากช่องทางที่ไม่แน่ใจ โดยกระทรวงดีอี ได้เร่งดำเนินการปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ทุกรูปแบบร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการเผยแพร่ให้ความรู้เกี่ยวกับการป้องกันภัยอาชญากรรมออนไลน์ ผ่านศูนย์ AOC 1441 เพื่อแก้ไขปัญหาที่ส่งผลกับประชาชนอย่างต่อเนื่อง หากประชาชนโดนหลอกออนไลน์ โทรแจ้งดำเนินการ ระงับ อายัดบัญชี AOC 1441 แจ้งเบาะแส ข่าวปลอม และอาชญากรรมออนไลน์ทุกรูปแบบ โทรสายด่วน 1111 (24 ชม.) | Line ID: @antifakenewscenter | เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com ----------------------------------------------------

วันที่ 12 สิงหาคม 2568 ดร.ปิยนุช วุฒิสอน รองปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร หัวหน้าหน่วยงานในสังกัดกระทรวงดีอี และเจ้าหน้าที่ เข้าร่วมพิธีทำบุญตักบาตรถวายพระราชกุศล และร่วมลงนามถวายพระพร เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง 12 สิงหาคม 2568 ณ บริเวณท้องสนามหลวง และศาลาสหทัยสมาคม ในพระบรมหาราชวัง

วันที่ 12 สิงหาคม 2568 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) พร้อมด้วย คณะผู้บริหารกระทรวงดีอี ร่วมพิธีทำบุญตักบาตรถวายพระราชกุศล และร่วมลงนามถวายพระพร สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 12 สิงหาคม 2568 ณ ท้องสนามหลวง และศาลาสหทัยสมาคม ในพระบรมหาราชวัง

ศาสตราจารย์พิเศษวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ได้รับมอบหมายจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงฯ ให้เข้าร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียนด้านปัญญาประดิษฐ์ของมาเลเซีย ประจำปี ค.ศ. 2025 (ASEAN AI Malaysia Summit 2025) ระหว่างวันที่ 11 – 13 สิงหาคม 2568 ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย ซึ่งจัดโดยกระทรวงดิจิทัลแห่งประเทศมาเลเซีย เพื่อหารือและแลกเปลี่ยนความก้าวหน้าด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในการสนับสนุนการดำเนินการด้าน AI ของอาเซียน และส่งเสริม การขับเคลื่อนการใช้งาน AI อย่างมีจริยธรรมและมีความรับผิดชอบ โดยที่ประชุมฯ ได้มีการเสวนา การอภิปรายร่วมกัน รวมถึงการประชุมโต๊ะกลม ซึ่งมุ่งเน้นเกี่ยวกับนวัตกรรม การแลกเปลี่ยนความรู้ และการประยุกต์ใช้ AI เพื่อแก้ไขปัญหาทั้งในระดับประเทศและระดับโลก โดยผู้เข้าร่วมการประชุมฯ ประกอบด้วย ผู้แทนระดับรัฐมนตรีและผู้บริหารระดับสูงจากภูมิภาคอาเซียน เลขาธิการอาเซียน คู่เจรจาและหุ้นส่วนเพื่อการพัฒนาของอาเซียน รวมถึงผู้แทนจากภาครัฐ ภาคเอกชน และภาควิชาการ ที่เกี่ยวข้อง   โอกาสนี้ ปลัดกระทรวงฯ ได้ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองนโยบายด้าน AI ของประเทศไทย ในการประชุมโต๊ะกลมรัฐมนตรีอาเซียนด้านปัญญาประดิษฐ์ โดยไทยได้เร่งขับเคลื่อน AI ตามแนวทางกรอบการพัฒนาปัญญาประดิษฐ์แห่งชาติ (National AI Program) ซึ่งจะยกระดับศักยภาพกำลังคนในทุกระดับ เพื่อรองรับการประยุกต์ใช้และการพัฒนาเทคโนโลยี AI ในภาคเศรษฐกิจและสังคมอย่างเป็นระบบ โดยเน้นย้ำการสร้างความพร้อมด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI Readiness) การนำปัญญาประดิษฐ์ไปใช้ (AI Adoption) โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การส่งเสริมการประสานความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคการศึกษา และภาคประชาสังคม อาทิ การจัดตั้งเครือข่ายในรูปแบบภาคีเครือข่าย (Consortium) และการพัฒนา AI Center of Excellence นอกจากนี้ ไทยในฐานะประธานรัฐมนตรีอาเซียนด้านดิจิทัล (ADGMIN) มีความมุ่งมั่นในการทำงานร่วมกับประเทศสมาชิกอาเซียน เพื่อขับเคลื่อนกลยุทธ์ระดับภูมิภาคด้าน AI อย่างมีความรับผิดชอบ สร้างความเชื่อมั่นทางดิจิทัล และรักษาอธิปไตยทาง AI ของภูมิภาค อีกทั้งยังเน้นย้ำถึงการเสริมสร้างความร่วมมือด้านจริยธรรมและนโยบายปัญญาประดิษฐ์ ร่วมกับองค์การระหว่างประเทศ อาทิ องค์กรยูเนสโก ผ่านข้อริเริ่มของไทยในการจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการด้านธรรมาภิบาลปัญญาประดิษฐ์ของภูมิภาค หรือ AI Governance Practice Center (AIGPC) ในประเทศไทย ซึ่งเป็นศูนย์ด้านธรรมาภิบาลปัญญาประดิษฐ์แห่งแรกในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก และสามารถส่งเสริมความร่วมมือในภูมิภาคอาเซียน    -----------------------------------------------------------  

icon-sitemap    std-w1    std-w2    WCAG 2.0 (Level AA)
จำนวนผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์ Loading...


กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

เลขที่ 120 หมู่ 3 ชั้น 8-11 ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 (อาคาร ซี) ซอยแจ้งวัฒนะ 7 ถนนแจ้งวัฒนะ แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ 10210

facebook
instagram
twitter
youtube
rss
tiktok
threads
Icon Q&A
black ribbon.