Logo DE Ministry.
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
Ministry of Digital Economy and Society
Logo DE Ministry.
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
Ministry of Digital Economy and Society
ตัวช่วยเหลือในการเข้าถึงเว็บไซต์
ค้นหา


วันที่ 9 กันยายน 2568 นางสาวพิยะดา สุดกังวาล ที่ปรึกษาด้านการสื่อสาร กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) พร้อมด้วย ผู้ช่วยศาสตราจารย์วุฒิศักดิ์ ลาภเจริญทรัพย์ ประธานกรรมการส่งเสริมกิจการ มหาวิทยาลัย กรรมการสภามหาวิทยาลัยรามคำแหง รักษาราชการแทนอธิการบดีมหาวิทยาลัยรามคำแหง ร่วมลงนามบันทึกความเข้าใจระหว่าง กระทรวงดีอี และ มหาวิทยาลัยรามคำแหง เรื่อง ความร่วมมือในการใช้งานระบบ e-Office ภายใต้งานบริการคลาวด์กลางภาครัฐ (GDCC) เพื่อขับเคลื่อนนโยบายรัฐบาลดิจิทัล โดยมีนายบุญฤทธิ์ อดิพัฒน์ สถิติจังหวัดปทุมธานี ปฏิบัติหน้าที่ผู้อำนวยการกองงานดิจิทัลจังหวัด นางปิติหทัย คุปตวินทุ ผู้อำนวยการกลุ่มพัฒนาระบบบริหาร และผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมพิธี ณ ห้องประมวล กุลมาตย์ และห้องประภาศน์ อวยชัย ชั้น 2 อาคารหอประชุมพ่อขุนรามคำแหงมหาราช   สำหรับบันทึกความเข้าใจฉบับนี้ มีวัตถุประสงค์จัดทำขึ้นเพื่อบูรณาการและเชื่อมโยงกระบวนการทำงานภายในของหน่วยงานต่าง ๆ ภายใต้มหาวิทยาลัยรามคำแหง บนแพลตฟอร์ม e-Office ของ GDCC เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานและการบริหารจัดการข้อมูลให้เป็นไปอย่างโปร่งใส รวดเร็ว สะดวก และแม่นยำยิ่งขึ้นด้วยระบบดิจิทัล

ประกาศการขึ้นบัญชีและการยกเลิกบัญชีผู้ผ่านการเลือกสรรเพื่อจัดจ้างเป็นพนักงานราชการทั่วไป ตำแหน่งนักวิชาการพัสดุ ของสำนักงานปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

วันที่ 9 กันยายน 2568 นางสาวยุพาภรณ์ ศิริกิจพาณิชย์กูล ผู้ช่วยปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ร่วมเป็นวิทยากรการสัมมนา ในหัวข้อ “ศาลและรัฐบาลดิจิทัลแห่งการเชื่อมโยงและเปิดเผยข้อมูล อย่างมีมาตรฐานสากล” โครงการสัปดาห์วิชาการศาลปกครอง : กิจกรรมการสัมมนาทางวิชาการประจำปี ระหว่างสำนักงานศาลปกครองกับหน่วยงานความร่วมมือภายในประเทศ “Data-driven Justice: ศาลกับการเชื่อมโยงข้อมูล เพื่อความเป็นธรรม รวดเร็ว และทันสมัย” ณ ห้องสัมมนา ชั้น 11 อาคารศาลปกครอง



เมื่อวันที่ 9 กันยายน 2568 ศาสตราจารย์พิเศษวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เข้าร่วมการประชุมใหญ่สหภาพสากลไปรษณีย์ สมัยที่ 28 ในฐานะหัวหน้าคณะผู้แทนไทย ระหว่างวันที่ 8 - 9 กันยายน 2568 ณ นครดูไบ สาธารณรัฐอาหรับเอมิเรตส์    ในโอกาสนี้ปลัดดีอีได้กล่าวปาฐกถาพิเศษในระหว่างการประชุม มีประเด็นที่สำคัญ ได้แก่ การปรับตัวของผู้ให้บริการไปรษณีย์ต่อการเพิ่มขึ้นของปริมาณความต้องการการขนส่งพัสดุภัณฑ์ที่มีผลจากการขยายตัวของธุรกิจ e-commerce การใช้เครื่องมือทางด้านดิจิทัลเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุน และการมุ่งหน้าสู่การเป็นธุรกิจสีเขียวของบริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด เช่น การนำยานยนต์ไฟฟ้ามาใช้ในการขนส่งขั้นสุดท้าย (Last Mile Delivery)   นอกจากนี้ ยังได้เข้าพบหารือกับ H.E. Dr. Rumaih AL-Rumaih รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการบริการโลจิสติกส์และการขนส่ง (Vice Minister of Transport & Logistic Services) แห่งราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบีย และหารือในประเด็นที่สำคัญทางด้านการให้บริการไปรษณีย์ เช่น แนวทางการให้บริการด้านไปรษณีย์ การปรับตัวและโอกาสในความร่วมมือระหว่างกันทางด้านไปรษณีย์ โดยมีนางสาวฐะปะนีย์ อัมรินทร์รัตน์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด เป็นผู้แทนเข้าร่วมการประชุมและการหารือดังกล่าวด้วย


วันที่ 11 กันยายน 2568 ศาสตราจารย์พิเศษวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ปาฐกถาพิเศษ หัวข้อ "นโยบายการใช้เทคโนโลยีข้อมูลและปัญญาประดิษฐ์อย่างสร้างสรรค์และปลอดภัย" ในงาน BDI Seminar 2025 : BIG DATA & AI MOVEMENT IN THAILAND เดินหน้าประเทศไทย ด้วย Big Data และ AI อย่างเท่าทัน ณ ห้องพญาไท แกรนด์ บอลรูม 4 ชั้น 6 โรงแรมอีสติน แกรนด์ พญาไท กรุงเทพฯ

วันที่ 11 กันยายน 2568 ศาสตราจารย์พิเศษวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ร่วมเป็นวิทยากรบรรยายในงานเสวนาวิชาการ เรื่อง "หลักนิติธรรมกับกระบวนการยุติธรรมทางอาญาไทย" (ครั้งที่ 3) ซึ่งจัดขึ้นเพื่อแลกเปลี่ยนมุมมอง ความรู้ และประสบการณ์เกี่ยวกับการนำหลักนิติธรรมมาใช้ในกระบวนการยุติธรรมทางอาญา อันจะนำไปสู่การสร้างความยุติธรรมที่มีประสิทธิภาพ โปร่งใส และเป็นธรรมต่อสังคม โดยมี นักวิชาการ นิติกร นักกฎหมาย ตลอดจนผู้ที่สนใจทั่วไป เข้าร่วมงาน จัดโดย คณะนิติศาสตร์ปรีดี พนมยงค์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ร่วมกับ สถาบันนิติวิช์ ณ คณะนิติศาสตร์ปรีดี พนมยงค์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์

วันที่ 11 กันยายน 2568 นางสาวพิยะดา สุดกังวาล ที่ปรึกษาด้านการสื่อสาร กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานการประชุมหารือการขับเคลื่อนการบรรลุเป้าหมายตามแผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ ประเด็นที่ 20 การบริการประชาชนและประสิทธิภาพภาครัฐ ณ ห้องประชุม 203 ชั้น 2 กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

วันที่ 12 กันยายน 2568 ศาสตราจารย์พิเศษวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานกล่าวเปิดโครงการสัมมนาเชิงปฏิบัติการเพื่อทบทวนการขับเคลื่อนงานด้านดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (MDES Town Hall Meeting 2025) ครั้งที่ 2 ของสำนักงานปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม “Grow Strong Together: กายแข็งแรง ใจเข้มแข็ง การเงินแกร่ง นำองค์กรยั่งยืน” โดยมี คณะผู้บริหาร เจ้าหน้าที่กระทรวงดีอี และผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมเป็นจำนวนมาก ณ โรงแรม ฎ-ชฎา รีสอร์ต บาย เดอะ ซี ต.นาจอมเทียน อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี

กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ตรวจพบข่าวปลอมรายสัปดาห์ ที่ประชาชนให้ความสนใจสูงสุดอันดับที่ 1 เรื่อง “ปรับสิทธิค่ายาข้าราชการ ปี 69 เบิกได้เฉพาะยาสามัญ” รองลงมาคือเรื่อง “ไทยยิงปราสาทพระวิหารเสียหาย” โดยขอให้ประชาชน อย่าหลงเชื่อข่าวปลอม อาจทำให้เกิดความเข้าใจผิด สับสน ตื่นตระหนก และวิตกกังวลในสังคม รวมทั้งอาจทำให้สูญเสียทรัพย์สิน และข้อมูลส่วนบุคคล โดยขอให้เลือกเชื่อ เลือกแชร์ ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ เลขาธิการคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (BDE) ในฐานะโฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) กล่าวถึงผลการมอนิเตอร์และรับแจ้งข่าวปลอมของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ระหว่างวันที่ 5 – 11 กันยายน 2568 พบข้อความที่เข้ามาทั้งหมด 998,983 ข้อความ โดยมีข้อความที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ (Verify) ทั้งสิ้น 807 ข้อความ สำหรับช่องทางที่มีการพบเบาะแสมากที่สุด คือ ข้อความที่มาจาก Social Listening จำนวน 785 ข้อความ ตามมาด้วยการแจ้งเบาะแสผ่าน Line Official จำนวน 21 ข้อความ ช่องทาง Facebook จำนวน 1 ข้อความ รวมเรื่องที่ต้องดำเนินการตรวจสอบทั้งหมด 216 เรื่อง และจากการประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้รับผลการตรวจสอบกลับมาแล้ว 89 เรื่อง ทั้งนี้ กระทรวงดีอี ได้แบ่งข่าวปลอมที่ได้รับความสนใจเป็น 5 กลุ่ม ประกอบด้วย กลุ่มที่ 1 : นโยบายรัฐบาล ข่าวสารทางราชการ ความสงบเรียบร้อยของสังคม ขัดศีลธรรมอันดี และความมั่นคงภายในประเทศ จำนวน 121 เรื่อง กลุ่มที่ 2 : ผลิตภัณฑ์สุขภาพ วัตถุอันตราย เครื่องสำอาง รวมถึงสินค้าและบริการที่ผิดกฎหมายจำนวน 25 เรื่อง กลุ่มที่ 3 : ภัยพิบัติ จำนวน 14 เรื่อง กลุ่มที่ 4 : เศรษฐกิจ จำนวน 4 เรื่อง กลุ่มที่ 5 : กลุ่มอาชญากรรมออนไลน์ จำนวน 52 เรื่อง นายเวทางค์ กล่าวต่อว่า เมื่อพิจารณาจากข่าวปลอมที่ได้รับความสนใจในลำดับต้นๆ ในสัปดาห์นี้ส่วนใหญ่เป็นข่าวเกี่ยวกับความมั่นคงระหว่างประเทศไทย และกัมพูชา การให้บริการของหน่วยงานรัฐ นอกจากนี้ยังพบข่าวที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์สุขภาพ และข่าวภัยพิบัติรวมอยู่ด้วย ซึ่งทั้งหมดมีผลกระทบต่อสังคมส่วนใหญ่ อาจทำให้เกิดความเข้าใจผิด สับสน ตื่นตระหนก และวิตกกังวลได้ รวมทั้งอาจทำให้สูญเสียทรัพย์สิน หรือ ข้อมูลส่วนบุคคล โดยข่าวที่ได้รับความสนใจจากประชาชนมากที่สุด 10 อันดับ ได้แก่ อันดับที่ 1 : เรื่อง ปรับสิทธิค่ายาข้าราชการ ปี 69 เบิกได้เฉพาะยาสามัญ อันดับที่ 2 : เรื่อง ไทยยิงปราสาทพระวิหารเสียหาย อันดับที่ 3 : เรื่อง ศบ.ทก. อนุมัติ แผนสร้างรั้ว 16 กิโลเมตร หลักเขตแดนที่ 50 ถึง 51 อันดับที่ 4 : เรื่อง ผลิตภัณฑ์ BLACK RHINO ช่วยเพิ่มขนาดน้องชาย อันดับที่ 5 : เรื่อง แจ้งเตือนให้พลเรือน จ.สระแก้ว ออกจากพื้นที่ชายแดน อันดับที่ 6 : เรื่อง กทม. จัดซื้อสายสูบน้ำดับเพลิง ท่อดูด เส้นละ 42,900 บาท อันดับที่ 7 : เรื่อง กระทรวงวัฒนธรรม ยอมรับ รามเกียรติ์เป็นของกัมพูชา อันดับที่ 8 : เรื่อง กระทรวงวัฒนธรรม พร้อมยกชุดไทยให้กัมพูชา อันดับที่ 9 : เรื่อง ประกาศวันหยุดราชการพิเศษ วันที่ 12 กันยายน 2568 อันดับที่ 10 : เรื่อง เลขาฯ ป.ป.ส. เตรียมยื่นใบลาออกหลังมีการประกาศนายกคนที่ 32 ของไทย สำหรับอันดับ 1 เรื่อง “ปรับสิทธิค่ายาข้าราชการ ปี 69 เบิกได้เฉพาะยาสามัญ” กระทรวงดีอี ได้ประสานงานร่วมกับ กรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลัง ตรวจสอบข่าวเรื่อง รัฐปรับสิทธิค่ายาข้าราชการ ปี 69 เบิกได้เฉพาะยาสามัญ หากเลือกยาต้นแบบต้องร่วมจ่ายเอง พบว่าเป็นข้อมูลเท็จ โดยขอชี้แจงว่า ในขณะนี้อยู่ในระหว่างการพิจารณายังไม่มีข้อสรุปที่แน่ชัด ขอให้ประชาชนติดตามข่าวความคืบหน้าการดำเนินงาน ผ่านทาง www.cgd.go.th หรือ Facebook กรมบัญชีกลางที่มีเครื่องหมาย verify เท่านั้น เพื่อให้ได้รับข้อมูลที่ถูกต้อง ด้านข่าวปลอมอันดับ 2 เรื่อง “ไทยยิงปราสาทพระวิหารเสียหาย” กระทรวงดีอี ประสานงานร่วมกับ กองทัพบก กระทรวงกลาโหม ตรวจสอบพบว่าเป็นข้อมูลเท็จ โดยขอชี้แจงว่า กรณีที่ฝ่ายกัมพูชาได้กล่าวอ้างผ่านสื่อต่างประเทศ ว่าฝ่ายไทยใช้อาวุธยิงสนับสนุนในการปฏิบัติการทางทหาร จนส่งผลให้ปราสาทพระวิหารได้รับความเสียหายในช่วงการสู้รบที่ผ่านมานั้น ไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด การปฏิบัติของกำลังทหารไทยมีเป้าหมายอย่างชัดเจนในการตอบโต้เฉพาะต่อกำลังทหารฝ่ายกัมพูชา มิได้มุ่งเป้าไปยังพื้นที่พลเรือน หรือสถานที่ใด ๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติการทางทหาร ซึ่งพื้นที่บริเวณปราสาทพระวิหารไม่ได้อยู่ในแนวทิศทางการใช้อาวุธของฝ่ายไทย อย่างไรก็ตาม ดีอี มีความห่วงใยประชาชน เรื่องความตระหนักรู้เท่าทันข่าวปลอมที่ถูกแพร่กระจายบนสื่อออนไลน์ โซเชียล ซึ่งหากขาดความรู้เท่าทันส่งต่อข้อมูลข่าวปลอม ทำให้เกิดการหลงเชื่อ สร้างความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน เกิดความวิตกกังวล หรืออาจสร้างความเสียหายต่อชีวิต ทรัพย์สิน หรือข้อมูลส่วนบุคคล และอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้าง ดังนั้นจึงควรตรวจสอบข้อเท็จจริงของข่าวหรือลิงก์เว็บไซต์ให้แน่ชัด หากประชาชน พบข่าวน่าสงสัย ข้อมูลบิดเบือน สามารถแจ้งเบาะแส และตรวจสอบข่าวปลอมได้ที่ โทรสายด่วน 1111 ต่อ 87 (24 ชม.) หรือที่| เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com| Line ID: @antifakenewscenter| Facebook : Anti-Fake News Center Thailand| X : @AFNCThailand| TikTok : @antifakenewscenter| IG : afnc_thailand/ -----------------------------------------------------

กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ตรวจพบข่าวปลอมรายสัปดาห์ที่เกี่ยวข้องกับอาชญากรรมออนไลน์ ซึ่งประชาชนให้ความสนใจสูงสุดอันดับที่ 1 เรื่อง “กรมการขนส่ง เปิดรับทำใบขับขี่ ต่อใบขับขี่ออนไลน์ผ่านเพจ มนฤดี” รองลงมาคือเรื่อง “OR เปิดขายหุ้นสามัญ ผ่านเพจ โออาร์ คาเฟ่ อาเมซอน ธุรกิจพันล้าน” โดยขอให้ประชาชน อย่าหลงเชื่อข่าวปลอม หวั่นสร้างความเสียหายทั้งข้อมูลส่วนบุคคล ทรัพย์สิน และอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้าง ขอให้เลือกเชื่อ - แชร์ ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ เลขาธิการคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (BDE) ในฐานะโฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) กล่าวถึงผลการมอนิเตอร์และรับแจ้งข่าวปลอมของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ระหว่างวันที่ 5 – 11 กันยายน 2568 พบข้อความที่เข้ามาทั้งหมด 998,983 ข้อความ โดยมีข้อความที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ (Verify) ทั้งสิ้น 807 ข้อความ สำหรับช่องทางที่มีการพบเบาะแสมากที่สุด คือ ข้อความที่มาจาก Social Listening จำนวน 785 ข้อความ ตามมาด้วยการแจ้งเบาะแสผ่าน Line Official จำนวน 21 ข้อความ ช่องทาง Facebook จำนวน 1 ข้อความ รวมเรื่องที่ต้องดำเนินการตรวจสอบทั้งหมด 216 เรื่อง และจากการประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้รับผลการตรวจสอบกลับมาแล้ว 89 เรื่อง โดยในจำนวนนี้เป็นข่าวปลอมเกี่ยวกับอาชญากรรมออนไลน์ที่ได้รับความสนใจจากประชาชนมากที่สุด 10 อันดับ ได้แก่ อันดับที่ 1 : เรื่อง กรมการขนส่ง เปิดรับทำใบขับขี่ ต่อใบขับขี่ออนไลน์ผ่านเพจ มนฤดี อันดับที่ 2 : เรื่อง OR เปิดขายหุ้นสามัญ ผ่านเพจ โออาร์ คาเฟ่ อาเมซอน ธุรกิจพันล้าน อันดับที่ 3 : เรื่อง OKJ เปิดโอกาสให้ลงทุนหุ้น เปิดให้ซื้อขายผ่าน SET อันดับที่ 4 : เรื่อง ธนาคารกรุงไทย ปล่อยสินเชื่อผ่านบัญชี TikTok ชื่อ opopookzr44 อันดับที่ 5 : เรื่อง กฟภ. เปิดให้บริการผ่านไลน์ PEA E-Servies อันดับที่ 6 : เรื่อง ธ.ออมสิน เปิดให้บริการสินเชื่อ ผ่านเพจ Lease it Thailand 99 อันดับที่ 7 : เรื่อง ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเพจเฟซบุ๊ก SET online อันดับที่ 8 : เรื่อง กฟภ. เปิดบัญชีไลน์ใหม่ชื่อ PEN Connect อันดับที่ 9 : เรื่อง ธนาคารกรุงไทย เปิดให้บริการผ่านบัญชีไลน์ ฝ่ายบริการออนไลน์KTB อันดับที่ 10 : เรื่อง กฟภ. เปิดบัญชีไลน์ PEA Smart Plus ให้บริการประชาชน “เมื่อพิจารณาจากข่าวปลอมที่เกี่ยวข้องกับอาชญากรรมออนไลน์ ซึ่งประชาชนสนใจมากที่สุด จาก 10 อันดับข้างต้น พบว่าเป็นข่าวที่เกี่ยวกับการให้บริการของหน่วยงานรัฐ และโครงการสินเชื่อของธนาคารรัฐ รวมทั้งการชักชวนลงทุนหุ้นในหน่วยงานและองค์กรที่น่าเชื่อถือ ซึ่งมีผลกระทบต่อทั้งตัวบุคคลที่เชื่อและแชร์ข้อมูลส่งต่อกันไปเป็นวงกว้าง ทำให้ประชาชนอาจตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพ สร้างความเสียหายทั้งทรัพย์สินและข้อมูลส่วนบุคคลได้” นายเวทางค์ กล่าว สำหรับอันดับ 1 เรื่อง “กรมการขนส่ง เปิดรับทำใบขับขี่ ต่อใบขับขี่ออนไลน์ผ่านเพจ มนฤดี” กระทรวงดีอี ประสานงานร่วมกับ กรมการขนส่งทางบก กระทรวงคมนาคม ตรวจสอบพบว่าเป็นข้อมูล โดยขอยืนยันว่า กรมการขนส่งฯ ไม่มีบริการรับทำใบขับขี่ผ่านช่องทางออนไลน์หรือสื่อโซเชียลใด ๆ ทั้งสิ้น ซึ่ง เพจ มนฤดี, เอกนุช, วรัสยา, มาราตรี เป็นการแอบอ้างสร้างเพจปลอมของมิจฉาชีพ เพื่อมาหลอกลวงประชาชน จึงขอประชาชนอย่าให้ข้อมูลหรือโอนเงินไป หากต้องการทำใบขับขี่หรือต่ออายุใบขับขี่ต้องมาดำเนินการที่กรมการขนส่งฯ เท่านั้น และหากประชาชนพบเห็นโพสต์ลักษณะนี้สามารถแจ้งเบาะแสผู้กระทำผิดมายังกรมการขนส่งทางบกได้โดยตรง หรือโทรสายด่วน 1584 ตลอด 24 ชั่วโมง นอกจากนี้กระทรวงดีอี ขอเตือนประชาชนว่าการให้ข้อมูลหรือติดตั้งแอปพลิเคชันใดๆ ที่ไม่ได้มาจากช่องทางอย่างเป็นทางการ อาจมีความเสี่ยงต่อการถูกขโมยข้อมูล หรือเงินในบัญชีธนาคารได้ อย่างไรก็ตาม ดีอี มีความห่วงใยประชาชน เรื่องความตระหนักรู้เท่าทันข่าวปลอมที่ถูกแพร่กระจายบนสื่อออนไลน์ โซเชียล ซึ่งหากขาดความรู้เท่าทัน ส่งต่อข้อมูลข่าวปลอม ทำให้เกิดการหลงเชื่อ สร้างความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน สร้างความเสียหายต่อทรัพย์สิน หรือข้อมูลส่วนบุคคล และอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้าง ดังนั้นจึงควรตรวจสอบข้อเท็จจริงของข่าวหรือลิงก์เว็บไซต์ให้แน่ชัดหากประชาชน พบข่าวน่าสงสัย ข้อมูลบิดเบือน สามารถแจ้งเบาะแส และตรวจสอบข่าวปลอมได้ที่ โทรสายด่วน 1111 ต่อ 87 (24 ชม.) หรือที่| เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com| Line ID: @antifakenewscenter| Facebook : Anti-Fake News Center Thailand| X : @AFNCThailand| TikTok : @antifakenewscenter| IG : afnc_thailand/ ------------------------------------------------

วันที่ 14 กันยายน 2568 ศาสตราจารย์พิเศษวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี)เป็นประธานการประชุมการดำเนินมาตรการเพิกถอนการระงับบัญชีธนาคารชั่วคราวในบัญชีที่อาจมีความเกี่ยวข้องกับบัญชีม้าของมิจฉาชีพ ซึ่งเป็นผลมาจากการบังคับใช้พระราชกำหนด (พ.ร.ก.) มาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2568 ร่วมกับ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สมาคมธนาคารไทย สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.) ศาสตราจารย์พิเศษวิศิษฏ์ เปิดเผยว่า ตามที่มีกรณีประชาชนได้รับผลกระทบจากการระงับบัญชีธนาคารชั่วคราว ซึ่งเป็นมาตรการในการตรวจสอบและปิดกั้นบัญชีม้าของมิจฉาชีพ เพื่อติดตามเส้นทางการเงิน และนำเงินจากการก่ออาชญากรรมออนไลน์ของมิจฉาชีพกลับคืนมาให้กับผู้เสียหาย เป็นกลไกตาม พ.ร.ก.มาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2568 ตามมาตรา 6 และมาตรา 7 ซึ่งธนาคารมีหน้าที่ในการระงับการทำธุรกรรมทางการเงินเป็นการชั่วคราว โดยจะมีการระงับจำนวนเงินเฉพาะที่โอนออกไปจากบัญชีต้องสงสัยเท่านั้น ไม่ได้ระงับทั้งบัญชีแต่อย่างใด ซึ่งบัญชีธนาคารนั้นยังคงสามารถทำธุรกรรมได้อยู่ตามปกติ ในส่วนของการอายัดบัญชี เป็นกรณีที่เจ้าหน้าที่ตำรวจทำการอายัดบัญชี ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา โดยมีหมายอายัดเท่านั้น ทั้งนี้ที่ประชุมมีการพิจารณากลไกการเพิกถอนการระงับธุรกรรมชั่วคราว โดย ตาม พ.ร.ก.ฯ ให้อำนาจ ศูนย์ปฏิบัติการเพื่อป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ศปอท.) ในการปลดล็อกการระงับวงเงินจากบัญชีธนาคารของประชาชนผู้สุจริตซึ่งถูกระงับชั่วคราวได้ ผ่านการดำเนินการของศูนย์ AOC 1441 โดยจะเร่งรัดดำเนินการตรวจสอบบัญชีของประชาชน และบัญชีต้องสงสัยว่าเป็นบัญชีม้า ผ่านการจัดตั้งศูนย์ประสานงานทำงานร่วมกัน ระหว่าง ศปอท. ธปท. ธนาคารพาณิชย์ที่เกี่ยวข้อง และเจ้าหน้าที่ตำรวจ เพื่อตรวจสอบบัญชีดังนี้ 1.เส้นทางการเงิน รูปแบบทางการเงินของบัญชีว่ามีลักษณะเป็นการทำธุรกรรมปกติหรือไม่ 2.เจ้าของบัญชีมีรายชื่อเกี่ยวข้องกับการอายัดบัญชีของ ปปง. และตำรวจหรือไม่ “ขณะนี้ ศปอท. หรือ ศูนย์ AOC ได้เร่งรัดดำเนินการตรวจสอบบัญชีธนาคารที่มีการระงับชั่วคราว พร้อมปลดล็อกบัญชีที่ตรวจสอบแล้วว่าเป็นของประชาชนทั่วไปที่ไม่เกี่ยวข้องกับบัญชีม้า โดยสามารถปลดล็อกไปแล้วเป็นจำนวนหนึ่ง ดังนั้นหากประชาชนที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำผิดกฎหมาย สามารถติดต่อ ศูนย์ AOC โทร. 1441 กด 2 เพื่อดำเนินการเพิกถอนการระงับและคืนสิทธิ์ตามขั้นตอนต่อไป” ปลัดกระทรวงดีอี กล่าว อย่างไรก็ตาม บัญชีของประชาชนทั่วไปที่ถูกระงับชั่วคราว เมื่อมีคำสั่งจาก ศปอท.ให้ปลดล็อกแล้ว ธนาคารจะเป็นผู้แจ้งให้เจ้าของบัญชีได้รับทราบ โดยศูนย์ AOC จะทำหน้าที่รับเรื่อง และประมวลผลข้อมูลเท่านั้น จะไม่ติดต่อกับประชาชนโดยตรง เพื่อป้องกันการแอบอ้างจากมิจฉาชีพ สำหรับมาตรการดังกล่าว ได้ดำเนินการมาเป็นระยะเวลาหนึ่งแล้ว เพื่อปิดกั้นเส้นทางการเงินของมิจฉาชีพ ที่ก่ออาชญากรรมออนไลน์สร้างความเสียหายให้กับประชาชน -------------------------------------------------

icon-sitemap    std-w1    std-w2    WCAG 2.0 (Level AA)
จำนวนผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์ Loading...


กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

เลขที่ 120 หมู่ 3 ชั้น 8-11 ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 (อาคาร ซี) ซอยแจ้งวัฒนะ 7 ถนนแจ้งวัฒนะ แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ 10210

facebook
instagram
twitter
youtube
rss
tiktok
threads
Icon Q&A
black ribbon.