Logo DE Ministry.
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
Ministry of Digital Economy and Society
Logo DE Ministry.
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
Ministry of Digital Economy and Society
ตัวช่วยเหลือในการเข้าถึงเว็บไซต์
ค้นหา

กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ตรวจพบข่าวปลอมรายสัปดาห์ที่เกี่ยวข้องกับอาชญากรรมออนไลน์ ซึ่งประชาชนให้ความสนใจสูงสุดอันดับที่ 1 เรื่อง “กรุงไทย ปล่อยสินเชื่อ ผ่าน TikTok ชื่อ fha_arjima” รองลงมาคือเรื่อง “เจ้าหน้าที่จากธนาคารกรุงไทย ติดต่อหาประชาชน ผ่านเบอร์โทรศัพท์” เตือนประชาชน อย่าหลงเชื่อข่าวปลอม หวั่นสร้างความเสียหายทั้งข้อมูลส่วนบุคคล ทรัพย์สิน และอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้าง ขอให้เลือกเชื่อ - แชร์ ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ เลขาธิการคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (BDE) ในฐานะโฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) กล่าวถึงผลการมอนิเตอร์และรับแจ้งข่าวปลอมของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ระหว่างวันที่ 12 – 18 กันยายน 2568 พบข้อความที่เข้ามาทั้งหมด 1,005,202 ข้อความ โดยมีข้อความที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ (Verify) ทั้งสิ้น 795 ข้อความ สำหรับช่องทางที่มีการพบเบาะแสมากที่สุด คือ ข้อความที่มาจาก Social Listening จำนวน 763 ข้อความ ตามมาด้วยการแจ้งเบาะแสผ่าน Line Official จำนวน 31 ข้อความ และช่องทาง Facebook จำนวน 1 ข้อความ รวมเรื่องที่ต้องดำเนินการตรวจสอบทั้งหมด 210 เรื่อง และจากการประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้รับผลการตรวจสอบกลับมาแล้ว 91 เรื่อง โดยในจำนวนนี้เป็นข่าวปลอมเกี่ยวกับอาชญากรรมออนไลน์ที่ได้รับความสนใจจากประชาชนมากที่สุด 10 อันดับ ได้แก่ อันดับที่ 1 : เรื่อง กรุงไทย ปล่อยสินเชื่อ ผ่าน TikTok ชื่อ fha_arjima อันดับที่ 2 : เรื่อง เจ้าหน้าที่จากธนาคารกรุงไทย ติดต่อหาประชาชน ผ่านเบอร์โทรศัพท์ อันดับที่ 3 : เรื่อง ติดต่อทำธุรกรรมการเงิน กับเจ้าหน้าที่ธนาคารกรุงไทย ได้ทางไลน์ เจ้าหน้าที่วิเคราะห์สินเชื่อ อันดับที่ 4 : เรื่อง กฟภ. เปิดบัญชีไลน์ PEA E-Service โดยใช้ไลน์ไอดี pea1794 อันดับที่ 5 : เรื่อง OR เปิดโอกาสร่วมลงทุนหุ้นโออาร์ อเมซอน เริ่มต้นเพียง 1,260 บาทต่อหน่วย อันดับที่ 6 : เรื่อง เพจเฟซบุ๊ก วีนัส ทำใบขับขี่ได้ทุกชนิด ไม่ต้องอบรม ไม่ต้องสอบ อันดับที่ 7 : เรื่อง ธนาคารออมสิน เปิดให้ขอสินเชื่อ ผ่านเพจ สินเชื่อ ออมสิน อันดับที่ 8 : เรื่อง เจ้าหน้าที่ธนาคารกรุงไทย ใช้เบอร์ส่วนตัวโทรสอบถามข้อมูลลูกค้า อันดับที่ 9 : เรื่อง ปปง. เปิดให้ลงทะเบียนขอคืนทรัพย์จากมิจฉาชีพ ผ่านเพจ Impact Assistance Office อันดับที่ 10 : เรื่อง ออมสินปล่อยสินเชื่อ ผ่าน TikTok ชื่อ user9720241871800 “เมื่อพิจารณาจากข่าวปลอมที่เกี่ยวข้องกับอาชญากรรมออนไลน์ ซึ่งประชาชนสนใจมากที่สุด จาก 10 อันดับข้างต้น พบว่าเป็นข่าวที่เกี่ยวกับโครงการสินเชื่อธนาคารรัฐ และการให้บริการของหน่วยงานรัฐ รวมถึงการชักชวนลงทุนหุ้นในหน่วยงานและองค์กรที่น่าเชื่อถือ ซึ่งมีผลกระทบต่อทั้งตัวบุคคลที่เชื่อและแชร์ข้อมูลส่งต่อกันไปเป็นวงกว้าง ทำให้ประชาชนอาจตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพ สร้างความเสียหายทั้งทรัพย์สินและข้อมูลส่วนบุคคลได้” นายเวทางค์ กล่าว สำหรับอันดับ 1 เรื่อง “กรุงไทย ปล่อยสินเชื่อ ผ่าน TikTok ชื่อ fha_arjima” กระทรวงดีอี ประสานงานร่วมกับ ธนาคารกรุงไทย กระทรวงการคลัง ตรวจสอบพบว่าเป็นข้อมูลเท็จ และขอชี้แจงว่า TikTok ชื่อ fha_arjima เป็นมิจฉาชีพ ซึ่งได้เปิดบัญชีปลอมอ้างปล่อยสินเชื่อจากธนาคารกรุงไทย สำหรับบัญชีดังกล่าวยังแอบอ้างนำโลโก้ของธนาคารกรุงไทยไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต และเผยแพร่ข้อมูลเท็จ เพราะธนาคารไม่มีนโยบายปล่อยกู้สินเชื่อผ่านบัญชี TikTok หรือสื่อโซเชียลใด ๆ ทั้งสิ้น ดังนั้นขอเตือนประชาชนอย่าหลงเชื่อ และหากต้องการสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม สามารถติดต่อได้ที่ โทร 0-2111-1111 นอกจากนี้กระทรวงดีอี ขอเตือนประชาชนว่าการให้ข้อมูลหรือติดตั้งแอปพลิเคชันใดๆ ที่ไม่ได้มาจากช่องทางอย่างเป็นทางการ อาจมีความเสี่ยงต่อการถูกขโมยข้อมูล หรือเงินในบัญชีธนาคารได้ อย่างไรก็ตาม ดีอี มีความห่วงใยประชาชน เรื่องความตระหนักรู้เท่าทันข่าวปลอมที่ถูกแพร่กระจายบนสื่อออนไลน์ โซเชียล ซึ่งหากขาดความรู้เท่าทัน ส่งต่อข้อมูลข่าวปลอม ทำให้เกิดการหลงเชื่อ สร้างความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน สร้างความเสียหายต่อทรัพย์สิน หรือข้อมูลส่วนบุคคล และอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้าง ดังนั้นจึงควรตรวจสอบข้อเท็จจริงของข่าวหรือลิงก์เว็บไซต์ให้แน่ชัดหากประชาชน พบข่าวน่าสงสัย ข้อมูลบิดเบือน สามารถแจ้งเบาะแส และตรวจสอบข่าวปลอมได้ที่ โทรสายด่วน 1111 ต่อ 87 (24 ชม.) หรือที่| เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com| Line ID: @antifakenewscenter| Facebook : Anti-Fake News Center Thailand| X : @AFNCThailand| TikTok : @antifakenewscenter| IG : afnc_thailand/ ------------------------------------------------

วันที่ 22 กันยายน 2568 ดร.เอกพงษ์ หริ่มเจริญ ผู้ตรวจราชการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กล่าวเปิดโครงการพัฒนาภาคีเครือข่ายด้านระบบสื่อสารโทรคมนาคมรองรับสถานการณ์วิกฤต ประจำปี พ.ศ. 2568 และมอบเกียรติบัตรให้แก่ผู้ที่ผ่านการฝึกอบรม เพื่อเป็นการสร้างขวัญและกำลังใจในการปฏิบัติงานของภาคีเครือข่าย ณ อาคารสโมสร สำนักงานใหญ่ บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ   สำหรับงานนี้ จัดขึ้นเพื่อสร้างขวัญและกำลังใจในการปฏิบัติงานของภาคีเครือข่าย” รวมถึงการมอบเกียรติบัตรให้กับหน่วยงานที่เข้าร่วม เป็นเครื่องหมายแสดงถึงความขอบคุณและยกย่องในความทุ่มเทของทุกท่านที่ได้เข้าร่วมการฝึกซ้อมและทำงานร่วมกัน เป็นแรงบันดาลใจให้ทุกท่านร่วมกันพัฒนาเครือข่ายการสื่อสารของเราให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้นต่อไป   โดยสืบเนื่องจากกระทรวงดีอี ได้มีการจัดการฝึกซ้อมที่ผ่านมาเมื่อวันที่ 23 - 24 กรกฎาคม 2568 ณ โรงแรม เวสเทิร์นแกรนด์โฮเท็ล จังหวัดราชบุรี เป็นการจัดงานการพัฒนาภาคีเครือข่ายด้านระบบสื่อสารโทรคมนาคมรองรับสถานการณ์วิกฤต ประจำปี พ.ศ. 2568 เป็นการฝึกความพร้อมและการบูรณาการการสื่อสารในภาพรวมด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร รวมถึงการฝึกการระดมสรรพกำลังเพื่อการทหาร รองรับการระดมทรัพยากรด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร สนับสนุนการปฏิบัติงานด้านที่เกี่ยวข้องกับภัยพิบัติต่าง ๆ เพื่อการป้องกันประเทศ เพื่อให้เกิดความคุ้นชินกับเครื่องมือ และสามารถปฏิบัติได้อย่างดี ทั้งในภาวะปกติและโดยเฉพาะอย่างยิ่งในยามวิกฤต  



วันที่ 24 กันยายน 2568 ดร.ณัฐพล ณัฏฐสมบูรณ์ รองปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจสังคม (ดีอี) เป็นประธานเปิดงาน September Series 2025 พร้อมกล่าวปาฐกถาพิเศษ Digital Resilience & Sovereignty: Sharpening Thailand’s Competitive Edge โดยมี นายภุชพงค์ โนดไธสง ผู้อำนวยการสำนักงานสถิติแห่งชาติ เข้าร่วมงาน พร้อมด้วย คุณสุภาวดี ตันติยานนท์ นายกสมาคมผู้ใช้ดิจิทัลไทย (DUGA) กล่าวรายงาน และผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ณ ห้อง Mayfair Ballroom โรงแรมเดอะเบอร์เคลีย์ ประตูน้ำ   โดยภายในงานประกอบไปด้วย 4 งานสัมมนาเทคโนโลยีแห่งปี Healthcare Technology Summit ครั้งที่ 12, Digital HR Forum ครั้งที่ 8, Robotics Summit ครั้งที่ 8, Big Data & Cloud Computing ครั้งที่ 7 จัดขึ้นในระหว่างวันที่ 24 - 25 กันยายน 2568 ณ ห้อง Mayfair Ballroom (ชั้น 11) โรงแรมเดอะเบอร์เคลีย์ ประตูน้ำ กรุงเทพฯ  


วันที่ 25 กันยายน 2568 นางสาวกัลยา ชินาธิวร ที่ปรึกษาด้านต่างประเทศกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ร่วมเป็นประธานกล่าวเปิดการฝึกอบรม หัวข้อ AI และ Telemedicine: ยกระดับการเข้าถึงบริการทางการแพทย์ ภายใต้โครงการฝึกอบรม Girls in ICT Day 2025 ณ ห้องประชุมสุพรรณิการ์ โรงแรมวังสวนสุนันทา กรุงเทพฯ   โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้เยาวชนหญิงทั่วโลกมีโอกาสได้รับการพัฒนาทักษะด้านไอซีทีเพื่อเพิ่มโอกาสในการเรียนรู้ และการประกอบอาชีพด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรมศาสตร์ และคณิตศาสตร์ หรือ STEM เพิ่มมากขึ้น โดยมี Ms. Atsuko Okuda ผู้อำนวยการสำนักงานภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก สหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศ (ไอทียู) และผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ทัศนีย์ อรรถารส คณบดีวิทยาลัยพยาบาลและสุขภาพ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา ร่วมกล่าวพิธีเปิดการฝึกอบรมฯ   นางสาวกัลยาฯ ได้กล่าวว่า ปัจจุบันการแพทย์และสาธารณสุขกำลังก้าวสู่ยุคดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ โดย AI เข้ามามีบทบาทและช่วยให้บุคลากรทางการแพทย์สามารถวิเคราะห์ข้อมูลผู้ป่วยได้แม่นยำขึ้น ตรวจพบโรคได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น และสนับสนุนการตัดสินใจทางการรักษา ขณะเดียวกัน Telemedicine ก็ช่วยให้การรักษาพยาบาลเข้าถึงประชาชนได้อย่างทั่วถึง โดยเฉพาะในเขตพื้นที่ห่างไกล ลดความเหลื่อมล้ำด้านสาธารณสุข    และได้เน้นย้ำว่า สำหรับนักศึกษาพยาบาล เทคโนโลยีเหล่านี้ไม่ได้มาแทนที่บทบาทของบุคลากรทางการแพทย์ แต่จะช่วยเสริมประสิทธิภาพในการดูแลผู้ป่วยให้มากขึ้น สามารถติดตามอาการจากระยะไกล ตอบสนองต่อเหตุฉุกเฉินได้รวดเร็ว และยังคงทำหน้าที่สำคัญที่สุดของพยาบาล คือ การดูแลด้วยหัวใจและความเอื้ออาทร ซึ่งเป็นสิ่งที่ AI ไม่สามารถทำได้   การจัดฝึกอบรมในครั้งนี้ จัดขึ้นภายใต้ความร่วมมือระหว่างกระทรวงดีอีและหน่วยงานพันธมิตร ได้แก่ สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ สถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ และบริษัท อินไวเทรส จำกัด โดยมีนักศึกษาวิทยาลัยพยาบาลและสุขภาพ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา เข้าร่วมทั้งสิ้นประมาณ 100 คน   

วันที่ 26 กันยายน 2568 นางสาวกัลยา ชินาธิวร ที่ปรึกษาด้านต่างประเทศกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เข้าร่วมแสดงความยินดีเนื่องในโอกาส วันคล้ายวันสถาปนาการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ครบรอบ 65 ปี Move For The Future “Smart Technology & Sustainable Energy” พร้อมร่วมสมทบทุน โดยมี นายวิโรจน์ บัวคลี่ รองผู้ว่าการดิจิทัลและการสื่อสารการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ให้การต้อนรับ ณ บริเวณโถง ชั้น 1 อาคาร 4 (LED) การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค จตุจักร กรุงเทพฯ

วันที่ 26 กันยายน 2568 ศาสตราจารย์พิเศษวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการระดับกระทรวงหรือเทียบเท่า ที่ครบเกษียณอายุราชการ ประจำปี 2568 เข้าเยี่ยมคารวะนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ณ ห้องสีม่วง ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล



วันนี้ (27 ก.ย. 2568) นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เดินทางเข้าสักการะศาลพระพรหม ในโอกาสเข้ารับตำแหน่ง ณ ศาลพระพรหม แยกอาคารศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ อาคาร บี ถ.แจ้งวัฒนะ หลักสี่ กทม.   โดยมีศาสตราจารย์พิเศษวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม พร้อมด้วยคณะผู้บริหารสำนักงานปลัดกระทรวงดีอี ผู้บริหารหน่วยงานในสังกัด และเจ้าหน้าที่กระทรวงดีอี ร่วมให้การต้อนรับ พร้อมแสดงความยินดีในโอกาสเข้ารับตำแหน่ง

กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ตรวจพบข่าวปลอมรายสัปดาห์ ที่ประชาชนให้ความสนใจสูงสุดอันดับที่ 1 เรื่อง “ปรับเงินดิจิทัลวอลเล็ตเป็นเงินสด 10,000 บาท เริ่มโอนวันที่ 20 ก.ย. 68” รองลงมาคือเรื่อง “เจ้าหน้าที่ไทยบังคับคนต่างชาติไปทำงานแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่เมียนมา” เตือนประชาชน อย่าหลงเชื่อข่าวปลอม อาจทำให้เกิดความเข้าใจผิด สับสน ตื่นตระหนก และวิตกกังวลในสังคม รวมทั้งอาจทำให้สูญเสียทรัพย์สิน และข้อมูลส่วนบุคคล โดยขอให้เลือกเชื่อ เลือกแชร์ ข้อมูลที่เป็นประโยชน์นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ เลขาธิการคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (BDE) ในฐานะโฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) กล่าวถึงผลการมอนิเตอร์และรับแจ้งข่าวปลอมของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ระหว่างวันที่ 19 – 25 กันยายน 2568 พบข้อความที่เข้ามาทั้งหมด 1,017,573 ข้อความ โดยมีข้อความที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ (Verify) ทั้งสิ้น 1,144  ข้อความสำหรับช่องทางที่มีการพบเบาะแสมากที่สุด คือ ข้อความที่มาจาก Social Listening จำนวน 1,090 ข้อความ ตามมาด้วยการแจ้งเบาะแสผ่าน Line Official จำนวน 20 ข้อความ ช่องทาง Website จำนวน 33 ข้อความ และช่องทาง Facebook จำนวน 1 ข้อความ รวมเรื่องที่ต้องดำเนินการตรวจสอบทั้งหมด 280 เรื่อง และจากการประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้รับผลการตรวจสอบกลับมาแล้ว 110 เรื่อง ทั้งนี้ กระทรวงดีอี ได้แบ่งข่าวปลอมที่ได้รับความสนใจเป็น 5 กลุ่ม ประกอบด้วย กลุ่มที่ 1 : นโยบายรัฐบาล ข่าวสารทางราชการ ความสงบเรียบร้อยของสังคม ขัดศีลธรรมอันดี และความมั่นคงภายในประเทศ จำนวน 171 เรื่อง กลุ่มที่ 2 : ผลิตภัณฑ์สุขภาพ วัตถุอันตราย เครื่องสำอาง รวมถึงสินค้าและบริการที่ผิดกฎหมายจำนวน 22 เรื่อง กลุ่มที่ 3 : ภัยพิบัติ จำนวน 20 เรื่อง กลุ่มที่ 4 : เศรษฐกิจ จำนวน 2 เรื่อง กลุ่มที่ 5 : กลุ่มอาชญากรรมออนไลน์ จำนวน 65 เรื่องนายเวทางค์ กล่าวต่อว่า เมื่อพิจารณาจากข่าวปลอมที่ได้รับความสนใจในลำดับต้นๆ ในสัปดาห์นี้ส่วนใหญ่เป็นข่าวเกี่ยวกับนโยบายรัฐบาลและการให้บริการของหน่วยงานรัฐ ความมั่นคงระหว่างประเทศ นอกจากนี้ยังพบข่าวที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์สุขภาพ และข่าวภัยพิบัติรวมอยู่ด้วย ซึ่งทั้งหมดมีผลกระทบต่อสังคมส่วนใหญ่ อาจทำให้เกิดความเข้าใจผิด สับสน ตื่นตระหนก และวิตกกังวลได้ รวมทั้งอาจทำให้สูญเสียทรัพย์สิน หรือ ข้อมูลส่วนบุคคล โดยข่าวที่ได้รับความสนใจจากประชาชนมากที่สุด 10 อันดับ ได้แก่ อันดับที่ 1 : เรื่อง ปรับเงินดิจิทัลวอลเล็ตเป็นเงินสด 10,000 บาท เริ่มโอนวันที่ 20 ก.ย. 68 อันดับที่ 2 : เรื่อง เจ้าหน้าที่ไทยบังคับคนต่างชาติไปทำงานแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่เมียนมา อันดับที่ 3 : เรื่อง รัฐบาลสั่งตัดเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุแล้ว อันดับที่ 4 : เรื่อง 23 ก.ย. 68 เกิดเหตุปะทะในพื้นที่ภูผี อันดับที่ 5 : เรื่อง กระทรวงกลาโหม เสนอตรวจสอบทรัพย์สินแม่ทัพภาคที่ 2 อันดับที่ 6 : เรื่อง ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร Herbitia Lutein Ester บำรุงดวงตา ทำให้จุดรับภาพชัดได้จริง อันดับที่ 7 : เรื่อง มีจารึกโบราณ เป็นหลักฐานว่า ปราสาทตาควายเป็นของกัมพูชา อันดับที่ 8 : เรื่อง โอนเงินในบัญชีตัวเองไปมา เสี่ยงเป็นบัญชีม้า ถูกอายัด อันดับที่ 9 : เรื่อง หลุมยุบหน้า รพ.วชิรพยาบาล เกิดจากท่อประปาใต้ดินแตก อันดับที่ 10 : เรื่อง 15 ก.ย. 68 แผ่นดินไหวรุนแรง ทำให้ไทยได้รับผลกระทบสำหรับอันดับ 1 เรื่อง “ปรับเงินดิจิทัลวอลเล็ตเป็นเงินสด 10,000 บาท เริ่มโอนวันที่ 20 ก.ย. 68” กระทรวงดีอี ได้ประสานงานร่วมกับ สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง กระทรวงการคลัง พบว่าเป็นข้อมูลเท็จ โดยขอชี้แจงว่า จากการตรวจสอบข้อมูลถึงประเด็นข้างต้นพบว่า เป็นการกล่าวถึงการดำเนินการเกี่ยวกับโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ ปี 2567 โดยผ่านผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐและคนพิการ ซึ่งโครงการดังกล่าวมีการโอนเงิน 10,000 บาท แก่กลุ่มเป้าหมาย (ผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ และผู้พิการ) รวม 14.55 ล้านคน ในช่วงเดือนกันยายน ปี 2567 เพื่อให้นำไปใช้จ่ายได้อย่างไม่มีเงื่อนไข และช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้ต่อไป ทั้งนี้ โครงการดังกล่าวได้เสร็จสิ้นแล้วตั้งแต่ปี 2567 ไม่ได้มีการปรับเปลี่ยนเงินดิจิทัลวอลเล็ตให้เป็นเงินสด หรือเริ่มมีการโอนวันที่ 20 กันยายน 68 แต่อย่างใด ด้านข่าวปลอมอันดับ 2 เรื่อง “เจ้าหน้าที่ไทยบังคับคนต่างชาติไปทำงานแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่เมียนมา” กระทรวงดีอี ได้ประสานงานร่วมกับ กรมประชาสัมพันธ์ สำนักนายกรัฐมนตรี พบว่าเป็นข้อมูลเท็จ โดยขอชี้แจงว่า กรณีที่สำนักข่าวต่างประเทศ นำเสนอข่าวเป็นภาพการ์ตูน มีเนื้อหาสัมภาษณ์คนต่างชาติ 9 ราย หลากหลายสัญชาติ และมีคนชาวแอฟริกาตะวันออก อ้างว่า เดินทางมาจากเอธิโอเปียและถูกเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองเรียกตรวจก่อนพาขึ้นรถออกนอกเส้นทางไปถึง อ.แม่สอด จ.ตาก เพื่อบังคับไปทำงานคอลเซ็นเตอร์ที่เมียนมาว่า สำหรับข่าวดังกล่าวเป็นข่าวปลอม ซึ่งได้มีการตรวจสอบชื่อคนต่างชาติซึ่งเข้าไทยช่วงเดียวกับที่กล่าวอ้าง พบว่ามีจำนวน 62 คน เกิดในแอฟริกาเพียง 2 คน และไม่มีใครมาจากเอธิโอเปีย การอ้างว่ามีพนักงานโรงแรมมารับที่จุดรับกระเป๋าที่สายพาน ก็เป็นไปไม่ได้ เพราะต้องมีบัตรเข้าพื้นที่หวงห้าม การเดินทางโดยรถจากสุวรรณภูมิไปอำเภอแม่สอด ต้องใช้เวลาไม่น้อยกว่า 8 ชั่วโมง แต่กลับอ้างว่าหลับตลอดทาง ข่าวดังกล่าวจึงย้อนแย้งในหลักความเป็นจริง ทั้งนี้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ มีนโยบายให้ด่านตรวจคนเข้าเมืองทั่วประเทศ เพิ่มความเข้มงวดในการคัดกรองคนต่างชาติ ทั้งกลุ่มคนสัญชาติเฝ้าระวัง ที่เสี่ยงต่อการเป็นแก๊งคอลเซ็นเตอร์ และกลุ่มคนต่างชาติที่เสี่ยงตกเป็นเหยื่อ รวมทั้งตั้งด่านความมั่นคง เพื่อคัดกรองคนต่างชาติที่เข้าพื้นที่อย่างเข้มงวด พร้อมมีการทำประวัติเพื่อลงระบบไว้ และประสานงานกับรัฐบาลต่างประเทศเพื่อสกัดกั้นกลุ่มขบวนการที่ใช้ไทยเป็นทางผ่านอย่างไรก็ตาม ดีอี มีความห่วงใยประชาชน เรื่องความตระหนักรู้เท่าทันข่าวปลอมที่ถูกแพร่กระจายบนสื่อออนไลน์ โซเชียล ซึ่งหากขาดความรู้เท่าทัน และส่งต่อข้อมูลข่าวปลอม ทำให้เกิดการหลงเชื่อ สร้างความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน เกิดความวิตกกังวล หรืออาจสร้างความเสียหายต่อชีวิต ทรัพย์สิน หรือข้อมูลส่วนบุคคล และอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้าง ดังนั้นจึงควรตรวจสอบข้อเท็จจริงของข่าวหรือลิงก์เว็บไซต์ให้แน่ชัด หากประชาชน พบข่าวน่าสงสัย ข้อมูลบิดเบือน สามารถแจ้งเบาะแส และตรวจสอบข่าวปลอมได้ที่ โทรสายด่วน 1111 ต่อ 87 (24 ชม.) หรือที่| เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com| Line ID: @antifakenewscenter| Facebook : Anti-Fake News Center Thailand| X : @AFNCThailand| TikTok : @antifakenewscenter| IG : afnc_thailand/ -------------------------------------------------------

วันนี้ (27 ก.ย. 2568) นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เดินทางเข้าสักการะศาลพระพรหม ในโอกาสเข้ารับตำแหน่ง ณ ศาลพระพรหม แยกอาคารศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ อาคาร บี ถ.แจ้งวัฒนะ หลักสี่ กทม.   โดยมีศาสตราจารย์พิเศษวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม พร้อมด้วยคณะผู้บริหารสำนักงานปลัดกระทรวงดีอี ผู้บริหารหน่วยงานในสังกัด และเจ้าหน้าที่กระทรวงดีอี ร่วมให้การต้อนรับ พร้อมแสดงความยินดีในโอกาสเข้ารับตำแหน่ง . #รมวดีอี #รมวไชยชนก #DE #กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม #ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม 

กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ตรวจพบข่าวปลอมรายสัปดาห์ที่เกี่ยวข้องกับอาชญากรรมออนไลน์ ซึ่งประชาชนให้ความสนใจสูงสุดอันดับที่ 1 เรื่อง “กระทรวงยุติธรรมเปิดลงทะเบียนรับเงินคืนจากมิจฉาชีพ ผ่านเพจเฟซบุ๊ก” รองลงมาคือเรื่อง “ปปง. เปิดลงทะเบียนยื่นหลักฐาน รับเงินคืนจากการหลอกลวงออนไลน์ ผ่านไลน์ กองกำกับและตรวจสอบ” เตือนประชาชน อย่าหลงเชื่อข่าวปลอม หวั่นสร้างความเสียหายทั้งข้อมูลส่วนบุคคล ทรัพย์สิน และอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้าง ขอให้เลือกเชื่อ - แชร์ ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ เลขาธิการคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (BDE) ในฐานะโฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) กล่าวถึงผลการมอนิเตอร์และรับแจ้งข่าวปลอมของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ระหว่างวันที่ 19 – 25 กันยายน 2568 พบข้อความที่เข้ามาทั้งหมด 1,017,573 ข้อความ โดยมีข้อความที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ (Verify) ทั้งสิ้น 1,144  ข้อความ สำหรับช่องทางที่มีการพบเบาะแสมากที่สุด คือ ข้อความที่มาจาก Social Listening จำนวน 1,090 ข้อความ ตามมาด้วยการแจ้งเบาะแสผ่าน Line Official จำนวน 20 ข้อความ ช่องทาง Website จำนวน 33 ข้อความและช่องทาง Facebook จำนวน 1 ข้อความ รวมเรื่องที่ต้องดำเนินการตรวจสอบทั้งหมด 280 เรื่อง และจากการประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้รับผลการตรวจสอบกลับมาแล้ว 110 เรื่อง โดยในจำนวนนี้เป็นข่าวปลอมเกี่ยวกับอาชญากรรมออนไลน์ที่ได้รับความสนใจจากประชาชนมากที่สุด 10 อันดับ ได้แก่ อันดับที่ 1 : เรื่อง กระทรวงยุติธรรมเปิดลงทะเบียนรับเงินคืนจากมิจฉาชีพ ผ่านเพจเฟซบุ๊ก อันดับที่ 2 : เรื่อง ปปง. เปิดลงทะเบียนยื่นหลักฐาน รับเงินคืนจากการหลอกลวงออนไลน์ ผ่านไลน์ กองกำกับและตรวจสอบ อันดับที่ 3 : เรื่อง เจ้าหน้าที่จากธนาคารกรุงไทย โทรติดต่อหาประชาชนบังคับปิดบัญชี อันดับที่ 4 : เรื่อง กรมการจัดหางาน รับสมัครแรงงานไปทำงานต่างประเทศแบบถูกกฎหมาย ผ่านเพจ จัดหางานต่างประเทศ ขึ้นตรงกับกรมแรงงาน อันดับที่ 5 : เรื่อง ติดต่อทำธุรกรรมการเงินกับธนาคารกรุงไทยได้ผ่านไอดีไลน์ @763fkbed อันดับที่ 6 : เรื่อง ธ.ออมสิน ปล่อยสินเชื่อ ผ่าน TikTok gsbmoney993 อันดับที่ 7 : เรื่อง เปิดจอง กองทุนทองคำฮั่วเซ่งเฮง ตัวเด่นในตลาด SET50 เริ่มต้น 1,000 ปันผล 320 ต่อวัน อันดับที่ 8 : เรื่อง OR เปิดให้ลงทุนหุ้นสามัญผ่านเพจ อเมซ่อน 0R Station Trading อันดับที่ 9 : เรื่อง กรมการขนส่งทางบก รับทำใบขับขี่เร่งด่วน ถูกกฎหมาย ผ่านเพจ Thai driving license service อันดับที่ 10 : เรื่อง ปปง. เปิดเพจเฟซบุ๊ก ไทยเหตุการณ์ คืนเงินให้เหยื่อแก๊งคอลเซ็นเตอร์ “เมื่อพิจารณาจากข่าวปลอมที่เกี่ยวข้องกับอาชญากรรมออนไลน์ ซึ่งประชาชนสนใจมากที่สุด จาก 10 อันดับข้างต้น พบว่าเป็นข่าวที่เกี่ยวกับการให้บริการของหน่วยงานรัฐ โดยเฉพาะการคืนเงินจากมิจฉาชีพในกับผู้เสียหายที่ถูกหลอกลวง  โครงการสินเชื่อธนาคารรัฐ และการชักชวนลงทุนหุ้นในหน่วยงานและองค์กรที่น่าเชื่อถือ ซึ่งมีผลกระทบต่อทั้งตัวบุคคลที่เชื่อและแชร์ข้อมูลส่งต่อกันไปเป็นวงกว้าง ทำให้ประชาชนอาจตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพ สร้างความเสียหายทั้งทรัพย์สินและข้อมูลส่วนบุคคลได้” นายเวทางค์ กล่าว สำหรับอันดับ 1 เรื่อง “กระทรวงยุติธรรมเปิดลงทะเบียนรับเงินคืนจากมิจฉาชีพ ผ่านเพจเฟซบุ๊ก” กระทรวงดีอี ประสานงานร่วมกับ สำนักงานปลัดกระทรวงยุติธรรม กระทรวงยุติธรรม ตรวจสอบพบว่าเป็นข้อมูลเท็จ และขอชี้แจงว่า ตามที่ได้มีการนําเสนอในประเด็นเรื่อง กระทรวงยุติธรรม เปิดเพจเฟซบุ๊กชื่อ Solve online crime problems ลงทะเบียนรับเงินคืนจากมิจฉาชีพ โดยใช้รูปโปรไฟล์เป็นโลโก้ กระทรวงยุติธรรม โดยจากการตรวจสอบลักษณะการกระทําดังกล่าว พบว่า เพจเฟซบุ๊กดังกล่าวไม่ใช่เพจของกระทรวงยุติธรรม ซึ่งมีลักษณะเป็นการแอบอ้างเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือให้เสมือนเป็นเพจของกระทรวงยุติธรรมจริง ซึ่งเป็นการหลอกลวงประชาชน และเป็นการนําเสนอข้อมูลที่ไม่เป็นความจริง ขอประชาชนอย่าหลงเชื่อและอย่าโอนเงินไป เพื่อป้องกันความเสียหาย นอกจากนี้กระทรวงดีอี ขอเตือนประชาชนว่าการให้ข้อมูลหรือติดตั้งแอปพลิเคชันใดๆ ที่ไม่ได้มาจากช่องทางอย่างเป็นทางการ อาจมีความเสี่ยงต่อการถูกขโมยข้อมูล หรือเงินในบัญชีธนาคารได้ อย่างไรก็ตาม ดีอี มีความห่วงใยประชาชน เรื่องความตระหนักรู้เท่าทันข่าวปลอมที่ถูกแพร่กระจายบนสื่อออนไลน์ โซเชียล ซึ่งหากขาดความรู้เท่าทัน ส่งต่อข้อมูลข่าวปลอม ทำให้เกิดการหลงเชื่อ สร้างความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน สร้างความเสียหายต่อทรัพย์สิน หรือข้อมูลส่วนบุคคล และอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้าง ดังนั้นจึงควรตรวจสอบข้อเท็จจริงของข่าวหรือลิงก์เว็บไซต์ให้แน่ชัดหากประชาชน พบข่าวน่าสงสัย ข้อมูลบิดเบือน สามารถแจ้งเบาะแส และตรวจสอบข่าวปลอมได้ที่ โทรสายด่วน 1111 ต่อ 87 (24 ชม.) หรือที่| เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com| Line ID: @antifakenewscenter| Facebook : Anti-Fake News Center Thailand| X : @AFNCThailand| TikTok : @antifakenewscenter| IG : afnc_thailand/ ------------------------------------------

icon-sitemap    std-w1    std-w2    WCAG 2.0 (Level AA)
จำนวนผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์ Loading...


กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

เลขที่ 120 หมู่ 3 ชั้น 8-11 ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 (อาคาร ซี) ซอยแจ้งวัฒนะ 7 ถนนแจ้งวัฒนะ แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ 10210

facebook
instagram
twitter
youtube
rss
tiktok
threads
Icon Q&A
black ribbon.