Logo DE Ministry.
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
Ministry of Digital Economy and Society
Logo DE Ministry.
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
Ministry of Digital Economy and Society
ตัวช่วยเหลือในการเข้าถึงเว็บไซต์
ค้นหา

วันที่ 3 ตุลาคม 2568 นางสาวยุพาภรณ์ ศิริกิจพาณิชย์กูล ผู้ช่วยปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เข้าร่วมแสดงความยินดีเนื่องในโอกาส วันคล้ายวันสถาปนา กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ครบรอบ 23 ปี พร้อมร่วมสมทบทุน โดยมี พ.ต.ต. ยุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ พร้อมด้วย ร.ต.อ. วิษณุ ฉิมตระกูล รองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ และ พ.ต.ท. อนุรักษ์ โรจนนิรันดร์กิจ รองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ให้การต้อนรับ ณ กรมสอบสวนคดีพิเศษ

วันที่ 3 ตุลาคม 2568 นางสาวยุพาภรณ์ ศิริกิจพาณิชย์กูล ผู้ช่วยปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เข้าร่วมแสดงความยินดีเนื่องในโอกาส วันคล้ายวันสถาปนา กระทรวงวัฒนธรรม ครบรอบ 23 ปี พร้อมร่วมสมทบทุน โดยมี นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม นายประสพ เรียงเงิน ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม และเจ้าหน้าที่ให้การต้อนรับ ณ กระทรวงวัฒนธรรม

นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) และนายพชร อนันตศิลป์ ปลัดดีอี ร่วมคณะนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ลงพื้นที่ตรวจภูมิประเทศ พร้อมร่วมรับประทานอาหารกลางวัน และเยี่ยมให้กำลังใจกำลังพล ณ ฐานปฏิบัติการสามแยก กองพันทหารราบที่ 21 หน่วยเฉพาะกิจที่ 2 กองกำลังสุรนารี อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์

นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) พร้อมด้วยนายพชร อนันตศิลป์ ปลัดกระทรวงดีอี ร่วมคณะนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ตรวจติดตามการเยียวยาและให้ความช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความไม่สงบ พร้อมเยี่ยมให้กำลังใจประชาชน หัวหน้าส่วนราชการ ข้าราชการ เจ้าหน้าที่หน่วยงานในพื้นที่ จ.สุรินทร์ ณ โรงเรียนพนมดงรักวิทยา อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์   นอกจากนี้นายไชยชนก ยังได้ตรวจเยี่ยมการทำงาน และให้บริการ ประชาชนของศูนย์ดิจิทัลชุมชน โรงเรียนพนมดงรักวิทยา โดยศูนย์ดังกล่าว เปิดให้นักเรียนและผู้ที่สนใจได้เข้ามาใช้บริการในช่วงวันและเวลาราชการ

วันที่ 3 ตุลาคม 2568 ว่าที่ร้อยตรี ธนะสิทธิ์ เอี่ยมอนันชัย ผู้ตรวจราชการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เข้าร่วมแสดงความยินดีเนื่องในโอกาส วันคล้ายวันสถาปนา สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ครบรอบ 23 ปี พร้อมร่วมสมทบทุน เข้าสวัสดิการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ โดยมี นายบุญเชิด กิตติธรางกูร รองผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ให้การต้อนรับ ณ หอประชุมพุทธมณฑล สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ จ.นครปฐม

นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) กล่าวว่า จากกรณีที่มีการชักชวนให้ประชาชนเข้าร่วมกิจกรรมสแกนม่านตาเพื่อรับสินทรัพย์ดิจิทัล (เหรียญเงินคริปโทเคอร์เรนซี) จนทำให้หลายฝ่ายเกิดความกังวลในประเด็นเรื่องความปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคล และอาจมีการนำข้อมูลนั้นไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ ตนได้สั่งการให้สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (สคส.) หรือ PDPC ตรวจสอบกรณีนี้อย่างใกล้ชิด โดยเน้นให้ความสำคัญเรื่องของการละเมิดสิทธิส่วนบุคคล ทั้งนี้ที่ผ่านมา กระทรวงดีอี โดย สคส. ได้มีการแจ้งเตือนภัยถึงการสแกนม่านตาแลกเหรียญดิจิทัล โดยเฉพาะประเด็นข้อมูลชีวมิติ (biometric data) ซึ่งข้อมูลม่านตาถือเป็น “ข้อมูลส่วนบุคคลอ่อนไหว” ที่อยู่ภายใต้การคุ้มครองของพ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA)  ซึ่ง สคส. ได้มีการร่วมหารือกับบริษัท ทูลส์ ฟอร์ ฮิวแมนนิตี้ (Tools for Humanity - TFH)  บริษัทเจ้าของโครงการ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อตรวจสอบ ติดตาม และวางแนวทางร่วมกัน โดยมีสาระที่สำคัญ 3 ประการ คือ 1.การจัดเก็บและทำลายข้อมูลบริษัทต้องแสดงให้เห็นว่า ข้อมูลม่านตาจะถูกลบหรือทำลายทันทีเมื่อหมดวัตถุประสงค์ พร้อมส่งเอกสารยืนยันกระบวนการต่อ สคส. 2.การควบคุมการรับจ้างสแกนม่านตาเตือนประชาชนให้ไตร่ตรองให้รอบคอบ เพราะมีข้อมูลในสื่อสาธารณะ เรื่องที่มาที่ไปของข้อมูลและแหล่งเงิน ควรต้องรอให้หน่วยงานตรวจสอบอย่างชัดเจน พร้อมขอให้บริษัทผู้ให้บริการรายงานหลักฐานเกี่ยวกับกรณีนี้ 3. ความโปร่งใสในการขอความยินยอมผู้ให้บริการต้องเปิดเผยข้อมูลอย่างครบถ้วนว่าข้อมูลจะถูกใช้อย่างไร แปลงเป็นรหัสรูปแบบไหน มีการป้องกันข้อมูลอย่างไร และต้องได้รับความยินยอมอย่างแท้จริงจากผู้ใช้ “ตนขอเน้นย้ำว่า เรื่องการใช้งานเทคโนโลยีในชีวิตประจำวันถือเป็นสิ่งที่ดี เพื่ออำนวยความสะดวก หรือเพิ่มประสิทธิภาพในการทำกิจกรรมต่างๆ แต่ในขณะเดียวกันการใช้งานเทคโนโลยีนั้นจะต้องไม่ละเมิดสิทธิส่วนบุคคล หรือนำข้อมูลส่วนบุคคลของผู้อื่นไปใช้ในการอื่น” รมว.ดีอี กล่าว  อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันยังคงมีประชาชนให้ความสนใจเข้ารับบริการสแกนม่านตา ซึ่งทางกระทรวงดีอี มีความห่วงใยและขอเตือนประชาชนให้ระมัดระวัง ดังนั้นตนจึงสั่งการให้ สคส. ได้ลงตรวจสอบในทุกพื้นที่ เพื่อพิสูจน์ให้แน่ชัดว่ากิจกรรมดังกล่าวจะไม่ละเมิดสิทธิส่วนบุคคลของประชาชนที่ร่วมกิจกรรม เนื่องจากพบว่า หลายแห่งไม่ได้มีการระบุข้อมูลสำคัญด้านการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล และไม่ระบุวัตถุประสงค์ของการเก็บข้อมูลม่านตาอย่างชัดเจน ตลอดจนไม่มีการแจ้งเตือนว่าข้อมูลดังกล่าวเป็นข้อมูลชีวมิติที่สามารถระบุตัวตนได้ ซึ่งพฤติการณ์ดังกล่าวอาจเข้าข่ายการละเมิด พ.ร.บ. คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 อย่างชัดเจน -------------------------------------------------

กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ตรวจพบข่าวปลอมรายสัปดาห์ ที่ประชาชนให้ความสนใจสูงสุดอันดับที่ 1 เรื่อง “กินบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป กับน้ำอัดลมและมันเทศ เสี่ยงเสียชีวิตได้” รองลงมาคือเรื่อง “น้ำมันสกัดเย็น 11 ชนิด ขับสารพิษจากไต ไม่ต้องฟอกไต” เตือนประชาชน อย่าหลงเชื่อข่าวปลอม อาจทำให้เกิดความเข้าใจผิด สับสน ตื่นตระหนก และวิตกกังวลในสังคม รวมทั้งอาจทำให้สูญเสียทรัพย์สิน และข้อมูลส่วนบุคคล โดยขอให้เลือกเชื่อ เลือกแชร์ ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ นางสาวสุชาดา ซาง แทนทรัพย์ โฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) กล่าวถึงผลการมอนิเตอร์และรับแจ้งข่าวปลอมของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมประเทศไทย (AFNC) ซึ่งเป็นไปตามนโยบายการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยความมั่นคงและภัยทางสังคมของนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ที่ต้องการให้มีการบูรณาการข้อมูลของหน่วยงานเพื่อเผยแพร่ความรู้ความเข้าใจด้านการใช้งานเทคโนโลยีดิจิทัลให้กับประชาชน โดยยกระดับความสำคัญเรื่องการสร้างความตระหนักรู้เท่าทันภัยอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ข่าวปลอม และข้อมูลบิดเบือน ทั้งนี้ในระหว่างวันที่ 26 กันยายน – 2 ตุลาคม 2568 พบข้อความที่เข้ามาทั้งหมด 1,205,193 ข้อความ โดยมีข้อความที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ (Verify) ทั้งสิ้น 1,020 ข้อความ สำหรับช่องทางที่มีการพบเบาะแสมากที่สุด คือ ข้อความที่มาจาก Social Listening จำนวน 994 ข้อความ ตามมาด้วยการแจ้งเบาะแสผ่าน Line Official จำนวน 23 ข้อความ และช่องทาง Facebook จำนวน 3 ข้อความ รวมเรื่องที่ต้องดำเนินการตรวจสอบทั้งหมด 223 เรื่อง และจากการประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้รับผลการตรวจสอบกลับมาแล้ว 96 เรื่อง กระทรวงดีอี ได้แบ่งข่าวปลอมที่ได้รับความสนใจเป็น 5 กลุ่ม ประกอบด้วยกลุ่มที่ 1 : นโยบายรัฐบาล ข่าวสารทางราชการ ความสงบเรียบร้อยของสังคม ขัดศีลธรรมอันดี และความมั่นคงภายในประเทศ จำนวน 139 เรื่อง กลุ่มที่ 2 : ผลิตภัณฑ์สุขภาพ วัตถุอันตราย เครื่องสำอาง รวมถึงสินค้าและบริการที่ผิดกฎหมายจำนวน 27 เรื่อง กลุ่มที่ 3 : ภัยพิบัติ จำนวน 13 เรื่อง กลุ่มที่ 4 : เศรษฐกิจ จำนวน 2 เรื่อง กลุ่มที่ 5 : กลุ่มอาชญากรรมออนไลน์ จำนวน 42 เรื่อง นางสาวสุชาดา กล่าวต่อว่า เมื่อพิจารณาจากข่าวปลอมที่ได้รับความสนใจในลำดับต้นๆ ในสัปดาห์นี้ส่วนใหญ่เป็นข่าวที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์สุขภาพ ข่าวเกี่ยวกับนโยบายรัฐบาลและการให้บริการของหน่วยงานรัฐ ความมั่นคงระหว่างประเทศ ซึ่งทั้งหมดมีผลกระทบต่อสังคมส่วนใหญ่ อาจทำให้เกิดความเข้าใจผิด สับสน ตื่นตระหนก และวิตกกังวลได้ รวมทั้งอาจทำให้สูญเสียทรัพย์สิน หรือ ข้อมูลส่วนบุคคล โดยข่าวที่ได้รับความสนใจจากประชาชนมากที่สุด 10 อันดับ ได้แก่ อันดับที่ 1 : เรื่อง กินบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป กับน้ำอัดลมและมันเทศ เสี่ยงเสียชีวิตได้ อันดับที่ 2 : เรื่อง น้ำมันสกัดเย็น 11 ชนิด ขับสารพิษจากไต ไม่ต้องฟอกไต อันดับที่ 3 : เรื่อง เครื่องบินรบ F-16 ซ้อมทิ้งระเบิด จ.พิษณุโลก อันดับที่ 4 : เรื่อง ธนาคารเริ่มขนตู้ ATM กลับหลังคนถอนเงินสดออกหมดทุกบัญชี อันดับที่ 5 : เรื่อง ทหารกัมพูชาปลอมตัวเป็นพระสงฆ์ อันดับที่ 6 : เรื่อง พระองค์เจ้าสิริภาฯ ทรงมอบเงิน 6.5 ล้านบาท สร้างรั้ว ปกป้องประเทศ อันดับที่ 7 : เรื่อง พบหลุมขนาดใหญ่ในพื้นที่หมู่บ้านทะมาดา ฝั่งกัมพูชา ที่เกิดจากระเบิดและกระสุนปืนใหญ่ของฝ่ายไทย อันดับที่ 8 : เรื่อง กัมพูชาจะตัดความช่วยเหลือไทยอย่างเด็ดขาด หากยังไม่เปิดด่าน อันดับที่ 9 : เรื่อง เริ่มลงทะเบียนคนละครึ่งกลางเดือน ต.ค. 68 อันดับที่ 10 : เรื่อง ทหารไทยเริ่มปฏิบัติการยิงโจมตีทหารกัมพูชาก่อนที่ฐานทัพช่องอานม้า สำหรับอันดับ 1 เรื่อง “กินบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป กับน้ำอัดลมและมันเทศ เสี่ยงเสียชีวิตได้” กระทรวงดีอี ได้ประสานงานร่วมกับ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ตรวจสอบแล้วพบว่า เป็นข้อมูลเท็จ โดยขอชี้แจงว่า การรับประทานอาหารในลักษณะดังกล่าวนั้น ไม่ทำให้เกิดอันตรายร้ายแรงจนถึงขั้นเสียชีวิต และไม่ได้ทำให้กระเพาะอาหารระเบิดตามที่แชร์ต่อ ๆ กัน เพียงแค่อาจทำให้ท้องอืดได้ เนื่องจากบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปเป็นอาหารที่ย่อยยาก และน้ำอัดลมมีแก๊ส เมื่อกินร่วมกันจึงอาจทำให้เกิดแก๊สในกระเพาะอาหารมากขึ้น ทำให้ต้องเรอหรือผายลมออกมา ทั้งนี้ไม่แนะนำให้รับประทานอาหารแล้วนอนทันที โดยเฉพาะอาหารที่ย่อยยากและมีแก๊สเยอะ เพราะจะยิ่งทำให้รู้สึกอึดอัดแน่นท้องมากขึ้น แม้ว่าการกินบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปกับน้ำอัดลมหรือมันเทศจะไม่ทำให้เสียชีวิต แต่การบริโภคบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปบ่อยครั้งก็มีข้อควรระวังต่อสุขภาพในระยะยาว เนื่องจากมีโซเดียมสูง การบริโภคโซเดียมเกินความต้องการของร่างกายเป็นประจำ เสี่ยงต่อการเกิดโรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ และโรคไต ขาดสารอาหาร โดยสารอาหารหลักในบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปคือคาร์โบไฮเดรตและไขมัน แต่มีสารอาหารอื่น ๆ ที่จำเป็นต่อร่างกายน้อยมาก การกินบ่อย ๆ อาจทำให้ร่างกายขาดสารอาหารได้ ด้านข่าวปลอมอันดับ 2 เรื่อง “น้ำมันสกัดเย็น 11 ชนิด ขับสารพิษจากไต ไม่ต้องฟอกไต” กระทรวงดีอี ได้ประสานงานตรวจสอบร่วมกับ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กระทรวงสาธารณสุข พบว่าเป็นข้อมูลเท็จ โดยขอชี้แจงว่า กรณีของผลิตภัณฑ์น้ำมันสกัดเย็น 11 ชนิด หรือ อีเลฟเว่น ออยล์ ที่แสดงภาพผลิตภัณฑ์ และข้อความ “ดูแลไตด้วย 11 oil จะอยู่คู่กับคุณได้นานขึ้น ค่าไม่ปกติ ระยะไหนก็เอาอยู่” และ “ไม่อยากฟอกไต ให้สมุนไพร อีเลฟเว่นออยล์ ดูแล เพื่อรักษา เพื่อบำรุง เพื่อฟื้นฟูขับสารพิษออกจากไต เรื่องไตให้เราดูแล” รวมทั้ง “น้ำมันสกัดเย็น 11 ชนิด ช่วยบำรุงร่างกาย บำรุงสุขภาพจากภายใน ไม่มีสารตกค้างในร่างกาย” ทั้งนี้ข้อความโฆษณาดังกล่าวเป็นการโฆษณาคุณประโยชน์คุณภาพ หรือสรรพคุณของอาหารอันเป็นเท็จ หรือเป็นการหลอกลวงให้เกิดความหลงเชื่อโดยไม่สมควร อาจไม่ได้ผลทางการรักษา หากหลงเชื่อซื้อผลิตภัณฑ์ดังกล่าวจะเสียโอกาสในการรักษาและอาจทำให้โรคลุกลามขึ้น ผู้ป่วยควรปรึกษาแพทย์และเข้ารับการรักษาที่ถูกต้อง อย่างไรก็ตาม ดีอี มีความห่วงใยประชาชน เรื่องความตระหนักรู้เท่าทันข่าวปลอมที่ถูกแพร่กระจายบนสื่อออนไลน์ โซเชียล ซึ่งหากขาดความรู้เท่าทัน และส่งต่อข้อมูลข่าวปลอม ทำให้เกิดการหลงเชื่อ สร้างความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน เกิดความวิตกกังวล หรืออาจสร้างความเสียหายต่อชีวิต ทรัพย์สิน หรือข้อมูลส่วนบุคคล และอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้าง ดังนั้นจึงควรตรวจสอบข้อเท็จจริงของข่าวหรือลิงก์เว็บไซต์ให้แน่ชัดหากประชาชน พบข่าวน่าสงสัย ข้อมูลบิดเบือน สามารถแจ้งเบาะแส และตรวจสอบข่าวปลอมได้ที่ โทรสายด่วน 1111 ต่อ 87 (24 ชม.) หรือที่| เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com| Line ID: @antifakenewscenter| Facebook : Anti-Fake News Center Thailand| X : @AFNCThailand| TikTok : @antifakenewscenter| IG : afnc_thailand/ ------------------------------------------------

กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ตรวจพบข่าวปลอมรายสัปดาห์ที่เกี่ยวข้องกับอาชญากรรมออนไลน์ ซึ่งประชาชนให้ความสนใจสูงสุดอันดับที่ 1 เรื่อง “OR เปิดให้ลงทะเบียนซื้อหุ้น ผ่านเพจ โอ้อาร์ AMZN Business” รองลงมาคือเรื่อง “ออมสินออกโครงการช่วยเหลือ กู้ 50,000 บาท คืน 1,083 บาท ยื่นผ่านบัญชี TikTok @wanis2421” เตือนประชาชน อย่าหลงเชื่อข่าวปลอม หวั่นสร้างความเสียหายทั้งข้อมูลส่วนบุคคล ทรัพย์สิน และอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้าง ขอให้เลือกเชื่อ - แชร์ ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ นางสาวสุชาดา ซาง แทนทรัพย์ โฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) กล่าวถึงผลการมอนิเตอร์และรับแจ้งข่าวปลอมของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมประเทศไทย (AFNC) ซึ่งเป็นไปตามนโยบายการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยความมั่นคงและภัยทางสังคมของ นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ที่ต้องการให้มีการบูรณาการข้อมูลของหน่วยงานเพื่อเผยแพร่ความรู้ความเข้าใจด้านการใช้งานเทคโนโลยีดิจิทัลให้กับประชาชน โดยยกระดับความสำคัญเรื่องการสร้างความตระหนักรู้เท่าทันภัยอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ข่าวปลอม และข้อมูลบิดเบือน ทั้งนี้ในระหว่างวันที่ 26 กันยายน – 2 ตุลาคม 2568 พบข้อความที่เข้ามาทั้งหมด 1,205,193 ข้อความ โดยมีข้อความที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ (Verify) ทั้งสิ้น 1,020 ข้อความ สำหรับช่องทางที่มีการพบเบาะแสมากที่สุด คือ ข้อความที่มาจาก Social Listening จำนวน 994 ข้อความ ตามมาด้วยการแจ้งเบาะแสผ่าน Line Official จำนวน 23 ข้อความ และช่องทาง Facebook จำนวน 3 ข้อความ รวมเรื่องที่ต้องดำเนินการตรวจสอบทั้งหมด 223 เรื่อง และจากการประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้รับผลการตรวจสอบกลับมาแล้ว 96 เรื่อง โดยในจำนวนนี้เป็นข่าวปลอมเกี่ยวกับอาชญากรรมออนไลน์ที่ได้รับความสนใจจากประชาชนมากที่สุด 10 อันดับ ได้แก่ อันดับที่ 1 : เรื่อง OR เปิดให้ลงทะเบียนซื้อหุ้น ผ่านเพจ โอ้อาร์ AMZN Business อันดับที่ 2 : เรื่อง ออมสินออกโครงการช่วยเหลือ กู้ 50,000 บาท คืน 1,083 บาท ยื่นผ่านบัญชี TikTok @wanis2421 อันดับที่ 3 : เรื่อง ปปง. เปิดให้ลงทะเบียนขอคืนทรัพย์สินจากการถูกหลอกลวงออนไลน์ได้ที่ TikTok thairath_news297 อันดับที่ 4 : เรื่อง กรมการขนส่งทางบก รับทำใบขับขี่ออนไลน์ ผ่านเพจ มนธิรา อันดับที่ 5 : เรื่อง ลงทะเบียนรับสิทธิ์สินเชื่อกรุงไทยใจป้ำ ได้ที่ TikTok ktb.thailand494 อันดับที่ 6 : เรื่อง ติดต่อ ปปง. เพื่อขอรับเงินที่ถูกหลอกลวงออนไลน์คืน ได้ทางไลน์ไอดี amlo3 อันดับที่ 7 : เรื่อง ปปง. เปิดให้เหยื่อแก๊งคอลเซ็นเตอร์ยื่นคำร้องรับเงินคืน ผ่านเพจ Suppression Committee อันดับที่ 8 : เรื่อง เจอปัญหาไฟฟ้าขัดข้อง แจ้งได้เลยที่ไลน์ไอดี 2256208 อันดับที่ 9 : เรื่อง กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน เปิดเพจ องค์กรพัฒนาและจัดหางานประเทศไทย อันดับที่ 10 : เรื่อง OR เปิดโอกาสร่วมลงทุนเป็นเจ้าของ Cafe Amazon เริ่มต้นเพียง 1,430 บาท “เมื่อพิจารณาจากข่าวปลอมที่เกี่ยวข้องกับอาชญากรรมออนไลน์ ซึ่งประชาชนสนใจมากที่สุด จาก 10 อันดับข้างต้น พบว่าเป็นข่าวที่เกี่ยวกับการชักชวนลงทุนหุ้นในหน่วยงานและองค์กรที่น่าเชื่อถือ โครงการสินเชื่อธนาคารรัฐ รวมทั้งการให้บริการของหน่วยงานรัฐ โดยเฉพาะการคืนเงินจากมิจฉาชีพในกับผู้เสียหายที่ถูกหลอกลวง  ซึ่งมีผลกระทบต่อทั้งตัวบุคคลที่เชื่อและแชร์ข้อมูลส่งต่อกันไปเป็นวงกว้าง ทำให้ประชาชนอาจตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพ ทั้งยังอาจสร้างความเสียหายทั้งทรัพย์สินและข้อมูลส่วนบุคคลได้” นางสาวสุชาดา กล่าว สำหรับอันดับ 1 เรื่อง “OR เปิดให้ลงทะเบียนซื้อหุ้น ผ่านเพจ โอ้อาร์ AMZN Business” กระทรวงดีอี ประสานงานร่วมกับ บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR กระทรวงพลังงาน พบว่าเป็นข้อมูลเท็จ โดยขอแจ้งเตือนว่าการประชาสัมพันธ์เปิดลงทะเบียนบัญชีซื้อหุ้น ผ่านเพจ โอ้อาร์ AMZN Business นั้นเป็นการกระทำของมิจฉาชีพ เนื่องจาก OR ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเพจดังกล่าวแต่อย่างใด และไม่มีการเปิดลงทะเบียนในลักษณะดังกล่าว เพจนี้จงใจแอบอ้างใช้ชื่อและโลโก้ของ OR เพื่อสร้างความเข้าใจผิดแก่ประชาชน จึงขอให้ประชาชนอย่าหลงเชื่อและตรวจสอบข้อมูลให้รอบคอบทุกครั้งก่อนลงทุน สำหรับผู้สนใจข้อมูลเกี่ยวกับ OR เพื่อประกอบการพิจารณาลงทุนสามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้จาก เว็บไซต์ https://investor.pttor.com/th/home นอกจากนี้กระทรวงดีอี ขอเตือนประชาชนว่าการให้ข้อมูลหรือติดตั้งแอปพลิเคชันใดๆ ที่ไม่ได้มาจากช่องทางอย่างเป็นทางการ อาจมีความเสี่ยงต่อการถูกขโมยข้อมูล หรือเงินในบัญชีธนาคารได้ อย่างไรก็ตาม ดีอี มีความห่วงใยประชาชน เรื่องความตระหนักรู้เท่าทันข่าวปลอมที่ถูกแพร่กระจายบนสื่อออนไลน์ โซเชียล ซึ่งหากขาดความรู้เท่าทัน ส่งต่อข้อมูลข่าวปลอม ทำให้เกิดการหลงเชื่อ สร้างความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน สร้างความเสียหายต่อทรัพย์สิน หรือข้อมูลส่วนบุคคล และอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้าง ดังนั้นจึงควรตรวจสอบข้อเท็จจริงของข่าวหรือลิงก์เว็บไซต์ให้แน่ชัด หากประชาชน พบข่าวน่าสงสัย ข้อมูลบิดเบือน สามารถแจ้งเบาะแส และตรวจสอบข่าวปลอมได้ที่ โทรสายด่วน 1111 ต่อ 87 (24 ชม.) หรือที่| เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com| Line ID: @antifakenewscenter| Facebook : Anti-Fake News Center Thailand| X : @AFNCThailand| TikTok : @antifakenewscenter| IG : afnc_thailand/ ------------------------------------------------

วันที่ 6 ตุลาคม 2568 นางสาวชมภารี ชมภูรัตน์ หัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เข้าร่วมแสดงความยินดีเนื่องในโอกาส วันคล้ายวันสถาปนา กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ครบรอบ 23 ปี พร้อมร่วมสมทบทุน กองทุนสวัสดิการ กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง โดยมี นายอุกกฤต สตภูมินทร์ รองอธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ให้การต้อนรับ ณ ณ ห้อง BM ชั้น 5 กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ แจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ

วันที่ 6 ตุลาคม 2568 นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) พร้อมด้วยนายพชร อนันตศิลป์ ปลัดกระทรวงดีอี ร่วมประชุม คณะกรรมการอำนวยการและบริหารสถานการณ์ภัยพิบัติทางธรรมชาติ (คอภ.) เพื่อหารือเตรียมความพร้อม ติดตาม และเฝ้าระวังสถานการณ์ การป้องกัน การช่วยเหลือเยียวยาประชาชนจากสถานการณ์ภัยพิบัติทางธรรมชาติ พร้อมจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติทางธรรมชาติ (ศภช.) เป็นหน่วยบัญชาการที่บูรณาการร่วมกันระหว่างหน่วยงานภาครัฐ และภาคเอกชน เพื่อปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติทางธรรมชาติแบบเบ็ดเสร็จ (One stop service) ณ ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล

วันที่ 6 ตุลาคม 2568 นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานการแถลงนโยบายขับเคลื่อนกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม โดยมีนายพชร อนันตศิลป์ ปลัดกระทรวงดีอี พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร และหัวหน้าหน่วยงานในสังกัดกระทรวงดิจิทัล เข้าร่วม ณ ห้องประชุม 203 ชั้น 2 อาคารกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (แห่งใหม่) ศูนย์ราชการฯ อาคาร ซี ถ.แจ้งวัฒนะ หลักสี่ กรุงเทพฯ   นายไชยชนก กล่าวว่า ตามที่คณะรัฐมนตรีนำโดย นายอนุทิน ชาญวีระกูล นายกรัฐมนตรี ได้แถลงนโยบายต่อรัฐสภาเมื่อวันที่ 29 กันยายน 2568 ที่ผ่านมานั้น กระทรวงดีอี ได้เตรียมดำเนินการขับเคลื่อนภารกิจที่สำคัญเร่งด่วนรองรับนโยบายรัฐบาลครอบคลุมทุกด้าน ได้แก่ 1. ภัยธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 2. ภัยความมั่นคง  3. ภัยเศรษฐกิจ 4. ภัยสังคม และ 5. การบริหารภาครัฐ ตามแนวทาง  “Quick Win” โดยเน้นให้ความสำคัญกับความโปร่งใสในกระบวนการทำงานทุกขั้นตอน และสามารถตรวจสอบได้ ซึ่งมีเป้าหมายหลักในการแก้ไขปัญหา และลดผลกระทบจากภัยที่กล่าวมาข้างต้นให้กับพี่น้องประชาชน ได้แก่    1.ภัยธรรมชาติ  ขอให้หน่วยงานร่วมบูรณาการการใช้งานข้อมูลด้านอุตุนิยมวิทยา หรือเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องร่วมกับหน่วยงานอื่นๆ ทั้งหน่วยงานภาครัฐ เอกชน และภาคประชาสังคม ทั้งภายในประเทศ และระหว่างประเทศ เพื่อพัฒนาและออกแบบแผนงานการนำข้อมูลไปใช้งานด้านการรับมือภัยธรรมชาติ ให้มีความแม่นยำและสอดคล้องกับสถานการณ์มากยิ่งขึ้น โดยเน้นให้ความสำคัญเรื่องของการใช้เทคโนโลยีเพื่อความปลอดภัย การลดความสูญเสีย และเยียวยาความเสียหายของประชาชนที่ได้รับจากภัยพิบัติต่างๆ  รวมถึงการใช้ข้อมูลอุตุนิยมวิทยาและดาวเทียมเพื่อวางแผนในการเตือนภัยพิบัติอย่างละเอียดและแม่นยำมากขึ้น พร้อมกับส่งเสริมเพิ่มเติมทางการสื่อสารในการแจ้งเตือนภัยพิบัติให้เข้าถึงประชาชนในทุกระดับ รวมทั้งติดตามเฝ้าระวัง และเตรียมความพร้อมรับมือความเสียหายของโครงข่ายการสื่อสารโทรคมนาคม ซึ่งส่งผลกระทบต่อประชาชน และเร่งรัดแก้ไขในทันที   2.ภัยความมั่นคง เร่งรัดให้มีการส่งเสริมความรู้ความเข้าใจด้านการใช้งานเทคโนโลยีดิจิทัลให้กับประชาชน โดยยกระดับความสำคัญเรื่องการสร้างความตระหนักรู้เท่าทันภัยอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ให้เป็นเรื่องฉุกเฉินเร่งด่วน พร้อมกับบูรณาการร่วมกับหน่วยงานอื่นๆ ด้วยการนำเทคโนโลยีและข้อมูลที่มีในหน่วยงานของกระทรวงดีอีมาใช้ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ นอกจากนี้ขอให้หน่วยงานได้ จัดทำแนวทางการใช้เทคโนโลยีเพื่อเสริมสร้างความมั่นคงตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ช่วยลดความตึงเครียด และช่วยป้องกันการสูญเสียชีวิตและทรัพย์สินของทหารและประชาชน และสนับสนุนเทคโนโลยีโดยการบูรณาการร่วมกับภาคเอกชน เช่น เทคโนโลยีโดรน เป็นต้น รวมทั้งการบูรณาการความร่วมมือกับฝ่ายความมั่นคง และภาคเอกชนด้านโทรคมนาคม (Operator)  เกี่ยวกับสัญญาณสื่อสารตามแนวชายแดนทั้งหมดตามนโยบายของนายกรัฐมนตรี เพื่อสนับสนุนฝ่ายความมั่นคงอย่างเต็มรูปแบบ   3.ภัยเศรษฐกิจ จากภาวะเศรษฐกิจทั่วโลก ซึ่งอาจก่อให้เกิดผลกระทบในเชิงเศรษฐกิจของประเทศไทยในสถานการณ์ที่ไม่อาจคาดการณ์และประเมินได้ ดังนั้นกระทรวงดีอี โดยหน่วยงานในสังกัดจะต้องเป็นผู้นำในการส่งเสริมสนับสนุนผู้ประกอบการดิจิทัล เพื่อช่วยลดผลกระทบจากเศรษฐกิจที่อาจเกิดขึ้นได้  ขณะเดียวกัน กระทรวงดีอี พร้อมสนับสนุนการแก้ไขปัญหาการผูกขาดของแพลตฟอร์มรายใหญ่ โดยจะร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาการกำหนดมาตรการกำกับดูแลการแข่งขันที่เป็นธรรม พร้อมทั้งส่งเสริมแนวทางการสร้างความสมดุลระหว่างผู้ประกอบการแพลตฟอร์ม และประชาชนทั้งที่เป็นผู้บริโภค และผู้ให้บริการในแพลตฟอร์ม รวมถึงการให้ความสำคัญกับมาตรฐานความปลอดภัย   4.ภัยทางสังคม    สนับสนุนการเข้าถึงเทคโนโลยีขั้นพื้นฐาน อินเทอร์เน็ต เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ข้อมูลและบริการต่าง ๆ โดยเฉพาะ AI ที่เป็นเทคโนโลยีสำคัญพื้นฐานในปัจจุบัน สร้างความตระหนักรู้และเข้าใจในการใช้ AI อย่างถูกต้องและปลอดภัย (AI Literacy) เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิต เพิ่มความเข้าใจ และสร้างสังคมดิจิทัลที่ทุกคนมีส่วนร่วมได้จริงอย่างปลอดภัยและสร้างสรรค์ สำหรับกรณีของภัยทางสังคมนั้น หลังจากมีแผนรับมือกับภัยทางธรรมชาติ และภัยความมั่นคงแล้ว สามารถนำมาประยุกต์ใช้ในการแก้ไขภัยทางสังคมได้ในแนวทางเดียวกัน พร้อมทั้งการส่งเสริมและสนับสนุนการใช้เทคโนโลยีเพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางสังคมได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ด้านการยกระดับมาตรการปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์และอาชญากรรมออนไลน์ จะมีการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดและบูรณาการการทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานภาครัฐและเอกชน กำหนดมาตรการป้องกันและปราบปรามเชิงรุกกับอาชาญกรรมทางเทคโนโลยีเพิ่มเติม เพื่อลดความเสี่ยงของการเกิดความเสียหายต่อทั้งบุคคลและระบบเศรษฐกิจโดยรวมที่มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น   “เนื่องจากปัจจุบันประเทศกำลังเผชิญกับสภาวะของภัย 4 ด้าน และรัฐบาลมีระยะเวลาทำงานเพียง 4 เดือน ดังนั้นการมอบหมายนโยบายจึงจะต้องมีจุดเริ่มต้นที่ทุกหน่วยงานมองเห็นปัญหาที่เกิดขึ้นตรงกัน และพร้อมที่จะแก้ไขปัญหาร่วมกัน สำหรับกระทรวงดีอี ในสถานการณ์ปกติถือเป็นหน่วยงานหลักในการกำหนดทิศทางของประเทศ ด้วยการวางฐานเทคโนโลยีที่มั่นคงและยั่งยืน แต่ในสถานการณ์ที่กล่าวมาข้างต้น ตนจึงขอให้มีการดำเนินการเพิ่มแผนงานภารกิจในการแก้ไขปัญหา และลดความเสียหายจากภัยทั้ง 4 ด้านที่ประเทศกำลังเผชิญ โดยเน้นให้ความสำคัญเรื่องความโปร่งใส สามารถตรวจสอบได้ในทุกขั้นตอน ด้วยหลักการของการบูรณาการ การส่งเสริมผลักดัน การสนับสนุน และประคับประคองประชาชน ผู้ประกอบการ เพื่อให้ก้าวผ่านสถานการณ์ในปัจจุบันไปได้” รมว.ดีอี กล่าวในตอนท้าย   -----------------------------------------------------------------------------

วันที่ 7 ตุลาคม 2568 ว่าที่ร้อยตรี ธนะสิทธิ์ เอี่ยมอนันชัย ผู้ตรวจราชการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เข้าร่วมแสดงความยินดีเนื่องในโอกาส วันคล้ายวันสถาปนา สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ครบรอบ 14 ปี พร้อมร่วมสมทบทุน โดยมี ศาสตราจารย์คลินิก นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธานกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ พร้อมด้วย พลตำรวจเอก ดร.ณัฐธร เพราะสุนทร กสทช. (ด้านกฎหมาย) ให้การต้อนรับ ณ หอประชุมสายลม 5011 สำนักงาน กสทช. กรุงเทพฯ

วันที่ 7 ตุลาคม 2568 นายพชร อนันตศิลป์ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ประชุมหารือ กับผู้แทนจากบริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ (NT)ในหัวข้อ ระบบเตือนภัยประชาชนกรณีเกิดภัยพิบัติ เพื่อร่วมพัฒนาและเสริมสร้างประสิทธิภาพในการแจ้งเตือนภัยให้แก่ประชาชน โดยมี นางสาวชมภารี ชมภูรัตน์ หัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงดีอี และผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ณ ห้องประชุม ชั้น 10 กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

วันที่ 8 ตุลาคม 2568 ดร.เอกพงษ์ หริ่มเจริญ ผู้อำนวยการสำนักงานสถิติแห่งชาติ ในฐานะ ศูนย์ปฏิบัติการเพื่อป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ศปอท.) ให้การต้อนรับ คณะผู้แทนจากสถาบันความมั่นคงแห่งชาติ (National Institute of Security Studies - NISS) ของสหพันธ์สาธารณรัฐไนจีเรีย ในโอกาสเข้าศึกษาดูงาน ด้านการปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี และการดำเนินงานของศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ (AOC 1441) ณ ศูนย์ปฏิบัติการฯ  AOC 1441 กรุงเทพฯ

วันนี้ (8 ตุลาคม 2568) นางสาวกัลยา ชินาธิวร ที่ปรึกษาด้านต่างประเทศ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ทำหน้าที่หัวหน้าคณะผู้แทนไทย และในฐานะประธาน ADGSOM ได้กล่าวเปิดการประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโสอาเซียนด้านดิจิทัลและผู้นำสภาหน่วยงานกำกับดูแลกิจการโทรคมนาคมแห่งอาเซียน อย่างไม่เป็นทางการ ครั้งที่ 2 (The 2nd ASEAN Digital Senior Officials Meeting - ASEAN Telecommunications Regulators’ Council Leaders’ Retreat) ระหว่างวันที่ 8 - 9 ตุลาคม 2568 ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย โดยการประชุมฯ มีวัตถุประสงค์เพื่อขับเคลื่อนการดำเนินงานความร่วมมือด้านดิจิทัล ภายใต้แผนแม่บทอาเซียนด้านดิจิทัล ค.ศ. 2025 (ASEAN Digital Masterplan 2025) โดยในส่วนของประเทศไทยได้นำเสนอความก้าวหน้าการดำเนินการโครงการ ได้แก่ โครงการ ASEAN Digital Masterplan 2025 Completion Report โครงการ The Development of Guidelines for Digital Platform Regulation in ASEAN โครงการ ASEAN AI Transition Innovation Framework และโครงการ ASEAN Digital Capacity Building for Smart Cities: ASEAN Chief Smart City Officers (ASEAN-CSCO) นอกจากนี้ ได้มีการหารือทวิภาคีร่วมกับ Mr. Fabian Bigar, Secretary General, Ministry of Digital มาเลเซีย ได้มีการหารือเกี่ยวกับการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ในบริการภาครัฐ และแนวทางการยกระดับความร่วมมือด้านดิจิทัลระหว่างไทยกับมาเลเซีย เช่น การจัดการประชุมหารือระดับรัฐมนตรีและระดับเจ้าหน้าที่อาวุโสระหว่างกันเป็นประจำ

icon-sitemap    std-w1    std-w2    WCAG 2.0 (Level AA)
จำนวนผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์ Loading...


กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

เลขที่ 120 หมู่ 3 ชั้น 8-11 ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 (อาคาร ซี) ซอยแจ้งวัฒนะ 7 ถนนแจ้งวัฒนะ แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ 10210

facebook
instagram
twitter
youtube
rss
tiktok
threads
Icon Q&A
black ribbon.