Logo DE Ministry.
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
Ministry of Digital Economy and Society
Logo DE Ministry.
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
Ministry of Digital Economy and Society
ตัวช่วยเหลือในการเข้าถึงเว็บไซต์
ค้นหา

  ศาสตราจารย์พิเศษวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เปิดเผยว่า ตามที่กระทรวงดีอี ได้ดำเนินมาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ตามนโยบายของรัฐบาล ซึ่งเน้นให้ความสำคัญกับมาตรการการตรวจสอบ เฝ้าระวัง และปิดกั้นโซเชียลมีเดีย เพจ เว็บไซต์ผิดกฎหมาย โดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับการพนันออนไลน์ เพื่อเป็นการตัดวงจรช่องทางการก่ออาชญากรรมที่สำคัญของขบวนการมิจฉาชีพ   ที่ผ่านมาตลอดระยะเวลา 1 ปี (ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2566 – 30 กันยายน 2567) กระทรวงดีอีได้ทำการปิดกั้นโซเชียลมีเดีย เพจ และเว็บไซต์ผิดกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการพนันออนไลน์แล้ว จำนวน 62,213 รายการ เพิ่มขึ้น 30.22 เท่า จากช่วงเวลาเดียวกัน (1 ต.ค.65 – 30 ก.ย.66) ที่มีจำนวน 2,059 รายการ   ขณะเดียวกันกระทรวงดีอี ได้ดำเนินตามมาตรการอย่างเคร่งครัด กับผู้ที่มีส่วนร่วมในการกระทำความผิด รวมทั้งผู้ให้บริการเครือข่ายอินเทอร์เน็ต (ISP) ที่เพิกเฉยไม่ให้ความร่วมมือดำเนินการระงับการทำให้แพร่หลายหรือลบข้อมูลคอมพิวเตอร์ออกจากระบบคอมพิวเตอร์ของเว็บไซต์ที่เกี่ยวข้องกับการพนันออนไลน์ตามคำสั่งศาล   ล่าสุดองค์คณะผู้มีอำนาจปรับเป็นพินัยฯ ได้พิจารณาและมีคำสั่งปรับเป็นพินัยกับผู้ให้บริการเครือข่ายอินเทอร์เน็ต (ISP)  จำนวน 178 เว็บไซต์ ใน 4 คดี รวมจำนวนค่าปรับเป็นพินัยทั้งสิ้น จำนวนกว่า 21 ล้านบาท ซึ่งครบกำหนดระยะเวลาที่ต้องชำระค่าปรับเป็นพินัยแล้ว แต่ ISP ทั้ง 4 ราย ยังไม่ได้ชำระค่าปรับเป็นพินัยตามจำนวนและระยะเวลาที่กำหนด กระทรวงดีอีจึงจะดำเนินการส่งสำนวนคดีให้พนักงานอัยการเพื่อดำเนินการฟ้องคดีต่อศาลตามกฎหมายและระเบียบฯ ต่อไป   แจ้งเบาะแส ข่าวปลอม และอาชญากรรมออนไลน์ทุกรูปแบบ โทรสายด่วน 1111 (24 ชม.) |  Line ID: @antifakenewscenter | เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com   --------------------------------------------------------------------------------------

 วันที่ 1 พฤศจิกายน 2567 นางสาวยุพาภรณ์ ศิริกิจพาณิชย์กูล ผู้ช่วยปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ร่วมแสดงความยินดี ในโอกาสวันคล้ายวันสถาปนา สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือGISTDA (สทอภ.) ครบรอบ 24 ปี พร้อมร่วมบริจาคสมทบทุน โดยมี นายพีร์ ชูศรี รองผู้อำนวยการ สทอภ. ให้การต้อนรับ ณ ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ อาคาร B แจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ

วันที่ 4 พฤศจิกายน 2567 นายเอกพงษ์ หริ่มเจริญ ผู้ตรวจราชการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานการประชุมหารือผลการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างระบบฐานข้อมูลกลางของศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมทางออนไลน์ AOC 1441 กับระบบ Thai Police Online เพื่อติดตามผลการดำเนินงาน ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการประสานงาน และแก้ไขปัญหาอาชญากรรมทางออนไลน์ให้มีความรวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยมี นางสาวยุพาภรณ์ ศิริกิจพาณิชย์กูล ผู้ช่วยปลัดกระทรวงดีอี พันตำรวจเอก เจษฎา บุรินทร์สุชาติ  ผู้กำกับการกลุ่มงานรักษาความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.) และผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ณ ห้องประชุม 801 กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

นางสาววงศ์อะเคื้อ บุญศล โฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ฝ่ายการเมือง เปิดเผยว่า ในช่วงวันที่ 28 ตุลาคม – 3 พฤศจิกายน 2567 ที่ผ่านมา ศูนย์ AOC 1441 (Anti Online Scam Operation Center) ได้มีรายงานเคสตัวอย่างอาชญากรรมออนไลน์ที่ประชาชนได้รับผลกระทบจากการถูกหลอกลวง จำนวน 5 เคส ประกอบด้วย   คดีที่ 1 คดีข่มขู่ทางโทรศัพท์ให้เกิดความกลัวแล้วหลอกให้โอนเงิน (Call Center) มูลค่าความเสียหาย 1,480,741 บาท โดยผู้เสียหายได้รับการติดต่อจากมิจฉาชีพผ่านทางโทรศัพท์ อ้างตนเป็นเจ้าหน้าที่เครือข่าย โทรศัพท์AIS แจ้งว่าผู้เสียหายได้ทำการเปิดหมายเลขโทรศัพท์ผิดกฎหมาย และโอนสายไปให้สนทนากับเจ้าหน้าที่ตำรวจภูธรจังหวัดสระแก้ว โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจแจ้งว่าหมายเลขโทรศัพท์มือถือ และบัญชีธนาคารของผู้เสียหายถูกใช้ในการฟอกเงินคดียาเสพติดในพื้นที่ชายแดน จากนั้นขอตรวจสอบเส้นทางการเงินในบัญชี หากไม่ให้ความร่วมมือจะมีความผิดตามกฎหมาย ผู้เสียหายหลงเชื่อจึงโอนเงินไป ภายหลังการโอนเสร็จไม่สามารถติดต่อได้อีก ผู้เสียหายเชื่อว่าตนเองถูกมิจฉาชีพหลอก   คดีที่ 2 คดีหลอกลวงให้โอนเงินเพื่อรับรางวัล หรือวัตถุประสงค์อื่นๆ  มูลค่าความเสียหาย 1,989,574 บาท ผู้เสียหายได้รับข้อความ SMS จากมิจฉาชีพผ่านช่องทางโทรศัพท์แจ้งว่าพัสดุของท่านจัดส่งไม่สำเร็จ เนื่องจากเกิดความเสียหายขึ้น และจะโอนเงินค่าสินค้าคืนให้ Flash Express ผู้เสียหายหลงเชื่อจึงกดลิงก์ไปจากนั้นเพิ่มเพื่อนทาง Line อัตโนมัติ มิจฉาชีพอ้างตนเป็นเจ้าหน้าที่ Flash Express ให้ดำเนินการทำตามขั้นตอนต่าง ๆ ที่เจ้าหน้าที่แนะนำจนเสร็จสิ้นขั้นตอน ต่อมาภายหลังได้รับข้อความ SMS จากธนาคารแจ้งว่ายอดเงินในบัญชีได้ถูกโอนออกไปจนหมด   คดีที่ 3 คดีหลอกลวงให้กู้เงิน มูลค่าความเสียหาย 826,663 บาท ผู้เสียหายพบโฆษณาสินเชื่อกู้เงินง่ายผ่านช่องทาง Facebook ผู้เสียหายสนใจจึงทักไปสอบถามรายละเอียด จากนั้นได้เพิ่มเพื่อนทาง Line มิจฉาชีพให้กรอกข้อมูลและแจ้งว่าให้โอนเงิน เพื่อเป็นค่าประกันสินเชื่อ ผู้เสียหายหลงเชื่อจึงโอนเงินไป แต่ไม่สามารถถอนเงินกู้ออกมาได้ มิจฉาชีพแจ้งว่าผู้เสียหายกรอกข้อมูลส่วนตัวผิดพลาดระบบจึงทำการล็อกรายการไว้ให้โอนเงิน เพื่อขอรหัสแก้ไข ผู้เสียหายจึงโอนเงินไปให้อีกครั้ง จากนั้นไม่สามารถติดต่อได้อีก ผู้เสียหายเชื่อว่าตนเองถูกมิจฉาชีพหลอก   คดีที่ 4 คดีหลอกลวงให้ลงทุนผ่านระบบคอมพิวเตอร์ มูลค่าความเสียหาย 453,599 บาท ทั้งนี้้ผู้เสียหายได้รับการติดต่อจากมิจฉาชีพผ่านทาง Facebook ชักชวนลงทุนเทรดหุ้น ผู้เสียหายสนใจจึงโอนเงินลงทุนแล้วทำการเทรดมาเรื่อย ๆ ต่อมา ผู้เสียหายต้องการถอนเงินแต่ไม่สามารถถอนได้ มิจฉาชีพแจ้งว่าต้องเสียค่าภาษีและค่าธรรมเนียมก่อน ผู้เสียหายหลงเชื่อจึงโอนเงินไปให้ หลังจากโอนเงินเสร็จก็ยังไม่สามารถถอนเงินได้อีก มิจฉาชีพแจ้งว่าระบบขัดข้องมีปัญหาให้รอก่อน ภายหลังผู้เสียหายได้รับข้อมูลจากเพื่อนว่าเป็นขบวนการมิจฉาชีพ   และคดีที่ 5  คดีหลอกลวงให้รักแล้วโอนเงิน (Romance Scam) มูลค่าความเสียหาย 310,000 บาท โดยผู้เสียหายได้รับการติดต่อจากมิจฉาชีพผ่านช่องทาง Facebook ใช้โพรไฟล์เป็นหญิงสาว หน้าตาดีและได้เพิ่มเพื่อนทาง Line จากนั้น VDO Call สนทนากัน ฝ่ายหญิงอ้างว่าพักอาศัยอยู่ต่างประเทศมักใช้คำพูดอ่อนหวานกับตนและแจ้งว่าได้ส่งของขวัญเป็นสร้อยทองข้อมือ ของผู้ชายที่มีมูลค่าหลายล้านบาทมาให้ แต่ต้องโอนค่าภาษีค่าธรรมเนียมและค่าขนส่งไปให้ฝ่ายหญิง ผู้เสียหายหลงเชื่อจึงโอนไปให้หลายครั้ง จากนั้นตนเริ่มสงสัยจึงขอ VDO Call เพื่อดู สร้อยทองข้อมือที่จะส่งมาให้ ปรากฏว่าฝ่ายหญิงไม่สามารถติดต่อได้อีก ผู้เสียหายเชื่อว่าตนเองถูกมิจฉาชีพหลอก   สำหรับมูลค่าความเสียหายที่เกิดขึ้นทั้ง 5 คดี รวม 5,060,577 บาท   ทั้งนี้ผลการดำเนินงานของ ศูนย์ AOC 1441 ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2566 ถึง วันที่ 25 ตุลาคม 2567 มีตัวเลขสถิติผลการดำเนินงานดังนี้   1. สายโทรเข้า 1441 จำนวน 1,179,500 สาย / เฉลี่ยต่อวัน 3,214 สาย   2. ระงับบัญชีธนาคาร จำนวน 365,404 บัญชี / เฉลี่ยต่อวัน 1,128 บัญชี   3. ระงับบัญชีตามประเภทคดีสูงสุด 5 ประเภท ได้แก่ (1) หลอกลวงซื้อขายสินค้าหรือบริการ 108,237 บัญชี คิดเป็นร้อยละ 29.62 (2) หลอกลวงหารายได้พิเศษ 89,692 บัญชี คิดเป็นร้อยละ 24.55 (3) หลอกลวงลงทุน 56,177 บัญชี คิดเป็นร้อยละ 15.37 (4) หลอกลวงให้โอนเงินเพื่อรับรางวัล 30,151 บัญชี คิดเป็นร้อยละ 8.25 (5) หลอกลวงให้กู้เงิน 28,598 บัญชี คิดเป็นร้อยละ 7.83 (และคดีอื่นๆ 52,549 บัญชี คิดเป็นร้อยละ 14.38)   “จากเคสตัวอย่างจะเห็นได้ว่า มิจฉาชีพ หรือ แก๊งคอลเซ็นเตอร์ ใช้วิธีการหลอกลวงผู้เสียหาย ด้วยการอ้างเป็นเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานที่น่าเชื่อถือ ขณะที่บางเคสเป็นการหลอกลวงให้มีการกู้เงิน รวมทั้งหลอกลวงให้ลงทุนในธุรกิจ ด้วยวิธีการติดต่อโทร หรือผ่านช่องทางโซเชียลมีเดียอย่าง facebook และ Line ก่อนที่จะหลอกลวงให้มีการติดตั้งแอปพลิเคชันดูดเงิน ทั้งนี้ขอย้ำว่า กรณีการข่มขู่ผู้เสียหายว่ามีการกระทำผิดในอาชญากรรมออนไลน์ ขอให้ผู้เสียหายตรวจสอบข้อมูลจากศูนย์ AOC 1441 เพื่อความแน่ใจ ก่อนที่จะมีการการดำเนินการใดๆ เพื่อความปลอดภัย ด้านกรณีการลงทุนในธุรกิจที่ไม่มีการรับรองโดยหน่วยงานที่มีความน่าเชื่อถือ เป็นการเสี่ยงต่อการถูกหลอกลวง ขณะเดียวกันกรณีที่อ้างมีการแอบอ้างให้บริการสินเชื่อ ควรพิจารณาอย่างรอบคอบถึงความน่าเชื่อถือของบริษัทที่ให้บริการ รวมทั้งการให้รางวัล หรือโอนเงินบำนาญ หรือการทำธุรกรรมของเจ้าหน้าที่รัฐนั้น ควรตรวจสอบจากหน่วยงานนั้นๆ โดยตรง และควรตระหนักเป็นอันดับแรกว่าการติดต่อโดยตรงจากเจ้าหน้าที่รัฐถึงประชาชน เป็นการติดต่อที่น่าสงสัย       ดังนั้นขอให้สอบถามรายละเอียดให้แน่ชัดก่อนให้ข้อมูลส่วนบุคคล และทำการเพิ่มเพื่อนหรือดำเนินการใดๆในโซเชียลมีเดีย นอกจากนี้ควรตรวจสอบการลงทุนในธุรกิจต่างๆ อย่างรอบคอบ และติดต่อสอบถามไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อสอบถามรายละเอียดให้แน่ชัด หรือติดต่อผ่านทางสายด่วน AOC 1441 เพื่อยืนยันตรวจสอบข้อเท็จจริง” นางสาววงศ์อะเคื้อ กล่าว   อย่างไรก็ตาม ขอให้ประชาชนยึดหลัก 4 ไม่ คือ 1. ไม่กดลิงก์ 2.ไม่เชื่อ 3.ไม่รีบ และ 4.ไม่โอน ก่อนที่จะทำธุรกรรมใดๆ อย่ากดเข้าลิงก์เว็บไซต์ หรือดาวน์โหลด และอัปโหลดแพลตฟอร์ม ที่มีการส่งต่อจากช่องทางที่ไม่แน่ใจ โดย กระทรวง ดีอี ได้เร่งดำเนินการปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ทุกรูปแบบร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการเผยแพร่ให้ความรู้เกี่ยวกับการป้องกันภัยอาชญากรรมออนไลน์ ผ่านศูนย์ AOC 1441 เพื่อแก้ไขปัญหาที่ส่งผลกับประชาชนอย่างต่อเนื่อง   หากประชาชนโดนหลอกออนไลน์ โทรแจ้งดำเนินการ ระงับ อายัดบัญชี AOC 1441 แจ้งเบาะแส ข่าวปลอม และอาชญากรรมออนไลน์ทุกรูปแบบ โทรสายด่วน 1111 (24 ชม.) |  Line ID: @antifakenewscenter | เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com --------------------------------------------------------------------------------------        

วันที่ 5 พฤศจิกายน 2567 นางสาวชมภารี ชมภูรัตน์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานเปิดการฝึกบริหารวิกฤตการณ์ระดับชาติ ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ประจำปี พ.ศ. 2567 เพื่อเตรียมความพร้อมในการรับมือกับวิกฤตการณ์ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารที่อาจเกิดขึ้น เพื่อพัฒนาขีดความสามารถในการประสานงานและแก้ไขปัญหาร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีหน่วยงาน และผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ณ ศูนย์ประชุมวายุภักษ์ โรงแรมเซ็นทารา ไลฟ์ ศูนย์ราชการ และคอนเวนชันเซ็นเตอร์ แจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ  

วันที่ 5 พฤศจิกายน 2567 นายณัฐพล ณัฏฐสมบูรณ์ รองปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานเปิดงานการประชุม “APSCC 2024 (Asia-Pacific Satellite Communications Council) Satellite Conference & Exhibition” ภายใต้หัวข้อ "ก้าวสู่ดินแดนอนาคต: เผชิญความเปลี่ยนแปลงและโอกาสในอุตสาหกรรมอวกาศ"  ณ โรงแรมชาเทรียม แกรนด์ กรุงเทพฯ   สำหรับงาน  APSCC 2024 เป็นงานประชุมประจำปีที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก โดยเป็นเวทีสำคัญสำหรับผู้เชี่ยวชาญ นักวิชาการ มาร่วมแลกเปลี่ยนความรู้ ด้านเทคโนโลยีอุตสาหกรรมดาวเทียมและอวกาศ พร้อมอัปเดตเทรนด์ และความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีต่างๆ

  วันที่ 6 พฤศจิกายน 2567 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานการประชุมผู้บริหารกระทรวงดีอี และหัวหน้าหน่วยงานในสังกัด (Top Executives) ครั้งที่ 13/2567 โดยมี คณะผู้บริหาร และคณะหัวหน้าหน่วยงานในสังกัดกระทรวง ดีอี เข้าร่วมประชุม ณ ห้องประชุม 801 ชั้น 8 อาคาร NT สำนักงานใหญ่

วันที่ 6 พฤศจิกายน 2567 นางปิยนุช วุฒิสอน ผู้อำนวยการสำนักงานสถิติแห่งชาติ รักษาราชการแทน รองปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ร่วมกล่าวสนับสนุนในพิธีเปิดงานนิทรรศการไทยแลนด์เมืองอัจฉริยะ ประจำปี 2567 (Thailand Smart City Expo 2024) และมอบตราสัญลักษณ์เมืองอัจฉริยะประเทศไทย ประกาศนียบัตรเขตส่งเสริมเมืองอัจฉริยะ และรางวัลสำหรับผู้ชนะการประกวด Smart City Solutions Awards 2024 โดยมี นายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี (นางสาวแพทองธาร ชินวัตร) เป็นประธานในพิธี จัดโดยบริษัท เอ็น.ซี.ซี. แมนเนจเม้นท์ แอนด์ ดิเวลลอปเม้นท์ จำกัด และสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa) ภายใต้กระทรวง ดีอี ในระหว่างวันที่ 6-8 พฤศจิกายน 2567 ณ ฮอลล์ 4 ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพฯ   สำหรับงานนี้ นับเป็นเวทีแห่งโอกาสธุรกิจประจำปีที่ช่วยผลักดันให้ประเทศไทยก้าวไปสู่การเป็นเมืองอัจฉริยะได้อย่างก้าวกระโดดและยั่งยืน อีกทั้งยังเป็นเวทีสำหรับการแลกเปลี่ยนเทคนิคและความรู้เกี่ยวกับการนำเทคโนโลยีเพื่อการบริหารจัดการเมือง เกิดการให้บริการประชาชนอย่างชาญฉลาด เท่าทันการเปลี่ยนแปลง และแก้ไขปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพ

วันที่ 8 พฤศจิกายน 2567 นางปิยนุช วุฒิสอน ผู้อำนวยการสำนักงานสถิติแห่งชาติ รักษาราชการแทน รองปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี)  เป็นประธานในพิธีเปิดโครงการฝึกอบรมหลักสูตรการเป็นข้าราชการที่ดี กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 รุ่นที่ 1 เพื่อให้ข้าราชการบรรจุใหม่มีความรู้ ความเข้าใจในกฎระเบียบ แบบแผนในการปฏิบัติราชการ พร้อมเรียนรู้การทำงานร่วมกับผู้อื่นในระบบราชการให้มีความรับผิดชอบต่อหน้าที่ของความเป็นข้าราชการที่ดี ณ ห้องประชุม MDES 1 กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

วันที่ 11 พฤศจิกายน 2567 นายเอกพงษ์ หริ่มเจริญ ผู้ตรวจราชการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานการประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อการบูรณาการ การทำงานในการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ เพื่อเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการป้องกันและปราบปราม เพิ่มประสิทธิภาพในการรับมือกับภัยคุกคามทางออนไลน์ในรูปแบบต่างๆ โดยมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ณ ห้องประชุม 803 ชั้น 8 กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

    นางสาววงศ์อะเคื้อ บุญศล โฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ฝ่ายการเมือง เปิดเผยว่า ในช่วงวันที่ 4 – 10 พฤศจิกายน 2567 ที่ผ่านมา ศูนย์ AOC 1441 (Anti Online Scam Operation Center) ได้มีรายงานเคสตัวอย่างอาชญากรรมออนไลน์ที่ประชาชนได้รับผลกระทบจากการถูกหลอกลวง จำนวน 5 เคส ประกอบด้วย   คดีที่ 1 คดีหลอกลวงให้ลงทุนผ่านระบบคอมพิวเตอร์ มูลค่าความเสียหาย 5,486,777 บาท โดยผู้เสียหายพบโฆษณาเชิญชวนเทรดหุ้นผ่านช่องทาง Facebook ตนสนใจจึงเพิ่มเพื่อน ทาง Line สอบถามรายละเอียด มิจฉาชีพแนะนำและสอนขั้นตอนวิธีการต่าง ๆ การเทรดหุ้นแก่ตน ตนจึงโอนเงินเพื่อเทรดหุ้น ในช่วงแรกสามารถถอนเงินจากระบบได้ ตนจึงโอนเงินเพิ่มและเทรดหุ้นได้จำนวนมากขึ้นแต่ไม่สามารถถอนเงินได้ มิจฉาชีพแจ้งว่าต้องโอนเงินเพิ่มอีกเพื่อเป็นค่าดำเนินการ ผู้เสียหายเชื่อว่าตนถูกมิจฉาชีพหลอก   คดีที่ 2 คดีหลอกลวงให้โอนเงินเพื่อทำงานหารายได้พิเศษ มูลค่าความเสียหาย 1,587,872 บาท ผู้เสียหายพบโฆษณาทำงานหารายได้พิเศษผ่านช่องทาง Facebook เป็นการรีวิวสินค้าเสื้อผ้าเด็ก และมีการชักชวนให้ทำกิจกรรมระหว่างช่วงรอสินค้า โดยให้ตนโอนเงิน เพื่อซื้อสินค้าหลากหลายประเภท ในช่วงแรกได้รับค่าตอบแทนกลับมา ช่วงหลังมิจฉาชีพ ให้โอนเงินซื้อสินค้าด้วยราคาที่สูงขึ้น ตนหลงเชื่อโอนเงินเพิ่มแต่ไม่ได้รับค่าตอบแทน ผู้เสียหายเชื่อว่าตนถูกมิจฉาชีพหลอก   คดีที่ 3 คดีหลอกลวงให้โอนเงินเพื่อทำงานหารายได้พิเศษ มูลค่าความเสียหาย 578,218 บาท ผู้เสียหายได้พบโฆษณาชักชวนทำงานต่างประเทศผ่านช่องทาง Facebook ตนสนใจ จึงเพิ่มเพื่อนทาง Line สอบถามรายละเอียด จากนั้นมิจฉาชีพแจ้งให้ตนโอนเงินเพื่อเป็น ค่าดำเนินการ ค่าเอกสาร ค่าภาษี และค่าแลกเปลี่ยนสกุลเงิน ตนหลงเชื่อจึงโอนเงินไป ภายหลังตนได้นำข้อมูลในโฆษณาไปตรวจสอบกับบริษัทจัดหางาน พบว่าทางบริษัท โดนมิจฉาชีพนำชื่อบริษัทไปแอบอ้าง บริษัทจัดหางานแจ้งว่าไม่มีการโฆษณาเพื่อชักชวนคนไปทำงานต่างประเทศแต่อย่างใด ผู้เสียหายเชื่อว่าตนถูกมิจฉาชีพหลอก   คดีที่ 4 คดีข่มขู่ทางโทรศัพท์ให้เกิดความกลัวแล้วหลอกให้โอนเงิน (Call Center) มูลค่าความเสียหาย 300,946 บาท ทั้งนี้ ผู้เสียหายได้รับการติดต่อจากมิจฉาชีพผ่านทางโทรศัพท์ แจ้งว่ามีเด็กถูกรถชนบาดเจ็บสาหัส โดยมีชื่อผู้เสียหายเป็นคนนำตัวเด็กส่งโรงพยาบาล มิจฉาชีพแจ้งว่าจะต้องลงชื่อยินยอม ให้ทำการผ่าตัดและเป็นผู้รับผิดชอบค่าผ่าตัดทั้งหมด จากนั้นได้โอนสายไปยังเจ้าหน้าที่ อีกท่านอ้างตนเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจสถานีตำรวจภูธรขอนแก่น แจ้งว่าจากการตรวจสอบประวัติพบว่ามีการค้ามนุษย์และฟอกเงินผิดกฎหมาย จึงขอตรวจสอบเส้นทางการเงิน ในบัญชี หากไม่ให้ความร่วมมือจะมีความผิดตามกฎหมาย ตนหลงเชื่อจึงโอนเงินไป ภายหลังโอนเงินเสร็จเรียบร้อย ได้ติดต่อไปยังโรงพยาบาลเพื่อสอบถามข้อมูลเรื่องที่เกิดขึ้น จึงทราบว่าตนถูกมิจฉาชีพหลอก   และคดีที่ 5  คดีหลอกลวงให้โอนเงินเพื่อทำงานหารายได้พิเศษ มูลค่าความเสียหาย 226,599 บาท โดยผู้เสียหายได้รับการติดต่อจากมิจฉาชีพผ่านช่องทาง TikTok ชักชวนทำงานหารายได้พิเศษตนสนใจจึงทักข้อความไปสอบถาม มิจฉาชีพแจ้งว่าเป็นกิจกรรมส่งเสริมการขายและได้กำไร เป็นค่าคอมมิชชัน จากนั้นให้เพิ่มเพื่อนทาง Line ส่งลิงก์ให้กรอกข้อมูลแล้วแนะนำขั้นตอน การทำงานจากนั้นดึงเข้า Group Line โดยให้โอนเงินค่าสินค้าเข้าไปในระบบก่อนและ จะได้รับคืนภายหลัง ในระยะแรกได้ผลตอบแทนจริง ต่อมาภายหลังให้ลงทุนราคาสินค้ามากขึ้นเรื่อย ๆ จนไม่ไหว ตนต้องการยกเลิก มิจฉาชีพอ้างว่าทำผิดกฎทางบริษัทจะต้องชำระค่าปรับและเสียค่าภาษีจำนวนสินค้าทั้งหมดก่อน ตนจึงเชื่อว่าถูกมิจฉาชีพหลอก   สำหรับมูลค่าความเสียหายที่เกิดขึ้นทั้ง 5 คดี รวม 8,180,412 บาท   ทั้งนี้ ผลการดำเนินงานของ ศูนย์ AOC 1441 ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2566 ถึง วันที่ 8 พฤศจิกายน 2567 มีตัวเลขสถิติผลการดำเนินงาน ดังนี้   1. สายโทรเข้า 1441 จำนวน 1,199,174 สาย / เฉลี่ยต่อวัน 3,206 สาย   2. ระงับบัญชีธนาคาร จำนวน 375,066 บัญชี / เฉลี่ยต่อวัน 1,130 บัญชี   3. ระงับบัญชีตามประเภทคดีสูงสุด 5 ประเภท ได้แก่ (1) หลอกลวงซื้อขายสินค้าหรือบริการ 111,173 บัญชี คิด เป็นร้อยละ 29.63 (2) หลอกลวงหารายได้พิเศษ 91,916 บัญชี คิดเป็นร้อยละ 24.51 (3) หลอกลวงลงทุน  57,419 บัญชี คิดเป็นร้อยละ 15.31 (4) หลอกลวงให้โอนเงินเพื่อรับรางวัล 31,305 บัญชี คิดเป็นร้อยละ 8.35  (5) หลอกลวงให้กู้เงิน 29,363 บัญชี คิดเป็นร้อยละ 7.83 (และคดีอื่นๆ 53,890 บัญชี คิดเป็นร้อยละ 14.37)    “จากเคสตัวอย่างจะเห็นได้ว่า มิจฉาชีพ ใช้วิธีการหลอกลวงผู้เสียหาย ด้วยการหลอกให้ลงทุนเพื่อหารายได้พิเศษ การโปรโมทสินค้า หรือพบโฆษณาหลอกลวงเชิญชวนเทรดหุ้นผ่านช่องทางโซเชียลมีเดีย คือ Facebook ,Line และ TikTok ทั้งนี้ขอย้ำว่า การลงทุนในธุรกิจที่ไม่มีการรับรองโดยหน่วยงานที่มีความน่าเชื่อถือ เป็นการเสี่ยงต่อการถูกหลอกลวง ขอให้ผู้เสียหายตรวจสอบติดต่อสอบถามไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อสอบถามรายละเอียดให้แน่ชัด หรือติดต่อผ่านทางสายด่วน AOC 1441 เพื่อยืนยันตรวจสอบข้อเท็จจริง ก่อนที่จะมีการดำเนินการใดๆ และความปลอดภัย ต่อการถูกหลอกลวง ด้านกรณีการลงทุนในธุรกิจที่ไม่มีการรับรองโดยหน่วยงานที่มีความน่าเชื่อถือ เป็นการเสี่ยงต่อการถูกหลอกลวงดังนั้นขอให้สอบถามรายละเอียดให้แน่ชัดก่อนให้ข้อมูลส่วนบุคคล และทำการเพิ่มเพื่อนหรือดำเนินการใดๆ ในโซเชียลมีเดีย นอกจากนี้ควรตรวจสอบการลงทุนในธุรกิจต่างๆ อย่างรอบคอบ และติดต่อสอบถามไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อสอบถามรายละเอียดให้แน่ชัด หรือติดต่อผ่านทางสายด่วน AOC 1441 เพื่อยืนยันตรวจสอบข้อเท็จจริง” นางสาววงศ์อะเคื้อ กล่าว   อย่างไรก็ตาม ขอให้ประชาชนยึดหลัก 4 ไม่ คือ 1. ไม่กดลิงก์ 2.ไม่เชื่อ 3.ไม่รีบ และ 4.ไม่โอน ก่อนที่จะทำธุรกรรมใดๆ อย่ากดเข้าลิงก์เว็บไซต์ หรือดาวน์โหลด และอัปโหลดแพลตฟอร์ม ที่มีการส่งต่อจากช่องทางที่ไม่แน่ใจ โดย กระทรวง ดีอี ได้เร่งดำเนินการปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ทุกรูปแบบร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการเผยแพร่ให้ความรู้เกี่ยวกับการป้องกันภัยอาชญากรรมออนไลน์ ผ่านศูนย์ AOC 1441 เพื่อแก้ไขปัญหาที่ส่งผลกับประชาชนอย่างต่อเนื่อง      หากประชาชนโดนหลอกออนไลน์ โทรแจ้งดำเนินการ ระงับ อายัดบัญชี AOC 1441 แจ้งเบาะแส ข่าวปลอม และอาชญากรรมออนไลน์ทุกรูปแบบ โทรสายด่วน 1111 (24 ชม.) |  Line ID: @antifakenewscenter | เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com                                          --------------------------------------------------------------------------------------

  วันที่ 11 พฤศจิกายน 2567 ศาสตราจารย์พิเศษวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) พร้อมด้วยผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สดช.) และสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (ดีป้า) ให้การต้อนรับ Her Excellency Mrs. Anna Hammargren เอกอัครราชทูตสวีเดนประจำประเทศไทย และ Mr. Per Linnér รองหัวหน้าคณะผู้แทนทางการทูตของสวีเดน พร้อมคณะผู้แทนจากสถานเอกอัครราชทูตสวีเดนประจำประเทศไทย ณ ห้องรับรอง 701 กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม   สำหรับการร่วมหารือระหว่างกระทรวงดีอี และเอกอัครราชทูตสวีเดนประจำประเทศไทย ถือเป็นครั้งแรกที่เกิดขึ้น โดยทั้งสองฝ่ายได้หารือและแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นในประเด็นด้านการส่งเสริมการค้าและการลงทุนของธุรกิจ Start-ups เนื่องจากขณะนี้ประเทศสวีเดน มี Unicorns หรือธุรกิจ Startup ที่มีมูลค่าบริษัทมากกว่า 1 พันล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐ อยู่เป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะบริษัทด้านเกมส์ (Gaming companies)   นอกจากนี้ ปลัดกระทรวงดีอี และเอกอัครราชทูตสวีเดนประจำประเทศไทย ยังได้หารือแลกเปลี่ยนความเห็นเพิ่มเติมเกี่ยวกับประเด็นด้านนโยบายความมั่นคงและความปลอดภัยทางดิจิทัล (Digital Safety and Security) การส่งเสริมโครงสร้างพื้นฐานและการพัฒนาเครือข่าย 5G (5G Infrastructure and 5G Coverage) สำหรับภาครัฐ เอกชนและประชาชน ตลอดจนการส่งเสริมโอกาสความร่วมมือด้านดิจิทัลระหว่างไทยและสวีเดนในอนาคตต่อไป

วันที่ 12 พฤศจิกายน 2567 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) กล่าวเปิดงาน POST TODAY THAILAND SMART CITY 2025 ปีที่ 3 "การจัดการเมืองอัจฉริยะด้วยเทคโนโลยีและ AI เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิต" จัดโดย โพสต์ทูเดย์ ร่วมกับ สปริงนิวส์ และสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA  โดยมี นายพรรณธนู วรรณกางซ้าย ที่ปรึกษารัฐมนตรีฯ กระทรวงดีอี นายอัฐฐเสฏฐ จุลเสฏฐพานิช เลขานุการรัฐมนตรีฯ กระทรวงดีอี พร้อมด้วยผู้บริหารหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ณ โรงแรมอีสติน แกรนด์ พญาไท กรุงเทพฯ   สำหรับงาน POST TODAY THAILAND SMART CITY 2025 ปีที่ 3 เป็นเวทีแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและเรียนรู้แนวทางการพัฒนาเมืองอัจฉริยะของประเทศไทย จากวิสัยทัศน์และนวัตกรรมใหม่ๆ ในการสร้างเมืองอัจฉริยะที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิตยุคใหม่ โดยมุ่งเน้นไปที่การรักษาสิ่งแวดล้อมและการบรรลุเป้าหมาย Net Zero พร้อมเดินหน้าขับเคลื่อนประเทศไทยสู่ความเป็น Smart City ที่ยั่งยืน

  นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เปิดเผยว่า กระทรวงดีอี ได้ดำเนินมาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ ตามนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาล น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี  โดยเฉพาะการปิดกั้นโซเชียลมีเดีย เพจ และเว็บไซต์ URL ผิดกฎหมายทุกรูปแบบ เพื่อเป็นการตัดหนึ่งในช่องทางการก่ออาชญากรรมออนไลน์ที่สำคัญของมิจฉาชีพ พร้อมทั้งกำชับให้หน่วยงานที่รับผิดชอบดำเนินการตรวจสอบ เฝ้าระวัง และบูรณาการข้อมูลร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากภัยออนไลน์   ทั้งนี้ จากสถิติการปิดกั้นโซเชียลมีเดีย เพจ และ URL ผิดกฎหมายทุกรูปแบบ ของกระทรวงดีอี ตั้งแต่วันที่ 1-30 ตุลาคม 2567 พบว่า มีการปิดกั้นโซเชียลมีเดีย เพจ และ URL ผิดกฎหมายทุกประเภทแล้ว จำนวน 13,220 รายการ เพิ่มขึ้น 1.36 เท่า จากช่วงเวลาเดียวกันก่อนหน้านี้ ( 1 – 30 ตุลาคม 2566) ที่มีจำนวน 9,728 รายการ   สำหรับประเภทของ โซเชียลมีเดีย เพจ/URL ที่มีการปิดกั้นในระยะเวลา 1 เดือน ( 1 – 30 ตุลาคม 2567) มีดังนี้ - พนันออนไลน์ จำนวน 2,974 รายการ เพิ่มขึ้น 1.33 เท่า จากช่วงเวลาเดียวกันก่อนหน้านี้ (1 - 30 ต.ค.66) ที่มีจำนวน 2,236 รายการ - บิดเบือน/หลอกลวงออนไลน์ จำนวน 4,884 รายการ ลดลง 0.31 เท่า จากช่วงเวลาเดียวกันก่อนหน้านี้ ( 1– 30 ต.ค.66) ที่มีจำนวน 7,070 รายการ - อื่นๆ จำนวน 5,362 รายการ เพิ่มขึ้น 12.71 เท่า จากช่วงเวลาเดียวกันก่อนหน้านี้ (1 – 30 ต.ค.66) ที่มีจำนวน 422 รายการ   ขณะที่ตลอดระยะเวลา 1 ปี ที่ผ่านมา ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2566 – 30 กันยายน 2567 กระทรวงดีอี ได้ดำเนินการปิดกั้นโซเชียลมีเดีย เพจ และ URL ผิดกฎหมายทุกประเภทแล้ว จำนวน 150,425 รายการ เพิ่มขึ้น 8.51 เท่า จากช่วงเวลาเดียวกันก่อนหน้านี้ (1 ตุลาคม 2565 – 30 กันยายน 2566) ที่มีจำนวน 17,670 รายการ   “กระทรวงดีอี ได้ดำเนินการปิดกั้นโซเชียลมีเดีย เพจ/URL ผิดกฎหมายอย่างต่อเนื่อง โดยสถิติตั้งแต่วันที่ 1-30 ตุลาคม 2567 มีการปิดกั้น URL ผิดกฎหมายรวมทุกประเภทไปแล้วกว่า 13,000 รายการ ซึ่งสถิติที่เพิ่มขึ้นในทุกเดือนนั้น เนื่องจากกระทรวงดีอีได้มีการปรับกระบวนการทำงานให้มีความรวดเร็ว และมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยมีการตรวจสอบ เฝ้าระวังอย่างต่อเนื่องตลอดเวลา พร้อมทั้งการบูรณาการข้อมูลร่วมกันของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการได้รับความร่วมมือจากประชาชนในการแจ้งเบาะแส ข้อมูลข่าวปลอม เว็บไซต์ผิดกฎหมายผ่านทางสายด่วน 1111” นายประเสริฐ กล่าว   อย่างไรก็ตาม กระทรวง ดีอี มีความห่วงใยประชาชน ขออย่าหลงเชื่อ ข่าวปลอม ข้อมูลบิดเบือน หรือกลโกงของมิจฉาชีพที่หลอกให้เข้าไปลงทุน หรือกดลิงก์แพลตฟอร์มต้องสงสัยภายในโซเชียลมีเดีย เพจ และ URL ผิดกฎหมาย เพราะอาจตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพ ทำให้สูญเสียข้อมูลส่วนบุคคล รวมทั้งสูญเสียทรัพย์สินได้ หรือหากมีการเชื่อ และแชร์ข้อมูลที่อยู่ใน URL ผิดกฎหมายต่อๆกัน อาจทำให้เกิดผลกระทบต่อสังคมในวงกว้างได้     แจ้งเบาะแส ข่าวปลอม และอาชญากรรมออนไลน์ทุกรูปแบบ โทรสายด่วน 1111 (24 ชม.) |  Line ID: @antifakenewscenter | เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com   --------------------------------------------------------------------------------------

วันที่ 13 พฤศจิกายน 2567 นายเอกพงษ์ หริ่มเจริญ ผู้ตรวจราชการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานการประชุมการทำงานของระบบการบริหารจัดการข้อมูลของศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมทางออนไลน์ (AOC 1441) เพื่อติดตามความคืบหน้าการทำงานของระบบบริหารจัดการข้อมูลของศูนย์ AOC 1441 มุ่งพัฒนาประสิทธิภาพการดำเนินงาน เพื่อให้สามารถทำงานได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ โดยมีหน่วยงานและผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ณ ห้องประชุม 801 กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

icon-sitemap    std-w1    std-w2    WCAG 2.0 (Level AA)
จำนวนผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์ Loading...


กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

เลขที่ 120 หมู่ 3 ชั้น 8-11 ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 (อาคาร ซี) ซอยแจ้งวัฒนะ 7 ถนนแจ้งวัฒนะ แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ 10210

facebook
instagram
twitter
youtube
rss
tiktok
threads
Icon Q&A
black ribbon.