Logo DE Ministry.
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
Ministry of Digital Economy and Society
Logo DE Ministry.
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
Ministry of Digital Economy and Society
ตัวช่วยเหลือในการเข้าถึงเว็บไซต์
ค้นหา

วันที่ 21 ตุลาคม 2568 นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ให้การต้อนรับนาย Otaka Masato เอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทยในโอกาสเข้าเยี่ยมคารวะและได้หารือ ประเด็นเกี่ยวกับการใช้เทคโนโลยีในการจัดการภัยพิบัติ แนวปฏิบัติเพื่อรับมือกับภัยพิบัติ และความมั่นคงทางไซเบอร์ด้านการหลอกลวงออนไลน์ รวมทั้งการแลกเปลี่ยนความรู้ด้านเทคโนโลยีและความมั่นคงทางไซเบอร์ และการสนับสนุนระหว่างสองฝ่ายในเวทีความร่วมมือระดับนานาชาติ โดยมี นายพชร อนันตศิลป์ ปลัดกระทรวงดีอี นางสาวสุกันยาณี ยะวิญชาญ อธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยา นางสาวกัลยา ชินาธิวร ที่ปรึกษาด้านต่างประเทศกระทรวงดีอี และผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ณ ห้องรับรอง กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

วันที่ 22 ตุลาคม 2568 นายพชร อนันตศิลป์ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานการประชุมหารือ แนวทางการขับเคลื่อนนโยบายภาครัฐ ครั้งที่ 1/2568 โดยมีนางสาวชมภารี ชมภูรัตน์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงดีอีเข้าร่วม พร้อมด้วยผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) กรมบัญชีกลาง บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) หรือ NT รวมทั้งบริษัทผู้ให้บริการเครือข่าย (โอเปอเรเตอร์) บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ AIS และบริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จํากัด (มหาชน) หรือ TRUE ณ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

วันที่ 22 ตุลาคม 2568 นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) พร้อมด้วย นายพชร อนันตศิลป์ ปลัดกระทรวงดีอี นางสาวสุชาดา ซาง แทนทรัพย์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และโฆษกกระทรวงดีอี และนางสาวชมภารี ชมภูรัตน์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงดีอี รับหนังสือร้องเรียนการปฏิบัติงานของ “ชุดปฏิบัติการพิเศษ ดีอี” จากนายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ ประธานชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม ณ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม สำหรับประเด็นการร้องเรียนดังกล่าวกล่าวถึงการปฏิบัติงานของ “ชุดปฏิบัติการพิเศษ ดีอี” ซึ่งได้รับการ้องเรียนจากประชาชนว่ามีพฤติกรรมไม่เหมาะสม และส่อไปในทางทุจริต โดยนายไชยชนก ได้สั่งการให้ระงับการปฏิบัติงานของชุดปฏิบัติพิเศษดังกล่าวไปแล้ว เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2568 ที่ผ่านมา พร้อมสั่งการให้เร่งรัดมีการตรวจสอบข้อเท็จจริง อย่างเร่งด่วน โดยเฉพาะกรณีที่มีเจ้าหน้าที่บางรายแอบอ้างอำนาจเรียกรับผลประโยชน์ โดยใช้เอกสารกระทรวงดีอี ในการอายัดบัญชี ทำให้ผู้เสียหายหลงเชื่อ และปัจจุบันยังคงดำเนินการอยู่ จนเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์กว้างขวาง

วันที่ 23 ตุลาคม 2568 นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) พร้อมด้วยนายพชร อนันตศิลป์ ปลัดกระทรวงดีอี ผู้บริหาร ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่กระทรวงดีอี ร่วมพิธีวางพวงมาลาถวายราชสักการะพระบรมราชานุสรณ์พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ เนื่องในวันคล้ายวันสวรรคตพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว “วันปิยมหาราช” ประจำปี 2568 ณ พระลานพระราชวังดุสิต

วันนี้ 24 ตุลาคม 2568 นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ครั้งที่ 6/2568 โดยมี นายพชร อนันตศิลป์ ปลัดกระทรวงดีอี นางจีราวรรณ บุญเพิ่ม ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงดีอี นางสาวสุชาดา ซาง แทนทรัพย์ เลขานุการรัฐมนตรีกระทรวงดีอี และโฆษกกระทรวงดีอี พร้อมด้วยผู้บริหารกระทรวงดีอีและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ณ ห้องประชุม 0203 ชั้น 2 กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

วันที่ 24 ตุลาคม 2568 นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ตาม พ.ร.ก.มาตรการป้องกันและปราบปรามการอาชญากรรมทางเทคโนโลยี มาตรา 13 ครั้งที่ 6/2568 ร่วมด้วยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อหารือการดำเนินงานตามนโยบายของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ที่กำหนดให้การปราบปรามภัยออนไลน์ เป็นวาระแห่งชาติ   นายไชยชนก เปิดเผยว่า ตามที่รัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้ให้ความสำคัญ และจริงจังกับการปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ สแกมเมอร์ แก๊งคอลเซ็นเตอร์ และการพนันออนไลน์ โดยยกระดับการจัดการปัญหานี้เป็น “วาระแห่งชาติ” เช่นเดียวกันกับประเทศต่างๆทั่วโลก ซึ่งจะต้องมีการบูรณาการข้อมูลและการทำงานร่วมกันของทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ปรากฏผลการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม   ทั้งนี้ ตนได้สั่งการให้มีเพิ่มการดำเนินการเชิงรุกมากยิ่งขึ้น โดยขอความร่วมมือจากสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จัดให้มีเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการใน “War Room” ศูนย์บริหารเหตุการณ์ แก๊งคอลเซ็นเตอร์ และค้ามนุษย์นานาชาติ (ศกต.) หรือ IAC เพื่อร่วมบูรณาการข้อมูล ในการป้องกันและปราบปรามแบบ Real Time อย่างทันท่วงที   พร้อมกันนี้ได้มอบหมายให้ กสทช. พิจารณาแนวทางการควบคุมการใช้ซิมโทรศัพท์มือถือ โดยกำหนดหลักเกณฑ์ว่าบุคคลทั่วไปสามารถถือครองซิมของผู้ให้บริการเครือข่าย (โอเปอเรเตอร์) ทั้งหมดได้จำนวนไม่เกิน 5 หมายเลข/คน และบทลงโทษโอเปอเรเตอร์หากมีการละเว้นไม่ปฏิบัติ    นอกจากนี้ยังมอบหมายให้ ธปท.กำหนดมาตรการเชิงรุกการป้องกันและปราบปรามบัญชีม้า โดยป้องกันการกระทำความผิดซ้ำ เช่น การกำหนดจำนวนบัญชีในรายบุคคล โดยอาจมีการพิจารณาให้เปิดบัญชีตามเหตุผลและเงื่อนไขความจำเป็น โดยพิจารณากำหนดแนวทางให้บุคคลที่เกี่ยวข้องกับบัญชีม้า สามารถมีบัญชีเพื่อการยังชีพได้เพียง 1 บัญชี และหากกระทำความผิดซ้ำ ให้มีการยกเลิกบัญชีธนาคารของบุคคลนั้นทันที   ขณะเดียวกันได้มีการหารือเพื่อการปรับปรุงแก้ไข พ.ร.ก.มาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทาง ฉบับที่ 2 ปี พ.ศ.2568 ซึ่งได้รับการปรับปรุงแก้ไขมาจากฉบับที่ 1 พ.ศ.2566 โดยเน้นให้ความสำคัญ ในการ “ป้องกัน ปราบปราม และตอบโต้” การก่ออาชญากรรมออนไลน์ โดยเน้นการกำกับดูแลตามหลักเกณฑ์ และมีบทลงโทษที่มีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น    “ขณะนี้รัฐบาลนายกรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล ได้กำหนดให้การปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ เป็นวาระแห่งชาติ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการยกระดับความสำคัญ และเอาจริงเอาจังกับเรื่องดังกล่าว ในส่วนของ คกก.ตาม พ.ร.ก.ป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี มาตรา 13 ตนได้มอบหมายให้แต่ละหน่วยงาน เร่งรัดกำหนดมาตรการเชิงรุก และเดินหน้าแก้ไขปัญหาที่มีผลกระทบต่อประชาชนอย่างจริงจัง โดยให้มีการประชุมติดตาม และตรวจสอบผลการดำเนินงานทุกสัปดาห์ พร้อมทั้งบังคับใช้กฎหมายขั้นรุนแรงอย่างถึงที่สุด หากตรวจสอบพบว่าข้าราชการ เจ้าหน้าที่ มีส่วนเกี่ยวข้องกับสแกมเมอร์” นายไชยชนก กล่าวในตอนท้าย   --------------------------------------------------------------------


กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ตรวจพบข่าวปลอมรายสัปดาห์ ที่ประชาชนให้ความสนใจสูงสุดอันดับที่ 1 เรื่อง “7 นักการเมืองไทย ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับอาชญากรรมข้ามชาติ สแกมเมอร์ ในกัมพูชา” รองลงมาคือเรื่อง “ผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป หากเดินทางต่างประเทศ ต้องเตรียมใบรับรองแพทย์ รายการยา ประกันสุขภาพ” เตือนประชาชน อย่าหลงเชื่อข่าวปลอม อาจทำให้เกิดความเข้าใจผิด สับสน ตื่นตระหนก และวิตกกังวลในสังคม รวมทั้งอาจทำให้สูญเสียทรัพย์สิน และข้อมูลส่วนบุคคล ขอให้เลือกเชื่อ เลือกแชร์ ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ นางสาวสุชาดา ซาง แทนทรัพย์ โฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) กล่าวถึงผลการมอนิเตอร์และรับแจ้งข่าวปลอมของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมประเทศไทย (AFNC) ซึ่งเป็นไปตามนโยบายการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยความมั่นคงและภัยทางสังคมของนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ที่ต้องการให้มีการบูรณาการข้อมูลของหน่วยงานเพื่อเผยแพร่ความรู้ความเข้าใจด้านการใช้งานเทคโนโลยีดิจิทัลให้กับประชาชน โดยยกระดับความสำคัญเรื่องการสร้างความตระหนักรู้เท่าทันภัยอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ข่าวปลอม และข้อมูลบิดเบือน ทั้งนี้ในระหว่างวันที่ 17 – 23 ตุลาคม 2568 พบข้อความที่เข้ามาทั้งหมด 1,019,009 ข้อความ โดยมีข้อความที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ (Verify) ทั้งสิ้น 755 ข้อความ สำหรับช่องทางที่มีการพบเบาะแสมากที่สุด คือ ข้อความที่มาจาก Social Listening จำนวน 726 ข้อความ ตามมาด้วยการแจ้งเบาะแสผ่าน Line Official จำนวน 20 ข้อความ และช่องทาง Website จำนวน 9 ข้อความ รวมเรื่องที่ต้องดำเนินการตรวจสอบทั้งหมด 176 เรื่อง และจากการประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้รับผลการตรวจสอบกลับมาแล้ว 62 เรื่อง กระทรวงดีอี ได้แบ่งข่าวปลอมที่ได้รับความสนใจเป็น 5 กลุ่ม ประกอบด้วยกลุ่มที่ 1 : นโยบายรัฐบาล ข่าวสารทางราชการ ความสงบเรียบร้อยของสังคม ขัดศีลธรรมอันดี และความมั่นคงภายในประเทศ จำนวน 120 เรื่อง กลุ่มที่ 2 : ผลิตภัณฑ์สุขภาพ วัตถุอันตราย เครื่องสำอาง รวมถึงสินค้าและบริการที่ผิดกฎหมายจำนวน 22 เรื่อง กลุ่มที่ 3 : ภัยพิบัติ จำนวน 4 เรื่อง กลุ่มที่ 4 : เศรษฐกิจ จำนวน 0 เรื่อง กลุ่มที่ 5 : กลุ่มอาชญากรรมออนไลน์ จำนวน 30 เรื่อง นางสาวสุชาดา กล่าวต่อว่า เมื่อพิจารณาจากข่าวปลอมที่ได้รับความสนใจในลำดับต้นๆ ในสัปดาห์นี้ส่วนใหญ่เป็นข่าวเกี่ยวกับนโยบายรัฐบาลและการให้บริการของหน่วยงานรัฐ ความมั่นคงระหว่างประเทศ ข่าวที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์สุขภาพ ซึ่งทั้งหมดมีผลกระทบต่อสังคมส่วนใหญ่ อาจทำให้เกิดความเข้าใจผิด สับสน ตื่นตระหนก และวิตกกังวลได้ รวมทั้งอาจทำให้สูญเสียทรัพย์สิน หรือ ข้อมูลส่วนบุคคล โดยข่าวที่ได้รับความสนใจจากประชาชนมากที่สุด 10 อันดับ ได้แก่ อันดับที่ 1 : เรื่อง 7 นักการเมืองไทย ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับอาชญากรรมข้ามชาติ สแกมเมอร์ ในกัมพูชา อันดับที่ 2 : เรื่อง ผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป หากเดินทางต่างประเทศ ต้องเตรียมใบรับรองแพทย์ รายการยา ประกันสุขภาพ อันดับที่ 3 : เรื่อง VITA Multivitamin Kids Gummies เสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกัน ทำให้กระดูก-ดวงตา-ผิวหนังแข็งแรง และช่วยสนับสนุนการพัฒนาสมอง อันดับที่ 4 : เรื่อง ไทยปล่อยตัว 18 เชลยศึกกัมพูชา อันดับที่ 5 : เรื่อง กัมพูชาร่าง 9 เงื่อนไขฟื้นฟูสันติภาพ ยืนยันไทยต้องรับทุกข้อเสนอโดยไม่มีเงื่อนไข อันดับที่ 6 : เรื่อง เวียดนามร่วมมือไทย ไม่นำเข้าข้าวจากกัมพูชา อันดับที่ 7 : เรื่อง กินยาปฏิชีวนะจะทำให้ติดเชื้อรา เพราะยาไปฆ่าแบคทีเรียดีในร่างกาย อันดับที่ 8 : เรื่อง ก.คมนาคม อนุมัติให้แท็กซี่มิเตอร์ขึ้นค่าธรรมเนียมบริการในช่วงชั่วโมงเร่งด่วน อันดับที่ 9 : เรื่อง ผลิตภัณฑ์ Diabene เพียง 1 กล่อง รักษาเบาหวานหายขาดตลอดชีวิต อันดับที่ 10 : เรื่อง กองทัพไทยใช้อาวุธเคมีกว่า 70 ชนิดในการปฏิบัติการกับกัมพูชา สำหรับอันดับ 1 เรื่อง “7 นักการเมืองไทย ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับอาชญากรรมข้ามชาติ สแกมเมอร์ ในกัมพูชา” กระทรวงดีอี ประสานงานร่วมกับ กองประมวลและวิเคราะห์ข่าว กรมสารนิเทศ กระทรวงการต่างประเทศ ตรวจสอบพบว่าเป็น ข้อมูลเท็จ โดยขอให้ข้อมูลว่า เมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2568 สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐเกาหลีประจำประเทศไทยได้ชี้แจงว่า ข้อกล่าวหาดังกล่าวนั้น ไม่เป็นความจริง และไม่มีมูล เนื่องจากนายกรัฐมนตรีสาธารณรัฐเกาหลีไม่เคยกล่าวถ้อยคำในลักษณะดังกล่าวแต่อย่างใด ทั้งนี้ สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐเกาหลีประจำประเทศไทยจะดำเนินมาตรการตามความจำเป็น รวมถึงมาตรการทางกฎหมายต่อข่าวปลอมดังกล่าว จึงขอความร่วมมืองดส่งต่อข้อมูลดังกล่าว เพราะเป็นข่าวปลอมที่สร้างความเข้าใจผิดต่อประชาชน ด้านข่าวปลอมอันดับ 2 เรื่อง “ผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป หากเดินทางต่างประเทศ ต้องเตรียมใบรับรองแพทย์ รายการยา ประกันสุขภาพ” กระทรวงดีอี ประสานงานร่วมกับ กองประมวลและวิเคราะห์ข่าว กรมสารนิเทศ กระทรวงการต่างประเทศ ตรวจสอบพบว่าเป็นข้อมูลเท็จ โดยขอชี้แจงว่า ขณะนี้ยังไม่มีมาตรการที่กำหนดให้ผู้สูงอายุที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไปที่ประสงค์เดินทางไปต่างประเทศต้องเตรียมใบรับรองแพทย์และรายการยาใดๆ รวมถึงการประกันสุขภาพ ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2568 ทั้งนี้ ผู้เดินทางควรตรวจสอบกับประเทศปลายทางเกี่ยวกับเอกสารสำคัญที่จำเป็นต้องเตรียมก่อนเดินทางทุกครั้งเท่านั้น อย่างไรก็ตาม ดีอี มีความห่วงใยประชาชน เรื่องความตระหนักรู้เท่าทันข่าวปลอมที่ถูกแพร่กระจายบนสื่อออนไลน์ โซเชียล ซึ่งหากขาดความรู้เท่าทัน และส่งต่อข้อมูลข่าวปลอม ทำให้เกิดการหลงเชื่อ สร้างความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน เกิดความวิตกกังวล หรืออาจสร้างความเสียหายต่อชีวิต ทรัพย์สิน หรือข้อมูลส่วนบุคคล และอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้าง ดังนั้นจึงควรตรวจสอบข้อเท็จจริงของข่าวหรือลิงก์เว็บไซต์ให้แน่ชัด หากประชาชน พบข่าวน่าสงสัย ข้อมูลบิดเบือน สามารถแจ้งเบาะแส และตรวจสอบข่าวปลอมได้ที่ โทรสายด่วน 1111 ต่อ 87 (24 ชม.) หรือที่| เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com| Line ID: @antifakenewscenter| Facebook : Anti-Fake News Center Thailand| X : @AFNCThailand| TikTok : @antifakenewscenter| IG : afnc_thailand/ -----------------------------------------------------

กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ตรวจพบข่าวปลอมรายสัปดาห์ที่เกี่ยวข้องกับอาชญากรรมออนไลน์ ซึ่งประชาชนให้ความสนใจสูงสุดอันดับที่ 1 เรื่อง “กรุงไทย ส่ง SMS แนบลิงก์ ให้กรอกข้อมูลลงทะเบียนคนละครึ่งพลัสทางเว็บไซต์” รองลงมาคือเรื่อง “กรมวิชาการเกษตร เปิดเพจ Palm Farmer Center แจกต้นปาล์มฟรี” โดยขอเตือนประชาชน อย่าหลงเชื่อข่าวปลอม หวั่นสร้างความเสียหายทั้งข้อมูลส่วนบุคคล ทรัพย์สิน และอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้าง ขอให้เลือกเชื่อ - แชร์ ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ นางสาวสุชาดา ซาง แทนทรัพย์ โฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) กล่าวถึงผลการมอนิเตอร์และรับแจ้งข่าวปลอมของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมประเทศไทย (AFNC) ซึ่งเป็นไปตามนโยบายการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยความมั่นคงและภัยทางสังคมของนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ที่ต้องการให้มีการบูรณาการข้อมูลของหน่วยงานเพื่อเผยแพร่ความรู้ความเข้าใจด้านการใช้งานเทคโนโลยีดิจิทัลให้กับประชาชน โดยยกระดับความสำคัญเรื่องการสร้างความตระหนักรู้เท่าทันภัยอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ข่าวปลอม และข้อมูลบิดเบือน ทั้งนี้ในระหว่างวันที่ 17 – 23 ตุลาคม 2568 พบข้อความที่เข้ามาทั้งหมด 1,019,009 ข้อความ โดยมีข้อความที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ (Verify) ทั้งสิ้น 755 ข้อความ สำหรับช่องทางที่มีการพบเบาะแสมากที่สุด คือ ข้อความที่มาจาก Social Listening จำนวน 726 ข้อความ ตามมาด้วยการแจ้งเบาะแสผ่าน Line Official จำนวน 20 ข้อความ และช่องทาง Website จำนวน 9 ข้อความ รวมเรื่องที่ต้องดำเนินการตรวจสอบทั้งหมด 176 เรื่อง และจากการประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้รับผลการตรวจสอบกลับมาแล้ว 62 เรื่อง โดยในจำนวนนี้เป็นข่าวปลอมเกี่ยวกับอาชญากรรมออนไลน์ที่ได้รับความสนใจจากประชาชนมากที่สุด 10 อันดับ ได้แก่ อันดับที่ 1 : เรื่อง กรุงไทย ส่ง SMS แนบลิงก์ ให้กรอกข้อมูลลงทะเบียนคนละครึ่งพลัสทางเว็บไซต์ อันดับที่ 2 : เรื่อง กรมวิชาการเกษตร เปิดเพจ Palm Farmer Center แจกต้นปาล์มฟรี อันดับที่ 3 : เรื่อง ฮั่วเซ่งเฮง ขายหุ้นทอง SET50 ผ่านเพจ Gold Mutual fund For Rookie อันดับที่ 4 : เรื่อง ทำใบขับขี่ออนไลน์ ไม่ต้องสอบเอง ได้ที่เพจ ทำใบขับขี่ ทุกชนิด อันดับที่ 5 : เรื่อง ฮั่วเซ่งเฮง เปิดให้ลงทุนผ่านไลน์ hsh_online69 มี ก.ล.ต. รับรองความปลอดภัย อันดับที่ 6 : เรื่อง ปปง. เร่งคืนทรัพย์สินให้กับผู้เสียหาย ยื่นคำร้องผ่านเพจเฟซบุ๊ก Ong Chi อันดับที่ 7 : เรื่อง สินเชื่อด่วนออมสิน สมัครง่าย ไม่ต้องใช้เอกสาร ติดต่อได้ที่เพจ Ulises Elizabeth Love อันดับที่ 8 : เรื่อง เพจ จาริยา รัชตาธิวัฒน์ รับทำใบขับขี่ออนไลน์ อันดับที่ 9 : เรื่อง ปปง. เปิดให้ส่งหลักฐานเพื่อติดต่อรับเงินคืน ผ่านบัญชีติ๊กต็อก ชื่อ a.m.l.o.1441 อันดับที่ 10 : เรื่อง ตลาดหลักทรัพย์ฯ เปิดคอร์สฝึกลงทุนหุ้นฟรี ไม่ต้องมีพื้นฐาน “เมื่อพิจารณาจากข่าวปลอมที่เกี่ยวข้องกับอาชญากรรมออนไลน์ ซึ่งประชาชนสนใจมากที่สุด จาก 10 อันดับข้างต้น พบว่าเป็นข่าวที่เกี่ยวกับนโยบายของรัฐบาล โดยเฉพาะโครงการ “คนละครึ่งพลัส” การให้บริการของหน่วยงานรัฐ การคืนเงินจากมิจฉาชีพให้กับผู้เสียหายที่ถูกหลอกลวง การชักชวนลงทุนหุ้นในหน่วยงานและองค์กรที่น่าเชื่อถือ ซึ่งมีผลกระทบต่อทั้งตัวบุคคลที่เชื่อและแชร์ข้อมูลส่งต่อกันไปเป็นวงกว้าง ทำให้ประชาชนอาจตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพ ทั้งยังอาจสร้างความเสียหายทั้งทรัพย์สินและข้อมูลส่วนบุคคลได้” นางสาวสุชาดา กล่าว สำหรับอันดับ 1 เรื่อง “กรุงไทย ส่ง SMS แนบลิงก์ ให้กรอกข้อมูลลงทะเบียนคนละครึ่งพลัสทางเว็บไซต์” กระทรวงดีอี ประสานงานร่วมกับ ธนาคารกรุงไทย กระทรวงการคลัง ตรวจสอบแล้วพบว่า เป็นข้อมูลเท็จ และขอชี้แจงว่า ธนาคารกรุงไทย ได้ยืนยันแล้วว่า “โครงการคนละครึ่งพลัส” ไม่มีการส่ง SMS แนบลิงก์ให้ประชาชนกรอกข้อมูลลงทะเบียนแต่อย่างใด ขอประชาชนอย่าหลงเชื่อ กดลงทะเบียนผ่านลิงก์ดังกล่าว ทั้งนี้โครงการคนละครึ่งพลัส สามารถลงทะเบียนได้ทางแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” เท่านั้น นอกจากนี้กระทรวงดีอี ขอเตือนประชาชนว่าการให้ข้อมูลหรือติดตั้งแอปพลิเคชันใดๆ ที่ไม่ได้มาจากช่องทางอย่างเป็นทางการ อาจมีความเสี่ยงต่อการถูกขโมยข้อมูล หรือเงินในบัญชีธนาคารได้ อย่างไรก็ตาม ดีอี มีความห่วงใยประชาชน เรื่องความตระหนักรู้เท่าทันข่าวปลอมที่ถูกแพร่กระจายบนสื่อออนไลน์ โซเชียล ซึ่งหากขาดความรู้เท่าทัน ส่งต่อข้อมูลข่าวปลอม ทำให้เกิดการหลงเชื่อ สร้างความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน สร้างความเสียหายต่อทรัพย์สิน หรือข้อมูลส่วนบุคคล และอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้าง ดังนั้นจึงควรตรวจสอบข้อเท็จจริงของข่าวหรือลิงก์เว็บไซต์ให้แน่ชัดหากประชาชน พบข่าวน่าสงสัย ข้อมูลบิดเบือน สามารถแจ้งเบาะแส และตรวจสอบข่าวปลอมได้ที่ โทรสายด่วน 1111 ต่อ 87 (24 ชม.) หรือที่| เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com| Line ID: @antifakenewscenter| Facebook : Anti-Fake News Center Thailand| X : @AFNCThailand| TikTok : @antifakenewscenter| IG : afnc_thailand/ -------------------------------------------------------

เมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2568 นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) พร้อมด้วยนายพชร อนันตศิลป์ ปลัดกระทรวงดีอี นางสาวสุชาดา ซาง แทนทรัพย์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดีอี และโฆษกกระทรวงดีอี นางสาวอุรวดี ศรีภิรมย์ เอกอัครราชทูต ณ กรุงฮานอย และคณะผู้แทนไทย เข้าร่วมพิธีลงนามอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการต่อต้านอาชญากรรมไซเบอร์ (United Nations Convention against Cybercrime) และการประชุมระดับสูง (High-Level Conference) ที่มี 68 ประเทศ และสหภาพยุโรป (EU) เข้าร่วม ณ กรุงฮานอย สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม โดยมีนายเลือง เกื่อง ประธานาธิบดีเวียดนาม และนายอันโตนิอู กุแตเรช เลขาธิการสหประชาชาติ เข้าร่วมในพิธีลงนามดังกล่าว นายไชยชนก เปิดเผยว่า พิธีลงนามในอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการต่อต้านอาชญากรรมไซเบอร์ (United Nations Convention against Cybercrime)  ซึ่งเป็นความร่วมมือกันของ 68 ประเทศ และสหภาพยุโรป (EU) โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อส่งเสริมและสร้างมาตรการในการป้องกันและต่อต้านอาชญากรรมไซเบอร์ให้มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลมากขึ้น พร้อมทั้งอํานวยความสะดวก และเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศในการป้องกันและต่อต้านอาชญากรรมไซเบอร์ รวมถึงการสนับสนุนความช่วยเหลือทางวิชาการและการเสริมสร้างขีดความสามารถในการป้องกันและต่อต้านอาชญากรรมไซเบอร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเพื่อประโยชน์ของประเทศกําลังพัฒนา ขณะเดียวกันในระหว่างการประชุมระดับสูง (High-Level Conference) ตนยังได้ร่วมกล่าวถ้อยแถลง โดยได้เน้นย้ำถึงความรุนแรงของการหลอกลวงออนไลน์ที่ส่งผลกระทบต่อประชาชนไทย ซึ่งรัฐบาลไทย โดยนายกรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล ได้ให้ความสำคัญ และเอาจริงเอาจังต่อปัญหาดังกล่าว โดยได้กำหนดให้เป็น “วาระแห่งชาติ” ทั้งนี้รัฐบาลไทยได้จัดตั้งคณะกรรมการอำนวยการป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดอาชญากรรมทางเทคโนโลยี โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน พร้อมดำเนินมาตรการเชิงรุก 3 ด้าน ได้แก่ 1.การตัดสัญญาณโทรศัพท์มือถือและอินเทอร์เน็ตบริเวณแนวชายแดน และตรวจจับการลักลอบการเชื่อมต่อสัญญาณ เพื่อไม่ให้มีสัญญาณเล็ดลอดออกนอกประเทศ 2.การบูรณาการด้านข้อมูลร่วมกันของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พัฒนาฐานข้อมูลกลางแบบเรียลไทม์ เพื่อการติดตามเส้นทางการเงินของผู้กระทำผิด บัญชีม้า ได้อย่างทันท่วงที รวมถึงการเร่งคืนเงินเยียวยาให้กับผู้เสียหาย และ 3.ดำเนินการตอบโต้ โดยเร่งรัดการแก้ไขปรับปรุงกฎหมาย พ.ร.ก.ป้องกันและปราบปรามทางเทคโนโลยีฉบับใหม่ ที่เน้นให้ความสำคัญ ในการ “ป้องกัน ปราบปราม และตอบโต้” เน้นการกำกับดูแลตามหลักเกณฑ์ และบทลงโทษที่มีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น พร้อมจัดตั้งหน่วยงานเฉพาะกิจ เพื่อจัดการกับปัญหาดังกล่าว ภายในระยะเวลา 1 – 2 เดือน โดยหากพบเบาะแส ข้อมูลการร่วมกระทำความผิด หรือเกี่ยวข้องกับแก๊งคอลเซ็นเตอร์ สแกมเมอร์ และการพนันออนไลน์ ของบุคคลใดก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นนักการเมือง ข้าราชการ เจ้าหน้าที่ และบุคลากรของรัฐ จะดำเนินการเอาผิดอย่างเด็ดขาดและถึงที่สุดตามกฎหมายในทันที นอกจากนี้ รัฐบาลไทย ยังขอแสดงความชื่นชมกับการดำเนินการอย่างเด็ดขาดของสหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร และเกาหลีใต้ ในการปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ และพร้อมให้ความร่วมมือกับนานาประเทศในการแก้ไขปัญหาดังกล่าว “การลงนามอนุสัญญาดังกล่าว นับเป็นก้าวสำคัญและการแสดงจุดยืนของไทยในการต่อต้านอาชญากรรมไซเบอร์ทั้งในระดับภูมิภาค และระดับโลก โดยแสดงให้เห็นว่าประเทศไทย ให้ความสำคัญและพร้อมใช้ยาแรงในการปราบปราม ควบคู่ไปกับการสร้างความร่วมมือกับนานาชาติจัดการปัญหาสแกมเมอร์ ที่มีผลกระทบต่อประชาชนคนไทย ประชาคมโลก อย่างจริงจัง เพื่อร่วมสร้างเศรษฐกิจและสังคมดิจิทัลที่ปลอดภัยสำหรับทุกคน” นายไชยชนก กล่าวในตอนท้าย ----------------------------------------------------

วันที่ 26 ตุลาคม 2568 นายพชร อนันตศิลป์ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) พร้อมด้วยนางสาวชมภารี ชมภูรัตน์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงดีอี ว่าที่ร้อยตรี ธนะสิทธิ์ เอี่ยมอนันชัย ผู้ตรวจราชการกระทรวงดีอี ผู้บริหารหน่วยงานในสังกัด และข้าราชการ เข้าเฝ้าฯ รับเสด็จ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ในการพิธีถวายน้ำสรงพระบรมศพสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง

วันที่ 27 ตุลาคม 2568 นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) พร้อมด้วย นายพชร อนันตศิลป์ ปลัดกระทรวงดีอี ผู้บริหารกระทรวงดีอี และหน่วยงานในสังกัด ร่วมด้วยข้าราชการ เจ้าหน้าที่กระทรวงดีอี ลงนามถวายอาลัยเบื้องหน้าพระฉายาลักษณ์ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ณ อาคารกระทรวงดิจิทัลเศรษฐกิจและสังคม ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ ถนนแจ้งวัฒนะ

วันที่ 27 ตุลาคม 2568 นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) พร้อมด้วย นายพชร อนันตศิลป์ ปลัดกระทรวงดีอี ผู้บริหารกระทรวงดีอี และหน่วยงานในสังกัด ร่วมด้วยข้าราชการ เจ้าหน้าที่กระทรวงดีอี ลงนามถวายอาลัยเบื้องหน้าพระฉายาลักษณ์ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ณ อาคารกระทรวงดิจิทัลเศรษฐกิจและสังคม ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ ถนนแจ้งวัฒนะ   นายไชยชนก กล่าวว่า กระทรวงดีอี ได้จัดพิธีลงนามถวายอาลัยเบื้องหน้าพระฉายาลักษณ์ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง น้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ และแสดงความไว้อาลัยถวาย ด้วยความจงรักภักดี โดยมีผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงฯ และผู้บริหารหน่วยงานในสังกัด ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่กระทรวงดีอี เข้าร่วมพิธีอย่างพร้อมเพรียง    พร้อมกันนี้ ตนยังได้มอบหมายให้ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล หรือ ดีป้า เปิดช่องทางอำนวยความสะดวกให้กับประชาชนได้ร่วมลงนามถวายอาลัย สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ผ่านช่องทางออนไลน์ ที่เว็บไซต์ https://royaltribute.mdes.go.th/ เพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ และแสดงความไว้อาลัยถวาย ด้วยความจงรักภักดี   สำหรับเว็บไซต์ https://royaltribute.mdes.go.th/ เปิดให้ประชาชนได้ร่วมลงนามถวายอาลัย สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง โดยลงชื่อ - นามสกุล และเลือกถ้อยคำแสดงความอาลัยถวาย ตามที่มีในประกาศ สำนักงานราชบัณฑิตยสภา เรื่องแนวทางการใช้ราชาศัพท์และถ้อยคำเพื่อแสดงความอาลัยอย่างถูกต้องและเหมาะสม -----------------------------------------------------------------------------

วันที่ 27 ตุลาคม 2568 นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานการแถลงผลการปฏิบัติงานของคณะกรรมการอำนวยการป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดอาชญากรรมทางเทคโนโลยี โดยมี พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และรองผู้อำนวยการศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ (ศปอส.ตร.) พล.ต.ท. ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (ผบช.ก.) และพล.ต.ท.สุรพล เปรมบุตร ผู้บัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ผบช.สอท.) ร่วมด้วย ณ กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง นายไชยชนก กล่าวว่า รัฐบาลนายกรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล ให้ความสำคัญ เอาจริงเอาจังกับการปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี โดยเฉพาะอย่างยิ่ง "แก๊งสแกมเมอร์" และ "คอลเซ็นเตอร์" ซึ่งเป็นภัยคุกคามร้ายแรงที่สร้างความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนอย่างมหาศาล โดยได้ยกระดับเป็น “วาระแห่งชาติ” และได้มีการจัดตั้งคณะกรรมการอำนวยการป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดอาชญากรรมทางเทคโนโลยีเพื่อดำเนินการจัดการกับปัญหาดังกล่าว ทั้งนี้เรื่องของ Cybercrime ไม่ได้เป็นเพียง “วาระแห่งชาติ” เฉพาะประเทศไทยเท่านั้น แต่ยังมีประเทศทั่วโลกต่างต้องเผชิญกับปัญหาดังกล่าว และตระหนักถึงภัยคุกคามนี้เช่นเดียวกับประเทศไทย โดยต่างยกระดับให้เป็น “วาระแห่งโลก” ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญที่จะนำไปสู่ความร่วมมือระหว่างประเทศในการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติเหล่านี้อย่างจริงจัง ที่ผ่านมา เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2568 ตนได้กล่าวถึงปัญหาดังกล่าวบนเวทีการประชุม ‘ASEAN–UNESCO Multistakeholder Forum on the Governance of Digital Platforms’  เพื่อร่วมหารือแนวทางพัฒนาเชิงนโยบายกำกับดูแลแพลตฟอร์มดิจิทัล เป็นแนวทางป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ โดยยึดหลักสิทธิมนุษยชน ความปลอดภัย และความรับผิดชอบร่วมกันของทุกภาคส่วน ขณะเดียวกัน เมื่อวันที่ 25 ต.ค.2568 รัฐบาล โดยกระทรวงดีอี ยังได้ร่วมลงนามในอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการต่อต้านอาชญากรรมไซเบอร์ (United Nations Convention against Cybercrime) ณ ประเทศเวียดนาม ซึ่งเป็นความร่วมมือกันของ 68 ประเทศ และสหภาพยุโรป (EU) โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อสร้างมาตรการในการป้องกันและต่อต้านอาชญากรรมไซเบอร์ที่มีประสิทธิภาพ พร้อมทั้งยกระดับความร่วมมือระหว่างประเทศ และสนับสนุนความช่วยเหลือและเสริมสร้างขีดความสามารถในการป้องกันและต่อต้านอาชญากรรมไซเบอร์ ดังนั้นการบูรณาการร่วมกันของ กระทรวงดีอี และ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จึงเป็นการยกระดับการทำงานสู่ปฏิบัติการเชิงรุก เน้นย้ำในมิติการ “ป้องกัน ปราบปราม และตอบโต้” อย่างรวดเร็วในทันทีด้วยความมีประสิทธิภาพ “การต่อสู้กับ Cybercrime ในวันนี้ ไม่ใช่เฉพาะ “วาระแห่งชาติ” ของประเทศไทยเท่านั้น แต่เป็น “วาระแห่งโลก” ที่ทุกประเทศล้วนตระหนักถึงความสำคัญของการแก้ไขปัญหานี้ร่วมกัน ตนขอยืนยันว่ารัฐบาล และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พร้อมใช้ทุกวิถีทางในทุกมิติจัดการกับปัญหาภัยสแกมเมอร์ของประเทศไทย เพื่อให้ความเสียหายของประชาชนลดลงให้ได้มากที่สุด คืนความปลอดภัยและความเชื่อมั่นสู่สังคมไทย” นายไชยชนก กล่าวในตอนท้าย

วันที่ 28 ตุลาคม 2568 นายพชร อนันตศิลป์ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม(ดีอี) เข้าร่วมงาน วันคล้ายวันสถาปนาสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ ครบรอบ 23 ปี พร้อมร่วมสมทบทุน โดยมี นางจินดารัตน์ วิริยะทวีกุล ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ พร้อมด้วยผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ ให้การต้อนรับ ณ กระทรวงการคลัง

icon-sitemap    std-w1    std-w2    WCAG 2.0 (Level AA)
จำนวนผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์ Loading...


กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

เลขที่ 120 หมู่ 3 ชั้น 8-11 ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 (อาคาร ซี) ซอยแจ้งวัฒนะ 7 ถนนแจ้งวัฒนะ แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ 10210

facebook
instagram
twitter
youtube
rss
tiktok
threads
Icon Q&A
black ribbon.