Logo DE Ministry.
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
Ministry of Digital Economy and Society
Logo DE Ministry.
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
Ministry of Digital Economy and Society
ตัวช่วยเหลือในการเข้าถึงเว็บไซต์
ค้นหา

วันที่ 19 พฤศจิกายน 2568 นางสาวชมภารี ชมภูรัตน์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานการประชุมมาตรการแก้ไขปัญหารายชื่อบุคคล (HR03) หรือบัญชีม้าดำ จดทะเบียนนิติบุคคล โดยมี นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า และผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ณ ห้องประชุม 1001 ชั้น 10 กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และผ่านระบบ Video Conference

วันที่ 19 พฤศจิกายน 2568 นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) มอบหมายนายพชร อนันตศิลป์ ปลัดกระทรวงดีอี เป็นประธานการประชุมผู้บริหารกระทรวงดีอี (Top Executives) ครั้งที่ 4/2568 โดยมีนางจีราวรรณ บุญเพิ่ม ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงดีอี นางสาวสุชาดา ซาง แทนทรัพย์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดีอี และโฆษกกระทรวงดีอี นางสาวชมภารี ชมภูรัตน์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงดีอี พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร และหัวหน้าหน่วยงานในสังกัดกระทรวงดีอี เข้าร่วม ณ ห้องประชุม 203 ชั้น 2 กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และผ่านระบบ Video Conference

นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เปิดเผยว่า ตามที่เกิดเหตุขัดข้องกับระบบของ Cloudflare เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2568 ที่ผ่านมา ทำให้ผู้ใช้บริการของ Cloudflare ทั่วโลก ไม่สามารถเข้าใช้งานได้ชั่วคราว และในช่วงเช้าวันนี้ (19 พฤศจิกายน 2568) ทางบริษัท Cloudflare ได้ชี้แจงว่า ระบบสามารถใช้งานได้ตามปกติแล้วนั้น    ทั้งนี้ตนได้มอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งรัดตรวจสอบและประเมินผลกระทบที่เกิดขึ้นในประเทศไทย โดยเบื้องต้น ยังไม่พบผลกระทบต่อระบบคลาวด์กลางภาครัฐ (GDCC) เว็บไซต์และการให้บริการทางอินเทอร์เน็ตภายในหน่วยงานสังกัดกระทรวงดีอี    ขณะเดียวกันได้สั่งการให้สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (สพธอ.) หรือ ETDA  ดำเนินการให้ข้อแนะนำเบื้องต้นเพื่อการแก้ไขปัญหาสำหรับหน่วยงาน หรือผู้ใช้บริการ Cloudflare ที่ได้รับผลกระทบ โดยให้ผู้ใช้บริการเข้าระบบขององค์กรโดยตรง ไม่ผ่าน Cloudflare ชั่วคราว วิธีนี้สามารถใช้ในกรณีที่ Cloudflare ล่มจนไม่สามารถรอได้ เช่น ระบบสำคัญหยุดให้บริการ ซึ่งก่อนใช้งานวิธีนี้ หน่วยงานหรือองค์กรควรเตรียมความพร้อมในการให้บริการและความมั่นคงปลอดภัย ดังนี้ - ปรับปรุงให้เว็บไซต์เชื่อมต่อได้โดยตรง (Bypass Cloudflare) โดยอาจใช้กลไกการแก้ไข DNS record ที่เกี่ยวข้อง - ตั้งค่าเครือข่ายเปิดให้เฉพาะคนในประเทศหรือเครือข่ายองค์กรเข้าได้ - ตรวจสอบให้แน่ใจว่ามีการเปิดระบบความปลอดภัยบนเซิร์ฟเวอร์อยู่แล้ว - ทบทวนว่า “https” ของตัวเองยังพร้อมใช้   สำหรับการป้องกันปัญหาระยะยาวให้บริการออนไลน์ขององค์กรมีความมั่นคงและไม่ล่มง่ายเมื่อ Cloudflare มีปัญหา ควรดำเนินการดังนี้ - มีผู้ให้บริการสำรอง โดยไม่พึ่งพาผู้ให้บริการเพียงรายเดียว เช่น มีผู้ให้บริการสำรองด้านชื่อเว็บไซต์ (DNS) และการกระจายข้อมูล (CDN) - มีระบบป้องกันหลายชั้น เช่น ไม่ใช้ระบบป้องกันของ Cloudflare เพียงอย่างเดียว แต่มีระบบป้องกันบนเซิร์ฟเวอร์ขององค์กรด้วย - เตรียมแผนฉุกเฉินกรณี Cloudflare ล่ม เช่น ขั้นตอนการบริหารจัดการระบบสำรองที่ชัดเจน หากต้องให้ผู้ใช้เข้าระบบโดยตรง - มีระบบสำรองสำหรับการเข้าสู่ระบบของพนักงาน เช่น VPN หรือระบบยืนยันตัวตนสำรอง  - ใช้ระบบตรวจสอบสถานะบริการและสลับการใช้งานอัตโนมัติ เพื่อให้ระบบย้ายไปใช้บริการสำรองทันทีเมื่อเซิร์ฟเวอร์หลักมีปัญหา - วางมาตรฐานความต่อเนื่องของบริการให้เหมาะกับความสำคัญของระบบ เช่น ระบบสำหรับประชาชนควรมีแผนรองรับที่เข้มงวดกว่าระบบทั่วไป - ทบทวนและอัปเดตแผน BCP เป็นประจำ ให้ทันสมัยและสอดคล้องกับความเสี่ยงใหม่ ๆ รวมถึงการสำรองข้อมูล DNS zone file อย่างสม่ำเสมอ ตลอดจน ฝึกซ้อมสถานการณ์ระบบล่มเป็นประจำ เพื่อให้ทีมงานตอบสนองได้เร็วและมั่นใจเมื่อเกิดเหตุจริง   “ตนได้ร่วมหารือกับนายพชร อนันตศิลป์ ปลัดกระทรวงดีอี พร้อมมอบหมายให้ดำเนินการประสานงานร่วมกับ สำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (สกมช.) และ สำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (องค์การมหาชน) หรือ DGA และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เฝ้าระวังสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง หากเกิดผลกระทบสามารถดำเนินการแก้ไขปัญหาได้อย่างทันท่วงที และให้ตรวจสอบความเหมาะสมของระบบการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ รวมทั้งศึกษากรณีของ Cloudflare เพื่อเป็นสมมติฐานในการจัดการดูแลระบบมาตรฐานการให้บริการต่อประชาชนต่อไป” นายไชยชนก กล่าว   -----------------------------------------------------------------------

วันที่ 19 พฤศจิกายน 2568 ว่าที่ร้อยตรี ธนะสิทธิ์ เอี่ยมอนันชัย ผู้ตรวจราชการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ร่วมเป็นประธานกล่าวเปิดงาน การประชุมสุดยอดเศรษฐกิจดิจิทัล ไทย-จีน 2025 (Thailand-China Digital Economy Summit 2025) พร้อมกล่าวปาฐกถาพิเศษ ในหัวข้อ ยุทธศาสตร์ Digital Thailand 4.0 และแนวโน้มความร่วมมือไทย – จีน ณ ห้อง Phoenix 2 อิมแพค เมืองทองธานี 

นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เปิดเผยว่า กรณีที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาเห็นชอบให้หน่วยงานรัฐทุกแห่งรวมถึงหน่วยงานในกำกับของรัฐ ยกเลิกการส่ง SMS และอีเมลที่มีการแนบลิงก์ ตามที่กระทรวงดีอี นำเสนอ ซึ่งเป็นมาตรการต่อเนื่องจากผลการประชุมของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ตาม พ.ร.ก.ป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี มาตรา 13     สำหรับมาตรการดังกล่าวจะช่วยลดความเสียหายและสร้างความชัดเจนในการสื่อสารประชาสัมพันธ์ของภาครัฐอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้สแกมเมอร์ใช้การส่งข้อความสั้น SMS และอีเมลแนบลิงก์ เป็นช่องทางการก่อเหตุอาชญากรรมออนไลน์ และช่วยให้ประชาชนสามารถจดจำรูปแบบการสื่อสารประชาสัมพันธ์ที่ถูกต้องของหน่วยงานรัฐ โดยหากประชาชนพบ SMS / อีเมลแนบลิงก์ ที่อ้างเป็นหน่วยงานรัฐ ให้ถือว่าเป็นการแอบอ้างจากสแกมเมอร์ หรือมิจฉาชีพทั้งหมด และสามารถแจ้งหน่วยงานซึ่งถูกแอบอ้างให้ตรวจสอบ พร้อมทั้งสามารถแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อสืบสวนได้ทันที    “กระทรวงดีอี และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้กำหนดมาตรการควบคุม ห้ามส่ง SMS และอีเมลที่มีลิงก์แนบ ของหน่วยงานรัฐ เนื่องจากยังพบว่าเป็นช่องทางให้สแกมเมอร์ใช้ในการหลอกลวงประชาชนอยู่เป็นจำนวนมาก เพื่อให้ประชาชนได้รับรู้ตรงกันว่า “หน่วยงานรัฐจะไม่ส่งลิงก์ใด ๆ ทาง SMS และอีเมล” และหากพบให้ถือว่าเป็นการส่งโดยมิจฉาชีพ ซึ่งสอดคล้องกับมาตรการของ กสทช.ที่กำหนดให้ผู้ให้บริการ ตรวจสอบและคัดกรองการส่ง SMS แนบลิงก์ของภาคเอกชน โดยมาตรการนี้จะช่วยลดความเสียหายและสร้างความชัดเจนในการสื่อสารของภาครัฐอย่างมีประสิทธิภาพ” นายไชยชนก กล่าว

วันที่ 20 พฤศจิกายน 2568 นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานในพิธีรับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นสายสะพาย เบื้องหน้าพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ประจำปี 2567 ให้แก่ข้าราชการและบุคลากรกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม โดยมี นายพชร อนันตศิลป์ ปลัดกระทรวงดีอี พร้อมด้วยคณะผู้บริหารกระทรวงและหน่วยงานในสังกัด เข้าร่วม ณ ห้อง NT Auditorium บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน)

วันที่ 20 พฤศจิกายน 2568 ว่าที่ร้อยตรี ธนะสิทธิ์ เอี่ยมอนันชัย ผู้ตรวจราชการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เข้าร่วมการประชุมคณะกรรมการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (กมช.) ครั้งที่ 4/2568 ที่มี นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เป็นประธานการประชุม พร้อมด้วยนายสาโรจน์ สามารถ รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี พลอากาศตรีอมร ชมเชย เลขาธิการคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (สกมช.) หน่วยงานและผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ณ ห้องประชุม ชั้น 11 สํานักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ

นางสาวสุชาดา ซาง แทนทรัพย์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) และโฆษกกระทรวงดีอี เปิดเผยว่า นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ได้มอบหมายให้ นายพชร อนันตศิลป์ ปลัดกระทรวงดีอี ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริง กรณีที่มีสื่อต่างชาติเผยแพร่เอกสารเส้นทางการเชื่อมโยงกระบวนการฟอกเงินดิจิทัลระดับโลก โดยขอให้มีเร่งรัดตรวจสอบข้อเท็จจริงโดยด่วน เพื่อพิจารณาดำเนินการตามขั้นตอนทางกฎหมายต่อไป   “นายไชยชนก ได้เร่งรัดให้มีการตรวจสอบข้อเท็จจริงในกรณีที่มีการเผยแพร่เอกสารข้อตกลงระหว่างกระทรวงดีอี และ Prime Opportunity Fund VCC โดยด่วนที่สุด ซึ่งขณะนี้ปลัดกระทรวงดีอี กำลังเร่งดำเนินการตรวจสอบความเชื่อมโยงของเอกสารดังกล่าวกับขบวนการฟอกเงินระดับโลก และหากพบว่าบุคคลใด มีส่วนเกี่ยวข้องกับขบวนการดังกล่าวจะมีการดำเนินการตามกฎหมายอย่างถึงที่สุด” นางสาวสุชาดา กล่าว --------------------------------------------------------------

วันที่ 20 พฤศจิกายน 2568 นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ให้การต้อนรับผู้แทนจากบริษัท Meta นำโดย Dr. Rafael Frankel Director of Public policy, Meta Platform Inc. และคณะ เข้าพบหารือเพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับแนวทางความร่วมมือด้านดิจิทัล ความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์และการต่อสู้กับภัยคุกคามออนไลน์ มาตรการป้องกันและปราบปราม “สแกมออนไลน์” เพิ่มความปลอดภัยของผู้ใช้งานแพลตฟอร์ม โดยมี นางจีราวรรณ บุญเพิ่ม ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงดีอี นางสาวชมภารี ชมภูรัตน์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงดีอี พร้อมด้วยคณะผู้บริหารกระทรวง หน่วยงานในสังกัดและผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ณ ห้องประชุม ชั้น 11 กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม


วันที่ 21 พฤศจิกายน 2568 นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ตาม พ.ร.ก.ป้องกันและปราบปรามการอาชญากรรมทางเทคโนโลยี มาตรา 13 ครั้งที่ 10/2568 และการประชุมคณะอนุกรรมการป้องกันการกระทำความผิดอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ครั้งที่ 2/2568 โดยมี พล.ต.อ เพิ่มพูน ชิดชอบ ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ในฐานะที่ปรึกษาคณะอนุกรรมการป้องกันการกระทำความผิดอาชญากรรมทางเทคโนโลยี นายพชร อนันตศิลป์ ปลัดกระทรวงดีอี นางสาวสุชาดา ซาง แทนทรัพย์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดีอี และโฆษกกระทรวงดีอี พร้อมด้วย ผู้บริหารกระทรวงดีอี ผู้แทนหน่วยงานและผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ณ ห้องประชุม 0203 ชั้น 2 กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

วันที่ 21 พฤศจิกายน 2568 นางสาวพิยะดา สุดกังวาล ที่ปรึกษาด้านการสื่อสาร กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ได้นำเสนอระบบ e-Office ภายใต้งานบริการคลาวด์กลางภาครัฐ (GDCC) ต่อที่ประชุมคณะกรรมการเทคโนโลยีสารสนเทศกระทรวงอุตสาหกรรม (CIO อก.) โดยมี นายวิฤทธิ์ วิเศษสินธุ์ รองปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เป็นประธาน ซึ่งที่ประชุมได้รับทราบการขับเคลื่อนนโยบายเร่งรัดการพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (e-Government) ของรัฐบาล ผ่านมติคณะกรรมการ ดีอี ที่มอบหมายให้ ดีอี สนับสนุนหน่วยงานราชการให้ได้ใช้งานระบบฯ ตามเป้าหมาย 2 ล้าน User ในปีนี้ ทั้งนี้ ได้มีผู้บริหาร CIO ของหน่วยงานต่าง ๆ แสดงความสนใจที่จะใช้งาน โดยกรมส่งเสริมอุตสาหกรรมจะเป็นหน่วยงานนำร่องที่ทดลองใช้งานเป็นแห่งแรก ณ กระทรวงอุตสาหกรรม

วันที่ 21 พฤศจิกายน 2568 นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ตาม พ.ร.ก.ป้องกันและปรามปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี มาตรา 13 ครั้งที่ 10/2568 และการประชุมคณะอนุกรรมการป้องกันการกระทำความผิดอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ครั้งที่ 2/2568 นายไชยชนก กล่าวว่า ที่ประชุมฯ ได้มีการพิจารณามาตรการในหลายด้านด้วยกัน โดยสามารถสรุปสาระสำคัญได้ดังนี้ 1.มาตรการยกเลิกการส่ง SMS -อีเมลแนบลิงก์ ของหน่วยงานรัฐ ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมิติเห็นชอบ มาตรการยกเลิกการส่ง SMS -อีเมลแนบลิงก์ ของหน่วยงานราชการ และหน่วยงานในสังกัดรัฐ ตามที่ กระทรวงดีอี เสนอ ซึ่งมาตรการดังกล่าวเกิดขึ้นจากการประชุมคณะกรรมการฯ เพื่อเป็นการปิดกั้น 1 ในช่องทางที่สแกมเมอร์ใช้หลอกลวงประชาชน โดยหากพบว่ามีการส่งข้อความ SMS และอีเมลแนบลิงก์ โดยหน่วยงานรัฐ ขออย่ากดลิงก์โดยเด็ดขาด และสามารถแจ้งเบาะแสได้ที่ ศูนย์บริการข้อมูลภาครัฐเพื่อประชาชน (GCC1111) ผ่าน 1. ช่องทาง Line OA ที่ https://line.me/R/ti/p/@gcc1111 2. ช่องทาง Chat ที่ https://gcc.go.th/ 3. ช่องทาง Facebook messenger ที่ https://www.facebook.com/GCC1111 4. ผ่านโทรศัพท์สายด่วน 1111 และ5. ช่องทาง mail ที่ contact_1111@gcc.go.th 2. มาตรการเปิด Location ในแอปฯ Mobile Banking ระหว่างทำธุรกรรมการเงิน ที่ประชุมคณะกรรมการฯ มีมติเห็นชอบ ให้ดำเนินมาตรการให้ธนาคารเปิดการแสดงตำแหน่งที่ตั้ง (Location) ขณะที่มีการใช้แอปพลิเคชัน Mobile Banking ในระหว่างการทำธุรกรรมการเงินของธนาคาร โดยการแสดงข้อมูลดังกล่าวจะไม่มีการเผยแพร่เป็นสาธารณะ แต่จะถูกจัดเก็บไว้ใน Data Center ของธนาคาร โดยหากมิจฉาชีพมีการโอนเงินผ่านแอปฯ จะทำให้สามารถเรียกข้อมูลเป็นหลักฐานได้ ซึ่งมาตรการนี้สามารถดำเนินการได้ทันทีใน 5 ธนาคารที่มีความพร้อมด้านระบบ ในส่วนของธนาคารอื่นๆ และผู้ให้บริการทางการเงินที่ไม่ใช่สถาบันการเงิน (Non-Bank) ให้เร่งอัพเดตระบบ เพื่อเริ่มใช้งาน (คาดว่าใช้ระยะเวลา 3-6 เดือน) 3.การบูรณาการข้อมูลร่วมกัน ระหว่าง ศูนย์ AOC สสช. และศูนย์ ACSC การบูรณาการข้อมูลร่วมกันระหว่าง ศปอท. (AOC1441) สำนักงานสถิติแห่งชาติ (สสช.) และศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) เพื่อปรับรูปแบบในการเก็บข้อมูลสถิติตามมาตรฐานการจำแนกประเภทคดี ICCS ของ UNODC ทำให้ระบบการเก็บคดีมีมาตรฐานสากล มีความสะดวกให้การแบ่งปันข้อมูลทั้งหน่วยงานในประเทศ และระหว่างประเทศ ลดความซ้ำซ้อนของคดี โดยมีการแยกหน้าที่ความรับผิดชอบชัดเจน ทำให้การรับคดีต่างๆ มีความรวดเร็วมากยิ่งขึ้น 4.มาตรการการปรับเงื่อนไขจดทะเบียนบัญชีม้านิติบุคคล (DBD) กรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) กระทรวงพาณิชย์ ได้เตรียมออกประกาศคำสั่ง 5 ฉบับที่เกี่ยวข้องกับการจดทะเบียนนิติบุคคล เพื่อเป็นการป้องกันสแกมเมอร์ใช้ช่องทางการเป็นนิติบุคคลก่ออาชญากรรมออนไลน์ ได้แก่1) บูรณาการรายชื่อผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ (14.3 ล้านคน) ร่วมกับกรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลัง เพื่อตรวจสอบการขอจดทะเบียนนิติบุคคลของบุคคลในรายชื่อดังกล่าว ต้องมีการยืนยันตัวตนเพื่อจดทะเบียนนิติบุคคล 2) ขยายการตรวจสอบข้อมูล จากเดิมที่มีการตรวจสอบข้อมูลของบุคคลที่เป็นเจ้าของ โดยให้เพิ่มการตรวจสอบขั้นตอนการขอจดทะเบียนกรรมการบริษัทที่เพิ่มเข้ามาใหม่ (มีการเปลี่ยนแปลงกรรมการฯ) ซึ่งจากการตรวจสอบพบบุคคลในบัญชีม้าดำจำนวน 1,484 นิติบุคคล คิดเป็นจำนวนบุคคล 1,651 ราย 3) ปรับเงื่อนไขคุณสมบัติของบุคคลที่ดำเนินการจดทะเบียนแทนเจ้าของ หรือการจดทะเบียนผ่านออนไลน์ ซึ่งจะต้องมีการยืนยันตัวตนบุคคลดังกล่าวที่ชัดเจน 4) ต่อเนื่องจากข้อ 3 เมื่อมีการยืนยันตัวตนแล้ว หากมีการทำผิดหลักเกณฑ์ ให้มีการเพิกถอนระงับสิทธิ์ในทันที 5) พิจารณาการอนุมัติการจดทะเบียนโดยบุคคลเดียว มีชื่อจดทะเบียนมากกว่า 3 บริษัท ในสถานที่ตั้งเดียวกัน ต้องมีการยืนยันตน ให้สามารถตรวจสอบได้ นอกจากนี้ยังมีเงื่อนไขการตรวจสอบสถานะทางการเงินของผู้จดทะเบียนแบบเรียลไทม์ ในขณะที่มีการยื่นจดทะเบียนนิติบุคคล และเพิ่มการตรวจสอบข้อมูลอื่นๆ ร่วมกับ AOC ปปง. ตร. ธนาคาร และ ก.ล.ต. รวมทั้งการขอใช้อำนาจ ศปอท. เปิดรายชื่อบุคคลเพื่อเฝ้าระวัง ให้กับธนาคาร DBD กสทช. ใช้เพื่อป้องกันเป็นการชั่วคราว ในขณะรอการปรับปรุงแก้ไข พ.ร.ก. 5.การดำเนินคดี IP Address โดย CIB ตำรวจสอบสวนกลาง ได้ร่วมบูรณาการข้อมูลกับ กสทช. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าตรวจสอบ การใช้งานอินเทอร์เน็ตของ Data Center แห่งหนึ่ง ซึ่งพบว่ามีผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตจากกัมพูชา ใช้งาน Data Center และปรากฎ IP Address อยู่ในประเทศกัมพูชา โดยได้สั่งการให้ กสทช. ตรวจสอบข้อมูลการทำสัญญาระหว่างบริษัทผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตไทย และต่างประเทศ เพื่อบูรณาการข้อมูลกับตร.ให้ดำเนินการต่อไป “คกก. ได้รับความร่วมมือจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ตรวจสอบบัญชีม้านิติบุคคล โดยจำเป็นที่จะต้องเพิ่มเงื่อนไขการขอจดทะเบียนนิติบุคคลให้รัดกุมยิ่งขึ้น เนื่องจากตามข้อกฎหมายไม่ได้จำกัดให้ผู้ที่เป็นบัญชีม้า หรือบุคคลต้องสงสัยห้ามจดทะเบียน ในขณะเดียวกันยังพบว่าสแกมเมอร์ในประเทศเพื่อนบ้านได้ปรับเปลี่ยนวิธีการก่ออาชญากรรมที่มีความซับซ้อนยิ่งขึ้น ดังนั้น คกก.จะต้องเร่งรัดการใช้มาตรการที่เข้มข้นยิ่งขึ้นเพื่อดำเนินการจัดการสแกมเมอร์ ลดผลกระทบความเสียหาย สร้างความปลอดภัยให้กับประชาชน” นายไชยชนก กล่าว ------------------------------------------------------

กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ตรวจพบข่าวปลอมรายสัปดาห์ ที่ประชาชนให้ความสนใจสูงสุดอันดับที่ 1 เรื่อง “คนละครึ่งพลัส เฟส 2 เพิ่มเงินเป็น 4,000 บาท ลงทะเบียนธันวาคมนี้” รองลงมาคือเรื่อง “กรมท่าอากาศยาน งดให้บริการเที่ยวบิน ระหว่างไทย-กัมพูชา” เตือนประชาชน อย่าหลงเชื่อข่าวปลอม อาจทำให้เกิดความเข้าใจผิด สับสน ตื่นตระหนก และวิตกกังวลในสังคม รวมทั้งอาจทำให้สูญเสียทรัพย์สิน และข้อมูลส่วนบุคคล ขอให้เลือกเชื่อ เลือกแชร์ ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ นางสาวสุชาดา ซาง แทนทรัพย์ โฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) กล่าวถึงผลการมอนิเตอร์และรับแจ้งข่าวปลอมของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมประเทศไทย (AFNC) ซึ่งเป็นไปตามนโยบายการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยความมั่นคงและภัยทางสังคมของนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ที่ต้องการให้มีการบูรณาการข้อมูลของหน่วยงานเพื่อเผยแพร่ความรู้ความเข้าใจด้านการใช้งานเทคโนโลยีดิจิทัลให้กับประชาชน โดยยกระดับความสำคัญเรื่องการสร้างความตระหนักรู้เท่าทันภัยอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ข่าวปลอม และข้อมูลบิดเบือน ทั้งนี้ในระหว่างวันที่ 14 – 20 พฤศจิกายน 2568 พบข้อความที่เข้ามาทั้งหมด 999,314 ข้อความข้อความ โดยมีข้อความที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ (Verify) ทั้งสิ้น 1,113 ข้อความ สำหรับช่องทางที่มีการพบเบาะแสมากที่สุด คือ ข้อความที่มาจาก Social Listening จำนวน 1,094 ข้อความ ตามมาด้วยการแจ้งเบาะแสผ่าน Line Official จำนวน 17 ข้อความ และช่องทาง Facebook จำนวน 2 ข้อความ รวมเรื่องที่ต้องดำเนินการตรวจสอบทั้งหมด 253 เรื่อง และจากการประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้รับผลการตรวจสอบกลับมาแล้ว 84 เรื่อง กระทรวงดีอี ได้แบ่งข่าวปลอมที่ได้รับความสนใจเป็น 5 กลุ่ม ประกอบด้วยกลุ่มที่ 1 : นโยบายรัฐบาล ข่าวสารทางราชการ ความสงบเรียบร้อยของสังคม ขัดศีลธรรมอันดี และความมั่นคงภายในประเทศ จำนวน 147 เรื่อง กลุ่มที่ 2 : ผลิตภัณฑ์สุขภาพ วัตถุอันตราย เครื่องสำอาง รวมถึงสินค้าและบริการที่ผิดกฎหมายจำนวน 28 เรื่อง กลุ่มที่ 3 : ภัยพิบัติ จำนวน 11 เรื่อง กลุ่มที่ 4 : เศรษฐกิจ จำนวน 4 เรื่อง กลุ่มที่ 5 : กลุ่มอาชญากรรมออนไลน์ จำนวน 63 เรื่อง นางสาวสุชาดา กล่าวต่อว่า เมื่อพิจารณาจากข่าวปลอมที่ได้รับความสนใจในลำดับต้นๆ ในสัปดาห์นี้ส่วนใหญ่เป็นข่าวเกี่ยวกับนโยบายรัฐบาล โดยเฉพาะ “โครงการคนละครึ่งพลัส” ซึ่งประชาชนให้การตอบรับเป็นอย่างดีน จนมิจฉาชีพฉวยโอกาสในการสร้างข่าวปลอมขึ้นมา ข่าวการให้บริการของหน่วยงานรัฐ ซึ่งทั้งหมดมีผลกระทบต่อสังคมส่วนใหญ่ อาจทำให้เกิดความเข้าใจผิด สับสน ตื่นตระหนก และวิตกกังวลได้ รวมทั้งอาจทำให้สูญเสียทรัพย์สิน หรือ ข้อมูลส่วนบุคคล โดยข่าวที่ได้รับความสนใจจากประชาชนมากที่สุด 10 อันดับ ได้แก่ อันดับที่ 1 : เรื่อง คนละครึ่งพลัส เฟส 2 เพิ่มเงินเป็น 4,000 บาท ลงทะเบียนธันวาคมนี้ อันดับที่ 2 : เรื่อง กรมท่าอากาศยาน งดให้บริการเที่ยวบิน ระหว่างไทย-กัมพูชา อันดับที่ 3 : เรื่อง หูฟังไร้สายแบบบลูทูท ปล่อยรังสีทําให้เกิดโรคร้ายทำลายสมอง อันดับที่ 4 : เรื่อง พบหลักฐาน เจ้าฟ้าไทย เป็นสมาชิกราชวงศ์กัมพูชา อันดับที่ 5 : เรื่อง คณะทูต AOT อนุญาตให้ไทยเปิดศึกกัมพูชาได้ อันดับที่ 6 : เรื่อง ประเพณีไหลเรือไฟของไทย มีต้นตำรับมาจากกัมพูชา อันดับที่ 7 : เรื่อง ไทยจัดฉากวางทุ่นระเบิดทหารไทยเอง พบเป็นอาวุธที่ไทยสั่งซื้อ อันดับที่ 8 : เรื่อง เริ่มจำหน่ายสลาก กอช. (หวยเกษียณ) งวดแรก เดือนมกราคม 69 อันดับที่ 9 : เรื่อง เผยภาพไทยเตรียมนำเครื่องบิน F-16 เข้าปะทะกัมพูชา อันดับที่ 10 : เรื่อง กฟภ. เพิ่มบัญชีไลน์ รับแจ้งปัญหาการใช้ไฟฟ้าสำหรับอันดับ 1 เรื่อง “คนละครึ่งพลัส เฟส 2 เพิ่มเงินเป็น 4,000 บาท ลงทะเบียนธันวาคมนี้” กระทรวงดีอี ประสานงานร่วมกับสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง กระทรวงการคลัง ตรวจสอบพบว่า ไม่เป็นความจริง โดยขอชี้แจงว่า หลังจากที่โครงการคนละครึ่งพลัส เฟส 1 ได้เริ่มดำเนินการไปแล้ว และมีประชาชนส่วนมากให้ความสนใจอยู่ไม่น้อย ต่อมาได้มีข้อความที่เผยแพร่ตามสื่อสังคมออนไลน์ว่าโครงการคนละครึ่งพลัส เฟส 2 ได้เริ่มกำหนดการแล้วนั้น สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ขอชี้แจงว่า ปัจจุบันยังอยู่ระหว่างการดำเนินโครงการในเฟส 1 และยังไม่มีการกำหนดรายละเอียดของการดำเนินโครงการในเฟส 2 ทั้งนี้ หากมีข้อมูลที่ชัดเจนแล้วจะได้ประกาศให้ทราบต่อไป ทั้งนี้ขอเตือนประชาชนว่า ปัจจุบันมีการสร้างข่าวปลอมเกี่ยวกับการเข้าร่วมโครงการของรัฐจำนวนมาก สร้างความสับสนให้แก่ประชาชนเป็นวงกว้าง จึงขอให้ตรวจสอบข้อมูลจากแหล่งทางการที่เชื่อถือได้ เช่น เว็บไซต์กระทรวงการคลัง www.mof.go.th หรือเว็บไซต์โครงการคนละครึ่งพลัส www.คนละครึ่งพลัส.com ขณะที่ข่าวปลอมอันดับ 2 เรื่อง “กรมท่าอากาศยาน งดให้บริการเที่ยวบิน ระหว่างไทย-กัมพูชา” กระทรวงดีอี ได้ประสานงานร่วมกับ กรมท่าอากาศยาน กระทรวงคมนาคม ตรวจสอบพบว่าเป็นข่าวปลอม โดยขอชี้แจงว่า ตามสื่อสังคมออนไลน์ที่ได้มีการเผยแพร่ภาพหนังสือ แจ้งงดให้บริการเที่ยวบินระหว่างประเทศไทย-กัมพูชา นั้น กรมท่าอากาศยาน ยังไม่มีนโยบายการดำเนินการเกี่ยวกับกรณีดังกล่าวใดๆ ทั้งสิ้น ขอให้ประชาชนอย่าหลงเชื่อข้อมูลที่ไม่มีที่มาที่ไปชัดเจน โดยประชาชนสามารถติดตามข้อมูลข่าวสารจากหน่วยงานที่น่าเชื่อถือ หรือช่องทางจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างเป็นทางการเท่านั้น อย่างไรก็ตาม ดีอี มีความห่วงใยประชาชน เรื่องความตระหนักรู้เท่าทันข่าวปลอมที่ถูกแพร่กระจายบนสื่อออนไลน์ โซเชียล ซึ่งหากขาดความรู้เท่าทัน และส่งต่อข้อมูลข่าวปลอม ทำให้เกิดการหลงเชื่อ สร้างความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน เกิดความวิตกกังวล หรืออาจสร้างความเสียหายต่อชีวิต ทรัพย์สิน หรือข้อมูลส่วนบุคคล และอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้าง ดังนั้นจึงควรตรวจสอบข้อเท็จจริงของข่าวหรือลิงก์เว็บไซต์ให้แน่ชัด หากประชาชน พบข่าวน่าสงสัย ข้อมูลบิดเบือน สามารถแจ้งเบาะแส และตรวจสอบข่าวปลอมได้ที่ โทรสายด่วน 1111 ต่อ 87 (24 ชม.) หรือที่| เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com| Line ID: @antifakenewscenter| Facebook : Anti-Fake News Center Thailand| X : @AFNCThailand| TikTok : @antifakenewscenter| IG : afnc_thailand/--------------------------------------------------------

นางสาวสุชาดา ซาง แทนทรัพย์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) และโฆษกกระทรวงดีอี เปิดเผยว่า นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ได้มอบหมายให้ นายพชร อนันตศิลป์ ปลัดกระทรวงดีอี หารือหน่วยงานในสังกัดกระทรวงดีอี เร่งให้ความช่วยเหลือประชาชนผู้ประสบอุกภัยในภาคใต้ โดยเฉพาะในพื้นที่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ทั้งนี้เบื้องต้นได้มอบหมายให้ บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) หรือ NT จัดเจ้าหน้าที่เฝ้าระวังการให้บริการระบบสื่อสารโทรคมนาคมในพื้นที่ประสบอุทกภัยตลอด 24 ชม. พร้อมจัดรถโมบายเคลื่อนที่ใช้ในการกระจายสัญญาณโทรศัพท์มือถือ และอินเทอร์เน็ต เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อการใช้บริการในสถานการณ์ฉุกเฉิน รวมทั้งจัดทำถุงยังชีพ น้ำดื่มและสิ่งของอุปโภคบริโภคแจกจ่ายให้กับผู้ประสบภัย เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนแก่ประชาชนในพื้นที่อย่างเร่งด่วน “นายไชยชนก และกระทรวงดีอี มีความห่วงใยประชาชนในพื้นที่ประสบภัยจากสถานการณ์น้ำท่วม โดยได้สั่งการให้ปลัดกระทรวงดีอีติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยให้หน่วยงานในสังกัดบูรณาการการให้ความช่วยเหลือร่วมกับหน่วยงานด้านสาธารณภัย และสั่งการให้ NT ดูแลอำนวยความสะดวกเรื่องสัญญาณมือถือ และอินเทอร์เน็ต แก่เจ้าหน้าที่ที่ดำเนินการช่วยเหลือประชาชน และประชาชนในพื้นที่ในช่วงสถานการณ์ฉุกเฉิน  พร้อมให้จัดทำถุงยังชีพเพื่อแจกจ่ายให้กับผู้ประสบภัยอย่างเร่งด่วน” นางสาวสุชาดา กล่าว -------------------------------------------------------

icon-sitemap    std-w1    std-w2    WCAG 2.0 (Level AA)
จำนวนผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์ Loading...


กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

เลขที่ 120 หมู่ 3 ชั้น 8-11 ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 (อาคาร ซี) ซอยแจ้งวัฒนะ 7 ถนนแจ้งวัฒนะ แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ 10210

facebook
instagram
twitter
youtube
rss
tiktok
threads
Icon Q&A
black ribbon.