Logo DE Ministry.
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
Ministry of Digital Economy and Society
Logo DE Ministry.
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
Ministry of Digital Economy and Society
ตัวช่วยเหลือในการเข้าถึงเว็บไซต์
ค้นหา

นางสาวสุชาดา ซาง แทนทรัพย์ โฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) กล่าวถึงผลการมอนิเตอร์และรับแจ้งข่าวปลอมของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมประเทศไทย (AFNC) ซึ่งเป็นไปตามนโยบายการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยความมั่นคงและภัยทางสังคมของนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) โดยยกระดับความสำคัญเรื่องการสร้างความตระหนักรู้เท่าทันภัยอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ข่าวปลอม และข้อมูลบิดเบือน   ทั้งนี้ ในวันที่ 13 ธันวาคม 2568 AFNC ได้ตรวจสอบพบข้อความทั้งหมด 163,548 ข้อความ โดยมีข้อความที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ (Verify) ทั้งสิ้น 8,501 ข้อความ สำหรับช่องทางที่มีการพบเบาะแสมากที่สุดคือ ข้อความที่มาจาก Social Listening 8,501 ข้อความ โดยเป็นเรื่องที่ต้องดำเนินการตรวจสอบทั้งหมด 43 เรื่อง ได้รับผลการตรวจสอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว 10 เรื่อง ในจำนวนนี้เป็นข่าวที่ได้รับความสนใจจากประชาชนมากที่สุด 7 เรื่อง ซึ่งเป็นข่าวจริง 3 เรื่อง และข่าวปลอม 3 เรื่อง ข่าวบิดเบือน 1 เรื่อง ได้แก่   อันดับที่ 1 ข่าวจริง : เรื่อง ครม.อนุมัติปรับเพดานเงินเดือนสูงสุด 17,500 บาท เงินสมทบสูงสุด 875 บาท เข้ากองทุนประกันสังคม   อันดับที่ 2 ข่าวปลอม : เรื่อง รัฐบาลไทยยังส่งออกน้ำมันให้กัมพูชา   อันดับที่ 3 ข่าวปลอม : เรื่อง เพจ Brian Bouchard เปิดให้เข้าร่วมกลุ่มตลาดหุ้นฟรี พร้อมคัดเลือกหุ้นที่มีศักยภาพแล้ว 10 ตัว   อันดับที่ 4 ข่าวปลอม : เรื่อง ทหารกัมพูชาแนวรบพระวิหารยอมยกธงขาว เพื่อขอชีวิต   อันดับที่ 5 ข่าวจริง : เรื่อง กรมประมง ขอความร่วมมือเรือประมงทุกลำ หลีกเลี่ยงการเดินเรือใกล้เขตชายแดนไทย - กัมพูชา   อันดับที่ 6 ข่าวบิดเบือน : เรื่อง ดื่มนมดิบวันละ 1 ลิตร และไข่ดิบวันละ 6 ฟอง เสริมสร้างสุขภาพที่ดี   อันดับที่ 7 ข่าวจริง : เรื่อง ไทยไม่มีการทำเหมืองแร่หายาก เร่งนำเข้า เพิ่มมูลค่าก่อนส่งออก   สำหรับอันดับ 1 เป็นข่าวจริง : เรื่อง “ครม.อนุมัติปรับเพดานเงินเดือนสูงสุด 17,500 บาท เงินสมทบสูงสุด 875 บาท เข้ากองทุนประกันสังคม” กระทรวงดีอี ได้ประสานร่วมกับ สำนักงานประกันสังคม กระทรวงแรงงาน ตรวจสอบและยืนยันเป็น “ข่าวจริง” โดยขอชี้แจงว่า การปรับเพดานค่าจ้าง จะเริ่มมีผลตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 เป็นต้นไป ซึ่งกฎกระทรวงฯ จะประกาศในราชกิจจานุเบกษาภายในเดือนธันวาคม 2568 สำหรับการปรับเพดานค่าจ้างนั้น จะมีการเพิ่มสิทธิประโยชน์ให้แก่ผู้ประกันตน ในกรณีเจ็บป่วย ว่างงาน ทุพพลภาพ คลอดบุตร ตลอดจนกรณีชราภาพ โดยการปรับขึ้นเพดานค่าจ้าง จะดำเนินการเป็น 3 ระยะ ดังนี้   ระยะที่ 1 (ปี พ.ศ. 2569–2571) เพดานค่าจ้างสูงสุด 17,500 บาท เงินสมทบสูงสุด 875 บาทต่อเดือน ระยะที่ 2 (ปี พ.ศ. 2572–2574) เพดานค่าจ้างสูงสุด 20,000 บาท เงินสมทบสูงสุด 1,000 บาทต่อเดือน ระยะที่ 3 (ปี พ.ศ. 2575 เป็นต้นไป) เพดานค่าจ้างสูงสุด 23,000 บาท เงินสมทบสูงสุด 1,150 บาทต่อเดือน   หากมีข้อสงสัยสามารถติดต่อสอบถามได้ที่ โทร สายด่วน 1506 บริการตลอด 24 ชั่วโมง   อย่างไรก็ตาม กระทรวงดีอี มีความห่วงใยประชาชน เรื่องความตระหนักรู้เท่าทันข่าวปลอมที่ถูกแพร่กระจายบนสื่อออนไลน์ โซเชียล ซึ่งหากขาดความรู้เท่าทัน ส่งต่อข้อมูลข่าวปลอม ทำให้เกิดการหลงเชื่อ สร้างความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน สร้างความเสียหายต่อทรัพย์สิน หรือข้อมูลส่วนบุคคล และอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้าง  โดยขอให้ประชาชนเลือกเชื่อ เลือกแชร์ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ ซึ่งได้รับการเผยแพร่จากหน่วยงานที่เป็นทางการเท่านั้น และควรตรวจสอบข้อเท็จจริงของข่าวหรือลิงก์เว็บไซต์ให้แน่ชัด   หากประชาชน พบข่าวน่าสงสัย ข้อมูลบิดเบือน สามารถแจ้งเบาะแส และตรวจสอบข่าวปลอมได้ที่ โทรสายด่วน 1111 ต่อ 87 (24 ชม.) หรือที่ | เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com | Line ID: @antifakenewscenter | Facebook : Anti-Fake News Center Thailand | X : @AFNCThailand | TikTok : @antifakenewscenter | IG : afnc_thailand/   ---------------------------------------------------------------------

วันที่ 15 ธันวาคม 2568 นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ด้านการแจ้งเตือนภัยผ่านบริการแพลตฟอร์มดิจิทัล Safety Check ด้วยความร่วมมือ ของกระทรวงดีอี กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณะภัย สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) กรมควบคุมมลพิษ กรุงเทพมหานคร และบริษัท ไลน์ คอมพานี (ประเทศไทย) จำกัด โดยมี นายพชร อนันตศิลป์ ปลัดกระทรวงดีอี เป็นผู้ลงนามในบันทึกข้อตกลงฯ พร้อมด้วยผู้แทนจากหน่วยงาน และผู้ที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ณ อาคาร 9 บมจ.โทรคมนาคมแห่งชาติ แจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ . นายไชยชนก รมว.ดีอี กล่าวว่า กระทรวงดีอี สนับสนุนการบูรณาการข้อมูลระหว่างหน่วยงานภาครัฐและผู้ให้บริการแพลตฟอร์มดิจิทัล เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลเตือนภัยฉุกเฉินด้วยกลไกที่ตรวจสอบความถูกต้องได้ พร้อมส่งต่อข้อมูลผ่านช่องทางที่ประชาชนเข้าถึงง่าย เพื่อให้ระบบเตือนภัยมีความครอบคลุมและพร้อมใช้งานทั่วประเทศอย่างมีประสิทธิภาพ ผ่านการ MOU การแจ้งเตือนภัยผ่านบริการแพลตฟอร์มดิจิทัล “Safety Check” ถือเป็นอีกก้าวสำคัญของการทำงานร่วมกัน ระหว่างหน่วยงานรัฐและแพลตฟอร์มดิจิทัล ได้แก่ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) กรมควบคุมมลพิษ กรุงเทพมหานคร และบริษัท ไลน์ คอมพานี (ประเทศไทย) จำกัด สำหรับ “Safety Check” สามารถใช้งานได้ผ่านแอปพลิเคชัน LINE เพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลที่จำเป็นจากภาครัฐอย่างทันท่วงที และสามารถยืนยันความปลอดภัยของตนเอง เมื่อเผชิญเหตุภัยพิบัติ เข้าถึงการดูแลความปลอดภัยในยามฉุกเฉินได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ขณะเดียวกัน “Safety Check” จะเป็นส่วนหนึ่งของข้อมูลที่ได้จากการบูรณาการข้อมูลร่วมกันของแต่ละหน่วยงาน ในระบบฐานข้อมูลกลางของกระทรวงดีอี เพื่อใช้ในการช่วยเหลือประชาชนที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยงภัย หรือเผชิญภัยพิบัติ ทั้งในด้านการให้ข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้อง การช่วยเหลือในขณะเกิดเหตุการณ์ได้อย่างทันท่วงที และการเยียวยาภายหลังจากเหตุการณ์สิ้นสุดลง โดยเมื่อมีการให้ความช่วยเหลือและเยียวยาประชาชนแล้ว จะมีทำการลบข้อมูลที่อยู่ในระบบฐานข้อมูลกลางออกทันที เพื่อป้องกันการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคลของประชาชน

วันที่ 15 ธันวาคม 2568 นางสาวพิยะดา สุดกังวาล ที่ปรึกษาด้านการสื่อสารกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานในพิธี เปิดงาน สัมมนาให้ความรู้ในการรับมือและการจัดการกับภัยและคดีออนไลน์ ครั้งที่ 1 โดยมี นางสาวธนิสสรา ลิ้นสุวรรณ ประธานโครงการเพิ่มประสิทธิภาพการช่วยเหลือประชาชนด้านคดีและภัยออนไลน์ กล่าวรายงาน พร้อมด้วยหน่วยงานภาครัฐ เอกชน และภาคประชาชน เข้าร่วมอบรม แบบออนไซต์ 112 คน และออนไลน์ผ่านเฟซบุ๊กแฟนเพจ Preventonlinecrime 104 คน ณ ห้องประชุมอิมพีเรียลบอลรูม จังหวัดเชียงใหม่   การสัมมนาครั้งนี้  มุ่งเน้นการให้ความรู้เชิงลึกเกี่ยวกับภัยคุกคามออนไลน์รูปแบบใหม่ การป้องกันตนเอง และทักษะในการจัดการคดีออนไลน์ พร้อมสร้างเครือข่ายความร่วมมือด้านความมั่นคงไซเบอร์ระหว่างหน่วยงานภาครัฐ เอกชน และพื้นที่ โดยได้รับเกียรติจากวิทยากรผู้เชี่ยวชาญบรรยายใน 2 หัวข้อสำคัญ ได้แก่ “AI กับอาชญากรรมออนไลน์ Cybercrime 2025: Trends, Threats, and the Rise of AI” วิเคราะห์แนวโน้มภัยไซเบอร์ยุคใหม่และผลกระทบของ AI ต่อสังคม และ “Cyber Wise: เท่าทัน – ป้องกัน – จัดการ รับมือกับภัยคุกคามไซเบอร์อย่างชาญฉลาด” เสริมทักษะให้ผู้เข้าร่วมสามารถป้องกันและรับมือภัยออนไลน์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ   โดยที่ผ่านมา ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2566 กองป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดทางเทคโนโลยีสารสนเทศ กระทรวงดีอี ได้จัดอบรมและให้ความรู้แก่ประชาชนและเครือข่ายภาครัฐมาแล้วกว่า 5 ครั้ง รวมกว่า 1,250 คน พร้อมอบรมพนักงานเจ้าหน้าที่เพิ่มเติมกว่า 250 คน เพื่อเสริมความเข้าใจด้านกฎหมายดิจิทัล การสืบสวน และการปฏิบัติการเชิงพื้นที่ปัจจุบันความต้องการด้านความรู้ยังเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง กระทรวงดีอี จึงได้จัดทำโครงการสัมมนาระดับภูมิภาคไม่น้อยกว่า 3 ครั้งในปีงบประมาณ 2568 เพื่อขยายการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย และเพิ่มความพร้อมรับมือภัยไซเบอร์ในทุกพื้นที่ของประเทศ  


นางสาวสุชาดา ซาง แทนทรัพย์ โฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) กล่าวถึงผลการมอนิเตอร์และรับแจ้งข่าวปลอมของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมประเทศไทย (AFNC) ซึ่งเป็นไปตามนโยบายการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยความมั่นคงและภัยทางสังคมของนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) โดยยกระดับความสำคัญเรื่องการสร้างความตระหนักรู้เท่าทันภัยอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ข่าวปลอม และข้อมูลบิดเบือน   ทั้งนี้ ในวันที่ 14 ธันวาคม 2568 AFNC ได้ตรวจสอบพบข้อความทั้งหมด 163,634 ข้อความ โดยมีข้อความที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ (Verify) ทั้งสิ้น 4,927 ข้อความ สำหรับช่องทางที่มีการพบเบาะแสมากที่สุดคือ ข้อความที่มาจาก Social Listening 4,927 ข้อความ โดยเป็นเรื่องที่ต้องดำเนินการตรวจสอบทั้งหมด 37 เรื่อง ได้รับผลการตรวจสอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว 15 เรื่อง ในจำนวนนี้เป็นข่าวที่ได้รับความสนใจจากประชาชนมากที่สุด 7 เรื่อง ซึ่งเป็นข่าวจริง 3 เรื่อง และข่าวปลอม 3 เรื่อง ข่าวบิดเบือน 1 เรื่อง ได้แก่   อันดับที่ 1 ข่าวจริง : เรื่อง กัมพูชา ยิงจรวด BM-21 ตกพื้นที่พลเรือน อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ พบผู้บาดเจ็บ 4 ราย   อันดับที่ 2 ข่าวปลอม : เรื่อง เครื่องบิน F-16 ของไทย ทิ้งระเบิดลงในพื้นที่โรงเรียน จังหวัดพระวิหาร กัมพูชา   อันดับที่ 3 ข่าวจริง : เรื่อง กัมพูชาใช้โดรนทิ้งระเบิดในพื้นที่บ้านหนองหญ้าแก้ว ชายแดนสระแก้ว 4 อำเภอ เปิดศูนย์พักพิงชั่วคราว   อันดับที่ 4 ข่าวปลอม : เรื่อง กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ออกหนังสือรับรอง ใบประกอบธุรกิจเงินกู้ถูกกฎหมายออนไลน์ให้ผู้ประกอบการ   อันดับที่ 5 ข่าวปลอม : เรื่อง กรมการขนส่งทางบก เปิดรับทำใบขับขี่ออนไลน์ทุกชนิด ผ่านเพจ รับทำใบขับขี่ของแท้100%   อันดับที่ 6 ข่าวจริง : เรื่อง เปิดขั้นตอนการยื่นรับเงินสงเคราะห์บุตรอัตราใหม่ จำนวน 1,000 บาท   อันดับที่ 7 ข่าวปลอม : เรื่อง CoinMarketCap Bot เปิดแคมเปญพิเศษทำกำไรสูง ผ่านไอดีไลน์ @656hinhh   สำหรับอันดับ 1 เป็นข่าวจริง : เรื่อง “กัมพูชา ยิงจรวด BM-21 ตกพื้นที่พลเรือน อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ พบผู้บาดเจ็บ 4 ราย” กระทรวงดีอี ได้ประสานร่วมงานกับ กองบัญชาการกองทัพไทย กระทรวงกลาโหม  ยืนยันข้อมูลเป็น “ข่าวจริง” โดยเมื่อช่วงเช้าของวันที่ 13 ธ.ค.68 กองทัพบกได้รับรายงานว่าฝ่ายกัมพูชาได้ใช้อาวุธจรวด BM-21 ยิงตกเข้ามาในพื้นที่พลเรือน บริเวณด้านหน้าบังเกอร์หลบภัย หมู่ที่ 1 ต.เสาธงชัย อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ    จากเหตุการณ์ดังกล่าว ส่งผลให้ประชาชนได้รับบาดเจ็บสาหัส 2 ราย โดยกองทัพบกได้ร่วมกับฝ่ายปกครองและสาธารณสุขในพื้นที่ เร่งนำผู้บาดเจ็บทั้งหมดส่งเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลเบญจลักษ์ จ.ศรีสะเกษ ส่วนผู้บาดเจ็บอีก 2 ราย ได้เร่งนำส่ง โรงพยาบาลศรีรัตนะเป็นที่เรียบร้อยแล้ว   ทั้งนี้กองทัพบก ขอประณามการกระทำของกองกำลังทหารกัมพูชา ต่อเวทีประชาคมระหว่างประเทศ ซึ่งเหตุการณ์ครั้งนี้เป็นหลักฐานชัดเจนถึงการใช้อาวุธโจมตีใส่พื้นที่พลเรือน โดยไม่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติการทางทหาร กัมพูชาได้ละเมิดต่อหลักสิทธิมนุษยชน และกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศอย่างร้ายแรง ส่งผลกระทบโดยตรงต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนผู้บริสุทธิ์   อย่างไรก็ตาม กระทรวงดีอี มีความห่วงใยประชาชน เรื่องความตระหนักรู้เท่าทันข่าวปลอมที่ถูกแพร่กระจายบนสื่อออนไลน์ โซเชียล ซึ่งหากขาดความรู้เท่าทัน ส่งต่อข้อมูลข่าวปลอม ทำให้เกิดการหลงเชื่อ สร้างความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน สร้างความเสียหายต่อทรัพย์สิน หรือข้อมูลส่วนบุคคล และอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้าง  โดยขอให้ประชาชนเลือกเชื่อ เลือกแชร์ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ ซึ่งได้รับการเผยแพร่จากหน่วยงานที่เป็นทางการเท่านั้น และควรตรวจสอบข้อเท็จจริงของข่าวหรือลิงก์เว็บไซต์ให้แน่ชัด   หากประชาชน พบข่าวน่าสงสัย ข้อมูลบิดเบือน สามารถแจ้งเบาะแส และตรวจสอบข่าวปลอมได้ที่ โทรสายด่วน 1111 ต่อ 87 (24 ชม.) หรือที่ | เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com | Line ID: @antifakenewscenter | Facebook : Anti-Fake News Center Thailand | X : @AFNCThailand | TikTok : @antifakenewscenter | IG : afnc_thailand/ ------------------------------------------------------------------------

วันที่ 16 ธันวาคม 2568 นางสาวพิยะดา สุดกังวาล ที่ปรึกษาด้านการสื่อสารกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานเปิดโครงการ ฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการสร้างเครือข่ายระดับภูมิภาค ครั้งที่ 1 ประจำปีงบประมาณ 2568 ระหว่างวันที่ 16–17 ธันวาคม 2568 โดยมีนางสาวธนิสสรา ลิ้นสุวรรณ ประธานโครงการเพิ่มประสิทธิภาพการช่วยเหลือประชาชนด้านคดีและภัยออนไลน์ กล่าวรายงาน พร้อมด้วยหน่วยงาน และผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ณ โรงแรมดิเอ็มเพรส จังหวัดเชียงใหม่   การอบรมครั้งนี้มีผู้เข้าร่วมกว่า 60 คน จากหลายหน่วยงาน เช่น สำนักงานสถิติจังหวัด ศูนย์อุตุนิยมวิทยา สถานีอุตุนิยมวิทยา บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด และเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานด้านการป้องกันอาชญากรรมออนไลน์ในพื้นที่ โดยเน้นการเสริมสร้างความรู้เกี่ยวกับภัยคุกคามไซเบอร์ ทักษะด้านความปลอดภัยดิจิทัล เทคนิคการรับมือปัญหาในพื้นที่ และการพัฒนาเครือข่ายความร่วมมือด้านความมั่นคงไซเบอร์ระดับภูมิภาคให้เข้มแข็ง   นอกจากนี้ การอบรมยังเป็นเวทีสำคัญในการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ เรียนรู้แนวปฏิบัติที่ดี (Best Practices) และเชื่อมโยงความร่วมมือระหว่างหน่วยงาน ซึ่งจะช่วยเสริมประสิทธิภาพการปกป้องประชาชนและสนับสนุนความมั่นคงทางดิจิทัลของประเทศอย่างยั่งยืน   โดยที่ผ่านมา กองป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดทางเทคโนโลยีสารสนเทศ กระทรวงดีอี ได้ดำเนินงานสร้างความรู้และเครือข่ายด้านไซเบอร์อย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ปี 2566 มีผู้เข้ารับการอบรมรวมกว่า 1,250 คน และพัฒนาศักยภาพพนักงานเจ้าหน้าที่อีกกว่า 250 คน แต่ความต้องการองค์ความรู้ด้านความปลอดภัยไซเบอร์ในระดับพื้นที่ยังมีเพิ่มขึ้น กระทรวงฯ จึงจัดโครงการฝึกอบรมในพื้นที่ภูมิภาคไม่น้อยกว่า 3 ครั้ง ครอบคลุมภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคใต้  

วันที่ 16 ธันวาคม 2568 นายพชร อนันตศิลป์ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการขับเคลื่อนการเข้าเป็นภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการต่อต้านอาชญากรรมไซเบอร์ครั้งที่ 1/2568 โดยมี นางสาวชมภารี ชมภูรัตน์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงดีอี ผู้แทนหน่วยงานและผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ณ ห้องประชุม 02/11 ชั้น 2 กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม 

นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เปิดเผยว่า แม้ว่าคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ตาม พ.ร.ก.ฯ มาตรา 13 จะให้ผ่อนปรนการใช้สัญญาณอินเทอร์เน็ต-มือถือ บริเวณชายแดน เพื่อการสื่อสารด้านความมั่นคงนั้น แต่ที่ประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ที่มีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ยังคงมีมติให้กรณีการลากสายสัญญาณอินเทอร์เน็ตข้ามแดน ถือเป็น “ภัยความมั่นคง” และมอบหมายให้ สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ดำเนินมาตรการเด็ดขาด    ทั้งนี้หากพบการกระทำความผิด หรือปล่อยปละละเลยให้มีการลากสายสัญญาณข้ามแดน ให้ดำเนินการลงโทษขั้นสูงสุด (ปรับและพักใช้ใบอนุญาต) ทันที ไม่ใช่แค่ทำการตักเตือนเท่านั้น โดยให้ กสทช.ประชุมชี้แจงมาตรการให้ผู้ประกอบการได้รับทราบทันที และกำหนดให้มีการตรวจสอบ ซึ่งหากพบความเชื่อมโยงกับอาชญากรรมออนไลน์ แก๊งสแกมเมอร์ ต้องร่วมรับผิดชอบความเสียหายให้กับประชาชน   “ตนขอเน้นย้ำว่ารัฐบาล ยังคงเร่งรัดการปราบปรามสแกมเมอร์อย่างจริงจัง แม้ว่าจะมีการผ่อนปรนสัญญาณเน็ต-มือถือ บริเวณชายแดน เพื่อใช้สื่อสารในสถานการณ์ความมั่นคง แต่ที่ประชุม สมช.ยังคงมีมติให้คุมเข้มกรณีการลากสายสัญญาณข้ามแดนไปยังประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งช่องทางสำคัญของสแกมเมอร์ที่สร้างความเสียหายให้กับคนไทย โดยให้ถือเป็นความผิดร้ายแรง ในหมวด 2 ความผิดต่อความมั่นคงของรัฐในราชอาณาจักร (มาตรา 113-118) และมอบให้ กสทช. เร่งรัดดำเนินการตามมาตรการเด็ดขาดกับผู้ประกอบการที่ปล่อยปละละเลย ซึ่งมีโทษทั้งปรับและพักใช้ใบอนุญาต” นายไชยชนก กล่าว   --------------------------------------------------------------


นางสาวสุชาดา ซาง แทนทรัพย์ โฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) กล่าวถึงผลการมอนิเตอร์และรับแจ้งข่าวปลอมของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมประเทศไทย (AFNC) ซึ่งเป็นไปตามนโยบายการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยความมั่นคงและภัยทางสังคมของนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) โดยยกระดับความสำคัญเรื่องการสร้างความตระหนักรู้เท่าทันภัยอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ข่าวปลอม และข้อมูลบิดเบือน   ทั้งนี้ ในวันที่ 15 ธันวาคม 2568 AFNC ได้ตรวจสอบพบข้อความทั้งหมด 164,410 ข้อความ โดยมีข้อความที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ (Verify) ทั้งสิ้น 7,005 ข้อความ สำหรับช่องทางที่มีการพบเบาะแสมากที่สุด คือ ข้อความที่มาจาก Social Listening จำนวน 6,983 ข้อความ ตามมาด้วยช่องทาง Line Official จำนวน 11 ข้อความ และช่องทาง Facebook จำนวน 11 ข้อความ โดยเป็นเรื่องที่ต้องดำเนินการตรวจสอบทั้งหมด 33 เรื่อง ได้รับผลการตรวจสอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว 9 เรื่อง ในจำนวนนี้เป็นข่าวที่ได้รับความสนใจจากประชาชนมากที่สุด 7 เรื่อง ซึ่งเป็นข่าวจริง 3 เรื่อง และข่าวปลอม 3 เรื่อง ข่าวบิดเบือน 1 เรื่อง ได้แก่   อันดับที่ 1 ข่าวจริง : เรื่อง กัมพูชายิงกระสุนตกในพื้นที่ชุมชน จ.ตราด นับเป็นการไม่เคารพกติกาสากลด้านมนุษยธรรม   อันดับที่ 2 ข่าวปลอม : เรื่อง ปปง. เปิดเพจเฟซบุ๊ก News Daily ให้ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ลงทะเบียนเพื่อตรวจสอบข้อมูล   อันดับที่ 3 ข่าวจริง : เรื่อง เคอร์ฟิว 5 อำเภอ ใน จ.ตราด หลังถูกกัมพูชาโจมตีด้วย M79   อันดับที่ 4 ข่าวจริง : เรื่อง ช่วงวันที่ 14–16 ธ.ค.68 เตือนพื้นที่บริเวณภาคใต้ เฝ้าระวังฝนตกหนัก-น้ำท่วมฉับพลัน   อันดับที่ 5 ข่าวจริง : เรื่อง คำแถลงต่อสถานการณ์ความไม่สงบ กัมพูชาโจมตีไทย ไม่ใช่อุบัติเหตุ   อันดับที่ 6 ข่าวบิดเบือน : เรื่อง พบผู้ป่วยโรคไข้ฉี่หนูในหาดใหญ่ ประมาณ 150 ราย และมีผู้เสียชีวิต 1 ราย   อันดับที่ 7 ข่าวจริง : เรื่อง สถาบันพยาธิวิทยา ขอเชิญร่วมบริจาคโลหิต เพื่อรองรับการรักษาผู้บาดเจ็บ จากสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ชายแดน   สำหรับอันดับ 1 เป็นข่าวจริง : เรื่อง “กัมพูชายิงกระสุนตกในพื้นที่ชุมชน จ.ตราด นับเป็นการไม่เคารพกติกาสากลด้านมนุษยธรรม” กระทรวงดีอี ได้ประสานงานร่วมกับกองทัพเรือ กระทรวงกลาโหม ยืนยันเป็น “ข่าวจริง” โดยจากสถานการณ์การปะทะบริเวณแนวชายแดนไทย–กัมพูชาในพื้นที่ จ.ตราด ล่าสุดมีกระสุนและวัตถุระเบิดจากฝ่ายทหารกัมพูชาตกลงในพื้นที่ชุมชนฝั่งไทย ทั้งบนเส้นทางคมนาคม วัด และบ้านเรือนประชาชน ซึ่งเป็นพื้นที่อยู่อาศัยโดยชัดเจน โดยจากเหตุการณ์ดังกล่าวประชาชนได้อพยพออกจากพื้นที่เสี่ยงล่วงหน้าแล้วจึงไม่ได้รับบาดเจ็บ ทำให้ความเสียหายจำกัดอยู่เฉพาะความเสียหายต่อทรัพย์สินของประชาชนบางส่วนเท่านั้น ทั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงพฤติกรรมการปฏิบัติการทางทหารที่ไม่คำนึงถึงความปลอดภัยของประชาชน และไม่เคารพต่อกติกาสากล ตามหลักมนุษยธรรม (IHL) เป็นการกระทำที่สร้างความตึงเครียด และคุกคามสันติภาพในพื้นที่อย่างไม่อาจยอมรับได้   อย่างไรก็ตาม กระทรวงดีอี มีความห่วงใยประชาชน เรื่องความตระหนักรู้เท่าทันข่าวปลอมที่ถูกแพร่กระจายบนสื่อออนไลน์ โซเชียล ซึ่งหากขาดความรู้เท่าทัน ส่งต่อข้อมูลข่าวปลอม ทำให้เกิดการหลงเชื่อ สร้างความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน สร้างความเสียหายต่อทรัพย์สิน หรือข้อมูลส่วนบุคคล และอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้าง  โดยขอให้ประชาชนเลือกเชื่อ เลือกแชร์ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ ซึ่งได้รับการเผยแพร่จากหน่วยงานที่เป็นทางการเท่านั้น และควรตรวจสอบข้อเท็จจริงของข่าวหรือลิงก์เว็บไซต์ให้แน่ชัด     หากประชาชน พบข่าวน่าสงสัย ข้อมูลบิดเบือน สามารถแจ้งเบาะแส และตรวจสอบข่าวปลอมได้ที่ โทรสายด่วน 1111 ต่อ 87 (24 ชม.) หรือที่ | เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com | Line ID: @antifakenewscenter | Facebook : Anti-Fake News Center Thailand | X : @AFNCThailand | TikTok : @antifakenewscenter | IG : afnc_thailand/ ----------------------------------------------------------------

วันที่ 17 ธันวาคม 2569 นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เข้าร่วมการประชุมระหว่างประเทศว่าด้วยหุ้นส่วนระดับโลก เพื่อต่อต้านอาชญากรรมหลอกลวงทางอินเตอร์เน็ต (IC-GPOS) โดยมี นางสาวชมภารี ชมภูรัตน์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงดีอี นางสาวกัลยา ชินาธิวร ที่ปรึกษาด้านต่างประเทศกระทรวงดีอี และผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม จัดโดยกระทรวงการต่างประเทศร่วมกับ สำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (UNODC) ณ โรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล กรุงเทพฯ สุขุมวิท

วันที่ 17 ธันวาคม 2568 นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) กล่าวถ้อยแถลง ระหว่างการประชุมระดับสูง (High-Level segment) ในการประชุมระหว่างประเทศว่าด้วยหุ้นส่วนระดับโลกเพื่อต่อต้านอาชญากรรมหลอกลวงทางอินเทอร์เน็ต ซึ่งกระทรวงต่างประเทศ และสำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (United Nations Office on Drugs and Crime: UNODC) เป็นเจ้าภาพการจัดงานร่วมกัน โดยมีรัฐมนตรี และผู้แทนระดับสูง จาก 58 ประเทศ สหภาพยุโรป 5 องค์การระหว่างประเทศ ภาคประชาสังคม และภาควิชาการ เข้าร่วม   นายไชยชนก กล่าวว่า ปัจจุบันทั่วโลกต่างตระหนักถึงความรุนแรงของการหลอกลวงออนไลน์และความเชื่อมโยงกับอาชญากรรมร้ายแรงอื่น ๆ อาทิ การค้ามนุษย์ และการฟอกเงิน โดยรัฐบาลไทยได้กำหนดให้ประเด้นนี้เป็น “วาระแห่งชาติ” ขณะที่สหประชาชาติเองก็ได้กำหนดให้เป็น “วาระแห่งโลก”   ปฏิเสธไม่ได้ว่าบทบาทของเทคโนโลยีมีส่วนสำคัญในชีวิตประจำวันของประชาชน โดยมาพร้อมกับความเสี่ยงที่อาจนำไปสู่การเป็นเครื่องมือของเครือข่ายอาชญากรรม หากไม่มีการกำกับดูแลที่ดี ซึ่งตนขอยกตัวอย่างการนำเทคโนโลยีที่มีการเก็บข้อมูลอัตลักษณ์บุคคล (biometric) และสินทรัพย์ดิจิทัล มาใช้เพื่อหลอกลวงคนไทย    ล่าสุด ตนได้สั่งให้สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (สคส.) หรือ PDPC ระงับกิจกรรมดังกล่าวที่อาจขัดต่อ พ.ร.บ. คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล หรือ PDPA พร้อมกับการตรวจสอบ เฝ้าระวังการนำข้อมูลส่วนบุคคลไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต    “ตนขอเน้นย้ำว่า ความก้าวหน้าของนวัตกรรมนั้น จำเป็นที่จะต้องมาพร้อมกับการสร้างความเชื่อมั่นการใช้งานเทคโนโลยีให้กับประชาชน ภายใต้ความปลอดภัย ซึ่งหมายถึงความชัดเจนทางกฎหมาย การบังคับใช้กฎหมาย และการมีธรรมาภิบาลที่ดี โดยมีหลักการว่าโลกดิจิทัลไม่ใช่พื้นที่ไร้กฎหมาย แต่ต้องเป็นพื้นที่ซึ่งเคารพสิทธิ และมีการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง และประเทศไทยพร้อมที่จะร่วมมือกับพันธมิตรทุกภาคส่วนในการต่อสู้กับการหลอกลวงออนไลน์” นายไชยชนก กล่าว ---------------------------------------------------------------------------

เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2568 นางสาวกัลยา ชินาธิวร ที่ปรึกษาด้านต่างประเทศ เข้าร่วมการประชุมในช่วง thematic discussion ภายใต้การประชุมระหว่างประเทศว่าด้วยหุ้นส่วนระดับโลกเพื่อต่อต้านอาชญากรรมหลอกลวงทางอินเทอร์เน็ต ณ โรงแรม InterContinental กรุงเทพ โดยกระทรวงการต่างประเทศ ร่วมกับสำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (United Nations Office on Drugs and Crime: UNODC) เป็นเจ้าภาพฯ การประชุมดังกล่าว การอภิปรายในช่วง thematic discussion ประกอบด้วยหัวข้อ ดังนี้ (1) Ensuring justice through effective investigation and prosecution และ (2) Depriving financial means of transnational crime groups and keeping pace with advanced technologies through public-private partnership โดยมีผู้แทนจากหน่วยงานต่าง ๆ ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และองค์การระหว่างประเทศ ร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์และแบ่งปันข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการหลอกลวงทางอินเทอร์เน็ต ในระหว่างการอภิปรายหัวข้อที่ 2 ที่ปรึกษาด้านต่างประเทศร่วมแลกเปลี่ยนข้อมูลการดำเนินการในส่วนของประเทศไทย โดยรัฐบาลไทยให้ความสำคัญกับการตัดวงจรทางการเงินของเครือข่ายอาชญากร โดยมีการดำเนินการที่สำคัญ ได้แก่ (1) กำหนดมาตรการเชิงรุก ได้แก่ การระงับสัญญาณอินเทอร์เน็ตและโทรศัพท์เคลื่อนที่บริเวณพื้นที่ชายแดน (2) การบูรณาการข้อมูล โดยใช้ระบบกลางแบบเรียลไทม์ (real-time) เพื่อติดตามแนวโน้มอาชญากร เส้นทางการเงิน และการเร่งคืนเงินให้กับผู้เสียหาย และ (3) การปรับปรุงกฎหมาย โดยจัดตั้ง Cyber Fraud Agency เพื่อประสานงานระดับชาติและเพิ่มบทลงโทษผู้กระทำผิด นอกจากนี้ ไทยมีบทบาทผู้นำในการจัดตั้งคณะทำงานอาเซียนด้านการป้องกันปัญหาการหลอกลวงผ่านสื่อออนไลน์ (ASEAN Working Group on Anti - Online Scam: WG – AS) โดยมีการจัดทำเอกสารสำคัญ ได้แก่ Report of the Online Scams Activities in ASEAN (2023 – 2024) และ ASEAN Recommendations on Anti – Online Scam) ซึ่งได้รับการรับรองในการประชุมรัฐมนตรีอาเซียนด้านดิจิทัล ครั้งที่ 5 (5th ADGMIN) --------------------------------------------------------

  วันที่ 18 ธันวาคม 2568 นายพชร อนันตศิลป์ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) พร้อมด้วยข้าราชการ และเจ้าหน้าที่กระทรวงดีอี เปิดกิจกรรมเสริมสร้างองค์กรคุณธรรม จริยธรรม และการต่อต้านการทุจริต ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569 ประกาศเจตนารมณ์ “No Gift Policy” แสดงพลังความซื่อสัตย์สุจริตในการบริหารงาน จากการปฏิบัติหน้าที่ โดยมี ว่าที่ร้อยตรี ธนะสิทธิ์ เอี่ยมอนันชัย ผู้ตรวจราชการกระทรวงดีอี  ผู้บริหารและเจ้าหน้าที่กระทรวงดีอี และหน่วยงานในสังกัดเข้าร่วม ณ NT Auditorium สำนักงานใหญ่ บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน)    พร้อมกันนี้ในงาน ได้จัดพิธีมอบโล่องค์กรคุณธรรมประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 ของกระทรวงดีอี โดยว่าที่ร้อยตรี ธนะสิทธิ์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงดีอี เป็นผู้มอบ พร้อมด้วยกิจกรรมเสวนา ในหัวข้อ “องค์กรคุณธรรมไม่ใช่แค่ป้ายประกาศ : แนวทางขับเคลื่อนจากนโยบายสู่การปฏิบัติ” และการจัดแสดงบูธกิจกรรมจากหน่วยงานในสังกัดกระทรวงดีอี และหน่วยงานอื่นๆ ร่วมเสริมสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่โปร่งใส มีคุณธรรม จริยธรรม และการต่อต้านการทุจริต  

นางสาวสุชาดา ซาง แทนทรัพย์ โฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) กล่าวถึงผลการมอนิเตอร์และรับแจ้งข่าวปลอมของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมประเทศไทย (AFNC) ซึ่งเป็นไปตามนโยบายการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยความมั่นคงและภัยทางสังคมของนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) โดยยกระดับความสำคัญเรื่องการสร้างความตระหนักรู้เท่าทันภัยอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ข่าวปลอม และข้อมูลบิดเบือน   ทั้งนี้ ในวันที่ 16 ธันวาคม 2568 AFNC ได้ตรวจสอบพบข้อความทั้งหมด 164,315 ข้อความ โดยมีข้อความที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ (Verify) ทั้งสิ้น 3,804 ข้อความ สำหรับช่องทางที่มีการพบเบาะแสมากที่สุด คือ ข้อความที่มาจาก Social Listening 3,804 ข้อความ โดยเป็นเรื่องที่ต้องดำเนินการตรวจสอบทั้งหมด 25 เรื่อง ได้รับผลการตรวจสอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว 10 เรื่อง ในจำนวนนี้เป็นข่าวที่ได้รับความสนใจจากประชาชนมากที่สุด 10 เรื่อง ซึ่งเป็นข่าวจริง 5 เรื่อง และข่าวปลอม 5 เรื่อง ได้แก่   อันดับที่ 1 ข่าวปลอม : เรื่อง สั่งปิดอ่าวไทย สกัดเส้นทางลำเลียงอาวุธที่อาจเชื่อมไปกัมพูชา   อันดับที่ 2 ข่าวจริง : เรื่อง กัมพูชากักกันคนไทยที่ด่านปอยเปต อาจเข้าข่ายอาชญากรรมสงคราม   อันดับที่ 3 ข่าวปลอม : เรื่อง  เขต 8 จับหน่วยซีลแฝงตัวจับเป็นตัวประกันเรียกค่าไถ่ 40,000 บาท   อันดับที่ 4 ข่าวจริง : เรื่อง กองทัพไทยเข้าควบคุมพื้นที่ปราสาทตาควายได้สำเร็จ   อันดับที่ 5 ข่าวจริง : เรื่อง ไทยส่งหนังสือถึง UN ฟ้องกัมพูชาละเมิดกฎหมายมนุษยธรรม   อันดับที่ 6 ข่าวปลอม : เรื่อง ทหารไทยถอนตัวออกจากพื้นที่ช่องจอม - ช่องระยี   อันดับที่ 7 ข่าวจริง : เรื่อง กัมพูชาแทรกซึมเข้าพื้นที่จังหวัดตราด พยายามก่อวินาศกรรมต่อสถานที่สำคัญทางทหารและราชการ   อันดับที่ 8 ข่าวจริง : เรื่อง ทบ. มีคำสั่ง ห้ามส่งออกสินค้าประเภทน้ำมันเชื้อเพลิงทุกชนิดและยุทธภัณฑ์ ตามแนวชายแดนไทย–กัมพูชา   อันดับที่ 9 ข่าวปลอม : เรื่อง ธ.ก.ส. ช่วยเกษตรกรไทย เปิดสินเชื่อไม่ต้องใช้คนค้ำ ผ่านเพจ Lease it Thailand 016   อันดับที่ 10 ข่าวปลอม : เรื่อง เพจ 𝐓𝐡𝐚𝐢 𝐂𝐨𝐟𝐟𝐞𝐞 𝐁𝐮𝐬𝐢𝐧𝐞𝐬𝐬 𝐛𝐲 0𝐑 เปิดพอร์ตหุ้นโออาร์ เริ่มต้น 1 หน่วย กำไร 441 ต่อวัน   สำหรับอันดับ 1 เป็นข่าวปลอม : เรื่อง “สั่งปิดอ่าวไทย สกัดเส้นทางลำเลียงอาวุธที่อาจเชื่อมไปกัมพูชา” กระทรวงดีอี ได้ประสานงานร่วมกับ กองทัพเรือ กระทรวงกลาโหม ยืนยันว่าเป็น “ข่าวปลอม” เนื่องจากในปัจจุบันกองทัพเรือ ยังไม่มีประกาศหรือแนวคิดแผนการปิดอ่าวไทย ต่อประเทศกัมพูชาแต่อย่างใด โดยประเทศไทยยึดมั่นและเคารพกฎหมายระหว่างประเทศอย่างเคร่งครัด ทั้งกฎหมายทะเลภายใต้อนุสัญญาสหประชาชาติ ว่าด้วยกฎหมายทะเล (UNCLOS) ซึ่งคำนึงถึงเสรีภาพในการเดินเรือ และกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ (IHL)   อีกทั้งการปฏิบัติของกองทัพเรือเป็นไปด้วยความรอบคอบ อยู่ภายใต้กรอบกฎหมายสากล โดยคำนึงถึงผลกระทบต่อประชาชนทั้งสองประเทศ รวมถึงประเทศที่ไม่เกี่ยวข้องกับสถานการณ์ดังกล่าว โดยไม่ต้องการสร้างผลกระทบต่อการเดินเรือระหว่างประเทศหรือประชาชนผู้บริสุทธิ์ อย่างไรก็ตาม กระทรวงดีอี มีความห่วงใยประชาชน เรื่องความตระหนักรู้เท่าทันข่าวปลอมที่ถูกแพร่กระจายบนสื่อออนไลน์ โซเชียล ซึ่งหากขาดความรู้เท่าทัน ส่งต่อข้อมูลข่าวปลอม ทำให้เกิดการหลงเชื่อ สร้างความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน สร้างความเสียหายต่อทรัพย์สิน หรือข้อมูลส่วนบุคคล และอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้าง  โดยขอให้ประชาชนเลือกเชื่อ เลือกแชร์ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ ซึ่งได้รับการเผยแพร่จากหน่วยงานที่เป็นทางการเท่านั้น และควรตรวจสอบข้อเท็จจริงของข่าวหรือลิงก์เว็บไซต์ให้แน่ชัด   หากประชาชน พบข่าวน่าสงสัย ข้อมูลบิดเบือน สามารถแจ้งเบาะแส และตรวจสอบข่าวปลอมได้ที่ โทรสายด่วน 1111 ต่อ 87 (24 ชม.) หรือที่ | เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com | Line ID: @antifakenewscenter | Facebook : Anti-Fake News Center Thailand | X : @AFNCThailand | TikTok : @antifakenewscenter | IG : afnc_thailand/   -------------------------------------------------------------------

icon-sitemap    std-w1    std-w2    WCAG 2.0 (Level AA)
จำนวนผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์ Loading...


กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

เลขที่ 120 หมู่ 3 ชั้น 8-11 ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 (อาคาร ซี) ซอยแจ้งวัฒนะ 7 ถนนแจ้งวัฒนะ แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ 10210

facebook
instagram
twitter
youtube
rss
tiktok
threads
Icon Q&A
black ribbon.