Logo DE Ministry.
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
Ministry of Digital Economy and Society
Logo DE Ministry.
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
Ministry of Digital Economy and Society
ตัวช่วยเหลือในการเข้าถึงเว็บไซต์
ค้นหา

นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ ในฐานะโฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ฝ่ายข้าราชการประจำ กล่าวถึงผลการมอนิเตอร์และรับแจ้งข่าวปลอมของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมประเทศไทย (AFNC) ซึ่งเป็นไปตามนโยบายการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยความมั่นคงและภัยทางสังคมของนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) โดยยกระดับความสำคัญเรื่องการสร้างความตระหนักรู้เท่าทันภัยอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ข่าวปลอม และข้อมูลบิดเบือน   ทั้งนี้ ในวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2569 AFNC ได้ตรวจสอบพบข้อความทั้งหมด 157,319 ข้อความ โดยมีข้อความที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ (Verify) ทั้งสิ้น 6,539 ข้อความ สำหรับช่องทางที่มีการพบเบาะแสมากที่สุด คือ ข้อความที่มาจาก Social Listening 6,537 ข้อความ ตามมาด้วยช่องทาง Line Official 2 ข้อความ โดยเป็นเรื่องที่ต้องดำเนินการตรวจสอบทั้งหมด 30 เรื่อง ได้รับผลการตรวจสอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว 5 เรื่อง   ในจำนวนนี้เป็นข่าวที่ได้รับความสนใจจากประชาชนมากที่สุด 7 เรื่อง ซึ่งเป็นข่าวจริง 2 เรื่อง ข่าวปลอม 4 เรื่อง ข่าวบิดเบือน 1 เรื่อง ได้แก่   อันดับที่ 1 ข่าวปลอม เรื่อง ไทยติดไวรัสนิปาห์แล้ว 6 ราย พบเป็นหมอในไทย   อันดับที่ 2 ข่าวจริง เรื่อง iBank ให้บริการสินเชื่ออเนกประสงค์ ไม่ต้องมีผู้ค้ำประกัน   อันดับที่ 3 ข่าวปลอม เรื่อง ผู้รับเหมาจีนทิ้งงานก่อสร้างสนามบินนราธิวาส   อันดับที่ 4 ข่าวจริง เรื่อง ครม. อนุมัติให้ รฟม. เปิดพื้นที่ให้ ปชช. และผู้ประกอบการเช่าพื้นที่ตามแนว MRT สายสีน้ำเงิน   อันดับที่ 5 ข่าวปลอม เรื่อง เพจ ณัฏฐา จันทัง เปิดรับแรงงานไปทำงานที่ประเทศออสเตรเลีย แบบถูกกฎหมาย ผ่านกระทรวงแรงงาน มีวีซ่าทำงานถูกต้อง   อันดับที่ 6 ข่าวบิดเบือน เรื่อง กระทรวงคมนาคม เตรียมใช้ระบบกล้องจับความเร็วเฉลี่ยด้วย AI   อันดับที่ 7 ข่าวปลอม เรื่อง ผู้บัญชาการทหารสูงสุดสั่งการ ผู้ใดช่วยเหลือกัมพูชาทางการทหาร มีความผิดฐานกบฏและมีโทษประหาร   สำหรับอันดับ 1 เป็นข่าวปลอม : เรื่อง “ไทยติดไวรัสนิปาห์แล้ว 6 ราย พบเป็นหมอในไทย” กระทรวงดีอี ได้ประสานงานร่วมกับ กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุขยืนยันเป็น “ข่าวปลอม” โดยปัจจุบันประเทศไทยยังไม่พบผู้ป่วยโรคติดเชื้อไวรัสนิปาห์ ผู้ป่วยที่มีรายงานล่าสุดเกิดขึ้นในต่างประเทศ คือประเทศอินเดีย และอยู่ระหว่างการติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ซึ่งไทยมีมาตรการคัดกรอง เฝ้าระวัง และเตรียมความพร้อมด้านสาธารณสุขตามมาตรฐานสากล ตั้งแต่คัดกรองผู้เดินทางจากพื้นที่เสี่ยง เพิ่มการเฝ้าระวังในสถานพยาบาลและชุมชน เตรียมความพร้อมด้านห้องปฏิบัติการ ห้องแยก และอุปกรณ์ป้องกันการแพร่เชื้อ และบูรณาการความร่วมมือแบบ One Health เพื่อติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด    ในส่วนของคำแนะนำและมาตรการเฝ้าระวังโรคไวรัสนิปาห์ คือ ให้หลีกเลี่ยงการสัมผัสค้างคาว สุกร และสัตว์ป่าทุกชนิด ไม่รับประทานผลไม้ที่ร่วงหล่นหรือมีรอยกัดแทะ ล้าง–ปอกเปลือกก่อนกิน ดื่มน้ำและอาหารที่สะอาด ปรุงสุก หากมีไข้สูง ปวดศีรษะ ซึม ไอ หรือหายใจเหนื่อย ให้รีบพบแพทย์และแจ้งประวัติเสี่ยง และติดตามข้อมูลจากหน่วยงานทางการของสาธารณสุขที่น่าเชื่อถือ   อย่างไรก็ตาม กระทรวงดีอี มีความห่วงใยประชาชน เรื่องความตระหนักรู้เท่าทันข่าวปลอมที่ถูกแพร่กระจายบนสื่อออนไลน์ โซเชียล ซึ่งหากขาดความรู้เท่าทัน ส่งต่อข้อมูลข่าวปลอม ทำให้เกิดการหลงเชื่อ สร้างความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน สร้างความเสียหายต่อทรัพย์สิน หรือข้อมูลส่วนบุคคล และอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้าง  โดยขอให้ประชาชนเลือกเชื่อ เลือกแชร์ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ ซึ่งได้รับการเผยแพร่จากหน่วยงานที่เป็นทางการเท่านั้น และควรตรวจสอบข้อเท็จจริงของข่าวหรือลิงก์เว็บไซต์ให้แน่ชัด   หากประชาชน พบข่าวน่าสงสัย ข้อมูลบิดเบือน สามารถแจ้งเบาะแส และตรวจสอบข่าวปลอมได้ที่ โทรสายด่วน 1111 ต่อ 87 (24 ชม.) หรือที่ | เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com | Line ID: @antifakenewscenter | Facebook : Anti-Fake News Center Thailand | X : @AFNCThailand | TikTok : @antifakenewscenter | IG : afnc_thailand/   -----------------------------------------------------------------------

วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2569 นายพชร อนันตศิลป์ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ครั้งที่ 1/2569 โดยมี นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ เลขาธิการคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (BDE) พร้อมด้วยผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ณ ห้องประชุม 1010 ชั้น 10 กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และผ่านระบบ Video Conference

จากข้อมูลของศูนย์ปฏิบัติการเพื่อป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ศปอท.) หรือ AOC 1441 กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ตั้งแต่ 1 พฤศจิกายน 2566 ถึง 23 มกราคม 2569 พบมูลค่าความเสียหายจากการหลอกลวงพุ่งสูงถึง 50,996 ล้านบาท โดยคนช่วงอายุตั้งแต่ 20-49 ปี ประสบปัญหาการถูกหลอกลวงกว่า 415,829 เคส เป็นเงินกว่า 25,176 ล้านบาท ซึ่งนับเป็นช่วงอายุที่พบการถูกหลอกลวงจากสแกมเมอร์สูงมากที่สุด จากคดีหลอกซื้อขายสินค้า, หลอกโอนเงินเพื่อหารายได้พิเศษ, หลอกโอนเงินเพื่อรับรางวัล เป็นต้น   จะเห็นได้ว่า ไม่ว่าจะวัยไหน เพศไหน ก็ไม่สามารถหนีพ้นจากการหลอกลวงของเหล่าอาชญากรออนไลน์ได้เลย วันนี้ AOC 1441 อยากจะนำเสนอเคสตัวอย่างของการหลอก รวมไปถึงกลวิธีหลอกลวงที่สแกมเมอร์เลือกใช้ พร้อมทั้งแนะทางหนีทีไล่ เพื่อช่วยเตือนสติให้กับคนที่อาจจะยังไม่เห็นถึงภัยใกล้ตัว ที่นับวันยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้น ทั้งนี้ AOC 1441 พบว่าเคสตัวอย่างในหลายครั้ง จะมีรูปแบบการหลอกลวงดังนี้    • หลอกให้กู้เงิน มิจฉาชีพอ้างเป็นธนาคารหรือผู้ให้กู้ ติดต่อผ่านโทรศัพท์หรือโฆษณาโซเชียล ชวนกู้วงเงินสูง อนุมัติเร็ว หลอกให้โอนค่าธรรมเนียมก่อน แล้วบล็อกหนีติดต่อไม่ได้ บางกรณีนำข้อมูลส่วนบุคคลของผู้เสียหายไปทำเรื่องกู้ผ่านหลายๆแอปฯ ทำให้เป็นหนี้โดยไม่รู้ตัว   • หลอกลงทุนผ่านแอปฯ/เว็บไซต์ มิจฉาชีพมักชักชวนให้ลงทุนผ่านโซเชียลมีเดีย พร้อมส่งลิงก์ให้ติดตั้งแอปฯ หรือเข้าเว็บไซต์ จากนั้นขอถ่ายหรือส่งสำเนาบัตรประชาชน อ้างผลตอบแทนสูง ได้กำไรเร็ว แต่เมื่อโอนเงินแล้วไม่สามารถถอนเงินได้ และถูกเรียกให้โอนเงินเพิ่มหลายครั้ง   • หลอกซื้อของออนไลน์ มิจฉาชีพโพสต์ขายสินค้าผ่านโซเชียลมีเดีย หรือแพลตฟอร์มออนไลน์ในราคาถูกผิดปกติ หลอกให้โอนเงินก่อน เมื่อโอนแล้วไม่ส่งสินค้า บล็อกหนีติดต่อไม่ได้    สรุปบทเรียนจากเคสเหล่านี้  • แอบอ้างเป็นบุคคลหรือหน่วยงานจริง ใช้เบอร์โทรหรือโลโก้ที่ดูน่าเชื่อถือ  • สร้างแรงกดดันให้รีบตัดสินใจ เช่น ขู่ดำเนินคดี หรือบอกว่าต้องทำทันที  • หลอกได้ทุกช่วงวัย ตั้งแต่ผู้สูงอายุถึงวัยทำงาน        • ใช้หลายช่องทางในการหลอกลวง ทั้งโทรศัพท์ ลงทุนออนไลน์ และซื้อขายผ่านโซเชียลมีเดีย  ในหลายรูปแบบ ยากต่อการตรวจสอบ อาทิ   เคสที่ 1: “ปลอมภาพโปรไฟล์เป็นหัวหน้าหลอกลูกน้อง” – พนักงานบริษัทโอนเงิน 2.8 ล้าน พนักงานบัญชีหญิง อายุ 34 ปี ได้รับข้อความ LINE จาก “หัวหน้า” รูปโปรไฟล์เหมือนจริง ชื่อเหมือนจริง แต่หัวหน้าปลอมสั่งว่า “มีดีลเร่งด่วน ให้โอนเงินไปก่อน เดี๋ยวผมเซ็นเอกสารทีหลัง” ผู้เสียหายโอนไป 2.8 ล้านบาท ภายใน 20 นาที จากนั้นหัวหน้าตัวจริงโทรมาในภายหลังถึงรู้ว่าโดนหลอก   จุดที่พลาด   • โปรไฟล์เหมือนเจ้านายมาก แยกยาก   • คำสั่งเร่งด่วน + ไม่ตรวจสอบย้อนกลับ   บทเรียน   เรื่องโอนเงินในบริษัท ต้องโทรยืนยันเสียงจริงทุกครั้ง   เคสที่ 2: “คลิกลิงก์พัสดุ” – เงินหายทั้งบัญชี 180,000 บาท หญิงวัย 29 ปี ได้รับ SMS ว่า “พัสดุตีกลับ กรุณาคลิกลิงก์ยืนยัน” แล้วกดลิงก์ที่ให้มาให้โหลดแอป “ตรวจสอบพัสดุ” ภายใน 5 นาทีหลังจากนั้น • มือถือค้าง • เงินในบัญชีหาย 180,000 บาท • แอปธนาคารถูกควบคุมจากระยะไกล   จุดที่พลาด   • โหลดแอปนอก Play Store • ไม่รู้ว่าเป็นแอปดูดเงิน (Remote Control)   บทเรียน   ธนาคาร / ไปรษณีย์ / หน่วยงานรัฐ ไม่ส่งลิงก์ให้ดาวน์โหลดแอปฯ   เคสที่ 3: “รักออนไลน์ ทหารฝรั่งคลั่งรัก” – สูญเงิน 4.5 ล้าน หญิงอายุ 52 ปี คุยกับชายต่างชาติใน Facebook โดยอ้างตนเป็น “ทหารสหรัฐฯ ประจำซีเรีย” ใช้เวลาคุยกัน 4 เดือน ตลอดเวลาที่ปฏิสัมพันธ์กันมักจะมีบทสนทนา • เรียกที่รัก • ส่งรูปทุกวัน • สัญญาจะแต่งงาน ต่อมาอ้างว่า “จะส่งเงิน-ของมีค่าให้ แต่ติดภาษี / ค่าผ่านศุลกากร” โดยผู้เสียหายต้องโอนเงินรวม 4.5 ล้านบาท เพื่อจ่ายค่าภาษี สุดท้ายหายเงียบไปในกลีบเมฆ   จุดที่พลาด   • ไม่เคยวิดีโอคอลจริง ไม่เคยเห็นหน้าเคลื่อนไหว • เชื่อเรื่องส่งของมีค่า เห็นมูลค่าของสิ่งที่จะได้รับตอบแทน   บทเรียน   คนรักออนไลน์ที่ยังไม่เจอเคยตัวจริง และมีเหตุอ้างอิงต่างๆ เพื่อขอเงิน = สแกม 99.99%   เคสที่ 4: “หลอกทำงานกดไลก์ งานออนไลน์” – จากได้วันละ 300 สู่เสียไปกว่า 600,000 ชายวัย 31 ปี เห็นโฆษณา “ทำงานออนไลน์ กดไลก์วันละ 10 นาที รายได้ดี” ช่วงแรก • โอน 100  ได้คืน 130 • โอน 500  ได้คืน 700 หลังจากนั้นเริ่มเชื่อ เพราะได้จริง (ในจำนวนน้อย) หลังจากนั้น ของจริงจึงเริ่ม โดยบอกว่า “ต้องเติมแพ็กเกจ VIP เพื่อถอนเงินก้อนใหญ่” ผู้เสียหายก็โอนไปเรื่อย ๆ รวม 600,000 บาท หลังนั้นถอนเงินไม่ได้ โดนบล็อกออกจากกลุ่มทันที   จุดที่พลาด   • เชื่อกำไรเล็ก ๆ ที่ได้รับจริงในช่วงแรก • หลงคิดว่าเป็นงานจริง • งานสบาย รายได้ดี   บทเรียน   งานที่ “ต้องโอนเงินก่อน” = สแกมแน่นอน   เคสที่ 5: “ปลอมเป็นตำรวจ / ปปง.” – ผู้สูงอายุเสีย 1.2 ล้าน   หญิงอายุ 68 ปี รับสายจากชายอ้างว่าเป็น “DSI” บอกว่า “บัญชีคุณพัวพันคดียาเสพติด ต้องโอนเงินมาตรวจสอบ” และใช้คำข่มขู่แรงมาก อาทิ • จะออกหมายจับทันที • และห้ามบอกลูกหลาน ผู้เสียหายตกใจ โอนเงิน 1.2 ล้านบาท   จุดที่พลาด   • กลัวคดี • ไม่กล้าบอกใคร   บทเรียน   ตำรวจ / ปปง. ไม่มีสิทธิ์ให้ประชาชนโอนเงินเข้าบัญชีเพื่อตรวจสอบ   เคสที่ 6: “ร้านในไอจี ขายเสื้อผ้าปลอม” – เสื้อผ้าถูกมาก โอนแล้วหาย   เจอร้านไอจีขายเสื้อผ้าแบรนด์ ในราคาถูกกว่าปกติถึง 70% โดยโอนเงินไป 4,500 บาท หลังจากนั้น • ร้านก็บล็อกทันที • เพจหาย เหลือแต่ความว่างเปล่า • ตรวจพบเลขบัญชีเป็นบัญชีม้า   บทเรียน   ร้านใหม่ + ราคาถูกเกินจริง + ไม่มีเก็บปลายทาง = เสี่ยงจะหลอกลวงสูงมาก   เคสที่ 7: “หลอกลงทุนคริปโต” – เสีย 9 ล้านบาทใน 3 เดือน ผู้เสียหายรู้จักชายคนหนึ่งใน IG ชวนลงทุนแพลตฟอร์มคริปโต “จากสิงคโปร์” มีเว็บปลอม + แอปปลอม และในช่วงแรกเห็นกำไรขึ้นจริง ผู้เสียหายใส่เงินไปเรื่อย ๆ รวม 9 ล้านบาท แต่ตอนจะถอนเงิน ระบบแจ้ง “ต้องจ่ายภาษีก่อน 10%” แล้วจะถอนได้ จึงได้โอนเพิ่ม แต่ก็ยังถอนเงินไม่ได้ สุดท้ายเจอเว็บปิดหนี เสียหายหลายล้าน หายไปในกลีบเมฆ   บทเรียน   แพลตฟอร์มที่ • อยู่นอกระบบไทย • ให้จ่ายเงินก่อนถอน • ต้องฝากเงิน เพื่อถอนกำไรออก มีความเสี่ยงเป็นสแกมเกือบ 100%   จากข้อมูลเคสตัวอย่างข้างต้นจะเห็นได้ว่า ในหลายครั้ง มิจฉาชีพมักมาในรูปแบบของมิตรก่อนเสมอ เข้าใจ เห็นใจ อยากช่วยเหลือ ซึ่งนั่นไม่ใช่ว่าสิ่งเหล่านี้ไม่ดี หากแต่ในปัจจุบัน คนเรารู้หน้าไม่รู้ใจ การมีสติยับยั้งชั่งใจ จะช่วยให้เราไม่ต้องตกเป็นผู้เสียหาย เราสามารถหยุดหายนะได้ก่อน เพียง ไม่กดลิงก์ ไม่เชื่อ ไม่รีบ ไม่โอน   ทั้งนี้ ศูนย์ AOC 1441 ได้เร่งติดตามเรื่องและรับการร้องเรียนจากประชาชนผู้เสียหายอยู่ตลอดเวลา อัพเดตข้อมูลล่าสุด 23 มกราคม 2569 ผลการดำเนินงานศูนย์ AOC 1441 สามารถระงับบัญชีธนาคารที่ใช้ในการหลอกลวงไปแล้วกว่า 688,447 บัญชี   สะท้อนให้เห็นถึงความจริงจังของภาครัฐในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ พร้อมย้ำเตือนประชาชนให้เพิ่มความระมัดระวัง ตรวจสอบข้อมูลให้รอบคอบก่อนทำธุรกรรมทางการเงิน และหากพบพฤติกรรมต้องสงสัย สามารถแจ้งเบาะแสหรือร้องเรียนได้ที่สายด่วน 1441 ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อร่วมกันสร้างสังคมดิจิทัลที่ปลอดภัยมากยิ่งขึ้น   ………………………………………………………………………………

นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ ในฐานะโฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ฝ่ายข้าราชการประจำ กล่าวถึงผลการมอนิเตอร์และรับแจ้งข่าวปลอมของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมประเทศไทย (AFNC) ซึ่งเป็นไปตามนโยบายการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยความมั่นคงและภัยทางสังคมของนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) โดยยกระดับความสำคัญเรื่องการสร้างความตระหนักรู้เท่าทันภัยอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ข่าวปลอม และข้อมูลบิดเบือน   ทั้งนี้ ในวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2569 AFNC ได้ตรวจสอบพบข้อความทั้งหมด 162,486 ข้อความ โดยมีข้อความที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ (Verify) ทั้งสิ้น 8,381 ข้อความ สำหรับช่องทางที่มีการพบเบาะแสมากที่สุด คือ ข้อความที่มาจาก Social Listening 8,381 ข้อความ โดยเป็นเรื่องที่ต้องดำเนินการตรวจสอบทั้งหมด 18 เรื่อง ได้รับผลการตรวจสอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว 6 เรื่อง ในจำนวนนี้เป็นข่าวที่ได้รับความสนใจจากประชาชนมากที่สุด 7 เรื่อง ซึ่งเป็นข่าวจริง 2 เรื่อง ข่าวปลอม 2 เรื่อง ข่าวบิดเบือน 3 เรื่อง ได้แก่   อันดับที่ 1 ข่าวจริง เรื่อง ธปท. ประกาศเกณฑ์ใหม่คุมการซื้อขายทองคำออนไลน์ เริ่ม 1 มี.ค. 69   อันดับที่ 2 ข่าวบิดเบือน เรื่อง ไตจะเริ่มเสื่อมตั้งแต่อายุ 40 ปี และไม่มีสัญญาณเตือนให้รู้ล่วงหน้า   อันดับที่ 3 ข่าวบิดเบือน เรื่อง ตม.ไทย ไม่ต้อนรับชาวกัมพูชาและยกเลิกใช้ฟรีวีซ่า เพื่อสกัดกั้นทหารรับจ้าง   อันดับที่ 4 ข่าวปลอม เรื่อง กระทรวงสาธารณสุข ให้ผู้สูงอายุฉีดวัคซีนป้องกันโรคงูสวัดฟรี   อันดับที่ 5 ข่าวจริง เรื่อง กกต. ขอความร่วมมือ ธปท. ตรวจธุรกรรมผิดปกติช่วงเลือกตั้ง สส.   อันดับที่ 6 ข่าวปลอม เรื่อง ชาวกัมพูชายังคงเข้ามาซื้อสินค้าในตลาดช่องจอม อ.กาบเชิง จ.สุรินทร์ แม้จะมีการประกาศปิดด่าน   อันดับที่ 7 ข่าวบิดเบือน เรื่อง กกต. ไม่อนุมัติงบเยียวยาน้ำท่วมรอบสุดท้าย   สำหรับอันดับ 1 เป็นข่าวจริง : เรื่อง “ธปท. ประกาศเกณฑ์ใหม่คุมการซื้อขายทองคำออนไลน์ เริ่ม 1 มี.ค. 69” กระทรวงดีอี ได้ประสานงานร่วมกับ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ยืนยันเป็น “ข่าวจริง” ธปท. ได้กำหนดหลักเกณฑ์ใหม่เกี่ยวกับ “การซื้อขายทองคำในประเทศ” ผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์นอกตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้า โดยจำกัดมูลค่าธุรกรรมที่ชำระเป็นเงินบาทไม่เกิน 50 ล้านบาท/วัน/ราย หากเกินกว่านี้ต้องยื่นขออนุญาตจาก ธปท.ล่วงหน้า   ทั้งนี้การซื้อขายทองคำทำได้เฉพาะกรณีที่ ผู้ขายมีทองคำจริงอยู่ในบัญชีและชำระเงินครบแล้ว ห้ามซื้อขายแทนผู้อื่น ห้ามทำธุรกรรมที่เข้าข่ายเลี่ยงกฎหมาย และต้องชำระเงินเต็มจำนวนผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ของผู้ซื้อหรือผู้ขายโดยตรง ไม่สามารถหักลบกำไรขาดทุนกันได้ ทองคำที่ขายต้องมีการส่งมอบจริง หรือบันทึกเข้าบัญชีทองคำของผู้ซื้อเท่านั้น ทั้งนี้ ผู้ที่มีทองคำในบัญชีเกิน 50 ล้านบาทก่อน 31 ม.ค. 2569 สามารถขายได้โดยไม่จำกัดวงเงิน โดยประกาศมีผลใช้บังคับตั้งแต่ 1 มีนาคม 2569   อย่างไรก็ตาม กระทรวงดีอี มีความห่วงใยประชาชน เรื่องความตระหนักรู้เท่าทันข่าวปลอมที่ถูกแพร่กระจายบนสื่อออนไลน์ โซเชียล ซึ่งหากขาดความรู้เท่าทัน ส่งต่อข้อมูลข่าวปลอม ทำให้เกิดการหลงเชื่อ สร้างความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน สร้างความเสียหายต่อทรัพย์สิน หรือข้อมูลส่วนบุคคล และอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้าง  โดยขอให้ประชาชนเลือกเชื่อ เลือกแชร์ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ ซึ่งได้รับการเผยแพร่จากหน่วยงานที่เป็นทางการเท่านั้น และควรตรวจสอบข้อเท็จจริงของข่าวหรือลิงก์เว็บไซต์ให้แน่ชัด   หากประชาชน พบข่าวน่าสงสัย ข้อมูลบิดเบือน สามารถแจ้งเบาะแส และตรวจสอบข่าวปลอมได้ที่ โทรสายด่วน 1111 ต่อ 87 (24 ชม.) หรือที่ | เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com | Line ID: @antifakenewscenter | Facebook : Anti-Fake News Center Thailand | X : @AFNCThailand | TikTok : @antifakenewscenter | IG : afnc_thailand/   ----------------------------------------------------------------

วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2569 ว่าที่ร้อยตรี ธนะสิทธิ์ เอี่ยมอนันชัย รองปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานในพิธีเปิดกิจกรรมฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการเกี่ยวกับแนวทางประเมินความเสี่ยงการทุจริต FRAS : FRAUD RISK - ASSESSMENTS ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ณ ห้องประชุม 0208 ชั้น 2 กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม


นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ ในฐานะโฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ฝ่ายข้าราชการประจำ กล่าวถึงผลการมอนิเตอร์และรับแจ้งข่าวปลอมของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมประเทศไทย (AFNC) ซึ่งเป็นไปตามนโยบายการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยความมั่นคงและภัยทางสังคมของนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) โดยยกระดับความสำคัญเรื่องการสร้างความตระหนักรู้เท่าทันภัยอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ข่าวปลอม และข้อมูลบิดเบือน   ทั้งนี้ ในวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2569 AFNC ได้ตรวจสอบพบข้อความทั้งหมด 162,455 ข้อความ โดยมีข้อความที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ (Verify) ทั้งสิ้น 4,425 ข้อความ สำหรับช่องทางที่มีการพบเบาะแสมากที่สุด คือ ข้อความที่มาจาก Social Listening 4,424 ข้อความ ตามมาด้วยช่องทาง Line Official 1 ข้อความ โดยเป็นเรื่องที่ต้องดำเนินการตรวจสอบทั้งหมด 24 เรื่อง ได้รับผลการตรวจสอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว 6 เรื่องในจำนวนนี้เป็นข่าวที่ได้รับความสนใจจากประชาชนมากที่สุด 7 เรื่อง ซึ่งเป็นข่าวจริง 1 เรื่อง ข่าวปลอม 3 เรื่อง ข่าวบิดเบือน 3 เรื่อง ได้แก่   อันดับที่ 1 ข่าวบิดเบือน เรื่อง นนทบุรี พบผู้ป่วยโรคฝีดาษลิงสะสมติดอันดับ 3 ของประเทศ   อันดับที่ 2 ข่าวจริง เรื่อง แอปฯ ทางรัฐ เพิ่มฟีเจอร์กระเป๋าเอกสาร ช่วยเก็บเอกสารราชการ ใช้ทำธุรกรรมแทนเอกสารจริงได้   อันดับที่ 3 ข่าวบิดเบือน เรื่อง การดื่มน้ำผลไม้สกัดเย็นดีท็อกซ์ เพิ่มพิษในร่างกาย ทำให้ตับมีปัญหา   อันดับที่ 4 ข่าวปลอม เรื่อง Chemtrail สารเคมีจากไอพ่นเครื่องบิน ก่อให้เกิดโรคมะเร็ง   อันดับที่ 5 ข่าวปลอม เรื่อง Line ID : @459gjkmq ออกเอกสารที่มีการรับรองโดย ก.ล.ต.   อันดับที่ 6 ข่าวปลอม เรื่อง เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองไทย มีหลักเกณฑ์พิจารณาอนุญาตให้เดินทางเข้าประเทศที่ต่างกันในแต่ละสนามบิน   อันดับที่ 7 ข่าวบิดเบือน เรื่อง QUSTEPE แผ่นแปะซิลิโคนลดรอยแผลเป็น ใช้ลดรอยสิว   สำหรับอันดับ 1 เป็นข่าวบิดเบือน : เรื่อง “นนทบุรี พบผู้ป่วยโรคฝีดาษลิงสะสมติดอันดับ 3 ของประเทศ” กระทรวงดีอี ได้ประสานงานร่วมกับ กองโรคเอดส์และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ยืนยันเป็น “ข่าวบิดเบือน” โดยสถานการณ์โรคฝีดาษลิงในประเทศไทย นับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2565 ถึงปัจจุบัน มีผู้ป่วยสะสม 1,032 ราย ซึ่งในจำนวนนี้เป็นผู้ป่วยในพื้นที่จังหวัดนนทบุรีรวม 62 ราย ซึ่งเป็นผู้ป่วย ในปี พ.ศ. 2566 จำนวน 36 ราย ปีพ.ศ. 2567 จำนวน 7 ราย พ.ศ. 2568 จำนวน 19 ราย   ทั้งนี้ข้อมูลล่าสุด ณ ปี พ.ศ. 2569 ยังไม่พบผู้ป่วยรายใหม่ในพื้นที่จังหวัดนนทบุรี และผู้ป่วยที่ผ่านมาไม่ได้มีความเชื่อมโยงกันเป็นกลุ่มก้อน สะท้อนว่าสถานการณ์ยังไม่รุนแรงและอยู่ภายใต้การควบคุมของระบบสาธารณสุข   อย่างไรก็ตาม กระทรวงดีอี มีความห่วงใยประชาชน เรื่องความตระหนักรู้เท่าทันข่าวปลอมที่ถูกแพร่กระจายบนสื่อออนไลน์ โซเชียล ซึ่งหากขาดความรู้เท่าทัน ส่งต่อข้อมูลข่าวปลอม ทำให้เกิดการหลงเชื่อ สร้างความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน สร้างความเสียหายต่อทรัพย์สิน หรือข้อมูลส่วนบุคคล และอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้าง  โดยขอให้ประชาชนเลือกเชื่อ เลือกแชร์ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ ซึ่งได้รับการเผยแพร่จากหน่วยงานที่เป็นทางการเท่านั้น และควรตรวจสอบข้อเท็จจริงของข่าวหรือลิงก์เว็บไซต์ให้แน่ชัด   หากประชาชน พบข่าวน่าสงสัย ข้อมูลบิดเบือน สามารถแจ้งเบาะแส และตรวจสอบข่าวปลอมได้ที่ โทรสายด่วน 1111 ต่อ 87 (24 ชม.) หรือที่ | เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com | Line ID: @antifakenewscenter | Facebook : Anti-Fake News Center Thailand | X : @AFNCThailand | TikTok : @antifakenewscenter | IG : afnc_thailand/   -----------------------------------------------------------------------

นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เปิดเผยว่า กรณีที่ประชุมคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ตาม พ.ร.ก.มาตรา 13 ได้กำหนดมาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์อย่างต่อเนื่อง โดยความร่วมมือของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ปรากฏผลการดำเนินการเป็นรูปธรรม ในการป้องกันและปราบปรามสแกมมเอร์ ช่วยเหลือและลดผลกระทบความเสียหายจากสแกมเมอร์ให้กับประชาชน    ทั้งนี้ AOC 1441 ได้บูรณาการข้อมูลร่วมกับ ตร. ปปง. สถาบันการเงิน ระงับธุรกรรมที่ผิดปกติทันที โดยเร่งการอายัดบัญชีธนาคาร ลดขั้นตอนและเวลาในการอายัด เพื่อป้องกันการถ่ายโอนเงินไปยังบัญชีม้าอื่นๆ ตัดเส้นทางการเงิน โดยสามารถระงับบัญชีธนาคารตั้งแต่วันที่ 1 พ.ย.66 – 30 ม.ค.69 จำนวน 1,183,326 บัญชี   ขณะเดียวกัน กระทรวงดีอี ได้ดำเนินการเร่งรัด ปิดกั้นเว็บไซต์ โซเชียลมีเดีย ซึ่งเป็นช่องทางการก่ออาชญากรรมออนไลน์ผ่านทางการหลอกลวง และเว็บพนันออนไลน์อย่างรวดเร็ว และเข้มข้น ซึ่งในระยะเวลา 4 เดือนของปีงบประมาณ 2569 ( 1 ต.ค.68 – 1 ก.พ.69) ปิดกั้นเว็บไซต์ โซเชียลมีเดีย รวมเป็นจำนวน 304,631 URLs โดยเป็นเว็บไซต์พนันออนไลน์มากถึง 259,385 URLs   ด้านการบูรณาการทำงานร่วมกับ กสทช. และผู้ให้บริการโทรคมนาคม เพื่อเร่งรัดมาตรการคุมเข้ม ซิม เสา สาย โดยออกมาตรการปราบปรามซิมผี การควบคุมเสา-สายสัญญาณแนวชายแดน ล่าสุดออกมาตรการจำกัดจำนวนการถือครองซิมไม่เกิน 5 หมายเลข/คน มาตรการยืนยันตัวตนผ่านระบบ KYC ก่อนเปิดใช้งานซิม ระงับการลงทะเบียนใช้งานซิมผ่านศูนย์ให้บริการ (ลูกตู้) ที่ไม่มีระบบ KYC และยกเลิกการลงทะเบียนซิมการ์ดและ e-SIM ผ่านช่องทางออนไลน์ทั้งหมด พร้อมกับการคุมเข้มการใช้งาน SIM Box ในประเทศไทย และการนำเข้าอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องร่วมกับกรมศุลกากร   นอกจากนี้ กสทช. ยังได้ระงับการใช้งานเบอร์โทรที่มีการใช้งานผิดปกติ ซึ่งเข้าข่ายซิมผี และอาจใช้ในการสแกมเมอร์ โดยในเดือน ธ.ค. 2568 พบว่ามีจำนวนกว่า 23,057 เลขหมาย และมีการโทรออกรวมประมาณ 2,400,000 ครั้ง    ขณะเดียวกันคณะรัฐมนตรี (ครม.) ยังได้มีมติเห็นชอบให้หน่วยงานรัฐ ยกเลิกการส่งอีเมล – SMS แนบลิงก์ให้กับประชาชน     นอกจากนี้ ธปท. และสถาบันการเงิน ยังได้กำหนดมาตรการการเปิด Location ที่ตั้งของผู้ใช้บริการธนาคารเมื่อมีการทำธุรกรรมทางการเงินผ่าน Mobile Banking    ด้านกรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) ได้ออกมาตรการคุมเข้มการจดทะเบียนจัดตั้งนิติบุคคล เพื่อสกัดกั้น “บัญชีม้านิติบุคคล” โดยกรรมการ/ผู้ถือหุ้น จะต้องมาแสดงตัวต่อหน้านายทะเบียน และยื่น Bank Statement ย้อนหลัง 3 เดือน และแสดงหลักฐานที่ตั้งสำนักงาน   ในส่วนของกรรมการ/ผู้ถือหุ้น ซึ่งเป็นบุคคลที่มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ (ผู้มีรายได้น้อย) ต้องมาแสดงตัวต่อหน้านายทะเบียน และยื่น Bank Statement ย้อนหลัง 3 เดือน ในกรณีมีคนต่างด้าวร่วมลงทุนไม่ถึงร้อยละ 50 หรือเป็นกรรมการผู้มีอำนาจ ให้ผู้ถือหุ้นคนไทยทุกคนต้องส่ง Bank Statement ย้อนหลัง 3 เดือน และหากมีการใช้สถานที่ตั้งของบริษัทซ้ำๆกัน จะต้องจัดส่งหนังสือยินยอมการใช้สถานที่หรือหลักฐานแสดงสิทธิในการยืนยัน   นอกจากนี้ยังมีเรื่องของการแก้ไขกฎหมายเพิ่มเติม เพื่อกำหนดเพิ่มบทลงโทษสำหรับผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง และการกำหนดให้สถาบันการเงิน/เครือข่ายมือถือร่วมรับผิด หากปล่อยปละละเลยให้เกิดการกระทำความผิดของสแกมเมอร์ รวมทั้งเร่งรัดการออกหลักเกณฑ์การคืนเงินให้กับผู้เสียหาย โดยมี ปปง. เป็นหน่วยงานหลักในการกำหนดหลักเกณฑ์ขั้นตอนการคืนเงินผู้เสียหายให้เร็วขึ้น   จากการดำเนินการเร่งรัดมาตรการการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ ของคณะกรรมการฯ ที่มีกระทรวงดีอี ตร. กสทช. ปปง. สถาบันการเงิน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องปรากฏผลทำให้มูลค่าความเสียหาย ลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยจากสถิติคดีอาชญากรรมออนไลน์ของ ตร. พบว่า เดือนธันวาคม 2568 มีปริมาณคดีที่เกิดขึ้นจำนวน 31,198 เคส เฉลี่ย 1,006 เคส/วัน มีมูลค่าความเสียหายรวม 1,792 ล้านบาท หรือเฉลี่ย 58 ล้านบาท/วัน เมื่อเปรียบเทียบกับสถิตในช่วงเดือนธันวาคม 2567 ที่มีสถิติแจ้งความออนไลน์ จำนวน 33,624 เรื่อง เฉลี่ย 1,085 เคส/วัน มูลค่าความเสียหาย 2,209 ล้านบาท หรือเฉลี่ย 71 ล้านบาท/วัน   “ผลจากการประชุมของคณะกรรมการฯ ตาม พ.ร.ก.ป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ มาตรา 13  มุ่งเน้นการทำงานเชิงรุกเพื่อลดจำนวนผู้เสียหายและมูลค่าความเสียหายจากอาชญากรรมออนไลน์ทุกรูปแบบอย่างเป็นรูปธรรม” นายไชยชนก กล่าว      หากประชาชนโดนหลอกออนไลน์ โทรแจ้งดำเนินการ ระงับ อายัดบัญชี โทรสายด่วน AOC 1441 แจ้งเบาะแส ข่าวปลอม และอาชญากรรมออนไลน์ทุกรูปแบบ โทรสายด่วน 1111 (24 ชม.) Line ID: @antifakenewscenter เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com   ………………………………………………………………………………

นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ ในฐานะโฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ฝ่ายข้าราชการประจำ กล่าวถึงผลการมอนิเตอร์และรับแจ้งข่าวปลอมของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมประเทศไทย (AFNC) ซึ่งเป็นไปตามนโยบายการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยความมั่นคงและภัยทางสังคมของนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) โดยยกระดับความสำคัญเรื่องการสร้างความตระหนักรู้เท่าทันภัยอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ข่าวปลอม และข้อมูลบิดเบือน ทั้งนี้ ในวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2569 AFNC ได้ตรวจสอบพบข้อความทั้งหมด 162,516 ข้อความ โดยมีข้อความที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ (Verify) ทั้งสิ้น 4,228 ข้อความ สำหรับช่องทางที่มีการพบเบาะแสมากที่สุด คือ ข้อความที่มาจาก Social Listening 4,228 ข้อความ โดยเป็นเรื่องที่ต้องดำเนินการตรวจสอบทั้งหมด 29 เรื่อง ได้รับผลการตรวจสอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว 5 เรื่อง ในจำนวนนี้เป็นข่าวที่ได้รับความสนใจจากประชาชนมากที่สุด 9 เรื่อง ซึ่งเป็นข่าวจริง 4 เรื่อง ข่าวปลอม 4 เรื่อง ข่าวบิดเบือน 1 เรื่อง ได้แก่ อันดับที่ 1 ข่าวจริง เรื่อง การทานอาหารรสจืดเกินไป ส่งผลให้ร่างกายอ่อนแอขาดสมดุล อันดับที่ 2 ข่าวปลอม เรื่อง ธ.กรุงไทย เปิดลงทะเบียนยื่นสินเชื่อใหม่ ยืม 50,000 บาท คืน 1,083 บาทต่อเดือน ผ่าน TikTok ชื่อ lalitafih53 อันดับที่ 3 ข่าวปลอม เรื่อง เปิดลงทะเบียน กองทุนเตรียมความพร้อมสำหรับผู้สูงอายุ ในโครงการพระราชดำริ รับรองโดย ก.ล.ต. อันดับที่ 4 ข่าวบิดเบือน เรื่อง ผลิตภัณฑ์ลดกลิ่นตัวทำให้เกิดต่อมเหงื่ออุดตัน อักเสบ และเป็นหนองหรือฝีที่รักแร้ อันดับที่ 5 ข่าวจริง เรื่อง วันที่ 8 - 9 ก.พ. 69 จะมีฝนตกบริเวณไทยตอนบน อันดับที่ 6 ข่าวจริง เรื่อง ก.ค.ศ. อนุมัติเงินเพิ่มพิเศษตำแหน่งเจ้าหน้าที่พัสดุ อันดับที่ 7 ข่าวจริง เรื่อง วันที่ 5 ก.พ. ตรวจพบลูก M-79 ตกใกล้ฐานไทย จำนวน 1 ลูก อันดับที่ 8 ข่าวปลอม เรื่อง พบผู้ติดเชื้อ HIV ในพื้นที่ ต.ตับเต่า อ.เทิง จ.เชียงราย จำนวน 80 คน อันดับที่ 9 ข่าวปลอม เรื่อง กล้าหาญ ทารักษา เจ้าหน้าที่กรมทางหลวงชนบท เปิดเพจเฟซบุ๊กติดต่อกับประชาชน สำหรับอันดับ 1 เป็นข่าวจริง : เรื่อง “การทานอาหารรสจืดเกินไป ส่งผลให้ร่างกายอ่อนแอขาดสมดุล” กระทรวงดีอี ได้ตรวจสอบร่วมกับ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ยืนยันเป็น “ข่าวจริง” โดยผลกระทบของการที่ร่างกายได้รับโซเดียมไม่เพียงพอเป็นข้อมูลทางการแพทย์ และมี 2 ประเด็นสำคัญ ดังนี้ 1. ภาวะโซเดียมในเลือดต่ำ (Hyponatremia) โซเดียมเป็นแร่ธาตุจำเป็นที่ร่างกายไม่สามารถสร้างเองได้ มีบทบาทสำคัญในการควบคุมสมดุลน้ำ การทำงานของระบบประสาท และการหดตัวของกล้ามเนื้อ อาการที่พบ เช่น อ่อนเพลีย ปวดศีรษะ หน้ามืด คลื่นไส้ และกล้ามเนื้อกระตุก เป็นอาการที่สอดคล้องกับภาวะโซเดียมต่ำจริง ซึ่งข้อมูลจากคณะแพทยศาสตร์ รพ.รามาธิบดี ระบุว่า หากระดับโซเดียมต่ำมาก อาจทำให้น้ำเข้าสู่เซลล์มากผิดปกติจนเกิดภาวะสมองบวม ซึ่งมีความเสี่ยงต่อการชักหรือหมดสติได้ 2. การรับประทานอาหารจืดเกินไปในผู้สูงอายุ อาจทำให้เบื่ออาหาร ส่งผลให้ได้รับสารอาหารไม่เพียงพอ โดยเฉพาะโปรตีนและแคลเซียม ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะมวลกล้ามเนื้อน้อยและกระดูกพรุน ดังนั้น กรมอนามัย ได้แนะนำว่า การดูแลโภชนาการผู้สูงอายุควรเน้น “ความสมดุล” ไม่ใช่การตัดรสชาติโดยสิ้นเชิง ควรปรุงอาหารให้น่ารับประทาน ใช้สมุนไพรช่วยชูรส และรับโซเดียมในปริมาณที่เหมาะสม ไม่เกิน 2,000 มิลลิกรัม/วัน หรือประมาณเกลือ 1 ช้อนชา อย่างไรก็ตาม กระทรวงดีอี มีความห่วงใยประชาชน เรื่องความตระหนักรู้เท่าทันข่าวปลอมที่ถูกแพร่กระจายบนสื่อออนไลน์ โซเชียล ซึ่งหากขาดความรู้เท่าทัน ส่งต่อข้อมูลข่าวปลอม ทำให้เกิดการหลงเชื่อ สร้างความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน สร้างความเสียหายต่อทรัพย์สิน หรือข้อมูลส่วนบุคคล และอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้าง  โดยขอให้ประชาชนเลือกเชื่อ เลือกแชร์ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ ซึ่งได้รับการเผยแพร่จากหน่วยงานที่เป็นทางการเท่านั้น และควรตรวจสอบข้อเท็จจริงของข่าวหรือลิงก์เว็บไซต์ให้แน่ชัด หากประชาชน พบข่าวน่าสงสัย ข้อมูลบิดเบือน สามารถแจ้งเบาะแส และตรวจสอบข่าวปลอมได้ที่ โทรสายด่วน 1111 ต่อ 87 (24 ชม.) หรือที่| เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com| Line ID: @antifakenewscenter| Facebook : Anti-Fake News Center Thailand| X : @AFNCThailand| TikTok : @antifakenewscenter| IG : afnc_thailand/ --------------------------------------------------------

ในปัจจุบัน เทคโนโลยีเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันของเรามากกว่าที่คิดไม่ว่าจะเป็น ภาพ วิดีโอ หรือเสียง ที่เราเห็นและได้ยินผ่านโลกออนไลน์เทคโนโลยีเหล่านี้มีประโยชน์มากแต่ในอีกด้านหนึ่ง ก็ถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือของมิจฉาชีพเช่นกัน วันนี้ เทคโนโลยี AI Deepfake สามารถเลียนแบบ เสียง และ ภาพ ของคนใกล้ตัว ไม่ว่าจะเป็นคนในครอบครัว คนรัก หรือคนที่เราคุ้นเคยจนแทบแยกไม่ออกว่า…สิ่งที่ได้ยินหรือเห็นนั้น เป็นเรื่องจริงหรือเรื่องปลอมมิจฉาชีพอาศัยความไว้ใจและความห่วงใยหลอกให้เราเชื่อ และตัดสินใจอย่างเร่งด่วน เช่น ขอให้โอนเงิน อ้างว่าเกิดเหตุฉุกเฉิน หรือมีปัญหาด่วน กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม โดยศูนย์ปฏิบัติการเพื่อป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี หรือ AOC 1441 ขอเตือนให้ประชาชนเพิ่มความระมัดระวัง และสร้างเกราะป้องกันให้กับตนเอง   แน่ใจได้จริงหรือ… ว่าเสียงที่คุณกำลังได้ยินอยู่ คือ คนรักของคุณจริง ๆ   วันนี้ มิจฉาชีพปรับกลโกงให้แนบเนียนยิ่งขึ้นโดยใช้เทคโนโลยี ปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI เลียนแบบเสียงของคนที่คุณรู้จักอาจเป็น พ่อ แม่ ลูก หลาน คนรัก หรือแม้แต่ เจ้าหน้าที่ของหน่วยงานรัฐ มิจฉาชีพจะนำเสียงตัวอย่างของบุคคลเหล่านั้น ไปให้ AI เรียนรู้และลอกเลียนจนได้เสียงที่ใกล้เคียงกับต้นฉบับมาก จากนั้นจะสร้างสถานการณ์เร่งด่วน เช่น เกิดอุบัติเหตุ ถูกจับ หรือมีปัญหาทางกฎหมาย แล้วโทรมาขอให้โอนเงินทันที กลโกงรูปแบบนี้ อันตรายมาก เพราะเหยื่อจำนวนมากหลงเชื่อเสียงที่ฟังดูเหมือนคนใกล้ตัวจริง ๆ จึงตัดสินใจโอนเงิน โดยไม่มีเวลาไตร่ตรองหรือ ตรวจสอบให้แน่ชัดเพียงแค่ “เสียงที่คุ้นเคย” ก็อาจทำให้คุณสูญเสียเงินได้ในไม่กี่นาที   ลักษณะการหลอกลวงด้วย AI Deepfake   มิจฉาชีพมักเริ่มจากการโทรเข้ามาแล้วแอบอ้างว่าเป็นคนที่เรารู้จักเสียงที่ได้ยิน อาจเป็นเสียงของญาติสนิท คนรัก เพื่อนใกล้ตัว ผู้ใหญ่ที่เคารพ หรือแม้แต่ คนดัง เบื้องหลังเสียงเหล่านั้นคือการใช้เทคโนโลยี เลียนแบบเสียง หรือ Voice Clone ซึ่งสามารถทำให้เสียงใกล้เคียงกับเจ้าของเสียงจริงมากจนแทบแยกไม่ออกว่าเป็นของจริงหรือของปลอมจากนั้น มิจฉาชีพจะสร้างสถานการณ์เร่งด่วน เช่น เกิดเหตุฉุกเฉิน ต้องใช้เงินทันทีเพื่อทำให้เหยื่อตกใจ สับสน และรีบตัดสินใจเมื่อความรัก ความห่วงใย และความกังวลเข้ามาแทนที่การไตร่ตรองเหยื่อจำนวนมากจึงตัดสินใจ โอนเงินทันที โดยไม่ได้ตรวจสอบให้แน่ชัดและเมื่อรู้ตัวอีกครั้งก็โอนเงินไปให้มิจฉาชีพแล้ว   ในวันที่ AI กลายเป็นดาบสองคม ถ้าเราไม่ระวังให้มากพอ   ความไว้ใจ…อาจกลายเป็นช่องโหว่ให้มิจฉาชีพ ศูนย์ปฏิบัติการเพื่อป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี หรือ AOC 1441 ได้รับแจ้งคดีหลอกลวงในรูปแบบ แอบอ้างเป็นบุคคลใกล้ชิด ในกรณีตัวอย่างนี้ผู้เสียหายได้รับโทรศัพท์จากบุคคลที่อ้างว่าเป็น “ลูกสาว” ที่กำลังศึกษาอยู่ในมหาวิทยาลัย ปลายสายขอให้โอนเงินอ้างว่าเป็นค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับกิจกรรมของมหาวิทยาลัย เสียงที่ได้ยิน เหมือนลูกสาวจริง ๆ ทำให้ผู้เสียหายหลงเชื่อและโอนเงินไปกว่า 100,000 บาท ต่อมา เมื่อได้ติดต่อพูดคุยกับลูกสาวตัวจริงและสอบถามถึงกิจกรรมดังกล่าวจึงพบว่า ไม่เคยมีเรื่องนี้เกิดขึ้น ในขณะนั้นเองผู้เสียหายจึงรู้ตัวว่าเสียงที่โทรมาขอเงินก่อนหน้าคือเสียงที่ถูก ปลอมขึ้นด้วย AI   กรณีตัวอย่างที่เกิดขึ้นอาจเป็นเพียงส่วนหนึ่งของกลโกงที่มิจฉาชีพนำเทคโนโลยี AI Deepfake มาใช้หลอกลวง แต่สิ่งที่ช่วยป้องกันเราได้ดีที่สุดไม่ใช่เทคโนโลยีที่ซับซ้อนคือ สติ และการรู้เท่าทันกลโกง เพราะมิจฉาชีพมักอาศัยการสร้างสถานการณ์เร่งด่วนให้เราตกใจ ในยุคนี้ อย่าเชื่อเพียงเพราะเห็น อย่าโอนเพียงเพราะได้ยินเสียงที่คุ้นเคย ตรวจสอบให้แน่ใจทุกครั้ง ก่อนตัดสินใจ จำไว้ให้ขึ้นใจ ไม่กดลิงก์ ไม่เชื่อ ไม่รีบ ไม่โอน เพียงหยุดคิดสักนิดก็ช่วยเป็นเกราะป้องกันไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพได้   ……………………………………………

นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ ในฐานะโฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ฝ่ายข้าราชการประจำ กล่าวถึงผลการมอนิเตอร์และรับแจ้งข่าวปลอมของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมประเทศไทย (AFNC) ซึ่งเป็นไปตามนโยบายการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยความมั่นคงและภัยทางสังคมของนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) โดยยกระดับความสำคัญเรื่องการสร้างความตระหนักรู้เท่าทันภัยอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ข่าวปลอม และข้อมูลบิดเบือน ทั้งนี้ ในวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2569 AFNC ได้ตรวจสอบพบข้อความทั้งหมด 162,566 ข้อความ โดยมีข้อความที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ (Verify) ทั้งสิ้น 4,668 ข้อความ สำหรับช่องทางที่มีการพบเบาะแสมากที่สุด คือ ข้อความที่มาจาก Social Listening 4,668 ข้อความ โดยเป็นเรื่องที่ต้องดำเนินการตรวจสอบทั้งหมด 35 เรื่อง ได้รับผลการตรวจสอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว 4 เรื่อง ในจำนวนนี้เป็นข่าวที่ได้รับความสนใจจากประชาชนมากที่สุด 9 เรื่อง ซึ่งเป็นข่าวปลอม 7 เรื่อง ได้แก่ อันดับที่ 1 ข่าวปลอม เรื่อง ตัวแทนรัฐบาลไทยเตือนฝรั่งเศส ไม่ให้ช่วยเหลือกัมพูชาในการยึดดินแดนคืน อันดับที่ 2 ข่าวปลอม เรื่อง ธ.ก.ส. เปิดลงทะเบียนออนไลน์ สินเชื่อส่วนบุคคล BAAC ผ่านบัญชี TikTok tawanrwjkav อันดับที่ 3 ข่าวปลอม  เรื่อง ธนบัตรปลอม สามารถฝากเข้าตู้ ATM ของธนาคารได้ อันดับที่ 4 ข่าวปลอม เรื่อง เฟซบุ๊ก ธนโชติ พรมเมศ เปิดรับคนงานเก็บผลไม้ที่ประเทศออสเตรเลีย ดำเนินการถูกต้องตามกฎหมาย อันดับที่ 5 ข่าวปลอม เรื่อง ไลน์ไอดี abbottnutrition เป็นผู้ได้รับการรับรองเอกสารจาก ก.ล.ต. อันดับที่ 6 ข่าวปลอม เรื่อง กระทรวงดิจิทัลฯ เปิดเพจเฟซบุ๊ก กระทรวงยุติธรรมด้านดิจิทัลและเทคโนโลยี เพื่อรับแจ้งเรื่องขอรับเงินคืน อันดับที่ 7 ข่าวปลอม เรื่อง SET เปิดหลักสูตรหุ้น ลงทะเบียนเรียนฟรี ผ่านเพจ Beginner Grow Classroom สำหรับอันดับ 1 เป็นข่าวปลอม : เรื่อง “ตัวแทนรัฐบาลไทยเตือนฝรั่งเศส ไม่ให้ช่วยเหลือกัมพูชาในการยึดดินแดนคืน” กระทรวงดีอี ได้ตรวจสอบร่วมกับ กองประมวลและวิเคราะห์ข่าว กรมสารนิเทศ กระทรวงการต่างประเทศ ยืนยันเป็น “ข่าวปลอม” เนื่องจากบุคคลที่ปรากฎในข่าวดังกล่าวไม่ใช่ผู้แทนของรัฐบาลหรือหน่วยงานไทยที่มีสิทธิในการตักเตือนประเทศอธิปไตยใด ๆ ให้ละเว้นจากการกระทำที่เป็นไปตามสิทธิอันชอบธรรมได้ ทั้งนี้ ไทยขอขอบคุณและยินดีต่อการที่มิตรประเทศทุกประเทศ ปรารถนาที่จะเห็นสันติภาพที่ยั่งยืนที่มาจากการแก้ไขปัญหาภายใต้กลไกทวิภาคีระหว่างไทยกับกัมพูชาโดยตรง อย่างไรก็ตาม กระทรวงดีอี มีความห่วงใยประชาชน เรื่องความตระหนักรู้เท่าทันข่าวปลอมที่ถูกแพร่กระจายบนสื่อออนไลน์ โซเชียล ซึ่งหากขาดความรู้เท่าทัน ส่งต่อข้อมูลข่าวปลอม ทำให้เกิดการหลงเชื่อ สร้างความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน สร้างความเสียหายต่อทรัพย์สิน หรือข้อมูลส่วนบุคคล และอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้าง  โดยขอให้ประชาชนเลือกเชื่อ เลือกแชร์ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ ซึ่งได้รับการเผยแพร่จากหน่วยงานที่เป็นทางการเท่านั้น และควรตรวจสอบข้อเท็จจริงของข่าวหรือลิงก์เว็บไซต์ให้แน่ชัด หากประชาชน พบข่าวน่าสงสัย ข้อมูลบิดเบือน สามารถแจ้งเบาะแส และตรวจสอบข่าวปลอมได้ที่ โทรสายด่วน 1111 ต่อ 87 (24 ชม.) หรือที่| เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com| Line ID: @antifakenewscenter| Facebook : Anti-Fake News Center Thailand| X : @AFNCThailand| TikTok : @antifakenewscenter| IG : afnc_thailand/ -------------------------------------------------------

นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ ในฐานะโฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ฝ่ายข้าราชการประจำ กล่าวถึงผลการมอนิเตอร์และรับแจ้งข่าวปลอมของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมประเทศไทย (AFNC) ซึ่งเป็นไปตามนโยบายการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยความมั่นคงและภัยทางสังคมของนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) โดยยกระดับความสำคัญเรื่องการสร้างความตระหนักรู้เท่าทันภัยอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ข่าวปลอม และข้อมูลบิดเบือน   ทั้งนี้ ในวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2569 AFNC ได้ตรวจสอบพบข้อความทั้งหมด 162,555 ข้อความ โดยมีข้อความที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ (Verify) ทั้งสิ้น 3,766 ข้อความ สำหรับช่องทางที่มีการพบเบาะแสมากที่สุด คือ ข้อความที่มาจาก Social Listening 3,763 ข้อความ ตามมาด้วยช่องทาง Line 2 ข้อความ และช่องทาง Facebook 1 ข้อความ โดยเป็นเรื่องที่ต้องดำเนินการตรวจสอบทั้งหมด 32 เรื่อง ได้รับผลการตรวจสอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว 6 เรื่อง ในจำนวนนี้เป็นข่าวที่ได้รับความสนใจจากประชาชนมากที่สุด 7 เรื่อง ซึ่งเป็นข่าวจริง 1 เรื่อง ข่าวปลอม 6 เรื่อง ได้แก่   อันดับที่ 1 ข่าวจริง เรื่อง ผักโขมแดง เป็นผักที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง   อันดับที่ 2 ข่าวปลอม เรื่อง ไทยพบผู้ป่วยไวรัสนิปาห์ทั้งสิ้น 12 ราย   อันดับที่ 3 ข่าวปลอม เรื่อง ไทยลอกเลียนแบบขลึงเอก นำมาดัดแปลงมาเป็นว่าวเพื่อการกีฬา   อันดับที่ 4 ข่าวปลอม เรื่อง ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีสร้างกลุ่มเฟซบุ๊ก   อันดับที่ 5 ข่าวปลอม เรื่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรมกัมพูชา เรียกร้องขอให้ไทยคืนปราสาทพิมาย   อันดับที่ 6 ข่าวปลอม เรื่อง โอกาสทำงานสวนเกษตร ประเทศออสเตรเลีย จัดส่งแรงงานไทยถูกต้องตามกฎหมาย ผ่านกรมแรงงาน ที่เพจเฟซบุ๊ก Poom Suecha   อันดับที่ 7 ข่าวปลอม เรื่อง ธ.ก.ส. เปิดสินเชื่อ “นวัตกรรมดีมีเงินทุน สำหรับเกษตรกรหรือบุคคลทั่วไป” ผ่านบัญชี TikTok @_489515   สำหรับอันดับ 1 เป็นข่าวจริง : เรื่อง “ผักโขมแดง เป็นผักที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง” กระทรวงดีอี ได้ตรวจสอบร่วมกับ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ยืนยันเป็น “ข่าวจริง” เนื่องจากผักโขมแดง เป็นผักที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง และส่งผลดีต่อสุขภาพในหลายด้าน โดยอุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ เช่น ฟลาโวนอยด์ เบตาแคโรทีน และวิตามินซี ช่วยลดความเครียดจากอนุมูลอิสระและการอักเสบในร่างกายที่เกี่ยวข้องกับการดูแลสุขภาพโดยรวม และลดการอักเสบ ซึ่งเป็นปัจจัยหนึ่งของการชะลอความเสื่อมของร่างกาย รวมทั้งเป็นแหล่งธาตุเหล็กและโฟเลตที่สำคัญ ช่วยสร้างเม็ดเลือดแดงเพิ่มระดับฮีโมโกลบิน ลดความเสี่ยงภาวะโลหิตจาง โดยเฉพาะในผู้หญิงวัยเจริญพันธุ์   อย่างไรก็ตาม กระทรวงดีอี มีความห่วงใยประชาชน เรื่องความตระหนักรู้เท่าทันข่าวปลอมที่ถูกแพร่กระจายบนสื่อออนไลน์ โซเชียล ซึ่งหากขาดความรู้เท่าทัน ส่งต่อข้อมูลข่าวปลอม ทำให้เกิดการหลงเชื่อ สร้างความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน สร้างความเสียหายต่อทรัพย์สิน หรือข้อมูลส่วนบุคคล และอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้าง  โดยขอให้ประชาชนเลือกเชื่อ เลือกแชร์ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ ซึ่งได้รับการเผยแพร่จากหน่วยงานที่เป็นทางการเท่านั้น และควรตรวจสอบข้อเท็จจริงของข่าวหรือลิงก์เว็บไซต์ให้แน่ชัด   หากประชาชน พบข่าวน่าสงสัย ข้อมูลบิดเบือน สามารถแจ้งเบาะแส และตรวจสอบข่าวปลอมได้ที่ โทรสายด่วน 1111 ต่อ 87 (24 ชม.) หรือที่ | เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com | Line ID: @antifakenewscenter | Facebook : Anti-Fake News Center Thailand | X : @AFNCThailand | TikTok : @antifakenewscenter | IG : afnc_thailand/   --------------------------------------------------------------------

วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2569 ว่าที่ร้อยตรี ธนะสิทธิ์ เอี่ยมอนันชัย รองปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานในพิธีเปิดงานวันส่งเสริมอินเตอร์เน็ตปลอดภัยแห่งชาติ 2569 Safer Internet Day Thailand 2026 ภายใต้แนวคิด “Too Good to be True - ดีเกินจริง…คือ ไม่จริง” และประเด็นสำคัญด้านความปลอดภัยออนไลน์ในยุค AI โดยเป็นงานสัมมนาวิชาการระดับประเทศ ด้วยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนเพื่อสังคมออนไลน์ที่ปลอดภัยสำหรับทุกคน โดยมี ผู้ทรงคุณวุฒิ ร่วมแลกเปลี่ยนความรู้ และผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมเป็นจำนวนมาก ณ ห้องสุรศักดิ์ ชั้น 11 โรงแรม อิสติน แกรนด์ สาทร กรุงเทพฯ

วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2569 นางสาวชมภารี ชมภูรัตน์ รองปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานในพิธีเปิดงาน “สัมมนาให้ความรู้ในการรับมือและการจัดการกับภัยและคดีออนไลน์ ครั้งที่ 2” โดยมีผู้บริหาร ข้าราชการ จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และประชาชนเข้าร่วมอบรม ณ รร.คริสตัล อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา   สำหรับโครงการดังกล่าวเป็นกิจกรรมสัมมนา เพื่อให้ความรู้แก่ประชาชน เครือข่ายภาครัฐ และผู้ที่ปฏิบัติหน้าที่เกี่ยวข้องทั้งในรูปแบบ Online และ Onsite เพื่อเพิ่มศักยภาพในการสืบสวน ปฏิบัติงาน และให้บริการประชาชนในพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วประเทศ ในการป้องกัน ปราบปราม และจัดการกับการกระทำความผิดในระบบคอมพิวเตอร์ทุกรูปแบบ อาทิ การนำเข้าข้อมูลอันเป็นเท็จหรือบิดเบือน การแก้ไข เปลี่ยนแปลงหรือทำลายข้อมูลโดยมิชอบ การล่วงรู้ข้อมูลส่วนบุคคลหรือข้อมูลสำคัญของรัฐ การโจมตีหรือแทรกแซงระบบคอมพิวเตอร์ การเผยแพร่ข้อมูลเนื้อหาที่ผิดกฎหมายหรือไม่เหมาะสม   นอกจากนี้ยังมีภัยคุกคามออนไลน์มีความซับซ้อนและเกิดขึ้นในปริมาณที่มากขึ้นอย่างต่อเนื่อง สอดคล้องกับความก้าวหน้าของเทคโนโลยี เช่น ปัญญาประดิษฐ์ (AI), Deepfake, โปรแกรมอันตราย (Malware), Ransomware และการหลอกลวงทางสื่อสังคมออนไลน์ ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดความเสียหาย กระทบทั้งเศรษฐกิจ สังคม ความมั่นคง และวิถีชีวิต ของประชาชนในทุกระดับ

วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2569 นางสาวชมภารี ชมภูรัตน์ รองปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานในพิธีเปิดการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการสร้างเครือข่ายระดับภูมิภาค ครั้งที่ 2 โดยมีผู้บริหาร ข้าราชการ จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมอบรม จัดขึ้นระหว่างวันที่ 10 – 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569 ณ ห้องออกฟอร์ด โรงแรมคริสตัล อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา   สำหรับโครงการดังกล่าวเป็นกิจกรรมอบรมเชิงปฏิบัติการเพื่อเสริมสร้างศักยภาพบุคลากรภาครัฐและผู้เกี่ยวข้องด้านเทคโนโลยีสารสนเทศให้มีความพร้อมในการปฏิบัติงาน สามารถรับมือปัญหาในพื้นที่ได้อย่างทันเหตุการณ์และมีประสิทธิภาพ โดยผู้เข้าร่วมจากหลากหลายหน่วยงาน จะได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์ด้านคดีภัยออนไลน์และร่วมกันเสริมสร้างความแข็งแกร่งของเครือข่าย ในพื้นที่ ซึ่งจะมีส่วนสำคัญอย่างยิ่งต่อการยกระดับการปกป้องประชาชนจากคดีภัยออนไลน์  

icon-sitemap    std-w1    std-w2    WCAG 2.0 (Level AA)
จำนวนผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์ Loading...


กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

เลขที่ 120 หมู่ 3 ชั้น 8-11 ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 (อาคาร ซี) ซอยแจ้งวัฒนะ 7 ถนนแจ้งวัฒนะ แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ 10210

facebook
instagram
twitter
youtube
rss
tiktok
threads
Icon Q&A
black ribbon.