Logo DE Ministry.
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
Ministry of Digital Economy and Society
Logo DE Ministry.
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
Ministry of Digital Economy and Society
ตัวช่วยเหลือในการเข้าถึงเว็บไซต์
ค้นหา

วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2569 นายพชร อนันตศิลป์ ปลัดกระทรวง ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานในพิธีมอบโล่รางวัลพันธมิตรยอดเยี่ยมแห่งปี 2025 พร้อมเปิดการอบรมเชิงปฏิบัติการ “การใช้งานระบบสำหรับประสานงานการตรวจสอบข่าวปลอมและสร้างเครือข่ายผู้ปฏิบัติงานที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไขปัญหาข่าวปลอมทั้ง 5 กลุ่มข่าวและกลุ่มนิติกร” ภายใต้โครงการศูนย์ประสานงานและแก้ไขปัญหาข่าวปลอม (Anti Fake News Center: AFNC) ณ โรงแรมทีเค.พาเลซ แอนด์ คอนเวนชั่น แบงคอก   สำหรับการอบรมครั้งนี้มีวัตถุประสงค์หลักก็เพื่อทบทวน แลกเปลี่ยนความคิดเห็นร่วมกัน ทั้งในรูปแบบออนไลน์และออนไซต์ เพื่อมุ่งหมายในการร่วมกันแก้ไข ป้องกันปัญหาข่าวปลอม สร้างความเข้าใจร่วมกันในกระบวนการปฏิบัติงานระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และสมาคมต่างๆ ในเครือข่าย พร้อมทั้งเพื่อที่จะชี้แจงข้อเท็จจริงให้ประชาชนรับทราบอย่างเร่งด่วน เพื่อป้องกันการไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของผู้ไม่หวังดี หรือมิจฉาชีพที่มาในรูปแบบต่าง ๆ โดยเฉพาะในรูปแบบมิจฉาชีพออนไลน์

นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ ในฐานะโฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ฝ่ายข้าราชการประจำ กล่าวถึงผลการมอนิเตอร์และรับแจ้งข่าวปลอมของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมประเทศไทย (AFNC) ซึ่งเป็นไปตามนโยบายการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยความมั่นคงและภัยทางสังคมของนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) โดยยกระดับความสำคัญเรื่องการสร้างความตระหนักรู้เท่าทันภัยอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ข่าวปลอม และข้อมูลบิดเบือน   ทั้งนี้ ในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2569 AFNC ได้ตรวจสอบพบข้อความทั้งหมด 164,983 ข้อความ โดยมีข้อความที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ (Verify) ทั้งสิ้น 5,217 ข้อความ สำหรับช่องทางที่มีการพบเบาะแสมากที่สุด คือ ข้อความที่มาจาก Social Listening 5,213 ข้อความ ตามมาด้วยช่องทาง Line 3 ข้อความ และ Website 1 ข้อความ โดยเป็นเรื่องที่ต้องดำเนินการตรวจสอบทั้งหมด 34 เรื่อง ได้รับผลการตรวจสอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว 4 เรื่อง ในจำนวนนี้เป็นข่าวที่ได้รับความสนใจจากประชาชนมากที่สุด 7 เรื่อง ซึ่งเป็นข่าวจริง 2 เรื่อง ข่าวปลอม 5 เรื่อง ได้แก่   อันดับที่ 1 ข่าวจริง เรื่อง จนท. ควบคุมตัวผู้ต้องสงสัย 1 ราย จากเหตุลอบวางระเบิด ในพื้นที่ อ.บันนังสตา จ.ยะลา   อันดับที่ 2 ข่าวปลอม เรื่อง SET เปิดหลักสูตรเรียนเรื่องหุ้น ตั้งแต่พื้นฐานจนชำนาญ เรียนจบรับวุฒิบัตร ผ่านเพจ Learn Stock Academy   อันดับที่ 3 ข่าวจริง เรื่อง ชมพู่คลองหาด ขึ้นทะเบียนเป็นสินค้า GI (สินค้าท้องถิ่น) ลำดับที่ 2 ที่สร้างมูลค่าสูง   อันดับที่ 4 ข่าวปลอม เรื่อง ลงทุนหุ้นผ่าน Line ID : @269rttdy ปลอดภัยดี มีใบรับรองจาก ก.ล.ต.   อันดับที่ 5 ข่าวปลอม เรื่อง ปปง. ยึดทรัพย์ผู้กระทำผิดกว่า 10 ล้านบาท ลงทะเบียนรับเงินคืน ผ่านเพจ Digital News Coordination - Thailand   อันดับที่ 6 ข่าวปลอม เรื่อง ธ.ก.ส. เปิดลงทะเบียนออนไลน์ปี 69 ยืม 100,000 บาท คืน 1,688 บาทต่อเดือน ผ่าน TikTok ghjiotawcfo   อันดับที่ 7 ข่าวปลอม เรื่อง เปิดรับคนไทยไปทำงานฟาร์มองุ่นที่ประเทศออสเตรเลีย รายได้ดี ถูกกฎหมาย สมัครได้ที่เพจ Sutiya Phoya   สำหรับอันดับ 1 เป็นข่าวจริง : เรื่อง “จนท. ควบคุมตัวผู้ต้องสงสัย 1 ราย จากเหตุลอบวางระเบิด ในพื้นที่ อ.บันนังสตา จ.ยะลา” กระทรวงดีอี ได้ตรวจสอบร่วมกับ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า ยืนยันเป็น “ข่าวจริง” โดยจากเหตุการณ์ กอ.รมน.ภาค 4 สน. ควบคุมตัวผู้ต้องสงสัย 1 ราย คดีลอบวางระเบิดเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ อ.บันนังสตา จ.ยะลา เมื่อวันที่ 8 ก.พ. 2569 ส่งผลให้เจ้าหน้าที่ได้รับบาดเจ็บ ภายหลังเกิดเหตุ เจ้าหน้าที่ได้บูรณาการด้านการข่าว และสืบสวนสอบสวน จนรวบรวมพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับคดีได้   ต่อมา เมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 16.30 น. หน่วยปฏิบัติการพิเศษร่วมประจำจังหวัดยะลา ได้จัดกำลังร่วมกับกองกำลังตำรวจจังหวัดชายแดนภาคใต้ และหน่วยปฏิบัติการพิเศษร่วมช่วยส่วนรวม เข้าบังคับใช้กฎหมายต่อเป้าหมายในพื้นที่ สามารถควบคุมตัวบุคคลต้องสงสัยไว้ได้ พร้อมตรวจยึดวัตถุพยานจำนวนหนึ่ง และดำเนินการตามขั้นตอนกฎหมาย โดยยืนยันว่า การปฏิบัติเป็นไปตามหลักสิทธิมนุษยชน   อย่างไรก็ตาม กระทรวงดีอี มีความห่วงใยประชาชน เรื่องความตระหนักรู้เท่าทันข่าวปลอมที่ถูกแพร่กระจายบนสื่อออนไลน์ โซเชียล ซึ่งหากขาดความรู้เท่าทัน ส่งต่อข้อมูลข่าวปลอม ทำให้เกิดการหลงเชื่อ สร้างความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน สร้างความเสียหายต่อทรัพย์สิน หรือข้อมูลส่วนบุคคล และอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้าง  โดยขอให้ประชาชนเลือกเชื่อ เลือกแชร์ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ ซึ่งได้รับการเผยแพร่จากหน่วยงานที่เป็นทางการเท่านั้น และควรตรวจสอบข้อเท็จจริงของข่าวหรือลิงก์เว็บไซต์ให้แน่ชัด   หากประชาชน พบข่าวน่าสงสัย ข้อมูลบิดเบือน สามารถแจ้งเบาะแส และตรวจสอบข่าวปลอมได้ที่ โทรสายด่วน 1111 ต่อ 87 (24 ชม.) หรือที่ | เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com | Line ID: @antifakenewscenter | Facebook : Anti-Fake News Center Thailand | X : @AFNCThailand | TikTok : @antifakenewscenter | IG : afnc_thailand/   -------------------------------------------------------------------------



วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2569 นางสาวยุพาภรณ์ ศิริกิจพาณิชย์กูล ผู้ช่วยปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ร่วมแสดงความยินดี เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันสถาปนากรมที่ดิน ครบรอบ 125 ปี พร้อมร่วมสมทบทุน โดยมี ว่าที่ร้อยตรี สมศักดิ์ สันประเสริฐ ผู้ตรวจราชการกรมที่ดิน ให้การต้อนรับ ณ ห้องลีลาศ ชั้น 6 กรมที่ดิน ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ แจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ

นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ ในฐานะโฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ฝ่ายข้าราชการประจำ กล่าวถึงผลการมอนิเตอร์และรับแจ้งข่าวปลอมของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมประเทศไทย (AFNC) ซึ่งเป็นไปตามนโยบายการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยความมั่นคงและภัยทางสังคมของนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) โดยยกระดับความสำคัญเรื่องการสร้างความตระหนักรู้เท่าทันภัยอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ข่าวปลอม และข้อมูลบิดเบือน   ทั้งนี้ ในวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2569 AFNC ได้ตรวจสอบพบข้อความทั้งหมด 164,024 ข้อความ โดยมีข้อความที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ (Verify) ทั้งสิ้น 4,018 ข้อความ สำหรับช่องทางที่มีการพบเบาะแสมากที่สุด คือ ข้อความที่มาจาก Social Listening 4,014 ข้อความ ตามมาด้วยช่องทาง Website 4 ข้อความ โดยเป็นเรื่องที่ต้องดำเนินการตรวจสอบทั้งหมด 35 เรื่อง ได้รับผลการตรวจสอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว 6 เรื่อง ในจำนวนนี้เป็นข่าวที่ได้รับความสนใจจากประชาชนมากที่สุด 7 เรื่อง ซึ่งเป็นข่าวจริง 2 เรื่อง ข่าวปลอม 4 เรื่อง และข่าวบิดเบือน 1 เรื่อง ได้แก่   อันดับที่ 1 ข่าวจริง เรื่อง ประกาศวันหยุดราชการ วันที่ 17 ก.พ. 69 เนื่องในวันตรุษจีน เฉพาะ 5 จังหวัดภาคใต้ตอนล่าง   อันดับที่ 2 ข่าวจริง เรื่อง ทานปลาน้ำจืดเกล็ดขาวโดยไม่ปรุงให้สุก เสี่ยงติดเชื้อพยาธิใบไม้ตับ   อันดับที่ 3 ข่าวปลอม เรื่อง สมัครไปทำงานเกษตรที่ออสเตรเลียกับเพจเฟซบุ๊ก Thawan Senapatra สัญญาจ้าง 3 ปี ผ่านกรมแรงงาน ถูกกฎหมาย 100 %   อันดับที่ 4 ข่าวบิดเบือน เรื่อง กัญชาอันตรายและทำให้เสพติดน้อยกว่าเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ บุหรี่ และยากลุ่มนอนหลับ   อันดับที่ 5 ข่าวปลอม เรื่อง ธ.ก.ส. เปิดสินเชื่อช่วยเหลือ ครัวเรือนละ 100,000 บาท รับทั้งลูกค้าเก่า/ใหม่ รายได้ 9,000 บาท ผ่านติ๊กต็อก klwynrqpxou   อันดับที่ 6 ข่าวปลอม เรื่อง ก.ล.ต. เปิดไลน์ทางการใหม่ ชื่อ สำนักงาน กลต.   อันดับที่ 7 ข่าวปลอม เรื่อง กรมการขนส่งทางบก เปิดรับทำใบขับขี่ทุกชนิด ผ่านเพจ รับทำใบขับขี่ทุกชะนิด   สำหรับอันดับ 1 เป็นข่าวจริง : เรื่อง “ประกาศวันหยุดราชการ วันที่ 17 ก.พ. 69 เนื่องในวันตรุษจีน เฉพาะ 5 จังหวัดภาคใต้ตอนล่าง” กระทรวงดีอี ได้ตรวจสอบร่วมกับกับ เพจ Pr.Songkhla ประชาสัมพันธ์จังหวัดสงขลา ยืนยันเป็น “ข่าวจริง” โดยตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2556 และประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง กำหนดเวลาทำงานและวันหยุดราชการ (ฉบับที่ 21) พ.ศ. 2556 ลงวันที่ 16 สิงหาคม 2556 กำหนดให้วันตรุษอีดิ้ลฟิตรี (วันรายอปอซอ) วันตรุษอีดิ้ลอัฏฮา (วันรายอฮัจยี) ซึ่งเป็นวันสำคัญของศาสนาอิสลาม และวันตรุษจีน ทั้งยังเป็นวันสำคัญของชาวไทยเชื้อสายจีน เป็นวันหยุดราชการประจำปีในพื้นที่จังหวัดสงขลา นั้น   เนื่องจากวันตรุษจีน ประจำปีพุทธศักราช 2569 ตรงกับวันอังคารที่ 17 กุมภาพันธ์ 2569 ดังนั้นเพื่อให้การปฏิบัติเป็นไปตามมติคณะรัฐมนตรีและประกาศสำนักนายกรัฐมนตรีข้างต้น จึงประกาศให้วันอังคารที่ 17 กุมภาพันธ์ 2569 เป็นวันหยุดราชการ เนื่องในวันตรุษจีน ประจำปีพุทธศักราช 2569 จำนวน 1 วัน เฉพาะ 5 จังหวัดภาคใต้ตอนล่าง คือ ปัตตานี นราธิวาส ยะลา สตูล และ สงขลา   อย่างไรก็ตาม กระทรวงดีอี มีความห่วงใยประชาชน เรื่องความตระหนักรู้เท่าทันข่าวปลอมที่ถูกแพร่กระจายบนสื่อออนไลน์ โซเชียล ซึ่งหากขาดความรู้เท่าทัน ส่งต่อข้อมูลข่าวปลอม ทำให้เกิดการหลงเชื่อ สร้างความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน สร้างความเสียหายต่อทรัพย์สิน หรือข้อมูลส่วนบุคคล และอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้าง  โดยขอให้ประชาชนเลือกเชื่อ เลือกแชร์ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ ซึ่งได้รับการเผยแพร่จากหน่วยงานที่เป็นทางการเท่านั้น และควรตรวจสอบข้อเท็จจริงของข่าวหรือลิงก์เว็บไซต์ให้แน่ชัด   หากประชาชน พบข่าวน่าสงสัย ข้อมูลบิดเบือน สามารถแจ้งเบาะแส และตรวจสอบข่าวปลอมได้ที่ โทรสายด่วน 1111 ต่อ 87 (24 ชม.) หรือที่ | เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com | Line ID: @antifakenewscenter | Facebook : Anti-Fake News Center Thailand | X : @AFNCThailand | TikTok : @antifakenewscenter | IG : afnc_thailand/   -----------------------------------------------------------------

วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2569 นางสาวชมภารี ชมภูรัตน์ รองปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ร่วมประชุมหารือเรื่อง “ความมั่นคงในการป้องกันและปราบปรามภัยคุกคามไซเบอร์ และการบริหารจัดการของหน่วยงานของรัฐในการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมทางเทคโนโลยีแบบบูรณาการ” ที่จัดขึ้นโดย สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน โดยมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ณ ห้องประชุม ชั้น 5 อาคารตรวจบุคคล (Terminal) ตรวจคนเข้าเมือง จังหวัดตาก   นอกจากนี้ คณะฯ ยังได้ร่วมลงพื้นที่ จุดตรวจวังผา อ.แม่ระมาด จ.ตาก (พิกัดตรงข้ามชเวก๊กโก่) และบ้านแม่กุใหม่ท่าซุง อ.แม่สอด จังหวัดตาก (พิกัดตรงข้ามเขตเศรษฐกิจพิเศษจีน KK-Park) เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงในพื้นที่ตามกรอบการหารือใน 3 ประเด็นได้แก่   1.การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล เพื่อยับยั้งการรั่วไหลของข้อมูลส่วนบุคคล ป้องกันไม่ให้มิจฉาชีพนำข้อมูลไปใช้ในการหลอกลวงผู้เสียหาย  2.การบูรณาการระหว่างหน่วยงาน ที่มีกระทรวงดีอี โดยศูนย์ปฏิบัติการเพื่อป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (AOC) เป็นหน่วยประสานงานหลักในการแก้ไขปัญหา พร้อมรับฟังความคืบหน้า ข้อจำกัด และแนวทางในการเพิ่มประสิทธิภาพจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง  3.การจัดการอาชญากรรมข้ามพรมแดน ปัญหาฐานปฏิบัติการแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในประเทศเพื่อนบ้าน การหารือด้านความร่วมมือระหว่างประเทศ เพื่อขับเคลื่อนกรอบความร่วมมือที่มีอยู่ให้เกิดผลเป็นรูปธรรมและต่อเนื่อง

นายพชร อนันตศิลป์ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เปิดเผยว่า ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ประเทศไทย (Anti Fake News Center: AFNC) กระทรวงดีอี ได้ร่วมกับภาคีเครือข่ายกว่า 300 หน่วยงาน ทั้งภาครัฐ เอกชน สมาคม รวมถึงภาคประชาชน ดำเนินการแก้ไข และป้องกันปัญหาข่าวปลอม ซึ่งเป็นช่องทางหนึ่งของการก่ออาชญากรรมออนไลน์ ที่มีผลกระทบในวงกว้าง โดยต้องชี้แจงข้อเท็จจริงให้ประชาชนรับทราบอย่างรวดเร็วทันท่วงที ก่อนจะมีผู้ที่ตกเป็นเหยื่อของผู้ไม่หวังดี   ขณะเดียวกัน AFNC ยังได้มีบันทึกข้อตกลงความร่วมมือฯ การแจ้งเตือนภัยจากการหลอกลวงทางสื่อออนไลน์และข่าวปลอมแก่ประชาชนผ่านแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” ตั้งแต่เดือนธันวาคม 2565 จนถึงปัจจุบัน โดยมีประชาชนเข้าถึงการแจ้งเตือนภัย ในปี 2566 จำนวนเฉลี่ย 22.25 ล้านครั้ง/เดือน และในปี 2567 จำนวนเฉลี่ย 23.50 ล้านครั้ง/เดือน และในปี 2568 จำนวนเฉลี่ย 24.25 ล้านครั้ง/เดือน รวมแล้วจากทุกช่องทาง AFNC มีประชาชนเข้าถึงมากกว่า 864 ล้านครั้ง    สำหรับปัจจุบันมีประชาชน ผู้ติดตามและตรวจสอบข้อมูลข่าวจากศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมฯ ผ่านช่องทางต่างๆ ดังนี้ 1) Website : www.antifakenewscenter.com  จำนวน 35,040,878 ผู้รับชม 2) Line Official Account : @antifakenewscenter  จำนวน 2,797,644 ผู้ติดตาม 3) Facebook : Anti-Fake News Center Thailand  จำนวน 136,904 ผู้ติดตาม 4) Twitter : @AFNCThailand  จำนวน 19,161 ผู้ติดตาม 5) TikTok: @AFNC_Thailand จำนวน 5,190 ผู้ติดตาม 6) Instagram: @AFNC_Thailand จำนวน 1,346 ผู้ติดตาม   นอกจากนี้ AFNC ยังได้ทำความร่วมมือข้อตกลงร่วมกันกับสมาคมธนาคารไทย 16 ธนาคาร เครือข่ายสื่อมวลชนที่ช่วยเผยแพร่ข่าวปลอมที่เป็นกระแส ร่วมทั้งความร่วมมือกับกองทุนสื่อปลอดภัย และกองทุนสื่อสร้างสรรค์ อาสาสมัครดิจิทัล หรือ อสด. และล่าสุดได้มีการทำข้อตกลงความร่วมมือด้านการแจ้งเตือนภัยผ่านบริการแพลตฟอร์ม "Safety Check"  ร่วมกับบริษัท Line โดยสร้างกลไกการตรวจสอบและยืนยันความถูกต้องของข่าว ซึ่งอ้างอิงข้อมูลจากภาครัฐเป็นแหล่งข้อมูลหลัก ตลอดจนสนับสนุนการป้องกันและลดผลกระทบจากข่าวปลอมและข้อมูลบิดเบือน และการมีส่วนร่วมของประชาชนในการเตรียมพร้อมและรับมือสาธารณภัยผ่านช่องทางดิจิทัลอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน   “กระทรวงดีอี ได้ให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการข้อมูล และมีเจตนารมณ์ให้ประชาชนได้รับข้อมูลที่ถูกต้อง อย่างทันเวลา ในอนาคตจะมีการนำเอา AI มาช่วย ในการตรวจสอบข่าวปลอม ข่าวบิดเบือน และข่าวจริง โดยจะเร่งผลักดันให้เกิด Impact สูงสุด ในการเผยแพร่การแจ้งเตือนภัยจากการหลอกลวง ที่เกี่ยวข้องกับการฉ้อโกงทางออนไลน์ หรืออาชญากรรมทางการเงิน (Financial Fraud) ในรูปแบบต่าง ๆ ให้รวดเร็ว ทันต่อสถานการณ์ เพื่อลดความสูญเสียของประชาชนในการตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพ ที่ใช้สื่อสังคมออนไลน์และระบบอินเทอร์เน็ตเป็นเครื่องมือในการหลอกลวงประชาชน” นายพชร กล่าว    หากประชาชน พบข่าวน่าสงสัย ข้อมูลบิดเบือน สามารถแจ้งเบาะแส และตรวจสอบข่าวปลอมได้ที่ โทรสายด่วน 1111 ต่อ 87 (24 ชม.) หรือที่ | เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com | Line ID: @antifakenewscenter | Facebook : Anti-Fake News Center Thailand | X : @AFNCThailand | TikTok : @antifakenewscenter | IG : afnc_thailand/   -----------------------------------------------------------------


นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ ในฐานะโฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ฝ่ายข้าราชการประจำ กล่าวถึงผลการมอนิเตอร์และรับแจ้งข่าวปลอมของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมประเทศไทย (AFNC) ซึ่งเป็นไปตามนโยบายการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยความมั่นคงและภัยทางสังคมของนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) โดยยกระดับความสำคัญเรื่องการสร้างความตระหนักรู้เท่าทันภัยอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ข่าวปลอม และข้อมูลบิดเบือน   ทั้งนี้ ในวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2569 AFNC ได้ตรวจสอบพบข้อความทั้งหมด 164,146 ข้อความ โดยมีข้อความที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ (Verify) ทั้งสิ้น 5,403 ข้อความ สำหรับช่องทางที่มีการพบเบาะแสมากที่สุด คือ ข้อความที่มาจาก Social Listening 5,400 ข้อความ ตามมาด้วยช่องทาง Line Official 3 ข้อความ โดยเป็นเรื่องที่ต้องดำเนินการตรวจสอบทั้งหมด 31 เรื่อง ได้รับผลการตรวจสอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว 8 เรื่อง ในจำนวนนี้เป็นข่าวที่ได้รับความสนใจจากประชาชนมากที่สุด 8 เรื่อง ซึ่งเป็นข่าวจริง 3 เรื่อง ข่าวปลอม 5 เรื่อง ได้แก่   อันดับที่ 1 ข่าวจริง เรื่อง กกต. มีมติให้ออกเสียงลงคะแนนเลือกตั้งใหม่ กทม. หน่วยเลือกตั้งที่ 9 เขตเลือกตั้งที่ 15 แขวงคันนายาว   อันดับที่ 2 ข่าวปลอม เรื่อง พบไวรัสนิปาห์ในไทย ทั้งสิ้น 7 ราย   อันดับที่ 3 ข่าวจริง เรื่อง กัมพูชายื่นจดทะเบียน มหาสงกรานต์ กับองค์การ UNESCO   อันดับที่ 4 ข่าวปลอม เรื่อง ธ.ก.ส. เปิดโครงการช่วยเหลือผู้ที่มีอายุ 20 ปีขึ้นไป และรายได้ 9,000 บาท สามารถยื่นกู้ 50,000-2,000,000 บาท ผ่าน TikTok ชื่อ tkrxbzrb99d   อันดับที่ 5 ข่าวจริง เรื่อง กรมทรัพย์สินทางปัญญา ประกาศขึ้นทะเบียนสินค้า GI ส้มโอเวียงแก่น จ.เชียงราย   อันดับที่ 6 ข่าวปลอม เรื่อง เฟซบุ๊ก Pitsini Chotawanich เปิดรับคนงานไปทำงานที่ประเทศออสเตรเลีย ถูกต้องผ่านกระทรวงแรงงาน   อันดับที่ 7 ข่าวปลอม เรื่อง กรมการขนส่งทางบก เปิดรับทำใบขับขี่ทุกชนิด ผ่านเพจ รับทำใบขับขี่   อันดับที่ 8 ข่าวปลอม เรื่อง ผู้ที่สนใจลงทุน สามารถติดต่อเจ้าหน้าที่ฝ่ายบริการแนะนำการลงทุน ผ่านไลน์ที่รับรองโดย ก.ล.ต. ลงทะเบียนฟรี   สำหรับอันดับ 1 เป็นข่าวจริง : เรื่อง “กกต. มีมติให้ออกเสียงลงคะแนนเลือกตั้งใหม่ กทม. หน่วยเลือกตั้งที่ 9 เขตเลือกตั้งที่ 15 แขวงคันนายาว” กระทรวงดีอี ได้ตรวจสอบร่วมกับ สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง  (กกต.) ยืนยันเป็น “ข่าวจริง” จากเหตุการณ์ที่อยู่ระหว่างนับคะแนน หน่วยเลือกตั้งที่ 9 เขตเลือกตั้งที่ 15 แขวงคันนายาว เกิดพายุฝนฟ้าคะนองทำให้บัตรเลือกตั้งบางส่วนชำรุด และไม่สามารถนับคะแนนให้แล้วเสร็จได้ จึงมีคำสั่งงดนับคะแนน และให้จัดการออกเสียงเลือกตั้งและออกเสียงประชามติใหม่ โดยกำหนดให้มีการเลือกตั้งใหม่ในวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ได้ประกาศไว้แล้วในบางพื้นที่ ทั้งนี้การดำเนินการดังกล่าวอ้างอิงตามมาตรา 121 แห่ง พ.ร.บ.ว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. พ.ศ. 2561 และมาตรา 65 แห่ง พ.ร.บ.การออกเสียงประชามติ พ.ศ. 2564   อย่างไรก็ตาม กระทรวงดีอี มีความห่วงใยประชาชน เรื่องความตระหนักรู้เท่าทันข่าวปลอมที่ถูกแพร่กระจายบนสื่อออนไลน์ โซเชียล ซึ่งหากขาดความรู้เท่าทัน ส่งต่อข้อมูลข่าวปลอม ทำให้เกิดการหลงเชื่อ สร้างความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน สร้างความเสียหายต่อทรัพย์สิน หรือข้อมูลส่วนบุคคล และอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้าง  โดยขอให้ประชาชนเลือกเชื่อ เลือกแชร์ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ ซึ่งได้รับการเผยแพร่จากหน่วยงานที่เป็นทางการเท่านั้น และควรตรวจสอบข้อเท็จจริงของข่าวหรือลิงก์เว็บไซต์ให้แน่ชัด   หากประชาชน พบข่าวน่าสงสัย ข้อมูลบิดเบือน สามารถแจ้งเบาะแส และตรวจสอบข่าวปลอมได้ที่ โทรสายด่วน 1111 ต่อ 87 (24 ชม.) หรือที่ | เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com | Line ID: @antifakenewscenter | Facebook : Anti-Fake News Center Thailand | X : @AFNCThailand | TikTok : @antifakenewscenter | IG : afnc_thailand/   -----------------------------------------------------------

วันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2569 ว่าที่ ร.ต.ธนะสิทธิ์ เอี่ยมอนันชัย รองปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานการประชุมคณะทำงานขับเคลื่อนองค์กรคุณธรรม กระทรวงดีอี ครั้งที่ 1/2569 โดยมี นางสาวยุพาภรณ์ ศิริกิจพาณิชย์กูล ผู้ช่วยปลัดกระทรวงดีอี และผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ณ ห้องประชุม 2/11 ชั้น 2 กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

ช่วงเทศกาลตรุษจีนที่ควรเต็มไปด้วยความสุขและซองแดงแห่งโชคลาภ กลับกลายเป็นช่วงเวลาทองของโจรออนไลน์ฉวยโอกาสสร้าง “อั่งเปาทิพย์” หลอกลวงประชาชนให้กดลิงก์ รับเงินปลอม สูญเงินจริง หลายรายสูญเงินเก็บทั้งปีเพียงเพราะเชื่อข้อความไม่กี่บรรทัด   ปีนี้ภัยออนไลน์มาในรูปแบบแนบเนียนยิ่งกว่าเดิม ทั้งปลอมโลโก้หน่วยงานรัฐ ปลอมเพจองค์กรดัง ส่งลิงก์ผ่าน SMS และโซเชียลมีเดีย พร้อมข้อความชวนเชื่อว่า “แจกอั่งเปาฟรี ฉลองตรุษจีน” หากเผลอกด อาจไม่ใช่โชคดีที่ได้ แต่เป็นหนี้ที่ต้องชดใช้   กลโกง “อั่งเปาทิพย์” มาในรูปแบบไหน? มิจฉาชีพมักใช้วิธีการดังนี้ • ส่ง SMS หรือข้อความผ่านแอปฯ แอบอ้างชื่อหน่วยงาน  • อ้างแจก “อั่งเปาออนไลน์” มูลค่า 500 – 5,000 บาท • แนบลิงก์ปลอมให้กรอกข้อมูลส่วนตัว เลขบัตรประชาชน รหัส OTP หรือข้อมูลบัญชีธนาคาร เมื่อเหยื่อกรอกข้อมูลครบ เงินในบัญชีอาจถูกดูดออกทันที หรือถูกนำข้อมูลไปสวมรอยกู้เงินออนไลน์   ทำไมช่วงตรุษจีนจึงเสี่ยงสูง? เทศกาลตรุษจีนเป็นช่วงที่คนไทยเชื้อสายจีนและประชาชนทั่วไปจับจ่ายใช้สอยสูง ความเชื่อเรื่องโชคลาภและอั่งเปาทำให้หลายคนเปิดรับ “โอกาสดี” มากกว่าปกติ มิจฉาชีพจึงใช้จังหวะนี้สร้างเรื่องราวให้ดูน่าเชื่อถือ เช่น • ฉลองปีมังกร แจกอั่งเปาเสริมดวง • แจกของขวัญพิเศษจำนวนจำกัด • ต้องกดรับสิทธิ์ภายใน 24 ชั่วโมง ยิ่งเร่งเวลา เหยื่อยิ่งขาดสติ   สัญญาณเตือนว่าอาจเป็นมิจฉาชีพ • ลิงก์เว็บไซต์สะกดแปลกๆ ไม่ใช่โดเมนทางการ • ขอข้อมูลลับ เช่น รหัส OTP หรือรหัสผ่าน • ใช้ถ้อยคำเร่งรีบ “ด่วนที่สุด” “สิทธิ์ใกล้หมด” • ไม่มีประกาศบนเว็บไซต์หลักของหน่วยงานนั้นจริง โปรดจำไว้ว่า หน่วยงานรัฐและธนาคารจะไม่ขอรหัส OTP ผ่านลิงก์หรือแชตส่วนตัว   ตัวอย่างจริง ใช้ข้อความล่อใจ “คุณคือผู้โชคดีได้รับอั่งเปาฟรี”  ผู้เสียหายรายนี้เป็นผู้หญิง อายุ 55 ปี ได้รับ SMS ระบุว่าเป็นกิจกรรมพิเศษฉลองตรุษจีนจากหน่วยงานราชการแห่งหนึ่ง ระบุข้อความว่า “รับอั่งเปา 888 บาท เสริมดวงปีใหม่จีน จำกัด 5,000 สิทธิ์ คลิกด่วน” ด้วยความเชื่อว่าเป็นโครงการส่งเสริมเศรษฐกิจ และเห็นโลโก้หน่วยงานชัดเจน ผู้เสียหายจึงกดลิงก์เข้าไปยังเว็บไซต์ที่หน้าตาคล้ายเว็บราชการ มีตราสัญลักษณ์และภาพผู้บริหารประกอบ  จากนั้นระบบแจ้งว่า “ยืนยันตัวตนเพื่อรับสิทธิ์” และส่งรหัส OTP เข้ามือถือ ภายในเวลาไม่ถึง 10 นาที หลังกรอกรหัส OTP เงินในบัญชีถูกโอนออก 3 ครั้ง รวม 98,000 บาท เมื่อรู้ตัวว่าโดนหลอก ผู้เสียหายรีบโทรแจ้ง 1441 ทันที เพื่อให้เจ้าหน้าที่ AOC ประสานธนาคารระงับบัญชีปลายทาง    วิธีป้องกันตัวไม่ให้ตกเป็นเหยื่อ 1. อย่ากดลิงก์จากข้อความที่ไม่รู้จัก 2. ตรวจสอบข้อมูลจากเว็บไซต์ทางการโดยตรง 3. ตั้งค่าความปลอดภัยสองชั้นในแอปธนาคาร 4. หากสงสัย โทรสอบถาม Call Center ของหน่วยงานนั้นทันที 5. แจ้งความออนไลน์ผ่าน สำนักงานตำรวจแห่งชาติ หรือสายด่วน AOC 1441 (ศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี) ตลอด 24 ชั่วโมง   รับอั่งเปาอย่างมีสติและไม่ประมาท ตรุษจีนควรเป็นเทศกาลแห่งความสุข ไม่ใช่จุดเริ่มต้นของหนี้สินและความเครียด ก่อนจะกดลิงก์ใดๆ ให้ตั้งสติและตรวจสอบทุกครั้ง เพราะ “อั่งเปาออนไลน์” ที่ดูเหมือนเงินฟรี อาจเป็นกับดักที่ทำให้หมดตัว   ตรุษจีนนี้ เป็นช่วงเวลาแห่งความสุขของครอบครัว ขอให้ทุกคนโชคดี มีสติ และปลอดภัยจากมิจฉาชีพทั้งทางออนไลน์และออฟไลน์ เพื่อป้องกันความสูญเสียที่อาจเกิดขึ้นโดยไม่คาดคิด แต่หากเกิดเหตุ อย่ารอช้า โทร 1441 ทันที เพื่อหยุดเส้นทางเงิน ก่อนจะสายเกินแก้   ---------------------------------------------------------------

นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ ในฐานะโฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ฝ่ายข้าราชการประจำ กล่าวถึงผลการมอนิเตอร์และรับแจ้งข่าวปลอมของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมประเทศไทย (AFNC) ซึ่งเป็นไปตามนโยบายการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยความมั่นคงและภัยทางสังคมของนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) โดยยกระดับความสำคัญเรื่องการสร้างความตระหนักรู้เท่าทันภัยอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ข่าวปลอม และข้อมูลบิดเบือน ทั้งนี้ในวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2569 AFNC ได้ตรวจสอบพบข้อความทั้งหมด 164,553 ข้อความ โดยมีข้อความที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ (Verify) ทั้งสิ้น 16,694 ข้อความ สำหรับช่องทางที่มีการพบเบาะแสมากที่สุด คือ ข้อความที่มาจาก Social Listening 16,689 ข้อความ ตามมาด้วยช่องทาง Line Official 5 ข้อความ โดยเป็นเรื่องที่ต้องดำเนินการตรวจสอบทั้งหมด 39 เรื่อง ได้รับผลการตรวจสอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว 9 เรื่องในจำนวนนี้เป็นข่าวที่ได้รับความสนใจจากประชาชนมากที่สุด 8 เรื่อง ซึ่งเป็นข่าวจริง 1 เรื่อง ข่าวปลอม 7 เรื่อง ได้แก่ อันดับที่ 1 ข่าวจริง เรื่อง ท้องผูกทำให้ปวดหลังได้ เพราะแรงเบ่ง แรงดันในช่องท้องสูง อันดับที่ 2 ข่าวปลอม เรื่อง ไทยนำวัฒนธรรมอาหารของกัมพูชาที่เรียกว่า ตำขอม ไปใช้เรียกเป็น ตำไทย อันดับที่ 3 ข่าวปลอม เรื่อง เปิดรับทำใบขับขี่เร่งด่วนถูกกฎหมาย ใบอนุญาตรูปแบบใหม่ ผ่านบัญชี TikTok : anwrymjqsqz ผ่านกรมการขนส่งทางบก อันดับที่ 4 ข่าวปลอม เรื่อง ปปง.ยึดเรือยอชต์เครือข่ายสแกมเมอร์ข้ามชาติมูลค่า 1,125 ล้านบาท เปิดให้ผู้เสียหายส่งเอกสารรับเงินคืนผ่านเพจ ทนายนัท ณัฐพงศ์ อันดับที่ 5 ข่าวปลอม เรื่อง รัฐบาลอนุมัติโครงการคนละครึ่ง เฟส 2 อันดับที่ 6 ข่าวปลอม เรื่อง สถาบันคุ้มครองเงินฝาก มอบสิทธิ์และความคุ้มครองผ่านช่องทางไลน์ อันดับที่ 7 ข่าวปลอม เรื่อง ไลน์ผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุน Traditional และ Digital Asset ได้รับอนุญาตจาก ก.ล.ต. อันดับที่ 8 ข่าวปลอม เรื่อง ผลิตภัณฑ์ MOBILITY ช่วยรักษากระดูกทับเส้น ไม่ต้องผ่าตัด และ ผลิตภัณฑ์ FLEXORIN ช่วยหยุดอาการปวดข้อและปวดเข่าได้ ผลิตโดยรองเจ้าอาวาสวัดป่าสว่างบุญ สำหรับอันดับ 1 เป็นข่าวจริง : เรื่อง “ท้องผูกทำให้ปวดหลังได้ เพราะแรงเบ่ง แรงดันในช่องท้องสูง” กระทรวงดีอี ได้ตรวจสอบร่วมกับ โรงพยาบาลราชวิถี กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ยืนยันเป็น “ข่าวจริง” โดยเวลาท้องผูก คนมักต้องเบ่งแรงและนาน ทำให้แรงดันในช่องท้องเพิ่มขึ้น (Valsalva maneuver) ส่งผลให้แรงกดและการเกร็งของกล้ามเนื้อรอบกระดูกสันหลังส่วนเอวเพิ่มขึ้น จึงอาจทำให้เกิดอาการตึงหรือปวดหลังช่วงล่างได้ โดยเฉพาะในผู้ที่มีภาวะหมอนรองกระดูกเสื่อมหรือทับเส้นประสาทอยู่เดิม ซึ่งแรงดันที่เพิ่มขึ้นอาจกระตุ้นให้เกิดอาการปวดร้าวหรือชามากขึ้น อย่างไรก็ตาม กระทรวงดีอี มีความห่วงใยประชาชน เรื่องความตระหนักรู้เท่าทันข่าวปลอมที่ถูกแพร่กระจายบนสื่อออนไลน์ โซเชียล ซึ่งหากขาดความรู้เท่าทัน ส่งต่อข้อมูลข่าวปลอม ทำให้เกิดการหลงเชื่อ สร้างความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน สร้างความเสียหายต่อทรัพย์สิน หรือข้อมูลส่วนบุคคล และอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้าง  โดยขอให้ประชาชนเลือกเชื่อ เลือกแชร์ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ ซึ่งได้รับการเผยแพร่จากหน่วยงานที่เป็นทางการเท่านั้น และควรตรวจสอบข้อเท็จจริงของข่าวหรือลิงก์เว็บไซต์ให้แน่ชัด หากประชาชน พบข่าวน่าสงสัย ข้อมูลบิดเบือน สามารถแจ้งเบาะแส และตรวจสอบข่าวปลอมได้ที่ โทรสายด่วน 1111 ต่อ 87 (24 ชม.) หรือที่| เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com| Line ID: @antifakenewscenter| Facebook : Anti-Fake News Center Thailand| X : @AFNCThailand| TikTok : @antifakenewscenter| IG : afnc_thailand/ ---------------------------------------------------

นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ ในฐานะโฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ฝ่ายข้าราชการประจำ กล่าวถึงผลการมอนิเตอร์และรับแจ้งข่าวปลอมของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมประเทศไทย (AFNC) ซึ่งเป็นไปตามนโยบายการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยความมั่นคงและภัยทางสังคมของนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) โดยยกระดับความสำคัญเรื่องการสร้างความตระหนักรู้เท่าทันภัยอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ข่าวปลอม และข้อมูลบิดเบือน ทั้งนี้ ในวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2569 AFNC ได้ตรวจสอบพบข้อความทั้งหมด 164,517 ข้อความ โดยมีข้อความที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ (Verify) ทั้งสิ้น 5,147 ข้อความ สำหรับช่องทางที่มีการพบเบาะแสมากที่สุด คือ ข้อความที่มาจาก Social Listening 5,134 ข้อความ ตามมาด้วยช่องทาง Website 10 ข้อความ และช่องทาง Line Official 3 ข้อความ โดยเป็นเรื่องที่ต้องดำเนินการตรวจสอบทั้งหมด 37 เรื่อง ได้รับผลการตรวจสอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว 12 เรื่อง ในจำนวนนี้เป็นข่าวที่ได้รับความสนใจจากประชาชนมากที่สุด 8 เรื่อง ซึ่งเป็นข่าวจริง 3 เรื่อง ข่าวปลอม 5 เรื่อง ได้แก่ อันดับที่ 1 ข่าวปลอม เรื่อง แม่นาค คือตำนานพื้นบ้านของเขมร มีชื่อเดิมว่า แม่นาคพระตะบอง อันดับที่ 2 ข่าวปลอม เรื่อง ก.ล.ต. เปิดเว็บไซต์ทางการใหม่ อันดับที่ 3 ข่าวจริง เรื่อง ทุนยากจนพิเศษ กสศ. รอบที่ 3 จะได้รับภายในวันที่ 18 ก.พ. - 9 มี.ค. 69 อันดับที่ 4 ข่าวปลอม เรื่อง กรมการขนส่งทางบก เปิดรับทำใบขับขี่ทุกชนิด ผ่านเพจ DLT กรมการขนส่งทางบก รับทำใบขับขี่ทุกชนิด อันดับที่ 5 ข่าวจริง เรื่อง ครม. มีมติให้คาร์บอนเครดิต เป็นสินทรัพย์ที่ซื้อขายผ่านตลาดทุนไทยได้ อันดับที่ 6 ข่าวปลอม เรื่อง ผู้นำรัสเซียพร้อมหนุนไทย สร้างกำแพงตลอดแนวชายแดน เพื่อป้องกันผู้รุกราน อันดับที่ 7 ข่าวจริง เรื่อง ลาว เสนอขึ้นทะเบียน “ลาบ” เป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของโลกต่อยูเนสโก อันดับที่ 8 ข่าวปลอม เรื่อง เลือกตั้ง 69 พบบัตรเขย่งกว่า 3 แสนใบ สูงสุดในประวัติศาสตร์ สำหรับอันดับ 1 เป็นข่าวปลอม : เรื่อง “แม่นาค คือตำนานพื้นบ้านของเขมร มีชื่อเดิมว่า แม่นาคพระตะบอง” กระทรวงดีอี ได้ตรวจสอบร่วมกับ กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม ยืนยันเป็น “ข่าวปลอม” โดยตรวจค้นข้อมูลจากแหล่งอ้างอิงทางวิชาการและสื่อวัฒนธรรมที่เชื่อถือได้ ไม่ปรากฏหลักฐานใดที่ยืนยันว่า “แม่นาค” เป็นตำนานพื้นบ้านของกัมพูชา หรือมีชื่อดั้งเดิมว่า “แม่นาคพระตะบอง” ตามที่มีการกล่าวอ้างในสื่อสังคมออนไลน์ โดยตำนาน “แม่นาคพระโขนง” ได้รับการบันทึกและรับรู้ในฐานะคติชนพื้นบ้านของไทยมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งมีบริบทเชื่อมโยงกับพื้นที่พระโขนง กรุงเทพมหานคร และปรากฏอยู่ในงานวรรณกรรม ภาพยนตร์ และงานศึกษาด้านคติชนวิทยาของไทยอย่างชัดเจน ขณะที่แหล่งข้อมูลทางวิชาการระดับสากลและเอกสารด้านวัฒนธรรมของกัมพูชาไม่พบการกล่าวถึงตำนานดังกล่าวในชื่อหรือบริบทที่อ้างถึง ดังนั้น ข้อกล่าวอ้างว่า เรื่องแม่นาคมีต้นกำเนิดจากกัมพูชา จึงไม่ปรากฏหลักฐานรองรับในเชิงประวัติศาสตร์หรือคติชนวิทยาอย่างเป็นรูปธรรม ข้อความดังกล่าวมีลักษณะเป็นการเผยแพร่ข้อมูลที่ขาดการอ้างอิงจากแหล่งวิชาการที่ตรวจสอบได้ และอาจก่อให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนในประเด็นทางวัฒนธรรม อย่างไรก็ตาม กระทรวงดีอี มีความห่วงใยประชาชน เรื่องความตระหนักรู้เท่าทันข่าวปลอมที่ถูกแพร่กระจายบนสื่อออนไลน์ โซเชียล ซึ่งหากขาดความรู้เท่าทัน ส่งต่อข้อมูลข่าวปลอม ทำให้เกิดการหลงเชื่อ สร้างความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน สร้างความเสียหายต่อทรัพย์สิน หรือข้อมูลส่วนบุคคล และอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้าง  โดยขอให้ประชาชนเลือกเชื่อ เลือกแชร์ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ ซึ่งได้รับการเผยแพร่จากหน่วยงานที่เป็นทางการเท่านั้น และควรตรวจสอบข้อเท็จจริงของข่าวหรือลิงก์เว็บไซต์ให้แน่ชัด หากประชาชน พบข่าวน่าสงสัย ข้อมูลบิดเบือน สามารถแจ้งเบาะแส และตรวจสอบข่าวปลอมได้ที่ โทรสายด่วน 1111 ต่อ 87 (24 ชม.) หรือที่| เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com| Line ID: @antifakenewscenter| Facebook : Anti-Fake News Center Thailand| X : @AFNCThailand| TikTok : @antifakenewscenter| IG : afnc_thailand/ ------------------------------------------------------

วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2568 นายพชร อนันตศิลป์ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) พร้อมด้วยนางสาวชมภารี ชมภูรัตน์ รองปลัดกระทรวงดีอี และ ผศ.(พิเศษ) ดร.นพ.พลวรรธน์ วิทูรกลชิต ผู้ตรวจราชการกระทรวงดีอี ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมการดำเนินโครงการ 1 ตำบล 1 ดิจิทัล (One Tambon One Digital: OTOD#2) ณ วิสาหกิจชุมชนแปรรูปสินค้าทางการเกษตรบ้านสุขเจริญ อ.เมือง จ.นครพนม และศูนย์ดิจิทัลชุมชนวิทยาลัยธาตุพนม อ.ธาตุพนม จ.นครพนม  นายพชร กล่าวว่า กระทรวงดีอีให้ความสำคัญกับการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน ลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม ผ่านการสนับสนุนการเข้าถึงเทคโนโลยีขั้นพื้นฐาน อินเทอร์เน็ต เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ข้อมูลและบริการต่าง ๆ ด้านดิจิทัล รวมทั้งการสร้างความเชื่อมั่นในการใช้งานดิจิทัลของประชาชนอย่างมีประสิทธิภาพ ในทุกพื้นที่ทั่วประเทศ โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างเศรษฐกิจและสังคมดิจิทัลอย่างปลอดภัยและสร้างสรรค์ ในส่วนของพื้นที่ จ.นครพนม กระทรวงดีอี โดย สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล หรือ ดีป้า ได้ให้การสนับสนุนด้านเกษตรอัจฉริยะผ่านการส่งเสริมการใช้งานระบบบริหารจัดการแปลงเกษตรอัตโนมัติ ซึ่งประกอบด้วย IoT Smart Farm และโรงเรือนมุ้งกันแมลง ขนาด 6x20 เมตร ในโครงการโรงเพาะหน่อกล้วยบ้านสุขเจริญ ของวิสาหกิจชุมชนแปรรูปสินค้าทางการเกษตรบ้านสุขเจริญ ภายใต้โครงการ 1 ตำบล 1 ดิจิทัล (One Tambon One Digital: OTOD#2) เพื่อยกระดับการปลูกและเพาะหน่อกล้วย แก้ไขปัญหาด้านโรคพืช แมลง และสภาพอากาศที่แปรปรวน เพื่อให้สามารถจำหน่ายผลผลิตได้ตลอดทั้งปี ซึ่งระบบบริหารจัดการแปลงเกษตรอัตโนมัติได้รับการพัฒนาโดย บริษัท น้องหมีใหญ่ โปรดักชั่น จำกัด ผู้ให้บริการดิจิทัล (Digital Provider) ที่ได้รับเครื่องหมาย dSURE และขึ้นทะเบียนบนบัญชีบริการดิจิทัล (Thailand Digital Catalog) จาก ดีป้า สำหรับโครงการ OTOD#2 เป็นโครงการที่มุ่งกระตุ้นให้เกิดการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในระดับชุมชนอย่างยั่งยืน ภายใต้แนวคิด “ชุมชนคิดเอง เลือกเอง ใช้เองอย่างเข้าใจ” ครอบคลุมตั้งแต่การยกระดับทักษะด้านเทคโนโลยีการเกษตรแก่กลุ่มเกษตรกร ชุมชน และกลุ่มอื่น ๆ ทักษะการบริหารจัดการกระบวนการการผลิตให้มีประสิทธิภาพ ลดต้นทุน เพิ่มรายได้ พร้อมสนับสนุนเทคโนโลยีดิจิทัลที่ผ่านการรับรองมาตรฐานสากลและได้รับเครื่องหมาย dSURE และขึ้นทะเบียนบนบัญชีบริการดิจิทัล โดยโครงการมีการประมาณการผลกระทบทางเศรษฐกิจไว้ที่ 500 ล้านบาท จากการส่งเสริมและพัฒนาทักษะด้านต่างๆให้ เกษตรกร และธุรกิจที่เกี่ยวข้อง ขณะเดียวกัน กระทรวงดีอี ได้ตรวจเยี่ยมการดำเนินงานของศูนย์ดิจิทัลชุมชนวิทยาลัยธาตุพนม อ.ธาตุพนม จ.นครพนม ที่ดำเนินการโดย สำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สดช.) หรือ BDE ซึ่งจัดตั้งขึ้นเพื่อส่งเสริมการเข้าถึงและสร้างความเชื่อมั่นการใช้งานเทคโนโลยีดิจิทัลของประชาชน ยกระดับคุณภาพชีวิต และลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงเทคโนโลยี โดยเป็นแหล่งเรียนรู้ทักษะดิจิทัล เสริมสร้างความรู้เท่าทันเทคโนโลยี รวมถึงเป็นจุดให้บริการข้อมูลข่าวสารและบริการของภาครัฐให้นักศึกษา และประชาชน พร้อมทั้งรองรับการใช้งานด้านการอบรมส่งเสริมความรู้ด้านดิจิทัลให้กับประชาชน ด้านภาพรวมของศูนย์ดิจิทัลชุมชนทั่วประเทศ ปัจจุบันมีจำนวนศูนย์ดิจิทัลชุมชนในพื้นที่ 77 จังหวัดทั้งหมด 2,222 ศูนย์ มีผู้เข้าใช้บริการเป็นจำนวนทั้งหมดกว่า 15 ล้านครั้ง “กระทรวงดีอี มุ่งมั่นส่งเสริมการสร้างความตระหนักรู้ และความเชื่อมั่นด้านการใช้งานเทคโนโลยีดิจิทัลให้กับประชาชน ทั้งด้านการสนับสนุนการใช้งานเทคโนโลยีเพื่อการประกอบอาชีพ การเกษตร และธุรกิจที่เกี่ยวข้อง การยกระดับคุณภาพชีวิต และลดความเหลื่อมล้ำของประชาชน ผ่านการอบรม ให้ความรู้ และสร้างการเข้าถึงเทคโนโลยีให้กับประชาชนในพื้นที่ชุมชนทั่วประเทศ โดยมีเป้าหมายเพื่อการสร้างเศรษฐกิจและสังคมดิจิทัลของประเทศอย่างมั่นคงและยั่งยืน” นายพชร กล่าว ---------------------------------------------

icon-sitemap    std-w1    std-w2    WCAG 2.0 (Level AA)
จำนวนผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์ Loading...


กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

เลขที่ 120 หมู่ 3 ชั้น 8-11 ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 (อาคาร ซี) ซอยแจ้งวัฒนะ 7 ถนนแจ้งวัฒนะ แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ 10210

facebook
instagram
twitter
youtube
rss
tiktok
threads
Icon Q&A
black ribbon.