Logo DE Ministry.
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
Ministry of Digital Economy and Society
Logo DE Ministry.
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
Ministry of Digital Economy and Society
ตัวช่วยเหลือในการเข้าถึงเว็บไซต์
ค้นหา



นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ ในฐานะโฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ฝ่ายข้าราชการประจำ กล่าวถึงผลการมอนิเตอร์และรับแจ้งข่าวปลอมของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมประเทศไทย (AFNC) ซึ่งเป็นไปตามนโยบายการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยความมั่นคงและภัยทางสังคมของนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) โดยยกระดับความสำคัญเรื่องการสร้างความตระหนักรู้เท่าทันภัยอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ข่าวปลอม และข้อมูลบิดเบือน ทั้งนี้ ในวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2569 AFNC ได้ตรวจสอบพบข้อความทั้งหมด 165,380 ข้อความ โดยมีข้อความที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ (Verify) ทั้งสิ้น 2,760 ข้อความ สำหรับช่องทางที่มีการพบเบาะแสมากที่สุด คือ ข้อความที่มาจาก Social Listening 2,758 ข้อความ ตามมาด้วยช่องทาง Line Official 2 ข้อความ โดยเป็นเรื่องที่ต้องดำเนินการตรวจสอบทั้งหมด 25 เรื่อง ได้รับผลการตรวจสอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว 13 เรื่อง ในจำนวนนี้เป็นข่าวที่ได้รับความสนใจจากประชาชนมากที่สุด 8 เรื่อง ซึ่งเป็นข่าวจริง 1 เรื่อง ข่าวปลอม 7 เรื่อง ได้แก่ อันดับที่ 1 ข่าวปลอม เรื่อง กกต. เผาบัตรเลือกตั้งที่เหลือ โดยที่ยังไม่ได้มีการตรวจสอบจำนวนที่ถูกต้อง อันดับที่ 2 ข่าวปลอม เรื่อง กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เปิดบริการให้ประชาชน ผ่านไลน์ชื่อ กระทรวงดีอีเอส อันดับที่ 3 ข่าวปลอม เรื่อง ธ.ก.ส. แจ้งยกเลิกจ่ายเงินสมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์ ทั่วประเทศ ทุกกลุ่ม อันดับที่ 4 ข่าวปลอม เรื่อง ชาวบ้าน จ.แม่ฮ่องสอน จะไม่ให้ความร่วมมือในการแก้ปัญหาไฟป่า หากกรมอุทยานฯ ไม่เปิดให้ใช้ถนน อันดับที่ 5 ข่าวจริง เรื่อง NARIT รับสัญญาณแรกของดาวเทียม KNACKSAT-2 ได้สำเร็จ หลังปล่อยสู่อวกาศ อันดับที่ 6 ข่าวปลอม เรื่อง บก.สอท.2 เปิดให้ประชาชนติดต่อสอบถามข้อมูลการเอายอดเสียหายคืน ผ่านเพจ OpenView News อันดับที่ 7 ข่าวปลอม เรื่อง 26 ก.พ. 69 ชาวกัมพูชา หนีตายทะลักเข้าไทย จำนวน 4.2 แสนคนอันดับที่ 8 ข่าวปลอม เรื่อง MEA ส่งอีเมลแจ้งรับเงินคืน จากการชำระค่าไฟฟ้าเกินระยะเวลา 3 เดือน สำหรับอันดับ 1 เป็นข่าวปลอม : เรื่อง “กกต. เผาบัตรเลือกตั้งที่เหลือ โดยที่ยังไม่ได้มีการตรวจสอบจำนวนที่ถูกต้อง” กระทรวงดีอี ได้ตรวจสอบร่วมกับ สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง ยืนยันเป็น “ข่าวปลอม” ซึ่งการดำเนินการเกี่ยวกับบัตรเลือกตั้งทุกขั้นตอนเป็นไปตามระเบียบที่กำหนดไว้อย่างเคร่งครัด การทำลายบัตรเลือกตั้งไม่ใช่การกระทำโดยพลการ แต่มีหลักเกณฑ์ที่ชัดเจนเพื่อรักษาความโปร่งใส โดยตามระเบียบฯ บัตรเลือกตั้งและเอกสารที่เกี่ยวข้องจะถูกเก็บรักษาไว้อย่างน้อย 2 ปีนับจากวันเลือกตั้ง และจะทำลายได้ก็ต่อเมื่อผลการเลือกตั้งได้รับการประกาศแล้ว ไม่มีเรื่องร้องคัดค้าน หรือคดีความต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องได้สิ้นสุดลงแล้วเท่านั้น อย่างไรก็ตาม กระทรวงดีอี มีความห่วงใยประชาชน เรื่องความตระหนักรู้เท่าทันข่าวปลอมที่ถูกแพร่กระจายบนสื่อออนไลน์ โซเชียล ซึ่งหากขาดความรู้เท่าทัน ส่งต่อข้อมูลข่าวปลอม ทำให้เกิดการหลงเชื่อ สร้างความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน สร้างความเสียหายต่อทรัพย์สิน หรือข้อมูลส่วนบุคคล และอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้าง  โดยขอให้ประชาชนเลือกเชื่อ เลือกแชร์ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ ซึ่งได้รับการเผยแพร่จากหน่วยงานที่เป็นทางการเท่านั้น และควรตรวจสอบข้อเท็จจริงของข่าวหรือลิงก์เว็บไซต์ให้แน่ชัด หากประชาชน พบข่าวน่าสงสัย ข้อมูลบิดเบือน สามารถแจ้งเบาะแส และตรวจสอบข่าวปลอมได้ที่ โทรสายด่วน 1111 ต่อ 87 (24 ชม.) หรือที่| เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com| Line ID: @antifakenewscenter| Facebook : Anti-Fake News Center Thailand| X : @AFNCThailand| TikTok : @antifakenewscenter| IG : afnc_thailand/ ----------------------------------------------------

นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ ในฐานะโฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ฝ่ายข้าราชการประจำ กล่าวถึงผลการมอนิเตอร์และรับแจ้งข่าวปลอมของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมประเทศไทย (AFNC) ซึ่งเป็นไปตามนโยบายการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยความมั่นคงและภัยทางสังคมของนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) โดยยกระดับความสำคัญเรื่องการสร้างความตระหนักรู้เท่าทันภัยอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ข่าวปลอม และข้อมูลบิดเบือน ทั้งนี้ ในวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2569 AFNC ได้ตรวจสอบพบข้อความทั้งหมด 165,459 ข้อความ โดยมีข้อความที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ (Verify) ทั้งสิ้น 3,960 ข้อความ สำหรับช่องทางที่มีการพบเบาะแสมากที่สุด คือ ข้อความที่มาจาก Social Listening 3,958 ข้อความ ตามมาด้วยช่องทาง Line Official 2 ข้อความ โดยเป็นเรื่องที่ต้องดำเนินการตรวจสอบทั้งหมด 32 เรื่อง ได้รับผลการตรวจสอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว 14 เรื่อง ในจำนวนนี้เป็นข่าวที่ได้รับความสนใจจากประชาชนมากที่สุด 8 เรื่อง ซึ่งเป็นข่าวจริง 3 เรื่อง ข่าวปลอม 5 เรื่อง ได้แก่ อันดับที่ 1 ข่าวจริง เรื่อง เจ้าหน้าที่รัฐ ลาเข้าร่วมโครงการบวชเพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระพันปีหลวงฯ ได้โดยไม่ถือเป็นวันลา อันดับที่ 2 ข่าวจริง เรื่อง 28 ก.พ. - 3 มี.ค. 69 เตรียมรับมืออากาศร้อนภาคเหนือ อีสาน กลาง และตะวันออก อุณหภูมิจะสูงขึ้นต่อเนื่อง อันดับที่ 3 ข่าวปลอม เรื่อง ไฟป่าที่ลุกลามในกัมพูชา มีต้นตอมาจากการกระทำของทหารไทยที่ลักลอบจุดไฟเผาป่า อันดับที่ 4 ข่าวจริง เรื่อง ทหารไทยประสบเหตุเหยียบกับระเบิด พื้นที่ช่องระยี อ.กาบเชิง จ.สุรินทร์ อันดับที่ 5 ข่าวปลอม เรื่อง โบรกเกอร์ที่ผ่านการรับรองจาก ก.ล.ต. คอยดูแล ปชช. โดยแนะนำการลงทุนผ่านไลน์ อันดับที่ 6 ข่าวปลอม เรื่อง ชาวกัมพูชาซื้อสัญชาติลาว เพื่อเดินทางเข้าไทย อันดับที่ 7 ข่าวปลอม เรื่อง ไทยลักลอบค้าขายกับกัมพูชา เงินสะพัด 5 พันล้าน อันดับที่ 8 ข่าวปลอม เรื่อง กระทรวงการคลัง ส่งอีเมลแจ้งสิทธิ์โครงการคนละครึ่งให้กับประชาชน สำหรับอันดับ 1 เป็นข่าวจริง : เรื่อง เจ้าหน้าที่รัฐ ลาเข้าร่วมโครงการบวชเพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระพันปีหลวงฯ ได้โดยไม่ถือเป็นวันลา” กระทรวงดีอี ได้ตรวจสอบร่วมกับ เพจ ไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล ยืนยันเป็น “ข่าวจริง”  โดยในการประชุม ครม. เมื่อวันที่ 17 ก.พ. 69 มีมติเห็นชอบให้ข้าราชการทุกประเภท พนักงานราชการ ลูกจ้างประจำ ลูกจ้างชั่วคราวของส่วนราชการ หน่วยงานของรัฐ และพนักงานรัฐวิสาหกิจ ลาเข้าร่วมโครงการบรรพชาอุปสมบทหมู่ 93 รูป เพื่อน้อมอุทิศถวายพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง องค์พระบรมราชินูปถัมภ์มูลนิธิร่วมจิตต์น้อมเกล้าฯ เพื่อเยาวชนฯ ระหว่างวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2569 ถึงวันที่ 9 มีนาคม 2569  จำนวน 10  วัน โดยไม่ถือเป็นวันลา อย่างไรก็ตาม กระทรวงดีอี มีความห่วงใยประชาชน เรื่องความตระหนักรู้เท่าทันข่าวปลอมที่ถูกแพร่กระจายบนสื่อออนไลน์ โซเชียล ซึ่งหากขาดความรู้เท่าทัน ส่งต่อข้อมูลข่าวปลอม ทำให้เกิดการหลงเชื่อ สร้างความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน สร้างความเสียหายต่อทรัพย์สิน หรือข้อมูลส่วนบุคคล และอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้าง  โดยขอให้ประชาชนเลือกเชื่อ เลือกแชร์ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ ซึ่งได้รับการเผยแพร่จากหน่วยงานที่เป็นทางการเท่านั้น และควรตรวจสอบข้อเท็จจริงของข่าวหรือลิงก์เว็บไซต์ให้แน่ชัด หากประชาชน พบข่าวน่าสงสัย ข้อมูลบิดเบือน สามารถแจ้งเบาะแส และตรวจสอบข่าวปลอมได้ที่ โทรสายด่วน 1111 ต่อ 87 (24 ชม.) หรือที่| เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com| Line ID: @antifakenewscenter| Facebook : Anti-Fake News Center Thailand| X : @AFNCThailand| TikTok : @antifakenewscenter| IG : afnc_thailand/ --------------------------------------------------

นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ ในฐานะโฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ฝ่ายข้าราชการประจำ กล่าวถึงผลการมอนิเตอร์และรับแจ้งข่าวปลอมของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมประเทศไทย (AFNC) ซึ่งเป็นไปตามนโยบายการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยความมั่นคงและภัยทางสังคมของนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) โดยยกระดับความสำคัญเรื่องการสร้างความตระหนักรู้เท่าทันภัยอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ข่าวปลอม และข้อมูลบิดเบือน   ทั้งนี้ ในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 AFNC ได้ตรวจสอบพบข้อความทั้งหมด 165,371 ข้อความ โดยมีข้อความที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ (Verify) ทั้งสิ้น 2,134 ข้อความ สำหรับช่องทางที่มีการพบเบาะแสมากที่สุด คือ ข้อความที่มาจาก Social Listening 2,134 ข้อความ โดยเป็นเรื่องที่ต้องดำเนินการตรวจสอบทั้งหมด 34 เรื่อง ได้รับผลการตรวจสอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว 4 เรื่อง ในจำนวนนี้เป็นข่าวที่ได้รับความสนใจจากประชาชนมากที่สุด 8 เรื่อง ซึ่งเป็นข่าวจริง 3 เรื่อง ข่าวปลอม 3 เรื่อง ข่าวบิดเบือน 2 เรื่อง ได้แก่   อันดับที่ 1 ข่าวจริง เรื่อง หากสัมผัส ชำแหละหรือบริโภค สัตว์ที่ป่วยตายผิดปกติ อาจเสี่ยงติดเชื้อพิษสุนัขบ้า   อันดับที่ 2 ข่าวบิดเบือน เรื่อง กฎหมายใหม่ เปิดให้บริการต่ออายุใบขับขี่ออนไลน์ เริ่มวันที่ 4 มี.ค. 69   อันดับที่ 3 ข่าวปลอม เรื่อง ธ.กรุงไทย เปิดลงทะเบียนสินเชื่อ 70,000 บาท คืน 1,517 บาท ผ่าน TikTok rtisiivbdjs   อันดับที่ 4 ข่าวจริง เรื่อง ทบ. แจ้ง ยังไม่พบการเคลื่อนอาวุธ PHL-03 ของฝ่ายกัมพูชา   อันดับที่ 5 ข่าวปลอม เรื่อง รัฐฯ ปรับปรุงวาระดำรงตำแหน่ง กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ไม่เกิน 4 ปี   อันดับที่ 6 ข่าวจริง เรื่อง ครม. เห็นชอบราคาอ้อยขั้นต้นปี 2568/69 890 บาทต่อตัน ทั่วประเทศ   อันดับที่ 7 ข่าวปลอม เรื่อง เจ้าหน้าที่ฝ่ายบริการ เปิดไลน์ให้คำแนะนำเกี่ยวกับการลงทุน รับรองโดย ก.ล.ต.   อันดับที่ 8 ข่าวบิดเบือน เรื่อง กฟผ. จ่ายเงิน 18,374.17 ล้านบาทให้โรงไฟฟ้า IPP ที่ไม่มีกำลังการผลิตไฟฟ้าในปี 68   อันดับ 1 เป็นข่าวจริง : เรื่อง หากสัมผัส ชำแหละหรือบริโภค สัตว์ที่ป่วยตายผิดปกติ อาจเสี่ยงติดเชื้อพิษสุนัขบ้า กระทรวงดีอี ได้ตรวจสอบร่วมกับ กรมประชาสัมพันธ์ สำนักนายกรัฐมนตรี ยืนยันเป็น “ข่าวจริง” โดยรองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคพิษสุนัขบ้าในขณะนี้มีความน่ากังวล โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคตะวันออก ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคใต้ จากข้อมูลตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. - 20 ก.พ. 69 พบผู้เสียชีวิตแล้ว 1 ราย ที่ จ.ระยอง จากการสุ่มตรวจตัวอย่างสัตว์ทั่วประเทศ พบการติดเชื้อในสัตว์ถึง 50 ตัว ซึ่งส่วนใหญ่เป็นสุนัข   ดังนั้นรัฐบาลจึงขอความร่วมมือประชาชน ห้ามนำซากสัตว์ที่ตายโดยไม่ทราบสาเหตุ โดยเฉพาะโค-กระบือ มาชำแหละหรือบริโภคแบบดิบโดยเด็ดขาด เนื่องจากเชื้อพิษสุนัขบ้าสามารถติดต่อสู่คนได้ และหากผู้ติดเชื้อเริ่มแสดงอาการแล้ว จะเสียชีวิตทุกรายโดยไม่มีทางรักษา   สำหรับการป้องกันและเฝ้าระวัง หมั่นสังเกตสัตว์เลี้ยง หากมีอาการซึม ก้าวร้าว น้ำลายไหล หรือเดินเซ ให้รีบแจ้งเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์ทันที หากถูกกัดหรือข่วน ให้รีบล้างแผลด้วยน้ำสะอาดและสบู่ 15 นาที ใส่ยาฆ่าเชื้อ และรีบไปพบแพทย์เพื่อรับวัคซีนโดยเร็ว ปฏิบัติตามหลัก 5 ย. คือ "อย่าแหย่-อย่าเหยียบ-อย่าแยก-อย่าหยิบ-อย่ายุ่ง" ไม่แกล้ง ไม่เหยียบให้ตกใจ ไม่ใช้มือเปล่าแยกสุนัขที่กัดกัน ไม่หยิบชามอาหารขณะกิน และไม่ยุ่งกับสัตว์จรจัด  ทั้งนี้ เจ้าของสัตว์เลี้ยงควรนำสุนัขและแมวไปฉีดวัคซีนเป็นประจำทุกปี หากพบสัตว์สงสัยว่าเป็นโรค สามารถแจ้งปศุสัตว์ในพื้นที่ หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สายด่วนกรมควบคุมโรค โทร. 1422 หรือ สายด่วนกรมปศุสัตว์ โทร 06-3225-6888 ตลอด 24 ชั่วโมง   อย่างไรก็ตาม กระทรวงดีอี มีความห่วงใยประชาชน เรื่องความตระหนักรู้เท่าทันข่าวปลอมที่ถูกแพร่กระจายบนสื่อออนไลน์ โซเชียล ซึ่งหากขาดความรู้เท่าทัน ส่งต่อข้อมูลข่าวปลอม ทำให้เกิดการหลงเชื่อ สร้างความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน สร้างความเสียหายต่อทรัพย์สิน หรือข้อมูลส่วนบุคคล และอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้าง  โดยขอให้ประชาชนเลือกเชื่อ เลือกแชร์ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ ซึ่งได้รับการเผยแพร่จากหน่วยงานที่เป็นทางการเท่านั้น และควรตรวจสอบข้อเท็จจริงของข่าวหรือลิงก์เว็บไซต์ให้แน่ชัด   หากประชาชน พบข่าวน่าสงสัย ข้อมูลบิดเบือน สามารถแจ้งเบาะแส และตรวจสอบข่าวปลอมได้ที่ โทรสายด่วน 1111 ต่อ 87 (24 ชม.) หรือที่ | เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com | Line ID: @antifakenewscenter | Facebook : Anti-Fake News Center Thailand | X : @AFNCThailand | TikTok : @antifakenewscenter | IG : afnc_thailand/   -------------------------------------------------------------------

วันที่ 2 มีนาคม 2569 นางสาวยุพาภรณ์ ศิริกิจพาณิชย์กูล ผู้ช่วยปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานการประชุมคณะทำงานระบบบริหารจัดการความมั่นคงปลอดภัยสารสนเทศ ภายใต้โครงการพัฒนาระบบแจ้งเตือนฉุกเฉินแห่งชาติครั้งที่ 2/2569 ณ ห้องประชุม 10/10 กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

ใคร ๆ ก็รู้ว่าคนไทยจิตใจดี ใจบุญสุนทาน มีความโอบอ้อมอารี โจรก็รู้ จึงใช้โอกาสจากความใจดี มีเมตตา หลอกให้ทำบุญออนไลน์ โอนสร้างวัด ช่วยสัตว์ป่วยหนัก เพราะการทำบุญหรือร่วมบริจาคเงินช่วยเหลือผู้เดือดร้อนสามารถทำได้ง่ายเพียงปลายนิ้ว โอนผ่านแอปพลิเคชันธนาคาร (Mobile Banking) สแกน QR Code หรือกดลิงก์ผ่านเพจต่าง ๆ ความสะดวกเหล่านี้แม้จะช่วยให้การช่วยเหลือ ทำบุญทำได้ง่าย แต่ในอีกด้านหนึ่ง ก็กลายเป็น “ช่องทางทำมาหากิน” ของมิจฉาชีพเช่นกัน   ปัจจุบันพบว่ามีกลุ่มมิจฉาชีพแอบอ้างเป็นมูลนิธิ โรงพยาบาล วัด หรือแม้แต่กรณีผู้ป่วยฉุกเฉิน เด็กกำพร้า และสัตว์ที่ได้รับบาดเจ็บ เพื่อเปิดรับบริจาคผ่านช่องทางออนไลน์ โดยอาศัยความสงสารและความตั้งใจดีของประชาชนเป็นเครื่องมือ   ใจบุญ…อาจกลายเป็นช่องทางให้มิจฉาชีพล่อลวงหากไม่ระมัดระวัง   มิจฉาชีพมักสร้างเรื่องราวที่สะเทือนใจ เช่น  • เด็กป่วยต้องการเงินผ่าตัดด่วน  • ครอบครัวประสบอุบัติเหตุ ไม่มีเงินรักษา  • ขอรับบริจาคช่วยเหลือผู้ประสบภัย   โพสต์เหล่านี้มักแนบรูปภาพที่ดูน่าเชื่อถือ พร้อมข้อความเร่งด่วน เช่น “ต้องผ่าตัดคืนนี้” “ขาดอีกเพียง 20,000 บาท” “ช่วยแชร์ด่วน”   บางกรณีมีการสร้างเพจปลอมที่ใช้ชื่อคล้ายหน่วยงานจริง มีโลโก้ และข้อมูลที่ดูเป็นทางการ พร้อมแนบบัญชีธนาคารส่วนตัวเพื่อรับโอนเงิน   เมื่อความสงสารเข้ามาแทนที่การตรวจสอบ หลายคนจึงตัดสินใจโอนเงินทันที โดยไม่ได้เช็กแหล่งที่มาให้ชัดเจน   ตัวอย่างจริงโอนปุ๊บ หายปั๊บบุญไม่ถึง แต่เงินถึงมิจฉาชีพ   หญิงรายหนึ่งพบโพสต์ขอรับบริจาคช่วยเหลือเด็กป่วยโรคหัวใจในกลุ่มเฟซบุ๊ก ภาพและเรื่องราวดูน่าเชื่อถือ มีผู้แชร์และผู้เข้ามาคอมเมนต์ให้กำลังใจเป็นจำนวนมาก   ด้วยความตั้งใจอยากช่วยเหลือ เธอจึงโอนเงินจำนวน 5,000 บาทไปยังบัญชีที่ระบุไว้   ต่อมาพบว่าเพจดังกล่าวถูกปิดหนี และเมื่อตรวจสอบเพิ่มเติม ได้เอาลิงก์หรือชื่อเพจไปค้นหาก็ไม่มีชื่อเพจที่สามารถแอบอ้างว่าเป็น เพจจริงๆ จึงทราบว่าเป็นเพจปลอมที่นำภาพจากข่าวเก่ามาใช้ซ้ำ ผู้เสียหายไม่สามารถติดต่อผู้รับเงินได้อีก   กรณีลักษณะนี้เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า โดยอาศัยความมีน้ำใจของประชาชนเป็นเหยื่อล่อ   ข้อคิดสำคัญ   หยุดคิดสักนิด ตรวจสอบสักหน่อย เพื่อให้ “บุญ” ที่ตั้งใจทำ ไม่กลายเป็น “เงิน” ที่สูญเปล่า หากประชาชนได้รับผลกระทบจากการหลอกลวง สามารถแจ้งระงับ-อายัดบัญชีธนาคารได้ที่ศูนย์ AOC 1441 ตลอด 24 ชม. และหากพบการกระทำที่น่าสงสัย สามารถแจ้งเบาะแสได้ที่ GCC 1111 ได้ตลอด 24 ชม.ด้วยความปรารถนาดีจากกระทรวงดีอี   ---------------------------------------------------------------------

นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ ในฐานะโฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ฝ่ายข้าราชการประจำ กล่าวถึงผลการมอนิเตอร์และรับแจ้งข่าวปลอมของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมประเทศไทย (AFNC) ซึ่งเป็นไปตามนโยบายการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยความมั่นคงและภัยทางสังคมของนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) โดยยกระดับความสำคัญเรื่องการสร้างความตระหนักรู้เท่าทันภัยอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ข่าวปลอม และข้อมูลบิดเบือน ทั้งนี้ ในวันที่ 1 มีนาคม 2569 AFNC ได้ตรวจสอบพบข้อความทั้งหมด 165,394 ข้อความ โดยมีข้อความที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ (Verify) ทั้งสิ้น 2,231 ข้อความ สำหรับช่องทางที่มีการพบเบาะแสมากที่สุด คือ ข้อความที่มาจาก Social Listening 2,229 ข้อความ ตามมาด้วยช่องทาง Line Official 2 ข้อความ โดยเป็นเรื่องที่ต้องดำเนินการตรวจสอบทั้งหมด 17 เรื่อง ได้รับผลการตรวจสอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว 15 เรื่อง ในจำนวนนี้เป็นข่าวที่ได้รับความสนใจจากประชาชนมากที่สุด 10 เรื่อง ซึ่งเป็นข่าวจริง 6 เรื่อง ข่าวปลอม 3 เรื่อง ข่าวบิดเบือน 1 เรื่อง ได้แก่ อันดับที่ 1 ข่าวจริง เรื่อง กระทรวงพลังงานยืนยัน มีน้ำมันและพลังงานใช้ได้อีก 61 วัน อันดับที่ 2 ข่าวจริง เรื่อง เตรียมช่วยคนไทยที่ได้รับผลกระทบในตะวันออกกลาง และจัดตั้งศูนย์ 24 ชั่วโมงรับความช่วยเหลือเร่งด่วน โทร 025728442 อันดับที่ 3 ข่าวจริง เรื่อง กรมอุทยานฯ สั่งยุติการย้ายช้างป่าทั่วประเทศ อันดับที่ 4 ข่าวจริง เรื่อง มะพร้าวน้ำหอมราชบุรี ได้ขึ้นทะเบียน GI ในสหภาพยุโรป อันดับที่ 5 ข่าวจริง เรื่อง ขอความร่วมมือคนไทยในอิสราเอล เร่งเดินทางกลับไทยโดยเร็ว อันดับที่ 6 ข่าวจริง เรื่อง คนไทยในตะวันออกกลางที่ต้องการความช่วยเหลือ ให้ติดต่อสถานทูตโดยด่วน อันดับที่ 7 ข่าวปลอม เรื่อง ธ.ออมสิน เปิดโครงการรวบหนี้ ให้ยืม 60,000 บาท คืน 1,300 ต่อเดือน ผ่าน TikTok cna08871bzbอันดับที่ 8 ข่าวบิดเบือน เรื่อง สตรอว์เบอร์รีมีสารต้านอนุมูลอิสระ ชะลอการเสื่อมสภาพ และป้องกันโรคของดวงตา อันดับที่ 9 ข่าวปลอม เรื่อง กรมบัญชีกลาง ส่งเอกสารให้ยื่นเรื่องขอรับความคุ้มครองบัญชีเงินฝากจากภัยมิจฉาชีพ อันดับที่ 10 ข่าวปลอม เรื่อง เพจ HGF Gold Knowledge Center เปิดให้ร่วมจองหุ้น SET50 กองทุนทองคำฮั่วเซ่งเฮง สำหรับอันดับ 1 เป็นข่าวจริง : เรื่อง “กระทรวงพลังงานยืนยัน มีน้ำมันและพลังงานใช้ได้อีก 61 วัน” กระทรวงดีอี ได้ตรวจสอบร่วมกับ กระทรวงพลังงาน ยืนยันเป็น “ข่าวจริง” โดยจากปัญหาความขัดแย้งระหว่าง อิสราเอล กับ อิหร่าน ทำให้ตลาดน้ำมันโลกผันผวน ซึ่งกระทรวงพลังงาน ยืนยันว่าไทยยังไม่มีผลกระทบด้านปริมาณสำรอง ข้อมูลล่าสุดมีน้ำมันคงเหลือ (ดิบและสำเร็จรูป) 4,925 ล้านลิตร ใช้ได้ 38 วัน และมีน้ำมันระหว่างขนส่งอีก 2,870 ล้านลิตร รวมทั้งสิ้น 7,795 ล้านลิตร เพียงพอประมาณ 61 วัน ในส่วนของแผนการนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลวหรือ LNG เดือนมีนาคมมี 4 ลำ โดย 2 ลำผ่านช่องแคบฮอร์มุซแล้ว อีก 2 ลำอยู่ระหว่างขนส่ง คาดว่าไม่กระทบปริมาณสำรองขณะเดียวกันกระทรวงฯ ได้เตรียมแผนรองรับหลายสถานการณ์ (scenario) ทั้งจัดหาเชื้อเพลิงจากแหล่งอื่นและบริหารปริมาณสำรอง หากสถานการณ์ยืดเยื้อหรือรุนแรงขึ้น ขอยืนยันว่า น้ำมันในประเทศจะไม่ขาดแคลน และขอให้ประชาชนติดตามข้อมูลจากทางการเพื่อหลีกเลี่ยงข่าวปลอม อย่างไรก็ตาม กระทรวงดีอี มีความห่วงใยประชาชน เรื่องความตระหนักรู้เท่าทันข่าวปลอมที่ถูกแพร่กระจายบนสื่อออนไลน์ โซเชียล ซึ่งหากขาดความรู้เท่าทัน ส่งต่อข้อมูลข่าวปลอม ทำให้เกิดการหลงเชื่อ สร้างความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน สร้างความเสียหายต่อทรัพย์สิน หรือข้อมูลส่วนบุคคล และอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้าง  โดยขอให้ประชาชนเลือกเชื่อ เลือกแชร์ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ ซึ่งได้รับการเผยแพร่จากหน่วยงานที่เป็นทางการเท่านั้น และควรตรวจสอบข้อเท็จจริงของข่าวหรือลิงก์เว็บไซต์ให้แน่ชัด หากประชาชน พบข่าวน่าสงสัย ข้อมูลบิดเบือน สามารถแจ้งเบาะแส และตรวจสอบข่าวปลอมได้ที่ โทรสายด่วน 1111 ต่อ 87 (24 ชม.) หรือที่| เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com| Line ID: @antifakenewscenter| Facebook : Anti-Fake News Center Thailand| X : @AFNCThailand| TikTok : @antifakenewscenter| IG : afnc_thailand/ --------------------------------

วันที่ 2 มีนาคม 2569 นายพชร อนันตศิลป์ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ได้รับมอบหมายจาก นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ร่วมกล่าวปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “แนวทางการพัฒนาด้านเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศไทย” ในงาน "Digital Economy Development Forum” ณ โรงแรม W Barcelona เมืองบาร์เซโลนา ประเทศสเปน ซึ่งจัดโดย บริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี สำหรับกิจกรรมดังกล่าวเป็นหนึ่งในกิจกรรมคู่ขนานของการจัดงาน Mobile World Congress Barcelona 2026 ของ GSMA โดยมีผู้เข้าร่วมงานประกอบด้วย ผู้กำหนดนโยบาย ผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรม และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียสำคัญในอุตสาหกรรมการสื่อสารไร้สายและเทคโนโลยีดิจิทัล ในโอกาสนี้ ปลัดกระทรวงดีอี ได้กล่าวถึงวิสัยทัศน์และยุทธศาสตร์ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศไทย ซึ่งให้ความสำคัญกับการปรับเปลี่ยนไปสู่รัฐบาลดิจิทัล โดยการร่วมบูรณาการระหว่างหน่วยงานเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความโปร่งใสในการทำงาน รวมถึงการสร้างความร่วมมือในการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน เพื่อเร่งรัดการช่วยเหลือประชาชนและการแก้ไขปัญหาภัย 4 ด้าน ได้แก่ ภัยธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ภัยความมั่นคง  ภัยเศรษฐกิจ และภัยสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัล ที่เน้นย้ำในการส่งเสริมการมีนวัตกรรมที่ยั่งยืนและการกำกับดูแลเทคโนโลยีอย่างมีจริยธรรม และการสร้างความปลอดภัยทางไซเบอร์ พร้อมสร้างความร่วมมือกับภาคเอกชนเพื่อผลักดันประเทศเป็นศูนย์กลางด้านดิจิทัลและ AI ในระดับภูมิภาคของประเทศ

วันที่ 4 มีนาคม 2569 ว่าที่ร้อยตรี ธนะสิทธิ์ เอี่ยมอนันชัย รองปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานการประชุมคณะทำงานขับเคลื่อนองค์กรคุณธรรม สำนักงานปลัดกระทรวงดีอี ครั้งที่ 1/2569 และพิธีมอบเกียรติบัตรประกาศยกย่ององค์กรคุณธรรม ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 “คุณธรรม คุณทำได้” โดยมี นางสาวยุพาภรณ์ ศิริกิจพาณิชย์กูล ผู้ช่วยปลัดกระทรวงดีอี และผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ณ ห้องประชุม 02/11 ชั้น 2 กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

วันที่ 3 มีนาคม 2569 นายพชร อนันตศิลป์ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ร่วมหารือกับ H.E Mr. Erik Slottner รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการบริหารราชการแผ่นดิน ราชอาณาจักรสวีเดน ระหว่างการเข้าร่วมการประชุม GSMA Ministerial Programme 2026 ภายใต้งาน Mobile World Congress Barcelona 2026 ของ GSMA ณ กรุงบาร์เซโลนา ราชอาณาจักรสเปน พร้อมด้วย นางสาวชมภารี ชมภูรัตน์ รองปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และผู้แทน บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) หรือ NT    สำหรับการหารือทวิภาคีระหว่างไทยและสวีเดนครั้งนี้ เป็นการหารือแนวทางความร่วมมือด้านดิจิทัลเพื่อสนับสนุนการเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ไทย – สวีเดน (Sweden – Thailand Strategic Partnership) ในประเด็น อาทิ การแลกเปลี่ยนนโยบายและแนวทางการดำเนินงานเกี่ยวกับนวัตกรรมด้านเทคโนโลยี 5G การเตรียมความพร้อมสู่ 6G การขับเคลื่อนแผนแม่บทเศรษฐกิจดิจิทัล การพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ (AI) ของไทย โดยเฉพาะการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน Data Center การจัดตั้ง Super Computer เพื่อสนับสนุนภาคเอกชน และโครงการ AI Passport เพื่อเสริมสร้างทักษะความรู้เท่าทันดิจิทัลให้กับประชาชน ควบคู่ไปกับการกำกับดูแลการนำเอาเทคโนโลยีดิจิทัลไปใช้โดยคำนึงถึงความมั่นคงและปลอดภัยทางไซเบอร์    นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายยังพร้อมกระชับความสัมพันธ์ในฐานะมิตรประเทศที่มีความเชื่อมโยงกันอย่างแน่นแฟ้นทั้งในระดับรัฐบาลและประชาชน เพื่อร่วมกันผลักดันการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัลที่สร้างประโยชน์ร่วมกันอย่างเป็นรูปธรรม

เมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2569 นางสาวชมภารี ชมภูรัตน์ รองปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมได้ร่วมกล่าวปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “AI and the Future of Government Services: Thailand’s Approach to Modernizing Public Sector Operations through Government Cloud and AI Integration” ในงาน Global AI+ Public Service Summit โดยเป็นกิจกรรมคู่ขนานของการจัดงาน Mobile World Congress Barcelona 2026 ของ GSMA ณ โรงแรม W Barcelona เมืองบาร์เซโลนา ประเทศสเปน จัดโดยบริษัท Huawei Technologies    ในโอกาสนี้ รองปลัดดีอี ได้นำเสนอวิสัยทัศน์และแนวทางของประเทศไทยในการพัฒนาภาครัฐสู่การเป็นรัฐบาลดิจิทัลที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลและ AI โดยเน้นการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของภาครัฐผ่าน Government Cloud และการบูรณาการเทคโนโลยี AI เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการภาครัฐ  และยกระดับการให้บริการประชาชน อย่างรวดเร็ว โปร่งใส และมีประสิทธิภาพ ตามแผนปฏิบัติการด้านปัญญาประดิษฐ์แห่งชาติเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (พ.ศ. 2565 - 2570) ที่มุ่งสร้างระบบนิเวศด้าน AI ของประเทศผ่านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล การพัฒนากำลังคน การวิจัยและนวัตกรรม ตลอดจนการส่งเสริมการนำ AI ไปประยุกต์ใช้ทั้งในภาครัฐและภาคเอกชน ควบคู่กับการกำกับดูแลด้านจริยธรรม ความโปร่งใส และความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์    นอกจากนี้ ยังเน้นย้ำถึงความพร้อมของประเทศไทยในการส่งเสริมความร่วมมือกับภาคเอกชนและพันธมิตรระหว่างประเทศ เพื่อเร่งการพัฒนาเทคโนโลยีดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ และผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางด้านดิจิทัลและ AI ของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ ในฐานะโฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ฝ่ายข้าราชการประจำ กล่าวถึงผลการมอนิเตอร์และรับแจ้งข่าวปลอมของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมประเทศไทย (AFNC) ซึ่งเป็นไปตามนโยบายการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยความมั่นคงและภัยทางสังคมของนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) โดยยกระดับความสำคัญเรื่องการสร้างความตระหนักรู้เท่าทันภัยอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ข่าวปลอม และข้อมูลบิดเบือน   ทั้งนี้ ในวันที่ 2 มีนาคม 2569 AFNC ได้ตรวจสอบพบข้อความทั้งหมด 165,835 ข้อความ โดยมีข้อความที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ (Verify) ทั้งสิ้น 2,689 ข้อความ สำหรับช่องทางที่มีการพบเบาะแสมากที่สุด คือ ข้อความที่มาจาก Social Listening 2,683 ข้อความ ตามมาด้วยช่องทาง Facebook 5 ข้อความ และ Line Official 1 ข้อความ โดยเป็นเรื่องที่ต้องดำเนินการตรวจสอบทั้งหมด 14 เรื่อง ได้รับผลการตรวจสอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว 5 เรื่อง ในจำนวนนี้เป็นข่าวที่ได้รับความสนใจจากประชาชนมากที่สุด 8 เรื่อง ซึ่งเป็นข่าวจริง 5 เรื่อง ข่าวปลอม 2 เรื่อง ข่าวบิดเบือน 1 เรื่อง ได้แก่   อันดับที่ 1 ข่าวจริง เรื่อง วันที่ 3-6 มี.ค. 69 ประเทศไทยตอนบนเตรียมรับมือพายุฤดูร้อน   อันดับที่ 2 ข่าวจริง เรื่อง น่านฟ้าไทยพร้อมรับสถานการณ์ตะวันออกกลาง แนะนำผู้โดยสารตรวจสอบเที่ยวบินก่อนเดินทาง   อันดับที่ 3 ข่าวจริง เรื่อง กระทรวงพลังงาน สั่งระงับการส่งออกน้ำมัน   อันดับที่ 4 ข่าวจริง เรื่อง ปรากฏการณ์จันทรุปราคาเต็มดวง สังเกตเห็นได้จากทั่วไทย ในช่วงเย็นวันที่ 3 มี.ค. 69   อันดับที่ 5 ข่าวปลอม เรื่อง รัฐฯ ต่อระยะเวลาโครงการเราชนะ เพิ่ม 2 เดือน รับเงิน 7,000 บาท   อันดับที่ 6 ข่าวจริง เรื่อง ยกเว้นค่าผ่านทางพิเศษ 3 สายหลัก ในวันที่ 3 มี.ค. 69 (วันมาฆบูชา)   อันดับที่ 7 ข่าวปลอม เรื่อง กกต. ทำลายบัตรเลือกตั้งเก่ากว่า 20 ล้านใบที่เหลือ แล้วพิมพ์บัตรใหม่ในการเลือกตั้ง   อันดับที่ 8 ข่าวบิดเบือน เรื่อง ทหารไทยกำลังเตรียมบันไดเหล็ก ระหว่างเนิน 677 เพื่อเติมกำลังโจมตีเนิน 745   สำหรับอันดับ 1 เป็นข่าวจริง : เรื่อง “วันที่ 3-6 มี.ค. 69 ประเทศไทยตอนบนเตรียมรับมือพายุฤดูร้อน” กระทรวงดีอี ได้ตรวจสอบร่วมกับ กรมอุตุนิยมวิทยา ยืนยันเป็น “ข่าวจริง” โดยขอแจ้งเตือนว่าในช่วงวันที่ 3-6 มี.ค. 69 บริเวณประเทศไทยตอนบนจะมีพายุฤดูร้อนเกิดขึ้น ซึ่งจะเริ่มจากด้านตะวันออกของภาคตะวันออกเฉียงเหนือก่อน ส่วนภาคตะวันออก ภาคกลาง รวมทั้งกรุงเทพมหานครและปริมณฑล และภาคเหนือจะได้รับผลกระทบ ในระยะต่อไป โดยจะมีลักษณะของพายุฝนฟ้าคะนอง ลมกระโชกแรง ลูกเห็บตก และฝนตกหนักบางแห่ง รวมถึงฟ้าผ่าที่อาจเกิดขึ้นได้บางพื้นที่   ทั้งนี้ เนื่องจากมีความกดอากาศสูงหรือมวลอากาศเย็นจากประเทศจีน เข้าปกคลุมภาคตะวันออกเฉียงเหนือและทะเลจีนใต้ ในขณะที่ประเทศไทยตอนบนมีอากาศร้อน ประกอบกับกระแสลมฝ่ายตะวันตกเคลื่อนผ่านภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน   ดังนั้นขอให้ประชาชนบริเวณดังกล่าวระวังอันตรายจากพายุฤดูร้อน โดยหลีกเลี่ยงการอยู่ในที่โล่งแจ้ง ใต้ต้นไม้ใหญ่ สิ่งปลูกสร้าง และป้ายโฆษณาที่ไม่แข็งแรง สำหรับเกษตรกรควรเสริมความแข็งแรงให้ไม้ผล และเตรียมการป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นกับผลผลิตทางการเกษตรและสัตว์เลี้ยง รวมทั้งดูแลรักษาสุขภาพในช่วงที่สภาพอากาศเปลี่ยนแปลงไว้ด้วย   อย่างไรก็ตาม กระทรวงดีอี มีความห่วงใยประชาชน เรื่องความตระหนักรู้เท่าทันข่าวปลอมที่ถูกแพร่กระจายบนสื่อออนไลน์ โซเชียล ซึ่งหากขาดความรู้เท่าทัน ส่งต่อข้อมูลข่าวปลอม ทำให้เกิดการหลงเชื่อ สร้างความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน สร้างความเสียหายต่อทรัพย์สิน หรือข้อมูลส่วนบุคคล และอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้าง  โดยขอให้ประชาชนเลือกเชื่อ เลือกแชร์ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ ซึ่งได้รับการเผยแพร่จากหน่วยงานที่เป็นทางการเท่านั้น และควรตรวจสอบข้อเท็จจริงของข่าวหรือลิงก์เว็บไซต์ให้แน่ชัด   หากประชาชน พบข่าวน่าสงสัย ข้อมูลบิดเบือน สามารถแจ้งเบาะแส และตรวจสอบข่าวปลอมได้ที่ โทรสายด่วน 1111 ต่อ 87 (24 ชม.) หรือที่ | เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com | Line ID: @antifakenewscenter | Facebook : Anti-Fake News Center Thailand | X : @AFNCThailand | TikTok : @antifakenewscenter | IG : afnc_thailand/   ---------------------------------------------------------------------------

นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) มอบหมายให้ นายพชร อนันตศิลป์ ปลัดกระทรวงดีอี พร้อมด้วยนางสาวชมภารี ชมภูรัตน์ รองปลัดกระทรวงดีอี เข้าร่วมการประชุม GSMA Ministerial Programme 2026 ซึ่งเป็นเวทีหารือด้านนโยบายดิจิทัลชั้นนำระดับโลก ภายใต้งาน GSMA Mobile World Congress (MWC) Barcelona 2026 ในระหว่างวันที่ 2 – 4 มีนาคม 2569 ณ ศูนย์การประชุม Fira Gran Via เมืองบาร์เซโลนา ราชอาณาจักรสเปน โดยมีผู้แทนระดับรัฐมนตรี เจ้าหน้าที่อาวุโส ผู้กำกับดูแลนโยบาย และผู้นำอุตสาหกรรมเกี่ยวกับระบบนิเวศมือถือ การสื่อสารเคลื่อนที่ และอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมการประชุมฯ    ทั้งนี้ ที่ประชุมฯ ได้หารือด้านนโยบายและทิศทางของด้านโทรคมนาคมและดิจิทัลในหลากหลายประเด็น อาทิ โครงสร้างพื้นฐานอัจฉริยะ เทคโนโลยี 5G และการเตรียมพร้อมสู่ 6G เทคโนโลยีด้านสภาพภูมิอากาศ นวัตกรรมองค์กร ความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ การพัฒนาและการใช้ประโยชน์จากปัญญาประดิษฐ์ไร้ขีดจำกัด เทคโนโลยีเพื่อทุกคน เทคโนโลยีทางการเงิน พลังความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรม ซึ่งประเด็นการหารือในที่ประชุมฯ ครอบคลุมแนวคิดหลักของการจัดงาน MWC Barcelona 2026 คือ ยุคแห่ง IQ (The IQ Era) ซึ่งมุ่งส่งเสริมความคิดเชิงสร้างสรรค์ การนำเสนอแนวคิดและนวัตกรรมใหม่ที่มีศักยภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การจัดแสดงเทคโนโลยีและโซลูชันล่าสุดที่จะกำหนดทิศทางอนาคตจากภาครัฐและภาคเอกชนชั้นนำ รวมถึงเวทีหารือและแสดงศักยภาพของสตาร์ทอัพจากทั่วโลก   นอกจากนี้ ในระหว่างการเข้าร่วมประชุมฯ ปลัดกระทรวงดีอี และคณะ ได้เข้าร่วมฟังอภิปรายเกี่ยวกับ เทรนด์เทคโนโลยีและนวัตกรรมล่าสุด อาทิ AI, Cloud, Big Data, 5G, Cybersecurity, Cell Broadcast, Robotics การเยี่ยมชม Pavilion ของประเทศต่าง ๆ รวมถึงการเยี่ยมชมบูธและหารือกับผู้บริหารของบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำ อาทิ Huawei Technologies, AWS, Ericsson, Google, China Mobile, Microsoft, Nvidia, ZTE, Hytera, 3G Technology, Fibre Home เป็นต้น

นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ ในฐานะโฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ฝ่ายข้าราชการประจำ กล่าวถึงผลการมอนิเตอร์และรับแจ้งข่าวปลอมของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมประเทศไทย (AFNC) ซึ่งเป็นไปตามนโยบายการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยความมั่นคงและภัยทางสังคมของนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) โดยยกระดับความสำคัญเรื่องการสร้างความตระหนักรู้เท่าทันภัยอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ข่าวปลอม และข้อมูลบิดเบือน   ทั้งนี้ ในวันที่ 3 มีนาคม 2569 AFNC ได้ตรวจสอบพบข้อความทั้งหมด 163,777 ข้อความ โดยมีข้อความที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ (Verify) ทั้งสิ้น 1,282 ข้อความ สำหรับช่องทางที่มีการพบเบาะแสมากที่สุด คือ ข้อความที่มาจาก Social Listening 1,279 ข้อความ ตามมาด้วยช่องทาง Line Official 3 ข้อความ โดยเป็นเรื่องที่ต้องดำเนินการตรวจสอบทั้งหมด 19 เรื่อง ได้รับผลการตรวจสอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว 12 เรื่อง   ในจำนวนนี้เป็นข่าวที่ได้รับความสนใจจากประชาชนมากที่สุด 10 เรื่อง ซึ่งเป็นข่าวจริง 4 เรื่อง ข่าวปลอม 6 เรื่อง ได้แก่   อันดับที่ 1 ข่าวจริง เรื่อง กระทรวงพลังงาน ประกาศตรึงราคาน้ำมันดีเซล 7-10 วัน   อันดับที่ 2 ข่าวจริง เรื่อง ชุดไทย (Chut Thai) ได้ยื่นเสนอขึ้นทะเบียนอย่างเป็นทางการต่อ ยูเนสโก เพื่อเป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม   อันดับที่ 3 ข่าวจริง เรื่อง สถานทูตไทยในเทลอาวีฟ แจ้งเตือนคนไทย หากได้ยินไซเรนให้เข้าที่หลบภัยภายใน 1 นาที 30 วินาที   อันดับที่ 4 ข่าวจริง เรื่อง ยื่นภาษีปี 2568 ลดหย่อนบริจาคการศึกษาเหลือแค่ 1 เท่า   อันดับที่ 5 ข่าวปลอม เรื่อง ปั๊มน้ำมัน พีทีที สเตชั่น จ.ระนอง ปรับขึ้นราคาดีเซล 4.2 บาทแล้ว   อันดับที่ 6 ข่าวปลอม เรื่อง กระทรวงการต่างประเทศ ประกาศเตรียมนำเขาพระวิหารกลับคืนสู่ไทย   อันดับที่ 7 ข่าวปลอม เรื่อง พนักงาน ธ.ก.ส. ผลักดันให้เกษตรกรทำประกันเอกชนแทนระบบกลุ่มฌาปนกิจ เพราะจะได้ค่าคอมมิสชัน   อันดับที่ 8 ข่าวปลอม เรื่อง พม. แจกเงินสดสูงสุด 3,000 บาท ดูแลผู้สูงอายุ เริ่มลงทะเบียนแล้ว จำนวนจำกัด   อันดับที่ 9 ข่าวปลอม เรื่อง บริษัท ศูนย์รับฝากหลักทรัพย์ (ประเทศไทย) จำกัด (TSD) มีอีเมลจดหมายให้ผู้ถือหุ้นดำเนินการชำระค่าธรรมเนียมการทำธุรกรรม   อันดับที่ 10 ข่าวปลอม เรื่อง ชาวต่างชาติสามารถต่อวีซ่าเข้าไทยแบบออนไลน์ ได้ที่บัญชี X : @JustMikeMcKay รับรองโดย ตม.   สำหรับอันดับ 1 เป็นข่าวจริง : เรื่อง “กระทรวงพลังงาน ประกาศตรึงราคาน้ำมันดีเซล 7-10 วัน” กระทรวงดีอี ได้ตรวจสอบร่วมกับ กรมประชาสัมพันธ์ สำนักนายกรัฐมนตรี ยืนยันเป็น “ข่าวจริง” โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า ถ้าไม่มีน้ำมันเข้าสู่ประเทศไทยเลยเราจะอยู่ได้ 60 วัน แต่ปัจจุบันน้ำมันเข้ามาจากตะวันออกกลาง 50% มีจำนวน 2 ใน 3 ที่ต้องผ่านช่องแคบฮอร์มุซ และ 1 ใน 3 ไม่ต้องผ่าน 40% ไม่ผ่านตะวันออกกลาง ฉะนั้นสถานการณ์ปัจจุบันประเทศไทยยังมีน้ำมันเข้ามาเติมเรื่อย ๆ ตอนนี้ได้มีการเจรจากับ สหรัฐฯ แอฟริกาตะวันตก และมาเลเซีย และประเทศอื่นๆ พร้อมขอให้เชื่อมั่นว่าไทยมีน้ำมันใช้อย่างเพียงพอ   อย่างไรก็ตาม กระทรวงดีอี มีความห่วงใยประชาชน เรื่องความตระหนักรู้เท่าทันข่าวปลอมที่ถูกแพร่กระจายบนสื่อออนไลน์ โซเชียล ซึ่งหากขาดความรู้เท่าทัน ส่งต่อข้อมูลข่าวปลอม ทำให้เกิดการหลงเชื่อ สร้างความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน สร้างความเสียหายต่อทรัพย์สิน หรือข้อมูลส่วนบุคคล และอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้าง  โดยขอให้ประชาชนเลือกเชื่อ เลือกแชร์ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ ซึ่งได้รับการเผยแพร่จากหน่วยงานที่เป็นทางการเท่านั้น และควรตรวจสอบข้อเท็จจริงของข่าวหรือลิงก์เว็บไซต์ให้แน่ชัด   หากประชาชน พบข่าวน่าสงสัย ข้อมูลบิดเบือน สามารถแจ้งเบาะแส และตรวจสอบข่าวปลอมได้ที่ โทรสายด่วน 1111 ต่อ 87 (24 ชม.) หรือที่ | เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com | Line ID: @antifakenewscenter | Facebook : Anti-Fake News Center Thailand | X : @AFNCThailand | TikTok : @antifakenewscenter | IG : afnc_thailand/   -----------------------------------------------------------------

icon-sitemap    std-w1    std-w2    WCAG 2.0 (Level AA)
จำนวนผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์ Loading...


กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

เลขที่ 120 หมู่ 3 ชั้น 8-11 ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 (อาคาร ซี) ซอยแจ้งวัฒนะ 7 ถนนแจ้งวัฒนะ แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ 10210

facebook
instagram
twitter
youtube
rss
tiktok
threads
Icon Q&A
black ribbon.