Logo DE Ministry.
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
Ministry of Digital Economy and Society
Logo DE Ministry.
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
Ministry of Digital Economy and Society
ตัวช่วยเหลือในการเข้าถึงเว็บไซต์
ค้นหา

วันที่ 10 มีนาคม 2569 นางสาวพิยะดา สุดกังวาล ที่ปรึกษาด้านการสื่อสาร กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ร่วมกิจกรรมการอบรมการใช้งานระบบเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ (e-Office) ในส่วนภูมิภาค ครั้งที่ 1 ณ จังหวัดนครศรีธรรมราช โดยมี นางวจิราพร อมาตยกุล รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นประธานในพิธีเปิด พร้อมด้วยนางโสนน้อย บุราเจริญ สถิติจังหวัดนครศรีธรรมราช ผู้บริหารและเจ้าหน้าที่หน่วยงานราชการภายในจังหวัด จำนวนประมาณ 300 คน ณ โรงแรมแกรนด์ ฟอร์จูน นครศรีธรรมราช และผ่านระบบออนไลน์กว่า 200 คน   สำหรับกิจกรรมในครั้งนี้ จัดขึ้นเพื่อสื่อสารแนวทางการขับเคลื่อนระบบ e-Office ภายใต้ GDCC พร้อมทั้งแนะนำและสาธิตการใช้งานระบบฯ คู่มือการใช้งานฯ และการเตรียมการเพื่อใช้งานระบบฯ ให้ผู้บริหารและเจ้าหน้าที่หน่วยงานราชการภายในจังหวัดได้รับทราบ โดย กระทรวงดีอี มุ่งหวังที่จะเร่งผลักให้หน่วยงานภายในจังหวัดนครศรีธรรมราชได้เริ่มใช้งานระบบดังกล่าว พร้อมกับเชิญผู้ร่วมเสวนาจากส่วนราชการในจังหวัด ได้แก่ ผู้แทนจากสำนักงานยุติธรรมจังหวัด สำนักงานพาณิชย์จังหวัด และจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ได้แก่ องค์การบริหารส่วนจังหวัด  และองค์การบริหารส่วนตำบลสี่ขีด ที่มีการนำระบบ e-Office มาใช้งานแล้ว มาร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์ ซึ่งมีหน่วยงานส่วนท้องถิ่นและหน่วยงานราชการส่วนภูมิภาคให้ความสนใจเป็นจำนวนมาก   ทั้งนี้ สถิติจังหวัดฯ และ NT จังหวัดนครศรีธรรมราช จะได้เก็บรวบรวมข้อมูล พร้อมทั้งรายงานปัญหา/อุปสรรค ข้อสังเกต ความเห็นของหน่วยงานในระดับจังหวัด เพื่อนำมาวิเคราะห์และหาแนวทางสนับสนุน เพื่อจัดทำแผนการขับเคลื่อนในระยะถัดไป

นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ ในฐานะโฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ฝ่ายข้าราชการประจำ กล่าวถึงผลการมอนิเตอร์และรับแจ้งข่าวปลอมของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมประเทศไทย (AFNC) ซึ่งเป็นไปตามนโยบายการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยความมั่นคงและภัยทางสังคมของนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) โดยยกระดับความสำคัญเรื่องการสร้างความตระหนักรู้เท่าทันภัยอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ข่าวปลอม และข้อมูลบิดเบือน   ทั้งนี้ ในวันที่ 8 มีนาคม 2569 AFNC ได้ตรวจสอบพบข้อความทั้งหมด 163,740 ข้อความ โดยมีข้อความที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ (Verify) ทั้งสิ้น 6,680 ข้อความ สำหรับช่องทางที่มีการพบเบาะแสมากที่สุด คือ ข้อความที่มาจาก Social Listening 6,675 ข้อความ ตามมาด้วยช่องทาง Line 5 ข้อความ โดยเป็นเรื่องที่ต้องดำเนินการตรวจสอบทั้งหมด 21 เรื่อง ได้รับผลการตรวจสอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว 7 เรื่อง ในจำนวนนี้เป็นข่าวที่ได้รับความสนใจจากประชาชนมากที่สุด 7 เรื่อง ซึ่งเป็นข่าวจริง 2 เรื่อง ข่าวปลอม 4 เรื่อง และข่าวบิดเบือน 1 เรื่อง ได้แก่   อันดับที่ 1 ข่าวจริง เรื่อง สถานทูตไทย ณ กรุงเตหะราน ย้ายไปตุรกี พร้อมเปิดศูนย์พักพิงให้คนไทยในอิหร่าน   อันดับที่ 2 ข่าวจริง เรื่อง กฟผ. ตั้งศูนย์เฉพาะกิจติดตามสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลาง   อันดับที่ 3 ข่าวบิดเบือน เรื่อง ยกเลิกประกาศของ ศธ. ให้เด็กต่างชาติเรียนฟรีถึงระดับปริญญาตรีในประเทศไทย   อันดับที่ 4 ข่าวปลอม เรื่อง กกต. จะเอาผิดคนซูมบาร์โค้ด เพราะเป็นการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล   อันดับที่ 5 ข่าวปลอม เรื่อง กระทรวงแรงงาน เปิดเพจเฟซบุ๊กใหม่ ชื่อ งานบ้านพัฒนา   อันดับที่ 6 ข่าวปลอม เรื่อง ไทยใช้เครื่องบินรบทิ้งระเบิด 2 ครั้ง และส่งโดรนโจมตีปราสาทกัมพูชา   อันดับที่ 7 ข่าวปลอม เรื่อง SET แจกคอร์สเรียนหุ้น 21 วัน ลงทะเบียนฟรี ผ่านเพจ Stock Trading SupportV1   สำหรับอันดับ 1 เป็นข่าวจริง : เรื่อง “สถานทูตไทย ณ กรุงเตหะราน ย้ายไปตุรกี พร้อมเปิดศูนย์พักพิงให้คนไทยในอิหร่าน” กระทรวงดีอี ได้ตรวจสอบร่วมกับ เพจสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเตหะราน ยืนยันเป็น “ข่าวจริง” ตามที่สถานการณ์ภายในสาธารณรัฐอิสลามอิหร่านได้ทวีความรุนแรงตั้งแต่วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2569 และส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยของชีวิตและทรัพย์สินของพี่น้องชาวไทยที่พำนักในสาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน ดังนั้น สถานเอกอัครราชทูตฯ มีความจำเป็นต้องย้ายที่ทำการชั่วคราวจากที่ตั้งเดิมเป็นการชั่วคราวและย้ายภารกิจปฏิบัติราชการไปยังที่ทำการชั่วคราว ณ เมืองวาน (Van) สาธารณรัฐตุรกี ตั้งแต่วันที่ 9 มีนาคม 2569 และเปิดศูนย์พักพิงสำหรับชาวไทยที่เดินทางออกจากสาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน ตั้งแต่วันเสาร์ที่ 7 มีนาคม 2569 จนกว่าจะมีการเปลี่ยนแปลง   ทั้งนี้ ที่ทำการชั่วคราวของสถานเอกอัครราชทูตฯ และศูนย์พักพิงสำหรับชาวไทยในอิหร่าน ที่เมืองวาน (Van) สาธารณรัฐตุรกี ตั้งอยู่ที่โรงแรม Elite World Van ที่อยู่ Bahçivan, Kazım Karabekir Blv. No:67, 65030 Merkez/Van และติดต่อสถานเอกอัครราชทูตฯ +90 533 641 5698 (หมายเลขโทรศัพท์/Whatsapp) ไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ thaiembassy.thr@mfa.go.th   อย่างไรก็ตาม กระทรวงดีอี มีความห่วงใยประชาชน เรื่องความตระหนักรู้เท่าทันข่าวปลอมที่ถูกแพร่กระจายบนสื่อออนไลน์ โซเชียล ซึ่งหากขาดความรู้เท่าทัน ส่งต่อข้อมูลข่าวปลอม ทำให้เกิดการหลงเชื่อ สร้างความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน สร้างความเสียหายต่อทรัพย์สิน หรือข้อมูลส่วนบุคคล และอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้าง  โดยขอให้ประชาชนเลือกเชื่อ เลือกแชร์ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ ซึ่งได้รับการเผยแพร่จากหน่วยงานที่เป็นทางการเท่านั้น และควรตรวจสอบข้อเท็จจริงของข่าวหรือลิงก์เว็บไซต์ให้แน่ชัด   หากประชาชน พบข่าวน่าสงสัย ข้อมูลบิดเบือน สามารถแจ้งเบาะแส และตรวจสอบข่าวปลอมได้ที่ โทรสายด่วน 1111 ต่อ 87 (24 ชม.) หรือที่ | เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com | Line ID: @antifakenewscenter | Facebook : Anti-Fake News Center Thailand | X : @AFNCThailand | TikTok : @antifakenewscenter | IG : afnc_thailand/   ------------------------------------------------------------------

ตามที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้มีมติรับทราบข้อสั่งการของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ให้กระทรวงต่างๆ ดำเนินมาตรการประหยัดพลังงาน โดยให้หน่วยงานราชการ รัฐวิสาหกิจ เริ่มดำเนินมาตรการ Work From Home ทันที ในส่วนงานที่ไม่กระทบต่อการให้บริการประชาชน เพื่อรับมือกับสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลาง ที่ส่งผลกระทบต่อวิกฤตด้านพลังงานของประเทศไทย โดยนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ได้สั่งการให้นายพชร อนันตศิลป์ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ดำเนินการเตรียมความพร้อมตามนโยบายรัฐบาลดังกล่าว โดยปรับรูปแบบการทำงานของภาครัฐ และการให้บริการประชาชนแบบไร้กระดาษ (Papreless) สู่การเป็นรัฐบาลดิจิทัล   “ ที่ผ่านมา กระทรวงดีอี ได้ปรับเปลี่ยนรูปแบบการดำเนินงานผ่านระบบบริหารจัดการสำนักงาน (e-Office) ซึ่งใช้ระบบเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ (e-Document) จึงพร้อมสนับสนุนนโยบายรัฐบาลในการประหยัดพลังงานได้ทันที โดยอนุญาตให้เจ้าหน้าที่สามารถปฏิบัติงานนอกพื้นที่ผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ได้ ทำให้การทำงานยังคงต่อเนื่อง ซึ่งไม่มีผลกระทบต่อการปฏิบัติหน้าที่ตามภารกิจและการให้บริการประชาชน” นายพชร อนันตศิลป์ ปลัดกระทรวงดีอี กล่าว   สำหรับจุดเด่นของระบบ e-Office ทำให้เกิดกระบวนการทำงานอย่างเป็นระบบ ช่วยอำนวยความสะดวกใน ทั้งระบบการลงทะเบียน งานสารบรรณ การตรวจสอบเอกสาร และการลงนามดิจิทัล การจัดการประชุม การจัดเก็บไฟล์และคลังข้อมูล เป็นต้น ซึ่งปัจจุบันได้มีความร่วมมือระหว่างกระทรวงดีอี และกระทรวงต่างๆ ครบทุกกระทรวง หน่วยงานระดับกรม จำนวน  160 แห่ง  และอปท.ในพื้นที่ส่วนภูมิภาคทั่วประเทศอีกจำนวน 5,736 แห่ง รวมถึงหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรม   อีกทั้ง กระทรวงดีอียังพร้อมจะเป็นหน่วยสนับสนุนหน่วยงานภาครัฐ ที่ต้องการใช้โอกาสดังกล่าวในการปรับเปลี่ยนการทำงานมาสู่ระบบ e-Office ภายใต้งานบริการคลาวด์กลางภาครัฐ (GDCC) ซึ่งช่วยให้การทำงานและการให้บริการประชาชน มีความสะดวก รวดเร็ว โปร่งใส และมีประสิทธิภาพ ซึ่งเปิดให้หน่วยงานภาครัฐสามารถใช้งานได้โดยไม่มีค่าใช้จ่ายอีกด้วย   ----------------------------------------------------------------

ว่าที่ร้อยตรี ธนะสิทธิ์ เอี่ยมอนันชัย รองปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานในพิธีจัดสัมมนา “ให้ความรู้ในการรับมือและการจัดการกับภัยและคดีออนไลน์ ครั้งที่ 3” ณ ห้องทุ่งศรีเมือง 1 โรงแรมเซ็นทาราและคอนเวนชันเซ็นเตอร์อุดรธานี จังหวัดอุดรธานี    สำหรับกิจกรรมสัมมนาดังกล่าว มุ่งเน้นการให้ความรู้เชิงลึกเกี่ยวกับภัยคุกคามออนไลน์รูปแบบใหม่ การป้องกันตนเอง การจัดการคดีออนไลน์ ตลอดจนการสร้างเครือข่ายความร่วมมือด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ โดยมีการบรรยายในหัวข้อสำคัญ ได้แก่ “AI กับอาชญากรรมออนไลน์ Cybercrime 2025: Trends, Threats, and the Rise of AI” และ “Cyber Wise: เท่าทัน – ป้องกัน – จัดการ รับมือกับภัยคุกคามไซเบอร์อย่างชาญฉลาด” เพื่อเสริมสร้างความรู้ ลดความเสี่ยงจากภัยไซเบอร์ ให้กับประชาชน พร้อมยกระดับความสามารถของเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในการแนะนำ ส่งเสริม และให้ความรู้แก่ประชาชน สร้างภูมิคุ้มกันด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ของประเทศอย่างยั่งยืน

นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ ในฐานะโฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ฝ่ายข้าราชการประจำ กล่าวถึงผลการมอนิเตอร์และรับแจ้งข่าวปลอมของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมประเทศไทย (AFNC) ซึ่งเป็นไปตามนโยบายการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยความมั่นคงและภัยทางสังคมของนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) โดยยกระดับความสำคัญเรื่องการสร้างความตระหนักรู้เท่าทันภัยอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ข่าวปลอม และข้อมูลบิดเบือน   ทั้งนี้ ในวันที่ 9 มีนาคม 2569 AFNC ได้ตรวจสอบพบข้อความทั้งหมด 164,038 ข้อความ โดยมีข้อความที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ (Verify) ทั้งสิ้น 1,621 ข้อความ สำหรับช่องทางที่มีการพบเบาะแสมากที่สุด คือ ข้อความที่มาจาก Social Listening 1,615 ข้อความ ตามมาด้วยช่องทาง Line Official 6 ข้อความ โดยเป็นเรื่องที่ต้องดำเนินการตรวจสอบทั้งหมด 14 เรื่อง ได้รับผลการตรวจสอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว 9 เรื่องในจำนวนนี้เป็นข่าวที่ได้รับความสนใจจากประชาชนมากที่สุด 8 เรื่อง ซึ่งเป็นข่าวจริง 1 เรื่อง ข่าวปลอม 7 เรื่อง ได้แก่   อันดับที่ 1 ข่าวปลอม เรื่อง อิหร่านอนุญาตให้เรือน้ำมันและ LPG ผ่านได้เฉพาะของไทย-จีน-รัสเซีย   อันดับที่ 2 ข่าวปลอม เรื่อง สว. อังคณา เกิดที่จังหวัดพนมเปญ ประเทศกัมพูชา   อันดับที่ 3 ข่าวปลอม เรื่อง ผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป ที่มีบัตรประชาชนไม่ต้องลงทะเบียน รับ 5,000 บาท เข้าบัญชีธนาคารอัตโนมัติ   อันดับที่ 4 ข่าวจริง เรื่อง AOT ประกาศปรับขึ้นค่าบริการขาออกระหว่างประเทศ 6 สนามบินหลัก เริ่ม 20 มิ.ย. 69   อันดับที่ 5 ข่าวปลอม เรื่อง กัมพูชาพบฐานผลิตโดรนโจมตีของไทย ในจังหวัดยโสธร และจังหวัดร้อยเอ็ด   อันดับที่ 6 ข่าวปลอม เรื่อง กระสุนปืนใหญ่ทหารไทยที่ยิงใส่กัมพูชา ทำให้ช้างในป่าพระวิหารเสียชีวิต   อันดับที่ 7 ข่าวปลอม เรื่อง ผู้ว่า ธปท. ไปออกรายการข่าวชื่อดัง พร้อมให้สัมภาษณ์   อันดับที่ 8 ข่าวปลอม เรื่อง OR เปิดให้บุคคลทั่วไปร่วมลงทุนกับหุ้น OR อเมซอน พอร์ตเริ่มต้น 1 หน่วย 1,260 บาท ผ่านเพจเฟซบุ๊ก OR create stability   สำหรับอันดับ 1 เป็นข่าวปลอม : เรื่อง “อิหร่านอนุญาตให้เรือน้ำมันและ LPG ผ่านได้เฉพาะของไทย-จีน-รัสเซีย” กระทรวงดีอี ได้ตรวจสอบร่วมกับ กองประมวลและวิเคราะห์ข่าว กรมสารนิเทศ กระทรวงการต่างประเทศ ยืนยันเป็น “ข่าวปลอม” จากที่มีรายงานข่าวล่าสุดว่า อิหร่านอนุญาตให้เรือของมิตรประเทศบางชาติผ่านเข้าช่องแคบฮอร์มุชได้ แต่ยังไม่ปรากฏรายงานเกี่ยวกับประเทศไทยอย่างเป็นทางการในเรื่องนี้แต่อย่างใด จึงขอให้ประชาชนอย่าหลงเชื่อข้อมูลดังกล่าว    อย่างไรก็ตาม กระทรวงดีอี มีความห่วงใยประชาชน เรื่องความตระหนักรู้เท่าทันข่าวปลอมที่ถูกแพร่กระจายบนสื่อออนไลน์ โซเชียล ซึ่งหากขาดความรู้เท่าทัน ส่งต่อข้อมูลข่าวปลอม ทำให้เกิดการหลงเชื่อ สร้างความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน สร้างความเสียหายต่อทรัพย์สิน หรือข้อมูลส่วนบุคคล และอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้าง  โดยขอให้ประชาชนเลือกเชื่อ เลือกแชร์ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ ซึ่งได้รับการเผยแพร่จากหน่วยงานที่เป็นทางการเท่านั้น และควรตรวจสอบข้อเท็จจริงของข่าวหรือลิงก์เว็บไซต์ให้แน่ชัด   หากประชาชน พบข่าวน่าสงสัย ข้อมูลบิดเบือน สามารถแจ้งเบาะแส และตรวจสอบข่าวปลอมได้ที่ โทรสายด่วน 1111 ต่อ 87 (24 ชม.) หรือที่ | เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com | Line ID: @antifakenewscenter | Facebook : Anti-Fake News Center Thailand | X : @AFNCThailand | TikTok : @antifakenewscenter | IG : afnc_thailand/   -----------------------------------------------------------------

วันที่ 11 มีนาคม 2569 นางสาวพิยะดา สุดกังวาล ที่ปรึกษาด้านการสื่อสาร กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) พร้อมด้วย นางสาวอรอนงค์ เสนปาน สถิติจังหวัดพัทลุง นายบุญฤทธิ์ อดิพัฒน์ สถิติจังหวัดปทุมธานี ปฏิบัติหน้าที่ ผู้อำนวยการกองงานดิจิทัลจังหวัด และคณะ ร่วมหารือกับ นายสุจินต์ วาจากิจ ผู้ว่าราชการจังหวัดพัทลุง ในการผลักดันให้จังหวัดพัทลุง เป็นจังหวัดต้นแบบการขับเคลื่อนการใช้งานระบบ e-Office ภายใต้บริการคลาวด์กลางภาครัฐ (GDCC) เนื่องจากหน่วยงานภายในสำนักงานจังหวัดและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ใช้งานระบบดังกล่าวครบทั้ง 72 อปท. เรียบร้อยแล้ว ซึ่งถือเป็นต้นแบบที่มีศักยภาพ ในการสนับสนุนนโยบายปรับเปลี่ยนภาครัฐสู่รัฐบาลดิจิทัล (Digital Government) ต่อไป   ขณะเดียวกันในที่ประชุมหารือครั้งนี้ กระทรวงดีอี ได้ส่งมอบใบรับรองอิเล็กทรอนิกส์ หรือ CA (Certification Authority) ให้กับผู้ว่าราชการจังหวัดพัทลุง ได้ลงนามตามมาตรา 28 ใน พ.ร.บ.ว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 2544 เป็นจังหวัดลำดับที่ 3 ถัดจากจังหวัดพิจิตร และจังหวัดนครราชสีมา   นอกจากนี้ ผู้ว่าราชการจังหวัดพัทลุง ยังได้แลกเปลี่ยนแนวคิดที่จะผลักดันให้หน่วยงานราชการภายในจังหวัด และ อปท. ทุกแห่ง ได้ใช้งานระบบ e-Office ภายใต้ GDCC ครบทุกหน่วยงาน ซึ่งจังหวัดพัทลุงได้เริ่มใช้งานระบบดังกล่าว ตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2568 ทำให้ผู้บริหารภายในจังหวัดสามารถสั่งการ ติดตาม และผลักดันงานได้รวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากกว่าการทำงานในกระดาษแบบเดิม

นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ ในฐานะโฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ฝ่ายข้าราชการประจำ เปิดเผยถึงผลการดำเนินการปิดกั้นโซเชียลมีเดีย เพจ และเว็บไซต์ URLs ผิดกฎหมาย ซึ่งเป็นไปตามนโยบายการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยความมั่นคงและภัยทางสังคมของนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) โดยยกระดับการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ การปิดกั้นโซเชียลมีเดีย เพจ และเว็บไซต์ URLs ผิดกฎหมาย ซึ่งเป็นอีกหนึ่งช่องทางสำคัญที่มิจฉาชีพใช้ในการก่ออาชญากรรมออนไลน์ โดยเฉพาะเว็บไซต์พนันออนไลน์    นายเวทางค์ กล่าวว่า ในปีงบประมาณ 2569 ระหว่างวันที่ 1 ตุลาคม 2568 – 28 กุมภาพันธ์ 2569 กระทรวงดีอี ได้ดำเนินการปิดกั้นโซเชียลมีเดีย เพจ และเว็บไซต์ URLs ผิดกฎหมายแล้วจำนวน 437,473 รายการ โดยเฉพาะเดือนกุมภาพันธ์ 2569 เดือนเดียว สามารถปิดกั้น URLs ผิดกฎหมายได้มากถึง 132,842 รายการ    สำหรับประเภทของการปิดกั้นในระยะเวลา 5 เดือน (ปีงบประมาณ 2569) พบว่า URLs ที่เกี่ยวข้องกับพนันออนไลน์ มีการปิดกั้นมากที่สุดเป็นจำนวน 362,482 รายการ รองลงมาคือ URLs ที่เกี่ยวข้องกับบุหรี่ไฟฟ้า จำนวน 41,850 รายการ โฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ จำนวน 13,734 รายการ ซื้อ-ขายกัญชา จำนวน 4,841 รายการ  ค้าประเวณี จำนวน 2,148 รายการ อาวุธปืน จำนวน 3,797 รายการ และอื่นๆ (บิดเบือน  หลอกลวง หมิ่นสถาบัน hate speech อนาจาร ฯลฯ) จำนวน 8,621 รายการ   “กระทรวงดีอี ได้ดำเนินการติดตาม ตรวจสอบ เฝ้าระวังการก่ออาชญากรรมออนไลน์อย่างต่อเนื่อง ด้วยการใช้เทคโนโลยี AI จากโครงการตรวจจับและวิเคราะห์การกระทำความผิดทางเทคโนโลยีบนเว็บไซต์สื่อสังคมออนไลน์ ในการตรวจสอบข้อมูล และวิเคราะห์ค่าความแม่นยำ ก่อนผ่านกระบวนการ API เข้าสู่แพลตฟอร์ม WebD ซึ่งเร่งรัดกระบวนการระงับเว็บไซต์ผิดกฎหมาย จากที่ต้องใช้บุคลากรในการตรวจสอบ ช่วยให้ร่นระยะเวลาการทำงาน และสามารถตรวจจับ URLs ที่ผิดกฎหมายได้เพิ่มขึ้น ก่อนสร้างคำร้องต่อศาลแบบ Paperless รวมทั้งพัฒนาระบบ "Suspend" เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับพนักงานเจ้าหน้าที่ในการแจ้งคำสั่งศาลไปยังผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต (ISP) อย่างรวดเร็ว พร้อมระบบ “URL Checker” ตรวจสอบการปิดกั้นอย่างต่อเนื่อง จนทำให้สามารถดำเนินการปิดกั้นโซเชียลมีเดีย เพจ เว็บไซต์ และ URLs ผิดกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับ พนันออนไลน์ได้กว่า 362,000 รายการ” นายเวทางค์ กล่าว ----------------------------------------------------------------

วันที่ 12 มีนาคม 2569 นางสาวกัลยา ชินาธิวร ที่ปรึกษาด้านต่างประเทศ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานกล่าวเปิดโครงการศึกษาดูงาน "Smart Governance & Urban Management: จากนโยบายสู่การปฏิบัติ" พร้อมให้การต้อนรับ อาจารย์และนักศึกษา หลักสูตรรัฐประศาสนศาสตรมหาบัณฑิต คณะรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา ประจำภาคปลาย ปีการศึกษา 2568 เข้าศึกษาดูงาน โดยมีผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ณ ห้องประชุม 02/11 ชั้น 2 กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

ว่าที่ร้อยตรี ธนะสิทธิ์ เอี่ยมอนันชัย รองปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานพิธีเปิดโครงการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการสร้างเครือข่ายระดับภูมิภาค ครั้งที่ 3 ประจำปีงบประมาณ 2568 ระหว่างวันที่ 12–13 มีนาคม 2569 ณ ห้องทุ่งศรีเมือง 1 โรงแรมเซ็นทาราและคอนเวนชันเซ็นเตอร์อุดรธานี จังหวัดอุดรธานี   สำหรับการจัดฝึกอบรมดังกล่าว เป็นการเสริมสร้างทักษะด้านความปลอดภัยไซเบอร์ การรับมือภัยคุกคามออนไลน์ และการพัฒนาเครือข่ายความร่วมมือระหว่างหน่วยงานระดับภูมิภาค ครอบคลุมทั่วประเทศ ทั้งภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคใต้ ตามภารกิจของกระทรวง เรื่องการกำกับ ดูแล และบังคับใช้กฎหมายตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ ควบคู่กับการเสริมสร้างความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ของประเทศ ท่ามกลางสถานการณ์ภัยไซเบอร์ที่มีความซับซ้อนและรุนแรงมากขึ้น อาทิ การใช้ AI, Deepfake, Malware, Ransomware และการโจมตีข้อมูลเพื่อบิดเบือนข้อเท็จจริง ซึ่งส่งผลกระทบต่อประชาชน หน่วยงานรัฐ และความมั่นคงโดยรวม   ทั้งนี้ เพื่อยกระดับองค์ความรู้และความพร้อมของบุคลากรในระดับพื้นที่ โดยมีผู้เข้าร่วมกว่า 60 คน จากหน่วยงานภาครัฐและรัฐวิสาหกิจในพื้นที่ อาทิ สำนักงานสถิติจังหวัด หน่วยงานด้านอุตุนิยมวิทยา บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด และเจ้าหน้าที่ด้านการป้องกันอาชญากรรมออนไลน์ โดยเป็นเวทีสำคัญในการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ แนวปฏิบัติที่ดี และเสริมสร้างความเข้มแข็งของเครือข่ายความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ในระดับภูมิภาค

นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ ในฐานะโฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ฝ่ายข้าราชการประจำ กล่าวถึงผลการมอนิเตอร์และรับแจ้งข่าวปลอมของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมประเทศไทย (AFNC) ซึ่งเป็นไปตามนโยบายการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยความมั่นคงและภัยทางสังคมของนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) โดยยกระดับความสำคัญเรื่องการสร้างความตระหนักรู้เท่าทันภัยอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ข่าวปลอม และข้อมูลบิดเบือน   ทั้งนี้ ในวันที่ 10 มีนาคม 2569 AFNC ได้ตรวจสอบพบข้อความทั้งหมด 164,062 ข้อความ โดยมีข้อความที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ (Verify) ทั้งสิ้น 2,570 ข้อความ สำหรับช่องทางที่มีการพบเบาะแสมากที่สุด คือ ข้อความที่มาจาก Social Listening 2,567 ข้อความ ตามมาด้วยช่องทาง Line Official 3 ข้อความ โดยเป็นเรื่องที่ต้องดำเนินการตรวจสอบทั้งหมด 27 เรื่อง ได้รับผลการตรวจสอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว 11 เรื่อง ในจำนวนนี้เป็นข่าวที่ได้รับความสนใจจากประชาชนมากที่สุด 7 เรื่อง ซึ่งเป็นข่าวจริง 2 เรื่อง ข่าวปลอม 3 เรื่อง ข่าวบิดเบือน 2 เรื่อง ได้แก่   อันดับที่ 1 ข่าวจริง เรื่อง เตรียมรับมือพายุฤดูร้อน วันที่ 11-13 มี.ค. 69   อันดับที่ 2 ข่าวบิดเบือน เรื่อง หากกินไข่เยอะ จะเสี่ยงเป็นโรคหัวใจสูง   อันดับที่ 3 ข่าวจริง เรื่อง รฟม. ประกาศใช้บัตร EMV เริ่มวันที่ 1 มิ.ย. 69 เป็นต้นไป   อันดับที่ 4 ข่าวบิดเบือน เรื่อง ในปี 2568 พบเด็กนักเรียน-นักศึกษา ติดเชื้อ HIV สูงถึง 13,000 คน   อันดับที่ 5 ข่าวปลอม เรื่อง ธ.ก.ส.จ่ายเงินไร่ละ 1,000 บาท และผู้สูงอายุ คนพิการ เด็ก รับเงินเข้าบัญชี วันที่ 10 มี.ค. 69   อันดับที่ 6 ข่าวปลอม เรื่อง OR เสนอขายหุ้นสามัญ ลงทุนเริ่มต้น 100 หุ้น 1,340 บาท รับปันผล 345 บาท ผ่านเพจ Green Saving - ดัชนีธุรกิจพลังงาน   อันดับที่ 7 ข่าวปลอม เรื่อง ทหารอิสราเอลและอเมริกาหลายหมื่นนาย   สำหรับอันดับ 1 เป็นข่าวจริง : เรื่อง “เตรียมรับมือพายุฤดูร้อน วันที่ 11-13 มี.ค. 69” กระทรวงดีอี ได้ตรวจสอบร่วมกับ กรมอุตุนิยมวิทยา ยืนยันเป็น “ข่าวจริง” โดยในช่วงวันที่ 11-13 มี.ค. 69 ประเทศไทยตอนบนจะมีพายุฤดูร้อนเกิดขึ้น โดยมีลักษณะของพายุฝนฟ้าคะนอง ลมกระโชกแรง ลูกเห็บตก และฝนตกหนักบางแห่ง รวมถึงฟ้าผ่าที่อาจเกิดขึ้นได้บางพื้นที่   ดังนั้น ขอให้ประชาชนบริเวณประเทศไทยตอนบน ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง และภาคตะวันออก ระมัดระวังอันตรายจากพายุฝนฟ้าคะนอง ลมกระโชกแรง ลูกเห็บตก และฟ้าผ่า โดยหลีกเลี่ยงการอยู่ในที่โล่งแจ้ง ใต้ต้นไม้ใหญ่ และป้ายโฆษณาที่ไม่แข็งแรง รวมทั้งหลีกเลี่ยงการเดินทางผ่านบริเวณที่มีพายุฝนฟ้าคะนอง ที่จะเกิดขึ้นในระยะนี้ สำหรับเกษตรกรควรเสริมความแข็งแรงให้ไม้ผล และเตรียมการป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นกับผลผลิตทางการเกษตรและสัตว์เลี้ยง รวมทั้งดูแลรักษาสุขภาพในช่วงที่สภาพอากาศเปลี่ยนแปลงไว้ด้วย   สำหรับภาคใต้ในช่วงวันที่ 10-14 มี.ค. 69 จะมีฝนเพิ่มขึ้นและมีฝนตกหนักบางแห่งเกิดขึ้นได้ เนื่องจากลมตะวันออกและลมตะวันออกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมอ่าวไทย ภาคใต้ และทะเลอันดามันจะมีกำลังแรงขึ้น หลังจากนั้นฝนลดลง   อย่างไรก็ตาม กระทรวงดีอี มีความห่วงใยประชาชน เรื่องความตระหนักรู้เท่าทันข่าวปลอมที่ถูกแพร่กระจายบนสื่อออนไลน์ โซเชียล ซึ่งหากขาดความรู้เท่าทัน ส่งต่อข้อมูลข่าวปลอม ทำให้เกิดการหลงเชื่อ สร้างความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน สร้างความเสียหายต่อทรัพย์สิน หรือข้อมูลส่วนบุคคล และอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้าง  โดยขอให้ประชาชนเลือกเชื่อ เลือกแชร์ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ ซึ่งได้รับการเผยแพร่จากหน่วยงานที่เป็นทางการเท่านั้น และควรตรวจสอบข้อเท็จจริงของข่าวหรือลิงก์เว็บไซต์ให้แน่ชัด   หากประชาชน พบข่าวน่าสงสัย ข้อมูลบิดเบือน สามารถแจ้งเบาะแส และตรวจสอบข่าวปลอมได้ที่ โทรสายด่วน 1111 ต่อ 87 (24 ชม.) หรือที่ | เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com | Line ID: @antifakenewscenter | Facebook : Anti-Fake News Center Thailand | X : @AFNCThailand | TikTok : @antifakenewscenter | IG : afnc_thailand/   -----------------------------------------------------------------

วันที่ 12 มีนาคม 2569 นางสาวพิยะดา สุดกังวาล ที่ปรึกษาด้านการสื่อสาร กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ร่วมนำเสนอแนวทางการเตรียมความพร้อมและเชื่อมโยงระบบ e-Office ภายใต้ GDCC ในที่ประชุมคณะกรรมการผู้บริหารเทคโนโลยีสารสนเทศระดับสูงระดับจังหวัด หรือ PCIO จังหวัดพัทลุง ณ ห้องประชุมอิรวดี ศาลากลางจังหวัดพัทลุง โดยมี นายสุจินต์ วาจากิจ ผู้ว่าราชการจังหวัดพัทลุง เป็นประธาน    ทั้งนี้กระทรวงดีอี ได้นำเสนอการพัฒนา และใช้งานบริการระบบ e-Office ในรูปแบบซอฟต์แวร์บริการ (SaaS) บน GDCC เพื่อสนับสนุนให้หน่วยงานรัฐทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาคสามารถใช้งานได้โดยไม่มีค่าใช้จ่ายตั้งแต่ปี 2567 ซึ่งจากการประเมินผลการใช้งานในระดับภูมิภาค กระทรวงดีอี ได้จัดจังหวัดพัทลุงเป็นกลุ่มจังหวัดนำร่องที่สามารถประยุกต์ใช้งานระบบ e-Office ได้อย่างครบวงจร ร่วมกับจังหวัดพิจิตร นครราชสีมา และปทุมธานี    โดยเฉพาะอย่างยิ่ง จังหวัดพัทลุงที่ผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นผู้นำในการเปลี่ยนแปลงด้วยตนเอง ทำให้สามารถใช้งานครบทุกโมดูล ทั้งระบบสารบรรณ การจัดทำร่างหนังสือ และการเสนอให้ผู้บริหารพิจารณาลงนามผ่านระบบ มีศักยภาพที่จะเป็นพื้นที่ต้นแบบให้กับจังหวัดอื่น ๆ ต่อไปในอนาคต   ทางด้านผู้ว่าราชการจังหวัดพัทลุง ได้ชื่นชมหน่วยงานราชการส่วนภูมิภาคที่มีการใช้งานระบบดังกล่าวครบวงจรและได้มาแลกเปลี่ยนประสบการณ์การใช้งานในที่ประชุม ได้แก่ สำนักงานจังหวัดฯ สำนักงานสถิติจังหวัดฯ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดฯ และบริษัทโทรคมนาคมจังหวัดฯ โดยเน้นย้ำกับผู้บริหารของหน่วยงานราชการต่าง ๆ รวมถึงองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ยังไม่ได้ใช้งาน ขอให้ปรับเปลี่ยนมาใช้งานระบบ e-Office เพื่อสอดรับกับข้อสั่งการนายกรัฐมนตรีที่ให้หน่วยงานราชการ ดำเนินมาตรการ Work From Home เนื่องจากสถานการณ์ขาดแคลนพลังงานในปัจจุบัน ภายในวันที่ 1 เมษายน 2569 และได้มอบหมายให้สถิติจังหวัดฯ ร่วมกับสำนักงานจังหวัดฯ สำรวจว่ามีหน่วยงานใดที่ยังติดขัดในการใช้งานระบบดังกล่าว เพื่อรายงานให้ผู้ว่าราชการจังหวัดทราบ และจะได้มีแนวทางในการผลักดันการใช้งานร่วมกันต่อไป

นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ ในฐานะโฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ฝ่ายข้าราชการประจำ กล่าวถึงผลการมอนิเตอร์และรับแจ้งข่าวปลอมของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมประเทศไทย (AFNC) ซึ่งเป็นไปตามนโยบายการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยความมั่นคงและภัยทางสังคมของนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) โดยยกระดับความสำคัญเรื่องการสร้างความตระหนักรู้เท่าทันภัยอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ข่าวปลอม และข้อมูลบิดเบือน   ทั้งนี้ ในวันที่ 11 มีนาคม 2569 AFNC ได้ตรวจสอบพบข้อความทั้งหมด 164,051 ข้อความ โดยมีข้อความที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ (Verify) ทั้งสิ้น 1,795 ข้อความ สำหรับช่องทางที่มีการพบเบาะแสมากที่สุดคือ ข้อความที่มาจาก Social Listening 1,792 ข้อความ ตามมาด้วยช่องทาง Line Official 2 ข้อความ และช่องทาง Facebook 1 ข้อความ โดยเป็นเรื่องที่ต้องดำเนินการตรวจสอบทั้งหมด 30 เรื่อง ได้รับผลการตรวจสอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว 10 เรื่อง ในจำนวนนี้เป็นข่าวที่ได้รับความสนใจจากประชาชนมากที่สุด 8 เรื่อง ซึ่งเป็นข่าวจริง 3 เรื่อง ข่าวปลอม 2 เรื่อง ข่าวบิดเบือน 3 เรื่อง ได้แก่   อันดับที่ 1 ข่าวบิดเบือน เรื่อง ผู้บัญชาการทหารอากาศ สั่งสำรองน้ำมันเครื่องบิน ไว้รองรับสถานการณ์ชายแดน   อันดับที่ 2 ข่าวจริง เรื่อง เรือสินค้าไทยถูกโจมตีที่ช่องแคบฮอร์มุซ   อันดับที่ 3 ข่าวบิดเบือน เรื่อง กินกล้วยน้ำว้าต่อเนื่อง 1 เดือน ร่างกายสามารถสมานแผลในกระเพาะ และระบบขับถ่ายเข้าที่   อันดับที่ 4 ข่าวจริง เรื่อง ก.ล.ต. ประสานงาน Google ปิดกั้นแอปฯ หลอกลงทุน แอบอ้างเป็นบริษัทหลักทรัพย์   อันดับที่ 5 ข่าวปลอม เรื่อง รัฐบาลเตรียมสั่งปิดปั๊มน้ำมันทั่วประเทศ   อันดับที่ 6 ข่าวจริง เรื่อง ปรับปรุงหลักเกณฑ์เพิ่มวงเงิน เงินช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติปี 2569   อันดับที่ 7 ข่าวปลอม เรื่อง ปปง. ยึดเรือยอร์ชเครือข่ายสแกมเมอร์ข้ามชาติมูลค่า 1,125 ล้านบาท เร่งคืนเงินให้ผู้เสียหายผ่านเพจ ทนาย แก๊บ   อันดับที่ 8 ข่าวบิดเบือน เรื่อง ไทย-จีน-สิงคโปร์ ร่วมมือกัน ไม่ส่งน้ำมันให้กัมพูชา   สำหรับอันดับ 1 เป็นข่าวบิดเบือน : เรื่อง “ผู้บัญชาการทหารอากาศ สั่งสำรองน้ำมันเครื่องบิน ไว้รองรับสถานการณ์ชายแดน” กระทรวงดีอี ได้ตรวจสอบร่วมกับ กองทัพอากาศ กระทรวงกลาโหม ยืนยันเป็น “ข่าวบิดเบือน” กรณีที่สื่อออนไลน์นำเสนอประเด็นข่าวเกี่ยวกับเรื่องข้างต้นนั้น มีที่มาจากการให้สัมภาษณ์ของผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารอากาศจริง แต่เป็นการกล่าวถึงการเตรียมสำรองน้ำมันสำหรับกรณีฉุกเฉินหากเกิดภาวะสงคราม ไม่ได้มีการระบุเจาะจงถึงสถานการณ์ชายแดนแต่อย่างใด   อย่างไรก็ตาม กระทรวงดีอี มีความห่วงใยประชาชน เรื่องความตระหนักรู้เท่าทันข่าวปลอมที่ถูกแพร่กระจายบนสื่อออนไลน์ โซเชียล ซึ่งหากขาดความรู้เท่าทัน ส่งต่อข้อมูลข่าวปลอม ทำให้เกิดการหลงเชื่อ สร้างความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน สร้างความเสียหายต่อทรัพย์สิน หรือข้อมูลส่วนบุคคล และอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้าง  โดยขอให้ประชาชนเลือกเชื่อ เลือกแชร์ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ ซึ่งได้รับการเผยแพร่จากหน่วยงานที่เป็นทางการเท่านั้น และควรตรวจสอบข้อเท็จจริงของข่าวหรือลิงก์เว็บไซต์ให้แน่ชัด   หากประชาชน พบข่าวน่าสงสัย ข้อมูลบิดเบือน สามารถแจ้งเบาะแส และตรวจสอบข่าวปลอมได้ที่ โทรสายด่วน 1111 ต่อ 87 (24 ชม.) หรือที่ | เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com | Line ID: @antifakenewscenter | Facebook : Anti-Fake News Center Thailand | X : @AFNCThailand | TikTok : @antifakenewscenter | IG : afnc_thailand/   -----------------------------------------------------------------

ประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิเข้ารับการกลั่นกรอง กำหนดวัน เวลา สถานที่การทดสอบสมรรถนะทางการบริหารสำหรับตำแหน่งประเภท อำนวยการ และกำหนดวัน เวลา วิธีการเข้ารับการสัมภาษณ์/แสดงวิสัยทัศน์ เพื่อขึ้นบัญชีรายชื่อผู้ผ่านการกลั่นกรอง สำหรับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งประเภทอำนวยการ ของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ ในฐานะโฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ฝ่ายข้าราชการประจำ กล่าวถึงผลการมอนิเตอร์และรับแจ้งข่าวปลอมของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมประเทศไทย (AFNC) ซึ่งเป็นไปตามนโยบายการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยความมั่นคงและภัยทางสังคมของนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) โดยยกระดับความสำคัญเรื่องการสร้างความตระหนักรู้เท่าทันภัยอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ข่าวปลอม และข้อมูลบิดเบือน ทั้งนี้ ในวันที่ 12 มีนาคม 2569 AFNC ได้ตรวจสอบพบข้อความทั้งหมด 164,022 ข้อความ โดยมีข้อความที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ (Verify) ทั้งสิ้น 15,038 ข้อความ สำหรับช่องทางที่มีการพบเบาะแสมากที่สุด คือ ข้อความที่มาจาก Social Listening 15,031 ข้อความ ตามมาด้วยช่องทาง Line Official 6 ข้อความ และช่องทาง Website 1 ข้อความ โดยเป็นเรื่องที่ต้องดำเนินการตรวจสอบทั้งหมด 37 เรื่อง ได้รับผลการตรวจสอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว 8 เรื่อง ในจำนวนนี้เป็นข่าวที่ได้รับความสนใจจากประชาชนมากที่สุด 8 เรื่อง ซึ่งเป็นข่าวจริง 2 เรื่อง ข่าวปลอม 6 เรื่อง  ได้แก่ อันดับที่ 1 ข่าวจริง เรื่อง รับจ้างเปิดซิมม้า มีโทษจำคุกสูงสุด 3 ปี ปรับสูงสุด 300,000 บาท อันดับที่ 2 ข่าวจริง เรื่อง MRT ประกาศใช้บัตร EMV Contactless เต็มระบบ เริ่ม 1 มิ.ย. 69 อันดับที่ 3 ข่าวปลอม เรื่อง ปปง. เปิดให้ผู้เสียหายถูกมิจฉาชีพหลอก ลงทะเบียนขอรับเงินคืน ผ่านเพจ สำนักงานลงทะเบียน อายัดบัญชี อันดับที่ 4 ข่าวปลอม เรื่อง ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาเสียชีวิต อันดับที่ 5 ข่าวปลอม เรื่อง แรงงานกัมพูชากว่า 7 แสนคน ไม่ยอมกลับประเทศ ยอมจ่ายเงินเพื่อให้ได้สัญชาติไทย อันดับที่ 6 ข่าวปลอม เรื่อง ร่วมลงทุนหุ้นโออาร์ พอร์ตเริ่มต้น 1,260 รับผลกำไร 441 ต่อวัน ผ่านเพจเฟซบุ๊ก Short-term profit strategies อันดับที่ 7 ข่าวปลอม เรื่อง ก.ล.ต. เปิดเว็บไซต์ ted-sets8000 ให้บริการด้านการลงทุน อันดับที่ 8 ข่าวปลอม เรื่อง รัสเซียประกาศใช้สกุลเงินบาทไทย ในการแลกเปลี่ยนน้ำมันแทนสกุลเงินอื่น ๆ สำหรับอันดับ 1 เป็นข่าวจริง : เรื่อง “รับจ้างเปิดซิมม้า มีโทษจำคุกสูงสุด 3 ปี ปรับสูงสุด 300,000 บาท” กระทรวงดีอี ได้ตรวจสอบร่วมกับ สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ยืนยันเป็น “ข่าวจริง” โดยการรับจ้างเปิดซิมให้ผู้อื่น หรือให้ผู้อื่นนำชื่อเราไปใช้ลงทะเบียนซิม ซึ่งเข้าข่ายการกระทำความผิดตามกฏหมาย พ.ร.ก. มาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พ.ศ. 2566 (แก้ไขเพิ่มเติม ฉบับที่ 2 พ.ศ. 2568) คือ - ผู้รับจ้างเปิดซิม มีโทษ จำคุกไม่เกิน 3 ปี ปรับไม่เกิน 300,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ- ผู้จัดหา ซื้อ-ขาย หรือโฆษณาซิมม้า มีโทษ จำคุก 2–5 ปี ปรับ 200,000–500,000 บาท ดังนั้นขอให้ประชาชน อย่าให้ข้อมูลส่วนตัวหรือสแกนใบหน้าเพื่อเปิดซิมให้ผู้อื่น เพื่อลดความเสี่ยงตกเป็นผู้ต้องหาในคดีอาชญากรรมออนไลน์ อย่างไรก็ตาม กระทรวงดีอี มีความห่วงใยประชาชน เรื่องความตระหนักรู้เท่าทันข่าวปลอมที่ถูกแพร่กระจายบนสื่อออนไลน์ โซเชียล ซึ่งหากขาดความรู้เท่าทัน ส่งต่อข้อมูลข่าวปลอม ทำให้เกิดการหลงเชื่อ สร้างความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน สร้างความเสียหายต่อทรัพย์สิน หรือข้อมูลส่วนบุคคล และอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้าง  โดยขอให้ประชาชนเลือกเชื่อ เลือกแชร์ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ ซึ่งได้รับการเผยแพร่จากหน่วยงานที่เป็นทางการเท่านั้น และควรตรวจสอบข้อเท็จจริงของข่าวหรือลิงก์เว็บไซต์ให้แน่ชัด หากประชาชน พบข่าวน่าสงสัย ข้อมูลบิดเบือน สามารถแจ้งเบาะแส และตรวจสอบข่าวปลอมได้ที่ โทรสายด่วน 1111 ต่อ 87 (24 ชม.) หรือที่| เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com| Line ID: @antifakenewscenter| Facebook : Anti-Fake News Center Thailand| X : @AFNCThailand| TikTok : @antifakenewscenter| IG : afnc_thailand/ --------------------------------------------------

ท่ามกลางสถานการณ์ความตึงเครียดของสถานการณ์โลก ที่กำลังถูกจับตาอย่างใกล้ชิด ซึ่งส่งผลให้ราคาพลังงานและน้ำมันกลายเป็นเรื่องที่หลายคนกังวล มิจฉาชีพในโลกออนไลน์ก็อาศัยกระแสดังกล่าวเป็นช่องทางสร้างกลโกงใหม่ หลอกลวงประชาชนจากความกังวลเหล่านั้นด้วยการส่งข้อความชวนเชื่อว่า “แจกคูปองเติมน้ำมันฟรี” หรือ “ส่วนลดน้ำมันพิเศษช่วงวิกฤตพลังงาน” ทั้งนี้ ศูนย์ต่อต้านอาชญากรรมออนไลน์ AOC 1441 ขอแจ้งเตือนกลโกงดังกล่าว ซึ่งมักแพร่กระจายผ่าน SMS โซเชียลมีเดีย หรือโฆษณาปลอมในเพจที่แอบอ้างเป็นปั๊มน้ำมันหรือแบรนด์ดัง โดยอาศัยสถานการณ์ข่าวต่างประเทศมาเป็น “เหยื่อล่อ” ซึ่งข้อความมักใช้คำที่กระตุ้นความสนใจ เช่น “รับสิทธิ์เติมน้ำมันฟรี 500 บาท” หรือ “คูปองพิเศษเฉพาะลูกค้าวันนี้เท่านั้น” เพื่อให้เหยื่อรีบกดลิงก์โดยไม่ทันตรวจสอบเมื่อเหยื่อกดลิงก์ จะถูกนำไปยังหน้าเว็บไซต์ที่มีหน้าตาคล้ายเว็บไซต์จริง เมื่อเหยื่อเผลอกรอกข้อมูลสำคัญ เช่น หมายเลขบัตรประชาชน ข้อมูลบัตร หรือรหัส OTP จากนั้นมิจฉาชีพจะนำข้อมูลไปใช้ในการเข้าถึงบัญชีธนาคารหรือทำธุรกรรมทันทีสุดท้ายเงินในบัญชีถูกดูดออกไปจนหมดในเวลาไม่กี่นาที เคสเตือนใจ โปรโมชั่นปลอม “ฉลองครบรอบปั๊ม” พนักงานบริษัทวัย 34 ปี ได้รับ SMS ระบุว่าเป็นโปรโมชั่นฉลองครบรอบสถานีบริการน้ำมันชื่อดัง พร้อมคูปองเติมน้ำมันฟรี 500 บาท เมื่อกดลิงก์และกรอกข้อมูลเพื่อ “ยืนยันสิทธิ์” ไม่นานก็มี SMS ขอรหัส OTP จากธนาคาร เจ้าตัวเข้าใจว่าเป็นขั้นตอนยืนยันตัวตน ก่อนพบว่า เงินกว่า 80,000 บาท ถูกโอนออกจากบัญชีภายในเวลาไม่ถึง 10 นาที โฆษณาปลอมในโซเชียล ส่วนอีกรายเป็นแม่ค้าขายของออนไลน์ในต่างจังหวัดเห็นโฆษณาในโซเชียลมีเดียที่อ้างว่าแจกคูปองเติมน้ำมัน 300 บาท เพียงตอบแบบสอบถามสั้น ๆ หลังกรอกข้อมูลและผูกบัญชีเพื่อ “รับเครดิต” กลับพบว่า เงินในบัญชีถูกตัดออกหลายรายการ รวมความเสียหายกว่า 50,000 บาท AOC แนะวิธีป้องกัน - อย่ากดลิงก์จาก SMS หรือโฆษณาที่ไม่น่าเชื่อถือ- อย่ากรอกข้อมูลบัตร รหัสผ่าน หรือ OTP ในเว็บไซต์ที่ไม่แน่ใจ- ตรวจสอบโปรโมชั่นผ่านเว็บไซต์หรือเพจทางการของแบรนด์เท่านั้น เจ้าหน้าที่เตือนว่า กลโกงลักษณะนี้อาศัย “ความอยากได้สิทธิ์พิเศษ” เป็นตัวล่อ ทำให้หลายคนเผลอคลิกลิงก์โดยไม่ทันระวัง ดังนั้นประชาชนควรตั้งสติและตรวจสอบทุกครั้งก่อนกรอกข้อมูลสำคัญในโลกออนไลน์หากประชาชนโดนหลอกลวงออนไลน์ โทรแจ้งดำเนินการระงับบัญชี โทรสายด่วน1441 หรือ แจ้งเบาะแส ข่าวปลอม และอาชญากรรมออนไลน์ทุกรูปแบบ โทรสายด่วน 1111 ตลอด 24 ชม. --------------------------------------------------

icon-sitemap    std-w1    std-w2    WCAG 2.0 (Level AA)
จำนวนผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์ Loading...


กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

เลขที่ 120 หมู่ 3 ชั้น 8-11 ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 (อาคาร ซี) ซอยแจ้งวัฒนะ 7 ถนนแจ้งวัฒนะ แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ 10210

facebook
instagram
twitter
youtube
rss
tiktok
threads
Icon Q&A
black ribbon.