Logo DE Ministry.
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
Ministry of Digital Economy and Society
Logo DE Ministry.
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
Ministry of Digital Economy and Society
ตัวช่วยเหลือในการเข้าถึงเว็บไซต์
ค้นหา

นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ ในฐานะโฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ฝ่ายข้าราชการประจำ กล่าวถึงผลการมอนิเตอร์และรับแจ้งข่าวปลอมของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมประเทศไทย (AFNC) ซึ่งเป็นไปตามนโยบายการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยความมั่นคงและภัยทางสังคมของนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) โดยยกระดับความสำคัญเรื่องการสร้างความตระหนักรู้เท่าทันภัยอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ข่าวปลอม และข้อมูลบิดเบือน   ทั้งนี้ ในวันที่ 9 มีนาคม 2569 AFNC ได้ตรวจสอบพบข้อความทั้งหมด 164,038 ข้อความ โดยมีข้อความที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ (Verify) ทั้งสิ้น 1,621 ข้อความ สำหรับช่องทางที่มีการพบเบาะแสมากที่สุด คือ ข้อความที่มาจาก Social Listening 1,615 ข้อความ ตามมาด้วยช่องทาง Line Official 6 ข้อความ โดยเป็นเรื่องที่ต้องดำเนินการตรวจสอบทั้งหมด 14 เรื่อง ได้รับผลการตรวจสอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว 9 เรื่องในจำนวนนี้เป็นข่าวที่ได้รับความสนใจจากประชาชนมากที่สุด 8 เรื่อง ซึ่งเป็นข่าวจริง 1 เรื่อง ข่าวปลอม 7 เรื่อง ได้แก่   อันดับที่ 1 ข่าวปลอม เรื่อง อิหร่านอนุญาตให้เรือน้ำมันและ LPG ผ่านได้เฉพาะของไทย-จีน-รัสเซีย   อันดับที่ 2 ข่าวปลอม เรื่อง สว. อังคณา เกิดที่จังหวัดพนมเปญ ประเทศกัมพูชา   อันดับที่ 3 ข่าวปลอม เรื่อง ผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป ที่มีบัตรประชาชนไม่ต้องลงทะเบียน รับ 5,000 บาท เข้าบัญชีธนาคารอัตโนมัติ   อันดับที่ 4 ข่าวจริง เรื่อง AOT ประกาศปรับขึ้นค่าบริการขาออกระหว่างประเทศ 6 สนามบินหลัก เริ่ม 20 มิ.ย. 69   อันดับที่ 5 ข่าวปลอม เรื่อง กัมพูชาพบฐานผลิตโดรนโจมตีของไทย ในจังหวัดยโสธร และจังหวัดร้อยเอ็ด   อันดับที่ 6 ข่าวปลอม เรื่อง กระสุนปืนใหญ่ทหารไทยที่ยิงใส่กัมพูชา ทำให้ช้างในป่าพระวิหารเสียชีวิต   อันดับที่ 7 ข่าวปลอม เรื่อง ผู้ว่า ธปท. ไปออกรายการข่าวชื่อดัง พร้อมให้สัมภาษณ์   อันดับที่ 8 ข่าวปลอม เรื่อง OR เปิดให้บุคคลทั่วไปร่วมลงทุนกับหุ้น OR อเมซอน พอร์ตเริ่มต้น 1 หน่วย 1,260 บาท ผ่านเพจเฟซบุ๊ก OR create stability   สำหรับอันดับ 1 เป็นข่าวปลอม : เรื่อง “อิหร่านอนุญาตให้เรือน้ำมันและ LPG ผ่านได้เฉพาะของไทย-จีน-รัสเซีย” กระทรวงดีอี ได้ตรวจสอบร่วมกับ กองประมวลและวิเคราะห์ข่าว กรมสารนิเทศ กระทรวงการต่างประเทศ ยืนยันเป็น “ข่าวปลอม” จากที่มีรายงานข่าวล่าสุดว่า อิหร่านอนุญาตให้เรือของมิตรประเทศบางชาติผ่านเข้าช่องแคบฮอร์มุชได้ แต่ยังไม่ปรากฏรายงานเกี่ยวกับประเทศไทยอย่างเป็นทางการในเรื่องนี้แต่อย่างใด จึงขอให้ประชาชนอย่าหลงเชื่อข้อมูลดังกล่าว    อย่างไรก็ตาม กระทรวงดีอี มีความห่วงใยประชาชน เรื่องความตระหนักรู้เท่าทันข่าวปลอมที่ถูกแพร่กระจายบนสื่อออนไลน์ โซเชียล ซึ่งหากขาดความรู้เท่าทัน ส่งต่อข้อมูลข่าวปลอม ทำให้เกิดการหลงเชื่อ สร้างความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน สร้างความเสียหายต่อทรัพย์สิน หรือข้อมูลส่วนบุคคล และอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้าง  โดยขอให้ประชาชนเลือกเชื่อ เลือกแชร์ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ ซึ่งได้รับการเผยแพร่จากหน่วยงานที่เป็นทางการเท่านั้น และควรตรวจสอบข้อเท็จจริงของข่าวหรือลิงก์เว็บไซต์ให้แน่ชัด   หากประชาชน พบข่าวน่าสงสัย ข้อมูลบิดเบือน สามารถแจ้งเบาะแส และตรวจสอบข่าวปลอมได้ที่ โทรสายด่วน 1111 ต่อ 87 (24 ชม.) หรือที่ | เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com | Line ID: @antifakenewscenter | Facebook : Anti-Fake News Center Thailand | X : @AFNCThailand | TikTok : @antifakenewscenter | IG : afnc_thailand/   -----------------------------------------------------------------

วันที่ 11 มีนาคม 2569 นางสาวพิยะดา สุดกังวาล ที่ปรึกษาด้านการสื่อสาร กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) พร้อมด้วย นางสาวอรอนงค์ เสนปาน สถิติจังหวัดพัทลุง นายบุญฤทธิ์ อดิพัฒน์ สถิติจังหวัดปทุมธานี ปฏิบัติหน้าที่ ผู้อำนวยการกองงานดิจิทัลจังหวัด และคณะ ร่วมหารือกับ นายสุจินต์ วาจากิจ ผู้ว่าราชการจังหวัดพัทลุง ในการผลักดันให้จังหวัดพัทลุง เป็นจังหวัดต้นแบบการขับเคลื่อนการใช้งานระบบ e-Office ภายใต้บริการคลาวด์กลางภาครัฐ (GDCC) เนื่องจากหน่วยงานภายในสำนักงานจังหวัดและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ใช้งานระบบดังกล่าวครบทั้ง 72 อปท. เรียบร้อยแล้ว ซึ่งถือเป็นต้นแบบที่มีศักยภาพ ในการสนับสนุนนโยบายปรับเปลี่ยนภาครัฐสู่รัฐบาลดิจิทัล (Digital Government) ต่อไป   ขณะเดียวกันในที่ประชุมหารือครั้งนี้ กระทรวงดีอี ได้ส่งมอบใบรับรองอิเล็กทรอนิกส์ หรือ CA (Certification Authority) ให้กับผู้ว่าราชการจังหวัดพัทลุง ได้ลงนามตามมาตรา 28 ใน พ.ร.บ.ว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 2544 เป็นจังหวัดลำดับที่ 3 ถัดจากจังหวัดพิจิตร และจังหวัดนครราชสีมา   นอกจากนี้ ผู้ว่าราชการจังหวัดพัทลุง ยังได้แลกเปลี่ยนแนวคิดที่จะผลักดันให้หน่วยงานราชการภายในจังหวัด และ อปท. ทุกแห่ง ได้ใช้งานระบบ e-Office ภายใต้ GDCC ครบทุกหน่วยงาน ซึ่งจังหวัดพัทลุงได้เริ่มใช้งานระบบดังกล่าว ตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2568 ทำให้ผู้บริหารภายในจังหวัดสามารถสั่งการ ติดตาม และผลักดันงานได้รวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากกว่าการทำงานในกระดาษแบบเดิม

นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ ในฐานะโฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ฝ่ายข้าราชการประจำ เปิดเผยถึงผลการดำเนินการปิดกั้นโซเชียลมีเดีย เพจ และเว็บไซต์ URLs ผิดกฎหมาย ซึ่งเป็นไปตามนโยบายการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยความมั่นคงและภัยทางสังคมของนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) โดยยกระดับการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ การปิดกั้นโซเชียลมีเดีย เพจ และเว็บไซต์ URLs ผิดกฎหมาย ซึ่งเป็นอีกหนึ่งช่องทางสำคัญที่มิจฉาชีพใช้ในการก่ออาชญากรรมออนไลน์ โดยเฉพาะเว็บไซต์พนันออนไลน์    นายเวทางค์ กล่าวว่า ในปีงบประมาณ 2569 ระหว่างวันที่ 1 ตุลาคม 2568 – 28 กุมภาพันธ์ 2569 กระทรวงดีอี ได้ดำเนินการปิดกั้นโซเชียลมีเดีย เพจ และเว็บไซต์ URLs ผิดกฎหมายแล้วจำนวน 437,473 รายการ โดยเฉพาะเดือนกุมภาพันธ์ 2569 เดือนเดียว สามารถปิดกั้น URLs ผิดกฎหมายได้มากถึง 132,842 รายการ    สำหรับประเภทของการปิดกั้นในระยะเวลา 5 เดือน (ปีงบประมาณ 2569) พบว่า URLs ที่เกี่ยวข้องกับพนันออนไลน์ มีการปิดกั้นมากที่สุดเป็นจำนวน 362,482 รายการ รองลงมาคือ URLs ที่เกี่ยวข้องกับบุหรี่ไฟฟ้า จำนวน 41,850 รายการ โฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ จำนวน 13,734 รายการ ซื้อ-ขายกัญชา จำนวน 4,841 รายการ  ค้าประเวณี จำนวน 2,148 รายการ อาวุธปืน จำนวน 3,797 รายการ และอื่นๆ (บิดเบือน  หลอกลวง หมิ่นสถาบัน hate speech อนาจาร ฯลฯ) จำนวน 8,621 รายการ   “กระทรวงดีอี ได้ดำเนินการติดตาม ตรวจสอบ เฝ้าระวังการก่ออาชญากรรมออนไลน์อย่างต่อเนื่อง ด้วยการใช้เทคโนโลยี AI จากโครงการตรวจจับและวิเคราะห์การกระทำความผิดทางเทคโนโลยีบนเว็บไซต์สื่อสังคมออนไลน์ ในการตรวจสอบข้อมูล และวิเคราะห์ค่าความแม่นยำ ก่อนผ่านกระบวนการ API เข้าสู่แพลตฟอร์ม WebD ซึ่งเร่งรัดกระบวนการระงับเว็บไซต์ผิดกฎหมาย จากที่ต้องใช้บุคลากรในการตรวจสอบ ช่วยให้ร่นระยะเวลาการทำงาน และสามารถตรวจจับ URLs ที่ผิดกฎหมายได้เพิ่มขึ้น ก่อนสร้างคำร้องต่อศาลแบบ Paperless รวมทั้งพัฒนาระบบ "Suspend" เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับพนักงานเจ้าหน้าที่ในการแจ้งคำสั่งศาลไปยังผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต (ISP) อย่างรวดเร็ว พร้อมระบบ “URL Checker” ตรวจสอบการปิดกั้นอย่างต่อเนื่อง จนทำให้สามารถดำเนินการปิดกั้นโซเชียลมีเดีย เพจ เว็บไซต์ และ URLs ผิดกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับ พนันออนไลน์ได้กว่า 362,000 รายการ” นายเวทางค์ กล่าว ----------------------------------------------------------------

วันที่ 12 มีนาคม 2569 นางสาวกัลยา ชินาธิวร ที่ปรึกษาด้านต่างประเทศ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานกล่าวเปิดโครงการศึกษาดูงาน "Smart Governance & Urban Management: จากนโยบายสู่การปฏิบัติ" พร้อมให้การต้อนรับ อาจารย์และนักศึกษา หลักสูตรรัฐประศาสนศาสตรมหาบัณฑิต คณะรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา ประจำภาคปลาย ปีการศึกษา 2568 เข้าศึกษาดูงาน โดยมีผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ณ ห้องประชุม 02/11 ชั้น 2 กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

ว่าที่ร้อยตรี ธนะสิทธิ์ เอี่ยมอนันชัย รองปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานพิธีเปิดโครงการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการสร้างเครือข่ายระดับภูมิภาค ครั้งที่ 3 ประจำปีงบประมาณ 2568 ระหว่างวันที่ 12–13 มีนาคม 2569 ณ ห้องทุ่งศรีเมือง 1 โรงแรมเซ็นทาราและคอนเวนชันเซ็นเตอร์อุดรธานี จังหวัดอุดรธานี   สำหรับการจัดฝึกอบรมดังกล่าว เป็นการเสริมสร้างทักษะด้านความปลอดภัยไซเบอร์ การรับมือภัยคุกคามออนไลน์ และการพัฒนาเครือข่ายความร่วมมือระหว่างหน่วยงานระดับภูมิภาค ครอบคลุมทั่วประเทศ ทั้งภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคใต้ ตามภารกิจของกระทรวง เรื่องการกำกับ ดูแล และบังคับใช้กฎหมายตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ ควบคู่กับการเสริมสร้างความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ของประเทศ ท่ามกลางสถานการณ์ภัยไซเบอร์ที่มีความซับซ้อนและรุนแรงมากขึ้น อาทิ การใช้ AI, Deepfake, Malware, Ransomware และการโจมตีข้อมูลเพื่อบิดเบือนข้อเท็จจริง ซึ่งส่งผลกระทบต่อประชาชน หน่วยงานรัฐ และความมั่นคงโดยรวม   ทั้งนี้ เพื่อยกระดับองค์ความรู้และความพร้อมของบุคลากรในระดับพื้นที่ โดยมีผู้เข้าร่วมกว่า 60 คน จากหน่วยงานภาครัฐและรัฐวิสาหกิจในพื้นที่ อาทิ สำนักงานสถิติจังหวัด หน่วยงานด้านอุตุนิยมวิทยา บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด และเจ้าหน้าที่ด้านการป้องกันอาชญากรรมออนไลน์ โดยเป็นเวทีสำคัญในการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ แนวปฏิบัติที่ดี และเสริมสร้างความเข้มแข็งของเครือข่ายความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ในระดับภูมิภาค

นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ ในฐานะโฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ฝ่ายข้าราชการประจำ กล่าวถึงผลการมอนิเตอร์และรับแจ้งข่าวปลอมของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมประเทศไทย (AFNC) ซึ่งเป็นไปตามนโยบายการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยความมั่นคงและภัยทางสังคมของนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) โดยยกระดับความสำคัญเรื่องการสร้างความตระหนักรู้เท่าทันภัยอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ข่าวปลอม และข้อมูลบิดเบือน   ทั้งนี้ ในวันที่ 10 มีนาคม 2569 AFNC ได้ตรวจสอบพบข้อความทั้งหมด 164,062 ข้อความ โดยมีข้อความที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ (Verify) ทั้งสิ้น 2,570 ข้อความ สำหรับช่องทางที่มีการพบเบาะแสมากที่สุด คือ ข้อความที่มาจาก Social Listening 2,567 ข้อความ ตามมาด้วยช่องทาง Line Official 3 ข้อความ โดยเป็นเรื่องที่ต้องดำเนินการตรวจสอบทั้งหมด 27 เรื่อง ได้รับผลการตรวจสอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว 11 เรื่อง ในจำนวนนี้เป็นข่าวที่ได้รับความสนใจจากประชาชนมากที่สุด 7 เรื่อง ซึ่งเป็นข่าวจริง 2 เรื่อง ข่าวปลอม 3 เรื่อง ข่าวบิดเบือน 2 เรื่อง ได้แก่   อันดับที่ 1 ข่าวจริง เรื่อง เตรียมรับมือพายุฤดูร้อน วันที่ 11-13 มี.ค. 69   อันดับที่ 2 ข่าวบิดเบือน เรื่อง หากกินไข่เยอะ จะเสี่ยงเป็นโรคหัวใจสูง   อันดับที่ 3 ข่าวจริง เรื่อง รฟม. ประกาศใช้บัตร EMV เริ่มวันที่ 1 มิ.ย. 69 เป็นต้นไป   อันดับที่ 4 ข่าวบิดเบือน เรื่อง ในปี 2568 พบเด็กนักเรียน-นักศึกษา ติดเชื้อ HIV สูงถึง 13,000 คน   อันดับที่ 5 ข่าวปลอม เรื่อง ธ.ก.ส.จ่ายเงินไร่ละ 1,000 บาท และผู้สูงอายุ คนพิการ เด็ก รับเงินเข้าบัญชี วันที่ 10 มี.ค. 69   อันดับที่ 6 ข่าวปลอม เรื่อง OR เสนอขายหุ้นสามัญ ลงทุนเริ่มต้น 100 หุ้น 1,340 บาท รับปันผล 345 บาท ผ่านเพจ Green Saving - ดัชนีธุรกิจพลังงาน   อันดับที่ 7 ข่าวปลอม เรื่อง ทหารอิสราเอลและอเมริกาหลายหมื่นนาย   สำหรับอันดับ 1 เป็นข่าวจริง : เรื่อง “เตรียมรับมือพายุฤดูร้อน วันที่ 11-13 มี.ค. 69” กระทรวงดีอี ได้ตรวจสอบร่วมกับ กรมอุตุนิยมวิทยา ยืนยันเป็น “ข่าวจริง” โดยในช่วงวันที่ 11-13 มี.ค. 69 ประเทศไทยตอนบนจะมีพายุฤดูร้อนเกิดขึ้น โดยมีลักษณะของพายุฝนฟ้าคะนอง ลมกระโชกแรง ลูกเห็บตก และฝนตกหนักบางแห่ง รวมถึงฟ้าผ่าที่อาจเกิดขึ้นได้บางพื้นที่   ดังนั้น ขอให้ประชาชนบริเวณประเทศไทยตอนบน ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง และภาคตะวันออก ระมัดระวังอันตรายจากพายุฝนฟ้าคะนอง ลมกระโชกแรง ลูกเห็บตก และฟ้าผ่า โดยหลีกเลี่ยงการอยู่ในที่โล่งแจ้ง ใต้ต้นไม้ใหญ่ และป้ายโฆษณาที่ไม่แข็งแรง รวมทั้งหลีกเลี่ยงการเดินทางผ่านบริเวณที่มีพายุฝนฟ้าคะนอง ที่จะเกิดขึ้นในระยะนี้ สำหรับเกษตรกรควรเสริมความแข็งแรงให้ไม้ผล และเตรียมการป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นกับผลผลิตทางการเกษตรและสัตว์เลี้ยง รวมทั้งดูแลรักษาสุขภาพในช่วงที่สภาพอากาศเปลี่ยนแปลงไว้ด้วย   สำหรับภาคใต้ในช่วงวันที่ 10-14 มี.ค. 69 จะมีฝนเพิ่มขึ้นและมีฝนตกหนักบางแห่งเกิดขึ้นได้ เนื่องจากลมตะวันออกและลมตะวันออกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมอ่าวไทย ภาคใต้ และทะเลอันดามันจะมีกำลังแรงขึ้น หลังจากนั้นฝนลดลง   อย่างไรก็ตาม กระทรวงดีอี มีความห่วงใยประชาชน เรื่องความตระหนักรู้เท่าทันข่าวปลอมที่ถูกแพร่กระจายบนสื่อออนไลน์ โซเชียล ซึ่งหากขาดความรู้เท่าทัน ส่งต่อข้อมูลข่าวปลอม ทำให้เกิดการหลงเชื่อ สร้างความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน สร้างความเสียหายต่อทรัพย์สิน หรือข้อมูลส่วนบุคคล และอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้าง  โดยขอให้ประชาชนเลือกเชื่อ เลือกแชร์ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ ซึ่งได้รับการเผยแพร่จากหน่วยงานที่เป็นทางการเท่านั้น และควรตรวจสอบข้อเท็จจริงของข่าวหรือลิงก์เว็บไซต์ให้แน่ชัด   หากประชาชน พบข่าวน่าสงสัย ข้อมูลบิดเบือน สามารถแจ้งเบาะแส และตรวจสอบข่าวปลอมได้ที่ โทรสายด่วน 1111 ต่อ 87 (24 ชม.) หรือที่ | เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com | Line ID: @antifakenewscenter | Facebook : Anti-Fake News Center Thailand | X : @AFNCThailand | TikTok : @antifakenewscenter | IG : afnc_thailand/   -----------------------------------------------------------------

วันที่ 12 มีนาคม 2569 นางสาวพิยะดา สุดกังวาล ที่ปรึกษาด้านการสื่อสาร กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ร่วมนำเสนอแนวทางการเตรียมความพร้อมและเชื่อมโยงระบบ e-Office ภายใต้ GDCC ในที่ประชุมคณะกรรมการผู้บริหารเทคโนโลยีสารสนเทศระดับสูงระดับจังหวัด หรือ PCIO จังหวัดพัทลุง ณ ห้องประชุมอิรวดี ศาลากลางจังหวัดพัทลุง โดยมี นายสุจินต์ วาจากิจ ผู้ว่าราชการจังหวัดพัทลุง เป็นประธาน    ทั้งนี้กระทรวงดีอี ได้นำเสนอการพัฒนา และใช้งานบริการระบบ e-Office ในรูปแบบซอฟต์แวร์บริการ (SaaS) บน GDCC เพื่อสนับสนุนให้หน่วยงานรัฐทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาคสามารถใช้งานได้โดยไม่มีค่าใช้จ่ายตั้งแต่ปี 2567 ซึ่งจากการประเมินผลการใช้งานในระดับภูมิภาค กระทรวงดีอี ได้จัดจังหวัดพัทลุงเป็นกลุ่มจังหวัดนำร่องที่สามารถประยุกต์ใช้งานระบบ e-Office ได้อย่างครบวงจร ร่วมกับจังหวัดพิจิตร นครราชสีมา และปทุมธานี    โดยเฉพาะอย่างยิ่ง จังหวัดพัทลุงที่ผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นผู้นำในการเปลี่ยนแปลงด้วยตนเอง ทำให้สามารถใช้งานครบทุกโมดูล ทั้งระบบสารบรรณ การจัดทำร่างหนังสือ และการเสนอให้ผู้บริหารพิจารณาลงนามผ่านระบบ มีศักยภาพที่จะเป็นพื้นที่ต้นแบบให้กับจังหวัดอื่น ๆ ต่อไปในอนาคต   ทางด้านผู้ว่าราชการจังหวัดพัทลุง ได้ชื่นชมหน่วยงานราชการส่วนภูมิภาคที่มีการใช้งานระบบดังกล่าวครบวงจรและได้มาแลกเปลี่ยนประสบการณ์การใช้งานในที่ประชุม ได้แก่ สำนักงานจังหวัดฯ สำนักงานสถิติจังหวัดฯ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดฯ และบริษัทโทรคมนาคมจังหวัดฯ โดยเน้นย้ำกับผู้บริหารของหน่วยงานราชการต่าง ๆ รวมถึงองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ยังไม่ได้ใช้งาน ขอให้ปรับเปลี่ยนมาใช้งานระบบ e-Office เพื่อสอดรับกับข้อสั่งการนายกรัฐมนตรีที่ให้หน่วยงานราชการ ดำเนินมาตรการ Work From Home เนื่องจากสถานการณ์ขาดแคลนพลังงานในปัจจุบัน ภายในวันที่ 1 เมษายน 2569 และได้มอบหมายให้สถิติจังหวัดฯ ร่วมกับสำนักงานจังหวัดฯ สำรวจว่ามีหน่วยงานใดที่ยังติดขัดในการใช้งานระบบดังกล่าว เพื่อรายงานให้ผู้ว่าราชการจังหวัดทราบ และจะได้มีแนวทางในการผลักดันการใช้งานร่วมกันต่อไป

นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ ในฐานะโฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ฝ่ายข้าราชการประจำ กล่าวถึงผลการมอนิเตอร์และรับแจ้งข่าวปลอมของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมประเทศไทย (AFNC) ซึ่งเป็นไปตามนโยบายการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยความมั่นคงและภัยทางสังคมของนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) โดยยกระดับความสำคัญเรื่องการสร้างความตระหนักรู้เท่าทันภัยอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ข่าวปลอม และข้อมูลบิดเบือน   ทั้งนี้ ในวันที่ 11 มีนาคม 2569 AFNC ได้ตรวจสอบพบข้อความทั้งหมด 164,051 ข้อความ โดยมีข้อความที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ (Verify) ทั้งสิ้น 1,795 ข้อความ สำหรับช่องทางที่มีการพบเบาะแสมากที่สุดคือ ข้อความที่มาจาก Social Listening 1,792 ข้อความ ตามมาด้วยช่องทาง Line Official 2 ข้อความ และช่องทาง Facebook 1 ข้อความ โดยเป็นเรื่องที่ต้องดำเนินการตรวจสอบทั้งหมด 30 เรื่อง ได้รับผลการตรวจสอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว 10 เรื่อง ในจำนวนนี้เป็นข่าวที่ได้รับความสนใจจากประชาชนมากที่สุด 8 เรื่อง ซึ่งเป็นข่าวจริง 3 เรื่อง ข่าวปลอม 2 เรื่อง ข่าวบิดเบือน 3 เรื่อง ได้แก่   อันดับที่ 1 ข่าวบิดเบือน เรื่อง ผู้บัญชาการทหารอากาศ สั่งสำรองน้ำมันเครื่องบิน ไว้รองรับสถานการณ์ชายแดน   อันดับที่ 2 ข่าวจริง เรื่อง เรือสินค้าไทยถูกโจมตีที่ช่องแคบฮอร์มุซ   อันดับที่ 3 ข่าวบิดเบือน เรื่อง กินกล้วยน้ำว้าต่อเนื่อง 1 เดือน ร่างกายสามารถสมานแผลในกระเพาะ และระบบขับถ่ายเข้าที่   อันดับที่ 4 ข่าวจริง เรื่อง ก.ล.ต. ประสานงาน Google ปิดกั้นแอปฯ หลอกลงทุน แอบอ้างเป็นบริษัทหลักทรัพย์   อันดับที่ 5 ข่าวปลอม เรื่อง รัฐบาลเตรียมสั่งปิดปั๊มน้ำมันทั่วประเทศ   อันดับที่ 6 ข่าวจริง เรื่อง ปรับปรุงหลักเกณฑ์เพิ่มวงเงิน เงินช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติปี 2569   อันดับที่ 7 ข่าวปลอม เรื่อง ปปง. ยึดเรือยอร์ชเครือข่ายสแกมเมอร์ข้ามชาติมูลค่า 1,125 ล้านบาท เร่งคืนเงินให้ผู้เสียหายผ่านเพจ ทนาย แก๊บ   อันดับที่ 8 ข่าวบิดเบือน เรื่อง ไทย-จีน-สิงคโปร์ ร่วมมือกัน ไม่ส่งน้ำมันให้กัมพูชา   สำหรับอันดับ 1 เป็นข่าวบิดเบือน : เรื่อง “ผู้บัญชาการทหารอากาศ สั่งสำรองน้ำมันเครื่องบิน ไว้รองรับสถานการณ์ชายแดน” กระทรวงดีอี ได้ตรวจสอบร่วมกับ กองทัพอากาศ กระทรวงกลาโหม ยืนยันเป็น “ข่าวบิดเบือน” กรณีที่สื่อออนไลน์นำเสนอประเด็นข่าวเกี่ยวกับเรื่องข้างต้นนั้น มีที่มาจากการให้สัมภาษณ์ของผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารอากาศจริง แต่เป็นการกล่าวถึงการเตรียมสำรองน้ำมันสำหรับกรณีฉุกเฉินหากเกิดภาวะสงคราม ไม่ได้มีการระบุเจาะจงถึงสถานการณ์ชายแดนแต่อย่างใด   อย่างไรก็ตาม กระทรวงดีอี มีความห่วงใยประชาชน เรื่องความตระหนักรู้เท่าทันข่าวปลอมที่ถูกแพร่กระจายบนสื่อออนไลน์ โซเชียล ซึ่งหากขาดความรู้เท่าทัน ส่งต่อข้อมูลข่าวปลอม ทำให้เกิดการหลงเชื่อ สร้างความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน สร้างความเสียหายต่อทรัพย์สิน หรือข้อมูลส่วนบุคคล และอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้าง  โดยขอให้ประชาชนเลือกเชื่อ เลือกแชร์ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ ซึ่งได้รับการเผยแพร่จากหน่วยงานที่เป็นทางการเท่านั้น และควรตรวจสอบข้อเท็จจริงของข่าวหรือลิงก์เว็บไซต์ให้แน่ชัด   หากประชาชน พบข่าวน่าสงสัย ข้อมูลบิดเบือน สามารถแจ้งเบาะแส และตรวจสอบข่าวปลอมได้ที่ โทรสายด่วน 1111 ต่อ 87 (24 ชม.) หรือที่ | เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com | Line ID: @antifakenewscenter | Facebook : Anti-Fake News Center Thailand | X : @AFNCThailand | TikTok : @antifakenewscenter | IG : afnc_thailand/   -----------------------------------------------------------------

ประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิเข้ารับการกลั่นกรอง กำหนดวัน เวลา สถานที่การทดสอบสมรรถนะทางการบริหารสำหรับตำแหน่งประเภท อำนวยการ และกำหนดวัน เวลา วิธีการเข้ารับการสัมภาษณ์/แสดงวิสัยทัศน์ เพื่อขึ้นบัญชีรายชื่อผู้ผ่านการกลั่นกรอง สำหรับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งประเภทอำนวยการ ของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ ในฐานะโฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ฝ่ายข้าราชการประจำ กล่าวถึงผลการมอนิเตอร์และรับแจ้งข่าวปลอมของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมประเทศไทย (AFNC) ซึ่งเป็นไปตามนโยบายการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยความมั่นคงและภัยทางสังคมของนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) โดยยกระดับความสำคัญเรื่องการสร้างความตระหนักรู้เท่าทันภัยอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ข่าวปลอม และข้อมูลบิดเบือน ทั้งนี้ ในวันที่ 12 มีนาคม 2569 AFNC ได้ตรวจสอบพบข้อความทั้งหมด 164,022 ข้อความ โดยมีข้อความที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ (Verify) ทั้งสิ้น 15,038 ข้อความ สำหรับช่องทางที่มีการพบเบาะแสมากที่สุด คือ ข้อความที่มาจาก Social Listening 15,031 ข้อความ ตามมาด้วยช่องทาง Line Official 6 ข้อความ และช่องทาง Website 1 ข้อความ โดยเป็นเรื่องที่ต้องดำเนินการตรวจสอบทั้งหมด 37 เรื่อง ได้รับผลการตรวจสอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว 8 เรื่อง ในจำนวนนี้เป็นข่าวที่ได้รับความสนใจจากประชาชนมากที่สุด 8 เรื่อง ซึ่งเป็นข่าวจริง 2 เรื่อง ข่าวปลอม 6 เรื่อง  ได้แก่ อันดับที่ 1 ข่าวจริง เรื่อง รับจ้างเปิดซิมม้า มีโทษจำคุกสูงสุด 3 ปี ปรับสูงสุด 300,000 บาท อันดับที่ 2 ข่าวจริง เรื่อง MRT ประกาศใช้บัตร EMV Contactless เต็มระบบ เริ่ม 1 มิ.ย. 69 อันดับที่ 3 ข่าวปลอม เรื่อง ปปง. เปิดให้ผู้เสียหายถูกมิจฉาชีพหลอก ลงทะเบียนขอรับเงินคืน ผ่านเพจ สำนักงานลงทะเบียน อายัดบัญชี อันดับที่ 4 ข่าวปลอม เรื่อง ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาเสียชีวิต อันดับที่ 5 ข่าวปลอม เรื่อง แรงงานกัมพูชากว่า 7 แสนคน ไม่ยอมกลับประเทศ ยอมจ่ายเงินเพื่อให้ได้สัญชาติไทย อันดับที่ 6 ข่าวปลอม เรื่อง ร่วมลงทุนหุ้นโออาร์ พอร์ตเริ่มต้น 1,260 รับผลกำไร 441 ต่อวัน ผ่านเพจเฟซบุ๊ก Short-term profit strategies อันดับที่ 7 ข่าวปลอม เรื่อง ก.ล.ต. เปิดเว็บไซต์ ted-sets8000 ให้บริการด้านการลงทุน อันดับที่ 8 ข่าวปลอม เรื่อง รัสเซียประกาศใช้สกุลเงินบาทไทย ในการแลกเปลี่ยนน้ำมันแทนสกุลเงินอื่น ๆ สำหรับอันดับ 1 เป็นข่าวจริง : เรื่อง “รับจ้างเปิดซิมม้า มีโทษจำคุกสูงสุด 3 ปี ปรับสูงสุด 300,000 บาท” กระทรวงดีอี ได้ตรวจสอบร่วมกับ สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ยืนยันเป็น “ข่าวจริง” โดยการรับจ้างเปิดซิมให้ผู้อื่น หรือให้ผู้อื่นนำชื่อเราไปใช้ลงทะเบียนซิม ซึ่งเข้าข่ายการกระทำความผิดตามกฏหมาย พ.ร.ก. มาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พ.ศ. 2566 (แก้ไขเพิ่มเติม ฉบับที่ 2 พ.ศ. 2568) คือ - ผู้รับจ้างเปิดซิม มีโทษ จำคุกไม่เกิน 3 ปี ปรับไม่เกิน 300,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ- ผู้จัดหา ซื้อ-ขาย หรือโฆษณาซิมม้า มีโทษ จำคุก 2–5 ปี ปรับ 200,000–500,000 บาท ดังนั้นขอให้ประชาชน อย่าให้ข้อมูลส่วนตัวหรือสแกนใบหน้าเพื่อเปิดซิมให้ผู้อื่น เพื่อลดความเสี่ยงตกเป็นผู้ต้องหาในคดีอาชญากรรมออนไลน์ อย่างไรก็ตาม กระทรวงดีอี มีความห่วงใยประชาชน เรื่องความตระหนักรู้เท่าทันข่าวปลอมที่ถูกแพร่กระจายบนสื่อออนไลน์ โซเชียล ซึ่งหากขาดความรู้เท่าทัน ส่งต่อข้อมูลข่าวปลอม ทำให้เกิดการหลงเชื่อ สร้างความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน สร้างความเสียหายต่อทรัพย์สิน หรือข้อมูลส่วนบุคคล และอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้าง  โดยขอให้ประชาชนเลือกเชื่อ เลือกแชร์ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ ซึ่งได้รับการเผยแพร่จากหน่วยงานที่เป็นทางการเท่านั้น และควรตรวจสอบข้อเท็จจริงของข่าวหรือลิงก์เว็บไซต์ให้แน่ชัด หากประชาชน พบข่าวน่าสงสัย ข้อมูลบิดเบือน สามารถแจ้งเบาะแส และตรวจสอบข่าวปลอมได้ที่ โทรสายด่วน 1111 ต่อ 87 (24 ชม.) หรือที่| เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com| Line ID: @antifakenewscenter| Facebook : Anti-Fake News Center Thailand| X : @AFNCThailand| TikTok : @antifakenewscenter| IG : afnc_thailand/ --------------------------------------------------

ท่ามกลางสถานการณ์ความตึงเครียดของสถานการณ์โลก ที่กำลังถูกจับตาอย่างใกล้ชิด ซึ่งส่งผลให้ราคาพลังงานและน้ำมันกลายเป็นเรื่องที่หลายคนกังวล มิจฉาชีพในโลกออนไลน์ก็อาศัยกระแสดังกล่าวเป็นช่องทางสร้างกลโกงใหม่ หลอกลวงประชาชนจากความกังวลเหล่านั้นด้วยการส่งข้อความชวนเชื่อว่า “แจกคูปองเติมน้ำมันฟรี” หรือ “ส่วนลดน้ำมันพิเศษช่วงวิกฤตพลังงาน” ทั้งนี้ ศูนย์ต่อต้านอาชญากรรมออนไลน์ AOC 1441 ขอแจ้งเตือนกลโกงดังกล่าว ซึ่งมักแพร่กระจายผ่าน SMS โซเชียลมีเดีย หรือโฆษณาปลอมในเพจที่แอบอ้างเป็นปั๊มน้ำมันหรือแบรนด์ดัง โดยอาศัยสถานการณ์ข่าวต่างประเทศมาเป็น “เหยื่อล่อ” ซึ่งข้อความมักใช้คำที่กระตุ้นความสนใจ เช่น “รับสิทธิ์เติมน้ำมันฟรี 500 บาท” หรือ “คูปองพิเศษเฉพาะลูกค้าวันนี้เท่านั้น” เพื่อให้เหยื่อรีบกดลิงก์โดยไม่ทันตรวจสอบเมื่อเหยื่อกดลิงก์ จะถูกนำไปยังหน้าเว็บไซต์ที่มีหน้าตาคล้ายเว็บไซต์จริง เมื่อเหยื่อเผลอกรอกข้อมูลสำคัญ เช่น หมายเลขบัตรประชาชน ข้อมูลบัตร หรือรหัส OTP จากนั้นมิจฉาชีพจะนำข้อมูลไปใช้ในการเข้าถึงบัญชีธนาคารหรือทำธุรกรรมทันทีสุดท้ายเงินในบัญชีถูกดูดออกไปจนหมดในเวลาไม่กี่นาที เคสเตือนใจ โปรโมชั่นปลอม “ฉลองครบรอบปั๊ม” พนักงานบริษัทวัย 34 ปี ได้รับ SMS ระบุว่าเป็นโปรโมชั่นฉลองครบรอบสถานีบริการน้ำมันชื่อดัง พร้อมคูปองเติมน้ำมันฟรี 500 บาท เมื่อกดลิงก์และกรอกข้อมูลเพื่อ “ยืนยันสิทธิ์” ไม่นานก็มี SMS ขอรหัส OTP จากธนาคาร เจ้าตัวเข้าใจว่าเป็นขั้นตอนยืนยันตัวตน ก่อนพบว่า เงินกว่า 80,000 บาท ถูกโอนออกจากบัญชีภายในเวลาไม่ถึง 10 นาที โฆษณาปลอมในโซเชียล ส่วนอีกรายเป็นแม่ค้าขายของออนไลน์ในต่างจังหวัดเห็นโฆษณาในโซเชียลมีเดียที่อ้างว่าแจกคูปองเติมน้ำมัน 300 บาท เพียงตอบแบบสอบถามสั้น ๆ หลังกรอกข้อมูลและผูกบัญชีเพื่อ “รับเครดิต” กลับพบว่า เงินในบัญชีถูกตัดออกหลายรายการ รวมความเสียหายกว่า 50,000 บาท AOC แนะวิธีป้องกัน - อย่ากดลิงก์จาก SMS หรือโฆษณาที่ไม่น่าเชื่อถือ- อย่ากรอกข้อมูลบัตร รหัสผ่าน หรือ OTP ในเว็บไซต์ที่ไม่แน่ใจ- ตรวจสอบโปรโมชั่นผ่านเว็บไซต์หรือเพจทางการของแบรนด์เท่านั้น เจ้าหน้าที่เตือนว่า กลโกงลักษณะนี้อาศัย “ความอยากได้สิทธิ์พิเศษ” เป็นตัวล่อ ทำให้หลายคนเผลอคลิกลิงก์โดยไม่ทันระวัง ดังนั้นประชาชนควรตั้งสติและตรวจสอบทุกครั้งก่อนกรอกข้อมูลสำคัญในโลกออนไลน์หากประชาชนโดนหลอกลวงออนไลน์ โทรแจ้งดำเนินการระงับบัญชี โทรสายด่วน1441 หรือ แจ้งเบาะแส ข่าวปลอม และอาชญากรรมออนไลน์ทุกรูปแบบ โทรสายด่วน 1111 ตลอด 24 ชม. --------------------------------------------------

นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ ในฐานะโฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ฝ่ายข้าราชการประจำ กล่าวถึงผลการมอนิเตอร์และรับแจ้งข่าวปลอมของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมประเทศไทย (AFNC) ซึ่งเป็นไปตามนโยบายการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยความมั่นคงและภัยทางสังคมของนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) โดยยกระดับความสำคัญเรื่องการสร้างความตระหนักรู้เท่าทันภัยอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ข่าวปลอม และข้อมูลบิดเบือน ทั้งนี้ ในวันที่ 13 มีนาคม 2569 AFNC ได้ตรวจสอบพบข้อความทั้งหมด 164,008 ข้อความ โดยมีข้อความที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ (Verify) ทั้งสิ้น 9,680 ข้อความ สำหรับช่องทางที่มีการพบเบาะแสมากที่สุด คือ ข้อความที่มาจาก Social Listening 9,678 ข้อความ ตามมาด้วยช่องทาง Line Official 1 ข้อความ และช่องทาง Facebook 1 ข้อความ โดยเป็นเรื่องที่ต้องดำเนินการตรวจสอบทั้งหมด 30 เรื่อง ได้รับผลการตรวจสอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว 10 เรื่อง ในจำนวนนี้เป็นข่าวที่ได้รับความสนใจจากประชาชนมากที่สุด 7 เรื่อง ซึ่งเป็นข่าวจริง 1 เรื่อง ข่าวปลอม 6 เรื่อง  ได้แก่ อันดับที่ 1 ข่าวจริง เรื่อง กินยาแก้แพ้ประจำ เร่งสมองเสื่อม อันดับที่ 2 ข่าวปลอม เรื่อง ชาวกัมพูชาพยายามแหกด่าน เพื่อมารักษาวัณโรคฟรีที่ไทย อันดับที่ 3 ข่าวปลอม เรื่อง ตม. ไทยไม่ให้ชาวกัมพูชาเดินทางเข้าประเทศ และบังคับให้ซื้อตั๋วเครื่องบินกลับกัมพูชาทันที อันดับที่ 4 ข่าวปลอม เรื่อง ก.ล.ต. มีการรับรองโบรกเกอร์ ให้เป็นผู้แนะนำการลงทุนตราสารซับซ้อน ประเภทผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุนสามัญ อันดับที่ 5 ข่าวปลอม เรื่อง ธ.กรุงไทย เปิดให้กรอกแบบสอบถาม เพื่อรับเงิน 20,000 บาท อันดับที่ 6 ข่าวปลอม เรื่อง ผงชูรส และมะนาว ช่วยถอนพิษจากแมงมุมกัดได้ อันดับที่ 7 ข่าวปลอม เรื่อง ทหารไทยส่งอาวุธไปยังชายแดน สำหรับอันดับ 1 เป็นข่าวจริง : เรื่อง “กินยาแก้แพ้ประจำ เร่งสมองเสื่อม” กระทรวงดีอี ได้ตรวจสอบร่วมกับ องค์การเภสัชกรรม กระทรวงสาธารณสุข ยืนยันเป็น “ข่าวจริง” โดยยาแก้แพ้ คือยาที่ใช้ป้องกันหรือบรรเทาอาการแพ้ ซึ่งออกฤทธิ์ยับยั้งสารฮิสตามีน ซึ่งเป็นสาเหตุของอาการ เช่น น้ำมูกไหล คัน ตาแดง น้ำตาไหล และผื่นผิวหนัง ยาแก้แพ้แบ่งเป็น 2 กลุ่มหลัก 1. ยาแก้แพ้แบบทำให้ง่วง เป็นยารุ่นเก่าที่ผ่านเข้าสมองได้ดี อาจทำให้ง่วง ซึม สับสน และกระทบความจำ โดยเฉพาะในผู้สูงอายุ 2. ยาแก้แพ้แบบไม่ทำให้ง่วง เป็นยารุ่นใหม่ ผ่านเข้าสมองน้อยกว่า เหมาะกับการใช้ในชีวิตประจำวัน ผู้ป่วยบางกลุ่ม เช่น ผู้ป่วยโรคตับ ไต หืด ความดันโลหิตสูง ผู้ดื่มแอลกอฮอล์ หรือผู้ที่ใช้ยากดประสาท ควรใช้ด้วยความระมัดระวัง สำหรับยาแก้แพ้ไม่ได้เป็นสาเหตุโดยตรงของภาวะสมองเสื่อม แต่การใช้ยาแก้แพ้แบบทำให้ง่วงเป็นเวลานาน อาจทำให้เกิดอาการความจำและสมาธิลดลงชั่วคราว ซึ่งมักดีขึ้นเมื่อหยุดยา ข้อควรระวังคือ ไม่ควรใช้ติดต่อกันโดยไม่จำเป็น หลีกเลี่ยงการใช้ร่วมกับแอลกอฮอล์หรือยานอนหลับ และควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้ โดยเฉพาะในเด็กเล็ก หญิงตั้งครรภ์ และให้นมบุตร อย่างไรก็ตาม กระทรวงดีอี มีความห่วงใยประชาชน เรื่องความตระหนักรู้เท่าทันข่าวปลอมที่ถูกแพร่กระจายบนสื่อออนไลน์ โซเชียล ซึ่งหากขาดความรู้เท่าทัน ส่งต่อข้อมูลข่าวปลอม ทำให้เกิดการหลงเชื่อ สร้างความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน สร้างความเสียหายต่อทรัพย์สิน หรือข้อมูลส่วนบุคคล และอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้าง  โดยขอให้ประชาชนเลือกเชื่อ เลือกแชร์ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ ซึ่งได้รับการเผยแพร่จากหน่วยงานที่เป็นทางการเท่านั้น และควรตรวจสอบข้อเท็จจริงของข่าวหรือลิงก์เว็บไซต์ให้แน่ชัด หากประชาชน พบข่าวน่าสงสัย ข้อมูลบิดเบือน สามารถแจ้งเบาะแส และตรวจสอบข่าวปลอมได้ที่ โทรสายด่วน 1111 ต่อ 87 (24 ชม.) หรือที่| เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com| Line ID: @antifakenewscenter| Facebook : Anti-Fake News Center Thailand| X : @AFNCThailand| TikTok : @antifakenewscenter| IG : afnc_thailand/ --------------------------------------------------

นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ ในฐานะโฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ฝ่ายข้าราชการประจำ กล่าวถึงผลการมอนิเตอร์และรับแจ้งข่าวปลอมของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมประเทศไทย (AFNC) ซึ่งเป็นไปตามนโยบายการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยความมั่นคงและภัยทางสังคมของนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) โดยยกระดับความสำคัญเรื่องการสร้างความตระหนักรู้เท่าทันภัยอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ข่าวปลอม และข้อมูลบิดเบือน   ทั้งนี้ ในวันที่ 14 มีนาคม 2569 AFNC ได้ตรวจสอบพบข้อความทั้งหมด 164,032 ข้อความ โดยมี ข้อความที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ (Verify) ทั้งสิ้น 1,404 ข้อความ สำหรับช่องทางที่มีการพบเบาะแสมากที่สุด คือ ข้อความที่มาจาก Social Listening 1,401 ข้อความ ตามมาด้วยช่องทาง Line 2 ข้อความ และช่องทาง Website 1 ข้อความ โดยเป็นเรื่องที่ต้องดำเนินการตรวจสอบทั้งหมด 24 เรื่อง ได้รับผลการตรวจสอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว 12 เรื่อง ในจำนวนนี้เป็นข่าวที่ได้รับความสนใจจากประชาชนมากที่สุด 7 เรื่อง ซึ่งเป็นข่าวจริง 2 เรื่อง ข่าวปลอม 5 เรื่อง  ได้แก่   อันดับที่ 1 ข่าวจริง เรื่อง สารระเหยจากน้ำมันร้อน สามารถเพิ่มความเสี่ยงของมะเร็ง   อันดับที่ 2 ข่าวปลอม เรื่อง มีการลักลอบส่งสินค้าไปกัมพูชาอย่างต่อเนื่อง   อันดับที่ 3 ข่าวจริง เรื่อง ยืนยัน “เทศกาลปูริม” ป่าตอง เป็นกิจกรรมทางศาสนา ฝ่ายปกครองกำกับใกล้ชิด   อันดับที่ 4 ข่าวปลอม เรื่อง ฮั่วเซ่งเฮง เปิดให้ซื้อ-จองหุ้น SET50 เริ่ม 1,000 บาท ปันผลวันละ 320 บาท ผ่านเพจ Gold Price Service   อันดับที่ 5 ข่าวปลอม เรื่อง กองทัพภาคที่ 2 อนุมัติ วางรั้วตู้คอนเทนเนอร์บริเวณซำแต   อันดับที่ 6 ข่าวปลอม เรื่อง เพจ TAQAT Services CO., LTD เป็นบริษัทจัดหางานต่างประเทศ ที่รับรองโดยกรมเเรงงาน   อันดับที่ 7 ข่าวปลอม เรื่อง ตั้งแต่วันนี้ ถึง 20 มี.ค. 69 สามารถลงทะเบียนโครงการคนละครึ่งได้แล้ว   สำหรับอันดับ 1 เป็นข่าวจริง : เรื่อง “สารระเหยจากน้ำมันร้อน สามารถเพิ่มความเสี่ยงของมะเร็ง” กระทรวงดีอี ได้ตรวจสอบร่วมกับ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ยืนยันเป็น “ข่าวจริง” โดยสารระเหยจากน้ำมันร้อนอาจเพิ่มความเสี่ยงมะเร็งได้ แต่ไม่ได้แปลว่า การทำกับข้าวด้วยน้ำมันร้อน ๆ แล้วจะเป็นมะเร็ง เนื่องจากขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น อุณหภูมิ, ประเภทน้ำมัน, วิธีทำอาหาร และการระบายอากาศในครัว โดยเมื่อใช้น้ำมันที่อุณหภูมิสูงมาก ๆ (โดยเฉพาะ >180–200°C) อาจเกิดสารที่เพิ่มความเสี่ยงมะเร็ง เช่น - สารโพลีไซคลิกอะโรมาติกไฮโดรคาร์บอน (PAHs) - สารอะคริลาไมด์ (Acrylamide) - เจอในอาหารที่ผ่านความร้อนสูง - ควันน้ำมัน (cooking oil fumes) ซึ่งมีสารก่อมะเร็งเช่น benzene, aldehydes   ทั้งนี้ วิธีลดความเสี่ยงแบบง่าย ๆ ที่สามารถช่วยลดสารอันตรายข้างต้นได้มาก คือ 1. ใช้ฮูดดูดควัน + เปิดหน้าต่างช่วยลดควันได้มากกว่า 50-80% 2. เลือกน้ำมันที่เหมาะกับความร้อนสูง 3. หลีกเลี่ยงการใช้น้ำมันเดิมหลายรอบ น้ำมันที่ถูกเผาซ้ำ ๆ จะเกิดสารพิษมากขึ้น 4. ลดการทอดไฟแรงบ่อย ๆ สลับกับนึ่ง ต้ม อบ 5. ทำความสะอาดครัว เพื่อลดคราบไหม้ เขม่าควันจากความร้อน   อย่างไรก็ตาม กระทรวงดีอี มีความห่วงใยประชาชน เรื่องความตระหนักรู้เท่าทันข่าวปลอมที่ถูกแพร่กระจายบนสื่อออนไลน์ โซเชียล ซึ่งหากขาดความรู้เท่าทัน ส่งต่อข้อมูลข่าวปลอม ทำให้เกิดการหลงเชื่อ สร้างความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน สร้างความเสียหายต่อทรัพย์สิน หรือข้อมูลส่วนบุคคล และอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้าง  โดยขอให้ประชาชนเลือกเชื่อ เลือกแชร์ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ ซึ่งได้รับการเผยแพร่จากหน่วยงานที่เป็นทางการเท่านั้น และควรตรวจสอบข้อเท็จจริงของข่าวหรือลิงก์เว็บไซต์ให้แน่ชัด   หากประชาชน พบข่าวน่าสงสัย ข้อมูลบิดเบือน สามารถแจ้งเบาะแส และตรวจสอบข่าวปลอมได้ที่ โทรสายด่วน 1111 ต่อ 87 (24 ชม.) หรือที่ | เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com | Line ID: @antifakenewscenter | Facebook : Anti-Fake News Center Thailand | X : @AFNCThailand | TikTok : @antifakenewscenter | IG : afnc_thailand/   -----------------------------------------------------------------------

เมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2569 นายพชร อนันตศิลป์ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม พร้อมด้วยนางสาวชมภารี ชมภูรัตน์ รองปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เข้าร่วมการประชุมเตรียมการระหว่างคณะผู้แทนไทย สำหรับการเข้าร่วมการประชุม Global Fraud Summit ณ ทำเนียบเอกอัครราชทูต กรุงเวียนนา สาธารณรัฐออสเตรีย โดยมีนางสาวภัทรัตน์ หงษ์ทอง เอกอัครราชทูตวิสามัญผู้มีอำนาจเต็มแห่งราชอาณาจักรไทยประจำสาธารณรัฐออสเตรีย และผู้แทนถาวรไทยประจำองค์การสหประชาชาติและองค์การระหว่างประเทศ ณ กรุงเวียนนา เป็นประธานการประชุมฯ ร่วมด้วยผู้แทนกระทรวงการต่างประเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ สำนักงานอัยการสูงสุด และสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน   สำหรับการประชุม Global Fraud Summit จัดขึ้นระหว่างวันที่ 16 – 17 มีนาคม 2569 ณ กรุงเวียนนา สาธารณรัฐออสเตรีย มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ผู้แทนระดับสูงจากประเทศต่าง ๆ องค์การระหว่างประเทศ และภาคเอกชน ร่วมแสดงเจตนารมณ์ทางการเมืองในการต่อต้านการฉ้อโกงทุกรูปแบบ โดยเฉพาะการหลอกลวงออนไลน์ พร้อมทั้งเสริมสร้างความร่วมมือด้านการบังคับใช้กฎหมายและการประสานงานระหว่างภาคส่วนต่าง ๆ เพื่อรับมือและแก้ไขปัญหาการฉ้อโกงในระดับโลกอย่างมีประสิทธิภาพ

ช่วงปิดเทอมของเด็กมัธยมและนักศึกษา คือช่วงเวลาแห่งโอกาส หลายคนอยากใช้เวลาว่างให้คุ้มค่า อยากมีรายได้เสริม อยากช่วยครอบครัว หรืออยากมีเงินเก็บด้วยน้ำพักน้ำแรงของตัวเอง ความตั้งใจเหล่านี้เป็นเรื่องที่น่าชื่นชม แต่ในอีกมุมหนึ่ง มิจฉาชีพก็มองเห็น “โอกาส” เช่นกัน   ในทุกช่วงปิดเทอม สถิติการหลอกลวงออนไลน์ โดยเฉพาะ “หลอกหางานออนไลน์” จะเพิ่มสูงขึ้นอย่างชัดเจน เพราะกลุ่มเป้าหมายคือวัยรุ่นที่กำลังมองหางานพิเศษ ทำผ่านมือถือได้ ไม่ต้องมีประสบการณ์ และได้เงินเร็ว   ศูนย์ต่อต้านอาชญากรรมออนไลน์ หรือ AOC 1441 ภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงดีอี ได้ออกแนวทางเพื่อเตือนภัยรูปแบบนี้อย่างละเอียด ให้เด็กและผู้ปกครองเข้าใจกลไกของสแกมเมอร์ และป้องกันได้ทันท่วงทีก่อนเกิดความเสียหาย   ทำไม “งานออนไลน์ช่วงปิดเทอม” ถึงกลายเป็นเป้าหมายหลักของมิจฉาชีพ มิจฉาชีพเข้าใจพฤติกรรมวัยรุ่นเป็นอย่างดี พวกเขารู้ว่า • วัยรุ่นใช้โซเชียลมีเดียเป็นช่องทางหลักในการสื่อสารและรับข้อมูล • ต้องการหารายได้เสริมโดยไม่ต้องออกจากบ้าน • ยังไม่มีประสบการณ์ทำงานจริงมากนัก • มักเชื่อรีวิวหรือคอมเมนต์ในโพสต์บนสื่อสังคมออนไลน์ • ไม่กล้าปรึกษาผู้ใหญ่เมื่อเริ่มสงสัย • มีความมั่นใจในตนเองสูงและเชื่อว่าตนสามารถรับมือสถานการณ์ได้   ด้วยเหตุนี้ มิจฉาชีพจึงสร้างประกาศรับสมัครงานที่ดูน่าเชื่อถือ แล้วโพสต์ตาม Facebook, Instagram, TikTok หรือแม้แต่ในกลุ่มไลน์โรงเรียน ข้อความที่เห็นมักดูดีและชวนเชื่อ เช่น “รับงานด่วน รายได้วันละ 1,000–3,000 บาท ทำผ่านมือถือ อยู่ที่ไหนก็ทำได้” “ไม่จำกัดวุฒิ ไม่ต้องมีประสบการณ์ พร้อมเริ่มงานได้ทันที” “แค่กดไลก์ รีวิวสินค้า ก็มีเงินโอนเข้าบัญชี”   ฟังดูเหมือนโอกาสทำเงินง่าย ๆ แต่ในความจริงแล้ว นี่คือจุดเริ่มต้นของวงจรหลอกลวง   รูปแบบการหลอกที่พบมากในช่วงนี้   1. งานกดไลก์ กดติดตาม รีวิวสินค้า เป็นรูปแบบที่ระบาดหนักที่สุด ขั้นตอนของมิจฉาชีพ: 1. ให้ติดต่อผ่าน Line หรือ Telegram 2. ส่งภารกิจง่าย ๆ ให้ทำ เช่น กดไลก์ 3 เพจ 3. โอนเงินตอบแทนเล็กน้อย 50–100 บาท เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ 4. จากนั้นเสนอ “ภารกิจพิเศษ” ที่ต้องโอนเงินเพื่อเปิดงานก่อน 5. หลอกให้โอนเพิ่มเรื่อย ๆ โดยอ้างว่าจะได้กำไรมากขึ้น 6. เมื่อยอดโอนสูงพอ จะบล็อก แล้วหนีหายทันที   ผู้เสียหายบางรายสูญเงินหลักหมื่นถึงหลักแสนบาท ทั้งที่เริ่มต้นจากไม่กี่ร้อยบาท   2. งานแพ็กของ ทำที่บ้าน ไม่ต้องเดินทาง มิจฉาชีพจะประกาศว่า: • รับแพ็กสินค้า • มีค่าตอบแทนต่อชิ้น • ทำที่บ้านได้ ไม่ต้องเดินทางไกล แต่ก่อนเริ่มงาน จะให้โอน “ค่ามัดจำสินค้า” หรือ “ค่าประกันระบบ” หลายร้อยถึงหลายพันบาท เมื่อโอนแล้ว จะหายตัวทันที ไม่มีสินค้า ไม่มีการติดต่อกลับ หายวับไปในกลีบเมฆ   3. งานแอดมิน / คีย์ข้อมูล อ้างว่าเป็นบริษัทออนไลน์ เปิดรับพนักงานจำนวนมาก จุดอันตรายคือ: • ให้ส่งรูปบัตรประชาชน • ขอถ่ายรูปคู่กับบัตร • ขอเปิดบัญชีธนาคารใหม่ ข้อมูลเหล่านี้อาจถูกนำไปใช้เปิดบัญชีม้า หรือใช้ก่ออาชญากรรมทางการเงิน ทำให้เด็กบางคนกลายเป็นผู้ต้องสงสัยโดยไม่รู้ตัว   4. งานลงทุน กดภารกิจ เทรดคริปโท มิจฉาชีพสร้างแพลตฟอร์มปลอม แสดงผลกำไรหลอก ๆ วิธีการ: • เริ่มต้นลงทุนเล็กน้อย • แสดงยอดกำไรเพิ่มขึ้น • ชวนเติมเงินเพิ่มเพื่อปลดล็อกกำไร • เมื่อจะถอนเงิน อ้างว่าต้องจ่ายค่าธรรมเนียมเพิ่ม • ทบยอดเงินขึ้นไปเรื่อยๆ • สุดท้ายไม่สามารถถอนเงินได้   กลไกจิตวิทยาที่มิจฉาชีพใช้   มิจฉาชีพไม่ได้แค่โกง แต่ใช้จิตวิทยาอย่างเป็นระบบ เช่น • ทำให้รู้สึกว่าเป็น “โอกาสจำกัด” • สร้างความรีบเร่ง • ใช้บัญชีปลอมหลายบัญชีมารีวิว • โอนเงินจริงเล็กน้อยเพื่อสร้างความเชื่อใจ • ทำให้เหยื่อรู้สึกผิดที่สงสัย ทั้งหมดนี้ทำให้เด็กจำนวนมาก “เชื่อ” ก่อนที่จะทันคิด   สัญญาณอันตรายที่ต้องจำให้ขึ้นใจ หากพบว่า: • รายได้สูงเกินจริง • ต้องโอนเงินก่อนเริ่มงาน • ไม่มีที่ตั้งบริษัทชัดเจน • ใช้บัญชีบุคคลธรรมดารับโอน • กดดันให้รีบตัดสินใจ • ไม่สามารถค้นหาข้อมูลบริษัทได้จริง ให้หยุดทันที จำไว้ว่า งานจริง ไม่มีการเรียกเก็บเงินก่อนเริ่มทำงาน   หากถูกหลอก ต้องทำอย่างไร 1. หยุดโอนเงินทันที 2. เก็บหลักฐานทั้งหมด เช่น สลิปโอนเงิน แชท ลิงก์เว็บไซต์ 3. โทรแจ้ง AOC 1441 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง AOC 1441 จะเร่งประสานงานกับธนาคารเพื่อระงับบัญชีปลายทางโดยเร็วที่สุด การแจ้งเร็วที่สุด คือโอกาสเดียวที่จะลดความเสียหาย   ข้อแนะนำสำหรับผู้ปกครอง • เปิดพื้นที่พูดคุยกับลูกเรื่องภัยออนไลน์ • สอนให้ตรวจสอบข้อมูลก่อนโอนเงิน • หากลูกถูกหลอก อย่าตำหนิ ให้รีบช่วยเหลือทันที • บันทึกเบอร์ AOC 1441 ไว้ในโทรศัพท์   ปิดเทอม ควรเป็นช่วงเวลาแห่งการเรียนรู้ ไม่ใช่ความสูญเสีย ความตั้งใจหารายได้ไม่ใช่เรื่องผิด แต่ต้องทำด้วยความรู้เท่าทัน เงินอาจหาใหม่ได้ แต่ข้อมูลส่วนตัวและประวัติทางกฎหมาย อาจแก้ไขยากกว่าที่คิด   ก่อนสมัครงานออนไลน์ทุกครั้ง ถามตัวเอง 3 ข้อ: 1. ต้องโอนเงินก่อนหรือไม่ 2. ตรวจสอบบริษัทได้จริงหรือไม่ 3. รายได้สมเหตุสมผลหรือไม่   ถ้าไม่แน่ใจ อย่าโอน ท้ายที่สุดแล้วสแกมเมอร์ไม่ได้เก่งกว่าเราเสมอไป พวกเขาแค่ใช้ “ความรีบ” และ “ความไว้ใจ” เป็นอาวุธ จำไว้ให้ขึ้นใจ ถ้าไม่แน่ใจ อย่าโอน และหากพลาดตกเป็นผู้เสียหาย อย่ากลัว อย่าอาย อย่านิ่งเฉย รีบติดต่อ ศูนย์ AOC 1441 ทันที พวกเราพร้อมช่วยเหลือประชาชนตลอด 24 ชั่วโมง หนึ่งสายที่โทรเร็ว อาจหยุดความเสียหายได้ทันเวลา รู้ทันสแกม โทรก่อนเงินหาย ด้วยความปรารถนาดีจาก กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

icon-sitemap    std-w1    std-w2    WCAG 2.0 (Level AA)
จำนวนผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์ Loading...


กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

เลขที่ 120 หมู่ 3 ชั้น 8-11 ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 (อาคาร ซี) ซอยแจ้งวัฒนะ 7 ถนนแจ้งวัฒนะ แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ 10210

facebook
instagram
twitter
youtube
rss
tiktok
threads
Icon Q&A
black ribbon.