Logo DE Ministry.
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
Ministry of Digital Economy and Society
Logo DE Ministry.
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
Ministry of Digital Economy and Society
ตัวช่วยเหลือในการเข้าถึงเว็บไซต์
ค้นหา


ฝ่ายข้าราชการประจำ กล่าวถึงผลการมอนิเตอร์และรับแจ้งข่าวปลอมของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมประเทศไทย (AFNC) ซึ่งเป็นไปตามนโยบายการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยความมั่นคงและภัยทางสังคมของนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) โดยยกระดับความสำคัญเรื่องการสร้างความตระหนักรู้เท่าทันภัยอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ข่าวปลอม และข้อมูลบิดเบือน   ทั้งนี้ ในวันที่ 15 มีนาคม 2569 AFNC ได้ตรวจสอบพบข้อความทั้งหมด 164,067 ข้อความ โดยมี ข้อความที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ (Verify) ทั้งสิ้น 2,465 ข้อความ สำหรับช่องทางที่มีการพบเบาะแสมากที่สุด คือ ข้อความที่มาจาก Social Listening 2,464 ข้อความ ตามมาด้วยช่องทาง Website 1 ข้อความ โดยเป็นเรื่องที่ต้องดำเนินการตรวจสอบทั้งหมด 29 เรื่อง ได้รับผลการตรวจสอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว 14 เรื่อง ในจำนวนนี้เป็นข่าวที่ได้รับความสนใจจากประชาชนมากที่สุด 7 เรื่อง ซึ่งเป็นข่าวจริง 3 เรื่อง ข่าวปลอม 3 เรื่อง และข่าวบิดเบือน 1 เรื่อง  ได้แก่   อันดับที่ 1 ข่าวจริง เรื่อง หากโดนเห็บกัด เสี่ยงทำให้สมองอักเสบ   อันดับที่ 2 ข่าวจริง เรื่อง ควันบุหรี่ไฟฟ้ามีสารหนู เสี่ยงเป็นมะเร็งปอด   อันดับที่ 3 ข่าวปลอม เรื่อง หากไทยอยากเล่นสงกรานต์ ต้องขออนุญาตกัมพูชาก่อน   อันดับที่ 4 ข่าวจริง เรื่อง เดือนมกราคม 69 ไทยส่งออกข้าวอินทรีย์ไปจีน จำนวน 638 ตัน   อันดับที่ 5 ข่าวปลอม เรื่อง เตือนคนไทยในพื้นที่เสี่ยง รีบอพยพกลับไทยด่วนจากอาวุธนิวเคลียร์   อันดับที่ 6 ข่าวบิดเบือน เรื่อง การอดนอนทำให้ลำไส้พัง เนื่องจากสมองส่งสัญญาณผิด จนระบบทางเดินอาหารรวน   อันดับที่ 7 ข่าวปลอม เรื่อง แรงงานกัมพูชาเริ่มกลับมาลักลอบเข้า-ออก ไทยอีกครั้ง ผ่านช่องทางลับที่ชายแดน   สำหรับอันดับ 1 เป็นข่าวจริง : เรื่อง “หากโดนเห็บกัด เสี่ยงทำให้สมองอักเสบ” กระทรวงดีอี ได้ตรวจสอบร่วมกับ สถาบันประสาทวิทยา กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ยืนยันเป็น “ข่าวจริง” โดยประเทศไทยมีรายงานผู้ป่วยยืนยันจากเชื้อโรค Severe Fever with Thrombocytopenia Syndrome (SFTS) เกิดจากเชื้อไวรัส SFTSV ที่มีเห็บเป็นพาหะนำโรค ผ่านการสัมผัสเห็บหรือสัตว์เลี้ยง โดยการติดเชื้อในคนส่วนใหญ่มีอาการไข้สูง เกล็ดเลือดต่ำ และเอนไซม์ตับสูง ในบางรายอาจมีภาวะแทรกซ้อนรุนแรง เช่น ภาวะอวัยวะล้มเหลวหลายระบบ หรือภาวะเยื่อหุ้มสมองและสมองอักเสบ (meningoencephalitis) ซึ่งอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ แต่ไม่ใช่ทุกรายที่ถูกเห็บกัดจะเกิดอาการรุนแรง โดยอัตราป่วยและเสียชีวิตอยู่ระหว่าง 5–28%   อย่างไรก็ตาม กระทรวงดีอี มีความห่วงใยประชาชน เรื่องความตระหนักรู้เท่าทันข่าวปลอมที่ถูกแพร่กระจายบนสื่อออนไลน์ โซเชียล ซึ่งหากขาดความรู้เท่าทัน ส่งต่อข้อมูลข่าวปลอม ทำให้เกิดการหลงเชื่อ สร้างความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน สร้างความเสียหายต่อทรัพย์สิน หรือข้อมูลส่วนบุคคล และอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้าง  โดยขอให้ประชาชนเลือกเชื่อ เลือกแชร์ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ ซึ่งได้รับการเผยแพร่จากหน่วยงานที่เป็นทางการเท่านั้น และควรตรวจสอบข้อเท็จจริงของข่าวหรือลิงก์เว็บไซต์ให้แน่ชัด   หากประชาชน พบข่าวน่าสงสัย ข้อมูลบิดเบือน สามารถแจ้งเบาะแส และตรวจสอบข่าวปลอมได้ที่ โทรสายด่วน 1111 ต่อ 87 (24 ชม.) หรือที่ | เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com | Line ID: @antifakenewscenter | Facebook : Anti-Fake News Center Thailand | X : @AFNCThailand | TikTok : @antifakenewscenter | IG : afnc_thailand/   ------------------------------------------------------------------


นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ ในฐานะโฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ฝ่ายข้าราชการประจำ กล่าวถึงผลการมอนิเตอร์และรับแจ้งข่าวปลอมของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมประเทศไทย (AFNC) ซึ่งเป็นไปตามนโยบายการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยความมั่นคงและภัยทางสังคมของนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) โดยยกระดับความสำคัญเรื่องการสร้างความตระหนักรู้เท่าทันภัยอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ข่าวปลอม และข้อมูลบิดเบือน   ทั้งนี้ ในวันที่ 16 มีนาคม 2569 AFNC ได้ตรวจสอบพบข้อความทั้งหมด 164,255 ข้อความ โดยมีข้อความที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ (Verify) ทั้งสิ้น 1,643 ข้อความ สำหรับช่องทางที่มีการพบเบาะแสมากที่สุด คือ ข้อความที่มาจาก Social Listening 1,638 ข้อความ ตามมาด้วยช่องทาง Line Official 3 ข้อความ และช่องทาง Facebook 2 ข้อความ โดยเป็นเรื่องที่ต้องดำเนินการตรวจสอบทั้งหมด 23 เรื่อง ได้รับผลการตรวจสอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว 12 เรื่อง ในจำนวนนี้เป็นข่าวที่ได้รับความสนใจจากประชาชนมากที่สุด 8 เรื่อง ซึ่งเป็นข่าวจริง 3 เรื่อง ข่าวปลอม 4 เรื่อง และข่าวบิดเบือน 1 เรื่อง  ได้แก่   อันดับที่ 1 ข่าวจริง เรื่อง หากถูกรางวัลสลากกินแบ่งรัฐบาล 12 ล้าน จะถูกหักค่าอากรแสตมป์ 60,000 บาท   อันดับที่ 2 ข่าวบิดเบือน เรื่อง หลังจากวันที่ 16 มี.ค. 69 รัฐบาลจะปล่อยลอยตัวราคาน้ำมันตามกลไกตลาดภาวะสงคราม   อันดับที่ 3 ข่าวปลอม เรื่อง M-Flow ส่ง SMS แจ้งเตือนค่าธรรมเนียม   อันดับที่ 4 ข่าวจริง เรื่อง จีนเทา บุกรุกป่าสงวนแห่งชาติในจังหวัดเลย   อันดับที่ 5 ข่าวจริง เรื่อง แจ้งเตือนเรือไทย เฝ้าระวังทุ่นระเบิด ในอ่าวเปอร์เซีย–อ่าวโอมาน และช่องแคบฮอร์มุซ   อันดับที่ 6 ข่าวปลอม เรื่อง เพจ เกดไง ที่ไม่มีใคร โดยกรมการจัดหางาน เปิดรับสมัครแรงงานไปทำงานที่ประเทศออสเตรเลีย   อันดับที่ 7 ข่าวปลอม เรื่อง กัมพูชายิงปืนเล็กเช็กแนวชายแดนพร้อมกับเคลื่อนจรวด PHL-03 เข้าประชิดพื้นที่   อันดับที่ 8 ข่าวปลอม เรื่อง Line ID : @lgt_sec ส่งข้อมูลให้ยืนยันเกี่ยวกับบริการด้านธุรกรรมการลงทุน รับรองความปลอดภัยโดย ก.ล.ต.   สำหรับอันดับ 1 เป็นข่าวจริง : เรื่อง “หากถูกรางวัลสลากกินแบ่งรัฐบาล 12 ล้าน จะถูกหักค่าอากรแสตมป์ 60,000 บาท” กระทรวงดีอี ได้ตรวจสอบร่วมกับ สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล กระทรวงการคลัง ยืนยันเป็น “ข่าวจริง” สำหรับผู้ที่ถูกรางวัลสลากกินแบ่งรัฐบาล 6 หลัก (Lottery 6 : L6) แบบใบ และแบบดิจิทัล ผู้ขอรับเงินรางวัลต้องชําระค่าอากรแสตมป์ในอัตรา 1 บาท ของเงินรางวัลทุก 200 บาท หรือเศษของ 200 บาท เป็นไปตามบทบัญญัติแห่งประมวลรัษฎากร พ.ศ. 2481 หมวด 6 อากรแสตมป์บัญชีอัตรา อากรแสตมป์ ลักษณะแห่งตราสารข้อ 28 ใบรับรางวัลสลากกินแบ่งรัฐบาล (https://www.rd.go.th/6162.html)    ในส่วนของสลากการกุศล ผู้ขอรับเงินรางวัล ต้องชําระภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายในอัตราร้อยละ 1 ของเงินรางวัล เป็นไปตามบทบัญญัติแห่งประมวลรัษฎากร พ.ศ. 2481 หมวด 3 ภาษีเงินได้ มาตรา 69 ทวิการหักภาษี ณ ที่จ่าย ของรัฐบาล (https://www.rd.go.th/5939.html#mata69_2) และสามารถติดตามข่าวสารของสํานักงานฯ ได้ทางเว็บไซต์www.glo.or.th, Facebook Fanpage : สํานักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล, Line : GLO Lottery และ TikTok : GLO สํานักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล   อย่างไรก็ตาม กระทรวงดีอี มีความห่วงใยประชาชน เรื่องความตระหนักรู้เท่าทันข่าวปลอมที่ถูกแพร่กระจายบนสื่อออนไลน์ โซเชียล ซึ่งหากขาดความรู้เท่าทัน ส่งต่อข้อมูลข่าวปลอม ทำให้เกิดการหลงเชื่อ สร้างความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน สร้างความเสียหายต่อทรัพย์สิน หรือข้อมูลส่วนบุคคล และอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้าง  โดยขอให้ประชาชนเลือกเชื่อ เลือกแชร์ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ ซึ่งได้รับการเผยแพร่จากหน่วยงานที่เป็นทางการเท่านั้น และควรตรวจสอบข้อเท็จจริงของข่าวหรือลิงก์เว็บไซต์ให้แน่ชัด   หากประชาชน พบข่าวน่าสงสัย ข้อมูลบิดเบือน สามารถแจ้งเบาะแส และตรวจสอบข่าวปลอมได้ที่ โทรสายด่วน 1111 ต่อ 87 (24 ชม.) หรือที่ | เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com | Line ID: @antifakenewscenter | Facebook : Anti-Fake News Center Thailand | X : @AFNCThailand | TikTok : @antifakenewscenter | IG : afnc_thailand/   -------------------------------------------------------------------------

วันที่ 18 มีนาคม 2569 ว่าที่ร้อยตรี ธนะสิทธิ์ เอี่ยมอนันชัย รองปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานการประชุมคณะทำงานดำเนินการประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงานของหน่วยงานรัฐ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569 ครั้งที่ 1/2569 เพื่อขับเคลื่อนการดำเนินงานด้านคุณธรรมและความโปร่งใสของกระทรวง โดยมีผู้เกี่ยวข้องเข้าร่วม ณ ห้องประชุม 02/11 ชั้น 2 กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และผ่านระบบออนไลน์

วันที่ 17 มีนาคม 2569 นายพชร อนันตศิลป์ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) พร้อมด้วยนางสาวชมภารี ชมภูรัตน์ รองปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และคณะ เข้าร่วมหารือกับ Mr. Michael Mürling, Head of Marketing & Communications, Strategic Partnerships และ Dr. Ross King, Head of Competence Unit Data Science & Artificial Intelligence ผู้แทนจากศูนย์วิจัยด้านความมั่นคงปลอดภัยทางดิจิทัล (Center for Digital Safety & Security) สถาบันเทคโนโลยีแห่งออสเตรีย (Austrian Institute of Technology: AIT) ซึ่งเป็นหนึ่งในองค์กรวิจัยด้านโครงสร้างพื้นฐานและเทคโนโลยีชั้นนำของยุโรป ในระหว่างการประชุม Global Fraud Summit ณ กรุงเวียนนา สาธารณรัฐออสเตรีย    สำหรับวาระการหารือดังกล่าวจัดขึ้นเพื่อส่งเสริมความร่วมมือด้านเทคโนโลยีความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ โดยมุ่งเน้นการประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และวิทยาการข้อมูล (Data Science) ในการยกระดับขีดความสามารถการตรวจจับและป้องกันการหลอกลวงออนไลน์ อาทิ การตรวจจับสื่อปลอม (Deepfake) การพัฒนาเครื่องมือสำหรับแยกแยะสื่อจริงและสื่อปลอม การตรวจจับร้านค้าออนไลน์ปลอม (Fake-Shop Detector) ตลอดจนการพัฒนาเครื่องมือและระบบสนับสนุนการวิเคราะห์ภัยคุกคามอย่างมีประสิทธิภาพ

วันที่ 17 มีนาคม 2569 นายพชร อนันตศิลป์ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม พร้อมด้วยนางสาวชมภารี ชมภูรัตน์ รองปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และคณะ ร่วมการประชุมหารือกับ Ms. Nell McCarthy, Meta’s Vice President, Policy และ Mr. Nathaniel Gleicher, Director of Security Policy at Meta จากบริษัท Meta ในระหว่างการประชุม Global Fraud Summit ณ กรุงเวียนนา สาธารณรัฐออสเตรีย    ในโอกาสนี้ทั้งสองฝ่ายได้หารือเกี่ยวกับแนวทางการป้องกันและตรวจจับการหลอกลวงออนไลน์บนแพลตฟอร์มสื่อสังคมออนไลน์ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง โฆษณาหลอกลวง โดยปลัดกระทรวงฯ ขอให้ Meta ยกระดับการตรวจจับโฆษณาหลอกลวงบนแพลตฟอร์มของ Meta รวมถึงบัญชีปลอมหรือบัญชีที่มีพฤติกรรมเข้าข่ายมิจฉาชีพ โดยล่าสุด Meta ได้ประกาศใช้ระบบเตือนภัยบนแพลตฟอร์ม ซึ่งจะแจ้งเตือนผู้ใช้เกี่ยวกับบัญชีที่น่าสงสัย และยินดีให้ความร่วมมือกับกระทรวงฯ ในการดำเนินการที่เกี่ยวข้องเพื่อป้องกันผู้ใช้บริการจากการตกเป็นเหยื่อของการหลอกลวงออนไลน์

วันพุธที่ 18 มีนาคม 2569 ว่าที่ร้อยตรี ธนะสิทธิ์ เอี่ยมอนันชัย รองปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) นำคณะข้าราชการและเจ้าหน้าที่กระทรวงดีอี ในการร่วมส่งมอบปฏิทินตั้งโต๊ะเก่า หนังสือเก่า และกระดาษ A4 ใช้แล้ว ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ที่ได้รับบริจาคให้กับศูนย์เทคโนโลยีการศึกษาเพื่อคนตาบอด (มูลนิธิช่วยคนตาบอดแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชินูปถัมภ์) เพื่อนำไปบริจาคสำหรับทำการ์ดอักษรเบรลล์ เป็นสื่อการเรียนการสอนสำหรับผู้พิการทางสายตา ณ ศูนย์เทคโนโลยีการศึกษาเพื่อคนตาบอด (มูลนิธิช่วยคนตาบอดแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชินูปถัมภ์) อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี

นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ ในฐานะโฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ฝ่ายข้าราชการประจำ กล่าวถึงผลการมอนิเตอร์และรับแจ้งข่าวปลอมของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมประเทศไทย (AFNC) ซึ่งเป็นไปตามนโยบายการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยความมั่นคงและภัยทางสังคมของนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) โดยยกระดับความสำคัญเรื่องการสร้างความตระหนักรู้เท่าทันภัยอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ข่าวปลอม และข้อมูลบิดเบือน   ทั้งนี้ ในวันที่ 17 มีนาคม 2569 AFNC ได้ตรวจสอบพบข้อความทั้งหมด 164,097 ข้อความ โดยมีข้อความที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ (Verify) ทั้งสิ้น 1,503 ข้อความ สำหรับช่องทางที่มีการพบเบาะแสมากที่สุด คือ ข้อความที่มาจาก Social Listening 1,495 ข้อความ ตามมาด้วยช่องทาง Line Official 7 ข้อความ และช่องทาง Facebook 1 ข้อความ โดยเป็นเรื่องที่ต้องดำเนินการตรวจสอบทั้งหมด 25 เรื่อง ได้รับผลการตรวจสอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว 11 เรื่อง ในจำนวนนี้เป็นข่าวที่ได้รับความสนใจจากประชาชนมากที่สุด 8 เรื่อง ซึ่งเป็นข่าวจริง 3 เรื่อง ข่าวปลอม 4 เรื่อง และข่าวบิดเบือน 1 เรื่อง  ได้แก่   อันดับที่ 1 ข่าวปลอม เรื่อง นักท่องเที่ยวชาวอิสราเอลถูกทำร้ายร่างกาย โดยนักท่องเที่ยวชาวไทยที่เกาะพะงัน   อันดับที่ 2 ข่าวปลอม เรื่อง เจ้าหน้าที่ธนาคารกรุงไทย ติดต่อประชาชนผ่านเบอร์ 06-3142-3620   อันดับที่ 3 ข่าวจริง เรื่อง ธอส. ออกสินเชื่อบ้านประหยัดพลังงาน ตามมาตรการประหยัดพลังงานของภาครัฐ   อันดับที่ 4 ข่าวบิดเบือน เรื่อง พบอัตราการเสียชีวิตพุ่งสูงขึ้น หลังฉีดวัคซีนโควิดเข็ม 3   อันดับที่ 5 ข่าวจริง เรื่อง วันที่ 17-21 มี.ค. 69 ไทยจะมีอากาศร้อนขึ้น   อันดับที่ 6 ข่าวปลอม เรื่อง ก.ล.ต. ออกเอกสาร พ.ร.บ. หลักทรัพย์ ฉบับที่ 8 ระบุการให้ความเห็นชอบ จัดตั้งบริษัทประกอบธุรกิจหลักทรัพย์   อันดับที่ 7 ข่าวจริง เรื่อง วันที่ 17 และ 25 มี.ค. 2569 ศบก. เตรียมอพยพคนไทยในอิหร่านเพิ่ม 2 รอบ   อันดับที่ 8 ข่าวปลอม เรื่อง MRT เปิดให้กรอกแบบสอบถาม รับเงิน 20,000 บาท   สำหรับอันดับ 1 เป็นข่าวปลอม : เรื่อง “นักท่องเที่ยวชาวอิสราเอลถูกทำร้ายร่างกาย โดยนักท่องเที่ยวชาวไทยที่เกาะพะงัน” กระทรวงดีอี ได้ตรวจสอบร่วมกับ สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดสุราษฎร์ธานี ยืนยันเป็น “ข่าวปลอม” โดยจากการตรวจสอบข้อมูลร่วมกับ ที่ทำการปกครองอำเภอเกาะพะงัน จังหวัดสุราษฎร์ธานี พบว่า ไม่พบรายงานการทำร้ายร่างกายในลักษณะดังกล่าว และในพื้นที่เกาะพะงันไม่มีห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล (Central Department Store) ตามที่มีการกล่าวอ้างในเหตุการณ์ทำร้ายร่างกายข้างต้นแต่อย่างใด   อย่างไรก็ตาม กระทรวงดีอี มีความห่วงใยประชาชน เรื่องความตระหนักรู้เท่าทันข่าวปลอมที่ถูกแพร่กระจายบนสื่อออนไลน์ โซเชียล ซึ่งหากขาดความรู้เท่าทัน ส่งต่อข้อมูลข่าวปลอม ทำให้เกิดการหลงเชื่อ สร้างความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน สร้างความเสียหายต่อทรัพย์สิน หรือข้อมูลส่วนบุคคล และอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้าง  โดยขอให้ประชาชนเลือกเชื่อ เลือกแชร์ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ ซึ่งได้รับการเผยแพร่จากหน่วยงานที่เป็นทางการเท่านั้น และควรตรวจสอบข้อเท็จจริงของข่าวหรือลิงก์เว็บไซต์ให้แน่ชัด   หากประชาชน พบข่าวน่าสงสัย ข้อมูลบิดเบือน สามารถแจ้งเบาะแส และตรวจสอบข่าวปลอมได้ที่ โทรสายด่วน 1111 ต่อ 87 (24 ชม.) หรือที่ | เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com | Line ID: @antifakenewscenter | Facebook : Anti-Fake News Center Thailand | X : @AFNCThailand | TikTok : @antifakenewscenter | IG : afnc_thailand/   -------------------------------------------------------------------


ดีอี ประชุมคณะฯ จัดทำแผนเตรียมพร้อมทรัพยากรด้าน ICT ครั้งที่ 1/2569   วันที่ 20 มีนาคม 2569 นางสาวชมภารี ชมภูรัตน์ รองปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานการประชุมคณะทำงานจัดทำแผนเตรียมพร้อมทรัพยากรด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ครั้งที่ 1/2569 โดยมี นางสาวพิยะดา สุดกังวาล ที่ปรึกษาด้านการสื่อสาร กระทรวงดีอี และผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ณ ห้องประชุม 02/03 ชั้น 3 กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม   #กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม #กระทรวงดีอี #DE

นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ ในฐานะโฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ฝ่ายข้าราชการประจำ กล่าวถึงผลการมอนิเตอร์และรับแจ้งข่าวปลอมของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมประเทศไทย (AFNC) ซึ่งเป็นไปตามนโยบายการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยความมั่นคงและภัยทางสังคมของนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) โดยยกระดับความสำคัญเรื่องการสร้างความตระหนักรู้เท่าทันภัยอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ข่าวปลอม และข้อมูลบิดเบือน   ทั้งนี้ ในวันที่ 18 มีนาคม 2569 AFNC ได้ตรวจสอบพบข้อความทั้งหมด 164,097 ข้อความ โดยมีข้อความที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ (Verify) ทั้งสิ้น 2,124 ข้อความ สำหรับช่องทางที่มีการพบเบาะแสมากที่สุด คือ ข้อความที่มาจาก Social Listening 2,107 ข้อความ ตามมาด้วยช่องทาง Line Official 15 ข้อความ และช่องทาง Facebook 2 ข้อความ โดยเป็นเรื่องที่ต้องดำเนินการตรวจสอบทั้งหมด 26 เรื่อง ได้รับผลการตรวจสอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว 13 เรื่อง ในจำนวนนี้เป็นข่าวที่ได้รับความสนใจจากประชาชนมากที่สุด 7 เรื่อง ซึ่งเป็นข่าวจริง 2 เรื่อง ข่าวปลอม 4 เรื่อง และข่าวบิดเบือน 1 เรื่อง  ได้แก่   อันดับที่ 1 ข่าวจริง เรื่อง ราชกิจจานุเบกษา ประกาศหลักเกณฑ์ ชั่วโมงการทำงานของพยาบาลใหม่   อันดับที่ 2 ข่าวปลอม เรื่อง ขายหุ้น OR 1,340 บาท รับปันผล 390 บาทต่อวัน ผ่านเพจ Station Saving OR   อันดับที่ 3 ข่าวจริง เรื่อง กระทรวงพาณิชย์เผย ปุ๋ยเคมีมีปริมาณเพียงพอ ประชาชนไม่จำเป็นต้องกักตุน   อันดับที่ 4 ข่าวปลอม เรื่อง อิหร่านยัน เป็นศัตรูกับไทย จากคำประกาศปิดช่องแคบฮอร์มุซไม่ให้เรือศัตรูผ่าน   อันดับที่ 5 ข่าวบิดเบือน เรื่อง พบตู้คอนเทนเนอร์ลักลอบนำเข้าขยะ และวัสดุต้องห้ามจากสหรัฐอเมริกาเข้าไทย 300 ตู้   อันดับที่ 6 ข่าวปลอม เรื่อง ไทยเตรียมรับผู้อพยพชาวยิว เนื่องจากระบบป้องกันภัยอิสราเอลใกล้หมด   อันดับที่ 7 ข่าวปลอม เรื่อง M-Flow ส่ง SMS แจ้งยอดค้างชำระ ให้คลิกลิงก์ชำระด่วน ก่อนถูกฟ้อง   สำหรับอันดับ 1 เป็นข่าวจริง : เรื่อง “ราชกิจจานุเบกษา ประกาศหลักเกณฑ์ ชั่วโมงการทำงานของพยาบาลใหม่” กระทรวงดีอี ได้ตรวจสอบร่วมกับ สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี สำนักนายกรัฐมนตรี ยืนยันเป็น “ข่าวจริง” โดยราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่ประกาศสภาการพยาบาล เรื่อง ชั่วโมงการทำงานของพยาบาลเพื่อความปลอดภัย พ.ศ. 2569 โดยมีผลบังคับใช้แล้ว เพื่อยกระดับมาตรฐานการจัดเวลาการทำงานของบุคลากรพยาบาลให้เหมาะสม ลดความเสี่ยงจากความเหนื่อยล้า และเสริมความปลอดภัยทั้งต่อผู้ป่วยและผู้ปฏิบัติงาน   ทั้งนี้ประกาศฉบับใหม่จึงกำหนดหลักเกณฑ์สำคัญเกี่ยวกับชั่วโมงการทำงานของพยาบาล เช่น - ให้ผู้บริหารการพยาบาลจัดตารางการทำงาน โดยกำหนดชั่วโมงการทำงานรวม ไม่เกินวันละ 12 ชั่วโมง - ชั่วโมงการทำงานรวม ไม่เกิน 52 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ โดยรวมชั่วโมงการทำงานล่วงเวลาและการปฏิบัติงานจากการถูกเรียกตัว (On Call) - กำหนดให้มีระยะเวลาพักระหว่างเวรไม่น้อยกว่า 11 ชั่วโมง เพื่อลดความเหนื่อยล้าจากการทำงาน - หลีกเลี่ยงการจัดตารางเวรที่ทำให้กลับมาปฏิบัติงานเร็วเกินไป (Quick return) และลดความเสี่ยงจากการทำงานต่อเนื่องยาวนาน   นอกจากนี้ สถานพยาบาลยังต้องจัดให้มีมาตรการดูแลความปลอดภัยของพยาบาล เช่น การจัดช่วงเวลาพักระหว่างเวร การฟื้นฟูหลังการทำงานหนัก รวมถึงการจัดพื้นที่พักสำหรับการพักผ่อนระหว่างเวร โดยเฉพาะในเวรกลางคืน เพื่อป้องกันความเหนื่อยล้าสะสมจากการทำงาน อย่างไรก็ตาม กระทรวงดีอี มีความห่วงใยประชาชน เรื่องความตระหนักรู้เท่าทันข่าวปลอมที่ถูกแพร่กระจายบนสื่อออนไลน์ โซเชียล ซึ่งหากขาดความรู้เท่าทัน ส่งต่อข้อมูลข่าวปลอม ทำให้เกิดการหลงเชื่อ สร้างความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน สร้างความเสียหายต่อทรัพย์สิน หรือข้อมูลส่วนบุคคล และอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้าง  โดยขอให้ประชาชนเลือกเชื่อ เลือกแชร์ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ ซึ่งได้รับการเผยแพร่จากหน่วยงานที่เป็นทางการเท่านั้น และควรตรวจสอบข้อเท็จจริงของข่าวหรือลิงก์เว็บไซต์ให้แน่ชัด   หากประชาชน พบข่าวน่าสงสัย ข้อมูลบิดเบือน สามารถแจ้งเบาะแส และตรวจสอบข่าวปลอมได้ที่ โทรสายด่วน 1111 ต่อ 87 (24 ชม.) หรือที่ | เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com | Line ID: @antifakenewscenter | Facebook : Anti-Fake News Center Thailand | X : @AFNCThailand | TikTok : @antifakenewscenter | IG : afnc_thailand/   ------------------------------------------------------------------

วันที่ 20 มีนาคม 2569 นางสาวกัลยา ชินาธิวร ที่ปรึกษาด้านต่างประเทศ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ร่วมงานวันสตรีสากล ประจำปี 2569 (International Women's Day) ภายใต้แนวคิด “สิทธิ ความยุติธรรมและเสียงของผู้หญิง : สู่สังคมที่ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง” ทั้งนี้ได้มีการนำเสนอวีดิทัศน์ คำปราศรัยสารเนื่องในวันสตรีสากล ประจำปี 2569 โดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย โดยมี นายอัครา พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์  เป็นประธานเปิดงาน พร้อมด้วยผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมงาน ณ ห้องแกรนด์ ไดมอนด์ บอลรูม อาคารอิมแพ็ค ฟอรั่ม เมืองทองธานี จังหวัดนนทบุรี

นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ ในฐานะโฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ฝ่ายข้าราชการประจำ กล่าวถึงผลการมอนิเตอร์และรับแจ้งข่าวปลอมของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมประเทศไทย (AFNC) ซึ่งเป็นไปตามนโยบายการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยความมั่นคงและภัยทางสังคมของนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) โดยยกระดับความสำคัญเรื่องการสร้างความตระหนักรู้เท่าทันภัยอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ข่าวปลอม และข้อมูลบิดเบือน ทั้งนี้ ในวันที่ 19 มีนาคม 2569 AFNC ได้ตรวจสอบพบข้อความทั้งหมด 164,106 ข้อความ โดยมีข้อความที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ (Verify) ทั้งสิ้น 4,392 ข้อความ สำหรับช่องทางที่มีการพบเบาะแสมากที่สุดคือ ข้อความที่มาจาก Social Listening 4,384 ข้อความ ตามมาด้วยช่องทาง Line Official 7 ข้อความ และช่องทาง Facebook 1 ข้อความ โดยเป็นเรื่องที่ต้องดำเนินการตรวจสอบทั้งหมด 22 เรื่อง ได้รับผลการตรวจสอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว 14 เรื่องในจำนวนนี้เป็นข่าวที่ได้รับความสนใจจากประชาชนมากที่สุด 8 เรื่อง ซึ่งเป็นข่าวจริง 3 เรื่อง ข่าวปลอม 4 เรื่อง และข่าวบิดเบือน 1 เรื่อง  ได้แก่ อันดับที่ 1 ข่าวจริง เรื่อง 437 โรงเรียนสังกัด กทม. เริ่มนำร่องห้ามใช้มือถือในเวลาเรียน อันดับที่ 2 ข่าวปลอม เรื่อง กัมพูชานำเข้าน้ำมันจากไทย โดยใช้เส้นทางอ้อมผ่าน สปป.ลาว อันดับที่ 3 ข่าวปลอม เรื่อง PTT ส่งข้อความแนบลิงก์ SMS แจ้งคะแนนสะสมใกล้หมดอายุรีบใช้ด่วน อันดับที่ 4 ข่าวบิดเบือน เรื่อง พบบ่อน้ำมันดิบบนดิน 1 ล้านลิตร ที่อำเภอสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรี อันดับที่ 5 ข่าวปลอม เรื่อง รัฐบาล เตรียมจ่ายเงินโครงการคนละครึ่ง วงเงิน 2,400 บาท ให้แก่ผู้สูงอายุ ผู้พิการ และผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ อันดับที่ 6 ข่าวจริง เรื่อง เร่งสำรวจเงินเยียวยาค่าซ่อมน้ำท่วมหาดใหญ่ใหม่ อันดับที่ 7 ข่าวปลอม เรื่อง รัฐบาลจัดสรรพื้นที่ให้กับชาวยิวที่อพยพมาอยู่ในไทยเพิ่มเติม อันดับที่ 8 ข่าวจริง เรื่อง ธปท. ออกหลักเกณฑ์ คุมความเสี่ยงการทำธุรกรรมเงินสด สำหรับอันดับ 1 เป็นข่าวจริง : เรื่อง “437 โรงเรียนสังกัด กทม. เริ่มนำร่องห้ามใช้มือถือในเวลาเรียน” กระทรวงดีอี ได้ตรวจสอบร่วมกับ สำนักงานประชาสัมพันธ์ กรุงเทพมหานคร ยืนยันเป็น “ข่าวจริง” โดยเป็นมาตรการเชิงรุกในการควบคุมและกำกับการใช้อุปกรณ์ดิจิทัล ภายในโรงเรียนสังกัดกรุงเทพมหานคร ภายใต้โครงการ “Phone Off, Learning On โฟกัสการเรียนรู้ ฝากมือถือไว้กับครู” เพื่อเสริมสร้างสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพ และป้องกันผลกระทบด้านสุขภาพและพฤติกรรมจากการใช้งานหน้าจอเกินความจำเป็น โดยมีหลักการสำคัญ 3 ประการ ดังนี้1. สนับสนุนให้ใช้อุปกรณ์ดิจิทัลเป็น “เครื่องมือการเรียนรู้” ภายใต้การดูแลของครูผู้สอนในคาบเรียนที่เหมาะสม แทนการใช้งานเพื่อความบันเทิงอย่างไร้ทิศทาง2. กำหนดเขตปลอดดิจิทัล (Digital-Free Zone) ในบางช่วงเวลา เช่น พักเที่ยง หรือพื้นที่ส่วนรวม เพื่อกระตุ้นให้เด็กนักเรียนมีการปฏิสัมพันธ์ทางสังคม ออกกำลังกาย และพักสายตาจากหน้าจอ3. สร้างระบบเฝ้าระวังเพื่อป้องกันปัญหาการกลั่นแกล้งทางออนไลน์ (Cyberbullying) และการเข้าถึงเนื้อหาที่ไม่เหมาะสมในสถานศึกษา อย่างไรก็ตาม กระทรวงดีอี มีความห่วงใยประชาชน เรื่องความตระหนักรู้เท่าทันข่าวปลอมที่ถูกแพร่กระจายบนสื่อออนไลน์ โซเชียล ซึ่งหากขาดความรู้เท่าทัน ส่งต่อข้อมูลข่าวปลอม ทำให้เกิดการหลงเชื่อ สร้างความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน สร้างความเสียหายต่อทรัพย์สิน หรือข้อมูลส่วนบุคคล และอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้าง  โดยขอให้ประชาชนเลือกเชื่อ เลือกแชร์ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ ซึ่งได้รับการเผยแพร่จากหน่วยงานที่เป็นทางการเท่านั้น และควรตรวจสอบข้อเท็จจริงของข่าวหรือลิงก์เว็บไซต์ให้แน่ชัด หากประชาชน พบข่าวน่าสงสัย ข้อมูลบิดเบือน สามารถแจ้งเบาะแส และตรวจสอบข่าวปลอมได้ที่ โทรสายด่วน 1111 ต่อ 87 (24 ชม.) หรือที่| เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com| Line ID: @antifakenewscenter| Facebook : Anti-Fake News Center Thailand| X : @AFNCThailand| TikTok : @antifakenewscenter| IG : afnc_thailand/ -----------------------------------------------------

ในช่วงเดือนมีนาคมของทุกปี ถือเป็นหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญที่ประชาชนผู้มีเงินได้ต้องเร่งรีบจัดการยื่นแบบภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (ภ.ง.ด.90/91) ให้ทันกำหนดเส้นตาย แต่ในห้วงเวลาเดียวกันนี้ กลุ่มมิจฉาชีพออนไลน์ก็กำลังฉวยโอกาสจากความวุ่นวายดังกล่าว ด้วยการส่งอีเมลปลอมแอบอ้างเป็น กรมสรรพากร เพื่อหลอกลวงผู้เสียภาษีที่รอรับเงินคืน รู้จักกลโกง  อีเมลปลอมสรรพากรทำงานอย่างไร?อีเมลหลอกลวงเหล่านี้ถูกออกแบบมาให้ดูน่าเชื่อถือมากที่สุด โดยผู้ส่งมักใช้ชื่อหรือที่อยู่อีเมลที่ดูคล้ายกับโดเมนทางการ เช่น rd.go.th หรือชื่อที่ออกเสียงคล้ายกัน พร้อมแนบโลโก้กรมสรรพากรและตราสัญลักษณ์ราชการเพื่อให้ดูน่าเชื่อถือยิ่งขึ้นเนื้อหาของอีเมลมักระบุว่า "ท่านมีเงินคืนภาษี กรุณากดลิงก์ด้านล่างเพื่อยืนยันตัวตนและรับเงินคืน" จากนั้นจะนำไปสู่เว็บไซต์ปลอมที่ออกแบบมาให้เหมือนกับระบบของกรมสรรพากรทุกประการ สัญญาณอันตรายที่ควรระวัง- อีเมลอ้างว่ามีเงินคืนภาษีและขอให้กดลิงก์โดยด่วน- ขอข้อมูลส่วนตัว เลขบัตรประชาชน หรือรหัสผ่านอีเมล- URL ของลิงก์ไม่ใช่ rd.go.th แต่อาจเป็น rd-go.com / revenue.th.co หรือชื่ออื่นที่คล้ายกัน- มีการสะกดคำไม่ถูกต้องประโยคภาษาไทยเว้นวรรคผิดปกติ หรือดูแปลกตา- กดดันให้ทำภายในเวลาจำกัด เช่น ภายใน 24 ชั่วโมง ข้อมูลที่มิจฉาชีพต้องการเมื่อเหยื่อกดลิงก์และกรอกข้อมูลในเว็บไซต์ปลอม มิจฉาชีพจะเก็บข้อมูลสำคัญทันที ได้แก่ เลขบัตรประจำตัวประชาชน, ชื่อ-นามสกุล, วันเดือนปีเกิด, เบอร์โทรศัพท์, ข้อมูลบัญชีธนาคาร รวมถึงรหัส OTP ที่แอบอ้างว่าต้องใช้ยืนยันการรับเงิน ซึ่งข้อมูลเหล่านี้สามารถนำไปใช้เปิดบัญชีม้า สมัครสินเชื่อ หรือถอนเงินจากบัญชีของเหยื่อได้ทันที กรมสรรพากรย้ำ! ไม่มีนโยบายส่งลิงก์ทางอีเมลกรมสรรพากรออกประกาศย้ำชัดว่า ทางหน่วยงานไม่มีนโยบายส่งอีเมลพร้อมลิงก์ขอให้ประชาชนกรอกข้อมูลส่วนตัวหรือข้อมูลบัญชีธนาคาร และไม่เคยส่งข้อความแจ้งเงินคืนภาษีโดยให้กดลิงก์เพื่อรับเงินทั้งนี้การรับเงินคืนภาษีที่ถูกต้องตามกฎหมาย จะดำเนินการผ่านระบบ e-Refund ของกรมสรรพากรโดยตรง หรือโอนเข้าบัญชีพร้อมเพย์ที่ผูกกับเลขบัตรประชาชนเท่านั้น โดยไม่ต้องทำธุรกรรมใดๆ เพิ่มเติม วิธีรับเงินคืนภาษีที่ถูกต้อง 100%- ยื่นแบบ ภ.ง.ด.90/91 ผ่าน www.rd.go.th หรือแอป RD Smart Tax เท่านั้น- ผูกบัญชีพร้อมเพย์กับเลขบัตรประชาชน เพื่อรับเงินคืนโดยตรง- ตรวจสอบสถานะเงินคืนได้ที่ www.rd.go.th >บริการออนไลน์ >ตรวจสอบคืนภาษี- หากมีข้อสงสัย โทรสายด่วนกรมสรรพากร 1161 (วันจันทร์-ศุกร์ 08.30-16.30 น.) วิธีปกป้องตัวเองจากอีเมลฟิชชิ่งAOC แนะนำ 5 มาตรการเร่งด่วนสำหรับประชาชนในช่วงนี้1. ตรวจสอบโดเมนอีเมลผู้ส่งทุกครั้ง -อีเมลทางการของกรมสรรพากรต้องลงท้ายด้วย @rd.go.th เท่านั้น2. อย่ากดลิงก์ในอีเมล หากต้องการเข้าเว็บสรรพากร ให้พิมพ์ www.rd.go.th ในเบราว์เซอร์โดยตรง3. ไม่ให้ข้อมูลบัตรประชาชน รหัสผ่าน หรือ OTP แก่ใครทุกช่องทาง ยกเว้นระบบทางการเท่านั้น4. เปิดใช้การยืนยันตัวตน 2 ขั้นตอน (2FA) บนบัญชีธนาคาร Mobile Banking และอีเมลของคุณ5. หากสงสัยว่าตกเป็นเหยื่อ รีบโทรสายด่วน  AOC 1441 (ศูนย์รับแจ้งอาชญากรรมทางเทคโนโลยี) เพื่อระงับบัญชีทันที AOC เตือนภัยไซเบอร์ช่วงเวลายื่นภาษี ข้อมูลจากศูนย์ AOCชี้ ให้เห็นว่าในช่วงเดือนมกราคม-มีนาคมของทุกปี ซึ่งเป็นช่วงฤดูกาลยื่นภาษี มักพบรายงานอีเมลฟิชชิง (อีเมลหลอกลวงจากมิจฉาชีพที่ปลอมแปลงเป็นองค์กรที่น่าเชื่อถือ) และ SMS หลอกลวงเกี่ยวกับเรื่องภาษีเพิ่มสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด โดยกลุ่มเป้าหมายหลักคือประชาชนวัยทำงานอายุ 25-50 ปี ที่มีรายได้ประจำ และยื่นภาษีเป็นประจำ ซึ่งมักมีความคาดหวังในการรับเงินคืนอยู่แล้ว ทั้งนี้ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ได้เร่งดำเนินการปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ทุกรูปแบบ ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พร้อมทั้งเผยแพร่ความรู้ในการป้องกันภัยออนไลน์ผ่าน ศูนย์ AOC 1441 อย่างต่อเนื่อง เพื่อแก้ไขปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อประชาชน จำไว้ว่า ก่อนทำธุรกรรมทุกครั้ง ควรหลีกเลี่ยงการกดลิงก์เว็บไซต์ การดาวน์โหลด หรือการอัปโหลดข้อมูลผ่านแพลตฟอร์มที่ถูกส่งต่อมาจากช่องทางที่ไม่แน่ชัด ----------------------------------------------------

icon-sitemap    std-w1    std-w2    WCAG 2.0 (Level AA)
จำนวนผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์ Loading...


กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

เลขที่ 120 หมู่ 3 ชั้น 8-11 ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 (อาคาร ซี) ซอยแจ้งวัฒนะ 7 ถนนแจ้งวัฒนะ แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ 10210

facebook
instagram
twitter
youtube
rss
tiktok
threads
Icon Q&A
black ribbon.