Logo DE Ministry.
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
Ministry of Digital Economy and Society
Logo DE Ministry.
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
Ministry of Digital Economy and Society
ตัวช่วยเหลือในการเข้าถึงเว็บไซต์
ค้นหา

วันที่ 25 มีนาคม 2569 นางสาวพิยะดา สุดกังวาล ที่ปรึกษาด้านการสื่อสาร กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เข้าร่วมประชุมหารือประเด็นการเบิกจ่ายและเอกสารด้านการคลังต่าง ๆ ผ่านระบบ e-Office ภายใต้โครงการ GDCC ครั้งที่ 1/2569 โดยมีหน่วยงาน และผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ณ ห้องประชุม 10/02 ชั้น 10 กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และผ่านระบบ Video Conference

นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ ในฐานะโฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ฝ่ายข้าราชการประจำ กล่าวถึงผลการมอนิเตอร์และรับแจ้งข่าวปลอมของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมประเทศไทย (AFNC) ซึ่งเป็นไปตามนโยบายการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยความมั่นคงและภัยทางสังคมของนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) โดยยกระดับความสำคัญเรื่องการสร้างความตระหนักรู้เท่าทันภัยอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ข่าวปลอม และข้อมูลบิดเบือน   ทั้งนี้ ในวันที่ 24 มีนาคม 2569 AFNC ได้ตรวจสอบพบข้อความทั้งหมด 162,844 ข้อความ โดยมีข้อความที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ (Verify) ทั้งสิ้น 946 ข้อความ สำหรับช่องทางที่มีการพบเบาะแสมากที่สุด คือ ข้อความที่มาจาก Social Listening 944 ข้อความตามมาด้วยช่องทาง Line Official 1 ข้อความ และช่องทาง Website 1 ข้อความ โดยเป็นเรื่องที่ต้องดำเนินการตรวจสอบทั้งหมด 20 เรื่อง ได้รับผลการตรวจสอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว 10 เรื่อง ในจำนวนนี้เป็นข่าวที่ได้รับความสนใจจากประชาชนมากที่สุด 7 เรื่อง ซึ่งเป็นข่าวจริง 3 เรื่อง ข่าวปลอม 4 เรื่อง ได้แก่   อันดับที่ 1 ข่าวจริง เรื่อง กฟผ. จัดโครงการล้างแอร์ช่วยชาติ ช่วยออกค่าล้างแอร์ให้ 300 บาท   อันดับที่ 2 ข่าวจริง เรื่อง พบการซุกน้ำมันดีเซล ในโกดังริมแม่น้ำเมย เพื่อลักลอบส่งออกไปยังประเทศเมียนมา   อันดับที่ 3 ข่าวจริง เรื่อง ไทยนำเข้าน้ำมันดิบเพิ่มจากแองโกลาและสหรัฐฯ   อันดับที่ 4 ข่าวปลอม เรื่อง กัมพูชาเตรียมฟ้องไทยชูรส กรณีใช้มงกุฎอัปสราเป็นเครื่องหมายการค้า   อันดับที่ 5 ข่าวปลอม เรื่อง ก.ล.ต. เปิดเว็บไซต์ใหม่ให้ลงทะเบียนออมทอง   อันดับที่ 6 ข่าวปลอม เรื่อง ร่างกฎกระทรวงใหม่เปลี่ยนสีเครื่องแบบตำรวจเก่า ใช้เครื่องแบบตำรวจใหม่   อันดับที่ 7 ข่าวปลอม เรื่อง กฟภ. (PEA) ส่งเอกสารการแจ้งเปลี่ยนหม้อมิเตอร์ไฟฟ้าตัวใหม่ แจ้งโอนเงินผ่านบัญชีส่วนบุคคล   สำหรับอันดับ 1 เป็นข่าวจริง : เรื่อง “กฟผ. จัดโครงการล้างแอร์ช่วยชาติ ช่วยออกค่าล้างแอร์ให้ 300 บาท” กระทรวงดีอี ได้ตรวจสอบร่วมกับ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย กระทรวงพลังงาน ยืนยันเป็น “ข่าวจริง” โดย กฟผ. ได้จัดโครงการล้างแอร์ช่วยชาติ ด้วยการมอบส่วนลดล้างเครื่องปรับอากาศมูลค่า 300 บาท จำนวน 30,000 เครื่อง และ โครงการมอบส่วนลดซื้อผลิตภัณฑ์เบอร์ 5 จำนวน 15,000 สิทธิ์    เงื่อนไขการลงทะเบียนโครงการล้างแอร์ช่วยชาติ - ลงทะเบียน ณ ห้างสรรพสินค้า หรือผ่านระบบออนไลน์ของผู้ให้บริการ เช่น HomePro , MegaHome , Power Buy , ไทวัสดุ , BNB Home , Global , Do home , The Mall เป็นต้น - ลงทะเบียนได้ตั้งแต่วันที่ 25 มี.ค. - 23 พ.ค. 69   เงื่อนไขการลงทะเบียนโครงการมอบส่วนลดซื้อผลิตภัณฑ์เบอร์ 5 - ลงทะเบียนรับสิทธิ์ผ่าน www.egat.co.th - ลงทะเบียนได้ตั้งแต่วันที่ 1-15 เม.ย. 69   อย่างไรก็ตาม กระทรวงดีอี มีความห่วงใยประชาชน เรื่องความตระหนักรู้เท่าทันข่าวปลอมที่ถูกแพร่กระจายบนสื่อออนไลน์ โซเชียล ซึ่งหากขาดความรู้เท่าทัน ส่งต่อข้อมูลข่าวปลอม ทำให้เกิดการหลงเชื่อ สร้างความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน สร้างความเสียหายต่อทรัพย์สิน หรือข้อมูลส่วนบุคคล และอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้าง  โดยขอให้ประชาชนเลือกเชื่อ เลือกแชร์ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ ซึ่งได้รับการเผยแพร่จากหน่วยงานที่เป็นทางการเท่านั้น และควรตรวจสอบข้อเท็จจริงของข่าวหรือลิงก์เว็บไซต์ให้แน่ชัด   หากประชาชน พบข่าวน่าสงสัย ข้อมูลบิดเบือน สามารถแจ้งเบาะแส และตรวจสอบข่าวปลอมได้ที่ โทรสายด่วน 1111 ต่อ 87 (24 ชม.) หรือที่ | เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com | Line ID: @antifakenewscenter | Facebook : Anti-Fake News Center Thailand | X : @AFNCThailand | TikTok : @antifakenewscenter | IG : afnc_thailand/   ------------------------------------------------------------------------

เมื่อราคาทองคำผันผวนท่ามกลางวิกฤตความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง นักลงทุนทั่วประเทศต่างจับตามอง หวังฉวยจังหวะทำกำไร แต่ในเงามืดอีกด้านหนึ่ง กลับกลายเป็น “จังหวะทำเงิน” ของมิจฉาชีพเช่นกัน   ศูนย์ต่อต้านอาชญากรรมออนไลน์ หรือ AOC 1441 ภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงดีอี จึงออกมาเตือนภัย หลังพบว่าโจรออนไลน์กำลังใช้ "ความกลัวพลาดโอกาส" และ "ความโลภ" เป็นอาวุธล่าเหยื่อ พร้อมเปิดเผย 3 รูปแบบกลโกงที่กำลังระบาดหนักที่สุดในขณะนี้   กลโกงที่ 1 แอปเทรดทองปลอม ที่สร้างขึ้นเพื่อดูดเงิน   ภาพโฆษณาสวยหรู กราฟกำไรพุ่งพรวด คำโปรยดึงดูดว่า "สงครามทำทองผันผวน โอกาสรวยมาถึงแล้ว!" นี่คือประตูสู่กับดัก   มิจฉาชีพจะยิงโฆษณาผ่านโซเชียลมีเดียอย่างแม่นยำ เจาะกลุ่มคนที่สนใจการลงทุน จากนั้นชักชวนให้ดาวน์โหลด แอปพลิเคชันปลอม ที่ดูน่าเชื่อถือไม่ต่างจากของจริง ตัวเลขในแอปจะ "โตสวยงาม" ทุกวัน แต่เมื่อถึงเวลาถอนเงิน ทุกอย่างเปลี่ยนไปไม่สามารถถอนเงินออกมาได้   เคสเตือนใจ โอกาสทอง กลายเป็น กับดักทอง   ผู้เสียหายรายนี้เป็นหญิงสาว ได้รับการติดต่อจากมิจฉาชีพผ่านช่องทาง Facebook ชักชวนเทรดหุ้นทองคำ ผู้เสียหายสนใจจึงเพิ่มเพื่อนทาง Line ที่แสดงหน้าเพจเพื่อสอบถามรายละเอียด จากนั้นมิจฉาชีพแนะนำและสอนวิธีเทรดหุ้นให้ จนกระทั่งเริ่มโอนเงินเพื่อเทรดหุ้นจริง ช่วงแรกสามารถถอนเงินได้ จึงโอนเงินไปเทรดหุ้นด้วยจำนวนมากขึ้นเรื่อย ๆ รวมเป็นเงินถึง 1,950,000 บาท แต่ไม่สามารถถอนเงินได้ มิจฉาชีพอ้างเหตุผลต่าง ๆ ให้โอนเงินไปอีกหลายครั้ง ผู้เสียหายเชื่อว่าตนถูกมิจฉาชีพหลอก จึงติดต่อเข้ามาที่ศูนย์ AOC 1441   กลโกงที่ 2 เพจปลอมขายทองราคาถูกเหลือเชื่อ    โปรโมชัน "ทองหลุดจำนำ ราคาพิเศษช่วงสงคราม" ที่ถูกกว่าท้องตลาดหลายพันบาท คือสัญญาณอันตรายที่หลายคนมองข้าม มิจฉาชีพสร้างเพจเฟซบุ๊กเลียนแบบร้านทองชื่อดังอย่างแนบเนียน ทั้งชื่อ โลโก้ และภาพสินค้า จากนั้นโพสต์ราคาที่ "ดีเกินจริง" พร้อมสร้างความกดดันว่าของมีจำกัด รีบโอนก่อนหมด   กลโกงที่ 3 ภารกิจ "ปั่นราคาทอง" กับดักที่ล่อด้วยเงินของตัวเอง   กลโกงรูปแบบนี้ กำลังระบาดหนักที่สุด และอันตรายที่สุด เพราะเหยื่อได้เงินจริงในช่วงแรก จนวางใจอย่างสนิทใจ คนร้ายจะชักชวนให้ร่วม "ภารกิจดันราคาทอง" โดยให้โอนเงินสำรองออเดอร์แลกค่าคอมมิชชัน ช่วงแรกจ่ายคืนครบ พร้อมกำไรงาม ก่อนค่อย ๆ ขยับยอดโอนให้สูงขึ้นเรื่อย ๆ จนถึงจุดที่คนร้ายเชิดเงินหนีพร้อมปิดทุกช่องทางติดต่อ   4 เกราะป้องกันก่อนจะสายเกินแก้   AOC แนะนำ 4 มาตรการตรวจสอบที่ทุกคนควรทำก่อนตัดสินใจลงทุนทองคำออนไลน์   1. ตรวจใบอนุญาตก่อนเสมอ บริษัทหรือแพลตฟอร์มลงทุนทองคำที่ถูกกฎหมาย ต้องได้รับอนุญาตจาก สมาคมค้าทองคำ หรือ สำนักงาน ก.ล.ต. หากหาไม่พบ หยุดทันที 2. ราคาถูกผิดปกติ = สัญญาณอันตราย ทองคำมีราคากลางอ้างอิงสากล ใครเสนอขายถูกกว่าตลาดอย่างผิดสังเกต ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นมิจฉาชีพ 3. ตรวจเพจให้ละเอียดก่อนเชื่อ ดูวันที่สร้างเพจ ประวัติการเปลี่ยนชื่อ และยอดผู้ติดตามจริง เพจปลอมมักสร้างใหม่ไม่เกิน 1–3 เดือน 4. ห้ามโอนเข้าบัญชีบุคคลธรรมดาเด็ดขาด ธุรกรรมการลงทุนที่ถูกกฎหมายต้องโอนเข้าบัญชี นิติบุคคล เท่านั้น หากปลายทางเป็นชื่อคน นั่นคือบัญชีม้า   อย่างไรก็ตาม หากประชาชนตกเป็นเหยื่อแล้ว ให้รีบโทรสายด่วน AOC 1441 ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อแจ้งระงับบัญชีทันที ก่อนเงินถูกโยกย้ายไปจนไม่สามารถติดตามได้ หรือหากต้องการขอคำปรึกษาหรือแจ้งเบาะแสหลอกลงทุนในคริปโทเคอร์เรนซี หุ้น ทองคำ สามารถโทรสายด่วน 1207 กด 22 สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.)    ในยามที่ตลาดผันผวน ความโลภและความกลัวคือจุดอ่อนที่มิจฉาชีพรู้ดีที่สุด การตรวจสอบก่อนโอนเงินทุกครั้ง ไม่ใช่แค่ความระมัดระวัง แต่คือการปกป้องเงินออมทั้งชีวิตของคุณเอง   ---------------------------------------------------------------------------




ดีอี ยันข่าวจริง "ใช้สมาร์ตโฟน-แท็บเล็ตเป็นเวลานาน เสี่ยงตาเขเข้าเฉียบพลัน" ขอ ปชช. ระมัดระวัง   นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ ในฐานะโฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ฝ่ายข้าราชการประจำ กล่าวถึงผลการมอนิเตอร์และรับแจ้งข่าวปลอมของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมประเทศไทย (AFNC) ซึ่งเป็นไปตามนโยบายการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยความมั่นคงและภัยทางสังคมของนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) โดยยกระดับความสำคัญเรื่องการสร้างความตระหนักรู้เท่าทันภัยอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ข่าวปลอม และข้อมูลบิดเบือน   ทั้งนี้ ในวันที่ 25 มีนาคม 2569 AFNC ได้ตรวจสอบพบข้อความทั้งหมด 164,087 ข้อความ โดยมีข้อความที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ (Verify) ทั้งสิ้น 1,505 ข้อความ สำหรับช่องทางที่มีการพบเบาะแสมากที่สุด คือ ข้อความที่มาจาก Social Listening 1,502 ข้อความ ตามมาด้วยช่องทาง Line Official 3 ข้อความ โดยเป็นเรื่องที่ต้องดำเนินการตรวจสอบทั้งหมด 21 เรื่อง ได้รับผลการตรวจสอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว 5 เรื่องในจำนวนนี้เป็นข่าวที่ได้รับความสนใจจากประชาชนมากที่สุด 7 เรื่อง ซึ่งเป็นข่าวจริง 1 เรื่อง ข่าวปลอม 3 เรื่อง ข่าวบิดเบือน 3 ได้แก่   อันดับที่ 1 ข่าวจริง เรื่อง การใช้สมาร์ตโฟนหรือแท็บเล็ตเป็นเวลานาน เสี่ยงตาเขเข้าเฉียบพลัน   อันดับที่ 2 ข่าวบิดเบือน เรื่อง ให้อาหารสุนัขหรือแมวจรจัด ถือเป็นเจ้าของทันที   อันดับที่ 3 ข่าวปลอม เรื่อง จ.บุรีรัมย์ สามารถเติมน้ำมันได้ไม่จำกัด   อันดับที่ 4 ข่าวบิดเบือน เรื่อง ไข่แดงผสมปิโตรเลียมเจลลี่ และมะนาว มาสก์หน้าช่วยให้ใบหน้าอ่อนเยาว์ และลดริ้วรอย   อันดับที่ 5 ข่าวบิดเบือน เรื่อง นายทุนไทยสามารถนำเข้ามะม่วงแก้วขมิ้นกัมพูชาได้   อันดับที่ 6 ข่าวปลอม เรื่อง เพจ พัฒนาการงาน ของกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน เปิดรับสมัครพนักงานแพ็กของ รายได้ขั้นต่ำ 4,500 บาทต่อเดือน   อันดับที่ 7 ข่าวปลอม เรื่อง ก.ล.ต. เปิดเพจเฟซบุ๊กสำหรับให้บริการออมทอง   สำหรับอันดับ 1 เป็นข่าวจริง : เรื่อง “การใช้สมาร์ตโฟนหรือแท็บเล็ตเป็นเวลานาน เสี่ยงตาเขเข้าเฉียบพลัน” กระทรวงดีอี ได้ตรวจสอบร่วมกับ โรงพยาบาลเมตตาประชารักษ์ (วัดไร่ขิง) กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ยืนยันเป็น “ข่าวจริง” ภาวะ Acute Acquired Comitant Esotropia หรือ “ตาเขเข้าเฉียบพลัน” มักพบเพิ่มขึ้นในเด็กและวัยรุ่นที่ใช้สมาร์ตโฟนหรือแท็บเล็ตเป็นเวลานาน โดยเฉพาะการจ้องหน้าจอในระยะใกล้มากที่น้อยกว่า 30 ซม. ซึ่งงานวิจัยในปัจจุบันระบุเพียงว่า การใช้หน้าจอใกล้เป็นเวลานานอาจเป็นปัจจัยเสี่ยง แต่ยังไม่สามารถยืนยันได้ว่า เป็นสาเหตุโดยตรงของโรค   อย่างไรก็ตาม กระทรวงดีอี มีความห่วงใยประชาชน เรื่องความตระหนักรู้เท่าทันข่าวปลอมที่ถูกแพร่กระจายบนสื่อออนไลน์ โซเชียล ซึ่งหากขาดความรู้เท่าทัน ส่งต่อข้อมูลข่าวปลอม ทำให้เกิดการหลงเชื่อ สร้างความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน สร้างความเสียหายต่อทรัพย์สิน หรือข้อมูลส่วนบุคคล และอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้าง โดยขอให้ประชาชนเลือกเชื่อ เลือกแชร์ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ ซึ่งได้รับการเผยแพร่จากหน่วยงานที่เป็นทางการเท่านั้น และควรตรวจสอบข้อเท็จจริงของข่าวหรือลิงก์เว็บไซต์ให้แน่ชัด   หากประชาชน พบข่าวน่าสงสัย ข้อมูลบิดเบือน สามารถแจ้งเบาะแส และตรวจสอบข่าวปลอมได้ที่ โทรสายด่วน 1111 ต่อ 87 (24 ชม.) หรือที่ | เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com | Line ID: @antifakenewscenter | Facebook : Anti-Fake News Center Thailand | X : @AFNCThailand | TikTok : @antifakenewscenter | IG : afnc_thailand/   #กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม #กระทรวงดีอี #DE #AFNC    

วันที่ 27 มีนาคม 2569 นายพชร อนันตศิลป์ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ร่วมการประชุมคณะกรรมการขับเคลื่อนการเข้าเป็นภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการต่อต้านอาชญากรรมไซเบอร์ ครั้งที่ 1/2569 ซึ่งเป็นการหารือแนวทางและกรอบการดำเนินงานในการผลักดันให้ประเทศไทยเข้าร่วมเป็นภาคีอนุสัญญาฯ เพื่อยกระดับการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางไซเบอร์ร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยมี นางสาวชมภารี ชมภูรัตน์ รองปลัดกระทรวงดีอี นางสาวกัลยา ชินาธิวร ที่ปรึกษาด้านต่างประเทศ กระทรวงดีอี และผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ณ ห้องประชุม 02/11 ชั้น 2 กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

ปลัดดีอี ประชุมคกก.กิจการไปรษณีย์ ครั้งที่ 1/2569   วันที่ 27 มีนาคม 2569 นายพชร อนันตศิลป์ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการกิจการไปรษณีย์ ครั้งที่ 1/2569 เพื่อหารือแนวทางการพัฒนาพร้อมติดตามความคืบหน้าในการดำเนินงานของกิจการไปรษณีย์ไทย โดยมี นางสาวชมภารี ชมภูรัตน์ รองปลัดกระทรวงดีอี และผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ณ ห้องประชุม 10/10 ชั้น 10 กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม #กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม #กระทรวงดีอี #DE #ปลัดพชร

นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ ในฐานะโฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ฝ่ายข้าราชการประจำ กล่าวถึงผลการมอนิเตอร์และรับแจ้งข่าวปลอมของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมประเทศไทย (AFNC) ซึ่งเป็นไปตามนโยบายการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยความมั่นคงและภัยทางสังคมของนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) โดยยกระดับความสำคัญเรื่องการสร้างความตระหนักรู้เท่าทันภัยอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ข่าวปลอม และข้อมูลบิดเบือน ทั้งนี้ ในวันที่ 26 มีนาคม 2569 AFNC ได้ตรวจสอบพบข้อความทั้งหมด 164,229 ข้อความ โดยมีข้อความที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ (Verify) ทั้งสิ้น 1,202 ข้อความ สำหรับช่องทางที่มีการพบเบาะแสมากที่สุดคือ ข้อความที่มาจาก Social Listening 1,202 ข้อความ โดยเป็นเรื่องที่ต้องดำเนินการตรวจสอบทั้งหมด 23 เรื่อง ได้รับผลการตรวจสอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว 7 เรื่อง ในจำนวนนี้เป็นข่าวที่ได้รับความสนใจจากประชาชนมากที่สุด 7 เรื่อง ซึ่งเป็นข่าวจริง 3 เรื่อง ข่าวปลอม 4 เรื่อง ได้แก่ อันดับที่ 1 ข่าวจริง เรื่อง กรมธุรกิจพลังงาน ร่วมกับ DSI ตรวจพบการกักตุนน้ำมันกว่า 40,000 ลิตร ที่ อ.เสาไห้ จ.สระบุรี อันดับที่ 2 ข่าวจริง เรื่อง สูดดมไมโครพลาสติก ทำให้ปอดอักเสบ อันดับที่ 3 ข่าวจริง เรื่อง กรมควบคุมโรคเตือน ใช้นิโคตินถุงเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือด อันดับที่ 4 ข่าวปลอม เรื่อง เพจเฟซบุ๊ก Overseas Job Employment รับสมัครแรงงานไทยทำงานต่างประเทศ อ้างกระทรวงแรงงาน อันดับที่ 5 ข่าวปลอม เรื่อง กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ออกใบทะเบียนพานิชย์ให้เพจ รถมือสอง สภาพดี ราคาถูก อันดับที่ 6 ข่าวปลอม เรื่อง กัมพูชาขึ้นมายึดปราสาทตาควาย ช่วงที่ทหารไทยสับเปลี่ยนกำลัง อันดับที่ 7 ข่าวปลอม เรื่อง ผลิตภัณฑ์ Diafin รักษาโรคเบาหวาน ผ่านการรับรองจากกระทรวงสาธารณสุข สำหรับอันดับ 1 เป็นข่าวจริง : เรื่อง “กรมธุรกิจพลังงาน ร่วมกับ DSI ตรวจพบการกักตุนน้ำมันกว่า 40,000 ลิตร ที่ อ.เสาไห้ จ.สระบุรี” กระทรวงดีอี ได้ตรวจสอบร่วมกับ กรมธุรกิจพลังงาน กระทรวงพลังงาน ยืนยันเป็น “ข่าวจริง” โดยกรมธุรกิจพลังงาน ได้นำทีมเจ้าหน้าที่ตามพระราชบัญญัติการควบคุมน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2542 บูรณาการร่วมกับ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) และสำนักงานพลังงานจังหวัดสระบุรี ลงพื้นที่ตรวจสอบเชิงรุกในพื้นที่อำเภอเสาไห้ จังหวัดสระบุรี หลังได้รับข้อมูลเบาะแสการลักลอบค้าหรือกักตุนน้ำมัน จากการตรวจสอบ พบจุดต้องสงสัยจำนวน 3 จุด มีการจัดเก็บน้ำมันโดยไม่ได้แจ้งและไม่ได้รับอนุญาต รวมปริมาณประมาณ 40,000 ลิตร ซึ่งเข้าข่ายความผิดตามกฎหมาย เนื่องจากพระราชบัญญัติการควบคุมน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2542 กำหนดว่า การเก็บรักษาน้ำมันเชื้อเพลิงในปริมาณเกิน 15,000 ลิตร ต้องได้รับใบอนุญาตจากอธิบดีกรมธุรกิจพลังงานหรือผู้ว่าราชการจังหวัดก่อน มิฉะนั้นถือเป็นการกระทำความผิดตามกฎหมาย เจ้าหน้าที่จึงได้รวบรวมพยานหลักฐานเพื่อดำเนินคดีตามขั้นตอนต่อไป ทั้งนี้ การฝ่าฝืนจัดเก็บน้ำมันโดยไม่ได้รับอนุญาต มีโทษตามกฎหมาย อาจถูกจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และหากเป็นการกระทำที่เข้าข่ายกักตุนเพื่อแสวงหากำไรหรือทำให้เกิดความปั่นป่วนในตลาด อาจเข้าข่ายความผิดตามกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติม ซึ่งเจ้าหน้าที่จะดำเนินการอย่างเด็ดขาด โดยหากพบเห็นการลักลอบค้าหรือกักตุนน้ำมัน สามารถแจ้งเบาะแสได้ที่ กรมธุรกิจพลังงาน หรือ สำนักงานพลังงานจังหวัดทั่วประเทศ อย่างไรก็ตาม กระทรวงดีอี มีความห่วงใยประชาชน เรื่องความตระหนักรู้เท่าทันข่าวปลอมที่ถูกแพร่กระจายบนสื่อออนไลน์ โซเชียล ซึ่งหากขาดความรู้เท่าทัน ส่งต่อข้อมูลข่าวปลอม ทำให้เกิดการหลงเชื่อ สร้างความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน สร้างความเสียหายต่อทรัพย์สิน หรือข้อมูลส่วนบุคคล และอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้าง  โดยขอให้ประชาชนเลือกเชื่อ เลือกแชร์ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ ซึ่งได้รับการเผยแพร่จากหน่วยงานที่เป็นทางการเท่านั้น และควรตรวจสอบข้อเท็จจริงของข่าวหรือลิงก์เว็บไซต์ให้แน่ชัด หากประชาชน พบข่าวน่าสงสัย ข้อมูลบิดเบือน สามารถแจ้งเบาะแส และตรวจสอบข่าวปลอมได้ที่ โทรสายด่วน 1111 ต่อ 87 (24 ชม.) หรือที่| เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com| Line ID: @antifakenewscenter| Facebook : Anti-Fake News Center Thailand| X : @AFNCThailand| TikTok : @antifakenewscenter| IG : afnc_thailand/ -----------------------------------------------------

นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ ในฐานะโฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ฝ่ายข้าราชการประจำ กล่าวถึงผลการมอนิเตอร์และรับแจ้งข่าวปลอมของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมประเทศไทย (AFNC) ซึ่งเป็นไปตามนโยบายการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยความมั่นคงและภัยทางสังคมของนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) โดยยกระดับความสำคัญเรื่องการสร้างความตระหนักรู้เท่าทันภัยอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ข่าวปลอม และข้อมูลบิดเบือน ทั้งนี้ ในวันที่ 27 มีนาคม 2569 AFNC ได้ตรวจสอบพบข้อความทั้งหมด 164,084 ข้อความ โดยมีข้อความที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ (Verify) ทั้งสิ้น 3,001 ข้อความ สำหรับช่องทางที่มีการพบเบาะแสมากที่สุด คือ ข้อความที่มาจาก Social Listening 3,001 ข้อความ โดยเป็นเรื่องที่ต้องดำเนินการตรวจสอบทั้งหมด 32 เรื่อง ได้รับผลการตรวจสอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว 8 เรื่อง ในจำนวนนี้เป็นข่าวที่ได้รับความสนใจจากประชาชนมากที่สุด 7 เรื่อง ซึ่งเป็นข่าวจริง 1 เรื่อง ข่าวปลอม 5 เรื่อง ข่าวบิดเบือน 1 ได้แก่ อันดับที่ 1 ข่าวจริง เรื่อง กระทรวงพลังงาน ร่วมมือกับ DSI เร่งกระจายน้ำมัน รับมือปัญหาช่วงสงกรานต์ อันดับที่ 2 ข่าวบิดเบือน เรื่อง ล้างสตรอว์เบอร์รีด้วยการแช่น้ำเกลือ สารพิษจะซึมเข้าไปในเนื้อผลไม้แทน อันดับที่ 3 ข่าวปลอม เรื่อง ดื่มน้ำด่างทุกวัน ทำให้เกิดไตวาย อันดับที่ 4 ข่าวปลอม เรื่อง รัฐบาลออกกฎหมายใหม่ ให้ธนาคารคืนเงินผู้เสียหายจากมิจฉาชีพ ผ่านเพจ ศูนย์เตือนภัยโซเชียล อันดับที่ 5 ข่าวปลอม เรื่อง M-Flow เพิ่มเว็บไซต์ https://mflowai.bond/th และ https://my-28circle.com/app? สำหรับชำระเงินและเช็กค่าบริการ อันดับที่ 6 ข่าวปลอม เรื่อง ธ.ก.ส. เปิดสินเชื่อให้กู้ ผ่าน TikTok บัญชี baac.waan อันดับที่ 7 ข่าวปลอม เรื่อง SET เปิดเทคนิคเลือกหุ้นและบริหารพอร์ต ผ่านเพจ Compounder Mindset สำหรับอันดับ 1 เป็นข่าวจริง : เรื่อง “กระทรวงพลังงาน ร่วมมือกับ DSI เร่งกระจายน้ำมัน รับมือปัญหาช่วงสงกรานต์” กระทรวงดีอี ได้ประสานร่วมงานกับ สำนักงานปลัดกระทรวงพลังงาน กระทรวงพลังงาน ยืนยันเป็น “ข่าวจริง” เนื่องจากขณะนี้มีน้ำมันออกมาเพิ่มขึ้นจากนโยบายลดสัดส่วนการสำรองน้ำมัน เพื่อเพิ่มปริมาณการขนส่งน้ำมันให้ครอบคลุมมากขึ้น ควบคู่กับการขยายระยะเวลาขนส่งเพื่อให้กระจายไปทั่วประเทศได้รวดเร็วขึ้น แม้บางสถานีบริการอาจยังมีปัญหาอยู่บ้าง แต่ได้เร่งปรับการขนส่งอย่างเต็มที่ นอกจากนี้ ยังได้กระจายน้ำมันให้กลุ่มผู้ค้าส่ง ไปแล้วกว่า 7 ล้านลิตร เพื่อจัดสรรให้กลุ่มผู้ใช้น้ำมันและช่วยลดความแออัดในสถานีบริการ สำหรับมาตรการรองรับช่วงเทศกาลสงกรานต์ ได้สั่งการให้ผู้ค้าน้ำมันเตรียมสำรองน้ำมันเพิ่มขึ้นและจัดเตรียมคลังน้ำมันเคลื่อนที่เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ประชาชนในช่วงที่มีการเดินทางสูง ทั้งนี้ ข้อมูลเมื่อวันที่ 23 มีนาคม ที่ผ่านมา มีการผลิตน้ำมันดีเซล (B7) อยู่ที่ 90.7 ล้านลิตร และมีสำรองอีก 43 ล้านลิตร พร้อมกันนี้ กรมธุรกิจพลังงานได้จัดทำระบบแดชบอร์ด เพื่อติดตามการขนส่งจากโรงกลั่นถึงสถานีบริการ ให้ประชาชนสามารถติดตามตรวจสอบได้ แต่เพื่อให้สามารถใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ขณะนี้จึงยังอยู่ในขั้นตอนของการพัฒนาอีกระยะ เพื่อให้ระบบมีความสมบูรณ์และแม่นยำที่สุด พร้อมทั้งบูรณาการความร่วมมือกับกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ลงพื้นที่ตรวจสอบคลังกักเก็บน้ำมันผิดกฎหมาย ซึ่งการฝ่าฝืนจัดเก็บน้ำมันโดยไม่ได้รับอนุญาต มีโทษตามกฎหมาย อาจถูกจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และหากเป็นการกระทำที่เข้าข่ายกักตุนเพื่อแสวงหากำไรหรือทำให้เกิดความปั่นป่วนในตลาด อาจเข้าข่ายความผิดตามกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติม ซึ่งเจ้าหน้าที่จะดำเนินการอย่างเด็ดขาด หากพบเห็นการลักลอบค้าหรือกักตุนน้ำมัน สามารถแจ้งเบาะแสได้ที่ กรมธุรกิจพลังงาน หรือ สำนักงานพลังงานจังหวัดทั่วประเทศ อย่างไรก็ตาม กระทรวงดีอี มีความห่วงใยประชาชน เรื่องความตระหนักรู้เท่าทันข่าวปลอมที่ถูกแพร่กระจายบนสื่อออนไลน์ โซเชียล ซึ่งหากขาดความรู้เท่าทัน ส่งต่อข้อมูลข่าวปลอม ทำให้เกิดการหลงเชื่อ สร้างความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน สร้างความเสียหายต่อทรัพย์สิน หรือข้อมูลส่วนบุคคล และอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้าง  โดยขอให้ประชาชนเลือกเชื่อ เลือกแชร์ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ ซึ่งได้รับการเผยแพร่จากหน่วยงานที่เป็นทางการเท่านั้น และควรตรวจสอบข้อเท็จจริงของข่าวหรือลิงก์เว็บไซต์ให้แน่ชัด หากประชาชน พบข่าวน่าสงสัย ข้อมูลบิดเบือน สามารถแจ้งเบาะแส และตรวจสอบข่าวปลอมได้ที่ โทรสายด่วน 1111 ต่อ 87 (24 ชม.) หรือที่| เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com| Line ID: @antifakenewscenter| Facebook : Anti-Fake News Center Thailand| X : @AFNCThailand| TikTok : @antifakenewscenter| IG : afnc_thailand/ -----------------------------------------------------

นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ ในฐานะโฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ฝ่ายข้าราชการประจำ กล่าวถึงผลการมอนิเตอร์และรับแจ้งข่าวปลอมของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมประเทศไทย (AFNC) ซึ่งเป็นไปตามนโยบายการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยความมั่นคงและภัยทางสังคมของนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) โดยยกระดับความสำคัญเรื่องการสร้างความตระหนักรู้เท่าทันภัยอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ข่าวปลอม และข้อมูลบิดเบือน   ทั้งนี้ ในวันที่ 28 มีนาคม 2569 AFNC ได้ตรวจสอบพบข้อความทั้งหมด 164,207 ข้อความ โดยมีข้อความที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ (Verify) ทั้งสิ้น 2,521 ข้อความ สำหรับช่องทางที่มีการพบเบาะแสมากที่สุด คือ ข้อความที่มาจาก Social Listening 2,520 ข้อความ ตามมาด้วยช่องทาง Website 1 ข้อความ โดยเป็นเรื่องที่ต้องดำเนินการตรวจสอบทั้งหมด 27 เรื่อง ได้รับผลการตรวจสอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว 10 เรื่อง   ในจำนวนนี้เป็นข่าวที่ได้รับความสนใจจากประชาชนมากที่สุด 7 เรื่อง ซึ่งเป็นข่าวจริง 3 เรื่อง ข่าวปลอม 3 เรื่อง ข่าวบิดเบือน 1 เรื่อง ได้แก่   อันดับที่ 1 ข่าวจริง เรื่อง ต้นเดือนเมษายน 69 ดัชนีความร้อนอาจพุ่งสูงถึง 60 องศาฯ   อันดับที่ 2 ข่าวจริง เรื่อง ปลากะพงสองน้ำสมุทรปราการ ขึ้นทะเบียนเป็นสินค้า GI แล้ว   อันดับที่ 3 ข่าวจริง เรื่อง สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ส่งผลให้มีการยกเลิกเที่ยวบินเข้าไทยกว่า 1,000 เที่ยว   อันดับที่ 4 ข่าวปลอม เรื่อง ชาวอิสราเอล 425,000 คน เตรียมอพยพเดินทางเข้าไทย   อันดับที่ 5 ข่าวบิดเบือน เรื่อง น้ำฟักเขียว-ปลิงทะเลต้ม ช่วยควบคุมน้ำตาล และรักษาเบาหวานให้หายขาดได้   อันดับที่ 6 ข่าวปลอม เรื่อง โรงพยาบาลแออัดหนัก ปี 2569 มีผู้ติดเชื้อจากปรสิตสูงสุดถึง 158 เท่า   อันดับที่ 7 ข่าวปลอม เรื่อง ธ.ก.ส. เปิดสินเชื่อให้กู้เงิน ผ่าน TikTok ชื่อ baac.koya   สำหรับอันดับ 1 เป็นข่าวจริง : เรื่อง “ต้นเดือนเมษายน 69 ดัชนีความร้อนอาจพุ่งสูงถึง 60 องศาฯ” กระทรวงดีอี โดยกรมอุตุนิยมวิทยา ยืนยันเป็น “ข่าวจริง” ซึ่งค่าดัชนีความร้อน (Heat Index) เป็นอุณหภูมิที่ร่างกายของคนเรารู้สึกได้จริง ไม่ใช่อุณหภูมิของอากาศที่วัดได้จากเครื่องมือทั่วไป โดยดัชนีความร้อนนี้คำนวณจากอุณหภูมิอากาศร่วมกับค่าความชื้นสัมพัทธ์ ซึ่งเป็นตัวบ่งชี้ถึงความเสี่ยงที่ร่างกายอาจได้รับผลกระทบจากความร้อนได้ดีกว่าอุณหภูมิปกติ ยิ่งความชื้นสูง ร่างกายจะยิ่งรู้สึกร้อนและอึดอัดมากขึ้น   ดังนั้นดัชนีความร้อนที่สูง จะมีผลกระทบต่อประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยง (ผู้สูงอายุ เด็ก หญิงตั้งครรภ์ ผู้ป่วยเรื้อรัง คนทำงานกลางแจ้ง ผู้ที่มีภาวะอ้วน ผู้ป่วยจิตเวช รวมถึง ผู้ป่วยพิษสุราเรื้อรัง) จึงควรดูแลสุขภาพและป้องกันอันตรายจากความร้อนอย่างสม่ำเสมอ ดังนี้    1. ติดตามข่าวพยากรณ์อากาศ และค่าดัชนีความร้อน หลีกเลี่ยงกิจกรรมกลางแจ้งในช่วงที่อากาศร้อนจัด โดยเฉพาะช่วง 13.00-16.00 น.  2. ดื่มน้ำสะอาดอย่างน้อย 6-8 แก้วต่อวัน โดยไม่ต้องรอให้กระหายน้ำ  3. งดดื่มแอลกอฮอล์ เครื่องดื่มที่มีปริมาณน้ำตาลสูง เช่น น้ำหวาน น้ำอัดลม เป็นต้น  4. สวมเสื้อผ้าที่ระบายอากาศได้ดี สวมหมวก และใช้ร่มกันแดด  5. ผู้รับประทานยาบางชนิด เช่น ยาลดความดันโลหิต ยาแก้คัดจมูก ยาขับปัสสาวะ ยารักษาจิตเวช ควรสังเกตอาการตนเอง เพราะยาอาจมีผลต่อการควบคุมอุณหภูมิของร่างกาย  6. ผู้ที่ทำงานหรือออกกำลังกายกลางแจ้ง ควรทำกิจกรรมเป็นกลุ่ม เพื่อช่วยสังเกตอาการผิดปกติ  7. ผู้สูงอายุควรดื่มน้ำบ่อย ๆ พักผ่อนให้เพียงพอ อยู่ในสถานที่ที่มีอากาศถ่ายเทสะดวก เลี่ยงการอยู่กลางแจ้งในช่วงที่อากาศร้อนจัด   อย่างไรก็ตาม กระทรวงดีอี มีความห่วงใยประชาชน เรื่องความตระหนักรู้เท่าทันข่าวปลอมที่ถูกแพร่กระจายบนสื่อออนไลน์ โซเชียล ซึ่งหากขาดความรู้เท่าทัน ส่งต่อข้อมูลข่าวปลอม ทำให้เกิดการหลงเชื่อ สร้างความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน สร้างความเสียหายต่อทรัพย์สิน หรือข้อมูลส่วนบุคคล และอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้าง  โดยขอให้ประชาชนเลือกเชื่อ เลือกแชร์ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ ซึ่งได้รับการเผยแพร่จากหน่วยงานที่เป็นทางการเท่านั้น และควรตรวจสอบข้อเท็จจริงของข่าวหรือลิงก์เว็บไซต์ให้แน่ชัด   หากประชาชน พบข่าวน่าสงสัย ข้อมูลบิดเบือน สามารถแจ้งเบาะแส และตรวจสอบข่าวปลอมได้ที่ โทรสายด่วน 1111 ต่อ 87 (24 ชม.) หรือที่ | เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com | Line ID: @antifakenewscenter | Facebook : Anti-Fake News Center Thailand | X : @AFNCThailand | TikTok : @antifakenewscenter | IG : afnc_thailand/   -------------------------------------------------------------------


การเผยแพร่ข่าวปลอม หรือ “เฟกนิวส์” ที่ส่งผลกระทบต่อสังคม สร้างความเข้าใจผิด ตื่นตระหนก หรือวิตกกังวลเป็นวงกว้าง ถือเป็นหนึ่งในช่องทางที่มิจฉาชีพได้ปรับเปลี่ยนรูปแบบและพัฒนาเพื่อหวังก่ออาชญากรรม ด้วยการใช้เทคโนโลยีที่มีความก้าวหน้า เช่น ปัญญาประดิษฐ์ (AI), Deepfake, Malware, Ransomware ในหลากหลายรูปแบบ ผ่านสื่อสังคมออนไลน์ หรือโซเชียลมีเดีย (Social Media) ที่ประชาชนทุกกลุ่มวัยใช้งานกันอย่างแพร่หลาย ซึ่งพบว่าเนื้อหา ข้อมูล และข่าวสารที่ถูกเผยแพร่อย่างรวดเร็วและกว้างขวางนั้น ไม่ตรงต่อข้อเท็จจริง ส่งผลกระทบสร้างความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน ความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจ สังคม และความมั่นคงของประเทศ รวมไปถึงการหลอกลวงออนไลน์อื่นๆมากขึ้น   นางสาวชมภารี ชมภูรัตน์ รองปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เปิดเผยว่า ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ประเทศไทย ได้ดำเนินการเชิงรุกเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้ประชาชนสามารถใช้งานสื่อสังคมออนไลน์ได้อย่างปลอดภัย ไม่ตกเป็นเหยื่อของสแกมเมอร์ พร้อมรับมือกับปัญหาที่อาจเกิดขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยจัดกิจกรรม “ฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการเพื่อสร้างการรับรู้ให้รู้เท่าทันและรับมือกับข่าวปลอม ครั้งที่ 1 ภายใต้โครงการศูนย์ประสานงานและแก้ไขปัญหาข่าวปลอม (Anti Fake News Center: AFNC)” จังหวัดสงขลา ให้กับ บุคลากรภาครัฐ และเครือข่ายภาคเอกชน ภาคประชาชน สื่อมวลชน และอาสาสมัครดิจิทัลในพื้นที่จังหวัดสงขลา และจังหวัดใกล้เคียง ณ ห้องประชุม Grand Ballroom อาคาร Grand Ballroom Buri Sriphu Hotel อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา จำนวนประมาณ 200 คน เพื่อเป็นบุคลากรด่านหน้า ที่ช่วยเหลือสร้างภูมิคุ้มกันให้กับประชาชนเพื่อรับมือข่าวปลอม    อีกทั้ง ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมฯ ยังเป็นช่องทางสำคัญที่ประชาชนสามารถติดตามข่าวสาร แจ้งเบาะแสและตรวจสอบข้อเท็จจริงของข่าวลวงต่าง ๆ ได้อย่างรวดเร็วและน่าเชื่อถือ โดยตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม - 26 มีนาคม 2569 ศูนย์ฯ ได้ทำการคัดกรองจำนวนข้อความทั้งหมด 13,736,942 ข้อความ ซึ่งในจำนวนดังกล่าวพบว่าเป็น (1) ข่าวปลอม จำนวน 408 เรื่อง (2) ข่าวจริง จำนวน 532 เรื่อง (3) ข่าวบิดเบือน จำนวน 142 เรื่อง (4) ข้อมูลไม่เพียงพอ จำนวน 49 เรื่อง   ขณะเดียวกัน ในช่วงสถานการณ์อุทกภัยพื้นที่หาดใหญ่ จังหวัดสงขลา เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2568 ที่ผ่านมา ศูนย์ฯ ได้ติดตามและคัดกรองข้อความที่เป็นกระแสในโลกออนไลน์ พบข้อมูลที่เข้าข่ายข่าวปลอมจำนวนทั้งสิ้น 150 เรื่อง ซึ่งมีการยืนยันและเผยแพร่ในหมวดภัยพิบัติ เพื่อแจ้งเตือนประชาชนแล้ว    “การจัดกิจกรรมดังกล่าว ถือเป็นการดำเนินการสร้างเครือข่ายความร่วมมือและภูมิคุ้มกันทางสังคม ซึ่งมุ่งเน้นการเผยแพร่ความรู้เพื่อให้ประชาชนและเครือข่ายทั้งภาครัฐและเอกชน รู้เท่าทันและร่วมต่อต้านข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง ซึ่งที่ผ่านมา ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมฯ ได้ดำเนินการทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) กับหน่วยงานพันธมิตร เพื่อกระจายข้อมูลที่ผ่านการยืนยันแล้วให้เข้าถึงประชาชนได้อย่างกว้างขวางและรวดเร็ว อาทิ ร่วมกับ ธนาคารกรุงไทย “เป๋าตัง” /กองทุนสื่อปลอดภัยสร้างสรรค์/รายการชัวร์ก่อนแชร์ รวมทั้งสื่อมวลชนแจ้งเตือนผ่านช่องทางต่าง ๆ ร่วมกันได้อย่างทันท่วงที” รองปลัดกระทรวงดีอี กล่าว   ---------------------------------------------------------------------


icon-sitemap    std-w1    std-w2    WCAG 2.0 (Level AA)
จำนวนผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์ Loading...


กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

เลขที่ 120 หมู่ 3 ชั้น 8-11 ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 (อาคาร ซี) ซอยแจ้งวัฒนะ 7 ถนนแจ้งวัฒนะ แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ 10210

facebook
instagram
twitter
youtube
rss
tiktok
threads
Icon Q&A
black ribbon.