Logo DE Ministry.
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
Ministry of Digital Economy and Society
Logo DE Ministry.
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
Ministry of Digital Economy and Society
ตัวช่วยเหลือในการเข้าถึงเว็บไซต์
ค้นหา

นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เปิดเผยว่า ตามที่รัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เตรียมดำเนินมาตรการช่วยเหลือประชาชนด้านค่าครองชีพ และกระตุ้นการใช้จ่ายในระบบเศรษฐกิจของประเทศ นั้น กระทรวงดีอี ได้มอบหมายให้ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด (ปณท) เตรียมดำเนินโครงการกระจายสินค้าราคาประหยัด “ไทยช่วยไทย”  ร่วมกับ กรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ เพื่อกระจายและจัดจำหน่ายสินค้าราคาประหยัด ให้ประชาชนสามารถเข้าถึงได้ในราคาถูก โดยใช้เครือข่ายของ ปณท เป็นช่องทางหลักไปยังภูมิภาคต่างๆทั่วประเทศ สำหรับโครงการ “ไทยช่วยไทย” จะดำเนินการกระจายสินค้าผ่าน ปณท ใน 2 ช่องทางคือ 1. จัดจำหน่ายสินค้าขายปลีก ณ ที่ทำการไปรษณีย์ ให้กับประชาชนโดยตรง และจัดจำหน่ายสินค้า (ขายส่ง) ให้กับรถเร่ (รถพุ่มพวง) เพื่อนำไปจำหน่ายต่อ โดยมีกลุ่มสินค้าอาหาร และสินค้าอุปโภคบริโภค รวมประมาณ 10 รายการ ซึ่งได้ตั้งเป้าหมายการกระจายสินค้าสู่รถเร่ประมาณ 3,800 คัน และสร้างตลาดท้องถิ่นเพิ่มเติมประมาณ 1,000 แห่ง ทั้งนี้โครงการดังกล่าวจะเริ่มดำเนินการในต้นเดือน พฤษภาคม 2569 นี้ ในระยะแรกจะเริ่มจำหน่ายสินค้า ณ ที่ทำการไปรษณีย์ใน กรุงเทพฯ ปริมณฑล และต่างจังหวัด รวมประมาณ 120 แห่ง ก่อนที่จะดำเนินการในพื้นที่ระดับอำเภอต่อไป นอกจากนี้การนำสินค้า OTOP/SMEs จัดจำหน่ายบนแพลตฟอร์มออนไลน์ “ThailandPostMart” เพื่อส่งเสริมการจำหน่ายสินค้าจากร้านค้าประมาณ 2,000 ราย ร่วมกับอีก 5 แพลตฟอร์ม ได้แก่ Shopee, Lazada, TikTok, Line man และ Grab ซึ่งกรมการค้าภายในจะมีส่วนลดค่าขนส่งสนับสนุนรายการสั่งซื้อ 100 บาท และจะยกเว้นค่า GP เป็นกรณีพิเศษ ขณะเดียวกัน กระทรวงดีอี โดย ปณท ยังได้ร่วมกับ กรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ ดำเนินโครงการ “กล่องผลไม้ DIT” จัดทำกล่องผลไม้จำนวน 300,000 กล่อง และสนับสนุนตะกร้าผลไม้จำนวน 35,000 ใบ เพื่อรองรับมาตรการการแก้ไขปัญหาเรื่องของผลผลิตทางการเกษตรของกระทรวงพาณิชย์อีกด้วย “กระทรวงดีอี ได้มอบหมายให้ ปณท ร่วมกับ กรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ ดำเนินโครงการ “ไทยช่วยไทย” จัดจำหน่ายและกระจายสินค้าอุปโภค – บริโภคราคาถูกสู่ประชาชนทั่วประเทศ ซึ่งเป็นหนึ่งในมาตรการของรัฐบาลในการช่วยเหลือประชาชนด้านค่าครองชีพ สำหรับ ปณท นั้น ตนได้มอบนโยบายให้ เป็นหน่วยงานในการให้ความช่วยเหลือประชาชน โดยให้ยึดถือการบรรเทาความเดือดร้อนของประชานเป็นหลัก แม้ว่าอาจจะมีผลกระทบต่อรายได้ขององค์กรบ้างในบางส่วน” นายไชยชนก กล่าว ---------------------------------------------------

นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ ในฐานะโฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ฝ่ายข้าราชการประจำ กล่าวถึงผลการมอนิเตอร์และรับแจ้งข่าวปลอมของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมประเทศไทย (AFNC) ซึ่งเป็นไปตามนโยบายการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยความมั่นคงและภัยทางสังคมของนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) โดยยกระดับความสำคัญเรื่องการสร้างความตระหนักรู้เท่าทันภัยอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ข่าวปลอม และข้อมูลบิดเบือน ทั้งนี้ ในวันที่ 16 เมษายน 2569 AFNC ได้ตรวจสอบพบข้อความทั้งหมด 148,770 ข้อความ โดยมีข้อความที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ (Verify) ทั้งสิ้น 15,059 ข้อความ สำหรับช่องทางที่มีการพบเบาะแสมากที่สุด คือ ข้อความที่มาจาก Social Listening 12,216 ข้อความ ตามมาด้วยช่องทาง Line Official 1,484 ข้อความ ช่องทาง Website 1,358 ข้อความ และช่องทาง Facebook 1 ข้อความ โดยเป็นเรื่องที่ต้องดำเนินการตรวจสอบทั้งหมด 20 เรื่อง ได้รับผลการตรวจสอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว 12 เรื่อง ในจำนวนนี้เป็นข่าวที่ได้รับความสนใจจากประชาชนมากที่สุด 9 เรื่อง ซึ่งเป็นข่าวจริง 4 เรื่อง ข่าวปลอม 5 เรื่อง ได้แก่ อันดับที่ 1 ข่าวปลอม เรื่อง รัฐบาลไม่อนุญาตให้แรงงานกัมพูชาทำงานในประเทศไทย และผลักดันออกนอกประเทศ อันดับที่ 2 ข่าวจริง เรื่อง ผู้ขับขี่ที่ปฏิเสธการเป่าตรวจวัดแอลกอฮอล์ มีโทษเท่า “เมาแล้วขับ” อันดับที่ 3 ข่าวจริง เรื่อง ไทยเยือนโอมาน ประสานเปิดเส้นทางช่องแคบฮอร์มุซ อันดับที่ 4 ข่าวจริง เรื่อง กระทรวงพาณิชย์ เดินหน้าโครงการปุ๋ยธงเขียว ลดค่าครองชีพ พร้อมลดราคาสินค้าทั่วประเทศ อันดับที่ 5 ข่าวจริง เรื่อง กทม. เชิญชวนประชาชนร่วมรีไซเคิลปืนฉีดน้ำช่วงสงกรานต์ อันดับที่ 6 ข่าวปลอม เรื่อง ธ.ออมสิน เปิดให้ลงทะเบียนสินเชื่อ รายละ 100,000 บาท นาน 4 ปี ผ่าน TikTok savings.bankth อันดับที่ 7 ข่าวปลอม เรื่อง กัมพูชาขอไทยเปิดด่านชายแดนจันทบุรี–ตราด เพื่อขนส่งวัสดุอุปกรณ์ผ่านพื้นที่ กปช. อันดับที่ 8 ข่าวปลอม เรื่อง สมัครไปทำงานเกษตรที่ออสเตรเลียแบบถูกกฎหมาย สัญญา 3 ปี ติดต่อเพจเฟซบุ๊ก Kasidit Saisamang อันดับที่ 9 ข่าวปลอม เรื่อง ธ.ก.ส. ร่วมกับ TTB เปิดโครงการฉลองสงกรานต์ ให้ยืม 50,000 บาท นาน 60 เดือน สำหรับอันดับ 1 เป็นข่าวปลอม : เรื่อง “รัฐบาลไม่อนุญาตให้แรงงานกัมพูชาทำงานในประเทศไทย และผลักดันออกนอกประเทศ” กระทรวงดีอี ได้ตรวจสอบร่วมกับ สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี สำนักนายกรัฐมนตรี ยืนยันเป็น “ข่าวปลอม” โดยจากการตรวจสอบข้อมูลข้างต้นนั้น พบว่า เมื่อวันที่ 11 เมษายน 2569 ที่ผ่านมา ไม่มีการประชุมคณะรัฐมนตรีถึงเรื่องไม่อนุญาตให้แรงงานกัมพูชาทำงานในประเทศไทย และจะผลักดันออกนอกประเทศแต่อย่างใด ประกอบกับข้อความในสื่อโซเชียลดังกล่าว เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้โพสต์ ซึ่งไม่มีแหล่งที่มาชัดเจน ดังนั้นขอให้ประชาชนไตร่ตรองข้อมูลให้ละเอียดถี่ถ้วนก่อนกดแชร์ข้อมูลใด ๆ ออกไป เพื่อจะได้ไม่ตกเป็นเหยื่อของข่าวปลอม อย่างไรก็ตาม กระทรวงดีอี มีความห่วงใยประชาชน เรื่องความตระหนักรู้เท่าทันข่าวปลอมที่ถูกแพร่กระจายบนสื่อออนไลน์ โซเชียล ซึ่งหากขาดความรู้เท่าทัน ส่งต่อข้อมูลข่าวปลอม ทำให้เกิดการหลงเชื่อ สร้างความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน สร้างความเสียหายต่อทรัพย์สิน หรือข้อมูลส่วนบุคคล และอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้าง  โดยขอให้ประชาชนเลือกเชื่อ เลือกแชร์ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ ซึ่งได้รับการเผยแพร่จากหน่วยงานที่เป็นทางการเท่านั้น และควรตรวจสอบข้อเท็จจริงของข่าวหรือลิงก์เว็บไซต์ให้แน่ชัด หากประชาชน พบข่าวน่าสงสัย ข้อมูลบิดเบือน สามารถแจ้งเบาะแส และตรวจสอบข่าวปลอมได้ที่ โทรสายด่วน 1111 ต่อ 87 (24 ชม.) หรือที่| เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com| Line ID: @antifakenewscenter| Facebook : Anti-Fake News Center Thailand| X : @AFNCThailand| TikTok : @antifakenewscenter| IG : afnc_thailand/ -------------------------------

นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ ในฐานะโฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ฝ่ายข้าราชการประจำ กล่าวถึงผลการมอนิเตอร์และรับแจ้งข่าวปลอมของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมประเทศไทย (AFNC) ซึ่งเป็นไปตามนโยบายการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยความมั่นคงและภัยทางสังคมของนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) โดยยกระดับความสำคัญเรื่องการสร้างความตระหนักรู้เท่าทันภัยอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ข่าวปลอม และข้อมูลบิดเบือน ทั้งนี้ ในวันที่ 17 เมษายน 2569 AFNC ได้ตรวจสอบพบข้อความทั้งหมด 161,084 ข้อความ โดยมีข้อความที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ (Verify) ทั้งสิ้น 4,255 ข้อความ สำหรับช่องทางที่มีการพบเบาะแสมากที่สุด คือ ข้อความที่มาจาก Social Listening 4,245 ข้อความ ตามมาด้วยช่องทาง Line 10 ข้อความ โดยเป็นเรื่องที่ต้องดำเนินการตรวจสอบทั้งหมด 38 เรื่อง ได้รับผลการตรวจสอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว 16 เรื่อง ในจำนวนนี้เป็นข่าวที่ได้รับความสนใจจากประชาชนมากที่สุด 7 เรื่อง ซึ่งเป็นข่าวจริง 3 เรื่อง ข่าวปลอม 3 เรื่อง ข่าวบิดเบือน 1 เรื่อง ได้แก่ อันดับที่ 1 ข่าวจริง เรื่อง รมว.ศธ. สั่งโรงเรียนยืดหยุ่นกฎระเบียบเครื่องแต่งกายของเด็กนักเรียน อันดับที่ 2 ข่าวจริง เรื่อง เรือบรรทุกน้ำมันดิบ 2 ล้านบาร์เรล เตรียมถึงไทย 21 เม.ย.นี้ หลังติดอยู่ที่ท่าเรือชาร์จาห์ อันดับที่ 3 ข่าวบิดเบือน เรื่อง กฎหมายใหม่ จับอวัยวะเพศชายที่ไม่ยินยอม โดนปรับ 100,000 บาท อันดับที่ 4 ข่าวจริง เรื่อง ยกระดับปราบปรามการเผาป่า ผู้ฝ่าฝืนมีโทษจำคุกสูงสุด 30 ปี หรือปรับไม่เกิน 3 ล้านบาท อันดับที่ 5 ข่าวปลอม เรื่อง เพจ มือทำงาน ของกรมการจัดหางาน เปิดรับตัวแทนพับถุงกระดาษ ทำงานที่บ้านได้ อันดับที่ 6 ข่าวปลอม เรื่อง กระทรวงแรงงาน เปิดรับคนเก็บผลไม้ไปทำงานที่ประเทศออสเตรเลีย ผ่านเพจ Stephanie Emma อันดับที่ 7 ข่าวปลอม เรื่อง หุ้น OKJ เปิดให้ลงทุนพอร์ตระยะสั้น ได้การรับรองจาก ก.ล.ต. สำหรับอันดับ 1 เป็นข่าวจริง : เรื่อง “รมว.ศธ. สั่งโรงเรียนยืดหยุ่นกฎระเบียบเครื่องแต่งกายของเด็กนักเรียน” กระทรวงดีอี ได้ตรวจสอบร่วมกับ เพจทางการ ศธ.360 องศา ยืนยันเป็น “ข่าวจริง” โดยกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เดินหน้าขับเคลื่อน "วาระเร่งด่วนที่สุด" เพื่อรับมือกับวิกฤตพลังงานและค่าครองชีพ ที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้ปกครองในช่วงใกล้เปิดภาคเรียน โดยประกาศ 3 มาตรการสำคัญ คือ ปลดล็อกระเบียบสถานศึกษาที่ไม่จำเป็น จัดหาและตรึงราคาอุปกรณ์การเรียนที่จำเป็น และการบูรณาการข้ามกระทรวง ควบคู่ไปกับมาตรการช่วยเหลือเยียวยาเพิ่มเติมด้านอื่น ๆ เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายและทลายกำแพงข้อจำกัด มุ่งเป้าให้เด็กไทยทุกคนสามารถเข้าถึงการศึกษาได้อย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกันให้โรงเรียนผ่อนปรนระเบียบเครื่องแต่งกาย เช่น อนุญาตใช้ชุดเดิม ไม่บังคับซื้อชุดลูกเสือเต็มรูปแบบ ลดข้อกำหนดเรื่องรองเท้า–กระเป๋า และปรับการปักเสื้อให้เป็นเพียงอักษรย่อโรงเรียนแทนชื่อ-นามสกุล รวมถึงขอความร่วมมือให้ลดค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ที่ไม่จำเป็น อย่างไรก็ตาม กระทรวงดีอี มีความห่วงใยประชาชน เรื่องความตระหนักรู้เท่าทันข่าวปลอมที่ถูกแพร่กระจายบนสื่อออนไลน์ โซเชียล ซึ่งหากขาดความรู้เท่าทัน ส่งต่อข้อมูลข่าวปลอม ทำให้เกิดการหลงเชื่อ สร้างความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน สร้างความเสียหายต่อทรัพย์สิน หรือข้อมูลส่วนบุคคล และอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้าง  โดยขอให้ประชาชนเลือกเชื่อ เลือกแชร์ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ ซึ่งได้รับการเผยแพร่จากหน่วยงานที่เป็นทางการเท่านั้น และควรตรวจสอบข้อเท็จจริงของข่าวหรือลิงก์เว็บไซต์ให้แน่ชัด หากประชาชน พบข่าวน่าสงสัย ข้อมูลบิดเบือน สามารถแจ้งเบาะแส และตรวจสอบข่าวปลอมได้ที่ โทรสายด่วน 1111 ต่อ 87 (24 ชม.) หรือที่| เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com| Line ID: @antifakenewscenter| Facebook : Anti-Fake News Center Thailand| X : @AFNCThailand| TikTok : @antifakenewscenter| IG : afnc_thailand/ ---------------------------------------------------

นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ ในฐานะโฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ฝ่ายข้าราชการประจำ กล่าวถึงผลการมอนิเตอร์และรับแจ้งข่าวปลอมของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมประเทศไทย (AFNC) ซึ่งเป็นไปตามนโยบายการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยความมั่นคงและภัยทางสังคมของนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) โดยยกระดับความสำคัญเรื่องการสร้างความตระหนักรู้เท่าทันภัยอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ข่าวปลอม และข้อมูลบิดเบือน   ทั้งนี้ ในวันที่ 18 เมษายน 2569 AFNC ได้ตรวจสอบพบข้อความทั้งหมด 161,002 ข้อความ โดยมีข้อความที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ (Verify) ทั้งสิ้น 3,240 ข้อความ สำหรับช่องทางที่มีการพบเบาะแสมากที่สุด คือ ข้อความที่มาจาก Social Listening 3,234 ข้อความ ตามมาด้วยช่องทาง Line Official 6 ข้อความ โดยเป็นเรื่องที่ต้องดำเนินการตรวจสอบทั้งหมด 27 เรื่อง ได้รับผลการตรวจสอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว 10 เรื่อง ในจำนวนนี้เป็นข่าวที่ได้รับความสนใจจากประชาชนมากที่สุด 7 เรื่อง ซึ่งเป็นข่าวจริง 4 เรื่อง ข่าวปลอม 1 เรื่อง ข่าวบิดเบือน 2 เรื่อง ได้แก่   อันดับที่ 1 ข่าวจริง เรื่อง ปรับค่า Ft ประจำเดือนพฤษภาคม-สิงหาคม 69 เป็นหน่วยละ 0.1623 บาท   อันดับที่ 2 ข่าวจริง เรื่อง เด็กอ่อนเพลีย ตัวแดง คลื่นไส้ อาเจียน สัญญาณเตือนฮีทสโตรก   อันดับที่ 3 ข่าวจริง เรื่อง อิหร่านประกาศเปิดช่องแคบฮอร์มุซ อนุญาตให้เดินเรือผ่านได้   อันดับที่ 4 ข่าวจริง เรื่อง ผู้ป่วยเบาหวานเสี่ยงเป็นฮีทสโตรกสูงกว่าคนปกติ   อันดับที่ 5 ข่าวบิดเบือน เรื่อง กัมพูชา เสนอยื่นมวย-สงกรานต์ ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกร่วมกับไทย   อันดับที่ 6 ข่าวปลอม เรื่อง เฟซบุ๊ก Neeracha Inon เปิดรับแรงงานไปทำงานที่ประเทศออสเตรเลีย ไปแบบถูกต้อง ผ่านกระทรวงแรงงาน   อันดับที่ 7 ข่าวบิดเบือน เรื่อง การแข่งวัวเทียมเกวียน เป็นอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมของกัมพูชา   สำหรับอันดับ 1 เป็นข่าวจริง : เรื่อง “ปรับค่า Ft ประจำเดือนพฤษภาคม-สิงหาคม 69 เป็นหน่วยละ 0.1623 บาท” กระทรวงดีอี ได้ตรวจสอบร่วมกับ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค กระทรวงมหาดไทย ยืนยันเป็น “ข่าวจริง” การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) เผยอัตราค่าไฟฟ้าผันแปรอัตโนมัติ หรือค่า Ft สำหรับรอบบิลประจำเดือนพฤษภาคม-สิงหาคม 2569 ตามมติคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2569 โดยกำหนดค่า Ft อยู่ที่หน่วยละ 0.1623 บาท หรือ 16.23 สตางค์ต่อหน่วย (ยังไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม)   อย่างไรก็ตาม กระทรวงดีอี มีความห่วงใยประชาชน เรื่องความตระหนักรู้เท่าทันข่าวปลอมที่ถูกแพร่กระจายบนสื่อออนไลน์ โซเชียล ซึ่งหากขาดความรู้เท่าทัน ส่งต่อข้อมูลข่าวปลอม ทำให้เกิดการหลงเชื่อ สร้างความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน สร้างความเสียหายต่อทรัพย์สิน หรือข้อมูลส่วนบุคคล และอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้าง  โดยขอให้ประชาชนเลือกเชื่อ เลือกแชร์ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ ซึ่งได้รับการเผยแพร่จากหน่วยงานที่เป็นทางการเท่านั้น และควรตรวจสอบข้อเท็จจริงของข่าวหรือลิงก์เว็บไซต์ให้แน่ชัด   หากประชาชน พบข่าวน่าสงสัย ข้อมูลบิดเบือน สามารถแจ้งเบาะแส และตรวจสอบข่าวปลอมได้ที่ โทรสายด่วน 1111 ต่อ 87 (24 ชม.) หรือที่ | เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com | Line ID: @antifakenewscenter | Facebook : Anti-Fake News Center Thailand | X : @AFNCThailand | TikTok : @antifakenewscenter | IG : afnc_thailand/   ------------------------------------------------------------------

วันที่ 20 เมษายน 2569 นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) มอบหมาย นางสาวแนน บุณย์ธิดา สมชัย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) พร้อมด้วย นายพชร อนันตศิลป์ ปลัดกระทรวงดีอี เข้าร่วมประชุมสัมมนาการมอบนโยบายและแนวทางการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2570 โดยมี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วยคณะรัฐมนตรี หัวหน้าส่วนราชการ และผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมงาน ณ ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุม อิมแพ็ค เมืองทองธานี   การประชุมสัมมนาครั้งนี้จัดขึ้นเพื่อมอบนโยบายและแนวทางการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 เพื่อให้ทุกหน่วยงานภาครัฐรับทราบทิศทางการจัดสรรงบประมาณที่เน้นความคุ้มค่า ตรงเป้าหมาย และสอดคล้องกับสถานการณ์โลกที่ผันผวน ภายใต้กรอบวงเงิน พร้อมขับเคลื่อนนโยบาย "10 พลัส"  โดยรัฐบาลกำหนดกรอบนโยบายสำคัญ 5 ด้าน ได้แก่ เศรษฐกิจ ความมั่นคง สังคม สิ่งแวดล้อม และการบริหารภาครัฐ เพื่อพาประเทศก้าวพ้นวิกฤตและวางรากฐานการพัฒนาที่ยั่งยืนในระยะยาว   ในงานยังมีพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือด้านการเชื่อมโยงและแลกเปลี่ยนข้อมูลด้านงบประมาณ ระหว่าง 5 หน่วยงาน ได้แก่ สำนักงบประมาณ กรมบัญชีกลาง สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน สำนักงาน ป.ป.ช. และสำนักงาน ป.ป.ท. เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการทำงานของภาครัฐที่ดียิ่งขึ้น เน้นความโปร่งใส ลดการทุจริต และเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารงบประมาณของภาครัฐ

ประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิเข้ารับการประเมินสมรรถนะเพิ่มเติม และกำหนดวัน เวลา และสถานที่สอบสัมภาษณ์ เพื่อจัดจ้างเป็นพนักงานราชการทั่วไป ตำแหน่งนักทรัพยากรบุคคล ของ สป.ดศ. ปี 2569

วันที่ 20 เมษายน 2569 นางสาวแนน บุณย์ธิดา สมชัย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานการประชุมรับฟังนโยบายการยกระดับ ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมเชิงรุกเพื่อความมั่นคงและยั่งยืน โดยมี นางสาวชมภารี ชมภูรัตน์ รองปลัดกระทรวงดีอี ผศ.(พิเศษ) ดร.นพ. พลวรรธน์ วิทูรกลชิต ผู้ตรวจราชการกระทรวงดีอี พร้อมด้วยหน่วยงานและผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ณ ห้องประชุม 02/03 ชั้น 2 กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และผ่านระบบ VDO Conference



วันที่ 20 เมษายน 2569 นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) พร้อมด้วย นายพชร อนันตศิลป์ ปลัดกระทรวงดีอี ร่วมคณะรัฐมนตรี ที่มีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกะทรวงมหาดไทย เป็นประธาน ติดตามการแก้ไขปัญหาไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) น้ำท่วม น้ำแล้ง และสารปนเปื้อนในแม่น้ำในพื้นที่จังหวัดภาคเหนือตอนบน และลงพื้นที่ติดตามภารกิจดับไฟป่า การนำเทคโนโลยีอากาศยานไร้คนขับ (UAV) ขนาดใหญ่สำรวจและดับไฟป่าในพื้นที่ พร้อมให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ในการปฏิบัติงาน ณ จ.เชียงใหม่

วันที่ 20 เมษายน 2569 นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ร่วมคณะ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ลงพื้นที่ติดตามการแก้ไขปัญหาไฟป้า หมอกควัน และฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5 ) กลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน ณ จังหวัดเชียงใหม่ พร้อมประชุมติดตามสถานการณ์ ร่วมกับกองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ (บกปภ.ช.) เพื่อยกระดับการแก้ไขปัญหาให้เห็นผลเป็นรูปธรรม    นายไชยชนก เปิดเผยว่า สืบเนื่องจากประเด็นการหารือการบูรณาการข้อมูลร่วมกันระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อเป็นแนวทางในการบริหารจัดการปัญหาภัยพิบัติ อาทิ การแก้ไขปัญหาไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5 ) รวมทั้งอุทกภัย ระหว่าง กระทรวงดีอี กระทรวงกลาโหม และกระทรวงมหาดไทย เมื่อวันที่ 16 เมษายน 2569 ที่ผ่านมา ได้มีการกำหนดแนวทางในนำระบบภูมิสารสนเทศ (GIS) ของแต่ละหน่วยงานมาจัดทำแผนในการบริหารจัดการภัยพิบัติต่างๆ ตามสถานการณ์ที่เกิดขึ้น (One Stop Map) เช่น แผนบรรเทาสาธารณภัยไฟป่า โดยมีข้อมูลเป้าหมายไฟป่า (ตำแหน่ง/ความรุนแรง/แนวไฟป่า), การควบคุมห้วงอากาศ และข้อมูลที่สำคัญอื่นๆ มาจัดทำเป็น Overlay แผนที่ทับซ้อนบนแผนที่ดิจิทัล    สำหรับการสร้างระบบ One Map จะมีประโยชน์ในการบริหารจัดการสถานการณ์ ทรัพยากร การจัดทำรายงาน Dashborad แบบ Real time และสามารถส่งออกข้อมูลต่าง ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำไปใช้ประโยชน์ ในรูปแบบต่างๆ   ทั้งนี้ตนได้มอบหมายให้กรมอุตุนิยมวิทยา สำนักงานสถิติแห่งชาติ (สสช.)  และสถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ (องค์การมหาชน) หรือ BDI เป็นหน่วยงานหลักในการบูรณาการข้อมูล โดยให้กรมอุตุนิยมวิทยา ใช้ดาวเทียมพยากรณ์อากาศตรวจสอบจุด Hot spot ร่วมกับการสนับสนุนข้อมูลเทคโนโลยี LiDAR ของกองทัพอากาศ และกรมแผนที่ทหาร เพื่อจัดทำสร้างภาพจำลองพื้นผิวและสภาพแวดล้อมเป็นแบบ 2 มิติ / 3 มิติ ที่มีความแม่นยำสูง ในการจัดทำระบบตรวจจับคลื่นพลังงานความร้อน (FIR) และการใช้ข้อมูลจากดาวเทียมของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อปรับให้มีความถี่การอัพเดทข้อมูลด้านภัยพิบัติทุกๆ 2 ชม.จากวันละ 1 ครั้ง     ในส่วนของสำนักงานสถิติแห่งชาติ (สสช.) จะเป็นหน่วยงานสนับสนุนการสำรวจข้อมูลต่างๆ และสถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ (องค์การมหาชน) หรือ BDI  จะทำหน้าที่บูรณาการข้อมูลและประมวลผลด้วยเทคโนโลยี Big Data จัดทำฐานข้อมูลกลาง สนับสนุนการบริหารจัดการปัญหาสาธารณภัยต่างๆ อาทิ ไฟป่า  ฝุ่นละออง (PM 2.5) ให้ครอบคลุมทุกพื้นที่ทั่วประเทศ โดยรวบรวมข้อมูลจากหน่วยงานมากกว่า 30 หน่วยงาน ที่มีข้อมูลสำคัญ เช่น จุดความร้อน สภาพอากาศ การใช้ที่ดิน เขตการปกครองและข้อมูลสุขภาพ    “กระทรวงดีอี จะเป็นหน่วยงานบูรณาการจัดทำ One map รวมถึงสนับสนุนด้านเทคนิค สำหรับการจัดการสาธารณภัยตามประเภทของภัยชนิดต่างๆ รวมถึงแผนที่ความเสี่ยงภัยพิบัติ (Risk Map) ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ สำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (องค์การมหาชน) หรือ DGA  เพื่อการสร้างแพลตฟอร์มรองรับโดยเฉพาะ รวมทั้ง กระทรวงมหาดไทย (กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ,กรมการปกครอง และอื่นๆ), กระทรวงกลาโหม ,กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม, กระทรวงคมนาคม, สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ, GISTDA, สำนักงานสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน) เป็นต้น เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการ รวมถึงการยกระดับการป้องกัน ควบคุม และแก้ไขปัญหาภัยพิบัติต่างๆ อย่างยั่งยืนต่อไป” นายไชยชนก กล่าว ------------------------------------------------------------------

วันที่ 21 เมษายน 2569 นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) และนางสาวแนน บุณย์ธิดา สมชัย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงดีอี ร่วมแสดงความยินดีกับหน่วยงานที่ได้รับรางวัล Prime Minister Awards: Thailand Cybersecurity Excellence Awards 2025 และรางวัลอื่น ๆ ด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ โดยมีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานในพิธีมอบรางวัล ซึ่งจัดขึ้นโดย สำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (สกมช.) ก่อนการประชุมคณะรัฐมนตรี ณ บริเวณโถงกลาง ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล    Cr ภาพ : จิระศักดิ์ จิวะวัฒนาวนิช

วันที่ 20 เมษายน 2569 นางสาวแนน บุณย์ธิดา สมชัย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี)  เป็นประธานการประชุมยกระดับศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ประเทศไทย (Anti-Fake News Center: AFNC) เชิงรุกเพื่อความมั่นคงและยั่งยืน ณ ห้องประชุม 203 ชั้น 2 กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม   นางสาวแนน บุณย์ธิดา กล่าวว่า จากสถานการณ์ปัจจุบัน จะเห็นได้ว่า มีการระบาดของข่าวปลอม หรือเฟกนิวส์ อย่างไม่จำกัดเวลา ซึ่งถือเป็นการสร้างความเสียหายต่อประชาชน และสังคม ดังนั้นเพื่อการป้องกันและปราบปราม “เฟกนิวส์” เราจำเป็นที่จะต้องบูรณาการทำงานร่วมกันของทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอยู่ตลอดเวลา  ผ่าน 4 แนวทางการป้องกันและปราบปรามข่าวปลอมเชิงรุกเพื่อความมั่นคงและยั่งยืน ได้แก่    1. การยกระดับความน่าเชื่อถือของหน่วยงานภาครัฐ บนแพลตฟอร์มดิจิทัล  ผลักดันให้หน่วยงานภาครัฐดําเนินการยืนยันตัวตน อย่างเป็นทางการ (Official Verification) บนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียและสื่อดิจิทัลทุกประเภท เพื่อสร้างความเชื่อมั่นแก่ประชาชนในการรับข้อมูลข่าวสาร และป้องกันการแอบอ้างจากบุคคลผู้ไม่หวังดี    2. การบูรณาการข้อมูลร่วมกับศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม (AFNC) พัฒนากลไกการทํางานร่วมกันระหว่างหน่วยงานภาครัฐ สร้างการทำงานเชิงรุก เมื่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ตรวจพบข้อความ ข่าวน่าสงสัย ไม่ว่าจะของหน่วยงานเอง หรือต่างหน่วยงาน สามารถแจ้งเบาะแสผ่าน AFNC เพื่อทำการตรวจสอบได้ตลอดเวลา เพื่อให้ศูนย์ฯ ดําเนินการตรวจสอบและให้การรับรองข้อมูล (Official Stamp) ก่อนเผยแพร่สู่สาธารณะ ได้อย่างทันท่วงที   3. การเพิ่มประสิทธิภาพการสื่อสารแบบสองทาง (Two-way Communication)  พัฒนาช่องทางการสื่อสารและระบบรับเรื่องร้องเรียนเชิงรุก เพื่อเปิดโอกาสให้ภาคประชาชนและหน่วยงานภาครัฐสามารถตรวจสอบ สอบถาม หรือแจ้งเบาะแสข่าวปลอมได้โดยตรง พร้อมกําหนดมาตรฐานการตอบสนองข้อมูล (Service Level Agreement) เพื่อให้มีการโต้ตอบและชี้แจงข้อเท็จจริงกลับไปยังผู้แจ้งอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ   4.การกํากับดูแลแพลตฟอร์มและการบังคับใช้กฎหมาย  การกำกับดูแลเรื่องการบังคับใช้กฎหมาย ขอให้แต่ละหน่วยงานดูในเรื่องข้อกฎหมายของแต่ละหน่วยงาน ขอให้มีการอัพเดตข้อมูลของแต่ละกระทรวง    “สำหรับสิ่งที่สำคัญที่สุด คือ ทุกกระทรวง จะต้องทำงานเชิงรุก ร่วมบูรณาการข้อมูล เพื่อให้การดำเนินการป้องกันและปราบปรามข่าวปลอมของแต่ละหน่วยงานเป็นไปในทิศทางเดียวกัน โดยเมื่อทุกๆหน่วยงานพบข้อความ ข่าวสารที่น่าสงสัย ไม่ว่าข้อมูลนั้นจะเป็นจริงหรือเท็จ ให้รวบรวมข้อมูลและส่งมาที่ศูนย์ AFNC เพื่อทำการยืนยันข้อมูลดังกล่าวทันที เพราะเราไม่ต้องการให้มีข่าวปลอมหลุดรอดไปสู่โลกออนไลน์นานเกินไป และต้องทำให้ข้อมูลที่ผิดพลาดหรือบิดเบือนออกไปสู่ประชาชนน้อยที่สุด กระทรวงดีอีพร้อมดำเนินการตามกฎหมายแก่ผู้ไม่หวังดี ที่ทำการเผยแพร่ข่าวปลอม เพื่อเพิ่มความปลอดภัยให้กับประชาชน” รมช.ดีอี กล่าว ------------------------------------------------------------------

วันที่ 21 เมษายน 2569 นางสาวกัลยา ชินาธิวร ที่ปรึกษาด้านต่างประเทศ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ร่วมกล่าวเปิดการสัมมนา “EU - Thailand for ASEAN Regional Seminar on Scam Fighting: Strengthening Trust, Protecting People, and Promoting Rules-based Collaboration” ณ โรงแรม Eastin Grand Hotel Phayathai กรุงเทพฯ ภายใต้หัวข้อหลัก “การป้องกันสังคมดิจิทัลทางความร่วมมือทางการทูต ความปลอดภัย ในระดับภูมิภาค” โดยมี นายศรัณย์ เจริญสุวรรณ ผู้แทนพิเศษของรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และนางลุยซา ราแกร์ เอกอัครราชทูตสหภาพยุโรปประจำประเทศไทย เป็นประธานร่วมเปิดการสัมมนา    สำหรับการสัมมนาดังกล่าว กระทรวงดีอีเป็นเจ้าภาพร่วมกับกระทรวงการต่างประเทศและสหภาพยุโรป จัดการสัมมนาขึ้นเพื่อเป็นเวทีแลกเปลี่ยนวิสัยทัศน์ในระดับภูมิภาค ซึ่งมีประเด็นสำคัญประกอบด้วย การจัดทำพิมพ์เขียวแนวทางการป้องกันและรับมือกับกลโกง การพัฒนาแนวทางการแบ่งปันข้อมูลและองค์ความรู้อย่างมีประสิทธิภาพ มาตรการคุ้มครองและช่วยเหลือเหยื่อจากกลโกง ตลอดจนกลไกในการเสริมสร้างความตระหนักรู้แก่สาธารณชนอย่างเป็นระบบ   ในโอกาสนี้ ที่ปรึกษาด้านต่างประเทศกระทรวงดีอี ได้เน้นย้ำถึงการดำเนินการของกระทรวงดีอีที่สอดรับกับการจัดลำดับความสำคัญของการต่อสู้กับกลโกงของรัฐบาลไทย โดยการจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการต่อต้านอาชญากรรมออนไลน์ (Anti-Online Scam Operation Center: AOC) ซึ่งได้รับรางวัล WSIS Prizes ประจำปี 2025 รวมไปถึงการแก้ไขเพิ่มเติมพระราชกำหนดว่าด้วยการประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล และการมีส่วนร่วมในการบังคับใช้มาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2568    นอกจากนี้ ยังได้กล่าวถึงการเป็นประธานในคณะทำงาน ASEAN Working Group on Anti-Online Scams (WG-AS) ของไทย ซึ่งแสดงให้เห็นถึงบทบาทเชิงรุกในการขับเคลื่อนความร่วมมือระดับภูมิภาคและส่งเสริมการพัฒนาวิธีแก้ไขปัญหาร่วมกัน   ขณะเดียวกันกระทรวงดีอีพร้อมสนับสนุนการดำเนินการของทุกภาคส่วน เพื่อส่งเสริมให้เกิดความร่วมมือ ในการป้องกันและรับมือกับกลโกงออนไลน์อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อสร้างให้ทุกคนเชื่อมั่นและสามารถใช้ดิจิทัลได้อย่างปลอดภัย

นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ ในฐานะโฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ฝ่ายข้าราชการประจำ กล่าวถึงผลการมอนิเตอร์และรับแจ้งข่าวปลอมของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมประเทศไทย (AFNC) ซึ่งเป็นไปตามนโยบายการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยความมั่นคงและภัยทางสังคมของนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) โดยยกระดับความสำคัญเรื่องการสร้างความตระหนักรู้เท่าทันภัยอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ข่าวปลอม และข้อมูลบิดเบือน   ทั้งนี้ ในวันที่ 19 เมษายน 2569 AFNC ได้ตรวจสอบพบข้อความทั้งหมด 149,052 ข้อความ โดยมีข้อความที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ (Verify) ทั้งสิ้น 13,589 ข้อความ สำหรับช่องทางที่มีการพบเบาะแสมากที่สุด คือ ข้อความที่มาจาก Social Listening 11,921 ข้อความ ตามมาด้วยช่องทาง Line Official 906 ข้อความ ช่องทาง Website 759 ข้อความ และช่องทาง Facebook 3 ข้อความ โดยเป็นเรื่องที่ต้องดำเนินการตรวจสอบทั้งหมด 22 เรื่อง ได้รับผลการตรวจสอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว 14 เรื่อง ในจำนวนนี้เป็นข่าวที่ได้รับความสนใจจากประชาชนมากที่สุด 7 เรื่อง ซึ่งเป็นข่าวจริง 5 เรื่อง ข่าวปลอม 2 เรื่อง ได้แก่   อันดับที่ 1 ข่าวจริง เรื่อง ยกระดับสิทธิทันตกรรมประกันสังคม รพ.รัฐ อุด-ถอน-ขูด-ผ่าฟันคุดไม่จำกัดจำนวนครั้ง   อันดับที่ 2 ข่าวปลอม เรื่อง ธนบัตร ใบละ 80 บาท ออกใหม่   อันดับที่ 3 ข่าวจริง เรื่อง นายจ้างต้องจ่ายเงินค่าล่วงเวลาให้ รปภ. หลังจากช่วงเวลาทำงาน 8 ชม. เริ่ม 24 เม.ย. 69   อันดับที่ 4 ข่าวจริง เรื่อง มันสำปะหลังสามารถนำมาทำเป็นเชื้อเพลิงได้ โดยแปรรูปเป็นเอทานอล   อันดับที่ 5 ข่าวจริง เรื่อง กรมอุตุฯ ออกประกาศฉบับที่ 6 เตือนพายุฤดูร้อน มีผลกระทบถึง 20 เม.ย. 69   อันดับที่ 6 ข่าวจริง เรื่อง รัฐบาลใช้ดาวเทียมสกัดไฟป่าแม่แตง สั่งยกระดับคุมเข้มลดฝุ่น PM2.5   อันดับที่ 7 ข่าวปลอม เรื่อง เพจ Kanokwan Khamenketkij เปิดรับคนงานอายุ 25-60 ปี ไปทำงานที่ประเทศออสเตรเลีย   สำหรับอันดับ 1 เป็นข่าวจริง : เรื่อง “ยกระดับสิทธิทันตกรรมประกันสังคม รพ.รัฐ อุด-ถอน-ขูด-ผ่าฟันคุดไม่จำกัดจำนวนครั้ง” กระทรวงดีอี ได้ตรวจสอบร่วมกับ สำนักงานประกันสังคม กระทรวงแรงงาน ยืนยันเป็น “ข่าวจริง” โดยสำนักงานประกันสังคมได้พัฒนาสิทธิประโยชน์ด้านทันตกรรมสำหรับผู้ประกันตนตามมาตรา 33 และมาตรา 39 เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิต ลดภาระค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพ และเพิ่มการเข้าถึงบริการทางการแพทย์อย่างทั่วถึงและมีประสิทธิภาพ ตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2569 ดังนี้   กรณีผู้ประกันตนเข้ารับบริการในสถานพยาบาลของรัฐที่ทำความตกลง - ครอบคลุมบริการอุดฟัน ขูดหินปูน ถอนฟัน และการผ่าฟันคุดทุกกรณี รวมถึงเพิ่มสิทธิ ได้แก่ เกลารากฟัน ขลิบแต่งกระดูกเพื่อเตรียมช่องปากก่อนใส่ฟันเทียม โดยไม่จำกัดจำนวนครั้งตามมาตรฐานและความจำเป็นทางการแพทย์ ผู้ประกันตนไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย ยกเว้นกรณีเข้าคลินิกพิเศษ ผู้ประกันตนต้องรับผิดชอบค่าธรรมเนียมแพทย์เอง โดยอ้างอิงอัตราตามประกาศกระทรวงสาธารณสุขสำหรับคนไทย พ.ศ. 2568    - ปรับเพิ่มวงเงินการทำฟันปลอมเป็นอัตรา 1,500 - 6,000 บาท และค่าซ่อมฟันปลอมในอัตรา 900 บาท/ครั้ง  - เพิ่มสิทธิการฝังรากฟันเทียมรองรับฟันเทียมทั้งปากสำหรับผู้ที่สูญเสียฟันทั้งปากที่ไม่สามารถใส่ฟันเทียมชนิดถอดได้ โดยมีสิทธิสำหรับค่าผ่าตัด 17,500 บาท และค่าชุดรากฟันเทียม 3,300 บาท รวมถึงค่าติดตามผลอย่างต่อเนื่องหลังการรักษา   กรณีผู้ประกันตนเข้ารับบริการในสถานพยาบาลของเอกชนที่ทำความตกลง - ครอบคลุมบริการ อุดฟัน ขูดหินปูน ถอนฟัน วงเงิน 900 บาทต่อปี กรณีมีค่าใช้จ่ายเกิน 900 บาท ผู้ประกันตนต้องชำระส่วนต่างเอง - เพิ่มเติมอัตราค่าผ่าฟันคุดในอัตรา 1,500 - 2,500 บาทต่อซี่ ผู้ประกันตนไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม - ปรับเพิ่มวงเงินการทำฟันปลอมเป็นอัตรา 1,500 - 6,000 บาท และค่าซ่อมฟันปลอมในอัตรา 900 บาทต่อครั้ง   - เพิ่มสิทธิการฝังรากฟันเทียมรองรับฟันเทียมทั้งปาก สำหรับผู้ที่สูญเสียฟันทั้งปากที่ไม่สามารถใส่ฟันเทียมชนิดถอดได้ โดยมีสิทธิสำหรับค่าผ่าตัด 17,500 บาท และค่าชุดรากฟันเทียม 3,300 บาท รวมถึงค่าติดตามผลอย่างต่อเนื่องหลังการรักษา   อย่างไรก็ตาม กระทรวงดีอี มีความห่วงใยประชาชน เรื่องความตระหนักรู้เท่าทันข่าวปลอมที่ถูกแพร่กระจายบนสื่อออนไลน์ โซเชียล ซึ่งหากขาดความรู้เท่าทัน ส่งต่อข้อมูลข่าวปลอม ทำให้เกิดการหลงเชื่อ สร้างความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน สร้างความเสียหายต่อทรัพย์สิน หรือข้อมูลส่วนบุคคล และอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้าง  โดยขอให้ประชาชนเลือกเชื่อ เลือกแชร์ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ ซึ่งได้รับการเผยแพร่จากหน่วยงานที่เป็นทางการเท่านั้น และควรตรวจสอบข้อเท็จจริงของข่าวหรือลิงก์เว็บไซต์ให้แน่ชัด   หากประชาชน พบข่าวน่าสงสัย ข้อมูลบิดเบือน สามารถแจ้งเบาะแส และตรวจสอบข่าวปลอมได้ที่ โทรสายด่วน 1111 ต่อ 87 (24 ชม.) หรือที่ | เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com | Line ID: @antifakenewscenter | Facebook : Anti-Fake News Center Thailand | X : @AFNCThailand | TikTok : @antifakenewscenter | IG : afnc_thailand/   -----------------------------------------------------------------

icon-sitemap    std-w1    std-w2    WCAG 2.0 (Level AA)
จำนวนผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์ Loading...


กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

เลขที่ 120 หมู่ 3 ชั้น 8-11 ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 (อาคาร ซี) ซอยแจ้งวัฒนะ 7 ถนนแจ้งวัฒนะ แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ 10210

facebook
instagram
twitter
youtube
rss
tiktok
threads
Icon Q&A
black ribbon.