Logo DE Ministry.
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
Ministry of Digital Economy and Society
Logo DE Ministry.
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
Ministry of Digital Economy and Society
ตัวช่วยเหลือในการเข้าถึงเว็บไซต์
ค้นหา



วันที่ 20 เมษายน 2569 นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) พร้อมด้วย นายพชร อนันตศิลป์ ปลัดกระทรวงดีอี ร่วมคณะรัฐมนตรี ที่มีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกะทรวงมหาดไทย เป็นประธาน ติดตามการแก้ไขปัญหาไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) น้ำท่วม น้ำแล้ง และสารปนเปื้อนในแม่น้ำในพื้นที่จังหวัดภาคเหนือตอนบน และลงพื้นที่ติดตามภารกิจดับไฟป่า การนำเทคโนโลยีอากาศยานไร้คนขับ (UAV) ขนาดใหญ่สำรวจและดับไฟป่าในพื้นที่ พร้อมให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ในการปฏิบัติงาน ณ จ.เชียงใหม่

วันที่ 20 เมษายน 2569 นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ร่วมคณะ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ลงพื้นที่ติดตามการแก้ไขปัญหาไฟป้า หมอกควัน และฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5 ) กลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน ณ จังหวัดเชียงใหม่ พร้อมประชุมติดตามสถานการณ์ ร่วมกับกองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ (บกปภ.ช.) เพื่อยกระดับการแก้ไขปัญหาให้เห็นผลเป็นรูปธรรม    นายไชยชนก เปิดเผยว่า สืบเนื่องจากประเด็นการหารือการบูรณาการข้อมูลร่วมกันระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อเป็นแนวทางในการบริหารจัดการปัญหาภัยพิบัติ อาทิ การแก้ไขปัญหาไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5 ) รวมทั้งอุทกภัย ระหว่าง กระทรวงดีอี กระทรวงกลาโหม และกระทรวงมหาดไทย เมื่อวันที่ 16 เมษายน 2569 ที่ผ่านมา ได้มีการกำหนดแนวทางในนำระบบภูมิสารสนเทศ (GIS) ของแต่ละหน่วยงานมาจัดทำแผนในการบริหารจัดการภัยพิบัติต่างๆ ตามสถานการณ์ที่เกิดขึ้น (One Stop Map) เช่น แผนบรรเทาสาธารณภัยไฟป่า โดยมีข้อมูลเป้าหมายไฟป่า (ตำแหน่ง/ความรุนแรง/แนวไฟป่า), การควบคุมห้วงอากาศ และข้อมูลที่สำคัญอื่นๆ มาจัดทำเป็น Overlay แผนที่ทับซ้อนบนแผนที่ดิจิทัล    สำหรับการสร้างระบบ One Map จะมีประโยชน์ในการบริหารจัดการสถานการณ์ ทรัพยากร การจัดทำรายงาน Dashborad แบบ Real time และสามารถส่งออกข้อมูลต่าง ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำไปใช้ประโยชน์ ในรูปแบบต่างๆ   ทั้งนี้ตนได้มอบหมายให้กรมอุตุนิยมวิทยา สำนักงานสถิติแห่งชาติ (สสช.)  และสถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ (องค์การมหาชน) หรือ BDI เป็นหน่วยงานหลักในการบูรณาการข้อมูล โดยให้กรมอุตุนิยมวิทยา ใช้ดาวเทียมพยากรณ์อากาศตรวจสอบจุด Hot spot ร่วมกับการสนับสนุนข้อมูลเทคโนโลยี LiDAR ของกองทัพอากาศ และกรมแผนที่ทหาร เพื่อจัดทำสร้างภาพจำลองพื้นผิวและสภาพแวดล้อมเป็นแบบ 2 มิติ / 3 มิติ ที่มีความแม่นยำสูง ในการจัดทำระบบตรวจจับคลื่นพลังงานความร้อน (FIR) และการใช้ข้อมูลจากดาวเทียมของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อปรับให้มีความถี่การอัพเดทข้อมูลด้านภัยพิบัติทุกๆ 2 ชม.จากวันละ 1 ครั้ง     ในส่วนของสำนักงานสถิติแห่งชาติ (สสช.) จะเป็นหน่วยงานสนับสนุนการสำรวจข้อมูลต่างๆ และสถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ (องค์การมหาชน) หรือ BDI  จะทำหน้าที่บูรณาการข้อมูลและประมวลผลด้วยเทคโนโลยี Big Data จัดทำฐานข้อมูลกลาง สนับสนุนการบริหารจัดการปัญหาสาธารณภัยต่างๆ อาทิ ไฟป่า  ฝุ่นละออง (PM 2.5) ให้ครอบคลุมทุกพื้นที่ทั่วประเทศ โดยรวบรวมข้อมูลจากหน่วยงานมากกว่า 30 หน่วยงาน ที่มีข้อมูลสำคัญ เช่น จุดความร้อน สภาพอากาศ การใช้ที่ดิน เขตการปกครองและข้อมูลสุขภาพ    “กระทรวงดีอี จะเป็นหน่วยงานบูรณาการจัดทำ One map รวมถึงสนับสนุนด้านเทคนิค สำหรับการจัดการสาธารณภัยตามประเภทของภัยชนิดต่างๆ รวมถึงแผนที่ความเสี่ยงภัยพิบัติ (Risk Map) ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ สำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (องค์การมหาชน) หรือ DGA  เพื่อการสร้างแพลตฟอร์มรองรับโดยเฉพาะ รวมทั้ง กระทรวงมหาดไทย (กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ,กรมการปกครอง และอื่นๆ), กระทรวงกลาโหม ,กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม, กระทรวงคมนาคม, สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ, GISTDA, สำนักงานสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน) เป็นต้น เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการ รวมถึงการยกระดับการป้องกัน ควบคุม และแก้ไขปัญหาภัยพิบัติต่างๆ อย่างยั่งยืนต่อไป” นายไชยชนก กล่าว ------------------------------------------------------------------

วันที่ 21 เมษายน 2569 นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) และนางสาวแนน บุณย์ธิดา สมชัย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงดีอี ร่วมแสดงความยินดีกับหน่วยงานที่ได้รับรางวัล Prime Minister Awards: Thailand Cybersecurity Excellence Awards 2025 และรางวัลอื่น ๆ ด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ โดยมีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานในพิธีมอบรางวัล ซึ่งจัดขึ้นโดย สำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (สกมช.) ก่อนการประชุมคณะรัฐมนตรี ณ บริเวณโถงกลาง ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล    Cr ภาพ : จิระศักดิ์ จิวะวัฒนาวนิช

วันที่ 20 เมษายน 2569 นางสาวแนน บุณย์ธิดา สมชัย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี)  เป็นประธานการประชุมยกระดับศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ประเทศไทย (Anti-Fake News Center: AFNC) เชิงรุกเพื่อความมั่นคงและยั่งยืน ณ ห้องประชุม 203 ชั้น 2 กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม   นางสาวแนน บุณย์ธิดา กล่าวว่า จากสถานการณ์ปัจจุบัน จะเห็นได้ว่า มีการระบาดของข่าวปลอม หรือเฟกนิวส์ อย่างไม่จำกัดเวลา ซึ่งถือเป็นการสร้างความเสียหายต่อประชาชน และสังคม ดังนั้นเพื่อการป้องกันและปราบปราม “เฟกนิวส์” เราจำเป็นที่จะต้องบูรณาการทำงานร่วมกันของทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอยู่ตลอดเวลา  ผ่าน 4 แนวทางการป้องกันและปราบปรามข่าวปลอมเชิงรุกเพื่อความมั่นคงและยั่งยืน ได้แก่    1. การยกระดับความน่าเชื่อถือของหน่วยงานภาครัฐ บนแพลตฟอร์มดิจิทัล  ผลักดันให้หน่วยงานภาครัฐดําเนินการยืนยันตัวตน อย่างเป็นทางการ (Official Verification) บนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียและสื่อดิจิทัลทุกประเภท เพื่อสร้างความเชื่อมั่นแก่ประชาชนในการรับข้อมูลข่าวสาร และป้องกันการแอบอ้างจากบุคคลผู้ไม่หวังดี    2. การบูรณาการข้อมูลร่วมกับศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม (AFNC) พัฒนากลไกการทํางานร่วมกันระหว่างหน่วยงานภาครัฐ สร้างการทำงานเชิงรุก เมื่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ตรวจพบข้อความ ข่าวน่าสงสัย ไม่ว่าจะของหน่วยงานเอง หรือต่างหน่วยงาน สามารถแจ้งเบาะแสผ่าน AFNC เพื่อทำการตรวจสอบได้ตลอดเวลา เพื่อให้ศูนย์ฯ ดําเนินการตรวจสอบและให้การรับรองข้อมูล (Official Stamp) ก่อนเผยแพร่สู่สาธารณะ ได้อย่างทันท่วงที   3. การเพิ่มประสิทธิภาพการสื่อสารแบบสองทาง (Two-way Communication)  พัฒนาช่องทางการสื่อสารและระบบรับเรื่องร้องเรียนเชิงรุก เพื่อเปิดโอกาสให้ภาคประชาชนและหน่วยงานภาครัฐสามารถตรวจสอบ สอบถาม หรือแจ้งเบาะแสข่าวปลอมได้โดยตรง พร้อมกําหนดมาตรฐานการตอบสนองข้อมูล (Service Level Agreement) เพื่อให้มีการโต้ตอบและชี้แจงข้อเท็จจริงกลับไปยังผู้แจ้งอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ   4.การกํากับดูแลแพลตฟอร์มและการบังคับใช้กฎหมาย  การกำกับดูแลเรื่องการบังคับใช้กฎหมาย ขอให้แต่ละหน่วยงานดูในเรื่องข้อกฎหมายของแต่ละหน่วยงาน ขอให้มีการอัพเดตข้อมูลของแต่ละกระทรวง    “สำหรับสิ่งที่สำคัญที่สุด คือ ทุกกระทรวง จะต้องทำงานเชิงรุก ร่วมบูรณาการข้อมูล เพื่อให้การดำเนินการป้องกันและปราบปรามข่าวปลอมของแต่ละหน่วยงานเป็นไปในทิศทางเดียวกัน โดยเมื่อทุกๆหน่วยงานพบข้อความ ข่าวสารที่น่าสงสัย ไม่ว่าข้อมูลนั้นจะเป็นจริงหรือเท็จ ให้รวบรวมข้อมูลและส่งมาที่ศูนย์ AFNC เพื่อทำการยืนยันข้อมูลดังกล่าวทันที เพราะเราไม่ต้องการให้มีข่าวปลอมหลุดรอดไปสู่โลกออนไลน์นานเกินไป และต้องทำให้ข้อมูลที่ผิดพลาดหรือบิดเบือนออกไปสู่ประชาชนน้อยที่สุด กระทรวงดีอีพร้อมดำเนินการตามกฎหมายแก่ผู้ไม่หวังดี ที่ทำการเผยแพร่ข่าวปลอม เพื่อเพิ่มความปลอดภัยให้กับประชาชน” รมช.ดีอี กล่าว ------------------------------------------------------------------

วันที่ 21 เมษายน 2569 นางสาวกัลยา ชินาธิวร ที่ปรึกษาด้านต่างประเทศ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ร่วมกล่าวเปิดการสัมมนา “EU - Thailand for ASEAN Regional Seminar on Scam Fighting: Strengthening Trust, Protecting People, and Promoting Rules-based Collaboration” ณ โรงแรม Eastin Grand Hotel Phayathai กรุงเทพฯ ภายใต้หัวข้อหลัก “การป้องกันสังคมดิจิทัลทางความร่วมมือทางการทูต ความปลอดภัย ในระดับภูมิภาค” โดยมี นายศรัณย์ เจริญสุวรรณ ผู้แทนพิเศษของรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และนางลุยซา ราแกร์ เอกอัครราชทูตสหภาพยุโรปประจำประเทศไทย เป็นประธานร่วมเปิดการสัมมนา    สำหรับการสัมมนาดังกล่าว กระทรวงดีอีเป็นเจ้าภาพร่วมกับกระทรวงการต่างประเทศและสหภาพยุโรป จัดการสัมมนาขึ้นเพื่อเป็นเวทีแลกเปลี่ยนวิสัยทัศน์ในระดับภูมิภาค ซึ่งมีประเด็นสำคัญประกอบด้วย การจัดทำพิมพ์เขียวแนวทางการป้องกันและรับมือกับกลโกง การพัฒนาแนวทางการแบ่งปันข้อมูลและองค์ความรู้อย่างมีประสิทธิภาพ มาตรการคุ้มครองและช่วยเหลือเหยื่อจากกลโกง ตลอดจนกลไกในการเสริมสร้างความตระหนักรู้แก่สาธารณชนอย่างเป็นระบบ   ในโอกาสนี้ ที่ปรึกษาด้านต่างประเทศกระทรวงดีอี ได้เน้นย้ำถึงการดำเนินการของกระทรวงดีอีที่สอดรับกับการจัดลำดับความสำคัญของการต่อสู้กับกลโกงของรัฐบาลไทย โดยการจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการต่อต้านอาชญากรรมออนไลน์ (Anti-Online Scam Operation Center: AOC) ซึ่งได้รับรางวัล WSIS Prizes ประจำปี 2025 รวมไปถึงการแก้ไขเพิ่มเติมพระราชกำหนดว่าด้วยการประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล และการมีส่วนร่วมในการบังคับใช้มาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2568    นอกจากนี้ ยังได้กล่าวถึงการเป็นประธานในคณะทำงาน ASEAN Working Group on Anti-Online Scams (WG-AS) ของไทย ซึ่งแสดงให้เห็นถึงบทบาทเชิงรุกในการขับเคลื่อนความร่วมมือระดับภูมิภาคและส่งเสริมการพัฒนาวิธีแก้ไขปัญหาร่วมกัน   ขณะเดียวกันกระทรวงดีอีพร้อมสนับสนุนการดำเนินการของทุกภาคส่วน เพื่อส่งเสริมให้เกิดความร่วมมือ ในการป้องกันและรับมือกับกลโกงออนไลน์อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อสร้างให้ทุกคนเชื่อมั่นและสามารถใช้ดิจิทัลได้อย่างปลอดภัย

นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ ในฐานะโฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ฝ่ายข้าราชการประจำ กล่าวถึงผลการมอนิเตอร์และรับแจ้งข่าวปลอมของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมประเทศไทย (AFNC) ซึ่งเป็นไปตามนโยบายการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยความมั่นคงและภัยทางสังคมของนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) โดยยกระดับความสำคัญเรื่องการสร้างความตระหนักรู้เท่าทันภัยอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ข่าวปลอม และข้อมูลบิดเบือน   ทั้งนี้ ในวันที่ 19 เมษายน 2569 AFNC ได้ตรวจสอบพบข้อความทั้งหมด 149,052 ข้อความ โดยมีข้อความที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ (Verify) ทั้งสิ้น 13,589 ข้อความ สำหรับช่องทางที่มีการพบเบาะแสมากที่สุด คือ ข้อความที่มาจาก Social Listening 11,921 ข้อความ ตามมาด้วยช่องทาง Line Official 906 ข้อความ ช่องทาง Website 759 ข้อความ และช่องทาง Facebook 3 ข้อความ โดยเป็นเรื่องที่ต้องดำเนินการตรวจสอบทั้งหมด 22 เรื่อง ได้รับผลการตรวจสอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว 14 เรื่อง ในจำนวนนี้เป็นข่าวที่ได้รับความสนใจจากประชาชนมากที่สุด 7 เรื่อง ซึ่งเป็นข่าวจริง 5 เรื่อง ข่าวปลอม 2 เรื่อง ได้แก่   อันดับที่ 1 ข่าวจริง เรื่อง ยกระดับสิทธิทันตกรรมประกันสังคม รพ.รัฐ อุด-ถอน-ขูด-ผ่าฟันคุดไม่จำกัดจำนวนครั้ง   อันดับที่ 2 ข่าวปลอม เรื่อง ธนบัตร ใบละ 80 บาท ออกใหม่   อันดับที่ 3 ข่าวจริง เรื่อง นายจ้างต้องจ่ายเงินค่าล่วงเวลาให้ รปภ. หลังจากช่วงเวลาทำงาน 8 ชม. เริ่ม 24 เม.ย. 69   อันดับที่ 4 ข่าวจริง เรื่อง มันสำปะหลังสามารถนำมาทำเป็นเชื้อเพลิงได้ โดยแปรรูปเป็นเอทานอล   อันดับที่ 5 ข่าวจริง เรื่อง กรมอุตุฯ ออกประกาศฉบับที่ 6 เตือนพายุฤดูร้อน มีผลกระทบถึง 20 เม.ย. 69   อันดับที่ 6 ข่าวจริง เรื่อง รัฐบาลใช้ดาวเทียมสกัดไฟป่าแม่แตง สั่งยกระดับคุมเข้มลดฝุ่น PM2.5   อันดับที่ 7 ข่าวปลอม เรื่อง เพจ Kanokwan Khamenketkij เปิดรับคนงานอายุ 25-60 ปี ไปทำงานที่ประเทศออสเตรเลีย   สำหรับอันดับ 1 เป็นข่าวจริง : เรื่อง “ยกระดับสิทธิทันตกรรมประกันสังคม รพ.รัฐ อุด-ถอน-ขูด-ผ่าฟันคุดไม่จำกัดจำนวนครั้ง” กระทรวงดีอี ได้ตรวจสอบร่วมกับ สำนักงานประกันสังคม กระทรวงแรงงาน ยืนยันเป็น “ข่าวจริง” โดยสำนักงานประกันสังคมได้พัฒนาสิทธิประโยชน์ด้านทันตกรรมสำหรับผู้ประกันตนตามมาตรา 33 และมาตรา 39 เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิต ลดภาระค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพ และเพิ่มการเข้าถึงบริการทางการแพทย์อย่างทั่วถึงและมีประสิทธิภาพ ตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2569 ดังนี้   กรณีผู้ประกันตนเข้ารับบริการในสถานพยาบาลของรัฐที่ทำความตกลง - ครอบคลุมบริการอุดฟัน ขูดหินปูน ถอนฟัน และการผ่าฟันคุดทุกกรณี รวมถึงเพิ่มสิทธิ ได้แก่ เกลารากฟัน ขลิบแต่งกระดูกเพื่อเตรียมช่องปากก่อนใส่ฟันเทียม โดยไม่จำกัดจำนวนครั้งตามมาตรฐานและความจำเป็นทางการแพทย์ ผู้ประกันตนไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย ยกเว้นกรณีเข้าคลินิกพิเศษ ผู้ประกันตนต้องรับผิดชอบค่าธรรมเนียมแพทย์เอง โดยอ้างอิงอัตราตามประกาศกระทรวงสาธารณสุขสำหรับคนไทย พ.ศ. 2568    - ปรับเพิ่มวงเงินการทำฟันปลอมเป็นอัตรา 1,500 - 6,000 บาท และค่าซ่อมฟันปลอมในอัตรา 900 บาท/ครั้ง  - เพิ่มสิทธิการฝังรากฟันเทียมรองรับฟันเทียมทั้งปากสำหรับผู้ที่สูญเสียฟันทั้งปากที่ไม่สามารถใส่ฟันเทียมชนิดถอดได้ โดยมีสิทธิสำหรับค่าผ่าตัด 17,500 บาท และค่าชุดรากฟันเทียม 3,300 บาท รวมถึงค่าติดตามผลอย่างต่อเนื่องหลังการรักษา   กรณีผู้ประกันตนเข้ารับบริการในสถานพยาบาลของเอกชนที่ทำความตกลง - ครอบคลุมบริการ อุดฟัน ขูดหินปูน ถอนฟัน วงเงิน 900 บาทต่อปี กรณีมีค่าใช้จ่ายเกิน 900 บาท ผู้ประกันตนต้องชำระส่วนต่างเอง - เพิ่มเติมอัตราค่าผ่าฟันคุดในอัตรา 1,500 - 2,500 บาทต่อซี่ ผู้ประกันตนไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม - ปรับเพิ่มวงเงินการทำฟันปลอมเป็นอัตรา 1,500 - 6,000 บาท และค่าซ่อมฟันปลอมในอัตรา 900 บาทต่อครั้ง   - เพิ่มสิทธิการฝังรากฟันเทียมรองรับฟันเทียมทั้งปาก สำหรับผู้ที่สูญเสียฟันทั้งปากที่ไม่สามารถใส่ฟันเทียมชนิดถอดได้ โดยมีสิทธิสำหรับค่าผ่าตัด 17,500 บาท และค่าชุดรากฟันเทียม 3,300 บาท รวมถึงค่าติดตามผลอย่างต่อเนื่องหลังการรักษา   อย่างไรก็ตาม กระทรวงดีอี มีความห่วงใยประชาชน เรื่องความตระหนักรู้เท่าทันข่าวปลอมที่ถูกแพร่กระจายบนสื่อออนไลน์ โซเชียล ซึ่งหากขาดความรู้เท่าทัน ส่งต่อข้อมูลข่าวปลอม ทำให้เกิดการหลงเชื่อ สร้างความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน สร้างความเสียหายต่อทรัพย์สิน หรือข้อมูลส่วนบุคคล และอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้าง  โดยขอให้ประชาชนเลือกเชื่อ เลือกแชร์ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ ซึ่งได้รับการเผยแพร่จากหน่วยงานที่เป็นทางการเท่านั้น และควรตรวจสอบข้อเท็จจริงของข่าวหรือลิงก์เว็บไซต์ให้แน่ชัด   หากประชาชน พบข่าวน่าสงสัย ข้อมูลบิดเบือน สามารถแจ้งเบาะแส และตรวจสอบข่าวปลอมได้ที่ โทรสายด่วน 1111 ต่อ 87 (24 ชม.) หรือที่ | เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com | Line ID: @antifakenewscenter | Facebook : Anti-Fake News Center Thailand | X : @AFNCThailand | TikTok : @antifakenewscenter | IG : afnc_thailand/   -----------------------------------------------------------------

ระบบ e-Office ภายใต้ระบบคลาวด์กลางภาครัฐ (GDCC) ที่มาและความสำคัญความเป็นมาของระบบ e-Office ภายใต้การดูแลของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดศ.) มีรากฐานและจุดเริ่มต้นที่สำคัญจากนโยบายระดับชาติ และการปรับตัวสู่ยุคดิจิทัล ดังนี้: รากฐานจากยุทธศาสตร์ชาติ: ระบบ e-Office พัฒนาขึ้นภายใต้ แผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี (พ.ศ. 2561 - 2580) และ แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13 โดยเน้นยุทธศาสตร์ที่ 4 คือการ "ปรับเปลี่ยนภาครัฐสู่การเป็นรัฐบาลดิจิทัล" เพื่อให้การทำงานภาครัฐมีความโปร่งใส ประสิทธิภาพสูง และเข้าถึงบริการได้โดยไม่มีข้อจำกัดด้านสถานที่ นโยบาย Cloud First Policy: รัฐบาลปัจจุบันให้ความสำคัญกับการใช้เทคโนโลยีคลาวด์เป็นหลัก โดยกำหนดเป็น Cloud First Policy เพื่อใช้ระบบคลาวด์กลางภาครัฐ (GDCC) เป็นโครงสร้างพื้นฐานหลัก ระบบ e-Office จึงถูกพัฒนาเป็นบริการประเภท Software as a Service (SaaS) บน GDCC เพื่อให้หน่วยงานราชการสามารถเข้าใช้งานได้ทันทีโดยไม่ต้องลงทุนติดตั้งระบบเอง เป้าหมายการเป็นรัฐบาลไร้กระดาษ (Paperless Government): ความเป็นมาของระบบนี้มุ่งเน้นที่การแก้ไขปัญหาความซ้ำซ้อนและลดต้นทุนในการจัดหาเทคโนโลยีของแต่ละหน่วยงาน โดยต้องการปรับเปลี่ยนวัฒนธรรมการทำงานจากการใช้กระดาษไปสู่ ระบบเอกสารอิเล็กทรอนิกส์เต็มรูปแบบ (ร่าง รับ-ส่ง และลงนามอิเล็กทรอนิกส์) การนำร่องและขยายผล: กระทรวงดิจิทัลฯ ได้เริ่มจากการสร้าง หน่วยงานต้นแบบ เช่น กระทรวงพาณิชย์ ที่ประสบความสำเร็จในการลดการใช้กระดาษได้กว่า 5,100 รีมต่อปี และได้ขยายผลไปยังส่วนภูมิภาค เช่น โครงการ "Digital Korat" ที่จังหวัดนครราชสีมา เพื่อเป็นโมเดลในการขับเคลื่อนเทคโนโลยีนี้ไปยังองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทั่วประเทศ สรุปได้ว่า e-Office เกิดขึ้นจากความต้องการปฏิรูประบบราชการให้ทันสมัยตามแนวทาง Thailand 4.0 โดยใช้โครงสร้างพื้นฐานคลาวด์กลาง (GDCC) เป็นตัวขับเคลื่อน เพื่อความประหยัด โปร่งใส และมีประสิทธิภาพสูงสุดในการบริการประชาชนองค์ประกอบและคุณสมบัติหลักของระบบ e-Office ถูกออกแบบให้ครอบคลุมทุกโมดูลสำคัญในการปฏิบัติราชการ ดังนี้: ระบบย่อย (Modules) รายละเอียดและหน้าที่ Digital Document ประกอบด้วยระบบร่าง (Draft), ระบบเสนอ/ลงนาม (In-tray) และระบบสารบรรณ (e-Saraban) Archive คลังจัดเก็บเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ e-Signature (CA) การลงลายมือชื่อดิจิทัลผ่านใบรับรองอิเล็กทรอนิกส์ที่มีผลผูกพันตามกฎหมาย Support Systems ระบบจองห้องประชุม (Meeting Room Booking), จองรถ (Car Reservation), แจ้งเวียน (Circular News) และบริหารการประชุม (e-Meeting) Security & Identity รองรับการพิสูจน์ตัวตนผ่าน ThaID และแจ้งเตือนผ่านอีเมล ระบบ e-Office ภายใต้บริการคลาวด์กลางภาครัฐ (GDCC) มีประโยชน์ที่สำคัญต่อหน่วยงานภาครัฐ ดังนี้: เพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการภายใน: ระบบนี้ถูกออกแบบมาเพื่อ เพิ่มประสิทธิภาพการจัดการด้านเอกสารและระบบงานสารบรรณอิเล็กทรอนิกส์ รวมถึงระบบสนับสนุนอื่น ๆ เช่น ระบบบริหารการประชุม ระบบจองห้องประชุม และระบบจองรถยนต์ ช่วยให้การดำเนินงานมีความคล่องตัว รวดเร็ว และเป็นระบบมากขึ้น ประหยัดงบประมาณและทรัพยากร: หน่วยงานภาครัฐสามารถเข้าใช้งานได้โดย ไม่มีค่าใช้จ่าย เนื่องจากเป็นบริการซอฟต์แวร์ (SaaS) ภายใต้ GDCC ช่วยลดความซ้ำซ้อนในการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของแต่ละหน่วยงาน และช่วยประหยัดต้นทุนในการจัดหาและบำรุงรักษาทรัพยากรทางเทคโนโลยีในภาพรวมของประเทศ ขับเคลื่อนสู่รัฐบาลไร้กระดาษ (Paperless Government): ระบบนี้สนับสนุนการ ร่าง รับ-ส่ง และจัดเก็บเอกสารในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ อย่างเต็มรูปแบบ ตัวอย่างความสำเร็จจากกระทรวงพาณิชย์พบว่า สามารถลดการใช้กระดาษได้ถึง 5,100 รีมต่อปี คิดเป็นมูลค่าที่ประหยัดได้กว่า 499,800 บาทต่อปี เสริมสร้างความโปร่งใสและความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูล: การทำงานผ่านระบบดิจิทัลช่วยให้การดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐมีความโปร่งใส ตรวจสอบได้, นอกจากนี้ยังสามารถ รักษาความมั่นคงปลอดภัยและความเป็นส่วนตัวของข้อมูลภาครัฐ ได้อย่างมีประสิทธิภาพตามมาตรฐานของ GDCC เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม: การลดการใช้กระดาษไม่เพียงแต่ประหยัดค่าใช้จ่าย แต่ยังช่วย ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งส่งผลดีต่อคุณภาพชีวิตและสิ่งแวดล้อม เช่น กรณีของกระทรวงพาณิชย์ที่ลดการปล่อยก๊าซได้ถึง 26,775 kgCO2 ยกระดับการบริการประชาชน: แม้จะเป็นระบบงานภายใน แต่ประสิทธิภาพที่เพิ่มขึ้นช่วยให้เจ้าหน้าที่ทำงานได้รวดเร็วขึ้น ลดขั้นตอน และลดค่าใช้จ่ายในการเดินทางของประชาชนที่มาติดต่อราชการ ระบบ e-Office จึงเป็นกลไกสำคัญตามนโยบาย Cloud First Policy ที่มุ่งปรับเปลี่ยนภาครัฐไปสู่การเป็นรัฐบาลดิจิทัลที่มีความทันสมัยและมีประสิทธิภาพสูงสุดเป้าหมายการขับเคลื่อนการใช้งานระบบเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ในระบบ e-Office ภายใต้บริการคลาวด์กลางภาครัฐ (GDCC) ของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดศ.) ในอีก 3 ปีข้างหน้า มีรายละเอียดจำนวนบัญชีผู้ใช้ (User) ยอดสะสมดังนี้: ปีที่ 1 (ปีงบประมาณ 2568): ตั้งเป้าหมายไว้ที่ 1,000,000 ราย ปีที่ 2 (ปีงบประมาณ 2569): ตั้งเป้าหมายสะสมไว้ที่ 2,000,000 ราย (เพิ่มขึ้นจากปีแรก 1,000,000 ราย) ปีที่ 3 (ปีงบประมาณ 2570): ตั้งเป้าหมายสะสมไว้ที่ 3,000,000 ราย (เพิ่มขึ้นจากปีที่สองอีก 1,000,000 ราย) สรุปคือ มีแผนที่จะเพิ่มจำนวนผู้ใช้งานปีละ 1,000,000 ราย เพื่อให้บรรลุเป้าหมายรวม 3,000,000 รายภายในปี 2570 ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายระดับชาติ ที่ต้องการให้ประเทศไทยมีอันดับดัชนีรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ (EGDI) อยู่ในกลุ่มประเทศที่มีการพัฒนาสูงสุด 40 อันดับแรก ภายในปี 2570 เช่นกัน ขั้นตอนการขอเปิดใช้งานระบบ e-Office ภายใต้ GDCC สำหรับหน่วยงานภาครัฐ มีทั้งหมด 7 ขั้นตอน ดังนี้: ประเมินจำนวนผู้ใช้งาน: หน่วยงานต้องทำการสำรวจและประเมินจำนวนบุคลากรที่จะเข้าใช้งานระบบในสังกัด แจ้งความประสงค์ขอใช้บริการ: ดำเนินการแจ้งความต้องการใช้งานผ่านช่องทางที่กำหนด เช่น เว็บไซต์ eoffice.go.th รอเจ้าหน้าที่ประสานงานกลับ: หลังจากส่งความประสงค์แล้ว ให้รอเจ้าหน้าที่จากโครงการติดต่อกลับเพื่อดำเนินการในขั้นต่อไป แจ้งรายละเอียดผู้ใช้งาน: จัดเตรียมและส่งรายละเอียดข้อมูลของผู้ใช้งานในหน่วยงานให้แก่เจ้าหน้าที่ อนุมัติบัญชีสำหรับใช้บริการ: เจ้าหน้าที่จะดำเนินการตรวจสอบและอนุมัติบัญชีรายชื่อ (Account) เพื่อให้สามารถเข้าใช้งานระบบได้ อบรมและทดลองการใช้บริการ: หน่วยงานเข้ารับการฝึกอบรมวิธีการใช้งานและทดลองปฏิบัติงานจริงในระบบเพื่อสร้างความคุ้นเคย เริ่มใช้บริการ (Go Live): เริ่มต้นใช้งานระบบ e-Office อย่างเป็นทางการในการรับ-ส่งหนังสือราชการ ทั้งนี้ ระยะเวลาในการดำเนินการ ตั้งแต่เริ่มต้นจนเปิดใช้งานได้จริงจะใช้เวลาประมาณ 1 – 2 เดือน โดยขึ้นอยู่กับความพร้อมของข้อมูลของแต่ละหน่วยงานเป็นสำคัญ หากหน่วยงานต้องการรายละเอียดเพิ่มเติมหรือต้องการดาวน์โหลดแบบฟอร์ม หรือกดที่ลิงก์นี้ : คลิกที่นี่ หน่วยงานที่มีความประสงค์ใช้งาน สามารถแจ้งความประสงค์ได้ผ่าน QR Codeติดต่อเพิ่มเติม ได้ที่ กองงานดิจิทัลจังหวัด สำนักงานปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม โทร. 0-2141-6786 สำนักงานสถิติจังหวัดทั่วประเทศ หรือ โทรคมนาคมจังหวัด (NT) ทั่วประเทศ สามารถศึกษาได้ที่เว็บไซต์ eoffice.go.th หรือติดต่อผ่าน Line ID : @eoffice คู่มือระบบ e-office แผนปฏิบัติการเชิงกลยุทธ์: การขับเคลื่อนระบบสำนักงานอิเล็กทรอนิกส์ (e-Office) ภายใต้กรอบแนวทาง GDCC สู่ปี 2569ความสำเร็จที่ผ่านมาในระดับปฏิบัติการจะเป็นต้นแบบ (Role Model) ในการยกระดับการทำงานผ่าน 3 ยุทธศาสตร์หลักที่จะขับเคลื่อนประสิทธิภาพ ภาครัฐให้บรรลุเป้าหมายภายในปี 2569แนวทางที่ 1: การเสริมสร้างความเข้มแข็งและเพิ่มประสิทธิภาพกลุ่มผู้ใช้เดิม (Optimization for Existing Users)หัวใจสำคัญของการรักษาเสถียรภาพคือการเปลี่ยนจาก "การใช้งานตามคำสั่ง" สู่ "การใช้งานอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด" (Effective Utilization) โดยมุ่งเน้นการขจัดอุปสรรคในขั้นตอนการทำงานจริง (Pain Points) และสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับระบบที่มีอยู่เดิม การสนับสนุนผ่านกลไกความรู้และคู่มือกลาง เราจะดำเนินการยกระดับ "คู่มือกลาง" ให้กลายเป็นเครื่องมือที่ช่วยลดปัญหาทางเทคนิคในพื้นที่ได้ทันที (Self-service Troubleshooting) ซึ่งจะช่วยลดภาระงานสนับสนุนและสร้างมาตรฐานการทำงานที่เป็นเอกภาพทั่วประเทศแผนการขยายผล "Quick Wins" ผ่านระบบ e-Form เพื่อให้เห็นผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมและสร้างความเชื่อมั่นในระยะสั้น เราจะมุ่งเน้นการเปิดตัว ระบบสวัสดิการบุคลากรที่เป็น e-Form เต็มรูปแบบภายในต้นปี 2569 ดังนี้:   รายการ e-Form กรอบเวลาดำเนินการ เป้าหมายประสิทธิภาพที่เพิ่มขึ้น ขั้นตอนที่คาดว่าจะลดลง ระบบเบิกค่ารักษาพยาบาล ต้นปี 2569 ลดระยะเวลาตรวจสอบเอกสาร 40% ขจัดการส่งเอกสารทางกายภาพระหว่างหน่วยงานและการรอคิวลงนาม ระบบเบิกค่าเล่าเรียนบุตร ต้นปี 2569 อัตราความถูกต้องของข้อมูล 100% ตัดวงจรการตรวจสอบเอกสารซ้ำซ้อนและการแนบสำเนาที่เกินความจำเป็น กิจกรรมขับเคลื่อนเชิงปฏิบัติการ ประเมินผลตอบรับ (Response Evaluation): วิเคราะห์ประสิทธิภาพการใช้งานจริงเพื่อนำมาปรับปรุงระบบอย่างต่อเนื่อง ปรับปรุงคู่มือ (Manual Refinement): ปรับจูนเนื้อหาให้สอดรับกับฟังก์ชันใหม่ๆ เพื่อให้บุคลากรเรียนรู้ได้รวดเร็วที่สุด กระตุ้นการใช้งาน (User Engagement): สร้างแรงจูงใจให้เกิดการใช้ระบบ e-Office ในทุกภารกิจประจำวันจนเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมองค์กร   แนวทางที่ 2: การขยายเครือข่ายและเร่งรัดการรับรองหน่วยงานใหม่ (Expansion and Onboarding)การขับเคลื่อนเป้าหมายผู้ใช้งาน 2,000,000 ราย ภายในปี 2569 จำเป็นต้องใช้กลยุทธ์เชิงรุก (Proactive Outreach) ที่ครอบคลุมทั้งมิติด้านเทคโนโลยี และมิติด้านจิตวิทยาในการยอมรับนวัตกรรมกลยุทธ์การเข้าถึงระดับพื้นที่ (Consultancy-led Outreach) เราจะดำเนินงานใน 2 ระดับคู่ขนานกัน: ระดับส่วนกลาง: เน้นการเชื่อมต่อระบบ API ระหว่างกรมและกระทรวงเพื่อสร้างฐานข้อมูลขนาดใหญ่ ระดับภูมิภาค: มุ่งเน้นการจัดส่งทีมที่ปรึกษาลงพื้นที่สาธิตระบบ และการจัดกิจกรรม "ศึกษาดูงาน (Study Visits)" เพื่อให้หน่วยงานใหม่ได้เห็นความสำเร็จ จากการใช้งานจริง ซึ่งเป็นเครื่องมือสร้าง Social Proof ที่มีประสิทธิภาพสูงสุด ประเด็นยุทธศาสตร์เพื่อสร้างความมั่นใจแก่หน่วยงานใหม่ ในการเปลี่ยนผ่านจากระบบเดิม (Legacy) สู่ระบบดิจิทัล เราจะมุ่งเน้นการให้คำปรึกษาในประเด็นสำคัญ: ความมั่นคงปลอดภัย: ยืนยันมาตรฐานการเข้ารหัสและการจัดเก็บข้อมูลบน GDCC ที่มีความมั่นคงกว่าการเก็บในเซิร์ฟเวอร์ท้องถิ่น การเชื่อมโยงข้อมูล: การพิสูจน์ให้เห็นว่า e-Office สามารถทำงานร่วมกับระบบเดิม (Interoperability) โดยไม่ต้องเสียทรัพยากรในการลงข้อมูลใหม่ บทบาทของเราจะเปลี่ยนจากผู้ดูแลระบบเป็น "ที่ปรึกษาเชิงกลยุทธ์" ที่ช่วยออกแบบกระบวนงานให้เหมาะสมกับบริบทเฉพาะของแต่ละหน่วยงาน เพื่อปูทางสู่การนำเทคโนโลยีขั้นสูงมาใช้ในขั้นตอนถัดไป แนวทางที่ 3: การยกระดับนวัตกรรมแพลตฟอร์มและการบูรณาการ AI อัจฉริยะ (Technological Evolution & AI Integration)วิสัยทัศน์ของ e-Office ในปี 2569 คือการก้าวข้ามการเป็นเพียงระบบจัดการเอกสาร สู่การเป็น "แพลตฟอร์มอัจฉริยะ" ที่รองรับการตัดสินใจเชิงบริหารด้วย AIนวัตกรรม AI เพื่อเพิ่มขีดความสามารถการบริหารราชการ เราจะบูรณาการ AI เข้าสู่แกนกลางของระบบเพื่อสร้างความรวดเร็วและแม่นยำ: ระบบค้นหาเอกสารอัจฉริยะ (Smart Semantic Search): ค้นหาข้อมูลจากเนื้อหาและบริบทของเอกสาร ช่วยให้การสืบค้นข้อมูลย้อนหลัง ทำได้ในระดับวินาที ระบบตรวจสอบความครบถ้วนอัตโนมัติ (AI Completeness Check): ตรวจสอบความถูกต้องของเอกสารแนบ และเงื่อนไขตามระเบียบสารบรรณ ก่อนส่งต่อ ซึ่งจะเชื่อมโยงโดยตรงกับระบบ e-Audit ของ สตง. เพื่อให้มั่นใจว่า เอกสารทุกฉบับถูกต้องตามระเบียบและพร้อมรับการตรวจสอบได้ทันที การสร้างนิเวศการทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงาน (Inter-agency Collaboration) เราจะประสานพลังกับหน่วยงานระดับนโยบายเพื่อสร้างความยั่งยืน: ก.พ.ร.: กำหนดมาตรฐาน e-Form ร่วมกันเพื่อให้เป็นแม่แบบเดียวทั้งภาครัฐ กทพ. (Expressway Authority of Thailand): พัฒนาระบบบริหารจัดการผ่านช่องทางพิเศษ (Easy Pass) เพื่อเพิ่มความรวดเร็วในกระบวนงานสารบรรณ สตง. (State Audit Office): ร่วมพัฒนามาตรฐานการตรวจสอบแบบดิจิทัล (e-Audit) เพื่อลดความเสี่ยงทางกฎหมาย กรมบัญชีกลาง: หารือแนวทางปรับปรุงข้อระเบียบและกฎหมายให้รองรับการทำงานแบบอิเล็กทรอนิกส์ 100% ให้มีผลผูกพันทางกฎหมายอย่างสมบูรณ์   บทสรุปและแผนที่นำทางสู่ความสำเร็จ (Roadmap to 2026)ความสำเร็จตามแผนปฏิบัตินี้จะทำให้ภาครัฐไทยมีโครงสร้างพื้นฐานทางดิจิทัลที่เข้มแข็ง (Sovereign Digital Infrastructure) และมีความโปร่งใสในระดับสูงสุด โดยมีลำดับขั้นตอนดังนี้:1. ระยะฐานราก (ปัจจุบัน): สรุปบทเรียนจากการประชุม 9 ธ.ค. 2568 และกระจายคู่มือแนวปฏิบัติการขับเคลื่อนสู่หน่วยงานเป้าหมาย2. ระยะเร่งขยายผล (ปี 2568 - ต้นปี 2569): เปิดตัว e-Form บริการสวัสดิการบุคลากร (Medical & Education) และเริ่มกิจกรรมศึกษาดูงานเพื่อกระตุ้นการ Onboarding หน่วยงานใหม่3. ระยะก้าวสู่ความอัจฉริยะ (ปี 2569): บรรลุเป้าหมายผู้ใช้งาน 2,000,000 ราย พร้อมเปิดใช้งานฟังก์ชัน AI ตรวจสอบเอกสาร และระบบ e-Audit ร่วมกับ สตง. อย่างสมบูรณ์ความยั่งยืนของโครงการนี้ตั้งอยู่บน 3 เสาหลัก คือ บุคลากรที่พร้อมรับนวัตกรรม ระบบที่พัฒนาตามความต้องการของผู้ใช้จริง และกฎหมายที่ได้รับการปรับปรุงให้ทันสมัย ซึ่งทั้งหมดนี้จะหลอมรวมเป็นหัวใจสำคัญของโครงการ GDCC เพื่อการพัฒนาประเทศที่ยั่งยืนต่อไปในอนาคต ผลการดำเนินงานที่ผ่านมา การขับเคลื่อน กระทรวงสาธารณสุข สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สป.สธ.) มีเป้าหมายรองรับผู้ใช้งานถึง 400,000 ราย โดยเริ่มนำร่องจากส่วนกลาง 3,000 ราย และใช้ระบบ Automation ในการ Sync ข้อมูลผู้ใช้งานจากระบบเดิม (Mymoph) เข้าสู่ e-Office ภายใต้ GDCC เพื่อความรวดเร็ว ซึ่งเริ่มต้นจากจุดเปลี่ยนสำคัญคือการลงนาม MOU เมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2568 ระหว่างปลัดกระทรวงสาธารณสุข และปลัดกระทรวงดิจิทัลฯ จนนำไปสู่การ Go-Live ส่วนกลางครบ 100% ทุกกอง เมื่อวันที่ 26 มกราคม 2569สถิติที่น่าทึ่งคือปริมาณงานรับ-ส่งหนังสือพุ่งขึ้นแบบก้าวกระโดด โดยแตะระดับสูงสุดที่ 4,604 เรื่อง/วัน ภายในวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2569 ซึ่งยืนยันว่าระบบถูกใช้งานจริงในวงกว้าง ไม่ใช่แค่การรันระบบทิ้งไว้ และนี่คือแผนการขยายผล (Rollout Roadmap) สู่ 12 เขตสุขภาพทั่วประเทศในปี 2569:   รอบที่ วันที่ Go Live (2569) หน่วยงานเป้าหมาย (เขตสุขภาพ) 1 11 พฤษภาคม เขตสุขภาพที่ 9 2-3 2 มิถุนายน และ 15 มิถุนายน เขตสุขภาพที่ 10, 3 และ 12 4-5 1 กรกฎาคม และ 13 กรกฎาคม เขตสุขภาพที่ 2, 11, 7 และ 8 6-7 3 สิงหาคม และ 17 สิงหาคม เขตสุขภาพที่ 1, 6 และ 5 8 1 กันยายน เขตสุขภาพที่ 4 ข้อมูลเพิ่มเติม Click Link กระทรวงพาณิชย์: ต้นแบบความสำเร็จเต็มรูปแบบ กระทรวงพาณิชย์เป็นหน่วยงานส่วนกลางที่ประสบความสำเร็จในการปรับเปลี่ยนสู่ระบบสารบรรณอิเล็กทรอนิกส์อย่างเป็นรูปธรรม โดยมีผลลัพธ์ที่สำคัญดังนี้: การประหยัดทรัพยากร: ลดการใช้กระดาษได้ 5,100 รีมต่อปี คิดเป็นเงินกว่า 499,800 บาทต่อปี สิ่งแวดล้อม: ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ 26,775 kgCO2 การดำเนินงาน: จัดทำ MOU ร่วมกับกระทรวงดิจิทัลฯ และขยายผลไปยังสำนักงานพาณิชย์จังหวัดทั้ง 76 จังหวัด และในต่างประเทศอีก 4 แห่ง กรณีศึกษา: การขับเคลื่อนในระดับภูมิภาค (Digital Korat) จังหวัดนครราชสีมาได้รับเลือกเป็นจังหวัดต้นแบบในการเปลี่ยนผ่านสู่รัฐบาลดิจิทัล โดยมีการสำรวจปัญหาและอุปสรรคจากการปฏิบัติจริง ดังนี้:ข้อจำกัดและอุปสรรคที่พบ (Pain Points) ความเข้าใจและทัศนคติ: เจ้าหน้าที่บางส่วนขาดความรู้ความเข้าใจ และมองว่าการเปลี่ยนระบบเป็นภาระเพิ่ม การสนับสนุนจากผู้บริหาร: ผู้บริหารบางหน่วยงานยังไม่ให้ความสำคัญหรือมองว่าการใช้งานจริงในระดับปฏิบัติการเป็นเรื่องยาก การประสานงาน: ปัญหาด้านการสื่อสารระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ (เช่น NT และบริษัทคู่สัญญา) ทำให้การขับเคลื่อนล่าช้า ข้อมูลทางเทคนิค: ข้อมูลรายชื่อหน่วยงานย่อยมีจำนวนมากและซับซ้อน ทำให้เจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติมองว่าเป็นเรื่องยากใน การจัดการแนวทางการแก้ไข การลงพื้นที่เชิงรุกเพื่อติดตามงานและให้คำปรึกษาแบบตัวต่อตัว การสื่อสารสิทธิประโยชน์และโอกาสที่จะได้รับเมื่อเปลี่ยนมาใช้ระบบดิจิทัล การจัดอบรมเชิงปฏิบัติการแยกตามส่วนงาน (อปท. และ ส่วนราชการภูมิภาค) --------------------------------------------------------------------------------  

วันที่ 22 เมษายน 2569 นางสาวชมภารี ชมภูรัตน์ รองปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ทำหน้าที่หัวหน้าคณะผู้แทนไทย ในการประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโสอาเซียนด้านดิจิทัลและผู้นำสภาหน่วยงานกำกับดูแลกิจการโทรคมนาคมแห่งอาเซียน อย่างไม่เป็นทางการ ครั้งที่ 1  (The 1st ASEAN Digital Senior Officials Meeting - ASEAN Telecommunications Regulators’ Council Leaders’ Retreat: ADGSOM-ATRC Leaders' Retreat) ประจำปี 2569 ระหว่างวันที่ 21-22 เมษายน 2569 ผ่านระบบการประชุมทางไกล โดยมีเวียดนามในฐานะประธาน ADGSOM ทำหน้าที่ประธานการประชุมฯ ณ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม   ที่ประชุมฯ ได้มีการพิจารณาประเด็นสำคัญในการขับเคลื่อนการดำเนินงานด้านดิจิทัลอาเซียน ได้แก่   (1) การดำเนินการตามแผนแม่บทอาเซียนด้านดิจิทัล ค.ศ. 2030 (ASEAN Digital Masterplan 2023)  (2) การดำเนินการตามผลการประชุมรัฐมนตรีอาเซียนด้านดิจิทัล ครั้งที่ 6 และการประชุมที่เกี่ยวข้อง (The 6th ASEAN Digital Ministers’ Meeting: The 6th ADGMIN) (3) การติดตามความก้าวหน้าการดำเนินการโครงการ ภายใต้ ADGSOM และ ATRC ปี 2569 (4) การพิจารณาข้อเสนอแนวคิดโครงการ ภายใต้ ADGSOM และ ATRC สำหรับดำเนินการในปี 2570 และ (5) การรับรองแผนงานด้านดิจิทัลระหว่างอาเซียนกับคู่เจรจาและหุ้นส่วนเพื่อการพัฒนา ที่จะดำเนินการในปี 2569 เป็นต้น   โดยในส่วนของประเทศไทย สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (สพธอ. หรือ ETDA) ได้นำเสนอข้อเสนอแนวคิดโครงการ ASEAN Platform Transparency, Algorithmic Accountability and Cross-Border Data Governance Cooperation Framework มีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างความเชื่อมั่นและความรับผิดชอบในระบบนิเวศดิจิทัลของอาเซียน โดยการจัดทำกรอบความร่วมมือระดับภูมิภาคด้านความโปร่งใสของแพลตฟอร์มดิจิทัลและการกำกับดูแลข้อมูลข้ามพรมแดน    

วันที่ 22 เมษายน 2569 นายพชร อนันตศิลป์ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) พร้อมด้วย นางสาวพิยะดา สุดกังวาล ที่ปรึกษาด้านการสื่อสาร กระทรวงดีอี ให้การต้อนรับ คณะศึกษาดูงานจากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร.) ในโอกาสเข้าร่วมหารือแนวทางการใช้งานระบบ การบริหารจัดการสำนักงาน (e-office) ภายใต้ GDCC เพื่อศึกษาแนวทางกระบวนการทำงานแบบไร้กระดาษ (Paperless) และการเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการเอกสารภาครัฐ โดยมีผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ณ ห้องประชุม ชั้น 10 กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และผ่านระบบ VDO Conference

นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ ในฐานะโฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ฝ่ายข้าราชการประจำ กล่าวถึงผลการมอนิเตอร์และรับแจ้งข่าวปลอมของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมประเทศไทย (AFNC) ซึ่งเป็นไปตามนโยบายการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยความมั่นคงและภัยทางสังคมของนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) โดยยกระดับความสำคัญเรื่องการสร้างความตระหนักรู้เท่าทันภัยอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ข่าวปลอม และข้อมูลบิดเบือน   ทั้งนี้ ในวันที่ 20 เมษายน 2569 AFNC ได้ตรวจสอบพบข้อความทั้งหมด 149,536 ข้อความ โดยมีข้อความที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ (Verify) ทั้งสิ้น 14,603 ข้อความ สำหรับช่องทางที่มีการพบเบาะแสมากที่สุดคือ ข้อความที่มาจาก Social Listening 11,955 ข้อความ ตามมาด้วยช่องทาง Line Official 1,396 ข้อความ ช่องทาง Website 1,247 ข้อความ ช่องทาง Facebook 3 ข้อความ และช่องทาง TikTok 2 ข้อความ โดยเป็นเรื่องที่ต้องดำเนินการตรวจสอบทั้งหมด 25 เรื่อง ได้รับผลการตรวจสอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว 13 เรื่อง ในจำนวนนี้เป็นข่าวที่ได้รับความสนใจจากประชาชนมากที่สุด 7 เรื่อง ซึ่งเป็นข่าวจริง 1 เรื่อง ข่าวปลอม 4 เรื่อง ข่าวบิดเบือน 2 เรื่อง ได้แก่   อันดับที่ 1 ข่าวปลอม เรื่อง สงกรานต์ เป็นคำในภาษากัมพูชา แต่ถูกไทยนำไปใช้   อันดับที่ 2 ข่าวปลอม เรื่อง เพจ Southern Star Talent AU โดยกระทรวงแรงงาน เปิดรับสมัครแรงงานไปทำงานที่ประเทศออสเตรเลีย   อันดับที่ 3 ข่าวบิดเบือน เรื่อง กรมทรัพยากรน้ำ ดำเนินการสร้างระบบส่งน้ำแก้ภัยแล้งในพื้นที่ รร.บรมราชินีนาถราชวิทยาลัย จ.ราชบุรี โดยไม่มีการประชาคมหมู่บ้านก่อน   อันดับที่ 4 ข่าวปลอม เรื่อง ธ.ก.ส. ร่วมกับ ธ.กสิกรไทย เปิดลงทะเบียนกู้สินเชื่อ วงเงิน 50,000-2,000,000 บาท ผ่าน TikTok .bank309   อันดับที่ 5 ข่าวบิดเบือน เรื่อง เลขาธิการ สพฐ. ตั้งที่ปรึกษา จำนวน 53 คน รับค่าตอบแทนคนละ 3 หมื่นกว่าบาทต่อเดือน   อันดับที่ 6 ข่าวปลอม เรื่อง ก.ล.ต. ส่งเอกสารผ่านไลน์ เพื่อเปิดให้ยื่นคำร้องปลดอายัดบัญชี   อันดับที่ 7 ข่าวจริง เรื่อง แนวปฏิบัติบรรเทาผลกระทบให้ผู้ค้าภาครัฐในช่วงสถานการณ์ความขัดแย้งตะวันออกกลาง   สำหรับอันดับ 1 เป็นข่าวปลอม  เรื่อง “สงกรานต์ เป็นคำในภาษากัมพูชา แต่ถูกไทยนำไปใช้” กระทรวงดีอี ได้ตรวจสอบร่วมกับ กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม ยืนยันเป็น “ข่าวปลอม” จากข้อกล่าวอ้างที่ระบุว่าไทยนำคำว่า “สงกรานต์” จากกัมพูชาไปใช้ เป็นข้อมูลเท็จและไม่สอดคล้องกับหลักฐานทางวิชาการ ซึ่งคำดังกล่าวมีต้นกำเนิดจากภาษาสันสกฤตและถูกนำมาใช้ในหลายประเทศในภูมิภาคในลักษณะของ “มรดกวัฒนธรรมร่วม” ความแตกต่างที่แท้จริงอยู่ที่ “วิธีการใช้คำและการตีความทางวัฒนธรรม” กล่าวคือ ไทยใช้คำนี้เป็นชื่อเทศกาลโดยตรง ขณะที่กัมพูชาใช้คำพื้นเมืองเป็นหลักและใช้คำสันสกฤตในเชิงพิธีกรรม ดังนั้น การทำความเข้าใจประเด็นนี้ควรตั้งอยู่บนพื้นฐานของหลักวิชาการและบริบททางวัฒนธรรมร่วม มากกว่าการตีความในเชิงความเป็นเจ้าของของชาติใดชาติหนึ่ง   อย่างไรก็ตาม กระทรวงดีอี มีความห่วงใยประชาชน เรื่องความตระหนักรู้เท่าทันข่าวปลอมที่ถูกแพร่กระจายบนสื่อออนไลน์ โซเชียล ซึ่งหากขาดความรู้เท่าทัน ส่งต่อข้อมูลข่าวปลอม ทำให้เกิดการหลงเชื่อ สร้างความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน สร้างความเสียหายต่อทรัพย์สิน หรือข้อมูลส่วนบุคคล และอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้าง  โดยขอให้ประชาชนเลือกเชื่อ เลือกแชร์ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ ซึ่งได้รับการเผยแพร่จากหน่วยงานที่เป็นทางการเท่านั้น และควรตรวจสอบข้อเท็จจริงของข่าวหรือลิงก์เว็บไซต์ให้แน่ชัด   หากประชาชน พบข่าวน่าสงสัย ข้อมูลบิดเบือน สามารถแจ้งเบาะแส และตรวจสอบข่าวปลอมได้ที่ โทรสายด่วน 1111 ต่อ 87 (24 ชม.) หรือที่ | เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com | Line ID: @antifakenewscenter | Facebook : Anti-Fake News Center Thailand | X : @AFNCThailand | TikTok : @antifakenewscenter | IG : afnc_thailand/   ---------------------------------------------------------------

วันที่ 22 เมษายน 2569 นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) พร้อมด้วย นางสาวแนน บุณย์ธิดา สมชัย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ร่วมหารือกับนางสาวอ้อนฟ้า เวชชาชีวะ เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) เรื่องการปรับโครงสร้างกระทรวงดีอี โดยมีผู้อำนวยการกลุ่มพัฒนาระบบบริหาร ผู้อำนวยการกองบริหารทรัพยากรบุคคล และผู้อำนวยการกองกฎหมาย สำนักงานปลัดกระทรวงดีอี เข้าร่วมหารือ ณ ห้องประชุม CB 304 อาคารรัฐสภา

นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) พร้อมด้วย นางสาวแนน บุณย์ธิดา สมชัย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ให้การต้อนรับ นาย Joo-Ok Lee ผู้อำนวยนโยบายภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก และกรรมการคณะกรรมการบริหาร World Economic Forum (WEF) ในโอกาสที่ผู้แทนจาก WEF เข้าเยี่ยมคารวะ พร้อมร่วมหารือเกี่ยวกับการจัดงาน World Economic Forum's 17th Annual Meeting of the New Champions ซึ่งเป็นเวทีการจัดแสดงนวัตกรรมด้านเทคโนโลยี ปัญญาประดิษฐ์ และการส่งเสริมดิจิทัลด้านต่าง ๆ ในระดับโลก ที่จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 23 - 25 มิถุนายน 2569 ณ  เมืองต้าเหลียน สาธารณรัฐประชาชนจีน โดยมีผู้แทนจากกองการต่างประเทศ สำนักงานปลัดกระทรวงดีอี เข้าร่วม ณ ห้องประชุม CB 304 อาคารรัฐสภา

วันที่ 22 เมษายน 2569 นางสาวพิยะดา สุดกังวาล ที่ปรึกษาด้านการสื่อสาร กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ร่วมพิธีเปิดงาน “ใต้ร่มพระบารมี 244 ปี กรุงรัตนโกสินทร์” ซึ่งจัดขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองและน้อมรำลึกถึงการสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์ครบ 244 ปี โดยมุ่งเผยแพร่และสืบสานมรดกทางวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ และศิลปกรรมอันทรงคุณค่าของชาติ โดยมี นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรมเป็นประธานในพิธี ณ อุทยาน 100 ปี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

icon-sitemap    std-w1    std-w2    WCAG 2.0 (Level AA)
จำนวนผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์ Loading...


กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

เลขที่ 120 หมู่ 3 ชั้น 8-11 ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 (อาคาร ซี) ซอยแจ้งวัฒนะ 7 ถนนแจ้งวัฒนะ แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ 10210

facebook
instagram
twitter
youtube
rss
tiktok
threads
Icon Q&A
black ribbon.