Logo DE Ministry.
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
Ministry of Digital Economy and Society
Logo DE Ministry.
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
Ministry of Digital Economy and Society
ตัวช่วยเหลือในการเข้าถึงเว็บไซต์
ค้นหา

ระบบ e-Office ภายใต้ระบบคลาวด์กลางภาครัฐ (GDCC) ที่มาและความสำคัญความเป็นมาของระบบ e-Office ภายใต้การดูแลของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดศ.) มีรากฐานและจุดเริ่มต้นที่สำคัญจากนโยบายระดับชาติ และการปรับตัวสู่ยุคดิจิทัล ดังนี้: รากฐานจากยุทธศาสตร์ชาติ: ระบบ e-Office พัฒนาขึ้นภายใต้ แผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี (พ.ศ. 2561 - 2580) และ แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13 โดยเน้นยุทธศาสตร์ที่ 4 คือการ "ปรับเปลี่ยนภาครัฐสู่การเป็นรัฐบาลดิจิทัล" เพื่อให้การทำงานภาครัฐมีความโปร่งใส ประสิทธิภาพสูง และเข้าถึงบริการได้โดยไม่มีข้อจำกัดด้านสถานที่ นโยบาย Cloud First Policy: รัฐบาลปัจจุบันให้ความสำคัญกับการใช้เทคโนโลยีคลาวด์เป็นหลัก โดยกำหนดเป็น Cloud First Policy เพื่อใช้ระบบคลาวด์กลางภาครัฐ (GDCC) เป็นโครงสร้างพื้นฐานหลัก ระบบ e-Office จึงถูกพัฒนาเป็นบริการประเภท Software as a Service (SaaS) บน GDCC เพื่อให้หน่วยงานราชการสามารถเข้าใช้งานได้ทันทีโดยไม่ต้องลงทุนติดตั้งระบบเอง เป้าหมายการเป็นรัฐบาลไร้กระดาษ (Paperless Government): ความเป็นมาของระบบนี้มุ่งเน้นที่การแก้ไขปัญหาความซ้ำซ้อนและลดต้นทุนในการจัดหาเทคโนโลยีของแต่ละหน่วยงาน โดยต้องการปรับเปลี่ยนวัฒนธรรมการทำงานจากการใช้กระดาษไปสู่ ระบบเอกสารอิเล็กทรอนิกส์เต็มรูปแบบ (ร่าง รับ-ส่ง และลงนามอิเล็กทรอนิกส์) การนำร่องและขยายผล: กระทรวงดิจิทัลฯ ได้เริ่มจากการสร้าง หน่วยงานต้นแบบ เช่น กระทรวงพาณิชย์ ที่ประสบความสำเร็จในการลดการใช้กระดาษได้กว่า 5,100 รีมต่อปี และได้ขยายผลไปยังส่วนภูมิภาค เช่น โครงการ "Digital Korat" ที่จังหวัดนครราชสีมา เพื่อเป็นโมเดลในการขับเคลื่อนเทคโนโลยีนี้ไปยังองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทั่วประเทศ สรุปได้ว่า e-Office เกิดขึ้นจากความต้องการปฏิรูประบบราชการให้ทันสมัยตามแนวทาง Thailand 4.0 โดยใช้โครงสร้างพื้นฐานคลาวด์กลาง (GDCC) เป็นตัวขับเคลื่อน เพื่อความประหยัด โปร่งใส และมีประสิทธิภาพสูงสุดในการบริการประชาชนองค์ประกอบและคุณสมบัติหลักของระบบ e-Office ถูกออกแบบให้ครอบคลุมทุกโมดูลสำคัญในการปฏิบัติราชการ ดังนี้: ระบบย่อย (Modules) รายละเอียดและหน้าที่ Digital Document ประกอบด้วยระบบร่าง (Draft), ระบบเสนอ/ลงนาม (In-tray) และระบบสารบรรณ (e-Saraban) Archive คลังจัดเก็บเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ e-Signature (CA) การลงลายมือชื่อดิจิทัลผ่านใบรับรองอิเล็กทรอนิกส์ที่มีผลผูกพันตามกฎหมาย Support Systems ระบบจองห้องประชุม (Meeting Room Booking), จองรถ (Car Reservation), แจ้งเวียน (Circular News) และบริหารการประชุม (e-Meeting) Security & Identity รองรับการพิสูจน์ตัวตนผ่าน ThaID และแจ้งเตือนผ่านอีเมล ระบบ e-Office ภายใต้บริการคลาวด์กลางภาครัฐ (GDCC) มีประโยชน์ที่สำคัญต่อหน่วยงานภาครัฐ ดังนี้: เพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการภายใน: ระบบนี้ถูกออกแบบมาเพื่อ เพิ่มประสิทธิภาพการจัดการด้านเอกสารและระบบงานสารบรรณอิเล็กทรอนิกส์ รวมถึงระบบสนับสนุนอื่น ๆ เช่น ระบบบริหารการประชุม ระบบจองห้องประชุม และระบบจองรถยนต์ ช่วยให้การดำเนินงานมีความคล่องตัว รวดเร็ว และเป็นระบบมากขึ้น ประหยัดงบประมาณและทรัพยากร: หน่วยงานภาครัฐสามารถเข้าใช้งานได้โดย ไม่มีค่าใช้จ่าย เนื่องจากเป็นบริการซอฟต์แวร์ (SaaS) ภายใต้ GDCC ช่วยลดความซ้ำซ้อนในการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของแต่ละหน่วยงาน และช่วยประหยัดต้นทุนในการจัดหาและบำรุงรักษาทรัพยากรทางเทคโนโลยีในภาพรวมของประเทศ ขับเคลื่อนสู่รัฐบาลไร้กระดาษ (Paperless Government): ระบบนี้สนับสนุนการ ร่าง รับ-ส่ง และจัดเก็บเอกสารในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ อย่างเต็มรูปแบบ ตัวอย่างความสำเร็จจากกระทรวงพาณิชย์พบว่า สามารถลดการใช้กระดาษได้ถึง 5,100 รีมต่อปี คิดเป็นมูลค่าที่ประหยัดได้กว่า 499,800 บาทต่อปี เสริมสร้างความโปร่งใสและความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูล: การทำงานผ่านระบบดิจิทัลช่วยให้การดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐมีความโปร่งใส ตรวจสอบได้, นอกจากนี้ยังสามารถ รักษาความมั่นคงปลอดภัยและความเป็นส่วนตัวของข้อมูลภาครัฐ ได้อย่างมีประสิทธิภาพตามมาตรฐานของ GDCC เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม: การลดการใช้กระดาษไม่เพียงแต่ประหยัดค่าใช้จ่าย แต่ยังช่วย ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งส่งผลดีต่อคุณภาพชีวิตและสิ่งแวดล้อม เช่น กรณีของกระทรวงพาณิชย์ที่ลดการปล่อยก๊าซได้ถึง 26,775 kgCO2 ยกระดับการบริการประชาชน: แม้จะเป็นระบบงานภายใน แต่ประสิทธิภาพที่เพิ่มขึ้นช่วยให้เจ้าหน้าที่ทำงานได้รวดเร็วขึ้น ลดขั้นตอน และลดค่าใช้จ่ายในการเดินทางของประชาชนที่มาติดต่อราชการ ระบบ e-Office จึงเป็นกลไกสำคัญตามนโยบาย Cloud First Policy ที่มุ่งปรับเปลี่ยนภาครัฐไปสู่การเป็นรัฐบาลดิจิทัลที่มีความทันสมัยและมีประสิทธิภาพสูงสุดเป้าหมายการขับเคลื่อนการใช้งานระบบเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ในระบบ e-Office ภายใต้บริการคลาวด์กลางภาครัฐ (GDCC) ของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดศ.) ในอีก 3 ปีข้างหน้า มีรายละเอียดจำนวนบัญชีผู้ใช้ (User) ยอดสะสมดังนี้: ปีที่ 1 (ปีงบประมาณ 2568): ตั้งเป้าหมายไว้ที่ 1,000,000 ราย ปีที่ 2 (ปีงบประมาณ 2569): ตั้งเป้าหมายสะสมไว้ที่ 2,000,000 ราย (เพิ่มขึ้นจากปีแรก 1,000,000 ราย) ปีที่ 3 (ปีงบประมาณ 2570): ตั้งเป้าหมายสะสมไว้ที่ 3,000,000 ราย (เพิ่มขึ้นจากปีที่สองอีก 1,000,000 ราย) สรุปคือ มีแผนที่จะเพิ่มจำนวนผู้ใช้งานปีละ 1,000,000 ราย เพื่อให้บรรลุเป้าหมายรวม 3,000,000 รายภายในปี 2570 ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายระดับชาติ ที่ต้องการให้ประเทศไทยมีอันดับดัชนีรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ (EGDI) อยู่ในกลุ่มประเทศที่มีการพัฒนาสูงสุด 40 อันดับแรก ภายในปี 2570 เช่นกัน ขั้นตอนการขอเปิดใช้งานระบบ e-Office ภายใต้ GDCC สำหรับหน่วยงานภาครัฐ มีทั้งหมด 7 ขั้นตอน ดังนี้: ประเมินจำนวนผู้ใช้งาน: หน่วยงานต้องทำการสำรวจและประเมินจำนวนบุคลากรที่จะเข้าใช้งานระบบในสังกัด แจ้งความประสงค์ขอใช้บริการ: ดำเนินการแจ้งความต้องการใช้งานผ่านช่องทางที่กำหนด เช่น เว็บไซต์ eoffice.go.th รอเจ้าหน้าที่ประสานงานกลับ: หลังจากส่งความประสงค์แล้ว ให้รอเจ้าหน้าที่จากโครงการติดต่อกลับเพื่อดำเนินการในขั้นต่อไป แจ้งรายละเอียดผู้ใช้งาน: จัดเตรียมและส่งรายละเอียดข้อมูลของผู้ใช้งานในหน่วยงานให้แก่เจ้าหน้าที่ อนุมัติบัญชีสำหรับใช้บริการ: เจ้าหน้าที่จะดำเนินการตรวจสอบและอนุมัติบัญชีรายชื่อ (Account) เพื่อให้สามารถเข้าใช้งานระบบได้ อบรมและทดลองการใช้บริการ: หน่วยงานเข้ารับการฝึกอบรมวิธีการใช้งานและทดลองปฏิบัติงานจริงในระบบเพื่อสร้างความคุ้นเคย เริ่มใช้บริการ (Go Live): เริ่มต้นใช้งานระบบ e-Office อย่างเป็นทางการในการรับ-ส่งหนังสือราชการ ทั้งนี้ ระยะเวลาในการดำเนินการ ตั้งแต่เริ่มต้นจนเปิดใช้งานได้จริงจะใช้เวลาประมาณ 1 – 2 เดือน โดยขึ้นอยู่กับความพร้อมของข้อมูลของแต่ละหน่วยงานเป็นสำคัญ หากหน่วยงานต้องการรายละเอียดเพิ่มเติมหรือต้องการดาวน์โหลดแบบฟอร์ม หรือกดที่ลิงก์นี้ : คลิกที่นี่ หน่วยงานที่มีความประสงค์ใช้งาน สามารถแจ้งความประสงค์ได้ผ่าน QR Codeติดต่อเพิ่มเติม ได้ที่ กองงานดิจิทัลจังหวัด สำนักงานปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม โทร. 0-2141-6786 สำนักงานสถิติจังหวัดทั่วประเทศ หรือ โทรคมนาคมจังหวัด (NT) ทั่วประเทศ สามารถศึกษาได้ที่เว็บไซต์ eoffice.go.th หรือติดต่อผ่าน Line ID : @eoffice คู่มือระบบ e-office แผนปฏิบัติการเชิงกลยุทธ์: การขับเคลื่อนระบบสำนักงานอิเล็กทรอนิกส์ (e-Office) ภายใต้กรอบแนวทาง GDCC สู่ปี 2569ความสำเร็จที่ผ่านมาในระดับปฏิบัติการจะเป็นต้นแบบ (Role Model) ในการยกระดับการทำงานผ่าน 3 ยุทธศาสตร์หลักที่จะขับเคลื่อนประสิทธิภาพ ภาครัฐให้บรรลุเป้าหมายภายในปี 2569แนวทางที่ 1: การเสริมสร้างความเข้มแข็งและเพิ่มประสิทธิภาพกลุ่มผู้ใช้เดิม (Optimization for Existing Users)หัวใจสำคัญของการรักษาเสถียรภาพคือการเปลี่ยนจาก "การใช้งานตามคำสั่ง" สู่ "การใช้งานอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด" (Effective Utilization) โดยมุ่งเน้นการขจัดอุปสรรคในขั้นตอนการทำงานจริง (Pain Points) และสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับระบบที่มีอยู่เดิม การสนับสนุนผ่านกลไกความรู้และคู่มือกลาง เราจะดำเนินการยกระดับ "คู่มือกลาง" ให้กลายเป็นเครื่องมือที่ช่วยลดปัญหาทางเทคนิคในพื้นที่ได้ทันที (Self-service Troubleshooting) ซึ่งจะช่วยลดภาระงานสนับสนุนและสร้างมาตรฐานการทำงานที่เป็นเอกภาพทั่วประเทศแผนการขยายผล "Quick Wins" ผ่านระบบ e-Form เพื่อให้เห็นผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมและสร้างความเชื่อมั่นในระยะสั้น เราจะมุ่งเน้นการเปิดตัว ระบบสวัสดิการบุคลากรที่เป็น e-Form เต็มรูปแบบภายในต้นปี 2569 ดังนี้:   รายการ e-Form กรอบเวลาดำเนินการ เป้าหมายประสิทธิภาพที่เพิ่มขึ้น ขั้นตอนที่คาดว่าจะลดลง ระบบเบิกค่ารักษาพยาบาล ต้นปี 2569 ลดระยะเวลาตรวจสอบเอกสาร 40% ขจัดการส่งเอกสารทางกายภาพระหว่างหน่วยงานและการรอคิวลงนาม ระบบเบิกค่าเล่าเรียนบุตร ต้นปี 2569 อัตราความถูกต้องของข้อมูล 100% ตัดวงจรการตรวจสอบเอกสารซ้ำซ้อนและการแนบสำเนาที่เกินความจำเป็น กิจกรรมขับเคลื่อนเชิงปฏิบัติการ ประเมินผลตอบรับ (Response Evaluation): วิเคราะห์ประสิทธิภาพการใช้งานจริงเพื่อนำมาปรับปรุงระบบอย่างต่อเนื่อง ปรับปรุงคู่มือ (Manual Refinement): ปรับจูนเนื้อหาให้สอดรับกับฟังก์ชันใหม่ๆ เพื่อให้บุคลากรเรียนรู้ได้รวดเร็วที่สุด กระตุ้นการใช้งาน (User Engagement): สร้างแรงจูงใจให้เกิดการใช้ระบบ e-Office ในทุกภารกิจประจำวันจนเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมองค์กร   แนวทางที่ 2: การขยายเครือข่ายและเร่งรัดการรับรองหน่วยงานใหม่ (Expansion and Onboarding)การขับเคลื่อนเป้าหมายผู้ใช้งาน 2,000,000 ราย ภายในปี 2569 จำเป็นต้องใช้กลยุทธ์เชิงรุก (Proactive Outreach) ที่ครอบคลุมทั้งมิติด้านเทคโนโลยี และมิติด้านจิตวิทยาในการยอมรับนวัตกรรมกลยุทธ์การเข้าถึงระดับพื้นที่ (Consultancy-led Outreach) เราจะดำเนินงานใน 2 ระดับคู่ขนานกัน: ระดับส่วนกลาง: เน้นการเชื่อมต่อระบบ API ระหว่างกรมและกระทรวงเพื่อสร้างฐานข้อมูลขนาดใหญ่ ระดับภูมิภาค: มุ่งเน้นการจัดส่งทีมที่ปรึกษาลงพื้นที่สาธิตระบบ และการจัดกิจกรรม "ศึกษาดูงาน (Study Visits)" เพื่อให้หน่วยงานใหม่ได้เห็นความสำเร็จ จากการใช้งานจริง ซึ่งเป็นเครื่องมือสร้าง Social Proof ที่มีประสิทธิภาพสูงสุด ประเด็นยุทธศาสตร์เพื่อสร้างความมั่นใจแก่หน่วยงานใหม่ ในการเปลี่ยนผ่านจากระบบเดิม (Legacy) สู่ระบบดิจิทัล เราจะมุ่งเน้นการให้คำปรึกษาในประเด็นสำคัญ: ความมั่นคงปลอดภัย: ยืนยันมาตรฐานการเข้ารหัสและการจัดเก็บข้อมูลบน GDCC ที่มีความมั่นคงกว่าการเก็บในเซิร์ฟเวอร์ท้องถิ่น การเชื่อมโยงข้อมูล: การพิสูจน์ให้เห็นว่า e-Office สามารถทำงานร่วมกับระบบเดิม (Interoperability) โดยไม่ต้องเสียทรัพยากรในการลงข้อมูลใหม่ บทบาทของเราจะเปลี่ยนจากผู้ดูแลระบบเป็น "ที่ปรึกษาเชิงกลยุทธ์" ที่ช่วยออกแบบกระบวนงานให้เหมาะสมกับบริบทเฉพาะของแต่ละหน่วยงาน เพื่อปูทางสู่การนำเทคโนโลยีขั้นสูงมาใช้ในขั้นตอนถัดไป แนวทางที่ 3: การยกระดับนวัตกรรมแพลตฟอร์มและการบูรณาการ AI อัจฉริยะ (Technological Evolution & AI Integration)วิสัยทัศน์ของ e-Office ในปี 2569 คือการก้าวข้ามการเป็นเพียงระบบจัดการเอกสาร สู่การเป็น "แพลตฟอร์มอัจฉริยะ" ที่รองรับการตัดสินใจเชิงบริหารด้วย AIนวัตกรรม AI เพื่อเพิ่มขีดความสามารถการบริหารราชการ เราจะบูรณาการ AI เข้าสู่แกนกลางของระบบเพื่อสร้างความรวดเร็วและแม่นยำ: ระบบค้นหาเอกสารอัจฉริยะ (Smart Semantic Search): ค้นหาข้อมูลจากเนื้อหาและบริบทของเอกสาร ช่วยให้การสืบค้นข้อมูลย้อนหลัง ทำได้ในระดับวินาที ระบบตรวจสอบความครบถ้วนอัตโนมัติ (AI Completeness Check): ตรวจสอบความถูกต้องของเอกสารแนบ และเงื่อนไขตามระเบียบสารบรรณ ก่อนส่งต่อ ซึ่งจะเชื่อมโยงโดยตรงกับระบบ e-Audit ของ สตง. เพื่อให้มั่นใจว่า เอกสารทุกฉบับถูกต้องตามระเบียบและพร้อมรับการตรวจสอบได้ทันที การสร้างนิเวศการทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงาน (Inter-agency Collaboration) เราจะประสานพลังกับหน่วยงานระดับนโยบายเพื่อสร้างความยั่งยืน: ก.พ.ร.: กำหนดมาตรฐาน e-Form ร่วมกันเพื่อให้เป็นแม่แบบเดียวทั้งภาครัฐ กทพ. (Expressway Authority of Thailand): พัฒนาระบบบริหารจัดการผ่านช่องทางพิเศษ (Easy Pass) เพื่อเพิ่มความรวดเร็วในกระบวนงานสารบรรณ สตง. (State Audit Office): ร่วมพัฒนามาตรฐานการตรวจสอบแบบดิจิทัล (e-Audit) เพื่อลดความเสี่ยงทางกฎหมาย กรมบัญชีกลาง: หารือแนวทางปรับปรุงข้อระเบียบและกฎหมายให้รองรับการทำงานแบบอิเล็กทรอนิกส์ 100% ให้มีผลผูกพันทางกฎหมายอย่างสมบูรณ์   บทสรุปและแผนที่นำทางสู่ความสำเร็จ (Roadmap to 2026)ความสำเร็จตามแผนปฏิบัตินี้จะทำให้ภาครัฐไทยมีโครงสร้างพื้นฐานทางดิจิทัลที่เข้มแข็ง (Sovereign Digital Infrastructure) และมีความโปร่งใสในระดับสูงสุด โดยมีลำดับขั้นตอนดังนี้:1. ระยะฐานราก (ปัจจุบัน): สรุปบทเรียนจากการประชุม 9 ธ.ค. 2568 และกระจายคู่มือแนวปฏิบัติการขับเคลื่อนสู่หน่วยงานเป้าหมาย2. ระยะเร่งขยายผล (ปี 2568 - ต้นปี 2569): เปิดตัว e-Form บริการสวัสดิการบุคลากร (Medical & Education) และเริ่มกิจกรรมศึกษาดูงานเพื่อกระตุ้นการ Onboarding หน่วยงานใหม่3. ระยะก้าวสู่ความอัจฉริยะ (ปี 2569): บรรลุเป้าหมายผู้ใช้งาน 2,000,000 ราย พร้อมเปิดใช้งานฟังก์ชัน AI ตรวจสอบเอกสาร และระบบ e-Audit ร่วมกับ สตง. อย่างสมบูรณ์ความยั่งยืนของโครงการนี้ตั้งอยู่บน 3 เสาหลัก คือ บุคลากรที่พร้อมรับนวัตกรรม ระบบที่พัฒนาตามความต้องการของผู้ใช้จริง และกฎหมายที่ได้รับการปรับปรุงให้ทันสมัย ซึ่งทั้งหมดนี้จะหลอมรวมเป็นหัวใจสำคัญของโครงการ GDCC เพื่อการพัฒนาประเทศที่ยั่งยืนต่อไปในอนาคต ผลการดำเนินงานที่ผ่านมา การขับเคลื่อน กระทรวงสาธารณสุข สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สป.สธ.) มีเป้าหมายรองรับผู้ใช้งานถึง 400,000 ราย โดยเริ่มนำร่องจากส่วนกลาง 3,000 ราย และใช้ระบบ Automation ในการ Sync ข้อมูลผู้ใช้งานจากระบบเดิม (Mymoph) เข้าสู่ e-Office ภายใต้ GDCC เพื่อความรวดเร็ว ซึ่งเริ่มต้นจากจุดเปลี่ยนสำคัญคือการลงนาม MOU เมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2568 ระหว่างปลัดกระทรวงสาธารณสุข และปลัดกระทรวงดิจิทัลฯ จนนำไปสู่การ Go-Live ส่วนกลางครบ 100% ทุกกอง เมื่อวันที่ 26 มกราคม 2569สถิติที่น่าทึ่งคือปริมาณงานรับ-ส่งหนังสือพุ่งขึ้นแบบก้าวกระโดด โดยแตะระดับสูงสุดที่ 4,604 เรื่อง/วัน ภายในวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2569 ซึ่งยืนยันว่าระบบถูกใช้งานจริงในวงกว้าง ไม่ใช่แค่การรันระบบทิ้งไว้ และนี่คือแผนการขยายผล (Rollout Roadmap) สู่ 12 เขตสุขภาพทั่วประเทศในปี 2569:   รอบที่ วันที่ Go Live (2569) หน่วยงานเป้าหมาย (เขตสุขภาพ) 1 11 พฤษภาคม เขตสุขภาพที่ 9 2-3 2 มิถุนายน และ 15 มิถุนายน เขตสุขภาพที่ 10, 3 และ 12 4-5 1 กรกฎาคม และ 13 กรกฎาคม เขตสุขภาพที่ 2, 11, 7 และ 8 6-7 3 สิงหาคม และ 17 สิงหาคม เขตสุขภาพที่ 1, 6 และ 5 8 1 กันยายน เขตสุขภาพที่ 4 ข้อมูลเพิ่มเติม Click Link กระทรวงพาณิชย์: ต้นแบบความสำเร็จเต็มรูปแบบ กระทรวงพาณิชย์เป็นหน่วยงานส่วนกลางที่ประสบความสำเร็จในการปรับเปลี่ยนสู่ระบบสารบรรณอิเล็กทรอนิกส์อย่างเป็นรูปธรรม โดยมีผลลัพธ์ที่สำคัญดังนี้: การประหยัดทรัพยากร: ลดการใช้กระดาษได้ 5,100 รีมต่อปี คิดเป็นเงินกว่า 499,800 บาทต่อปี สิ่งแวดล้อม: ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ 26,775 kgCO2 การดำเนินงาน: จัดทำ MOU ร่วมกับกระทรวงดิจิทัลฯ และขยายผลไปยังสำนักงานพาณิชย์จังหวัดทั้ง 76 จังหวัด และในต่างประเทศอีก 4 แห่ง กรณีศึกษา: การขับเคลื่อนในระดับภูมิภาค (Digital Korat) จังหวัดนครราชสีมาได้รับเลือกเป็นจังหวัดต้นแบบในการเปลี่ยนผ่านสู่รัฐบาลดิจิทัล โดยมีการสำรวจปัญหาและอุปสรรคจากการปฏิบัติจริง ดังนี้:ข้อจำกัดและอุปสรรคที่พบ (Pain Points) ความเข้าใจและทัศนคติ: เจ้าหน้าที่บางส่วนขาดความรู้ความเข้าใจ และมองว่าการเปลี่ยนระบบเป็นภาระเพิ่ม การสนับสนุนจากผู้บริหาร: ผู้บริหารบางหน่วยงานยังไม่ให้ความสำคัญหรือมองว่าการใช้งานจริงในระดับปฏิบัติการเป็นเรื่องยาก การประสานงาน: ปัญหาด้านการสื่อสารระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ (เช่น NT และบริษัทคู่สัญญา) ทำให้การขับเคลื่อนล่าช้า ข้อมูลทางเทคนิค: ข้อมูลรายชื่อหน่วยงานย่อยมีจำนวนมากและซับซ้อน ทำให้เจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติมองว่าเป็นเรื่องยากใน การจัดการแนวทางการแก้ไข การลงพื้นที่เชิงรุกเพื่อติดตามงานและให้คำปรึกษาแบบตัวต่อตัว การสื่อสารสิทธิประโยชน์และโอกาสที่จะได้รับเมื่อเปลี่ยนมาใช้ระบบดิจิทัล การจัดอบรมเชิงปฏิบัติการแยกตามส่วนงาน (อปท. และ ส่วนราชการภูมิภาค) --------------------------------------------------------------------------------  

วันที่ 22 เมษายน 2569 นางสาวชมภารี ชมภูรัตน์ รองปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ทำหน้าที่หัวหน้าคณะผู้แทนไทย ในการประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโสอาเซียนด้านดิจิทัลและผู้นำสภาหน่วยงานกำกับดูแลกิจการโทรคมนาคมแห่งอาเซียน อย่างไม่เป็นทางการ ครั้งที่ 1  (The 1st ASEAN Digital Senior Officials Meeting - ASEAN Telecommunications Regulators’ Council Leaders’ Retreat: ADGSOM-ATRC Leaders' Retreat) ประจำปี 2569 ระหว่างวันที่ 21-22 เมษายน 2569 ผ่านระบบการประชุมทางไกล โดยมีเวียดนามในฐานะประธาน ADGSOM ทำหน้าที่ประธานการประชุมฯ ณ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม   ที่ประชุมฯ ได้มีการพิจารณาประเด็นสำคัญในการขับเคลื่อนการดำเนินงานด้านดิจิทัลอาเซียน ได้แก่   (1) การดำเนินการตามแผนแม่บทอาเซียนด้านดิจิทัล ค.ศ. 2030 (ASEAN Digital Masterplan 2023)  (2) การดำเนินการตามผลการประชุมรัฐมนตรีอาเซียนด้านดิจิทัล ครั้งที่ 6 และการประชุมที่เกี่ยวข้อง (The 6th ASEAN Digital Ministers’ Meeting: The 6th ADGMIN) (3) การติดตามความก้าวหน้าการดำเนินการโครงการ ภายใต้ ADGSOM และ ATRC ปี 2569 (4) การพิจารณาข้อเสนอแนวคิดโครงการ ภายใต้ ADGSOM และ ATRC สำหรับดำเนินการในปี 2570 และ (5) การรับรองแผนงานด้านดิจิทัลระหว่างอาเซียนกับคู่เจรจาและหุ้นส่วนเพื่อการพัฒนา ที่จะดำเนินการในปี 2569 เป็นต้น   โดยในส่วนของประเทศไทย สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (สพธอ. หรือ ETDA) ได้นำเสนอข้อเสนอแนวคิดโครงการ ASEAN Platform Transparency, Algorithmic Accountability and Cross-Border Data Governance Cooperation Framework มีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างความเชื่อมั่นและความรับผิดชอบในระบบนิเวศดิจิทัลของอาเซียน โดยการจัดทำกรอบความร่วมมือระดับภูมิภาคด้านความโปร่งใสของแพลตฟอร์มดิจิทัลและการกำกับดูแลข้อมูลข้ามพรมแดน    

วันที่ 22 เมษายน 2569 นายพชร อนันตศิลป์ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) พร้อมด้วย นางสาวพิยะดา สุดกังวาล ที่ปรึกษาด้านการสื่อสาร กระทรวงดีอี ให้การต้อนรับ คณะศึกษาดูงานจากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร.) ในโอกาสเข้าร่วมหารือแนวทางการใช้งานระบบ การบริหารจัดการสำนักงาน (e-office) ภายใต้ GDCC เพื่อศึกษาแนวทางกระบวนการทำงานแบบไร้กระดาษ (Paperless) และการเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการเอกสารภาครัฐ โดยมีผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ณ ห้องประชุม ชั้น 10 กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และผ่านระบบ VDO Conference

นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ ในฐานะโฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ฝ่ายข้าราชการประจำ กล่าวถึงผลการมอนิเตอร์และรับแจ้งข่าวปลอมของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมประเทศไทย (AFNC) ซึ่งเป็นไปตามนโยบายการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยความมั่นคงและภัยทางสังคมของนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) โดยยกระดับความสำคัญเรื่องการสร้างความตระหนักรู้เท่าทันภัยอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ข่าวปลอม และข้อมูลบิดเบือน   ทั้งนี้ ในวันที่ 20 เมษายน 2569 AFNC ได้ตรวจสอบพบข้อความทั้งหมด 149,536 ข้อความ โดยมีข้อความที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ (Verify) ทั้งสิ้น 14,603 ข้อความ สำหรับช่องทางที่มีการพบเบาะแสมากที่สุดคือ ข้อความที่มาจาก Social Listening 11,955 ข้อความ ตามมาด้วยช่องทาง Line Official 1,396 ข้อความ ช่องทาง Website 1,247 ข้อความ ช่องทาง Facebook 3 ข้อความ และช่องทาง TikTok 2 ข้อความ โดยเป็นเรื่องที่ต้องดำเนินการตรวจสอบทั้งหมด 25 เรื่อง ได้รับผลการตรวจสอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว 13 เรื่อง ในจำนวนนี้เป็นข่าวที่ได้รับความสนใจจากประชาชนมากที่สุด 7 เรื่อง ซึ่งเป็นข่าวจริง 1 เรื่อง ข่าวปลอม 4 เรื่อง ข่าวบิดเบือน 2 เรื่อง ได้แก่   อันดับที่ 1 ข่าวปลอม เรื่อง สงกรานต์ เป็นคำในภาษากัมพูชา แต่ถูกไทยนำไปใช้   อันดับที่ 2 ข่าวปลอม เรื่อง เพจ Southern Star Talent AU โดยกระทรวงแรงงาน เปิดรับสมัครแรงงานไปทำงานที่ประเทศออสเตรเลีย   อันดับที่ 3 ข่าวบิดเบือน เรื่อง กรมทรัพยากรน้ำ ดำเนินการสร้างระบบส่งน้ำแก้ภัยแล้งในพื้นที่ รร.บรมราชินีนาถราชวิทยาลัย จ.ราชบุรี โดยไม่มีการประชาคมหมู่บ้านก่อน   อันดับที่ 4 ข่าวปลอม เรื่อง ธ.ก.ส. ร่วมกับ ธ.กสิกรไทย เปิดลงทะเบียนกู้สินเชื่อ วงเงิน 50,000-2,000,000 บาท ผ่าน TikTok .bank309   อันดับที่ 5 ข่าวบิดเบือน เรื่อง เลขาธิการ สพฐ. ตั้งที่ปรึกษา จำนวน 53 คน รับค่าตอบแทนคนละ 3 หมื่นกว่าบาทต่อเดือน   อันดับที่ 6 ข่าวปลอม เรื่อง ก.ล.ต. ส่งเอกสารผ่านไลน์ เพื่อเปิดให้ยื่นคำร้องปลดอายัดบัญชี   อันดับที่ 7 ข่าวจริง เรื่อง แนวปฏิบัติบรรเทาผลกระทบให้ผู้ค้าภาครัฐในช่วงสถานการณ์ความขัดแย้งตะวันออกกลาง   สำหรับอันดับ 1 เป็นข่าวปลอม  เรื่อง “สงกรานต์ เป็นคำในภาษากัมพูชา แต่ถูกไทยนำไปใช้” กระทรวงดีอี ได้ตรวจสอบร่วมกับ กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม ยืนยันเป็น “ข่าวปลอม” จากข้อกล่าวอ้างที่ระบุว่าไทยนำคำว่า “สงกรานต์” จากกัมพูชาไปใช้ เป็นข้อมูลเท็จและไม่สอดคล้องกับหลักฐานทางวิชาการ ซึ่งคำดังกล่าวมีต้นกำเนิดจากภาษาสันสกฤตและถูกนำมาใช้ในหลายประเทศในภูมิภาคในลักษณะของ “มรดกวัฒนธรรมร่วม” ความแตกต่างที่แท้จริงอยู่ที่ “วิธีการใช้คำและการตีความทางวัฒนธรรม” กล่าวคือ ไทยใช้คำนี้เป็นชื่อเทศกาลโดยตรง ขณะที่กัมพูชาใช้คำพื้นเมืองเป็นหลักและใช้คำสันสกฤตในเชิงพิธีกรรม ดังนั้น การทำความเข้าใจประเด็นนี้ควรตั้งอยู่บนพื้นฐานของหลักวิชาการและบริบททางวัฒนธรรมร่วม มากกว่าการตีความในเชิงความเป็นเจ้าของของชาติใดชาติหนึ่ง   อย่างไรก็ตาม กระทรวงดีอี มีความห่วงใยประชาชน เรื่องความตระหนักรู้เท่าทันข่าวปลอมที่ถูกแพร่กระจายบนสื่อออนไลน์ โซเชียล ซึ่งหากขาดความรู้เท่าทัน ส่งต่อข้อมูลข่าวปลอม ทำให้เกิดการหลงเชื่อ สร้างความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน สร้างความเสียหายต่อทรัพย์สิน หรือข้อมูลส่วนบุคคล และอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้าง  โดยขอให้ประชาชนเลือกเชื่อ เลือกแชร์ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ ซึ่งได้รับการเผยแพร่จากหน่วยงานที่เป็นทางการเท่านั้น และควรตรวจสอบข้อเท็จจริงของข่าวหรือลิงก์เว็บไซต์ให้แน่ชัด   หากประชาชน พบข่าวน่าสงสัย ข้อมูลบิดเบือน สามารถแจ้งเบาะแส และตรวจสอบข่าวปลอมได้ที่ โทรสายด่วน 1111 ต่อ 87 (24 ชม.) หรือที่ | เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com | Line ID: @antifakenewscenter | Facebook : Anti-Fake News Center Thailand | X : @AFNCThailand | TikTok : @antifakenewscenter | IG : afnc_thailand/   ---------------------------------------------------------------

วันที่ 22 เมษายน 2569 นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) พร้อมด้วย นางสาวแนน บุณย์ธิดา สมชัย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ร่วมหารือกับนางสาวอ้อนฟ้า เวชชาชีวะ เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) เรื่องการปรับโครงสร้างกระทรวงดีอี โดยมีผู้อำนวยการกลุ่มพัฒนาระบบบริหาร ผู้อำนวยการกองบริหารทรัพยากรบุคคล และผู้อำนวยการกองกฎหมาย สำนักงานปลัดกระทรวงดีอี เข้าร่วมหารือ ณ ห้องประชุม CB 304 อาคารรัฐสภา

นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) พร้อมด้วย นางสาวแนน บุณย์ธิดา สมชัย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ให้การต้อนรับ นาย Joo-Ok Lee ผู้อำนวยนโยบายภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก และกรรมการคณะกรรมการบริหาร World Economic Forum (WEF) ในโอกาสที่ผู้แทนจาก WEF เข้าเยี่ยมคารวะ พร้อมร่วมหารือเกี่ยวกับการจัดงาน World Economic Forum's 17th Annual Meeting of the New Champions ซึ่งเป็นเวทีการจัดแสดงนวัตกรรมด้านเทคโนโลยี ปัญญาประดิษฐ์ และการส่งเสริมดิจิทัลด้านต่าง ๆ ในระดับโลก ที่จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 23 - 25 มิถุนายน 2569 ณ  เมืองต้าเหลียน สาธารณรัฐประชาชนจีน โดยมีผู้แทนจากกองการต่างประเทศ สำนักงานปลัดกระทรวงดีอี เข้าร่วม ณ ห้องประชุม CB 304 อาคารรัฐสภา

วันที่ 22 เมษายน 2569 นางสาวพิยะดา สุดกังวาล ที่ปรึกษาด้านการสื่อสาร กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ร่วมพิธีเปิดงาน “ใต้ร่มพระบารมี 244 ปี กรุงรัตนโกสินทร์” ซึ่งจัดขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองและน้อมรำลึกถึงการสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์ครบ 244 ปี โดยมุ่งเผยแพร่และสืบสานมรดกทางวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ และศิลปกรรมอันทรงคุณค่าของชาติ โดยมี นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรมเป็นประธานในพิธี ณ อุทยาน 100 ปี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ดีอี ยันข่าวจริง "หลีกเลี่ยงบริโภคอาหารดิบ–ดอง ช่วงอากาศร้อน ป้องกันอาหารเป็นพิษ" ขอ ปชช. ระมัดระวังสุขภาพ   นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ ในฐานะโฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ฝ่ายข้าราชการประจำ กล่าวถึงผลการมอนิเตอร์และรับแจ้งข่าวปลอมของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมประเทศไทย (AFNC) ซึ่งเป็นไปตามนโยบายการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยความมั่นคงและภัยทางสังคมของนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) โดยยกระดับความสำคัญเรื่องการสร้างความตระหนักรู้เท่าทันภัยอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ข่าวปลอม และข้อมูลบิดเบือน   ทั้งนี้ ในวันที่ 21 เมษายน 2569 AFNC ได้ตรวจสอบพบข้อความทั้งหมด 149,319 ข้อความ โดยมีข้อความที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ (Verify) ทั้งสิ้น 16,081 ข้อความ สำหรับช่องทางที่มีการพบเบาะแสมากที่สุดคือ ข้อความที่มาจาก Social Listening 11,903 ข้อความ ตามมาด้วยช่องทาง Line Official 2,160 ข้อความ ช่องทาง Website 2,008 ข้อความ และช่องทาง Facebook 10 ข้อความ โดยเป็นเรื่องที่ต้องดำเนินการตรวจสอบทั้งหมด 25 เรื่อง ได้รับผลการตรวจสอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว 17 เรื่อง ในจำนวนนี้เป็นข่าวที่ได้รับความสนใจจากประชาชนมากที่สุด 7 เรื่อง ซึ่งเป็นข่าวจริง 3 เรื่อง ข่าวปลอม 4 เรื่อง ได้แก่   อันดับที่ 1 ข่าวจริง เรื่อง หลีกเลี่ยงการบริโภคอาหารดิบ–ดอง ในช่วงอากาศร้อนป้องกันอาหารเป็นพิษ   อันดับที่ 2 ข่าวจริง เรื่อง พบผู้ป่วยโรคไข้ดิน ในกลุ่มผู้สูงอายุและเกษตรกร   อันดับที่ 3 ข่าวปลอม เรื่อง รัฐบาลปรับขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) จาก 7% เป็น 10%   อันดับที่ 4 ข่าวจริง เรื่อง กบน. ปรับลดราคาดีเซล 1.20 บาทต่อลิตร เป็น 41.70 บาทต่อลิตร   อันดับที่ 5 ข่าวปลอม เรื่อง พบหมู่บ้านปริศนาเกือบ 400 หลัง ใน จ.สระแก้ว ยังถูกรุกล้ำอธิปไตย บ้านป่าไร่ ถูกกัมพูชาย้ายหลักเขต   อันดับที่ 6 ข่าวปลอม เรื่อง PTT เปิดลงทะเบียนกิจกรรมเกี่ยวกับการลงทุนหุ้นฟรี ผ่านเพจ Victoriao Love Claire   อันดับที่ 7 ข่าวปลอม เรื่อง ETDA รับประกันงานออนไลน์ ทำภารกิจเสริมตามเป้า รับผลกำไรจากยอดขาย 50%   สำหรับอันดับ 1 เป็นข่าวจริง เรื่อง “หลีกเลี่ยงการบริโภคอาหารดิบ–ดอง ในช่วงอากาศร้อนป้องกันอาหารเป็นพิษ” กระทรวงดีอี ได้ตรวจสอบร่วมกับ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ยืนยันเป็น “ข่าวจริง” ในช่วงหน้าร้อนที่อาหารมักบูดเสียง่าย ขอแนะนำประชาชนให้หลีกเลี่ยงอาหารดิบ กึ่งสุกกึ่งดิบ และอาหารหมักดอง เช่น ปูดอง กุ้งแช่น้ำปลา เนื่องจากอุณหภูมิสูงทำให้เชื้อแบคทีเรียเจริญเติบโตเร็ว เสี่ยงเกิดโรคอาหารเป็นพิษ ท้องเสีย และอาเจียนได้ง่าย   อีกทั้งคงเลือกซื้อวัตถุดิบจากแหล่งที่สะอาด ปรุงอาหารให้สุกทั่วถึงทุกครั้ง เก็บอาหารอย่างถูกสุขลักษณะ และยึดหลัก “กินร้อน ช้อนกลาง ล้างมือ” รักษาความสะอาดในการเตรียมอาหาร เพื่อลดความเสี่ยงโรคอาหารเป็นพิษ หากมีอาการรุนแรงควรดื่มสารละลายเกลือแร่และรีบพบแพทย์ทันที   อย่างไรก็ตาม กระทรวงดีอี มีความห่วงใยประชาชน เรื่องความตระหนักรู้เท่าทันข่าวปลอมที่ถูกแพร่กระจายบนสื่อออนไลน์ โซเชียล ซึ่งหากขาดความรู้เท่าทัน ส่งต่อข้อมูลข่าวปลอม ทำให้เกิดการหลงเชื่อ สร้างความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน สร้างความเสียหายต่อทรัพย์สิน หรือข้อมูลส่วนบุคคล และอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้าง โดยขอให้ประชาชนเลือกเชื่อ เลือกแชร์ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ ซึ่งได้รับการเผยแพร่จากหน่วยงานที่เป็นทางการเท่านั้น และควรตรวจสอบข้อเท็จจริงของข่าวหรือลิงก์เว็บไซต์ให้แน่ชัด   หากประชาชน พบข่าวน่าสงสัย ข้อมูลบิดเบือน สามารถแจ้งเบาะแส และตรวจสอบข่าวปลอมได้ที่ โทรสายด่วน 1111 ต่อ 87 (24 ชม.) หรือที่ | เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com | Line ID: @antifakenewscenter | Facebook : Anti-Fake News Center Thailand | X : @AFNCThailand | TikTok : @antifakenewscenter | IG : afnc_thailand/   #กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม #กระทรวงดีอี #DE #AFNC    

ดีอี-พาณิชย์ ร่วมหารือ มาตรการดูแลธุรกิจบริการแพลตฟอร์มดิจิทัล   วันที่ 22 เมษายน 2569 นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) พร้อมด้วย นางสาวแนน บุณย์ธิดา สมชัย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม หารือ แนวทางการดูแลธุรกิจบริการแพลตฟอร์มดิจิทัล ร่วมกับ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ โดยมีวาระหารือเรื่องแนวทางการปรับโครงสร้างบริการของแพลตฟอร์มดิจิทัลที่เป็นธรรมต่อผู้ให้บริการ-ผู้บริโภค และการตรวจสอบคุณภาพสินค้าที่มีคุณภาพของแพลตฟอร์มต่างๆ โดยมี ผู้บริหารกระทรวงดีอีและกระทรวงพาณิชย์ สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (สพธอ.) หรือ ETDA และผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม   #กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม  #กระทรวงดิจิทัล #DE #รมวไชยชนก

วันที่ 23 เมษายน 2569 นางสาวกัลยา ชินาธิวร ที่ปรึกษาด้านต่างประเทศกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ได้รับมอบหมายให้เป็นผู้แทนกระทรวงฯ ในการเข้าร่วมกล่าวปาฐกถาพิเศษ ในพิธีเปิดโครงการ Girls in ICT Day 2026 ภายใต้หัวข้อ AI for Development : Girls Shaping the Digital Future ณ สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม กรุงเทพมหานคร โดยมีรักษาการเลขาธิการฯ รองเลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ เป็นประธานเปิดการโครงการ ร่วมด้วยผู้อำนวยการสำนักงานภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิกฯ สหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศ (International Telecommunication Union : ITU) ผู้แทนจากกระทรวงศึกษา และผู้แทนจากสำนักงาน ผู้ประสานงานสหประชาชาติประจำประเทศไทย (Head of the UN Resident Coordinator's Office in Thailand)    สำหรับโครงการ Girls in ICT Day 2026 มีจุดประสงค์เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนเยาวชนสตรีให้มีความสนใจในการศึกษาและประกอบอาชีพด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ICT) เพื่อสามารถนำไปประกอบอาชีพได้ในอนาคต ซึ่งกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมได้เป็นเจ้าภาพจัดโครงการฝึกอบรม Girls in ICT Day ร่วมกับ ITU และหน่วยงานพันธมิตรอื่น ๆ ตั้งแต่ปี 2557 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างทักษะด้านดิจิทัลและความรู้ความและความเข้าใจในปัญญาประดิษฐ์ให้เยาวชนสตรี โดยในปีนี้ ที่ปรึกษาด้านต่างประเทศ ได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการที่สตรีมีส่วนกำหนดทิศทางด้านปัญญาประดิษฐ์ พร้อมกันนี้ ภายหลังพิธีเปิดโครงการ ได้มีการจัดเสวนาภายใต้หัวข้อหลัก โดยมีผู้แทนจากสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) เข้าร่วมเป็นวิทยากรบรรยายให้ความรู้เกี่ยวกับแนวทางการทำงานและประกอบอาชีพที่เกี่ยวข้องกับปัญญาประดิษฐ์ด้วย  

วันที่ 23 เมษายน 2569 นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ร่วมเสวนา หัวข้อ “การมีส่วนร่วมทางการเมืองของเยาวชนกับบริบทโลกในปัจจุบัน” ในโครงการส่งเสริมและสนับสนุนความเป็นพลเมืองของเยาวชนในระบอบประชาธิปไตย เพื่อพัฒนาประชาธิปไตยให้ยั่งยืน กิจกรรมยุวชนประชาธิปไตย ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 โดยมีนายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรครวมไทยสร้างชาติ และนายอิสรา สุนทรวัฒน์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และส.ส.บัญชีรายชื่อ เป็นผู้ร่วมเสวนา    ทั้งนี้ นายไชยชนก ได้กล่าวในตอนหนึ่งเกี่ยวกับการใช้เทคโนโลยี AI ของเยาวชน ว่า การเข้ามาของเทคโนโลยี AI ถือเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ในปัจจุบัน แต่เราเรียนรู้ที่จะสามารถใช้งาน AI ให้เป็นเพียงเครื่องมือ ไม่ใช่สิ่งที่จะคิดแทนเราได้ทุกอย่าง ต้องคำนึงเสนอว่าการใช้ AI อาจมีการประมวลผลออกมาข้อมูลที่ผิดพลาด ไม่ได้แม่นยำเสมอไป โดย นักเรียน นักศึกษา สามารถใช้เป็น AI เป็นเครื่องมือช่วยในการค้นหาข้อมูลด้านต่างๆ ได้อย่างรวดเร็ว ก่อนที่เราจะนำข้อมูลนั้นมาคิด วิเคราะห์ แยกแยะ อีกครั้ง    ขณะเดียวกัน กระทรวงดีอี เตรียมดำเนินโครงการ AI Passport ซึ่งเป็นโครงการต่อเนื่องจากโครงการที่กระทรวงดีอี ร่วมกับ Google Cloud เพื่อขยายโอกาสด้านการใช้งานเทคโนโลยี AI ให้กับนักเรียน นักศึกษา และประชาชนทั่วไป เพื่อลดความเหลื่อมล้ำด้านเทคโนโลยีของคนไทย  

นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ ในฐานะโฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ฝ่ายข้าราชการประจำ กล่าวถึงผลการมอนิเตอร์และรับแจ้งข่าวปลอมของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมประเทศไทย (AFNC) ซึ่งเป็นไปตามนโยบายการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยความมั่นคงและภัยทางสังคมของนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) โดยยกระดับความสำคัญเรื่องการสร้างความตระหนักรู้เท่าทันภัยอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ข่าวปลอม และข้อมูลบิดเบือน   ทั้งนี้ ในวันที่ 22 เมษายน 2569 AFNC ได้ตรวจสอบพบข้อความทั้งหมด 161,301 ข้อความ โดยมีข้อความที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ (Verify) ทั้งสิ้น 4,475 ข้อความ สำหรับช่องทางที่มีการพบเบาะแสมากที่สุด คือ ข้อความที่มาจาก Social Listening 2,300 ข้อความ ตามมาด้วยช่องทาง Line Official 2,171 ข้อความ ช่องทาง X (Twitter) จำนวน 1 และช่องทาง Website 3 ข้อความ โดยเป็นเรื่องที่ต้องดำเนินการตรวจสอบทั้งหมด 19 เรื่อง ได้รับผลการตรวจสอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว 8 เรื่อง ในจำนวนนี้เป็นข่าวที่ได้รับความสนใจจากประชาชนมากที่สุด 7 เรื่อง ซึ่งเป็นข่าวจริง 3 เรื่อง ข่าวปลอม 4 เรื่อง ได้แก่   อันดับที่ 1 ข่าวปลอม เรื่อง ต้มยำกุ้ง เป็นสูตรอาหารที่ชาวกัมพูชาคิดค้น โดยใช้ชื่อว่า กุ้งเปรี้ยว   อันดับที่ 2 ข่าวจริง เรื่อง รัฐบาลมอบหมายให้ ธ.ก.ส. เตรียมดำเนินโครงการสินเชื่อ ดอกเบี้ยคนละครึ่ง   อันดับที่ 3 ข่าวจริง เรื่อง เด็กเล็กกลุ่มอายุต่ำกว่า 5 ปี เป็นกลุ่มที่ป่วยไวรัสพาราอินฟลูเอนซามากที่สุด   อันดับที่ 4 ข่าวจริง เรื่อง ทุนนักเรียนยากจนพิเศษ ปรับอัตราใหม่ ปี 2569   อันดับที่ 5 ข่าวปลอม เรื่อง ตลาดหลักทรัพย์ฯ โพสต์โฆษณาเชิญชวนให้เข้าร่วมกิจกรรมลงทุนหุ้นฟรี   อันดับที่ 6 ข่าวปลอม เรื่อง  เจ้าหน้าที่รัฐ (สตม.) รับส่วยแรงงาน จ่ายหัวละหมื่นผ่านเข้าชายแดนไทย   อันดับที่ 7 ข่าวปลอม เรื่อง ผลิตภัณฑ์ D-Sure Gold รักษาเบาหวานให้หายขาดได้   สำหรับอันดับ 1 เป็นข่าวปลอม  เรื่อง “ต้มยำกุ้ง เป็นสูตรอาหารที่ชาวกัมพูชาคิดค้น โดยใช้ชื่อว่า กุ้งเปรี้ยว” กระทรวงดีอี ได้ตรวจสอบร่วมกับ กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม ยืนยันเป็น “ข่าวปลอม” โดยกรณีที่มีการเผยแพร่ข้อความว่า กัมพูชาเคลม “ต้มยำกุ้ง” โดยเปลี่ยนชื่อเป็น “กุ้งเปรี้ยว” และอ้างเป็นผู้คิดค้นนั้น จากการตรวจสอบข้อมูลดังกล่าว ไม่พบหลักฐานทางวิชาการหรือเอกสารทางประวัติศาสตร์ที่น่าเชื่อถือ ที่รองรับข้อกล่าวอ้างข้างต้น   ทั้งนี้ องค์การยูเนสโก (UNESCO) ได้ประกาศขึ้นทะเบียน "ต้มยำกุ้ง" (Tom Yum Goong) ให้เป็นรายการตัวแทนมรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ ในนามประเทศไทยอย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2567 สะท้อนการยอมรับในระดับสากลว่า เป็นอาหารไทยที่มีเอกลักษณ์ จากภูมิปัญญาจากรุ่นสู่รุ่นผ่านการปรุงรสและการใช้สมุนไพรไทยอย่างชัดเจน   เนื่องจากเรื่องราวทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม เป็นเรื่องที่ควรตรวจสอบจากแหล่งข้อมูลทางการหรือหลักฐานที่เชื่อถือได้ก่อน ไม่ควรแชร์ข้อมูลปลุกกระแสโดยไร้ข้อเท็จจริง เพราะอาจสร้างความเข้าใจผิดและความขัดแย้งโดยไม่จำเป็น   อย่างไรก็ตาม กระทรวงดีอี มีความห่วงใยประชาชน เรื่องความตระหนักรู้เท่าทันข่าวปลอมที่ถูกแพร่กระจายบนสื่อออนไลน์ โซเชียล ซึ่งหากขาดความรู้เท่าทัน ส่งต่อข้อมูลข่าวปลอม ทำให้เกิดการหลงเชื่อ สร้างความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน สร้างความเสียหายต่อทรัพย์สิน หรือข้อมูลส่วนบุคคล และอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้าง  โดยขอให้ประชาชนเลือกเชื่อ เลือกแชร์ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ ซึ่งได้รับการเผยแพร่จากหน่วยงานที่เป็นทางการเท่านั้น และควรตรวจสอบข้อเท็จจริงของข่าวหรือลิงก์เว็บไซต์ให้แน่ชัด   หากประชาชน พบข่าวน่าสงสัย ข้อมูลบิดเบือน สามารถแจ้งเบาะแส และตรวจสอบข่าวปลอมได้ที่ โทรสายด่วน 1111 ต่อ 87 (24 ชม.) หรือที่ | เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com | Line ID: @antifakenewscenter | Facebook : Anti-Fake News Center Thailand | X : @AFNCThailand | TikTok : @antifakenewscenter | IG : afnc_thailand/   ---------------------------------------------------------------

รมช.ดีอี ร่วมประชุม คกก.ประชารัฐสวัสดิการ หารือการลงทะเบียนสวัสดิการรัฐ   วันที่ 24 เม.ย. 2569 นางสาวแนน บุณย์ธิดา สมชัย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เข้าร่วมการประชุมคณะกรรมการประชารัฐสวัสดิการเพื่อเศรษฐกิจฐานรากและสังคม ครั้งที่ 4/2569 ที่มีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน เพื่อหารือเรื่องการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ โดยมีนายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ผู้อำนวยการสำนักงานสถิติแห่งชาติ (สสช.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมการประชุม ณ ห้องประชุม 301 ชั้น 3 ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล   #กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม #กระทรวงดิีอี #DE

รมว.ดีอี เป็นประธานประชุมผู้บริหาร (Top Ex) ติดตามความคืบหน้าการดำเนินงานตามนโยบาย   วันที่ 24 เม.ย. 2569 นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานการประชุมผู้บริหารกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (Top Executives) ครั้งที่ 3/2569 โดยมีนางสาวแนน บุณย์ธิดา สมชัย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) นายพชร อนันต์ศิลป์ ปลัดกระทรวงดีอี และผู้บริหารหน่วยงานในสังกัด เข้าร่วมการประชุมเพื่อติดตามความคืบหน้าการดำเนินงาน ซึ่งแต่ละหน่วยงานได้รับมอบหมายให้เร่งรัดดำเนินการตามนโยบายรัฐบาล โดยเฉพาะการรับมือกับผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตพลังงาน ณ ห้องประชุม 203 ชั้น 2 กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม   #กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม #กระทรวงดีอี #DE #รมวไชยชนก

วันที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2569 นายพชร อนันตศิลป์ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ร่วมกล่าวปาฐกถาพิเศษ เรื่อง “ความร่วมมือระหว่างไทยและญี่ปุ่นในการส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล” ภายในงาน ความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ระหว่าง  Ascend Commerce ในเครือซีพี และ NTT DOCOMO GLOBAL ผู้ให้บริการโทรคมนาคมของประเทศญี่ปุ่น ซึ่งทั้ง 2 องค์กรได้ร่วมมือกันในการพัฒนา Amaze Super App แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ ที่จะช่วยยกระดับขีดความสามารถของธุรกิจไทย ช่วยสะท้อนถึงศักยภาพของประเทศไทยในฐานะศูนย์กลางด้านเศรษฐกิจดิจิทัลในภูมิภาคอาเซียน โดยมี นายศุภชัย เจียรวนนท์ ประธานและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Arise Ventures Group Company Limited Mr. Hiroki Kuriyama, CEO, NTT DOCOMO GLOBAL, Inc. ผู้แทนรัฐบาลญี่ปุ่น และผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ณ ทรูแกรนด์ฮอลล์ ชั้น 3 ทรูดิจิทัลพาร์ค กรุงเทพฯ

icon-sitemap    std-w1    std-w2    WCAG 2.0 (Level AA)
จำนวนผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์ Loading...


กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

เลขที่ 120 หมู่ 3 ชั้น 8-11 ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 (อาคาร ซี) ซอยแจ้งวัฒนะ 7 ถนนแจ้งวัฒนะ แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ 10210

facebook
instagram
twitter
youtube
rss
tiktok
threads
Icon Q&A
black ribbon.