Logo DE Ministry.
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
Ministry of Digital Economy and Society
Logo DE Ministry.
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
Ministry of Digital Economy and Society
ตัวช่วยเหลือในการเข้าถึงเว็บไซต์
ค้นหา

วันที่ 1 พฤษภาคม 2569 นางสาวแนน บุณย์ธิดา สมชัย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) พร้อมด้วย นางสาวชมภารี ชมภูรัตน์ รองปลัดกระทรวงดีอี และคณะฯ ตรวจเยี่ยมและหารือกรอบการทำงานของสำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (BDE) ซึ่งเป็นหน่วยงานในสังกัดของกระทรวงดีอี โดยมี นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ เลขาธิการคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และผู้ที่เกี่ยวข้องให้การต้อนรับ ณ สำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ แจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ

วันที่ 1 พฤษภาคม 2569 นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี)  มอบหมายนางสาวแนน บุณย์ธิดา สมชัย ร่วมพิธีเปิดโครงการ “ไทยช่วยไทย ลดภาระค่าครองชีพ” ที่มีนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธาน ณ ที่ทำการไปรษณีย์ สาขานนทบุรี   สำหรับ โครงการ “ไทยช่วยไทย ลดค่าครองชีพ” เป็นการบูรณาการความร่วมมือระหว่าง กระทรวงดีอี โดย บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด (ปณท) และกรมการค้าภายใน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชน เพื่อช่วยลดค่าครองชีพให้กับประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม โดยเปิดจุดจำหน่ายสินค้าอุปโภค-บริโภคราคาถูกในพื้นที่ที่ทำการไปรษณีย์ทั่วประเทศ ซึ่งระยะแรกมีการนำร่องในพื้นที่ กทม. -ปริมณฑล และภูมิภาค 122 แห่ง ก่อนขยายเพิ่มเติมไปยังที่ทำการไปรษณีย์อำเภอต่างๆ อีก 824 แห่ง รวมเป็น 946 แห่งทั่วประเทศ

วันที่ 1 พฤษภาคม 2569 นางสาวแนน บุณย์ธิดา สมชัย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ได้รับมอบหมายจากนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานการตรวจเยี่ยมและร่วมหารือกรอบแนวทางการทำงานของสำนักงานสถิติแห่งชาติ (สสช.) และสำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สดช.) โดยมี นางสาวชมภารี ชมภูรัตน์ รองปลัดกระทรวงดีอี นายเอกพงษ์ หริ่มเจริญ ผู้อำนวยการสำนักงานสถิติแห่งชาติ นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ผู้บริหารหน่วยงาน และผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ณ อาคารกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม   นางสาวแนน เปิดเผยว่า ตามที่รัฐบาลได้กำหนดนโยบายเปลี่ยนผ่านรัฐบาลสู่ยุคดิจิทัล ซึ่งนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ได้กำหนดนโยบายการขับเคลื่อน ONE ID (ข้อมูลดิจิทัลรายบุคคล) เพื่อเชื่อมโยงฐานข้อมูลจากทุกหน่วยงานรัฐเข้าด้วยกัน ส่งผลให้การดูแลสวัสดิการประชาชนเป็นไปอย่างตรงจุด ทั่วถึง และรวดเร็ว ตั้งแต่แรกเกิดจนถึงตลอดชีวิต   ทั้งนี้ รัฐบาลต้องการทำงานแบบไร้รอยต่อ สามารถประสานการทำงานได้ทุกกระทรวง ลดขั้นตอน ลดภาระงานเอกสาร ลดภาระของประชาชนในการเดินทางติดต่อราชการ และการรับบริการจากหน่วยงานภาครัฐ โดยเน้นให้ประชาชนมีความสะดวกสูงสุดและรวดเร็วยิ่งขึ้น   สำหรับสำนักงานสถิติแห่งชาติ (สสช.) จะเป็นหน่วยงานหลักในการวางโครงสร้าง การจัดเก็บข้อมูลสถิติอย่างเป็นระบบ เพื่อสะดวกกับการนำไปใช้ของหน่วยงานที่ต้องการในการกำหนดนโยบายที่เกี่ยวข้องกับสวัสดิการด้านต่างๆ รวมทั้งมาตรการการช่วยเหลือประชาชน พร้อมกับการช่วยเหลือหน่วยงานภาครัฐอื่นๆ ในการจัดเก็บฐานข้อมูลที่เป็นระบบมากยิ่งขึ้น   ขณะที่สำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สดช.) จะเป็นหน่วยงานที่ร่วมกำหนดกรอบการทำงานด้านต่างๆ พร้อมสนับสนุนการวางโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลอย่างโครงการ “เน็ตสาธารณะ” ให้กับประชาชนในพื้นที่ต่างๆ รวมทั้งการจัดทำแพลตฟอร์ม “Learn to Earn” ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มเพื่อการเรียนรู้ทักษะดิจิทัลเข้ากับการสร้างรายได้จริง โดยมุ่งเน้นการส่งเสริมให้ประชาชนเรียนรู้ได้ง่ายตลอดชีวิตและนำทักษะไปใช้ได้จริง ซึ่งสอดคล้องกับนโยบาย ONE ID ตามข้อสั่งการของ นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี)   -------------------------------------------------------------------

นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ ในฐานะโฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ฝ่ายข้าราชการประจำ กล่าวถึงผลการมอนิเตอร์และรับแจ้งข่าวปลอมของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมประเทศไทย (AFNC) ซึ่งเป็นไปตามนโยบายการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยความมั่นคงและภัยทางสังคมของนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) โดยยกระดับความสำคัญเรื่องการสร้างความตระหนักรู้เท่าทันภัยอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ข่าวปลอม และข้อมูลบิดเบือน ทั้งนี้ ในวันที่ 30 เมษายน 2569 AFNC ได้ตรวจสอบพบข้อความทั้งหมด 161,356 ข้อความ โดยมีข้อความที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ (Verify) ทั้งสิ้น 2,292 ข้อความ สำหรับช่องทางที่มีการพบเบาะแสมากที่สุด คือ ข้อความที่มาจาก Social Listening 2,292 ข้อความ โดยเป็นเรื่องที่ต้องดำเนินการตรวจสอบทั้งหมด 19 เรื่อง ได้รับผลการตรวจสอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว 4 เรื่อง ในจำนวนนี้เป็นข่าวที่ได้รับความสนใจจากประชาชนมากที่สุด 7 เรื่อง ซึ่งเป็นข่าวจริง 2 เรื่อง ข่าวปลอม 5 เรื่อง  ได้แก่ อันดับที่ 1 ข่าวจริง เรื่อง รัฐบาลจ่ายเงินอุดหนุนรายหัวนักเรียน ประจำปี 2569 อันดับที่ 2 ข่าวปลอม เรื่อง หากใช้หูฟัง Bluetooth บนชานชาลารถไฟฟ้า กระแสไฟฟ้าแรงสูงจะเข้าสู่สมอง อันดับที่ 3 ข่าวจริง เรื่อง เปิดทางเลี่ยงเมืองหนองคายระยะทางรวม 21.8 กม. แก้รถติด หนุนการค้าไทย-ลาว อันดับที่ 4 ข่าวปลอม เรื่อง ผลิตภัณฑ์สมุนไพร “Herb plus Deep sleep” ลดความวิตกกังวลและความตึงเครียด ผ่อนคลายระบบประสาทและเพิ่มคุณภาพการนอนหลับ อันดับที่ 5 ข่าวปลอม เรื่อง TikTok user2831729183796 ของกรมการขนส่งทางบก เปิดทำใบขับขี่ออนไลน์ อันดับที่ 6 ข่าวปลอม เรื่อง M-Flow แจ้งยอดค้างชำระ ผ่านเว็บไซต์ใหม่ อันดับที่ 7 ข่าวปลอม เรื่อง เพจเฟซบุ๊กองค์กรพัฒณางานฝีมือไทย เป็นเพจของกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน สำหรับอันดับ 1 เป็นข่าวจริง : เรื่อง “รัฐบาลจ่ายเงินอุดหนุนรายหัวนักเรียน ประจำปี 2569” กระทรวงดีอี ได้ตรวจสอบร่วมกับ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) กระทรวงศึกษาธิการ ยืนยันเป็น “ข่าวจริง” เนื่องจากมติคณะรัฐมนตรีได้มีการปรับเพิ่มเงินอุดหนุนรายหัวนักเรียนอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2566 – 2569 เพื่อสนับสนุนการจัดการศึกษาและแบ่งเบาภาระผู้ปกครอง สำหรับปีงบประมาณ 2569 ซึ่งจะครอบคลุมภาคเรียนที่ 2/2568 และภาคเรียนที่ 1/2569 จะมีการปรับเพิ่มในทุกระดับชั้นและหมวดค่าใช้จ่ายต่าง ๆ โดยรายละเอียด มีดังนี้ 1. ค่าใช้จ่ายจัดการเรียนการสอน (บาท/คน/ปี)ระดับก่อนประถม: 2,040 บาทระดับประถม: 2,280 บาทระดับมัธยมศึกษาตอนต้น: 4,200 บาทระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย: 4,560 บาท 2. ค่าอุปกรณ์การเรียน (บาท/ภาคเรียน จ่ายปีละ 2 ครั้ง)ระดับก่อนประถม: 145 บาทระดับประถม: 220 บาทระดับมัธยมศึกษาตอนต้น: 260 บาทระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย: 260 บาท 3. ค่าเครื่องแบบนักเรียน (บาท/ปี จ่ายปีละครั้ง)ระดับก่อนประถม: 325 บาทระดับประถม: 400 บาทระดับมัธยมศึกษาตอนต้น: 500 บาทระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย: 550 บาท 4. เงินเพิ่มโรงเรียนขนาดเล็ก (Top-up) โรงเรียนขนาดเล็กจะได้รับเงินเพิ่มประมาณ 500 – 1,000 บาท/คน/ปี จำนวนเงินที่ได้รับขึ้นอยู่กับขนาดของโรงเรียนและจำนวนนักเรียน โดยการปรับเพิ่มเงินอุดหนุนในครั้งนี้ สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการยกระดับคุณภาพการศึกษา และลดช่องว่างความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา เพื่อให้นักเรียนทุกคนได้รับโอกาสทางการศึกษาอย่างเท่าเทียมและมีคุณภาพ อย่างไรก็ตาม กระทรวงดีอี มีความห่วงใยประชาชน เรื่องความตระหนักรู้เท่าทันข่าวปลอมที่ถูกแพร่กระจายบนสื่อออนไลน์ โซเชียล ซึ่งหากขาดความรู้เท่าทัน ส่งต่อข้อมูลข่าวปลอม ทำให้เกิดการหลงเชื่อ สร้างความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน สร้างความเสียหายต่อทรัพย์สิน หรือข้อมูลส่วนบุคคล และอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้าง  โดยขอให้ประชาชนเลือกเชื่อ เลือกแชร์ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ ซึ่งได้รับการเผยแพร่จากหน่วยงานที่เป็นทางการเท่านั้น และควรตรวจสอบข้อเท็จจริงของข่าวหรือลิงก์เว็บไซต์ให้แน่ชัด หากประชาชน พบข่าวน่าสงสัย ข้อมูลบิดเบือน สามารถแจ้งเบาะแส และตรวจสอบข่าวปลอมได้ที่ โทรสายด่วน 1111 ต่อ 87 (24 ชม.) หรือที่| เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com| Line ID: @antifakenewscenter| Facebook : Anti-Fake News Center Thailand| X : @AFNCThailand| TikTok : @antifakenewscenter| IG : afnc_thailand/ --------------------------------

กลโกง QR Code ที่หลายคนเรียกโยงกับ “Triangulation Fraud” คือการหลอกหลายชั้น โดยใช้ QR Code เป็นเครื่องมือพาเหยื่อไปยังระบบชำระเงินปลอม หรือใช้เป็นจุดเริ่มต้นในการดูดข้อมูลการเงิน ก่อนนำไปสร้างธุรกรรมต่ออีกทอดหนึ่ง   Triangulation Fraud คืออะไร? เดิมที “Triangulation Fraud” เป็นโกงอีคอมเมิร์ซแบบ 3 ฝ่าย ได้แก่ 1. โจรออนไลน์ เปิดร้านปลอมหรือหน้าชำระเงินปลอม  2. เหยื่อผู้ซื้อ จ่ายเงินจริง คิดว่าซื้อของหรือชำระบริการจริง  3. ร้านค้าจริง / เจ้าของบัตรจริง ถูกนำข้อมูลไปใช้ขายสินค้า หรือทำธุรกรรมโดยไม่รู้ตัว  พอเอามาผูกกับ QR Code Scam จึงกลายเป็นรูปแบบที่โจรใช้ QR Code เป็น “ประตูทางเข้า” สู่การโกง   วิธีหลอกด้วย QR Code แบบแพลตฟอร์มดูดเงิน 1. สร้าง QR ปลอม โดยไม่ใช่ QR ร้านค้าจริง เช่น ปลอมเป็นร้านค้า ที่จอดรถ ตู้เติมเงิน หรือโต๊ะอาหาร เมื่อสแกนแล้ว เงินเข้าบัญชีโจรแทนร้านจริง มีรายงานลักษณะนี้ในหลายประเทศ โดยคนร้ายสร้าง QR ปลอมเพื่อหลอกรับเงินว่าเป็นร้านค้าจริง    2. QR พาไปเว็บปลอม (Quishing) สแกนแล้วเปิดเว็บหน้าตาเหมือนธนาคาร / แอปจ่ายเงิน / ร้านค้า จากนั้นหลอกให้กรอก • เลขบัตรเครดิต • OTP  • PIN  • รหัสผ่าน  • ข้อมูลส่วนตัว  เมื่อได้ข้อมูลแล้ว จะนำไปถอนเงิน ซื้อของ หรือผูกบัญชีทันที    3. QR หลอกคืนเงิน / รับสิทธิ์ / พัสดุตกค้าง เพื่อหลอกดูดข้อมูลส่วนตัว-บัญชีธนาคาร ตัวอย่างที่เจอบ่อยในไทย • สแกนรับเงินเยียวยา  • สแกนรับเงินคืน  • สแกนเช็กพัสดุตกค้าง  • สแกนเข้ากลุ่มไลน์ช่วยเหลือ  สุดท้ายเป็นการเข้าลิงก์พาไปคุยกับมิจฉาชีพต่อ หรือให้ติดตั้งโปรแกรมควบคุมเครื่อง      สัญญาณเตือนว่าเป็น QR โกง • โปรโมชันดีเกินจริง ลดเยอะผิดปกติ  • รีบให้สแกนทันที “หมดเวลาใน 5 นาที”  • เว็บหลังสแกน URL แปลก สะกดเพี้ยน  • ขอ OTP / PIN / รหัสผ่าน  • บอกให้โอนก่อน ตรวจสอบทีหลัง    เคสจริง ชาคริต’เตือน มิจฉาชีพสวมรอยแอบอ้างเพจ “เขยจันท์” หลอกขายทุเรียนราคาถูก   พระเอกชื่อดัง ชาคริต แย้มนาม และภรรยา แอน ภัททิรา เจ้าของสวนทุเรียนและเพจ “เขยจันท์” ออกมาเตือนแฟนคลับและลูกค้า หลังพบมิจฉาชีพนำชื่อเพจ รูปภาพครอบครัว และภาพสินค้าไปสร้างเพจปลอม เพื่อหลอกขายทุเรียนในราคาถูกเกินจริง โดยมีการลงโฆษณาขายทุเรียนเพียง ลูกละ 100 บาท ซึ่งต่ำกว่าราคาตลาดอย่างมาก หวังจูงใจให้ผู้บริโภครีบโอนเงิน ก่อนเชิดเงินหนี   ทางเพจย้ำชัดว่า มี บัญชีรับโอนเพียงบัญชีเดียวเท่านั้น หากพบชื่อบัญชีบุคคลธรรมดา หรือชื่อบริษัทอื่น ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าอาจเป็นมิจฉาชีพ และควรตรวจสอบผ่านเพจทางการทุกครั้งก่อนโอนเงิน   ถ้าสแกนไปแล้วควรทำอย่างไร 1. หยุดกรอกข้อมูลทันที  2. ถ้าโอนเงินแล้ว โทรแจ้งศูนย์ AOC 1441 เพื่อระงับบัญชีทันที 3. เปลี่ยนรหัสผ่าน Mobile Banking / Email  4. ลงชื่อออกจากระบบ (Log out) หรือยกเลิกการเชื่อมต่อบัญชีของคุณจากอุปกรณ์อื่นๆที่เคยเข้าสู่ระบบ (Log in) ทิ้งไว้  5. สแกนอุปกรณ์ โทรศัพท์มือถือ คอมพิวเตอร์ หรือ โน๊ตบุ๊ก เพื่อหาโปรแกรมแปลกปลอม    วิธีป้องกันดีที่สุด • ใช้แอปธนาคารสแกนแล้วตรวจชื่อบัญชีทุกครั้ง  • อย่าสแกน QR จาก SMS / แชตข้อความที่แปลกปลอม ต้องสงสัย โดยไม่ตรวจสอบก่อน • ถ้าสแกนจ่ายเงินร้านค้า ให้ตรวจสอบชื่อร้าน และชื่อบัญชีก่อนโอนเงิน  • ถ้าเป็นประกาศของหน่วยงานรัฐ ให้เข้าเว็บไซต์ หรือช่องทางติดต่อที่เป็นทางการ ไม่กดลิงก์ หรือสแกนจาก QR  • ไม่บอกรหัส OTP กับใครเด็ดขาด    โลกออนไลน์ยิ่งสะดวกสบาย ความเสี่ยงยิ่งใกล้ตัว การรู้เท่าทันและไม่รีบร้อนตัดสินใจ คือเกราะป้องกันที่ดีที่สุด เพราะเพียงเสี้ยววินาทีของความประมาท อาจทำให้เราสูญเงินทั้งบัญชีได้ ดังนั้นหากพบเหตุการณ์น่าสงสัย ให้ยึดหลัก "4 ไม่" คือ “ไม่กดลิงค์ ไม่เชื่อ ไม่รีบ ไม่โอน” เพื่อความปลอดภัยและไม่ตกเป็นเหยื่อมิจฉาชีพ   ------------------------------------------

นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ ในฐานะโฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ฝ่ายข้าราชการประจำ กล่าวถึงผลการมอนิเตอร์และรับแจ้งข่าวปลอมของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมประเทศไทย (AFNC) ซึ่งเป็นไปตามนโยบายการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยความมั่นคงและภัยทางสังคมของนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) โดยยกระดับความสำคัญเรื่องการสร้างความตระหนักรู้เท่าทันภัยอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ข่าวปลอม และข้อมูลบิดเบือน ทั้งนี้ ในวันที่ 1 พฤษภาคม 2569 AFNC ได้ตรวจสอบพบข้อความทั้งหมด 161,364 ข้อความ โดยมีข้อความที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ (Verify) ทั้งสิ้น 368 ข้อความ สำหรับช่องทางที่มีการพบเบาะแสมากที่สุด คือ ข้อความที่มาจาก Social Listening 368 ข้อความ โดยเป็นเรื่องที่ต้องดำเนินการตรวจสอบทั้งหมด 5 เรื่อง ได้รับผลการตรวจสอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว 3 เรื่อง ในจำนวนนี้เป็นข่าวที่ได้รับความสนใจจากประชาชนมากที่สุด 7 เรื่อง ซึ่งเป็นข่าวจริง 1 เรื่อง ข่าวปลอม 3 เรื่อง ข่าวบิดเบือน 3 เรื่อง ได้แก่ อันดับที่ 1 ข่าวปลอม เรื่อง ปรับเบี้ยผู้สูงอายุ จาก 600 เป็น 3,000 บาท อันดับที่ 2 ข่าวจริง เรื่อง การต้มน้ำประปา ไม่สามารถกำจัดโลหะหนักหรือสารตะกั่วที่ปนเปื้อนได้ อันดับที่ 3 ข่าวบิดเบือน เรื่อง สูดดมดอกแตรนางฟ้า จะถูกลบความทรงจำใน 5 นาที อันดับที่ 4 ข่าวบิดเบือน เรื่อง รมว. ต่างประเทศ ใช้ถ้อยคำรุนแรงในการประชุมกับกัมพูชา เพื่อเปลี่ยนมาใช้กลไก UNCLOS-1982 อันดับที่ 5 ข่าวบิดเบือน เรื่อง ยิงช้างป่า โทษจำคุก 3-15 ปี ปรับ 300,000-1,500,000 บาท อันดับที่ 6 ข่าวปลอม เรื่อง เพจ Tone Chen ของกระทรวงแรงงาน เปิดรับแรงงานไปทำงานที่ออสเตรเลีย รับรายได้เดือนละ 100,000 บาท อันดับที่ 7 ข่าวปลอม เรื่อง ทหารไทยใช้ M79 และ M16 ขณะทหารกัมพูชาสังเกตการณ์บริเวณชายแดน สำหรับอันดับ 1 เป็นข่าวปลอม : เรื่อง “ปรับเบี้ยผู้สูงอายุ จาก 600 เป็น 3,000 บาท” กระทรวงดีอี ได้ตรวจสอบร่วมกับ กรมกิจการผู้สูงอายุ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ยืนยันเป็น “ข่าวปลอม” เนื่องจากข้อมูลดังกล่าวเป็นเพียงข่าวลือ โดยจากสถานการณ์ปัจจุบัน ยังไม่มีการจ่ายเงินตามที่กล่าวอ้าง  ซึ่งการจ่ายเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ ยังคงใช้ระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยหลักเกณฑ์การจ่ายเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2566 โดยปัจจุบันมีการจ่ายเบี้ยยังชีพให้แก่ผู้สูงอายุเป็นรายเดือนตามช่วงอายุ ดังนี้ อายุ 60 – 69 ปีจะได้รับเบี้ยยังชีพ อัตรา 600 บาท/คน/เดือนอายุ 70 – 79 ปีจะได้รับเบี้ยยังชีพ อัตรา 700 บาท/คน/เดือนอายุ 80 – 89 ปีจะได้รับเบี้ยยังชีพ อัตรา 800 บาท/คน/เดือนอายุ 90 ปีขึ้นไป จะได้รับเบี้ยยังชีพ อัตรา 1,000 บาท/คน/เดือน อย่างไรก็ตาม กระทรวงดีอี มีความห่วงใยประชาชน เรื่องความตระหนักรู้เท่าทันข่าวปลอมที่ถูกแพร่กระจายบนสื่อออนไลน์ โซเชียล ซึ่งหากขาดความรู้เท่าทัน ส่งต่อข้อมูลข่าวปลอม ทำให้เกิดการหลงเชื่อ สร้างความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน สร้างความเสียหายต่อทรัพย์สิน หรือข้อมูลส่วนบุคคล และอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้าง  โดยขอให้ประชาชนเลือกเชื่อ เลือกแชร์ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ ซึ่งได้รับการเผยแพร่จากหน่วยงานที่เป็นทางการเท่านั้น และควรตรวจสอบข้อเท็จจริงของข่าวหรือลิงก์เว็บไซต์ให้แน่ชัด หากประชาชน พบข่าวน่าสงสัย ข้อมูลบิดเบือน สามารถแจ้งเบาะแส และตรวจสอบข่าวปลอมได้ที่ โทรสายด่วน 1111 ต่อ 87 (24 ชม.) หรือที่| เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com| Line ID: @antifakenewscenter| Facebook : Anti-Fake News Center Thailand| X : @AFNCThailand| TikTok : @antifakenewscenter| IG : afnc_thailand/ ----------------------------------------------------

นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ ในฐานะโฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ฝ่ายข้าราชการประจำ กล่าวถึงผลการมอนิเตอร์และรับแจ้งข่าวปลอมของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมประเทศไทย (AFNC) ซึ่งเป็นไปตามนโยบายการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยความมั่นคงและภัยทางสังคมของนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) โดยยกระดับความสำคัญเรื่องการสร้างความตระหนักรู้เท่าทันภัยอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ข่าวปลอม และข้อมูลบิดเบือน ทั้งนี้ ในวันที่ 2 พฤษภาคม 2569 AFNC ได้ตรวจสอบพบข้อความทั้งหมด 161,390 ข้อความ โดยมีข้อความที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ (Verify) ทั้งสิ้น 2,598 ข้อความ สำหรับช่องทางที่มีการพบเบาะแสมากที่สุด คือ ข้อความที่มาจาก Social Listening 2,598 ข้อความ โดยเป็นเรื่องที่ต้องดำเนินการตรวจสอบทั้งหมด 31 เรื่อง ได้รับผลการตรวจสอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว 6 เรื่อง ในจำนวนนี้เป็นข่าวที่ได้รับความสนใจจากประชาชนมากที่สุด 7 เรื่อง ซึ่งเป็นข่าวจริง 2 เรื่อง ข่าวปลอม 5 เรื่อง ได้แก่ อันดับที่ 1 ข่าวปลอม เรื่อง คนละครึ่งพลัส รัฐจ่าย 60% ประชาชน 40% ลงทะเบียน 2 พ.ค. 69 นี้ อันดับที่ 2 ข่าวจริง เรื่อง เรียนจบป.6 เป็นทหาร 2 ปี การันตีวุฒิเทียบเท่า ม.6 อันดับที่ 3 ข่าวจริง เรื่อง ประกันสังคมปรับเกณฑ์บำบัดทดแทนไต เข้าถึงการรักษาได้ง่ายไม่ต้องสำรองจ่าย อันดับที่ 4 ข่าวปลอม เรื่อง ไทยเตรียมขึ้นทะเบียน ปราสาทตาควาย เป็นมรดกโลกกับ UNESCO อันดับที่ 5 ข่าวปลอม เรื่อง สุโขทัยเป็นดินแดนของกัมพูชา ไทยบุกแย่งไป อันดับที่ 6 ข่าวปลอม เรื่อง กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน เปิดเพจเฟซบุ๊ก จัดหางานแห่งประเทศไทย อันดับที่ 7 ข่าวปลอม เรื่อง ปปง. เปิดลงทะเบียนรับเงินคืนจากมิจฉาชีพ ผ่านไลน์ @531vyley สำหรับอันดับ 1 เป็นข่าวปลอม : เรื่อง “คนละครึ่งพลัส รัฐจ่าย 60% ประชาชน 40% ลงทะเบียน 2 พ.ค. 69 นี้” กระทรวงดีอี ได้ตรวจสอบร่วมกับ กระทรวงการคลัง ยืนยันเป็น “ข่าวปลอม” เนื่องปัจจุบันยังไม่มีประกาศเกี่ยวกับการให้ลงทะเบียนโครงการคนละครึ่งพลัสแต่อย่างใด ดังนั้นขอให้ระวังลิงก์ปลอมหลอกลงทะเบียนจากมิจฉาชีพ และอย่าหลงเชื่อหรือกดลิงก์ที่ส่งต่อกันเด็ดขาด อย่างไรก็ตาม กระทรวงดีอี มีความห่วงใยประชาชน เรื่องความตระหนักรู้เท่าทันข่าวปลอมที่ถูกแพร่กระจายบนสื่อออนไลน์ โซเชียล ซึ่งหากขาดความรู้เท่าทัน ส่งต่อข้อมูลข่าวปลอม ทำให้เกิดการหลงเชื่อ สร้างความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน สร้างความเสียหายต่อทรัพย์สิน หรือข้อมูลส่วนบุคคล และอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้าง  โดยขอให้ประชาชนเลือกเชื่อ เลือกแชร์ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ ซึ่งได้รับการเผยแพร่จากหน่วยงานที่เป็นทางการเท่านั้น และควรตรวจสอบข้อเท็จจริงของข่าวหรือลิงก์เว็บไซต์ให้แน่ชัด หากประชาชน พบข่าวน่าสงสัย ข้อมูลบิดเบือน สามารถแจ้งเบาะแส และตรวจสอบข่าวปลอมได้ที่ โทรสายด่วน 1111 ต่อ 87 (24 ชม.) หรือที่| เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com| Line ID: @antifakenewscenter| Facebook : Anti-Fake News Center Thailand| X : @AFNCThailand| TikTok : @antifakenewscenter| IG : afnc_thailand/ ----------------------------------------------------------

icon-sitemap    std-w1    std-w2    WCAG 2.0 (Level AA)
จำนวนผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์ Loading...


กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

เลขที่ 120 หมู่ 3 ชั้น 8-11 ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 (อาคาร ซี) ซอยแจ้งวัฒนะ 7 ถนนแจ้งวัฒนะ แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ 10210

facebook
instagram
twitter
youtube
rss
tiktok
threads
Icon Q&A
black ribbon.