Logo DE Ministry.
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
Ministry of Digital Economy and Society
Logo DE Ministry.
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
Ministry of Digital Economy and Society
ตัวช่วยเหลือในการเข้าถึงเว็บไซต์
ค้นหา

วันที่ 7 พฤษภาคม 2569 นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ร่วมเป็นประธานการตรวจเยี่ยมและมอบนโยบายเพื่อเป็นแนวทางในการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยของกรุงเทพมหานคร (กทม.) ของศูนย์ควบคุมและบริหารจัดการระบบเทคโนโลยีการจราจรและความปลอดภัย กทม. โดยมีนายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์, นายพลพีร์ สุวรรณฉวี, เจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย และนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พร้อมคณะผู้บริหาร และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม ณ อาคารธานีนพรัตน์ ชั้น 1 ศาลาว่าการ กทม. (ดินแดง)   สำหรับการตรวจเยี่ยมดังกล่าว เพื่อเป็นการขับเคลื่อนนโยบายการบูรณาการข้อมูลและเทคโนโลยีจากกระทรวงดีอี ร่วมกับศูนย์ควบคุมฯ กทม. เพื่อยกระดับการป้องกัน และแก้ปัญหาภัยพิบัติ โดยเน้นการใช้ข้อมูล (BDI) รวมถึงการใช้เทคโนโลยี AI เพื่อดูแลความปลอดภัยประชาชนในพื้นที่กรุงเทพฯ   นโยบายและแนวทางการดำเนินงานที่สำคัญ • บูรณาการข้อมูล ใช้ข้อมูล Big Data (BDI) เชื่อมโยงกับดาวเทียมอุตุนิยมวิทยาเพื่อลดความเสี่ยงและเตือนภัยแม่นยำขึ้น • นำเทคโนโลยี AI CCTV มาใช้งานร่วมกับกล้องวงจรปิดทั่วกรุง โดยเชื่อมโยงข้อมูลเข้าสู่ศูนย์ BMA Command Center เพื่อเฝ้าระวังภัยแบบเรียลไทม์  • ใช้ AI วิเคราะห์ภาพจากกล้อง CCTV และระบบอัจฉริยะมาใช้ในการบริหารจัดการน้ำและเฝ้าระวังน้ำท่วมในกรุงเทพฯ • Quick Win เร่งรัดแก้ไขปัญหาภัยธรรมชาติและภัยสังคมผ่านเทคโนโลยี • เน้นย้ำความโปร่งใส บริหารจัดการภัยพิบัติด้วยความโปร่งใส ตรวจสอบได้    การตรวจเยี่ยมครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของการขยายผลนำเทคโนโลยีเข้ามาบริหารจัดการระบบเตือนภัยพิบัติและดูแลความปลอดภัยในพื้นที่กรุงเทพมหานครอย่างมีประสิทธิภาพและทันสมัย  

วันที่ 7 พฤษภาคม 2569 นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ตาม พ.ร.ก.มาตรา 13 โดยมี นางสาวแนน บุณย์ธิดา สมชัย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี นายพชร อนันตศิลป์ ปลัดกระทรวงดีอี พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และผู้บริหารหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม ณ อาคารกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม   นายไชยชนก เปิดเผยว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับภัยคุกคามไซเบอร์ โดยยังคงกำหนดให้เป็นวาระแห่งชาติ และยกระดับการป้องกันและปราบปรามอย่างเข้มข้น โดยคณะกรรมการฯ ได้ติดตามความคืบหน้าของการดำเนินการมาตรการอย่างต่อเนื่อง พร้อมกับกำหนดมาตรการเพิ่มเติมเพื่อให้การป้องกันและปราบปรามสแกมเมอร์มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ปิดช่องทางในการสร้างผลกระทบและความเสียหายต่อประชาชน    ทั้งนี้ คณะกรรมการฯ ได้กำหนดมาตรการประกาศรายชื่อบุคคลที่มีความเสี่ยงสูง (HR-03) โดย ธปท. ได้มีการระงับบัญชีม้า ณ สิ้นเดือน มี.ค.69 จำนวน 2.46 แสน รายชื่อ จำนวนรวม 3.56 ล้านบัญชี โดยมีมูลค่าเงินจากการระงับบัญชี จำนวนประมาณ 8,000 ล้านบาท ซึ่งได้กำหนดให้มีการเผยแพร่ข้อมูลรายชื่อบัญชีม้ากับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องใช้ในการดำเนินมาตรการ และขยายเพิ่มขึ้นในส่วนของสถาบันการเงิน กลุ่ม Non-Bank กลุ่มรับแลกเปลี่ยนเงิน และผู้ประกอบการค้าทอง ฯลฯ   ขณะเดียวกันการบูรณาการปราบปรามขยายวงกว้างมากขึ้น โดยการร่วมลงนาม MOU ปราบปราม “นอมินี” ร่วมกับ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) กระทรวงพาณิชย์ เพื่อป้องกันและปราบปรามการใช้บัญชีนิติบุคคลเป็นช่องทางการก่ออาชญากรรมออนไลน์   ด้าน สำนักงาน กสทช. ได้เตรียมบูรณาการจัดการสัญญาณชายแดนเพื่อลดผลกระทบการใช้งานของประชาชน โดยกำหนดจัดพื้นที่ใน จ.สระแก้ว เป็นพื้นที่ทดลอง (Sandbox) เปิดใช้งานสัญญาณเฉพาะเบอร์ที่ลงทะเบียนถูกต้องเท่านั้น    นอกจากนี้ คณะกรรมการฯ ยังได้หารือมาตรการปรับเกณฑ์การดูแลบัญชีธนาคารของเยาวชนที่เหมาะสม ซึ่งอาจเป็นการจำกัดการโอนเงิน ถอนเงินไม่เกินจำนวนที่กำหนด เพื่อป้องกันมิจฉาชีพใช้บัญชีของเยาวชนเป็นช่องทางรับเงินจากการก่ออาชญากรรมออนไลน์ หลังจากตรวจสอบพบว่า มีบัญชีธนาคารของเยาวชนจำนวนกว่า 6,500 บัญชีที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับบัญชีม้า    ในส่วนของการออกหลักเกณฑ์คืนเงินให้กับผู้เสียหายนั้น คณะกรรมการฯ ได้พิจารณาบัญชีธนาคารซึ่งได้รับการตรวจสอบแล้วว่ามีเส้นทางการเงินที่ชัดเจน และไม่เกี่ยวข้องกับสแกมเมอร์ เพื่อเร่งรัดการคืนเงินในส่วนของผู้บริสุทธิ์ ซึ่งได้รับผลกระทบให้เร็วที่สุด   “รัฐบาลคงให้ความสำคัญกับเรื่องการปราบปรามสแกมเมอร์อย่างต่อเนื่อง เพื่อแก้ไขปัญหาที่เป็นผลกระทบและสร้างความเสียหายให้กับประชาชน โดยเฉพาะในช่วงที่เรากำลังเผชิญภาวะวิกฤตด้านพลังงาน ซึ่งส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตของคนไทยในขณะนี้ ฉะนั้นสำหรับพวกเราเรื่องนี้เป็นวาระแห่งชาติที่สำคัญมากกว่าเดิม เราจะมุ่งมั่นและดำเนินการอย่างสุดความสามารถต่อไป” นายไชยชนก กล่าว   ------------------------------------

นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ ในฐานะโฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ฝ่ายข้าราชการประจำ กล่าวถึงผลการมอนิเตอร์และรับแจ้งข่าวปลอมของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมประเทศไทย (AFNC) ซึ่งเป็นไปตามนโยบายการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยความมั่นคงและภัยทางสังคมของนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) โดยยกระดับความสำคัญเรื่องการสร้างความตระหนักรู้เท่าทันภัยอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ข่าวปลอม และข้อมูลบิดเบือน   ทั้งนี้ ในวันที่ 6 พฤษภาคม 2569 AFNC ได้ตรวจสอบพบข้อความทั้งหมด 160,423 ข้อความ โดยมีข้อความที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ (Verify) ทั้งสิ้น 3,201 ข้อความ สำหรับช่องทางที่มีการพบเบาะแสมากที่สุด คือ ข้อความที่มาจาก Social Listening 3,198 ข้อความ และช่องทาง Line Official 3 ข้อความ โดยเป็นเรื่องที่ต้องดำเนินการตรวจสอบทั้งหมด 25 เรื่อง ได้รับผลการตรวจสอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว 14 เรื่อง ในจำนวนนี้เป็นข่าวที่ได้รับความสนใจจากประชาชนมากที่สุด 7 เรื่อง ซึ่งเป็นข่าวจริง 1 เรื่อง ข่าวปลอม 5 เรื่อง และข่าวบิดเบือน 1 เรื่องได้แก่   อันดับที่ 1 ข่าวบิดเบือน เรื่อง กัมพูชาแจ้งขนมจีนเป็นอาหารพื้นเมืองเขมรโบราณ   อันดับที่ 2 ข่าวจริง เรื่อง กระทรวงวัฒนธรรม รับมอบโบราณวัตถุอายุ 3,000 ปี จากแหล่งโบราณคดีกุดฉิม   อันดับที่ 3 ข่าวปลอม เรื่อง ธ.ก.ส. ให้กู้สินเชื่อออนไลน์ ผ่านบัญชี TikTok ชื่อ good.bye3514   อันดับที่ 4 ข่าวปลอม เรื่อง ฟันผุเกิดจากแมงมากินฟัน รักษาได้ด้วยวิธีรมควัน   อันดับที่ 5 ข่าวปลอม รับตัวแทนพับถุงกาแฟทำที่บ้าน ผ่านเพจเฟซบุ๊ก JobStation TH   อันดับที่ 6 ข่าวปลอม เรื่อง รับทำใบขับขี่ทุกประเภท ผ่านเพจ Learn to drive ครูทิวร์ โปร่งใส ตรวจสอบได้   อันดับที่ 7 ข่าวปลอม เรื่อง มีการลักลอบซื้อทุเรียนไทย ไปขายในกัมพูชา วันละ 1 ตัน   สำหรับอันดับ 1 เป็นข่าวบิดเบือน เรื่อง “กัมพูชาแจ้งขนมจีนเป็นอาหารพื้นเมืองเขมรโบราณ” กระทรวงดีอี ได้ตรวจสอบร่วมกับ กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม ยืนยันว่าเป็น “ข่าวบิดเบือน” โดยการอ้างว่าอาหารดังกล่าวมีต้นกำเนิดจากกัมพูชาเพียงประเทศเดียวยังไม่ปรากฏหลักฐานทางวิชาการรองรับอย่างชัดเจน    ทั้งนี้ข้อมูลด้านประวัติศาสตร์อาหารชี้ว่า “ขนมจีน” ในไทยมีความเชื่อมโยงกับกลุ่มชาติพันธุ์มอญ การศึกษาเชิงเปรียบเทียบพบว่า อาหารประเภทเส้นข้าวหมักมีปรากฏในหลายประเทศ เช่น ไทย กัมพูชา เวียดนาม และเมียนมา โดยมีความคล้ายคลึงกันทั้งด้านวัตถุดิบและเทคนิคการผลิต สะท้อนลักษณะ “วัฒนธรรมร่วมของภูมิภาค” (Shared Culinary Heritage) อันเกิดจากการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมในอดีต มากกว่าจะเป็นมรดกเฉพาะของชาติใดชาติหนึ่ง   ขณะที่กัมพูชามีอาหารพื้นบ้านชื่อ “นมบันจ็อก (Nom Banh Chok)” ซึ่งเป็นเส้นที่ทำจากข้าวหมัก มีลักษณะและกรรมวิธีใกล้เคียงกับ “ขนมจีน” ของไทย อาหารดังกล่าวเป็นที่แพร่หลายในชีวิตประจำวันของชาวกัมพูชา และถือเป็นอาหารสำคัญในบริบทวัฒนธรรมของประเทศ และได้ยื่นเสนอ “นมบันจ็อก (Nom Banh Chok)” เข้าสู่บัญชีรายชื่อเบื้องต้น (Tentative List) ต่อ UNESCO แต่ข้อเสนอดังกล่าวไม่ได้รับการพิจารณาให้ผ่านการขึ้นทะเบียนต่อเนื่องเป็นระยะเวลาหลายปี และไม่มีรายชื่อปรากฏอยู่ในฐานข้อมูลที่เกี่ยวข้องในปัจจุบัน ทั้งนี้ ปัจจัยสำคัญที่ถูกวิเคราะห์ว่าเป็นเหตุให้ไม่ผ่านการพิจารณา คือ ลักษณะของอาหารที่เข้าข่าย “วัฒนธรรมร่วมของภูมิภาค” ซึ่งขาดความเฉพาะเจาะจงในเชิงเอกลักษณ์ของชาติเดียว   อย่างไรก็ตาม กระทรวงดีอี มีความห่วงใยประชาชน เรื่องความตระหนักรู้เท่าทันข่าวปลอมที่ถูกแพร่กระจายบนสื่อออนไลน์ โซเชียล ซึ่งหากขาดความรู้เท่าทัน ส่งต่อข้อมูลข่าวปลอม ทำให้เกิดการหลงเชื่อ สร้างความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน สร้างความเสียหายต่อทรัพย์สิน หรือข้อมูลส่วนบุคคล และอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้าง  โดยขอให้ประชาชนเลือกเชื่อ เลือกแชร์ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ ซึ่งได้รับการเผยแพร่จากหน่วยงานที่เป็นทางการเท่านั้น และควรตรวจสอบข้อเท็จจริงของข่าวหรือลิงก์เว็บไซต์ให้แน่ชัด   หากประชาชน พบข่าวน่าสงสัย ข้อมูลบิดเบือน สามารถแจ้งเบาะแส และตรวจสอบข่าวปลอมได้ที่ โทรสายด่วน 1111 ต่อ 87 (24 ชม.) หรือที่ | เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com | Line ID: @antifakenewscenter | Facebook : Anti-Fake News Center Thailand | X : @AFNCThailand | TikTok : @antifakenewscenter | IG : afnc_thailand/   ----------------------------------------------------------------

วันที่ 8 พฤษภาคม 2569 นางสาวพิยะดา สุดกังวาล ที่ปรึกษาด้านการสื่อสาร กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) และนางสาวยุพาภรณ์ ศิริกิจพาณิชย์กูล ผู้ช่วยปลัดกระทรวงดีอี เข้าร่วมกิจกรรมการอบรมการใช้งานระบบเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ (e-Office) ในส่วนภูมิภาค ครั้งที่ 3 ณ จังหวัดนนทบุรี โดยมี นายเชษฐา โมสิกรัตน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดนนทบุรี เป็นประธานในพิธีเปิด พร้อมด้วย นางระวีพรรณ แก้วเพียงเพ็ญ รองผู้ว่าราชการจังหวัดนนทบุรี โดยมี นางสาวธัญลักษณ์ มณีวัฒนา สถิติจังหวัดนนทบุรี เป็นผู้กล่าวรายงาน พร้อมด้วยผู้บริหารและเจ้าหน้าที่หน่วยงานราชการภายในจังหวัด จำนวนประมาณ 250 คน ณ โรงแรมแกรนด์ ริชมอนด์ สไตลิช คอนเวนชั่น จังหวัดนนทบุรี   ทั้งนี้ ดีอี จัดกิจกรรมอบรมการใช้งานระบบ e-Office ภายใต้ GDCC เพื่อแนะนำและสาธิตการใช้งานระบบฯ ให้ผู้บริหารและเจ้าหน้าที่หน่วยงานราชการภายในจังหวัดนนทบุรีเกิดความเชื่อมั่นและเตรียมความพร้อมในการใช้งาน ซึ่งผู้ว่าราชการจังหวัดได้ให้ความสนใจและมีความมุ่งหวังที่จะปรับเปลี่ยนการทำงานของหน่วยงานราชการในจังหวัดนนทบุรี จากเอกสารบนกระดาษให้มาอยู่ในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ โดยผู้เข้าร่วมการอบรมต่างให้ความสนใจและซักถามเพื่อเตรียมความพร้อมในการเปลี่ยนผ่าน ซึ่ง NT และสถิติจังหวัดฯ จะดำเนินการแนะนำและขยายผลการใช้งานให้แต่ละหน่วยงานอย่างใกล้ชิดต่อไป  

ปลัดดีอี เปิดอบรมหลักสูตร LEAD รุ่น 3 ชู Big Data และ Agentic AI ยกระดับผู้บริหารสู่อนาคตดิจิทัล วันที่ 8 พฤษภาคม 2569 นายพชร อนันตศิลป์ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานในพิธีเปิดการอบรม พร้อมร่วมเป็นวิทยากรกิตติมศักดิ์ ในหลักสูตรผู้บริหาร LEAD: Big Data & Agentic AI for Strategic Leaders หลักสูตรผู้นำก้าวสู่อนาคตดิจิทัล ด้วย Big Data และ Agentic AI (รุ่นที่ 3) โดยมี ศ. ดร.ธีรณี อจลากุล ผู้อำนวยการสถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ (BDI) และผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมงาน จัดโดย สถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ (องค์การมหาชน) หรือ BDI ณ โรงแรม เดอะ สุโกศล กรุงเทพ   โดยหลักสูตรนี้ออกแบบมาเพื่อผู้บริหารระดับกลางถึงระดับสูงทุกสายงานทั้งภาครัฐและเอกชน ด้วยเนื้อหาจากกรณีศึกษาจริง ถ่ายทอดโดยวิทยากรผู้เชี่ยวชาญระดับประเทศที่มีประสบการณ์ตรงด้าน Big Data และ Agentic AI พร้อมโอกาสสร้างเครือข่ายกับผู้บริหารจากหลากหลายอุตสาหกรรม เพื่อยกระดับมุมมองเชิงกลยุทธ์และนำไปประยุกต์ใช้ได้จริงในองค์กร   #กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม #กระทรวงดีอี #DE



วันที่ 8 พฤษภาคม 2569 นางสาวชมภารี ชมภูรัตน์ รองปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานการประชุมหารือแนวทางการบูรณาการการแลกเปลี่ยนเชื่อมโยงข้อมูลเพื่อสนับสนุนการจัดการ แก้ไขปัญหาไฟป่า และสาธารณภัยด้านต่างๆ รวมถึงการบริหารจัดการด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ และการสื่อสารให้มีความพร้อมรองรับการใช้งานในสถานการณ์ฉุกเฉิน โดยมี ผู้แทนจากกองทัพอากาศ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ณ ห้องประชุม 10/01 ชั้น 10 กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

วันที่ 8 พฤษภาคม 2569 นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ให้การต้อนรับ นางสาวซูฮย็อน คิม (Soohyun Kim) ผู้อำนวยการสำนักงานกรุงเทพฯ ของยูเนสโก และประจำภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก ในโอกาสเข้าพบหารือประเด็นความร่วมมือด้านจริยธรรมปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในประเทศไทยและภูมิภาค ความคืบหน้าของการยกระดับศูนย์จริยธรรมด้านปัญญาประดิษฐ์ รวมถึงโอกาสในการผลักดัน Startups ด้าน AI ของประเทศไทย โดยมีนางสาวชมภารี ชมภูรัตน์ รองปลัดกระทรวงดีอี และผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ณ ห้องประชุมชั้น 11 กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

วันที่ 8 พฤษภาคม 2569 นางสาวกัลยา ชินาธิวร ที่ปรึกษาด้านต่างประเทศ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ได้เข้าร่วมการประชุมสภาบริหาร (Council of Administration) ของสหภาพสากลไปรษณีย์ (Universal Postal Union: UPU)ประจำปี ค.ศ. 2026 ครั้งที่ 1 ระหว่างวันที่ 4 - 8 พฤษภาคม 2569 ณ สำนักงานใหญ่ UPU กรุงเบิร์น สมาพันธรัฐสวิส ในฐานะสมาชิกสภาบริหารของภูมิภาค Southern Asia and Oceania เพื่อรับทราบและร่วมพิจารณาประเด็นสำคัญต่าง ๆ อาทิ แผนงานและยุทธศาสตร์ปี 2026 - 2029 แนวทางการปฏิรูปภาคไปรษณีย์ภายใต้ยุทธศาสตร์รอบปี 2026 - 2029 การจัดตั้งกลุ่มงานถาวรด้านการปฏิรูปภาคไปรษณีย์ (Postal Sector Reform Standing Group - PSR SG) และแผนพัฒนาภูมิภาคสำหรับปี 2026 - 2029   ในโอกาสนี้ นางสาวกัลยาฯ ได้แสดงความคิดเห็นในที่ประชุมในการส่งเสริมบทบาทของสำนักงานภูมิภาคของ UPU ซึ่งไทยเป็นที่ตั้งสำนักงานภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิกในการประสานงานกับหน่วยงานต่าง ๆ ในประเทศในภูมิภาคได้อย่างใกล้ชิด นอกจากนี้ ประเทศไทยให้ความสำคัญและสนับสนุนแผนงานด้านการจัดการความเสี่ยงจากภัยพิบัติและความช่วยเหลือฉุกเฉิน เนื่องจากประเทศในภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก โดยเฉพาะประเทศหมู่เกาะแปซิฟิกขนาดเล็กประสบปัญหาภัยพิบัติจำนวนมาก   ทั้งนี้ ประเทศสมาชิกสภาบริหารมีจำนวนทั้งสิ้น 41 ประเทศ ซึ่งได้รับเลือกตั้งจากประเทศสมาชิก UPU จำนวน 192 ประเทศ โดยมีวาระการดำรงตำแหน่ง 4 ปี (ค.ศ. 2026 – 2029)  

วันที่ 8 พฤษภาคม 2569 นายพชร อนันตศิลป์ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ได้รับมอบหมายจาก นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ร่วมกล่าวปาฐกถาพิเศษ  หัวข้อ “Aligning AI Vision: Sharing Thailand’s AI Policy and Roadmap” ในงาน Huawei Thailand Partner Summit 2026 ณ โรงแรม The Ritz Carlton กรุงเทพฯ    สำหรับงานในครั้งนี้จัดขึ้นภายใต้แนวคิดการสร้างโอกาสจากเทคโนโลยี AI เพื่อขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลและสร้างความแข็งแกร่งให้กับระบบนิเวศพันธมิตรในประเทศไทย    ในโอกาสนี้ ปลัดกระทรวงดีอี ได้กล่าวถึงแนวทางการพัฒนา AI ของประเทศไทย ที่มุ่งสร้างระบบนิเวศ AI ที่มีความน่าเชื่อถือ ครอบคลุม และพร้อมรองรับอนาคต โดยให้ความสำคัญกับการกำกับดูแล AI การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน AI การพัฒนากำลังคนด้านดิจิทัล การยกระดับเทคโนโลยีและนวัตกรรม และการประยุกต์ใช้ AI ในหลากหลายมิติ รวมถึงการส่งเสริมความร่วมมือด้าน AI กับเวทีระหว่างประเทศ รวมถึงนโยบายพัฒนา ThaiLLM เพื่อหนุน AI สัญชาติไทยในการต่อยอดเทคโนโลยีในประเทศไทย ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแผนการผลักดันไทยสู่การเป็นศูนย์กลางเศณษฐกิจดิจิทัลและ AI ของอาเซียน

วันที่ 8 พฤษภาคม 2569 นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) มอบหมายนางสาวแนน บุณย์ธิดา สมชัย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เป็นประธานร่วมกับ นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย (มท.) ในการลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมการดำเนินโครงการ “ไทยช่วยไทย” และพบปะประชาชนในพื้นที่ อ.ศรีเมืองใหม่ อ.พิบูลมังสาหาร  อ.สว่างวีระวงศ์และอ.เดชอุดม จ.อุบลราชธานี    ทั้งนี้กระทรวงดีอี ได้ร่วมกับ กระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงมหาดไทย ดำเนินโครงการ “ไทยช่วยไทย” ช่วยพี่น้องประชาชนลดค่าครองชีพ โดยจัดสรรพื้นที่ของที่ทำการไปรษณีย์อำเภอทั่วประเทศ จำหน่ายสินค้าอุปโภค-บริโภค และสินค้าผลิตภัณฑ์ชุมชน และ OTOP ของกรมการพัฒนาชุมชน (พช.) กระทรวงมหาดไทย เพื่อสนับสนุนส่งเสริมการจำหน่ายสินค้าของผู้ประกอบการไทย    สำหรับที่ทำการไปรษณีย์ทุกอำเภอ เป็นพื้นที่จัดจำหน่ายสินค้าในโครงการ “ไทยช่วยไทย” ในทุกวันและเวลาทำการ รวมทั้งจำหน่ายสินค้าราคาส่งให้กับรถพุ่มพวง เพื่อกระจายการจัดจำหน่ายให้กับประชาชนในหมู่บ้านทุกพื้นที่ในราคาถูก พร้อมกับจัดตลาดนัดท้องถิ่นในพื้นที่ของที่ว่าการอำเภอในวันศุกร์ของทุกสัปดาห์

วันที่ 8 พฤษภาคม 2569 นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) มอบหมายนางสาวแนน บุณย์ธิดา สมชัย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เป็นประธานร่วมกับ นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย (มท.) ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมการดำเนินโครงการ “ไทยช่วยไทย” และพบปะประชาชนในพื้นที่ อำเภอศรีเมืองใหม่ อำเภอพิบูลมังสาหาร อำเภอสว่างวีระวงศ์ และอำเภอเดชอุดม จังหวัดอุบลราชธานี นางสาวแนน บุณย์ธิดา กล่าวว่า ตามที่นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ได้มอบหมายให้กระทรวงดีอี โดยบริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด (ปณท) ร่วมกับ กรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ ดำเนินโครงการ “ไทยช่วยไทย” ช่วยเหลือพี่น้องประชาชนลดค่าครองชีพ โดยใช้พื้นที่ของที่ทำการไปรษณีย์อำเภอทั่วประเทศ จัดจำหน่ายสินค้าอุปโภค-บริโภค ให้กับประชาชน และจัดจำหน่ายสินค้าราคาส่งให้กับรถพุ่มพวง เพื่อช่วยกระจายสินค้าราคาถูกให้ประชาชนในพื้นที่ชุมชนหมู่บ้าน ทั้งนี้จากการลงพื้นที่ 4 อำเภอของจังหวัดอุบลราชธานี เพื่อตรวจเยี่ยมการดำเนินโครงการ “ไทยช่วยไทย” ร่วมกับนายพลพีร์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย (มท.) พบว่า ประชาชนให้ความสนใจ และสนับสนุนโครงการดังกล่าวเป็นอย่างดี ซึ่งโครงการนี้ช่วยให้ประชาชนได้ซื้อสินค้าอุปโภค-บริโภคในราคาถูกกว่าท้องตลาด ช่วยลดภาระค่าครองชีพให้กับประชาชน ขณะเดียวกัน จากการหารือกับ รมช.มหาดไทย ได้ข้อสรุปว่า กระทรวงดีอี โดย ปณท เตรียมร่วมกับกรมการพัฒนาชุมชน (พช.) กระทรวงมหาดไทย (มท.) ส่งเสริมช่องทางการจำหน่ายสินค้าสำหรับผู้ประกอบการไทย เช่น กลุ่ม SMEs และ OTOP ผ่านแพลตฟอร์ม ThailandPostMart โดยสนับสนุนส่วนลดค่าขนส่งและสิทธิพิเศษสำหรับผู้ประกอบการ เพื่อให้สามารถเข้าถึงตลาดออนไลน์ และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันได้อย่างยั่งยืน พร้อมกันนี้ กระทรวงดีอี เตรียมผลักดันการพัฒนาแพลตฟอร์มซื้อขายสินค้าออนไลน์ ThailandPostMart ให้เป็นแพลตฟอร์มยอดนิยมของคนไทย ด้วยการใช้จุดเด่นของ ThailandPostMart ที่มีการจัดจำหน่ายสินค้าจากผู้ประกอบการ SME วิสาหกิจชุมชน และ OTOP ซึ่งเป็นสินค้าดีมีคุณภาพ และมีระบบการจัดส่งสินค้าที่มีมาตรฐานและคุณภาพ จาก ปณท “กระทรวงดีอีพร้อมบูรณาการข้อมูลความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐ ทั้งการดำเนินโครงการ “ไทยช่วยไทย” ที่เป็นความร่วมมือระหว่างกระทรวงดีอี และกระทรวงพาณิชย์ ต่อยอดไปสู่การส่งเสริมช่องทางการจัดจำหน่ายสินค้าให้กับผู้ประกอบการ SMEs และ OTOP จากกรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย ทำให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม และสร้างประโยชน์ให้กับประชาชนได้อย่างแท้จริง ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน ควบคู่กับการเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับเศรษฐกิจฐานรากของประเทศอย่างยั่งยืน” รมช.ดีอี กล่าว --------------------------------

วันที่ 9 พฤษภาคม 2569 ผศ.(พิเศษ) ดร.นพ. พลวรรธน์ วิทูรกลชิต ผู้ตรวจราชการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานการตรวจเยี่ยมศูนย์อุตุนิยมวิทยาภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง จังหวัดอุบลราชธานี โดยมีการเยี่ยมชม และหารือเรื่องระบบการพยากรณ์อากาศ ตรวจวัดสภาพอากาศ และเตือนภัยธรรมชาติ โดยมีการเผยแพร่ข้อมูลระบบเรดาร์ และดาวเทียมให้กับประชาชน ในพื้นที่รับผิดชอบภาคอีสานตอนล่าง จังหวัดนครราชสีมา บุรีรัมย์ ศรีสะเกษ สุรินทร์ มุกดาหาร ร้อยเอ็ด อำนาจเจริญ และยโสธร ได้รับทราบ ร่วมด้วยผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ณ ศูนย์อุตุนิยมวิทยาภาคฯ อุบลราชธานี ท่าอากาศยานอุบลราชธานี

นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ ในฐานะโฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ฝ่ายข้าราชการประจำ กล่าวถึงผลการมอนิเตอร์และรับแจ้งข่าวปลอมของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมประเทศไทย (AFNC) ซึ่งเป็นไปตามนโยบายการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยความมั่นคงและภัยทางสังคมของนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) โดยยกระดับความสำคัญเรื่องการสร้างความตระหนักรู้เท่าทันภัยอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ข่าวปลอม และข้อมูลบิดเบือน ทั้งนี้ ในวันที่ 7 พฤษภาคม 2569 AFNC ได้ตรวจสอบพบข้อความทั้งหมด 160,398 ข้อความ โดยมีข้อความที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ (Verify) ทั้งสิ้น 5,107 ข้อความ สำหรับช่องทางที่มีการพบเบาะแสมากที่สุด คือ ข้อความที่มาจาก Social Listening 5,104 ข้อความ ตามมาด้วยช่องทาง Line Official 2 ข้อความ และช่องทาง Facebook 1 ข้อความ โดยเป็นเรื่องที่ต้องดำเนินการตรวจสอบทั้งหมด 28 เรื่อง ได้รับผลการตรวจสอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว 9 เรื่อง ในจำนวนนี้เป็นข่าวที่ได้รับความสนใจจากประชาชนมากที่สุด 7 เรื่อง ซึ่งเป็น ข่าวจริง 1 เรื่อง ข่าวปลอม 5 เรื่อง และข่าวบิดเบือน 1 เรื่องได้แก่ อันดับที่ 1 ข่าวจริง เรื่อง กระทรวงสาธารณสุขเปิดบริการ พรีเมียมคลินิกในเวลา 33 แห่ง และคลินิกพิเศษเฉพาะทางนอกเวลา 205 แห่งทั่วประเทศ อันดับที่ 2 ข่าวปลอม เรื่อง ผลิตภัณฑ์ kang dong ช่วยให้ระดับน้ำตาลในเลือดคงที่อย่างรวดเร็ว ป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่อันตรายจากเบาหวาน อันดับที่ 3 ข่าวปลอม เรื่อง ธ.ก.ส. เปิดให้ติดต่อขอสินเชื่อออนไลน์ ผ่าน TikTok ช่อง mn589452p0p อันดับที่ 4 ข่าวบิดเบือน เรื่อง พบชาวอิสราเอล ในภูเก็ต ถือโบชัวร์เดินขายทัวร์ ทั่วป่าตอง ลักษณะทำเป็นธุรกิจท่องเที่ยวนอมินี อันดับที่ 5 ข่าวปลอม เรื่อง ท่าไหว้ครูสาวน้อยปะแป้งเป็นของกัมพูชา อันดับที่ 6 ข่าวปลอม เรื่อง การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค-การไฟฟ้านครหลวง ไม่ตัดไฟกัมพูชา พร้อมขายไฟให้ในอัตรา 3.67 บาทต่อหน่วย อันดับที่ 7 ข่าวปลอม เรื่อง M-Flow ส่ง SMS แนบลิงก์ แจ้งยอดค้างชำระ สำหรับอันดับ 1 เป็นข่าวจริง เรื่อง “กระทรวงสาธารณสุขเปิดบริการ พรีเมียมคลินิกในเวลา 33 แห่ง และคลินิกพิเศษเฉพาะทางนอกเวลา 205 แห่งทั่วประเทศ” กระทรวงดีอี ได้ตรวจสอบร่วมกับ สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ยืนยันเป็น “ข่าวจริง” ซึ่ง สธ. มีนโยบายพัฒนาระบบบริการสุขภาพ โดยยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง ให้สามารถเข้าถึงบริการได้อย่างทั่วถึง เท่าเทียม และทันเวลา มุ่งเน้นการยกระดับระบบบริการให้ตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนได้มากขึ้น โดยเฉพาะการลดความแออัดในโรงพยาบาล ลดระยะเวลารอคอย และเพิ่มช่องทางการเข้าถึงบริการเฉพาะทาง ทั้งนี้การพัฒนาคลินิกพิเศษเฉพาะทางนอกเวลาราชการ (SMC) และคลินิกรูปแบบพิเศษ (PMC) มุ่งเน้นกลุ่มผู้มีรายได้ที่ต้องการทางเลือกในการรับบริการ กลุ่มผู้มีสิทธิประกันชีวิตและประกันสุขภาพ และชาวต่างชาติ โดยกระทรวงได้ออกระเบียบและประกาศที่เกี่ยวข้อง เพื่อส่งเสริมสนับสนุนให้หน่วยบริการในสังกัดสามารถจัดระบบบริการรูปแบบดังกล่าว และจัดเก็บรายได้เข้าเงินบำรุงเพื่อนำไปใช้จ่ายในโรงพยาบาล โดยปัจจุบัน มีคลินิกพิเศษเฉพาะทางนอกเวลาราชการ จำนวน 205 แห่ง และคลินิกรูปแบบพิเศษ จำนวน 33 แห่ง กระจายอยู่ในโรงพยาบาลทั้งในสังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข กรมการแพทย์ กรมควบคุมโรค และกรมสุขภาพจิต อย่างไรก็ตาม กระทรวงดีอี มีความห่วงใยประชาชน เรื่องความตระหนักรู้เท่าทันข่าวปลอมที่ถูกแพร่กระจายบนสื่อออนไลน์ โซเชียล ซึ่งหากขาดความรู้เท่าทัน ส่งต่อข้อมูลข่าวปลอม ทำให้เกิดการหลงเชื่อ สร้างความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน สร้างความเสียหายต่อทรัพย์สิน หรือข้อมูลส่วนบุคคล และอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้าง โดยขอให้ประชาชนเลือกเชื่อ เลือกแชร์ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ ซึ่งได้รับการเผยแพร่จากหน่วยงานที่เป็นทางการเท่านั้น และควรตรวจสอบข้อเท็จจริงของข่าวหรือลิงก์เว็บไซต์ให้แน่ชัด หากประชาชน พบข่าวน่าสงสัย ข้อมูลบิดเบือน สามารถแจ้งเบาะแส และตรวจสอบข่าวปลอมได้ที่ โทรสายด่วน 1111 ต่อ 87 (24 ชม.) หรือที่| เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com| Line ID: @antifakenewscenter| Facebook : Anti-Fake News Center Thailand| X : @AFNCThailand| TikTok : @antifakenewscenter| IG : afnc_thailand/ ---------------------

icon-sitemap    std-w1    std-w2    WCAG 2.0 (Level AA)
จำนวนผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์ Loading...


กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

เลขที่ 120 หมู่ 3 ชั้น 8-11 ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 (อาคาร ซี) ซอยแจ้งวัฒนะ 7 ถนนแจ้งวัฒนะ แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ 10210

facebook
instagram
twitter
youtube
rss
tiktok
threads
Icon Q&A
black ribbon.