Logo DE Ministry.
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
Ministry of Digital Economy and Society
Logo DE Ministry.
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
Ministry of Digital Economy and Society
ตัวช่วยเหลือในการเข้าถึงเว็บไซต์
ค้นหา


นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ ในฐานะโฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ฝ่ายข้าราชการประจำ กล่าวถึงผลการมอนิเตอร์และรับแจ้งข่าวปลอมของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมประเทศไทย (AFNC) ซึ่งเป็นไปตามนโยบายการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยความมั่นคงและภัยทางสังคมของนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) โดยยกระดับความสำคัญเรื่องการสร้างความตระหนักรู้เท่าทันภัยอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ข่าวปลอม และข้อมูลบิดเบือน   ทั้งนี้ ในวันที่ 12 พฤษภาคม 2569 AFNC ได้ตรวจสอบพบข้อความทั้งหมด 161,215 ข้อความ โดยมีข้อความที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ (Verify) ทั้งสิ้น 2,868 ข้อความ สำหรับช่องทางที่มีการพบเบาะแสมากที่สุด คือ ข้อความที่มาจาก Social Listening 2,866 ข้อความ และช่องทาง Line Official 2 ข้อความ โดยเป็นเรื่องที่ต้องดำเนินการตรวจสอบทั้งหมด 23 เรื่อง ได้รับผลการตรวจสอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว 13 เรื่อง ในจำนวนนี้เป็นข่าวที่ได้รับความสนใจจากประชาชนมากที่สุด 7 เรื่อง ซึ่งเป็น ข่าวจริง 2 เรื่อง ข่าวปลอม 4 เรื่อง และข่าวบิดเบือน 1 เรื่องได้แก่   อันดับที่ 1 ข่าวปลอม เรื่อง เพจ พัชรินทร์ วิชัย โพสต์หาคนไปทำงานที่ประเทศออสเตรเลีย ผ่านกระทรวงแรงงาน   อันดับที่ 2 ข่าวจริง เรื่อง วัคซีน PCV ถูกบรรจุเป็นสิทธิรักษาพยาบาลแล้วอย่างเป็นทางการ เริ่มให้บริการตั้งแต่ 2 มี.ค. 69   อันดับที่ 3 ข่าวจริง เรื่อง การตรวจสอบคุณภาพน้ำบริเวณกว๊านพะเยา พบค่าออกซิเจนต่ำและมีค่าแอมโมเนียสูง   อันดับที่ 4 ข่าวปลอม เรื่อง ธ.กรุงไทย ร่วมกับ TTB เปิดสินเชื่อเคลียร์หนี้ ผ่าน TikTok : user32817904306221   อันดับที่ 5 ข่าวบิดเบือน เรื่อง อาการคันบริเวณเท้า ผิวแห้ง ปวด แผลหายช้า เป็นสัญญาณที่บ่งบอกระดับน้ำตาลในเลือดที่สูงเกินไป   อันดับที่ 6 ข่าวปลอม เรื่อง ทหารกัมพูชาพร้อมอาวุธสงคราม เข้ามาในพื้นที่ไทยบริเวณช่องดาระกา ใกล้กับช่องสะงำ อ.บัวเชด จ.สุรินทร์   อันดับที่ 7 ข่าวปลอม เรื่อง กัมพูชากวาดล้างแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ทำให้ลักลอบทะลักมาทางชายแดนไทย   สำหรับอันดับ 1 เป็นข่าวปลอม เรื่อง “เพจ พัชรินทร์ วิชัย โพสต์หาคนไปทำงานที่ประเทศออสเตรเลีย ผ่านกระทรวงแรงงาน” กระทรวงดีอี ได้ตรวจสอบร่วมกับ กรมการจัดหางาน กระทรวงแรงงาน ยืนยันเป็น “ข่าวปลอม” โดยพบว่าข้อมูลที่เพจ “พัชรินทร์ วิชัย” ได้โพสต์ประกาศเปิดรับสมัครแรงงานไปทำงานที่ต่างประเทศ ซึ่งอ้างว่าถูกต้องตามกฎหมายและดำเนินการผ่านกระทรวงแรงงานนั้นเป็นข้อมูลเท็จ เนื่องจากผู้ประกาศรับสมัครงานไม่ได้ยื่นเอกสารขออนุญาตจัดหางานต่างประเทศต่อ กรมการจัดหางาน ตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนด   ทั้งนี้การโฆษณาจัดหางานไปต่างประเทศสามารถทำได้เฉพาะผู้ที่ได้รับอนุญาตแล้วเท่านั้น หากดำเนินการโดยไม่ได้รับอนุญาต ถือเป็นการฝ่าฝืนกฎหมายและอาจเข้าข่ายหลอกลวงประชาชน และมีโทษทางกฎหมาย   อย่างไรก็ตาม กระทรวงดีอี มีความห่วงใยประชาชน เรื่องความตระหนักรู้เท่าทันข่าวปลอมที่ถูกแพร่กระจายบนสื่อออนไลน์ โซเชียล ซึ่งหากขาดความรู้เท่าทัน ส่งต่อข้อมูลข่าวปลอม ทำให้เกิดการหลงเชื่อ สร้างความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน สร้างความเสียหายต่อทรัพย์สิน หรือข้อมูลส่วนบุคคล และอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้าง  โดยขอให้ประชาชนเลือกเชื่อ เลือกแชร์ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ ซึ่งได้รับการเผยแพร่จากหน่วยงานที่เป็นทางการเท่านั้น และควรตรวจสอบข้อเท็จจริงของข่าวหรือลิงก์เว็บไซต์ให้แน่ชัด   หากประชาชน พบข่าวน่าสงสัย ข้อมูลบิดเบือน สามารถแจ้งเบาะแส และตรวจสอบข่าวปลอมได้ที่ โทรสายด่วน 1111 ต่อ 87 (24 ชม.) หรือที่ | เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com | Line ID: @antifakenewscenter | Facebook : Anti-Fake News Center Thailand | X : @AFNCThailand | TikTok : @antifakenewscenter | IG : afnc_thailand/   ---------------------------------------------------------------------



วันที่ 15 พฤษภาคม 2569 นายพชร อนันตศิลป์ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานในพิธีรับโล่ประกาศเกียรติคุณในระดับ “ดีเยี่ยม” ในการฝึกเพื่อทดสอบขีดความสามารถทางไซเบอร์ (Thailand’s National Cyber Exercise 2025) ประจำปีงบประมาณ 2568 โดยมี พลอากาศตรี อมร ชมเชย เลขาธิการคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (สกมช.) และผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ณ ห้องประชุม ชั้น 11 สำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ


วันที่ 15 พฤษภาคม 2569 นางสาวชมภารี ชมภูรัตน์ รองปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ในฐานะหัวหน้าคณะผู้แทนไทย นำเสนอข้อเสนอโครงการ “APEC Recommendations on Anti-Online Scams” ของไทย ในการประชุมคณะทำงานเอเปคด้านโทรคมนาคมและสารสนเทศ ครั้งที่ 72 (The 72nd APEC Telecommunications and Information Working Group: TELWG 72) ณ นครเซี่ยงไฮ้ สาธารณรัฐประชาชนจีน   ทั้งนี้ในที่ประชุมได้ให้การสนับสนุนข้อเสนอดังกล่าว ที่มีวัตถุประสงค์เพื่อจัดทำข้อเสนอแนะเชิงนโยบายที่สามารถนำไปปฏิบัติได้ในการรับมือกับการหลอกลวงออนไลน์ เสริมสร้างความร่วมมือระหว่างเขตเศรษฐกิจสมาชิกเอเปค ตลอดจนวิเคราะห์และระบุช่องว่างด้านนโยบายและมาตรการกำกับดูแลที่มีอยู่ในปัจจุบันที่ประชุมฯ ได้พิจารณารายละเอียดกิจกรรมและผลลัพธ์ที่คาดหวังของโครงการ    ด้านข้อเสนอของไทยได้รับการตอบรับและสนับสนุนอย่างกว้างขวางจากเขตเศรษฐกิจสมาชิกเอเปค ทั้งนี้ เขตเศรษฐกิจสมาชิกเอเปคที่ร่วมสนับสนุนการดำเนินโครงการ (Co-sponsors) ได้แก่ จีน สิงคโปร์ อินโดนีเซีย ฮ่องกง จีนไทเป และออสเตรเลีย   นอกจากนี้ ภายใต้โครงการดังกล่าว จะมีการจัดการประชุมเชิงปฏิบัติการ (ครึ่งวัน) ระหว่างการประชุม TELWG ครั้งที่ 73 ในเดือนกรกฎาคม 2569 ณ นครเฉิงตู สาธารณรัฐประชาชนจีน เพื่อหารือร่างเอกสาร รวมถึงแลกเปลี่ยนข้อมูล ความรู้ และประสบการณ์ด้านนโยบายและกฎระเบียบเกี่ยวกับการป้องกันและรับมือกับปัญหาการหลอกลวงออนไลน์ระหว่างสมาชิกเอเปค   การผลักดันโครงการดังกล่าว ได้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของไทยในการยกระดับความร่วมมือและเสริมสร้างการรับมือกับการหลอกลวงออนไลน์ในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก อย่างเป็นรูปธรรม

วันที่ 15 พฤษภาคม 2569 นางสาวยุพาภรณ์ ศิริกิจพาณิชย์กูล ผู้ช่วยปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ร่วมลงนามในพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ว่าด้วยความร่วมมือในการขับเคลื่อนนโยบายความปลอดภัยและพื้นที่สร้างสรรค์ในสถานศึกษา ระหว่างกระทรวงศึกษาธิการ โดยสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยมี นายประเสริฐ จันทรรวงทอง เป็นประธานเปิดงาน พร้อมเปิดระบบ SAFE SCHOOL ภายใต้แนวคิด “โรงเรียนต้องเปิดพื้นที่ความปลอดภัยอย่างแท้จริง” ณ ห้องประชุมบุณยเกตุ หอประชุมคุรุสภา กระทรวงศึกษาธิการ.สำหรับ MOU ฉบับนี้ มุ่งเน้นการสร้างระบบความปลอดภัยในสถานศึกษาแบบ “บูรณาการทั้งระบบ” ครอบคลุมทั้งการป้องกัน ดูแล ช่วยเหลือ และคุ้มครองผู้เรียน ครู และบุคลากรทางการศึกษา จากภัยในทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นความรุนแรง อุบัติเหตุ การละเมิดสิทธิ ปัญหาสุขภาพกายและจิตใจ ปัญหายาเสพติด บุหรี่ไฟฟ้า ตลอดจนภัยออนไลน์และอาชญากรรมไซเบอร์ที่กำลังส่งผลกระทบต่อเด็กและเยาวชนไทยอย่างต่อเนื่อง โดยกระทรวงดีอีมีบทบาทที่ร่วมผลักดันการรู้เท่าทันดิจิทัลและความปลอดภัยไซเบอร์ เพื่อการรับมือภัยทางอินเตอร์เน็ตในกลุ่มเยาวชน


นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ ในฐานะโฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ฝ่ายข้าราชการประจำ กล่าวถึงผลการมอนิเตอร์และรับแจ้งข่าวปลอมของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมประเทศไทย (AFNC) ซึ่งเป็นไปตามนโยบายการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยความมั่นคงและภัยทางสังคมของนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) โดยยกระดับความสำคัญเรื่องการสร้างความตระหนักรู้เท่าทันภัยอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ข่าวปลอม และข้อมูลบิดเบือน   ทั้งนี้ ในวันที่ 13 พฤษภาคม 2569 AFNC ได้ตรวจสอบพบข้อความทั้งหมด 161,247 ข้อความ โดยมีข้อความที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ (Verify) ทั้งสิ้น 10,463 ข้อความ สำหรับช่องทางที่มีการพบเบาะแสมากที่สุด คือ ข้อความที่มาจาก Social Listening 10,462 ข้อความ และช่องทาง Line Official 1 ข้อความ โดยเป็นเรื่องที่ต้องดำเนินการตรวจสอบทั้งหมด 17 เรื่อง ได้รับผลการตรวจสอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว 5 เรื่อง ในจำนวนนี้เป็นข่าวที่ได้รับความสนใจจากประชาชนมากที่สุด 7 เรื่อง ซึ่งเป็น ข่าวจริง 1 เรื่อง ข่าวปลอม 4 เรื่อง และข่าวบิดเบือน 2 เรื่องได้แก่   อันดับที่ 1 ข่าวปลอม เรื่อง คลิปเสียงนายกฯ สั่งการเปิดด่านชายแดนไทย-กัมพูชา ภายในต้นเดือนมิ.ย.   อันดับที่ 2 ข่าวปลอม เรื่อง ลงทะเบียนสินเชื่อออมสิน วงเงิน 50,000 บาท กู้ได้ทุกอาชีพ ผ่าน TikTok user1131756838807   อันดับที่ 3 ข่าวบิดเบือน เรื่อง พบการระบาดไวรัสฮันตาในไทย   อันดับที่ 4 ข่าวบิดเบือน เรื่อง กรมทางหลวงชนบท เตรียมเปลี่ยนหลอดไฟถนนเป็น LED กว่า 800,000 ดวง ดวงละ 10,000 บาท   อันดับที่ 5 ข่าวปลอม เรื่อง ธ.ก.ส. ร่วมกับ TTB เปิดมาตรการช่วยเหลือเงินกู้ฉุกเฉินเพื่อเกษตรกร ผ่อนสูงสุด 60 เดือน   อันดับที่ 6 ข่าวปลอม เรื่อง ครีมกันแดดเป็นอันตรายต่อระบบทางเดินหายใจ   อันดับที่ 7 ข่าวจริง เรื่อง กยศ. ขยายเวลารับสมัครกิจกรรมเชิดชูคนดี ประจำปี 2569 ถึง 30 มิ.ย. 69   สำหรับอันดับ 1 เป็นข่าวปลอม เรื่อง “คลิปเสียงนายกฯ สั่งการเปิดด่านชายแดนไทย-กัมพูชา ภายในต้นเดือนมิ.ย.” กระทรวงดีอี ได้ตรวจสอบร่วมกับ สำนักโฆษก สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี สำนักนายกรัฐมนตรี ยืนยันเป็น “ข่าวปลอม” เนื่องจากคลิปดังกล่าวถูกสร้างและตัดต่อโดย Ai ปัจจุบันยังไม่มีการหารือ หรือประกาศเปิดด่านชายแดนไทย-กัมพูชา แต่อย่างใด   อย่างไรก็ตาม กระทรวงดีอี มีความห่วงใยประชาชน เรื่องความตระหนักรู้เท่าทันข่าวปลอมที่ถูกแพร่กระจายบนสื่อออนไลน์ โซเชียล ซึ่งหากขาดความรู้เท่าทัน ส่งต่อข้อมูลข่าวปลอม ทำให้เกิดการหลงเชื่อ สร้างความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน สร้างความเสียหายต่อทรัพย์สิน หรือข้อมูลส่วนบุคคล และอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้าง  โดยขอให้ประชาชนเลือกเชื่อ เลือกแชร์ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ ซึ่งได้รับการเผยแพร่จากหน่วยงานที่เป็นทางการเท่านั้น และควรตรวจสอบข้อเท็จจริงของข่าวหรือลิงก์เว็บไซต์ให้แน่ชัด   หากประชาชน พบข่าวน่าสงสัย ข้อมูลบิดเบือน สามารถแจ้งเบาะแส และตรวจสอบข่าวปลอมได้ที่ โทรสายด่วน 1111 ต่อ 87 (24 ชม.) หรือที่ | เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com | Line ID: @antifakenewscenter | Facebook : Anti-Fake News Center Thailand | X : @AFNCThailand | TikTok : @antifakenewscenter | IG : afnc_thailand/   -------------------------------------------------------------------


นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ ในฐานะโฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ฝ่ายข้าราชการประจำ กล่าวถึงผลการมอนิเตอร์และรับแจ้งข่าวปลอมของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมประเทศไทย (AFNC) ซึ่งเป็นไปตามนโยบายการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยความมั่นคงและภัยทางสังคมของนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) โดยยกระดับความสำคัญเรื่องการสร้างความตระหนักรู้เท่าทันภัยอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ข่าวปลอม และข้อมูลบิดเบือน ทั้งนี้ ในวันที่ 14 พฤษภาคม 2569 AFNC ได้ตรวจสอบพบข้อความทั้งหมด 161,295 ข้อความ โดยมีข้อความที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ (Verify) ทั้งสิ้น 4,759 ข้อความ สำหรับช่องทางที่มีการพบเบาะแสมากที่สุด คือ ข้อความที่มาจาก Social Listening 4,748 ข้อความ และช่องทาง Line Official 11 ข้อความ โดยเป็นเรื่องที่ต้องดำเนินการตรวจสอบทั้งหมด 19 เรื่อง ได้รับผลการตรวจสอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว 11 เรื่อง ในจำนวนนี้เป็นข่าวที่ได้รับความสนใจจากประชาชนมากที่สุด 8 เรื่อง ซึ่งเป็น ข่าวปลอม 5 เรื่อง และข่าวบิดเบือน 3 เรื่องได้แก่ อันดับที่ 1 ข่าวปลอม เรื่อง ปี 2569 อนุมัติเพิ่มวันหยุดราชการพิเศษใหม่ในเดือน มิ.ย. และ ก.ค. จำนวน 2 วัน อันดับที่ 2 ข่าวปลอม เรื่อง รัฐบาลต่ออายุใบอนุญาตทำงานให้กับแรงงานกัมพูชากว่า 200,000 คน ที่ยังอยู่นอกระบบ อันดับที่ 3 ข่าวปลอม เรื่อง กัมพูชาขอทองคำคืน หลังไทยขุดพบโบราณวัตถุมูลค่ามหาศาลใน จ.นครราชสีมา อันดับที่ 4 ข่าวบิดเบือน เรื่อง พิษที่มาจากการบูดเน่าของอาหารในลำไส้ จะกระตุ้นให้อาการแพนิคกำเริบ อันดับที่ 5 ข่าวบิดเบือน เรื่อง อาบน้ำแค่ 3 นาทีก็เพียงพอ ไม่ต้องอาบนานถึง 30 นาที อันดับที่ 6 ข่าวบิดเบือน เรื่อง กัมพูชาแอบจดทะเบียน MoU 2001 กับ UN เพื่อให้มีการรับรองเส้นเขตแดน อันดับที่ 7 ข่าวปลอม เรื่อง ธ.ออมสิน เปิดบัญชี TikTok aomsin_thai1 ปล่อยสินเชื่อให้กู้ อันดับที่ 8 ข่าวปลอม เรื่อง เหตุการณ์นักการเมืองโต้แย้งกับ ประธาน ปตท. ในรายการดัง สำหรับอันดับ 1 เป็นข่าวปลอม เรื่อง “ปี 2569 อนุมัติเพิ่มวันหยุดราชการพิเศษใหม่ในเดือน มิ.ย. และ ก.ค. จำนวน 2 วัน” กระทรวงดีอี ได้ตรวจสอบร่วมกับ เพจทางการสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ยืนยันเป็น “ข่าวปลอม” โดยกรณีที่มีการแชร์ข่าวระบุถึง สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลค.) จะเสนอ ครม. ให้กำหนดวันหยุดราชการเพิ่มเป็นกรณีพิเศษ ซึ่งกำหนดให้เพิ่มวันหยุดราชการเป็นกรณีพิเศษและจะส่งผลให้มีวันหยุดยาวต่อเนื่อง ในเดือนมิถุนายน และเดือนกรกฎาคม 2569 นั้น พบว่าข่าวดังกล่าว "ไม่เป็นความจริง" ปัจจุบันยังไม่มีการหารือ หรือประกาศวันหยุดยาว แต่อย่างใด อย่างไรก็ตาม กระทรวงดีอี มีความห่วงใยประชาชน เรื่องความตระหนักรู้เท่าทันข่าวปลอมที่ถูกแพร่กระจายบนสื่อออนไลน์ โซเชียล ซึ่งหากขาดความรู้เท่าทัน ส่งต่อข้อมูลข่าวปลอม ทำให้เกิดการหลงเชื่อ สร้างความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน สร้างความเสียหายต่อทรัพย์สิน หรือข้อมูลส่วนบุคคล และอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้าง โดยขอให้ประชาชนเลือกเชื่อ เลือกแชร์ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ ซึ่งได้รับการเผยแพร่จากหน่วยงานที่เป็นทางการเท่านั้น และควรตรวจสอบข้อเท็จจริงของข่าวหรือลิงก์เว็บไซต์ให้แน่ชัด หากประชาชน พบข่าวน่าสงสัย ข้อมูลบิดเบือน สามารถแจ้งเบาะแส และตรวจสอบข่าวปลอมได้ที่ โทรสายด่วน 1111 ต่อ 87 (24 ชม.) หรือที่| เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com| Line ID: @antifakenewscenter| Facebook : Anti-Fake News Center Thailand| X : @AFNCThailand| TikTok : @antifakenewscenter| IG : afnc_thailand/ --------------------------

วันที่ 15 พฤษภาคม 2569 นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) และนางสาวแนน บุณย์ธิดา สมชัย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ร่วมการประชุมหารือร่วมระหว่างรัฐบาลกับภาคเอกชน เรื่องแนวทางการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจของประเทศ ที่มีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานฯ โดยมีคณะรัฐมนตรีและตัวแทนผู้ประกอบการจากทุกภาคส่วนเข้าร่วมงาน ณ ตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล    สำหรับการประชุมดังกล่าว รัฐบาลได้จัดงานขึ้นเพื่อเปิดรับฟังข้อเสนอแนะจากตัวแทนผู้ประกอบการ เพื่อพัฒนาแนวทางการทำงานและสนับสนุนการประกอบธุรกิจทำให้เกิดประโยชน์สูงสุด ทั้งต่อผู้ประกอบการ ประชาชน เป็นการร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้มีศักยภาพ และเติบโตอย่างยั่งยืน  

ในช่วงที่นักเรียนและนักศึกษาหลายคนกำลังเดินหน้าเตรียมสอบเข้าศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยที่ตั้งใจหรือใฝ่ฝันไว้ กลับกลายเป็นจังหวะที่มิจฉาชีพใช้เป็นช่องทางหลอกลวง โดยนำ “ทุนการศึกษา” และ “ทุนเรียนต่อต่างประเทศ” มาแอบอ้าง เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือและหลอกให้เหยื่อโอนเงินล่วงหน้า จนมีผู้เสียหายจำนวนไม่น้อยตกเป็นเหยื่อโดยไม่รู้ตัว แล้วจะสังเกตได้อย่างไรว่าเป็น “ทุนจริง” หรือ “ทุนปลอม” ก่อนความฝันจะกลายเป็นฝันร้าย มาดูวิธีสังเกตและแนวทางป้องกันกันก่อนตกเป็นเหยื่อรายต่อไป กลโกง “ทุนการศึกษา” ที่กำลังระบาดมิจฉาชีพมักพุ่งเป้าไปที่นักเรียน นักศึกษา หรือผู้ปกครอง โดยใช้วิธีโทรศัพท์ หรือทักผ่าน LINE / โซเชียลมีเดีย พร้อมอ้างว่า• อ้างว่าได้รับสิทธิ โทรมาแจ้งว่าคุณได้รับทุนการศึกษา หรือมีโครงการช่วยเหลือจากรัฐ/เอกชน• สร้างความน่าเชื่อถือ แอบอ้างชื่อหน่วยงานรัฐ เช่น กระทรวงศึกษาธิการ หรือมูลนิธิที่น่าเชื่อถือ• เรียกเก็บค่าธรรมเนียม จะบอกว่าต้องโอนเงิน "ค่าลงทะเบียน" "ค่าดำเนินการ" หรือ "ค่าประกัน" ก่อนจึงจะรับทุนได้• จุดสังเกตสำคัญ ทุนการศึกษาของจริง จะไม่มีการเรียกเก็บเงินล่วงหน้าเด็ดขาด ! จากนั้นจะเร่งให้ผู้เสียหายโอนเงิน โดยอ้างว่าเป็น• ค่าลงทะเบียน• ค่าดำเนินการ• ค่าขอวีซ่า• ค่าเอกสาร• ค่าประกัน หรือเงินสำหรับทำ Statement แอบอ้างเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยอีกหนึ่งรูปแบบที่พบมาก คือมิจฉาชีพนำชื่อ ตำแหน่ง และรูปภาพของอาจารย์จากเว็บไซต์มหาวิทยาลัย ไปสร้างโปรไฟล์ปลอมใน LINE หรือโซเชียลมีเดีย เพื่อหลอกนักศึกษาให้เชื่อว่าเป็นอาจารย์จริงเมื่อเหยื่อหลงเชื่อ จะชักชวนเข้าร่วม “โครงการทุน” หรือ “โครงการดูงานต่างประเทศ” ก่อนหลอกให้โอนเงินเข้าบัญชีส่วนตัว หลอกวิดีโอคอล ข่มขู่เรียกเงินเพิ่มบางกรณีรุนแรงถึงขั้นหลอกนักศึกษาหญิงให้วิดีโอคอลและถอดเสื้อผ้า โดยอ้างว่าเป็นขั้นตอน “ตรวจรอยสัก” เพื่อพิจารณาทุน ก่อนแอบอัดคลิปไว้ใช้ข่มขู่เรียกเงินเพิ่มในภายหลัง วิธีสังเกตว่าอาจเป็นมิจฉาชีพ• ให้โอนเงินเข้าบัญชีส่วนตัว• เร่งให้ตัดสินใจหรือโอนเงินทันที• ติดต่อผ่านบัญชี LINE หรือโซเชียลมีเดียที่เพิ่งสร้าง• ขอข้อมูลส่วนตัว หรือให้ทำสิ่งไม่เหมาะสมผ่านวิดีโอคอล• ไม่สามารถตรวจสอบโครงการกับมหาวิทยาลัยหรือหน่วยงานได้ วิธีป้องกันและรับมือหากสงสัยว่ากำลังถูกหลอก หรือเผลอโอนเงินไปแล้ว ควรรีบดำเนินการดังนี้1. หยุดโอนเงินทันที ไม่ว่ามิจฉาชีพจะขู่หรืออ้างเหตุผลใด ห้ามโอนเพิ่มเด็ดขาด2. ติดต่อสายด่วน 1441 แจ้งเหตุไปยังศูนย์ AOC 1441 ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อขอคำแนะนำและช่วยระงับบัญชีมิจฉาชีพทันที3. แจ้งความออนไลน์ ผ่านเว็บไซต์ Thaipoliceonline.com เพื่อใช้เป็นหลักฐานดำเนินคดีตามกฎหมาย จำไว้เสมอ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ขอเตือนประชาชนว่า หน่วยงานที่ให้ทุนจริง หรือสถาบันที่ถูกกฎหมาย จะไม่ขอให้คุณโอนเงินเข้าบัญชีส่วนตัวก่อนรับทุนอย่างแน่นอน --------------------------

นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ ในฐานะโฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ฝ่ายข้าราชการประจำ กล่าวถึงผลการมอนิเตอร์และรับแจ้งข่าวปลอมของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมประเทศไทย (AFNC) ซึ่งเป็นไปตามนโยบายการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยความมั่นคงและภัยทางสังคมของนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) โดยยกระดับความสำคัญเรื่องการสร้างความตระหนักรู้เท่าทันภัยอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ข่าวปลอม และข้อมูลบิดเบือน ทั้งนี้ ในวันที่ 15 พฤษภาคม 2569 AFNC ได้ตรวจสอบพบข้อความทั้งหมด 161,267 ข้อความ โดยมีข้อความที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ (Verify) ทั้งสิ้น 6,091 ข้อความ สำหรับช่องทางที่มีการพบเบาะแสมากที่สุด คือ ข้อความที่มาจาก Social Listening 6,086 ข้อความ ตามมาด้วยช่องทาง Line 4 ข้อความ และ Website 1 ข้อความ โดยเป็นเรื่องที่ต้องดำเนินการตรวจสอบทั้งหมด 35 เรื่อง ได้รับผลการตรวจสอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว 19 เรื่อง ในจำนวนนี้เป็นข่าวที่ได้รับความสนใจจากประชาชนมากที่สุด 7 เรื่อง ซึ่งเป็น ข่าวจริง 2 เรื่อง ข่าวปลอม 2 เรื่อง และข่าวบิดเบือน 3 เรื่องได้แก่ อันดับที่ 1 ข่าวบิดเบือน เรื่อง รับแสงแดดวันละ 20-30 นาที ได้วิตามินดีเสริมภูมิ ช่วยลดความดันสูง ลดภาวะแพนิค ลดซึมเศร้า อันดับที่ 2 ข่าวจริง เรื่อง เปิดให้ยื่นขออนุญาตครอบครอง “วาฬหลังค่อม–วาฬเบลนวิลล์–โลมาริสโซ” ภายใน 23 ก.ค. 69 อันดับที่ 3 ข่าวบิดเบือน เรื่อง นายกฯ และ รมว.พาณิชย์ ลงนามคู่สัญญาซื้อข้าวโพดจากสหรัฐฯ 1 ล้านตัน ส่งผลกระทบชาวไร่ไทยอย่างหนัก อันดับที่ 4 ข่าวจริง เรื่อง ไทยประกาศขึ้นทะเบียนโบราณสถานเพิ่มเติม รวมถึง ปราสาทตาเมือน-ตาควาย อันดับที่ 5 ข่าวปลอม เรื่อง พิธีแรกนาขวัญ เป็นพิธีโบราณของกัมพูชาแต่เพียงประเทศเดียว อันดับที่ 6 ข่าวปลอม เรื่อง ไทยทำผิดกฎ ขึ้นทะเบียนโบราณสถานหลายแห่งตามแนวชายแดน โดยไม่แจ้งให้กัมพูชาทราบอันดับที่ 7 ข่าวบิดเบือน เรื่อง เสียงคล้ายระเบิดในพื้นที่ห้วยตามาเรีย เกิดจากฝ่ายตรงข้ามยิง M79 ใส่ฐานฯ สำหรับอันดับ 1 เป็นข่าวบิดเบือน เรื่อง “รับแสงแดดวันละ 20-30 นาที ได้วิตามินดีเสริมภูมิ ช่วยลดความดันสูง ลดภาวะแพนิค ลดซึมเศร้า” กระทรวงดีอี ได้ตรวจสอบร่วมกับ สถาบันโรคผิวหนัง กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ยืนยันเป็น “ข่าวบิดเบือน” เนื่องจากการได้รับแสงแดดช่วยให้ผิวหนังสังเคราะห์วิตามินดีได้จริง ซึ่งมีความสำคัญต่อระบบภูมิคุ้มกัน กระดูก และกล้ามเนื้อ แต่ระยะเวลาที่เหมาะสมนั้นไม่ตายตัว ขึ้นอยู่กับสีผิว ช่วงเวลา และสภาพอากาศของแต่ละพื้นที่ การกำหนดเวลาที่แน่นอนจึงอาจไม่ถูกต้องสำหรับทุกคน ในส่วนประเด็นการลดความดันโลหิตและภาวะซึมเศร้านั้น แสงแดดอาจเป็นปัจจัยสนับสนุนด้านอารมณ์และช่วยขยายหลอดเลือดได้ชั่วคราว เป็นเพียงปัจจัยสนับสนุน ไม่ใช่การรักษาหลัก อาจจะช่วยสนับสนุนสุขภาพอารมณ์ และยังไม่มีหลักฐานเพียงพอที่จะใช้ทดแทนการรักษาทางการแพทย์แผนปัจจุบันได้ อย่างไรก็ตาม กระทรวงดีอี มีความห่วงใยประชาชน เรื่องความตระหนักรู้เท่าทันข่าวปลอมที่ถูกแพร่กระจายบนสื่อออนไลน์ โซเชียล ซึ่งหากขาดความรู้เท่าทัน ส่งต่อข้อมูลข่าวปลอม ทำให้เกิดการหลงเชื่อ สร้างความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน สร้างความเสียหายต่อทรัพย์สิน หรือข้อมูลส่วนบุคคล และอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้าง โดยขอให้ประชาชนเลือกเชื่อ เลือกแชร์ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ ซึ่งได้รับการเผยแพร่จากหน่วยงานที่เป็นทางการเท่านั้น และควรตรวจสอบข้อเท็จจริงของข่าวหรือลิงก์เว็บไซต์ให้แน่ชัด หากประชาชน พบข่าวน่าสงสัย ข้อมูลบิดเบือน สามารถแจ้งเบาะแส และตรวจสอบข่าวปลอมได้ที่ โทรสายด่วน 1111 ต่อ 87 (24 ชม.) หรือที่| เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com| Line ID: @antifakenewscenter| Facebook : Anti-Fake News Center Thailand| X : @AFNCThailand| TikTok : @antifakenewscenter| IG : afnc_thailand/ --------------------------

icon-sitemap    std-w1    std-w2    WCAG 2.0 (Level AA)
จำนวนผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์ Loading...


กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

เลขที่ 120 หมู่ 3 ชั้น 8-11 ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 (อาคาร ซี) ซอยแจ้งวัฒนะ 7 ถนนแจ้งวัฒนะ แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ 10210

facebook
instagram
twitter
youtube
rss
tiktok
threads
Icon Q&A
black ribbon.