Logo DE Ministry.
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
Ministry of Digital Economy and Society
Logo DE Ministry.
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
Ministry of Digital Economy and Society
ตัวช่วยเหลือในการเข้าถึงเว็บไซต์
ค้นหา

วันที่ 28 พฤษภาคม 2569 นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) มอบหมาย นางสาวแนน บุณย์ธิดา สมชัย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ตาม พ.ร.ก.มาตรา 13 ครั้งที่ 2/2569 โดยมีนายพชร อนันตศิลป์ ปลัดกระทรวงดีอี และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ณ อาคารกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม   นางสาวแนน บุณย์ธิดา กล่าวว่า ที่ประชุมได้ติดตามการดำเนินงานตามมาตรการของหน่วยงานต่างๆ ในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ โดยรับทราบรายงานมูลค่าความเสียหายจากการ “สแกม” ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ พบว่ามีค่าเฉลี่ยมูลค่าความเสียหายลดลงจากวันละ 100 ล้านบาท เหลือวันละ 25 ล้านบาท ซึ่งเป็นผลมาจากมาตรการการป้องกันและปราบปรามที่มีการเร่งรัดดำเนินการอย่างต่อเนื่อง   ขณะเดียวกันได้มีการติดตามขั้นตอนการดำเนินการคืนเงินตามกฎกระทรวงการคืนเงินให้แก่ผู้เสียหายจากอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พ.ศ. 2569 (มาตรา 8/1 วรรคสี่ และมาตรา 8/2 วรรคสาม) ซึ่งประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2569 และจะมีผลบังคับใช้เมื่อพ้นกำหนด 90 วันนับแต่วันประกาศเป็นต้นไป (วันที่ 12 สิงหาคม 2569)   ทั้งนี้กฎกระทรวงดังกล่าวจะช่วยให้การคืนเงินแก่ผู้เสียหายมีความสะดวกและรวดเร็ว ลดขั้นตอนกระบวนการเพื่อสามารถคืนเงินให้ผู้เสียหายผ่านคณะกรรมการธุรกรรม ปปง. โดยไม่ต้องรอคำสั่งศาล ซึ่งทาง ปปง. จะเร่งรัดดำเนินการจัดเตรียมกระบวนการการคืนเงิน พร้อมหลักเกณฑ์ที่ชัดเจน เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับประชาชนเพื่อกฎกระทรวงมีผลบังคับใช้ต่อไป   “กระทรวงดีอี และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ความสำคัญกับกระบวนการเร่งรัดคืนเงินผู้เสียหาย เพื่อเป็นการบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนที่ได้รับความเสียหายจาก “สแกมเมอร์” โดยจะมีการพิจารณากระบวนการอย่างละเอียด รอบคอบ ให้มีความพร้อมมากที่สุดเมื่อกฎกระทรวงมีผลบังคับใช้” รมช.ดีอี กล่าว   ------------------------------------------------------------------------

วันที่ 28 พฤษภาคม 2569 นางสาวกัลยา ชินาธิวร ที่ปรึกษาด้านต่างประเทศ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ร่วมประชุมโต๊ะกลมว่าด้วยการพัฒนาดิจิทัล ระหว่าง สวีเดน - ไทย ในหัวข้อ “อนาคตของโทรคมนาคม” (The Future of Telecommunication) โดยมี ดร.ศุภกร สิทธิไชย รักษาการแทนผู้อำนวยการใหญ่ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa) และผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ณ สถานเอกอัครราชทูตสวีเดนประจำประเทศไทย

ดีอี ร่วมประชุม OSCE Asian Conference 2569 มุ่งสร้างความร่วมมือดิจิทัลระดับภูมิภาค รับมือภัยคุกคามไซเบอร์   วันที่ 28 พฤษภาคม 2569 นางสาวชมภารี ชมภูรัตน์ รองปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ได้เข้าร่วมการประชุม OSCE Asian Conference ประจำปี 2569 ในหัวข้อ “Countering Transnational Threats in the Digital Era through Enhanced Co-operation in Asia and the OSCE Region” ณ โรงแรม เดอะ สุโกศล กรุงเทพฯ โดยมี นายวิชาวัฒน์ อิศรภักดี ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการต่างประเทศ ในฐานะประธานหุ้นส่วนเพื่อความร่วมมือฝ่ายเอเชียขององค์การว่าด้วยความมั่นคงและความร่วมมือในยุโรป (Organization for Security and Cooperation in Europe: OSCE) ฝ่ายเอเชีย เป็นผู้แทนฝ่ายไทยกล่าวเปิดการประชุม   ในโอกาสนี้ รองปลัดกระทรวงดีอี ได้ร่วมเป็นวิทยากรฝ่ายไทยในการอภิปรายช่วงที่ 1 หัวข้อ “Strategic Exchange on Transnational Threats in the Digital Era across the OSCE region and Asia” เพื่อแบ่งปันประสบการณ์และบทเรียนของไทยในการแก้ไขปัญหาการหลอกลวงออนไลน์ที่กลายเป็นภัยคุกคามข้ามพรมแดน โดยรัฐบาลต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายภาคส่วน ซึ่งกระทรวงดีอีมีการดำเนินงานอย่างใกล้ชิดกับแพลตฟอร์มสื่อสังคมออนไลน์เพื่อป้องกันการฉ้อโกง ด้วยการตรวจจับบัญชีอาชญากรและลบเนื้อหาที่ผิดกฎหมาย    ทั้งนี้กรอบกฎหมายและแนวทางที่ชัดเจนมีความจำเป็นอย่างยิ่งในการสร้างความร่วมมือที่เข้มแข็งระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน นอกจากนี้ ในระดับภูมิภาค ไทยได้มีความร่วมมือกับ ASEAN และ OSCE ในการแลกเปลี่ยนข้อมูลและแนวปฏิบัติที่ดี เพื่อรับมือกับปัญหาการหลอกลวงออนไลน์ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า การแก้ปัญหาดังกล่าวต้องอาศัยความร่วมมือกับทุกภาคส่วนอย่างเป็นรูปธรรม โปร่งใส และมีความรับผิดชอบร่วมกัน เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมดิจิทัลที่ปลอดภัย มั่นคง และยืดหยุ่นสำหรับทุกคน   สำหรับการประชุม OSCE Asian Conference ประจำปี 2569 จัดโดยประเทศไทยในฐานะประเทศหุ้นส่วนเพื่อความร่วมมือฝ่ายเอเชียขององค์การว่าด้วยความร่วมมือฝ่ายเอเชียขององค์การว่าด้วยความมั่นคงและความร่วมมือในยุโรป (Organization for Security and Cooperation in Europe: OSCE) ร่วมกับฟินแลนด์ เพื่อเป็นเวทีในการแสวงหาความร่วมมือระหว่างสมาชิก OSCE กับประเทศหุ้นส่วนเพื่อความร่วมมือฝ่ายเอเชีย  

วันที่ 29 พฤษภาคม 2569 นายพชร อนันตศิลป์ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ร่วมแสดงความยินดี เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันสถาปนากรมธนารักษ์ ครบรอบ 93 ปี “ธนารักษ์ สู่เศรษฐกิจสีเขียวอย่างยั่งยืน” พร้อมร่วมสมทบทุน โดยมี นายอัครุตม์ สนธยานนท์ อธิบดีกรมธนารักษ์ ผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ให้การต้อนรับ ณ โถง ชั้น 1 อาคารกรมธนารักษ์

วันที่ 29 พฤษภาคม 2569 นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานในพิธีถวายพระพรชัยมงคล สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี เนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษา 3 มิถุนายน 2569 โดยมี นางสาวแนน บุณย์ธิดา สมชัย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงดีอี นายพชร อนันตศิลป์ ปลัดกระทรวงดีอี คณะผู้บริหาร ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่หน่วยงานในสังกัดกระทรวงฯ เข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง ณ โถงชั้น 1 กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ ในฐานะโฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ฝ่ายข้าราชการประจำ กล่าวถึงผลการมอนิเตอร์และรับแจ้งข่าวปลอมของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมประเทศไทย (AFNC) ซึ่งเป็นไปตามนโยบายการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยความมั่นคงและภัยทางสังคมของนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) โดยยกระดับความสำคัญเรื่องการสร้างความตระหนักรู้เท่าทันภัยอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ข่าวปลอม และข้อมูลบิดเบือน   ทั้งนี้ ในวันที่ 27 พฤษภาคม 2569 AFNC ได้ตรวจสอบพบข้อความทั้งหมด 160,889 ข้อความ โดยมีข้อความที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ (Verify) ทั้งสิ้น 4,990 ข้อความ สำหรับช่องทางที่มีการพบเบาะแสมากที่สุด คือ ข้อความที่มาจาก Social Listening 4,990 ข้อความ โดยเป็นเรื่องที่ต้องดำเนินการตรวจสอบทั้งหมด 29 เรื่อง ได้รับผลการตรวจสอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว 10 เรื่อง ในจำนวนนี้เป็นข่าวที่ได้รับความสนใจจากประชาชนมากที่สุด 7 เรื่อง ซึ่งเป็น ข่าวปลอม 6 เรื่อง ข่าวบิดเบือน 3 เรื่อง ได้แก่   อันดับที่ 1 ข่าวปลอม เรื่อง ไวรัสอีโบลาเข้าไทยแล้ว   อันดับที่ 2 ข่าวปลอม เรื่อง ไวรัสฮันตามีอัตราเสียชีวิตสูงกว่าโควิด 20 เท่า   อันดับที่ 3 ข่าวบิดเบือน เรื่อง ปรับสถานะครูอัตราจ้าง ผลักดันเงินเดือนใหม่สูงสุด 20,000 เริ่ม 2 มิ.ย. 69   อันดับที่ 4 ข่าวปลอม เรื่อง พบที่พักอาศัยบริเวณโครงสร้างทางวิ่งของรถไฟฟ้าบีทีเอส   อันดับที่ 5 ข่าวบิดเบือน เรื่อง พนักงานปูเตียงรถไฟคดีดัง ได้รับอภัยโทษ 11 ครั้ง ติดจริงแค่ 12 ปี   อันดับที่ 6 ข่าวปลอม เรื่อง PEA ส่ง SMS แจ้งเตือนชำระค่าไฟไม่สำเร็จ ให้ติดต่อเจ้าหน้าที่ผ่านลิงก์   อันดับที่ 7 ข่าวปลอม เรื่อง โครงการไทยช่วยไทยพลัส ประชาชนใช้สิทธิเต็มแล้ว 30 ล้านสิทธิ (27 พ.ค. 69)   อันดับที่ 8 ข่าวบิดเบือน เรื่อง อบจ.ลพบุรี ใช้งบ 300 ล้านบาท จัดซื้อเครื่องออกกำลังกาย 3 แห่ง   อันดับที่ 9 ข่าวปลอม เรื่อง พบข้อมูลส่วนบุคคลรั่วไหล หลังลงทะเบียนไทยช่วยไทยพลัสและอัปเดตข้อมูลในแอปเป๋าตัง   สำหรับอันดับ 1 เรื่อง “ไวรัสอีโบลาเข้าไทยแล้ว” กระทรวงดีอี ได้ตรวจสอบร่วมกับ กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ยืนยันเป็น “ข่าวปลอม” เนื่องจากสถานการณ์ปัจจุบัน ณ วันที่ 27 พ.ค. 69 ยังไม่มีรายงานการพบผู้ป่วยโรคติดเชื้อไวรัสอีโบลาในประเทศไทย ซึ่งกรมควบคุมโรคได้ดำเนินการเฝ้าระวังในกลุ่มผู้เดินทางที่มาจากเขตติดโรคติดต่ออันตราย กรณีโรคติดเชื้อไวรัสอีโบลา ได้แก่ประเทศ DR Congo และ Uganda ซึ่งจากการเฝ้าระวังผู้เดินทางฯ ที่เข้ามาในประเทศระหว่างวันที่ 21-25 พ.ค. 69 จำนวน 53 ราย ไม่พบผู้ป่วยที่ต้องเข้าเกณฑ์สอบสวนโรค   อย่างไรก็ตาม กระทรวงดีอี มีความห่วงใยประชาชน เรื่องความตระหนักรู้เท่าทันข่าวปลอมที่ถูกแพร่กระจายบนสื่อออนไลน์ โซเชียล ซึ่งหากขาดความรู้เท่าทัน ส่งต่อข้อมูลข่าวปลอม ทำให้เกิดการหลงเชื่อ สร้างความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน สร้างความเสียหายต่อทรัพย์สิน หรือข้อมูลส่วนบุคคล และอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้าง  โดยขอให้ประชาชนเลือกเชื่อ เลือกแชร์ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ ซึ่งได้รับการเผยแพร่จากหน่วยงานที่เป็นทางการเท่านั้น และควรตรวจสอบข้อเท็จจริงของข่าวหรือลิงก์เว็บไซต์ให้แน่ชัด   หากประชาชน พบข่าวน่าสงสัย ข้อมูลบิดเบือน สามารถแจ้งเบาะแส และตรวจสอบข่าวปลอมได้ที่ โทรสายด่วน 1111 ต่อ 87 (24 ชม.) หรือที่ | เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com | Line ID: @antifakenewscenter | Facebook : Anti-Fake News Center Thailand | X : @AFNCThailand | TikTok : @antifakenewscenter | IG : afnc_thailand/ ------------------------------------------------------------------------

วันที่ 29 พฤษภาคม 2569 ผศ.(พิเศษ) ดร.นพ. พลวรรธน์ วิทูรกลชิต ผู้ตรวจราชการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานในพิธีรับมอบสิ่งของพระราชทาน บัตรจิตอาสา หมวก และผ้าพันคอจิตอาสาพระราชทาน หน้าพระบรมฉายาลักษณ์ ของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม พร้อมการจัดอบรมในหัวข้อ “การเป็นจิตอาสาพระราชทานที่ดี” โดยจิตอาสา 904 กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เพื่อส่งเสริมและปลูกฝังจิตสำนึกการเป็นจิตอาสา การประพฤติปฏิบัติตามกรอบแนวทางการเป็นจิตอาสาพระราชทานที่ดี โดยมีผู้บริหาร เจ้าหน้าที่ กระทรวงดีอีและหน่วยงานในสังกัดเข้าร่วม ณ ห้องจัดเลี้ยง ชั้น 1 อาคาร 9 บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน)

วันที่ 29 พฤษภาคม 2569 นายพชร อนันตศิลป์ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม แถลงข่าวกระบวนการดำเนินงานของโครงการ TH-AI Passport ก้าวสู่อนาคตไทย ด้วยพลัง AI ของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม พร้อมด้วย นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ เลขาธิการคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (BDE) โดยมี สื่อมวลชนและผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ณ ห้องแถลงข่าว ชั้น 2 กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

วันที่ 29 พฤษภาคม 2569 นายพชร อนันตศิลป์ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานการแถลงข่าวกระบวนการดำเนิน “โครงการยกระดับทักษะด้านดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์เพื่อคนไทย (TH-AI Passport)” พร้อมด้วย นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ เลขาธิการคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สดช.) หรือ BDE ณ ห้องแถลงข่าว ชั้น 2 กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม    นายพชร เปิดเผยว่า กรณีที่สังคมมีข้อสงสัยถึงการดำเนิน “โครงการยกระดับทักษะด้านดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์เพื่อคนไทย (TH-AI Passport)” ซึ่งโครงการดังกล่าวได้มีการดำเนินการตามแนวทางนโยบาย Quick Big Win ของรัฐบาล ในการสร้างศักยภาพด้านการใช้งานดิจิทัลของประชาชน   ทั้งนี้จาก นโยบายการขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศ ที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจกว่า 5.91 ล้านล้านบาท (เม.ย.69) ให้เป็นรายได้หลักของประเทศ เพื่อรองรับกับเทรนด์ของโลกที่เปลี่ยนแปลงไป โดยมีเทคโนโลยี AI เป็นปัจจัยสำคัญ ซึ่งประเทศไทยจำเป็นต้องมีโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลที่เข้มแข็ง โดยเฉพาะด้านการเตรียมความพร้อมพัฒนาทักษะบุคลากรเพื่อรองรับเทคโนโลยี AI    ดังนั้นเพื่อเป็นการลดความเหลื่อมล้ำทางด้านดิจิทัล สร้างโอกาสในการเข้าถึงเทคโนโลยี AI ให้ประชาชน รวมทั้งเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ตามภารกิจของกระทรวงดีอี ในแนวทางเรื่องของ Upskill-Reskill ที่กำหนดไว้ในการมอบนโยบายของนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี)   สำหรับกระบวนการดำเนินการของโครงการ เริ่มต้นตั้งแต่เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2568  ซึ่งเป็นวันรับมอบนโยบายการขับเคลื่อนกระทรวงดีอี ต่อมาสำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สดช.) ได้จัดทำโครงการ ใช้ระยะเวลาประมาณ 1 เดือน    ก่อนนำเสนอร่างโครงการดังกล่าวเข้าที่ประชุมคณะกรรมการบริหารและจัดหาระบบคอมพิวเตอร์ของกระทรวงดีอี เห็นชอบเมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน 2568 ต่อมาเมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2568 กระทรวงดีอีได้นำเสนอโครงการดังกล่าวต่อคณะกรรมการบริหารกองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ได้อนุมัติโครงการ พร้อมนำเสนอคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจ (ครม.เศรษฐกิจ) ที่มีกระทรวงการต่างประเทศ ,กระทรวงการคลัง ,กระทรวงพาณิชย์ และสำนักนายกรัฐมนตรี ฯลฯ เพื่อรับทราบ    โครงการนี้เป็นการใช้งบประมาณในส่วนของเงินนอกงบประมาณ จึงไม่มีเงื่อนไขที่จะต้องให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีพิจารณาเห็นชอบ แต่ได้ดำเนินการเป็นไปตามวัตถุประสงค์ของกองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (DE Fund) ตามมาตรา 23 ในพระราชบัญญัติการพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม พ.ศ. 2560 (พ.ร.บ.ดีอี) เพื่อใช้จ่ายเกี่ยวกับการพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เพื่อให้เป็นไปตามนโยบายและแผนระดับชาติว่าด้วยการพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และแผนยุทธศาสตร์การส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล และการใช้จ่ายเงินของ สดช. เป็นไป พรบ.ดีอี มาตรา 26 (3) จัดสรรเป็นเงินอุดหนุนแก่สำนักงานในการดําเนินงานตามอำนาจหน้าที่นอกเหนือจากที่ได้รับจากงบประมาณแผ่นดิน   ในส่วนของกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างนั้น เป็นไปตามกฎหมายและระเบียบของกรมบัญชีกลางอย่างเคร่งครัด โดยมีการเสนอแผนการดำเนินงานของกองทุนฯ ต่อคณะกรรมการบริหารกองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม พิจารณาก่อนนำเสนอกระทรวงการคลัง กรมบัญชีกลาง เพื่อพิจารณาอนุมัติแผนก่อนการใช้จ่ายเงิน ตามระเบียบคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ พ.ศ. 2561 ข้อ 14 สำหรับขั้นตอนการจัดซื้อจัดจ้างใช้วิธี e-bidding โดยได้ดำเนินการตามขั้นตอนดังนี้   1.ประกาศแผนจัดซื้อจัดจ้างเมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2568  2.ขั้นตอนการทำประชาพิจารณ์ TOR เมื่อวันที่ 15-22 ธันวาคม 2568 (5 วันทำการ) 3.ประกาศเชิญชวน วันที่ 24 ธันวาคม 2568 – 26 มกราคม 2569  4.เปิดให้มีการเสนอราคา วันที่ 27 มกราคม 2569  5.ประกาศผู้ชนะ รวมระยะเวลาอุทธรณ์ ตั้งแต่วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2569 – 11 มีนาคม 2569  6.ลงนามในสัญญา วันที่ 7 เมษายน 2569    ทั้งนี้ในขั้นตอนการเสนอราคามีผู้ร่วมเสนอราคา จำนวน 3 กลุ่ม สำหรับผู้ชนะการประกวด คือ กิจการค้าร่วมทีเอช ซึ่งเสนอราคา 1,621 ล้านบาท ซึ่งต่ำกว่าราคากลางที่กำหนดไว้ประมาณ 1.76 % (งบประมาณ 1,650 ล้านบาท)   จากข้อเท็จจริงของขอบเขตงานในโครงการครอบคลุมทั้งการจัดให้มีการทดสอบก่อน และหลังการใช้งาน AI รวมทั้งจัดให้มีการประชาสัมพันธ์/การฝึกอบรมทักษะ/การประกวดแข่งขัน ตลอดระยะเวลาโครงการ   ขณะที่เรื่องของข้อกำหนดใน TOR ด้านการประชาสัมพันธ์ ซึ่งได้มีข้อกำหนดให้มีการประชาสัมพันธ์อย่างแพร่หลายในสื่อต่างๆ ทั้งโซเชียลมีเดีย ไม่ใช่แค่การประชาสัมพันธ์ผ่านจอดิจิทัล 6,000 จอ 1,500 สาขา ในร้านสะดวกซื้อ เพียงช่องทางเดียว หรือใช้บริการจากเจ้าของอุปกรณ์เพียงรายเดียว โดยมีการสร้างความตระหนักให้ประชาชนเข้าถึงโครงการดังกล่าว ผ่านสื่อประชาสัมพันธ์ที่เป็นวิดีโอ คลิปสั้น อินโฟกราฟิก กำหนดเข้าถึงกลุ่มผู้ใช้งาน (Reach) ไม่น้อยกว่า 50,000 คน   รวมทั้งการจัดกิจกรรมอบรม ในโครงการฯ ให้กับผู้ดูแลศูนย์ดิจิทัลชุมชน 2,222 แห่งทั่วประเทศ และกิจกรรมถ่ายทอดความรู้ (Boot Camp) ให้แก่ผู้ที่สนใจจำนวนรวม 4,000 คน ใน 4 ภูมิภาค เพื่อเปิดโอกาสการเข้าถึงความรู้เพิ่มเติมในการใช้งาน AI ตลอดจน การจัดให้มีการประกวดแข่งขันการใช้งาน AI อย่างต่อเนื่อง เพื่อเป็นการกระตุ้นการเรียนรู้ AI ที่สำคัญข้อมูลของการใช้งาน AI ในโครงการ ที่มีการปกปิดตัวตนเจ้าของข้อมูลแล้ว จะนำไปพัฒนาต่อยอดใน ThaiLLM ซึ่งเป็นโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน AI สำหรับภาษาไทย นำไปสู่การสร้าง National AI ของประเทศไทยในที่สุด   “โครงการ TH-AI passport ได้จัดหา Generative AI รุ่น Pro/Premium จากผู้ให้บริการ 14 ราย จำนวน 24 โมเดล อาทิ Gemini, ChatGPT, Grok, Claude และ Typhoon จำนวน 5 ล้านสิทธิ ใช้งานเป็นเวลา 12 เดือน โดยมีราคาจัดหาประมาณ 27.5 บ/เดือน/สิทธิ จากปกติที่ต้องมีค่าบริการจากผู้ให้บริการเจ้าของ Generative AI ราคา600 บ./เดือน/คน  โดยกระทรวงดีอี ได้กำหนดเป้าหมายที่ยกระดับอัตราการใช้ AI ของประเทศ (AI Adoption Rate) ให้ขึ้นสู่ระดับ 20% ภายในปี 2570 จากสถิติ 10.7% ในปี 2568 เพื่อเป็นการลดความเหลื่อมล้ำ สร้างโอกาสให้กับคนไทยทั่วประเทศ เพื่อให้ก้าวทันต่อเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว” ปลัดกระทรวงดีอี กล่าว   ---------------------------------------------------------------------------

นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ ในฐานะโฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ฝ่ายข้าราชการประจำ กล่าวถึงผลการมอนิเตอร์และรับแจ้งข่าวปลอมของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมประเทศไทย (AFNC) ซึ่งเป็นไปตามนโยบายการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยความมั่นคงและภัยทางสังคมของนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) โดยยกระดับความสำคัญเรื่องการสร้างความตระหนักรู้เท่าทันภัยอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ข่าวปลอม และข้อมูลบิดเบือน ทั้งนี้ ในวันที่ 28 พฤษภาคม 2569 AFNC ได้ตรวจสอบพบข้อความทั้งหมด 160,883 ข้อความ โดยมีข้อความที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ (Verify) ทั้งสิ้น 7,125 ข้อความ สำหรับช่องทางที่มีการพบเบาะแสมากที่สุดคือ ข้อความที่มาจาก Social Listening 7,122 ข้อความ ตามมาด้วยช่องทาง Line Official 3 ข้อความ โดยเป็นเรื่องที่ต้องดำเนินการตรวจสอบทั้งหมด 27 เรื่อง ได้รับผลการตรวจสอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว 10 เรื่อง ในจำนวนนี้เป็นข่าวที่ได้รับความสนใจจากประชาชนมากที่สุด 8 เรื่อง ซึ่งเป็น ข่าวปลอม 6 เรื่อง ข่าวบิดเบือน 2 เรื่อง ได้แก่ อันดับที่ 1 ข่าวบิดเบือน เรื่อง โควิดสายพันธุ์ NB.1.8.1 ระบาดในไทย ผู้ติดเชื้อกว่า 70% มีอาการเจ็บคอรุนแรง อันดับที่ 2 ข่าวปลอม เรื่อง สํานักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล ปล่อยเลขล็อคกองสลาก งวดวันที่ 1 มิ.ย. 69 อันดับที่ 3 ข่าวปลอม เรื่อง ไทยระวังอิหร่านใช้ขีปนาวุธโจมตีจังหวัดกระบี่ หากให้อเมริกาใช้ฐานทัพ อันดับที่ 4 ข่าวปลอม เรื่อง จองคิวทำใบขับขี่ออนไลน์ทุกชนิด ผ่าน TikTok อันดับที่ 5 ข่าวบิดเบือน อีโบลาระบาดเร็ว ยอดเสียชีวิตพุ่ง 220 ราย ยอดผู้ป่วยต้องสงสัยในคองโกสูงกว่า 1,100 คน เข้าไทยมาแล้ว 100 คน อันดับที่ 6 ข่าวปลอม เรื่อง กรุงไทยใจป้ำ เปิดสินเชื่อให้พ่อค้า แม่ค้า ปิดหนี้ ผ่านบัญชี TikTok ktb1148 อันดับที่ 7 ข่าวปลอม เรื่อง การทางพิเศษฯ ส่ง SMS เรียกเก็บค่าผ่านทาง อันดับที่ 8 ข่าวปลอม เรื่อง ทองคำเปลวตกแต่งอาหาร ที่ผลิตจากทอง 99.6% สามารถกินได้ สำหรับอันดับ 1 เรื่อง “โควิดสายพันธุ์ NB.1.8.1 ระบาดในไทย ผู้ติดเชื้อกว่า 70% มีอาการเจ็บคอรุนแรง” กระทรวงดีอี ได้ตรวจสอบร่วมกับ กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ยืนยันเป็น “ข่าวบิดเบือน” โดยข้อมูลระหว่างวันที่ 1 มกราคม 2568 - 23 เมษายน 2569 พบสายพันธุ์ NB.1.8.1 เป็นสายพันธุ์หลักที่มีการระบาดในประเทศไทย คิดเป็น 50.95% จากตัวอย่างที่ตรวจพบ JN.1 (24.97%), XEC (9.14%) ซึ่งในปี 2568 พบว่า จำนวนผู้ป่วยและการระบาดเป็นกลุ่มก้อนเพิ่มสูงในช่วงเดือนเมษายน-มิถุนายน และจากการเฝ้าระวังสายพันธุ์เชื้อไวรัส SARS-CoV-2 ในประเทศไทย พบสายพันธุ์ NB.1.8.1 เป็นสายพันธุ์หลักในการแพร่ระบาดในช่วงเวลาเดียวกัน ทั้งนี้พบว่า สายพันธุ์ NB.1.8.1 เป็นการกลายพันธุ์ในตำแหน่งโปรตีนหนามหลายจุดที่เพิ่มเติมจากสายพันธุ์ JN.1 ทำให้มีความสามารถในการแพร่กระจายได้ง่ายขึ้น และหลบภูมิคุ้มกันได้ดีขึ้น แต่ยังไม่มีหลักฐานว่าทำให้เกิดโรครุนแรงมากขึ้น ในส่วนของสถานการณ์โรคติดเชื้อโควิด 19 ระหว่างวันที่ 10-16 พฤษภาคม 2569 พบผู้ติดเชื้อ 12,700 ราย เพิ่มจากสัปดาห์ก่อนที่พบประมาณ 8,000 ราย ผู้ป่วยนอนโรงพยาบาลเฉลี่ยต่อวันเพิ่มจาก 56 ราย เป็น 73 ราย ผู้ป่วยหอผู้ป่วยวิกฤต (ICU) เฉลี่ยประมาณ 1 รายต่อวัน โดยสายพันธุ์ที่ระบาดสายพันธุ์หลักคือ NB.1.8.1 ซึ่งพบมากกว่าครึ่งของผู้ป่วยที่ตรวจพบในประเทศ อย่างไรก็ตาม กระทรวงดีอี มีความห่วงใยประชาชน เรื่องความตระหนักรู้เท่าทันข่าวปลอมที่ถูกแพร่กระจายบนสื่อออนไลน์ โซเชียล ซึ่งหากขาดความรู้เท่าทัน ส่งต่อข้อมูลข่าวปลอม ทำให้เกิดการหลงเชื่อ สร้างความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน สร้างความเสียหายต่อทรัพย์สิน หรือข้อมูลส่วนบุคคล และอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้าง โดยขอให้ประชาชนเลือกเชื่อ เลือกแชร์ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ ซึ่งได้รับการเผยแพร่จากหน่วยงานที่เป็นทางการเท่านั้น และควรตรวจสอบข้อเท็จจริงของข่าวหรือลิงก์เว็บไซต์ให้แน่ชัด หากประชาชน พบข่าวน่าสงสัย ข้อมูลบิดเบือน สามารถแจ้งเบาะแส และตรวจสอบข่าวปลอมได้ที่ โทรสายด่วน 1111 ต่อ 87 (24 ชม.) หรือที่| เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com| Line ID: @antifakenewscenter| Facebook : Anti-Fake News Center Thailand| X : @AFNCThailand| TikTok : @antifakenewscenter| IG : afnc_thailand/ --------------------------

นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ ในฐานะโฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ฝ่ายข้าราชการประจำ กล่าวถึงผลการมอนิเตอร์และรับแจ้งข่าวปลอมของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมประเทศไทย (AFNC) ซึ่งเป็นไปตามนโยบายการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยความมั่นคงและภัยทางสังคมของนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) โดยยกระดับความสำคัญเรื่องการสร้างความตระหนักรู้เท่าทันภัยอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ข่าวปลอม และข้อมูลบิดเบือน ทั้งนี้ ในวันที่ 29 พฤษภาคม 2569 AFNC ได้ตรวจสอบพบข้อความทั้งหมด 160,919 ข้อความ โดยมีข้อความที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ (Verify) ทั้งสิ้น 6,166 ข้อความ สำหรับช่องทางที่มีการพบเบาะแสมากที่สุด คือ ข้อความที่มาจาก Social Listening 6,151 ข้อความ ตามมาด้วยช่องทาง Line Official 13 ข้อความ และช่องทาง Facebook 2 ข้อความ โดยเป็นเรื่องที่ต้องดำเนินการตรวจสอบทั้งหมด 38 เรื่อง ได้รับผลการตรวจสอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว 15 เรื่อง ในจำนวนนี้เป็นข่าวที่ได้รับความสนใจจากประชาชนมากที่สุด 7 เรื่อง ซึ่งเป็น ข่าวจริง 1 เรื่อง ข่าวปลอม 6 เรื่อง ได้แก่ อันดับที่ 1 ข่าวปลอม เรื่อง กฟภ. ส่ง SMS แจ้งคืนค่าประกันมิเตอร์ ตามนโยบายลดค่าไฟฟ้า อันดับที่ 2 ข่าวปลอม เรื่อง จ.ระยองพบผู้ติดเชื้อ Vibrio Valnificus ที่มาจากหอยแครงและหอยแมลงภู่ 2 ราย อันดับที่ 3 ข่าวจริง เรื่อง DE จัดตั้งโครงการ TH-AI Passport แจก AI ฟรีให้คนไทย 5 ล้านคน อันดับที่ 4 ข่าวปลอม เรื่อง โครงการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป สำหรับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นร่วมกับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ไม่ต้องลงทุนแม้แต่บาทเดียว อันดับที่ 5 ข่าวปลอม เรื่อง ด่านบ้านผักกาด ไม่เคยถูกปิด มีการส่งสินค้าไปกัมพูชาตลอด อันดับที่ 6 ข่าวปลอม เรื่อง อีโบล่า คือโรคไข้เลือดออกปกติ มีอัตราการเสียชีวิตน้อย อันดับที่ 7 ข่าวปลอม เรื่อง รัฐบาลจีนทุ่มเงินแสนล้าน ยึด 7 โปรเจกต์คมนาคมไทย สำหรับอันดับ 1 เรื่อง “กฟภ. ส่ง SMS แจ้งคืนค่าประกันมิเตอร์ ตามนโยบายลดค่าไฟฟ้า” กระทรวงดีอี ได้ตรวจสอบร่วมกับ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) หรือ PEA กระทรวงมหาดไทย ยืนยันเป็น “ข่าวปลอม” การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ไม่มีนโยบายแนบลิงก์ไปกับ SMS เพื่อแจ้งผู้ใช้ไฟฟ้าให้ติดต่อเจ้าหน้าที่ผ่านลิงก์โดยการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค เปิดบริการให้ลงทะเบียนรับสิทธิ์ขอคืนเงินประกันการใช้ไฟฟ้าผ่านทางเว็บไซต์ www.pea.co.th เท่านั้น ทั้งนี้ผู้ใช้ไฟฟ้าในส่วนภูมิภาคสามารถตรวจสอบยอดค่าไฟฟ้า ผ่านทางเว็บไซต์ www.pea.co.th แอปพลิเคชัน PEA Smart Plus โทรสายด่วน 1129 PEA Contact Center หรือ ติดต่อที่สำนักงานการไฟฟ้าในพื้นที่ อย่างไรก็ตาม กระทรวงดีอี มีความห่วงใยประชาชน เรื่องความตระหนักรู้เท่าทันข่าวปลอมที่ถูกแพร่กระจายบนสื่อออนไลน์ โซเชียล ซึ่งหากขาดความรู้เท่าทัน ส่งต่อข้อมูลข่าวปลอม ทำให้เกิดการหลงเชื่อ สร้างความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน สร้างความเสียหายต่อทรัพย์สิน หรือข้อมูลส่วนบุคคล และอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้าง โดยขอให้ประชาชนเลือกเชื่อ เลือกแชร์ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ ซึ่งได้รับการเผยแพร่จากหน่วยงานที่เป็นทางการเท่านั้น และควรตรวจสอบข้อเท็จจริงของข่าวหรือลิงก์เว็บไซต์ให้แน่ชัด หากประชาชน พบข่าวน่าสงสัย ข้อมูลบิดเบือน สามารถแจ้งเบาะแส และตรวจสอบข่าวปลอมได้ที่ โทรสายด่วน 1111 ต่อ 87 (24 ชม.) หรือที่| เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com| Line ID: @antifakenewscenter| Facebook : Anti-Fake News Center Thailand| X : @AFNCThailand| TikTok : @antifakenewscenter| IG : afnc_thailand/ --------------------------

นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ ในฐานะโฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ฝ่ายข้าราชการประจำ กล่าวถึงผลการมอนิเตอร์และรับแจ้งข่าวปลอมของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมประเทศไทย (AFNC) ซึ่งเป็นไปตามนโยบายการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยความมั่นคงและภัยทางสังคมของนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) โดยยกระดับความสำคัญเรื่องการสร้างความตระหนักรู้เท่าทันภัยอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ข่าวปลอม และข้อมูลบิดเบือน ทั้งนี้ ในวันที่ 30 พฤษภาคม 2569 AFNC ได้ตรวจสอบพบข้อความทั้งหมด 160,876 ข้อความ โดยมีข้อความที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ (Verify) ทั้งสิ้น 5,129 ข้อความ สำหรับช่องทางที่มีการพบเบาะแสมากที่สุด คือ ข้อความที่มาจาก Social Listening 5,128 ข้อความ ตามมาด้วยช่องทาง Line Official 1 ข้อความ โดยเป็นเรื่องที่ต้องดำเนินการตรวจสอบทั้งหมด 23 เรื่อง ได้รับผลการตรวจสอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว 4 เรื่องในจำนวนนี้เป็นข่าวที่ได้รับความสนใจจากประชาชนมากที่สุด 7 เรื่อง ซึ่งเป็น ข่าวจริง 2 เรื่อง ข่าวปลอม 2 เรื่อง ข่าวบิดเบือน 3 เรื่อง ได้แก่ อันดับที่ 1 ข่าวจริง เรื่อง เกิดปรากฏการณ์ปลาตายเกยหาดที่ชายทะเลปากน้ำ จ.ชุมพร อันดับที่ 2 ข่าวบิดเบือน เรื่อง กรมชลประทาน จัดทำแบบแผนการซ่อมแซมคลอง ร.1 โดยต้องใช้งบประมาณเกือบ 1,000 ล้านบาท อันดับที่ 3 ข่าวจริง เรื่อง ประกาศงดเข้ากราบถวายบังคมพระบรมศพสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ วันที่ 3 - 4 มิ.ย. 69 อันดับที่ 4 ข่าวบิดเบือน เรื่อง กัมพูชา ซื้อหัวโขนจากไทย เพื่อเอาไปเป็นต้นแบบ อันดับที่ 5 ข่าวบิดเบือน เรื่อง ภาวะลิ้นขนดำ เกิดจากการใช้น้ำยาบ้วนปากบ่อยเกินไป อันดับที่ 6 ข่าวปลอม เรื่อง กดรับเงินไทยช่วยไทยพลัส 900 บาทต่อวัน ผ่านลิงก์ SMS อันดับที่ 7 ข่าวปลอม เรื่อง กัมพูชาขนจรวด RM-70 ประชิดชายแดน ประกาศพร้อมรบ 100% สำหรับข่าวปลอมที่น่าสนใจ คือ เรื่อง “กดรับเงินไทยช่วยไทยพลัส 900 บาทต่อวัน ผ่านลิงก์ SMS” กระทรวงดีอีได้ตรวจสอบร่วมกับ สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กระทรวงการคลัง พบว่า ข้อความ SMS ดังกล่าว ได้แนบ “ลิงก์ปลอม” ดังนั้นจึงขอเตือนประชาชนอย่ากดลิงก์ที่แนบมากับ SMS ที่มิจฉาชีพแอบอ้างให้รับสิทธิหรือเงินช่วยเหลือ ซึ่งมีความเสี่ยงต่อการโดนนำข้อมูลส่วนบุคคลไปใช้ในทางมิชอบ ตลอดจนสูญเสียทรัพย์สิน ทั้งนี้โครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” เปิดให้ลงทะเบียนรับสิทธิ ตั้งแต่วันที่ 25-29 พ.ค. 2569 เวลา 06:00-22:00 น. ผ่านช่องทางแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” เท่านั้น ไม่มีช่องทางอื่น และหน่วยงานรัฐฯ ไม่มีนโยบายส่ง SMS แนบลิงก์ อย่างไรก็ตาม กระทรวงดีอี มีความห่วงใยประชาชน เรื่องความตระหนักรู้เท่าทันข่าวปลอมที่ถูกแพร่กระจายบนสื่อออนไลน์ โซเชียล ซึ่งหากขาดความรู้เท่าทัน ส่งต่อข้อมูลข่าวปลอม ทำให้เกิดการหลงเชื่อ สร้างความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน สร้างความเสียหายต่อทรัพย์สิน หรือข้อมูลส่วนบุคคล และอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้าง โดยขอให้ประชาชนเลือกเชื่อ เลือกแชร์ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ ซึ่งได้รับการเผยแพร่จากหน่วยงานที่เป็นทางการเท่านั้น และควรตรวจสอบข้อเท็จจริงของข่าวหรือลิงก์เว็บไซต์ให้แน่ชัด หากประชาชน พบข่าวน่าสงสัย ข้อมูลบิดเบือน สามารถแจ้งเบาะแส และตรวจสอบข่าวปลอมได้ที่ โทรสายด่วน 1111 ต่อ 87 (24 ชม.) หรือที่| เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com| Line ID: @antifakenewscenter| Facebook : Anti-Fake News Center Thailand| X : @AFNCThailand| TikTok : @antifakenewscenter| IG : afnc_thailand/ --------------------------

นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ ในฐานะโฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ฝ่ายข้าราชการประจำ กล่าวถึงผลการมอนิเตอร์และรับแจ้งข่าวปลอมของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมประเทศไทย (AFNC) ซึ่งเป็นไปตามนโยบายการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยความมั่นคงและภัยทางสังคมของนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) โดยยกระดับความสำคัญเรื่องการสร้างความตระหนักรู้เท่าทันภัยอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ข่าวปลอม และข้อมูลบิดเบือน   ทั้งนี้ ในวันที่ 31 พฤษภาคม 2569 AFNC ได้ตรวจสอบพบข้อความทั้งหมด 160,878 ข้อความ โดยมีข้อความที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ (Verify) ทั้งสิ้น 7,191 ข้อความ สำหรับช่องทางที่มีการพบเบาะแสมากที่สุด คือ ข้อความที่มาจาก Social Listening 7,191 ข้อความ โดยเป็นเรื่องที่ต้องดำเนินการตรวจสอบทั้งหมด 27 เรื่อง ได้รับผลการตรวจสอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว 6 เรื่อง ในจำนวนนี้เป็นข่าวที่ได้รับความสนใจจากประชาชนมากที่สุด 7 เรื่อง ซึ่งเป็น ข่าวจริง 1 เรื่อง ข่าวปลอม 5 เรื่อง และข่าวบิดเบือน 1 เรื่อง ได้แก่   อันดับที่ 1 ข่าวปลอม เรื่อง อนุมัติปรับเบี้ยผู้สูงอายุจาก 600 เป็น 3,000 บาท/เดือน   อันดับที่ 2 ข่าวปลอม เรื่อง สธ. ประกาศให้หลีกเลี่ยงเดินทางไป 6 ประเทศ และเฝ้าระวัง 8 จังหวัดในไทย หลังโควิด 19 และไข้หวัดใหญ่ระบาดรุนแรงอีกครั้ง   อันดับที่ 3 ข่าวจริง เรื่อง กรมทางหลวงเตรียมปิดไฟถนนบางช่วง เวลา 22.00-06.00 น.   อันดับที่ 4 ข่าวบิดเบือน เรื่อง น้ำมันไทยยังคงผ่านช่องเม็กไปยังกัมพูชา   อันดับที่ 5 ข่าวปลอม หากไทยจะเปลี่ยนแปลงพื้นที่ห้วยตามาเรีย ต้องได้รับความยินยอมจากกัมพูชาก่อน   อันดับที่ 6 ข่าวปลอม เรื่อง ดื่มนมดิบบูด ช่วยดีท็อกซ์สิวออกจากร่างกาย และทำให้ตัวสูงขึ้น   อันดับที่ 7 ข่าวปลอม เรื่อง ธนาคารออมสิน ส่งเอกสารให้โอนเงินเพื่อปลดล็อกเงินรางวัลลอตเตอรี่ต่างประเทศ   สำหรับอันดับ 1 เรื่อง “อนุมัติปรับเบี้ยผู้สูงอายุจาก 600 เป็น 3,000 บาท/เดือน” กระทรวงดีอี ได้ตรวจสอบร่วมกับ กรมกิจการผู้สูงอายุ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ยืนยันเป็น “ข่าวปลอม” ซึ่งในปัจจุบันยังไม่มีการประกาศอนุมัติปรับเบี้ยผู้สูงอายุ และไม่มีการจ่ายเงินในอัตราดังกล่าวแต่อย่างใด ยังคงใช้ระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยหลักเกณฑ์การจ่ายเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2566 โดยจ่ายตามช่วงอายุ ดังนี้ อายุ 60–69 ปี ได้รับ 600 บาท / อายุ 70–79 ปี ได้รับ 700 บาท / อายุ 80–89 ปี ได้รับ 800 บาท / และอายุ 90 ปีขึ้นไป ได้รับ 1,000 บาทต่อคนต่อเดือน   อย่างไรก็ตาม กระทรวงดีอี มีความห่วงใยประชาชน เรื่องความตระหนักรู้เท่าทันข่าวปลอมที่ถูกแพร่กระจายบนสื่อออนไลน์ โซเชียล ซึ่งหากขาดความรู้เท่าทัน ส่งต่อข้อมูลข่าวปลอม ทำให้เกิดการหลงเชื่อ สร้างความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน สร้างความเสียหายต่อทรัพย์สิน หรือข้อมูลส่วนบุคคล และอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้าง  โดยขอให้ประชาชนเลือกเชื่อ เลือกแชร์ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ ซึ่งได้รับการเผยแพร่จากหน่วยงานที่เป็นทางการเท่านั้น และควรตรวจสอบข้อเท็จจริงของข่าวหรือลิงก์เว็บไซต์ให้แน่ชัด   หากประชาชน พบข่าวน่าสงสัย ข้อมูลบิดเบือน สามารถแจ้งเบาะแส และตรวจสอบข่าวปลอมได้ที่ โทรสายด่วน 1111 ต่อ 87 (24 ชม.) หรือที่ | เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com | Line ID: @antifakenewscenter | Facebook : Anti-Fake News Center Thailand | X : @AFNCThailand | TikTok : @antifakenewscenter | IG : afnc_thailand/ --------------------------------------------------------------------------------

ประกาศการขึ้นบัญชีรายชื่อผู้ผ่านการกลั่นกรองเพื่อแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งประเภทอำนวยการ ระดับต้น กลุ่มตำแหน่งอำนวยการทั่วไป ของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม 

นที่ 2 มิถุนายน 2569 นางสาวแนน บุณย์ธิดา สมชัย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เข้าร่วมกิจกรรมประชาสัมพันธ์การรณรงค์สร้างความเท่าเทียมระหว่างเพศในสังคม เนื่องในเดือนแห่งการเฉลิมฉลองความภาคภูมิใจ Pride Month และการสนับสนุนการเสนอตัวเป็นเจ้าภาพการจัดงาน WorldPride 2030 ที่มีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ร่วมกับคณะรัฐมนตรี พร้อมได้รับการติดเข็มกลัด Road to Bangkok WorldPride 2030 จากคณะผู้แทน Pride City Network ณ โถงตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล

icon-sitemap    std-w1    std-w2    WCAG 2.0 (Level AA)
จำนวนผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์ Loading...


กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

เลขที่ 120 หมู่ 3 ชั้น 8-11 ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 (อาคาร ซี) ซอยแจ้งวัฒนะ 7 ถนนแจ้งวัฒนะ แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ 10210

facebook
instagram
twitter
youtube
rss
tiktok
threads
Icon Q&A
black ribbon.