Logo DE Ministry.
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
Ministry of Digital Economy and Society
Logo DE Ministry.
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
Ministry of Digital Economy and Society
ตัวช่วยเหลือในการเข้าถึงเว็บไซต์
ค้นหา


นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ ในฐานะโฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ฝ่ายข้าราชการประจำ กล่าวถึงผลการมอนิเตอร์และรับแจ้งข่าวปลอมของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมประเทศไทย (AFNC) ซึ่งเป็นไปตามนโยบายการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยความมั่นคงและภัยทางสังคมของนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) โดยยกระดับความสำคัญเรื่องการสร้างความตระหนักรู้เท่าทันภัยอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ข่าวปลอม และข้อมูลบิดเบือน   ทั้งนี้ ในวันที่ 26 พฤษภาคม 2569 AFNC ได้ตรวจสอบพบข้อความทั้งหมด 160,853 ข้อความ โดยมีข้อความที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ (Verify) ทั้งสิ้น 4,439 ข้อความ สำหรับช่องทางที่มีการพบเบาะแสมากที่สุด คือ ข้อความที่มาจาก Social Listening 4,427 ข้อความ ตามมาด้วยช่องทาง Line Official 11 ข้อความ และช่องทาง Facebook 1 ข้อความ โดยเป็นเรื่องที่ต้องดำเนินการตรวจสอบทั้งหมด 29 เรื่อง ได้รับผลการตรวจสอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว 16 เรื่อง ในจำนวนนี้เป็นข่าวที่ได้รับความสนใจจากประชาชนมากที่สุด 7 เรื่อง ซึ่งเป็น ข่าวจริง 1 เรื่อง ข่าวปลอม 5 เรื่อง ข่าวบิดเบือน 1 เรื่อง ได้แก่   อันดับที่ 1 ข่าวบิดเบือน เรื่อง บัตรประชาชน เฉิง เจ้าหวู ผู้ออกบัตรคือ อดีตอธิบดีกรมการปกครอง คนที่ 38   อันดับที่ 2 ข่าวปลอม เรื่อง พบโดรนพลีชีพของไทย กลางทุ่งนาชาวบ้านกัมพูชา   อันดับที่ 3 ข่าวจริง เรื่อง กินเห็ดผึ้งถ่าน ทำให้เกิดอาการปวดท้อง คลื่นไส้ และอาเจียนอย่างรุนแรง   อันดับที่ 4 ข่าวปลอม เรื่อง ภาพชาวกัมพูชารวมตัวทั้งประเทศ เรียกร้องให้ไทยจ่ายคนละครึ่งพลัสให้กับแรงงานกัมพูชาทุกคน   อันดับที่ 5 ข่าวปลอม เรื่อง ทหารกัมพูชาแพ้ทหารไทยในการรบ เพราะทหารไทยเสพยาบ้า   อันดับที่ 6 ข่าวปลอม เรื่อง ธนาคารกสิกรไทย ส่งอีเมลแจ้งพบรายการธุรกรรมผิดปกติ   อันดับที่ 7 ข่าวปลอม เรื่อง ถนนชายแดนใหม่กลายเป็นทะเลโคลน ต้องพึ่งพาชาวบ้าน พระสงฆ์แก้ปัญหา   สำหรับอันดับ 1 เรื่อง “บัตรประชาชน เฉิง เจ้าหวู ผู้ออกบัตรคือ อดีตอธิบดีกรมการปกครอง คนที่ 38” กระทรวงดีอี ได้ตรวจสอบร่วมกับ กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ยืนยันเป็น “ข่าวบิดเบือน” เนื่องจากชื่อและลายเซ็นที่ปรากฏบนบัตรประชาชน เป็นของอธิบดีกรมการปกครองซึ่งดำรงตำแหน่งในขณะนั้น โดยจะใช้เหมือนกันในบัตรประชาชนทุกใบ แต่ไม่ได้หมายความว่า อธิบดีเป็นผู้อนุมัติบัตรให้แต่ละคนโดยตรง   ทั้งนี้จากการตรวจสอบข้อมูล อนุมัติ และออกบัตรประชาชนให้ประชาชนแต่ละราย เป็นหน้าที่ของพนักงานเจ้าหน้าที่ ที่ปฏิบัติงาน ณ อำเภอ เขต หรือเทศบาล จะเป็นผู้ตรวจสอบเอกสาร ตัวบุคคล และข้อมูลต่าง ๆ ด้วยตนเอง ดังนั้น หากเกิดข้อผิดพลาดในการออกบัตร จะต้องสอบข้อเท็จจริงในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ผู้ดำเนินการออกบัตรรายนั้น   อย่างไรก็ตาม กระทรวงดีอี มีความห่วงใยประชาชน เรื่องความตระหนักรู้เท่าทันข่าวปลอมที่ถูกแพร่กระจายบนสื่อออนไลน์ โซเชียล ซึ่งหากขาดความรู้เท่าทัน ส่งต่อข้อมูลข่าวปลอม ทำให้เกิดการหลงเชื่อ สร้างความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน สร้างความเสียหายต่อทรัพย์สิน หรือข้อมูลส่วนบุคคล และอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้าง  โดยขอให้ประชาชนเลือกเชื่อ เลือกแชร์ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ ซึ่งได้รับการเผยแพร่จากหน่วยงานที่เป็นทางการเท่านั้น และควรตรวจสอบข้อเท็จจริงของข่าวหรือลิงก์เว็บไซต์ให้แน่ชัด   หากประชาชน พบข่าวน่าสงสัย ข้อมูลบิดเบือน สามารถแจ้งเบาะแส และตรวจสอบข่าวปลอมได้ที่ โทรสายด่วน 1111 ต่อ 87 (24 ชม.) หรือที่ | เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com | Line ID: @antifakenewscenter | Facebook : Anti-Fake News Center Thailand | X : @AFNCThailand | TikTok : @antifakenewscenter | IG : afnc_thailand/ ---------------------------------------------------------------------------

วันที่ 28 พฤษภาคม 2569 ว่าที่ร้อยตรี ธนะสิทธิ์ เอี่ยมอนันชัย รองปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ร่วมแสดงความยินดี เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันสถาปนา สำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (สกมช.) ครบรอบ 5 ปี พร้อมร่วมสมทบทุน โดยมี นายจิรศักดิ์ วิชัยกุล ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษ 2 สำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (สกมช.) ให้การต้อนรับ ณ โถงรับรอง ชั้น 11 สำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ 

วันที่ 28 พฤษภาคม 2569 นางสาวแนน บุณย์ธิดา สมชัย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ได้รับมอบหมายจาก นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ให้เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ครั้งที่ 2/2569 โดยมี นายพชร อนันตศิลป์ ปลัดกระทรวงดีอี พร้อมด้วย ผู้บริหารกระทรวงดีอี ผู้แทนหน่วยงานและผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ณ ห้องประชุม 203 ชั้น 2 กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม


นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) กล่าวว่า หากถามว่าอุปกรณ์ที่เพิ่มประสิทธิภาพ ศักยภาพการพัฒนาด้านดิจิทัลได้มากที่สุดในปัจจุบันคืออุปกรณ์ใด คำตอบนั้นก็คือ AI  ดังนั้นกระทรวงดีอี จึงได้เตรียมดำเนินโครงการ TH-AI Passport วงเงิน 1.6 พันล้านบาท สำหรับจัดหา AI จำนวน 12 โมเดล เพื่อให้ประชาชน 5 ล้านคนเข้าถึงการใช้งาน AI ระดับ Pro ซึ่งโครงการดังกล่าวดำเนินการตามขั้นตอนกฎหมายครบถ้วน โปร่งใส และตรวจสอบได้ ซึ่งไม่ใช่การแจก AI โปรฟรี แต่อย่างใด   สำหรับการดำเนินโครงการดังกล่าวได้มีการหารือร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเริ่มเผยแพร่แผนจัดซื้อ-จัดจ้างตั้งแต่วันที่ 17 พฤศจิกายน 2568 และมีการเผยแพร่ขอบเขตของงานในการจัดซื้อ-จัดจ้าง (TOR) เพื่อประชาพิจารณ์ในวันที่ 15-22 ธันวาคม 2568 และใช้กระบวนการจัดซื้อจัดจ้างตามกฎหมายผ่านระบบ e-bidding ซึ่งเป็นระบบเปิดแข่งขันอย่างเป็นธรรม และมีวิธีการใช้งบกองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (กองทุนดีอี) หรือ DE Fund และการจัดซื้อจัดจ้างเป็นไปตามระเบียบทุกประการ   ทั้งนี้ รัฐบาลมีเป้าหมายสำคัญในการเพิ่มการเข้าถึงเทคโนโลยี AI ของประชาชน หลังผลการศึกษาพบว่า ไทยมีอัตราการเข้าถึง AI หรือ AI Diffusion เพียง 10.7% ต่ำกว่าหลายประเทศในอาเซียน โดยสิงคโปร์อยู่ที่ 60.9% และเวียดนามอยู่ที่ 23.5%    นอกจากนี้หลายประเทศทั่วโลกมีนโยบายสนับสนุนให้ประชาชนเข้าถึง AI ฟรี เพื่อยกระดับ Productivity ของประเทศ เช่น สิงคโปร์ที่สนับสนุน Premium AI Tools ควบคู่หลักสูตร AI Literacy โดยใช้งบประมาณกว่า 27,000 ล้านบาท หรือเฉลี่ยประมาณ 900 บาทต่อคนต่อปี    ในขณะที่การดำเนินการโครงการ TH-AI Passport ของกระทรวงดีอี จะสามารถเพิ่มจำนวนผู้ใช้งาน AI ได้ถึงจำนวน 5 ล้านคน และจะทำให้ไทยมีอัตราการเข้าถึง AI เพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 23% สูงกว่าค่าเฉลี่ย Global Benchmark ที่ 16.3% โดยใช้งบเฉลี่ยเพียง 324 บาทต่อคนต่อปี หรือประมาณ 27 บาทต่อเดือนเท่านั้น   สำหรับเป้าหมายของโครงการ คือ “Learn to Earn” มุ่งเพิ่มจำนวนผู้ใช้ AI อย่างมีคุณภาพ ผ่านหลักสูตร Up Skill ที่ใช้งานได้จริง โดยร่วมพัฒนากับบริษัทเทคโนโลยีระดับโลกอย่าง Google, Microsoft และ OpenAI เพื่อให้ประชาชนสามารถนำ AI ไปต่อยอดอาชีพและสร้างรายได้   ด้านประเด็นความปลอดภัยของข้อมูลนั้น ขอยืนยันว่า ผู้ให้บริการ AI จะไม่สามารถนำข้อมูลของผู้ใช้งานไป Gen AI ต่อได้ โดยข้อมูล User และ Prompt จะจัดเก็บบน Cloud ภายในประเทศไทย และเข้าถึงได้เฉพาะในรูปแบบ Anonymous เท่านั้น ส่วนการ Verify ID ใช้เพื่อยืนยันสิทธิ์การใช้งานสำหรับคนไทย โดยไม่มีการเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลแก่เจ้าของโมเดล AI แต่อย่างใด   ในส่วนของโครงสร้างระบบ โครงการนี้ได้เปิดให้ประชาชนผู้ใช้บริการสามารถบริหารจัดการได้หลายรูปแบบ ทั้ง Token Allocation, Reserve Capacity ผ่าน TPU/GPU Cloud หรือ Hybrid Model โดยกำหนด Technical Specification แบบเน้นผลลัพธ์การใช้งานจริงมากกว่ากำหนดจำนวน Token แบบตายตัว เพื่อให้ประชาชนได้รับประโยชน์สูงสุดจากโครงการ   “โครงการ TH-AI Passport เป็นการเปิดโอกาสให้คนไทยเข้าถึง AI ระดับ Pro ลดความเหลื่อมล้ำทางการเข้าถึงเทคโนโลยี จากการต้องแชร์บัญชีใช้งานร่วมกันหลายคน และช่วยให้ประชาชนเข้าถึงศักยภาพ Advanced Generative AI ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพตลอดระยะเวลา 1 ปี ดังนั้นโครงการนี้จึงไม่ใช่เพียงการสนับสนุนการใช้ AI แต่เป็นการลงทุนเพื่อยกระดับศักยภาพคนไทย ให้สามารถแข่งขันทางเศรษฐกิจดิจิทัลในระดับโลก และก้าวทันการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีที่มีการขับเคลื่อนอย่างรวดเร็วต่อไปในอนาคต” นายไชยชนก กล่าว    -------------------------------------------------------------

วันที่ 28 พฤษภาคม 2569 นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) มอบหมาย นางสาวแนน บุณย์ธิดา สมชัย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ตาม พ.ร.ก.มาตรา 13 ครั้งที่ 2/2569 โดยมีนายพชร อนันตศิลป์ ปลัดกระทรวงดีอี และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ณ อาคารกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม   นางสาวแนน บุณย์ธิดา กล่าวว่า ที่ประชุมได้ติดตามการดำเนินงานตามมาตรการของหน่วยงานต่างๆ ในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ โดยรับทราบรายงานมูลค่าความเสียหายจากการ “สแกม” ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ พบว่ามีค่าเฉลี่ยมูลค่าความเสียหายลดลงจากวันละ 100 ล้านบาท เหลือวันละ 25 ล้านบาท ซึ่งเป็นผลมาจากมาตรการการป้องกันและปราบปรามที่มีการเร่งรัดดำเนินการอย่างต่อเนื่อง   ขณะเดียวกันได้มีการติดตามขั้นตอนการดำเนินการคืนเงินตามกฎกระทรวงการคืนเงินให้แก่ผู้เสียหายจากอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พ.ศ. 2569 (มาตรา 8/1 วรรคสี่ และมาตรา 8/2 วรรคสาม) ซึ่งประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2569 และจะมีผลบังคับใช้เมื่อพ้นกำหนด 90 วันนับแต่วันประกาศเป็นต้นไป (วันที่ 12 สิงหาคม 2569)   ทั้งนี้กฎกระทรวงดังกล่าวจะช่วยให้การคืนเงินแก่ผู้เสียหายมีความสะดวกและรวดเร็ว ลดขั้นตอนกระบวนการเพื่อสามารถคืนเงินให้ผู้เสียหายผ่านคณะกรรมการธุรกรรม ปปง. โดยไม่ต้องรอคำสั่งศาล ซึ่งทาง ปปง. จะเร่งรัดดำเนินการจัดเตรียมกระบวนการการคืนเงิน พร้อมหลักเกณฑ์ที่ชัดเจน เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับประชาชนเพื่อกฎกระทรวงมีผลบังคับใช้ต่อไป   “กระทรวงดีอี และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ความสำคัญกับกระบวนการเร่งรัดคืนเงินผู้เสียหาย เพื่อเป็นการบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนที่ได้รับความเสียหายจาก “สแกมเมอร์” โดยจะมีการพิจารณากระบวนการอย่างละเอียด รอบคอบ ให้มีความพร้อมมากที่สุดเมื่อกฎกระทรวงมีผลบังคับใช้” รมช.ดีอี กล่าว   ------------------------------------------------------------------------

วันที่ 28 พฤษภาคม 2569 นางสาวกัลยา ชินาธิวร ที่ปรึกษาด้านต่างประเทศ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ร่วมประชุมโต๊ะกลมว่าด้วยการพัฒนาดิจิทัล ระหว่าง สวีเดน - ไทย ในหัวข้อ “อนาคตของโทรคมนาคม” (The Future of Telecommunication) โดยมี ดร.ศุภกร สิทธิไชย รักษาการแทนผู้อำนวยการใหญ่ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa) และผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ณ สถานเอกอัครราชทูตสวีเดนประจำประเทศไทย

ดีอี ร่วมประชุม OSCE Asian Conference 2569 มุ่งสร้างความร่วมมือดิจิทัลระดับภูมิภาค รับมือภัยคุกคามไซเบอร์   วันที่ 28 พฤษภาคม 2569 นางสาวชมภารี ชมภูรัตน์ รองปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ได้เข้าร่วมการประชุม OSCE Asian Conference ประจำปี 2569 ในหัวข้อ “Countering Transnational Threats in the Digital Era through Enhanced Co-operation in Asia and the OSCE Region” ณ โรงแรม เดอะ สุโกศล กรุงเทพฯ โดยมี นายวิชาวัฒน์ อิศรภักดี ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการต่างประเทศ ในฐานะประธานหุ้นส่วนเพื่อความร่วมมือฝ่ายเอเชียขององค์การว่าด้วยความมั่นคงและความร่วมมือในยุโรป (Organization for Security and Cooperation in Europe: OSCE) ฝ่ายเอเชีย เป็นผู้แทนฝ่ายไทยกล่าวเปิดการประชุม   ในโอกาสนี้ รองปลัดกระทรวงดีอี ได้ร่วมเป็นวิทยากรฝ่ายไทยในการอภิปรายช่วงที่ 1 หัวข้อ “Strategic Exchange on Transnational Threats in the Digital Era across the OSCE region and Asia” เพื่อแบ่งปันประสบการณ์และบทเรียนของไทยในการแก้ไขปัญหาการหลอกลวงออนไลน์ที่กลายเป็นภัยคุกคามข้ามพรมแดน โดยรัฐบาลต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายภาคส่วน ซึ่งกระทรวงดีอีมีการดำเนินงานอย่างใกล้ชิดกับแพลตฟอร์มสื่อสังคมออนไลน์เพื่อป้องกันการฉ้อโกง ด้วยการตรวจจับบัญชีอาชญากรและลบเนื้อหาที่ผิดกฎหมาย    ทั้งนี้กรอบกฎหมายและแนวทางที่ชัดเจนมีความจำเป็นอย่างยิ่งในการสร้างความร่วมมือที่เข้มแข็งระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน นอกจากนี้ ในระดับภูมิภาค ไทยได้มีความร่วมมือกับ ASEAN และ OSCE ในการแลกเปลี่ยนข้อมูลและแนวปฏิบัติที่ดี เพื่อรับมือกับปัญหาการหลอกลวงออนไลน์ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า การแก้ปัญหาดังกล่าวต้องอาศัยความร่วมมือกับทุกภาคส่วนอย่างเป็นรูปธรรม โปร่งใส และมีความรับผิดชอบร่วมกัน เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมดิจิทัลที่ปลอดภัย มั่นคง และยืดหยุ่นสำหรับทุกคน   สำหรับการประชุม OSCE Asian Conference ประจำปี 2569 จัดโดยประเทศไทยในฐานะประเทศหุ้นส่วนเพื่อความร่วมมือฝ่ายเอเชียขององค์การว่าด้วยความร่วมมือฝ่ายเอเชียขององค์การว่าด้วยความมั่นคงและความร่วมมือในยุโรป (Organization for Security and Cooperation in Europe: OSCE) ร่วมกับฟินแลนด์ เพื่อเป็นเวทีในการแสวงหาความร่วมมือระหว่างสมาชิก OSCE กับประเทศหุ้นส่วนเพื่อความร่วมมือฝ่ายเอเชีย  

วันที่ 29 พฤษภาคม 2569 นายพชร อนันตศิลป์ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ร่วมแสดงความยินดี เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันสถาปนากรมธนารักษ์ ครบรอบ 93 ปี “ธนารักษ์ สู่เศรษฐกิจสีเขียวอย่างยั่งยืน” พร้อมร่วมสมทบทุน โดยมี นายอัครุตม์ สนธยานนท์ อธิบดีกรมธนารักษ์ ผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ให้การต้อนรับ ณ โถง ชั้น 1 อาคารกรมธนารักษ์

วันที่ 29 พฤษภาคม 2569 นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานในพิธีถวายพระพรชัยมงคล สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี เนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษา 3 มิถุนายน 2569 โดยมี นางสาวแนน บุณย์ธิดา สมชัย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงดีอี นายพชร อนันตศิลป์ ปลัดกระทรวงดีอี คณะผู้บริหาร ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่หน่วยงานในสังกัดกระทรวงฯ เข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง ณ โถงชั้น 1 กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ ในฐานะโฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ฝ่ายข้าราชการประจำ กล่าวถึงผลการมอนิเตอร์และรับแจ้งข่าวปลอมของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมประเทศไทย (AFNC) ซึ่งเป็นไปตามนโยบายการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยความมั่นคงและภัยทางสังคมของนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) โดยยกระดับความสำคัญเรื่องการสร้างความตระหนักรู้เท่าทันภัยอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ข่าวปลอม และข้อมูลบิดเบือน   ทั้งนี้ ในวันที่ 27 พฤษภาคม 2569 AFNC ได้ตรวจสอบพบข้อความทั้งหมด 160,889 ข้อความ โดยมีข้อความที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ (Verify) ทั้งสิ้น 4,990 ข้อความ สำหรับช่องทางที่มีการพบเบาะแสมากที่สุด คือ ข้อความที่มาจาก Social Listening 4,990 ข้อความ โดยเป็นเรื่องที่ต้องดำเนินการตรวจสอบทั้งหมด 29 เรื่อง ได้รับผลการตรวจสอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว 10 เรื่อง ในจำนวนนี้เป็นข่าวที่ได้รับความสนใจจากประชาชนมากที่สุด 7 เรื่อง ซึ่งเป็น ข่าวปลอม 6 เรื่อง ข่าวบิดเบือน 3 เรื่อง ได้แก่   อันดับที่ 1 ข่าวปลอม เรื่อง ไวรัสอีโบลาเข้าไทยแล้ว   อันดับที่ 2 ข่าวปลอม เรื่อง ไวรัสฮันตามีอัตราเสียชีวิตสูงกว่าโควิด 20 เท่า   อันดับที่ 3 ข่าวบิดเบือน เรื่อง ปรับสถานะครูอัตราจ้าง ผลักดันเงินเดือนใหม่สูงสุด 20,000 เริ่ม 2 มิ.ย. 69   อันดับที่ 4 ข่าวปลอม เรื่อง พบที่พักอาศัยบริเวณโครงสร้างทางวิ่งของรถไฟฟ้าบีทีเอส   อันดับที่ 5 ข่าวบิดเบือน เรื่อง พนักงานปูเตียงรถไฟคดีดัง ได้รับอภัยโทษ 11 ครั้ง ติดจริงแค่ 12 ปี   อันดับที่ 6 ข่าวปลอม เรื่อง PEA ส่ง SMS แจ้งเตือนชำระค่าไฟไม่สำเร็จ ให้ติดต่อเจ้าหน้าที่ผ่านลิงก์   อันดับที่ 7 ข่าวปลอม เรื่อง โครงการไทยช่วยไทยพลัส ประชาชนใช้สิทธิเต็มแล้ว 30 ล้านสิทธิ (27 พ.ค. 69)   อันดับที่ 8 ข่าวบิดเบือน เรื่อง อบจ.ลพบุรี ใช้งบ 300 ล้านบาท จัดซื้อเครื่องออกกำลังกาย 3 แห่ง   อันดับที่ 9 ข่าวปลอม เรื่อง พบข้อมูลส่วนบุคคลรั่วไหล หลังลงทะเบียนไทยช่วยไทยพลัสและอัปเดตข้อมูลในแอปเป๋าตัง   สำหรับอันดับ 1 เรื่อง “ไวรัสอีโบลาเข้าไทยแล้ว” กระทรวงดีอี ได้ตรวจสอบร่วมกับ กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ยืนยันเป็น “ข่าวปลอม” เนื่องจากสถานการณ์ปัจจุบัน ณ วันที่ 27 พ.ค. 69 ยังไม่มีรายงานการพบผู้ป่วยโรคติดเชื้อไวรัสอีโบลาในประเทศไทย ซึ่งกรมควบคุมโรคได้ดำเนินการเฝ้าระวังในกลุ่มผู้เดินทางที่มาจากเขตติดโรคติดต่ออันตราย กรณีโรคติดเชื้อไวรัสอีโบลา ได้แก่ประเทศ DR Congo และ Uganda ซึ่งจากการเฝ้าระวังผู้เดินทางฯ ที่เข้ามาในประเทศระหว่างวันที่ 21-25 พ.ค. 69 จำนวน 53 ราย ไม่พบผู้ป่วยที่ต้องเข้าเกณฑ์สอบสวนโรค   อย่างไรก็ตาม กระทรวงดีอี มีความห่วงใยประชาชน เรื่องความตระหนักรู้เท่าทันข่าวปลอมที่ถูกแพร่กระจายบนสื่อออนไลน์ โซเชียล ซึ่งหากขาดความรู้เท่าทัน ส่งต่อข้อมูลข่าวปลอม ทำให้เกิดการหลงเชื่อ สร้างความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน สร้างความเสียหายต่อทรัพย์สิน หรือข้อมูลส่วนบุคคล และอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้าง  โดยขอให้ประชาชนเลือกเชื่อ เลือกแชร์ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ ซึ่งได้รับการเผยแพร่จากหน่วยงานที่เป็นทางการเท่านั้น และควรตรวจสอบข้อเท็จจริงของข่าวหรือลิงก์เว็บไซต์ให้แน่ชัด   หากประชาชน พบข่าวน่าสงสัย ข้อมูลบิดเบือน สามารถแจ้งเบาะแส และตรวจสอบข่าวปลอมได้ที่ โทรสายด่วน 1111 ต่อ 87 (24 ชม.) หรือที่ | เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com | Line ID: @antifakenewscenter | Facebook : Anti-Fake News Center Thailand | X : @AFNCThailand | TikTok : @antifakenewscenter | IG : afnc_thailand/ ------------------------------------------------------------------------

วันที่ 29 พฤษภาคม 2569 ผศ.(พิเศษ) ดร.นพ. พลวรรธน์ วิทูรกลชิต ผู้ตรวจราชการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานในพิธีรับมอบสิ่งของพระราชทาน บัตรจิตอาสา หมวก และผ้าพันคอจิตอาสาพระราชทาน หน้าพระบรมฉายาลักษณ์ ของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม พร้อมการจัดอบรมในหัวข้อ “การเป็นจิตอาสาพระราชทานที่ดี” โดยจิตอาสา 904 กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เพื่อส่งเสริมและปลูกฝังจิตสำนึกการเป็นจิตอาสา การประพฤติปฏิบัติตามกรอบแนวทางการเป็นจิตอาสาพระราชทานที่ดี โดยมีผู้บริหาร เจ้าหน้าที่ กระทรวงดีอีและหน่วยงานในสังกัดเข้าร่วม ณ ห้องจัดเลี้ยง ชั้น 1 อาคาร 9 บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน)

วันที่ 29 พฤษภาคม 2569 นายพชร อนันตศิลป์ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม แถลงข่าวกระบวนการดำเนินงานของโครงการ TH-AI Passport ก้าวสู่อนาคตไทย ด้วยพลัง AI ของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม พร้อมด้วย นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ เลขาธิการคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (BDE) โดยมี สื่อมวลชนและผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ณ ห้องแถลงข่าว ชั้น 2 กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

วันที่ 29 พฤษภาคม 2569 นายพชร อนันตศิลป์ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานการแถลงข่าวกระบวนการดำเนิน “โครงการยกระดับทักษะด้านดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์เพื่อคนไทย (TH-AI Passport)” พร้อมด้วย นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ เลขาธิการคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สดช.) หรือ BDE ณ ห้องแถลงข่าว ชั้น 2 กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม    นายพชร เปิดเผยว่า กรณีที่สังคมมีข้อสงสัยถึงการดำเนิน “โครงการยกระดับทักษะด้านดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์เพื่อคนไทย (TH-AI Passport)” ซึ่งโครงการดังกล่าวได้มีการดำเนินการตามแนวทางนโยบาย Quick Big Win ของรัฐบาล ในการสร้างศักยภาพด้านการใช้งานดิจิทัลของประชาชน   ทั้งนี้จาก นโยบายการขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศ ที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจกว่า 5.91 ล้านล้านบาท (เม.ย.69) ให้เป็นรายได้หลักของประเทศ เพื่อรองรับกับเทรนด์ของโลกที่เปลี่ยนแปลงไป โดยมีเทคโนโลยี AI เป็นปัจจัยสำคัญ ซึ่งประเทศไทยจำเป็นต้องมีโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลที่เข้มแข็ง โดยเฉพาะด้านการเตรียมความพร้อมพัฒนาทักษะบุคลากรเพื่อรองรับเทคโนโลยี AI    ดังนั้นเพื่อเป็นการลดความเหลื่อมล้ำทางด้านดิจิทัล สร้างโอกาสในการเข้าถึงเทคโนโลยี AI ให้ประชาชน รวมทั้งเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ตามภารกิจของกระทรวงดีอี ในแนวทางเรื่องของ Upskill-Reskill ที่กำหนดไว้ในการมอบนโยบายของนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี)   สำหรับกระบวนการดำเนินการของโครงการ เริ่มต้นตั้งแต่เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2568  ซึ่งเป็นวันรับมอบนโยบายการขับเคลื่อนกระทรวงดีอี ต่อมาสำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สดช.) ได้จัดทำโครงการ ใช้ระยะเวลาประมาณ 1 เดือน    ก่อนนำเสนอร่างโครงการดังกล่าวเข้าที่ประชุมคณะกรรมการบริหารและจัดหาระบบคอมพิวเตอร์ของกระทรวงดีอี เห็นชอบเมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน 2568 ต่อมาเมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2568 กระทรวงดีอีได้นำเสนอโครงการดังกล่าวต่อคณะกรรมการบริหารกองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ได้อนุมัติโครงการ พร้อมนำเสนอคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจ (ครม.เศรษฐกิจ) ที่มีกระทรวงการต่างประเทศ ,กระทรวงการคลัง ,กระทรวงพาณิชย์ และสำนักนายกรัฐมนตรี ฯลฯ เพื่อรับทราบ    โครงการนี้เป็นการใช้งบประมาณในส่วนของเงินนอกงบประมาณ จึงไม่มีเงื่อนไขที่จะต้องให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีพิจารณาเห็นชอบ แต่ได้ดำเนินการเป็นไปตามวัตถุประสงค์ของกองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (DE Fund) ตามมาตรา 23 ในพระราชบัญญัติการพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม พ.ศ. 2560 (พ.ร.บ.ดีอี) เพื่อใช้จ่ายเกี่ยวกับการพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เพื่อให้เป็นไปตามนโยบายและแผนระดับชาติว่าด้วยการพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และแผนยุทธศาสตร์การส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล และการใช้จ่ายเงินของ สดช. เป็นไป พรบ.ดีอี มาตรา 26 (3) จัดสรรเป็นเงินอุดหนุนแก่สำนักงานในการดําเนินงานตามอำนาจหน้าที่นอกเหนือจากที่ได้รับจากงบประมาณแผ่นดิน   ในส่วนของกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างนั้น เป็นไปตามกฎหมายและระเบียบของกรมบัญชีกลางอย่างเคร่งครัด โดยมีการเสนอแผนการดำเนินงานของกองทุนฯ ต่อคณะกรรมการบริหารกองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม พิจารณาก่อนนำเสนอกระทรวงการคลัง กรมบัญชีกลาง เพื่อพิจารณาอนุมัติแผนก่อนการใช้จ่ายเงิน ตามระเบียบคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ พ.ศ. 2561 ข้อ 14 สำหรับขั้นตอนการจัดซื้อจัดจ้างใช้วิธี e-bidding โดยได้ดำเนินการตามขั้นตอนดังนี้   1.ประกาศแผนจัดซื้อจัดจ้างเมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2568  2.ขั้นตอนการทำประชาพิจารณ์ TOR เมื่อวันที่ 15-22 ธันวาคม 2568 (5 วันทำการ) 3.ประกาศเชิญชวน วันที่ 24 ธันวาคม 2568 – 26 มกราคม 2569  4.เปิดให้มีการเสนอราคา วันที่ 27 มกราคม 2569  5.ประกาศผู้ชนะ รวมระยะเวลาอุทธรณ์ ตั้งแต่วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2569 – 11 มีนาคม 2569  6.ลงนามในสัญญา วันที่ 7 เมษายน 2569    ทั้งนี้ในขั้นตอนการเสนอราคามีผู้ร่วมเสนอราคา จำนวน 3 กลุ่ม สำหรับผู้ชนะการประกวด คือ กิจการค้าร่วมทีเอช ซึ่งเสนอราคา 1,621 ล้านบาท ซึ่งต่ำกว่าราคากลางที่กำหนดไว้ประมาณ 1.76 % (งบประมาณ 1,650 ล้านบาท)   จากข้อเท็จจริงของขอบเขตงานในโครงการครอบคลุมทั้งการจัดให้มีการทดสอบก่อน และหลังการใช้งาน AI รวมทั้งจัดให้มีการประชาสัมพันธ์/การฝึกอบรมทักษะ/การประกวดแข่งขัน ตลอดระยะเวลาโครงการ   ขณะที่เรื่องของข้อกำหนดใน TOR ด้านการประชาสัมพันธ์ ซึ่งได้มีข้อกำหนดให้มีการประชาสัมพันธ์อย่างแพร่หลายในสื่อต่างๆ ทั้งโซเชียลมีเดีย ไม่ใช่แค่การประชาสัมพันธ์ผ่านจอดิจิทัล 6,000 จอ 1,500 สาขา ในร้านสะดวกซื้อ เพียงช่องทางเดียว หรือใช้บริการจากเจ้าของอุปกรณ์เพียงรายเดียว โดยมีการสร้างความตระหนักให้ประชาชนเข้าถึงโครงการดังกล่าว ผ่านสื่อประชาสัมพันธ์ที่เป็นวิดีโอ คลิปสั้น อินโฟกราฟิก กำหนดเข้าถึงกลุ่มผู้ใช้งาน (Reach) ไม่น้อยกว่า 50,000 คน   รวมทั้งการจัดกิจกรรมอบรม ในโครงการฯ ให้กับผู้ดูแลศูนย์ดิจิทัลชุมชน 2,222 แห่งทั่วประเทศ และกิจกรรมถ่ายทอดความรู้ (Boot Camp) ให้แก่ผู้ที่สนใจจำนวนรวม 4,000 คน ใน 4 ภูมิภาค เพื่อเปิดโอกาสการเข้าถึงความรู้เพิ่มเติมในการใช้งาน AI ตลอดจน การจัดให้มีการประกวดแข่งขันการใช้งาน AI อย่างต่อเนื่อง เพื่อเป็นการกระตุ้นการเรียนรู้ AI ที่สำคัญข้อมูลของการใช้งาน AI ในโครงการ ที่มีการปกปิดตัวตนเจ้าของข้อมูลแล้ว จะนำไปพัฒนาต่อยอดใน ThaiLLM ซึ่งเป็นโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน AI สำหรับภาษาไทย นำไปสู่การสร้าง National AI ของประเทศไทยในที่สุด   “โครงการ TH-AI passport ได้จัดหา Generative AI รุ่น Pro/Premium จากผู้ให้บริการ 14 ราย จำนวน 24 โมเดล อาทิ Gemini, ChatGPT, Grok, Claude และ Typhoon จำนวน 5 ล้านสิทธิ ใช้งานเป็นเวลา 12 เดือน โดยมีราคาจัดหาประมาณ 27.5 บ/เดือน/สิทธิ จากปกติที่ต้องมีค่าบริการจากผู้ให้บริการเจ้าของ Generative AI ราคา600 บ./เดือน/คน  โดยกระทรวงดีอี ได้กำหนดเป้าหมายที่ยกระดับอัตราการใช้ AI ของประเทศ (AI Adoption Rate) ให้ขึ้นสู่ระดับ 20% ภายในปี 2570 จากสถิติ 10.7% ในปี 2568 เพื่อเป็นการลดความเหลื่อมล้ำ สร้างโอกาสให้กับคนไทยทั่วประเทศ เพื่อให้ก้าวทันต่อเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว” ปลัดกระทรวงดีอี กล่าว   ---------------------------------------------------------------------------

icon-sitemap    std-w1    std-w2    WCAG 2.0 (Level AA)
จำนวนผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์ Loading...


กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

เลขที่ 120 หมู่ 3 ชั้น 8-11 ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 (อาคาร ซี) ซอยแจ้งวัฒนะ 7 ถนนแจ้งวัฒนะ แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ 10210

facebook
instagram
twitter
youtube
rss
tiktok
threads
Icon Q&A
black ribbon.