Logo DE Ministry.
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
Ministry of Digital Economy and Society
Logo DE Ministry.
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
Ministry of Digital Economy and Society
ตัวช่วยเหลือในการเข้าถึงเว็บไซต์
ค้นหา

นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ ในฐานะโฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ฝ่ายข้าราชการประจำ กล่าวถึงผลการมอนิเตอร์และรับแจ้งข่าวปลอมของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมประเทศไทย (AFNC) ซึ่งเป็นไปตามนโยบายการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยความมั่นคงและภัยทางสังคมของนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) โดยยกระดับความสำคัญเรื่องการสร้างความตระหนักรู้เท่าทันภัยอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ข่าวปลอม และข้อมูลบิดเบือน ทั้งนี้ ในวันที่ 28 พฤษภาคม 2569 AFNC ได้ตรวจสอบพบข้อความทั้งหมด 160,883 ข้อความ โดยมีข้อความที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ (Verify) ทั้งสิ้น 7,125 ข้อความ สำหรับช่องทางที่มีการพบเบาะแสมากที่สุดคือ ข้อความที่มาจาก Social Listening 7,122 ข้อความ ตามมาด้วยช่องทาง Line Official 3 ข้อความ โดยเป็นเรื่องที่ต้องดำเนินการตรวจสอบทั้งหมด 27 เรื่อง ได้รับผลการตรวจสอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว 10 เรื่อง ในจำนวนนี้เป็นข่าวที่ได้รับความสนใจจากประชาชนมากที่สุด 8 เรื่อง ซึ่งเป็น ข่าวปลอม 6 เรื่อง ข่าวบิดเบือน 2 เรื่อง ได้แก่ อันดับที่ 1 ข่าวบิดเบือน เรื่อง โควิดสายพันธุ์ NB.1.8.1 ระบาดในไทย ผู้ติดเชื้อกว่า 70% มีอาการเจ็บคอรุนแรง อันดับที่ 2 ข่าวปลอม เรื่อง สํานักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล ปล่อยเลขล็อคกองสลาก งวดวันที่ 1 มิ.ย. 69 อันดับที่ 3 ข่าวปลอม เรื่อง ไทยระวังอิหร่านใช้ขีปนาวุธโจมตีจังหวัดกระบี่ หากให้อเมริกาใช้ฐานทัพ อันดับที่ 4 ข่าวปลอม เรื่อง จองคิวทำใบขับขี่ออนไลน์ทุกชนิด ผ่าน TikTok อันดับที่ 5 ข่าวบิดเบือน อีโบลาระบาดเร็ว ยอดเสียชีวิตพุ่ง 220 ราย ยอดผู้ป่วยต้องสงสัยในคองโกสูงกว่า 1,100 คน เข้าไทยมาแล้ว 100 คน อันดับที่ 6 ข่าวปลอม เรื่อง กรุงไทยใจป้ำ เปิดสินเชื่อให้พ่อค้า แม่ค้า ปิดหนี้ ผ่านบัญชี TikTok ktb1148 อันดับที่ 7 ข่าวปลอม เรื่อง การทางพิเศษฯ ส่ง SMS เรียกเก็บค่าผ่านทาง อันดับที่ 8 ข่าวปลอม เรื่อง ทองคำเปลวตกแต่งอาหาร ที่ผลิตจากทอง 99.6% สามารถกินได้ สำหรับอันดับ 1 เรื่อง “โควิดสายพันธุ์ NB.1.8.1 ระบาดในไทย ผู้ติดเชื้อกว่า 70% มีอาการเจ็บคอรุนแรง” กระทรวงดีอี ได้ตรวจสอบร่วมกับ กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ยืนยันเป็น “ข่าวบิดเบือน” โดยข้อมูลระหว่างวันที่ 1 มกราคม 2568 - 23 เมษายน 2569 พบสายพันธุ์ NB.1.8.1 เป็นสายพันธุ์หลักที่มีการระบาดในประเทศไทย คิดเป็น 50.95% จากตัวอย่างที่ตรวจพบ JN.1 (24.97%), XEC (9.14%) ซึ่งในปี 2568 พบว่า จำนวนผู้ป่วยและการระบาดเป็นกลุ่มก้อนเพิ่มสูงในช่วงเดือนเมษายน-มิถุนายน และจากการเฝ้าระวังสายพันธุ์เชื้อไวรัส SARS-CoV-2 ในประเทศไทย พบสายพันธุ์ NB.1.8.1 เป็นสายพันธุ์หลักในการแพร่ระบาดในช่วงเวลาเดียวกัน ทั้งนี้พบว่า สายพันธุ์ NB.1.8.1 เป็นการกลายพันธุ์ในตำแหน่งโปรตีนหนามหลายจุดที่เพิ่มเติมจากสายพันธุ์ JN.1 ทำให้มีความสามารถในการแพร่กระจายได้ง่ายขึ้น และหลบภูมิคุ้มกันได้ดีขึ้น แต่ยังไม่มีหลักฐานว่าทำให้เกิดโรครุนแรงมากขึ้น ในส่วนของสถานการณ์โรคติดเชื้อโควิด 19 ระหว่างวันที่ 10-16 พฤษภาคม 2569 พบผู้ติดเชื้อ 12,700 ราย เพิ่มจากสัปดาห์ก่อนที่พบประมาณ 8,000 ราย ผู้ป่วยนอนโรงพยาบาลเฉลี่ยต่อวันเพิ่มจาก 56 ราย เป็น 73 ราย ผู้ป่วยหอผู้ป่วยวิกฤต (ICU) เฉลี่ยประมาณ 1 รายต่อวัน โดยสายพันธุ์ที่ระบาดสายพันธุ์หลักคือ NB.1.8.1 ซึ่งพบมากกว่าครึ่งของผู้ป่วยที่ตรวจพบในประเทศ อย่างไรก็ตาม กระทรวงดีอี มีความห่วงใยประชาชน เรื่องความตระหนักรู้เท่าทันข่าวปลอมที่ถูกแพร่กระจายบนสื่อออนไลน์ โซเชียล ซึ่งหากขาดความรู้เท่าทัน ส่งต่อข้อมูลข่าวปลอม ทำให้เกิดการหลงเชื่อ สร้างความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน สร้างความเสียหายต่อทรัพย์สิน หรือข้อมูลส่วนบุคคล และอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้าง โดยขอให้ประชาชนเลือกเชื่อ เลือกแชร์ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ ซึ่งได้รับการเผยแพร่จากหน่วยงานที่เป็นทางการเท่านั้น และควรตรวจสอบข้อเท็จจริงของข่าวหรือลิงก์เว็บไซต์ให้แน่ชัด หากประชาชน พบข่าวน่าสงสัย ข้อมูลบิดเบือน สามารถแจ้งเบาะแส และตรวจสอบข่าวปลอมได้ที่ โทรสายด่วน 1111 ต่อ 87 (24 ชม.) หรือที่| เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com| Line ID: @antifakenewscenter| Facebook : Anti-Fake News Center Thailand| X : @AFNCThailand| TikTok : @antifakenewscenter| IG : afnc_thailand/ --------------------------

นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ ในฐานะโฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ฝ่ายข้าราชการประจำ กล่าวถึงผลการมอนิเตอร์และรับแจ้งข่าวปลอมของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมประเทศไทย (AFNC) ซึ่งเป็นไปตามนโยบายการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยความมั่นคงและภัยทางสังคมของนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) โดยยกระดับความสำคัญเรื่องการสร้างความตระหนักรู้เท่าทันภัยอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ข่าวปลอม และข้อมูลบิดเบือน ทั้งนี้ ในวันที่ 29 พฤษภาคม 2569 AFNC ได้ตรวจสอบพบข้อความทั้งหมด 160,919 ข้อความ โดยมีข้อความที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ (Verify) ทั้งสิ้น 6,166 ข้อความ สำหรับช่องทางที่มีการพบเบาะแสมากที่สุด คือ ข้อความที่มาจาก Social Listening 6,151 ข้อความ ตามมาด้วยช่องทาง Line Official 13 ข้อความ และช่องทาง Facebook 2 ข้อความ โดยเป็นเรื่องที่ต้องดำเนินการตรวจสอบทั้งหมด 38 เรื่อง ได้รับผลการตรวจสอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว 15 เรื่อง ในจำนวนนี้เป็นข่าวที่ได้รับความสนใจจากประชาชนมากที่สุด 7 เรื่อง ซึ่งเป็น ข่าวจริง 1 เรื่อง ข่าวปลอม 6 เรื่อง ได้แก่ อันดับที่ 1 ข่าวปลอม เรื่อง กฟภ. ส่ง SMS แจ้งคืนค่าประกันมิเตอร์ ตามนโยบายลดค่าไฟฟ้า อันดับที่ 2 ข่าวปลอม เรื่อง จ.ระยองพบผู้ติดเชื้อ Vibrio Valnificus ที่มาจากหอยแครงและหอยแมลงภู่ 2 ราย อันดับที่ 3 ข่าวจริง เรื่อง DE จัดตั้งโครงการ TH-AI Passport แจก AI ฟรีให้คนไทย 5 ล้านคน อันดับที่ 4 ข่าวปลอม เรื่อง โครงการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป สำหรับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นร่วมกับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ไม่ต้องลงทุนแม้แต่บาทเดียว อันดับที่ 5 ข่าวปลอม เรื่อง ด่านบ้านผักกาด ไม่เคยถูกปิด มีการส่งสินค้าไปกัมพูชาตลอด อันดับที่ 6 ข่าวปลอม เรื่อง อีโบล่า คือโรคไข้เลือดออกปกติ มีอัตราการเสียชีวิตน้อย อันดับที่ 7 ข่าวปลอม เรื่อง รัฐบาลจีนทุ่มเงินแสนล้าน ยึด 7 โปรเจกต์คมนาคมไทย สำหรับอันดับ 1 เรื่อง “กฟภ. ส่ง SMS แจ้งคืนค่าประกันมิเตอร์ ตามนโยบายลดค่าไฟฟ้า” กระทรวงดีอี ได้ตรวจสอบร่วมกับ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) หรือ PEA กระทรวงมหาดไทย ยืนยันเป็น “ข่าวปลอม” การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ไม่มีนโยบายแนบลิงก์ไปกับ SMS เพื่อแจ้งผู้ใช้ไฟฟ้าให้ติดต่อเจ้าหน้าที่ผ่านลิงก์โดยการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค เปิดบริการให้ลงทะเบียนรับสิทธิ์ขอคืนเงินประกันการใช้ไฟฟ้าผ่านทางเว็บไซต์ www.pea.co.th เท่านั้น ทั้งนี้ผู้ใช้ไฟฟ้าในส่วนภูมิภาคสามารถตรวจสอบยอดค่าไฟฟ้า ผ่านทางเว็บไซต์ www.pea.co.th แอปพลิเคชัน PEA Smart Plus โทรสายด่วน 1129 PEA Contact Center หรือ ติดต่อที่สำนักงานการไฟฟ้าในพื้นที่ อย่างไรก็ตาม กระทรวงดีอี มีความห่วงใยประชาชน เรื่องความตระหนักรู้เท่าทันข่าวปลอมที่ถูกแพร่กระจายบนสื่อออนไลน์ โซเชียล ซึ่งหากขาดความรู้เท่าทัน ส่งต่อข้อมูลข่าวปลอม ทำให้เกิดการหลงเชื่อ สร้างความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน สร้างความเสียหายต่อทรัพย์สิน หรือข้อมูลส่วนบุคคล และอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้าง โดยขอให้ประชาชนเลือกเชื่อ เลือกแชร์ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ ซึ่งได้รับการเผยแพร่จากหน่วยงานที่เป็นทางการเท่านั้น และควรตรวจสอบข้อเท็จจริงของข่าวหรือลิงก์เว็บไซต์ให้แน่ชัด หากประชาชน พบข่าวน่าสงสัย ข้อมูลบิดเบือน สามารถแจ้งเบาะแส และตรวจสอบข่าวปลอมได้ที่ โทรสายด่วน 1111 ต่อ 87 (24 ชม.) หรือที่| เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com| Line ID: @antifakenewscenter| Facebook : Anti-Fake News Center Thailand| X : @AFNCThailand| TikTok : @antifakenewscenter| IG : afnc_thailand/ --------------------------

นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ ในฐานะโฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ฝ่ายข้าราชการประจำ กล่าวถึงผลการมอนิเตอร์และรับแจ้งข่าวปลอมของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมประเทศไทย (AFNC) ซึ่งเป็นไปตามนโยบายการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยความมั่นคงและภัยทางสังคมของนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) โดยยกระดับความสำคัญเรื่องการสร้างความตระหนักรู้เท่าทันภัยอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ข่าวปลอม และข้อมูลบิดเบือน ทั้งนี้ ในวันที่ 30 พฤษภาคม 2569 AFNC ได้ตรวจสอบพบข้อความทั้งหมด 160,876 ข้อความ โดยมีข้อความที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ (Verify) ทั้งสิ้น 5,129 ข้อความ สำหรับช่องทางที่มีการพบเบาะแสมากที่สุด คือ ข้อความที่มาจาก Social Listening 5,128 ข้อความ ตามมาด้วยช่องทาง Line Official 1 ข้อความ โดยเป็นเรื่องที่ต้องดำเนินการตรวจสอบทั้งหมด 23 เรื่อง ได้รับผลการตรวจสอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว 4 เรื่องในจำนวนนี้เป็นข่าวที่ได้รับความสนใจจากประชาชนมากที่สุด 7 เรื่อง ซึ่งเป็น ข่าวจริง 2 เรื่อง ข่าวปลอม 2 เรื่อง ข่าวบิดเบือน 3 เรื่อง ได้แก่ อันดับที่ 1 ข่าวจริง เรื่อง เกิดปรากฏการณ์ปลาตายเกยหาดที่ชายทะเลปากน้ำ จ.ชุมพร อันดับที่ 2 ข่าวบิดเบือน เรื่อง กรมชลประทาน จัดทำแบบแผนการซ่อมแซมคลอง ร.1 โดยต้องใช้งบประมาณเกือบ 1,000 ล้านบาท อันดับที่ 3 ข่าวจริง เรื่อง ประกาศงดเข้ากราบถวายบังคมพระบรมศพสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ วันที่ 3 - 4 มิ.ย. 69 อันดับที่ 4 ข่าวบิดเบือน เรื่อง กัมพูชา ซื้อหัวโขนจากไทย เพื่อเอาไปเป็นต้นแบบ อันดับที่ 5 ข่าวบิดเบือน เรื่อง ภาวะลิ้นขนดำ เกิดจากการใช้น้ำยาบ้วนปากบ่อยเกินไป อันดับที่ 6 ข่าวปลอม เรื่อง กดรับเงินไทยช่วยไทยพลัส 900 บาทต่อวัน ผ่านลิงก์ SMS อันดับที่ 7 ข่าวปลอม เรื่อง กัมพูชาขนจรวด RM-70 ประชิดชายแดน ประกาศพร้อมรบ 100% สำหรับข่าวปลอมที่น่าสนใจ คือ เรื่อง “กดรับเงินไทยช่วยไทยพลัส 900 บาทต่อวัน ผ่านลิงก์ SMS” กระทรวงดีอีได้ตรวจสอบร่วมกับ สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กระทรวงการคลัง พบว่า ข้อความ SMS ดังกล่าว ได้แนบ “ลิงก์ปลอม” ดังนั้นจึงขอเตือนประชาชนอย่ากดลิงก์ที่แนบมากับ SMS ที่มิจฉาชีพแอบอ้างให้รับสิทธิหรือเงินช่วยเหลือ ซึ่งมีความเสี่ยงต่อการโดนนำข้อมูลส่วนบุคคลไปใช้ในทางมิชอบ ตลอดจนสูญเสียทรัพย์สิน ทั้งนี้โครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” เปิดให้ลงทะเบียนรับสิทธิ ตั้งแต่วันที่ 25-29 พ.ค. 2569 เวลา 06:00-22:00 น. ผ่านช่องทางแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” เท่านั้น ไม่มีช่องทางอื่น และหน่วยงานรัฐฯ ไม่มีนโยบายส่ง SMS แนบลิงก์ อย่างไรก็ตาม กระทรวงดีอี มีความห่วงใยประชาชน เรื่องความตระหนักรู้เท่าทันข่าวปลอมที่ถูกแพร่กระจายบนสื่อออนไลน์ โซเชียล ซึ่งหากขาดความรู้เท่าทัน ส่งต่อข้อมูลข่าวปลอม ทำให้เกิดการหลงเชื่อ สร้างความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน สร้างความเสียหายต่อทรัพย์สิน หรือข้อมูลส่วนบุคคล และอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้าง โดยขอให้ประชาชนเลือกเชื่อ เลือกแชร์ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ ซึ่งได้รับการเผยแพร่จากหน่วยงานที่เป็นทางการเท่านั้น และควรตรวจสอบข้อเท็จจริงของข่าวหรือลิงก์เว็บไซต์ให้แน่ชัด หากประชาชน พบข่าวน่าสงสัย ข้อมูลบิดเบือน สามารถแจ้งเบาะแส และตรวจสอบข่าวปลอมได้ที่ โทรสายด่วน 1111 ต่อ 87 (24 ชม.) หรือที่| เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com| Line ID: @antifakenewscenter| Facebook : Anti-Fake News Center Thailand| X : @AFNCThailand| TikTok : @antifakenewscenter| IG : afnc_thailand/ --------------------------

icon-sitemap    std-w1    std-w2    WCAG 2.0 (Level AA)
จำนวนผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์ Loading...


กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

เลขที่ 120 หมู่ 3 ชั้น 8-11 ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 (อาคาร ซี) ซอยแจ้งวัฒนะ 7 ถนนแจ้งวัฒนะ แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ 10210

facebook
instagram
twitter
youtube
rss
tiktok
threads
Icon Q&A
black ribbon.