Logo DE Ministry.
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
Ministry of Digital Economy and Society
Logo DE Ministry.
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
Ministry of Digital Economy and Society
ตัวช่วยเหลือในการเข้าถึงเว็บไซต์
ค้นหา

วันที่ 5 มิถุนายน 2569 นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) พร้อมด้วยนายพชร อนันตศิลป์ ปลัดกระทรวงดีอี เข้าร่วมการประชุมคณะกรรมการอำนวยการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีและอาชญากรรมข้ามชาติ ครั้งที่ 1/2569 ที่มีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุม เน้นย้ำรัฐบาลเดินหน้าปราบอาชญากรรมไซเบอร์ สแกมเมอร์ และนอมินีต่างชาติอย่างจริงจัง พร้อมบูรณาการทุกหน่วยงานให้ทำงานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยแก่ประชาชนและนานาชาติ โดยมีคณะรัฐมนตรี ข้าราชการและผู้ที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ณ ตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล

นางสาวแนน บุณย์ธิดา สมชัย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เปิดเผยว่า นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ได้มอบนโยบายการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยความมั่นคงและภัยทางสังคม โดยสั่งการยกระดับการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ การปิดกั้นโซเชียลมีเดีย เพจ และเว็บไซต์ URL ผิดกฎหมาย โดยเฉพาะการปราบปรามและปิดกั้นเว็บไซต์พนันออนไลน์ และ URL ที่เกี่ยวข้อง   ล่าสุดกระทรวงดีอี ได้ดำเนินการปิดกั้นโซเชียลมีเดีย เพจ และเว็บไซต์ URL ที่เกี่ยวข้องกับการพนันผิดกฎหมาย ตามคำสั่งศาล และประสานความร่วมมือกับแพลตฟอร์ม ในปีงบประมาณ 2569 ระหว่างวันที่ 1 ตุลาคม 2568 – 31 พฤษภาคม 2569 (ระยะเวลา 8 เดือน) แล้วเป็นจำนวน 673,699  รายการ โดยแยกเป็นการปิดกั้นตามคำสั่งศาล จำนวน 635,717 รายการ และประสานงานแพลตฟอร์มทำการปิดกั้น (ประเภทหลอกลวง/พนันออนไลน์) จำนวน 37,982 รายการ เฉพาะเดือนพฤษภาคม 2569 สามารถปิดกั้น URL การพนันผิดกฎหมายได้จำนวน 78,796 รายการ (ตามคำสั่งศาล 68,571 รายการ/ ประสานงานแพลตฟอร์ม 10,225 รายการ)   ขณะที่ในภาพรวม กระทรวงฯได้ดำเนินการปิดกั้นโซเชียลมีเดีย เพจ และเว็บไซต์ URL ผิดกฎหมาย ตามคำสั่งศาล และประสานความร่วมมือกับแพลตฟอร์ม ในปีงบประมาณ 2569 ระหว่างวันที่ 1 ตุลาคม 2568 – 31 พฤษภาคม 2569 (ระยะเวลา 8 เดือน) แล้วจำนวน 787,899 รายการ  (ตามคำสั่งศาล 732,521 รายการ/ ประสานงานแพลตฟอร์ม 55,378 รายการ)   “กระทรวงดีอี ได้ดำเนินการยกระดับการปิดกั้น URL ที่เกี่ยวข้องกับการพนันออนไลน์ โดยเฉพาะในช่วงการแข่งขันฟุตบอลโลก 2026 ที่จะเริ่มขึ้นในวันที่ 11 มิถุนายนนี้ ซึ่ง รมว.ไชยชนก ได้สั่งการให้มีการเฝ้าระวังและดำเนินการปิดกั้นอย่างเข้มข้น ขณะเดียวกันขอเตือนประชาชนให้ระมัดระวังการเผยแพร่เนื้อหาที่เข้าข่ายผิดกฎหมายบนสื่อดิจิทัล และโซเชียลมีเดีย โดยเฉพาะในกลุ่มเว็บไซต์ที่เกี่ยวข้องกับการพนัน รวมทั้งการหลอกลวงออนไลน์ต่างๆ โดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ซึ่งอาจเข้าข่ายการกระทำความผิดตามกฎหมาย พ.ร.บ.คอมฯ มาตรา 14” รมช.ดีอี กล่าว -----------------------------------------------------------------------

นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ ในฐานะโฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ฝ่ายข้าราชการประจำ กล่าวถึงผลการมอนิเตอร์และรับแจ้งข่าวปลอมของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมประเทศไทย (AFNC) ซึ่งเป็นไปตามนโยบายการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยความมั่นคงและภัยทางสังคมของนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) โดยยกระดับความสำคัญเรื่องการสร้างความตระหนักรู้เท่าทันภัยอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ข่าวปลอม และข้อมูลบิดเบือน ทั้งนี้ ในวันที่ 4 มิถุนายน 2569 AFNC ได้ตรวจสอบพบข้อความทั้งหมด 160,640 ข้อความ โดยมีข้อความที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ (Verify) ทั้งสิ้น 5,292 ข้อความ สำหรับช่องทางที่มีการพบเบาะแสมากที่สุด คือ ข้อความที่มาจาก Social Listening 5,290 ข้อความ ตามมาด้วยช่องทาง Line Official 2 ข้อความ โดยเป็นเรื่องที่ต้องดำเนินการตรวจสอบทั้งหมด 22 เรื่อง ได้รับผลการตรวจสอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว 9 เรื่องในจำนวนนี้เป็นข่าวที่ได้รับความสนใจจากประชาชนมากที่สุด 8 เรื่อง ซึ่งเป็นข่าวจริง 3 เรื่อง ข่าวปลอม 4 เรื่อง และข่าวบิดเบือน 1 เรื่อง ได้แก่ อันดับที่ 1 ข่าวบิดเบือน เรื่อง รั้วชายแดนไทย-กัมพูชา ฝั่ง จ.จันทบุรี มีการเว้นช่องว่างไว้ อันดับที่ 2 ข่าวจริง เรื่อง ขนส่งฯ เตรียมออกกฎหมายป้ายทะเบียน EV รถเก่าไม่ต้องเปลี่ยนป้าย แค่ติดเครื่องหมายพิเศษ อันดับที่ 3 ข่าวปลอม เรื่อง ประกาศงดการเดินทางและกิจกรรมทุกประเภท เนื่องจากโควิดและไข้หวัดใหญ่มีความร้ายแรงมาก อันดับที่ 4 ข่าวปลอม เรื่อง รัฐบาลเพิ่มแพลตฟอร์มขายหวยออนไลน์ ผ่านเพจ แม่เจริญ อันดับที่ 5 ข่าวจริง เรื่อง ประกาศให้เลิกกิจการสมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์ชมรมสาธารณสุขแห่งประเทศไทย อันดับที่ 6 ข่าวปลอม เรื่อง กองทัพไทย มีอำนาจอยู่เหนือกฎหมาย อันดับที่ 7 ข่าวจริง เรื่อง ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรายเดิม ยืนยันสิทธิได้ตั้งแต่ 4-21 มิ.ย. 69 อันดับที่ 8 ข่าวปลอม เรื่อง กำแพงรั้วชายแดนไทย-กัมพูชา ทำเป็นช่องว่างไว้โดยไม่มีการวางหลักหมุดชายแดน สำหรับอันดับ 1 เรื่อง “รั้วชายแดนไทย-กัมพูชา ฝั่ง จ.จันทบุรี มีการเว้นช่องว่างไว้” กระทรวงดีอี ได้ตรวจสอบร่วมกับ กองบัญชาการกองทัพไทย กระทรวงกลาโหม ยืนยันเป็น “ข่าวบิดเบือน” ซึ่งจุดดังกล่าวยังอยู่ในระหว่างดำเนินการก่อสร้างและยังไม่แล้วเสร็จ บริเวณที่เห็นเป็นช่องว่างนั้นได้ออกแบบให้เป็นแผงตะแกรงเหล็กแบบถอดประกอบได้ เนื่องจากเป็นช่วงคร่อมบริเวณหลักเขตแดน จึงต้องคำนึงถึงการเข้าถึง การตรวจสอบ และการบำรุงรักษาหลักเขตตามระเบียบที่เกี่ยวข้อง ดังนั้นเพื่อป้องกันความสับสน ขอให้ประชาชนติดตามข้อมูลจากหน่วยงานที่รับผิดชอบ และหลีกเลี่ยงการสรุปข้อเท็จจริงจากภาพบางส่วนของโครงการที่ยังไม่เสร็จสมบูรณ์ อย่างไรก็ตาม กระทรวงดีอี มีความห่วงใยประชาชน เรื่องความตระหนักรู้เท่าทันข่าวปลอมที่ถูกแพร่กระจายบนสื่อออนไลน์ โซเชียล ซึ่งหากขาดความรู้เท่าทัน ส่งต่อข้อมูลข่าวปลอม ทำให้เกิดการหลงเชื่อ สร้างความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน สร้างความเสียหายต่อทรัพย์สิน หรือข้อมูลส่วนบุคคล และอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้าง โดยขอให้ประชาชนเลือกเชื่อ เลือกแชร์ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ ซึ่งได้รับการเผยแพร่จากหน่วยงานที่เป็นทางการเท่านั้น และควรตรวจสอบข้อเท็จจริงของข่าวหรือลิงก์เว็บไซต์ให้แน่ชัด หากประชาชน พบข่าวน่าสงสัย ข้อมูลบิดเบือน สามารถแจ้งเบาะแส และตรวจสอบข่าวปลอมได้ที่ โทรสายด่วน 1111 ต่อ 87 (24 ชม.) หรือที่| เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com| Line ID: @antifakenewscenter| Facebook : Anti-Fake News Center Thailand| X : @AFNCThailand| TikTok : @antifakenewscenter| IG : afnc_thailand/ --------------------------

นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ ในฐานะโฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ฝ่ายข้าราชการประจำ กล่าวถึงผลการมอนิเตอร์และรับแจ้งข่าวปลอมของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมประเทศไทย (AFNC) ซึ่งเป็นไปตามนโยบายการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยความมั่นคงและภัยทางสังคมของนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) โดยยกระดับความสำคัญเรื่องการสร้างความตระหนักรู้เท่าทันภัยอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ข่าวปลอม และข้อมูลบิดเบือน ทั้งนี้ ในวันที่ 5 มิถุนายน 2569 AFNC ได้ตรวจสอบพบข้อความทั้งหมด 160,634 ข้อความ โดยมีข้อความที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ (Verify) ทั้งสิ้น 13,494 ข้อความ สำหรับช่องทางที่มีการพบเบาะแสมากที่สุด คือ ข้อความที่มาจาก Social Listening 6,866 ข้อความ ตามมาด้วยช่องทาง Line Official 6,627 และข้อความจาก Website 1 ข้อความ โดยเป็นเรื่องที่ต้องดำเนินการตรวจสอบทั้งหมด 39 เรื่อง ได้รับผลการตรวจสอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว 10 เรื่องในจำนวนนี้เป็นข่าวที่ได้รับความสนใจจากประชาชนมากที่สุด 8 เรื่อง ซึ่งเป็น ข่าวจริง 1 เรื่อง และข่าวปลอม 5 เรื่อง ได้แก่ อันดับที่ 1 ข่าวจริง เรื่อง เกษตรกร มีที่นาเกิน 10 ไร่ จะไม่ได้รับสิทธิบัตรสวัสดิการฯ อันดับที่ 2 ข่าวปลอม เรื่อง ในอดีต ภาคอีสาน เป็นส่วนหนึ่งของกัมพูชา อันดับที่ 3 ข่าวปลอม เรื่อง เมื่อ 3,000 ปีก่อน ประเทศไทยเป็นของประเทศอิสราเอล อันดับที่ 4 ข่าวปลอม เรื่อง เอาหูแนบหมอน แล้วได้ยินเสียงหัวใจเต้น เป็นสัญญาณเตือนโรคความดันโลหิตสูง อันดับที่ 5 ข่าวปลอม เรื่อง รถขนส่งน้ำแข็ง ลอบขนยาไอซ์ซุกถังน้ำแข็งตบตาเจ้าหน้าที่ บริเวณใกล้โรงพักช้างเผือก อันดับที่ 6 ข่าวปลอม เรื่อง TikTok user4146696014093 รับทำใบขับขี่เร่งด่วน ภายใต้การควบคุมของขนส่งฯ สำหรับอันดับ 1 เป็นข่าวจริง เรื่อง “เกษตรกร มีที่นาเกิน 10 ไร่ จะไม่ได้รับสิทธิบัตรสวัสดิการฯ” กระทรวงดีอี ได้ตรวจสอบร่วมกับ กลุ่มสารนิเทศการคลัง กระทรวงการคลัง ยืนยันเป็น “ข่าวจริง” โดยผู้มีสิทธิได้รับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐต้องมีคุณสมบัติและไม่เข้าข่ายลักษณะต้องห้าม ดังต่อไปนี้ 1. มีสัญชาติไทย และมีอายุตั้งแต่ 18 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป2. ต้องไม่เป็นบุคคลในกลุ่มต่อไปนี้• ภิกษุ สามเณร นักพรต หรือผู้บวชในศาสนา• ผู้ต้องขัง ผู้ถูกกักกัน ผู้ต้องกักขัง หรือบุคคลที่อยู่ในสถานสงเคราะห์ของรัฐ• นักเรียนหรือนักศึกษา• ข้าราชการ พนักงานราชการ หรือผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง• พนักงาน ลูกจ้าง หรือเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานของรัฐที่มีรายได้เกิน 100,000 บาทต่อปี• ผู้รับบำนาญ เบี้ยหวัด หรือบำเหน็จรายเดือนจากภาครัฐ• ผู้ถือหุ้น กรรมการบริษัท หรือหุ้นส่วนในห้างหุ้นส่วน• ผู้มีบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์หรือถือครองตราสารหนี้• ผู้มีกรมธรรม์ประกันชีวิตประเภทสามัญ และชำระเบี้ยประกันตั้งแต่ 12,000 บาทต่อปีขึ้นไป• ผู้ที่ถูกนำชื่อไปใช้สิทธิลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ในฐานะบิดา มารดา คู่สมรส หรือบุตร 1. มีรายได้ หรือมีการจ่ายเงินให้แก่บุคคลใด รวมกันไม่เกิน 100,000 บาทต่อปี2. ไม่มีบัตรเครดิต3. มีวงเงินสินเชื่อรวมทุกประเภทไม่เกิน 100,000 บาท4. มีเงินฝากและสลากออมทรัพย์รวมกันไม่เกิน 100,000 บาท5. ต้องไม่มีกรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์เกินกว่าหลักเกณฑ์ที่กำหนด ดังนี้• ห้องชุด (คอนโดมิเนียม) ทุกแห่งรวมกัน มีพื้นที่ไม่เกิน 35 ตารางเมตร• บ้านเดี่ยว ทาวน์เฮาส์ ห้องแถว และตึกแถว ทุกแห่งรวมกัน มีพื้นที่ไม่เกิน 25 ตารางวา• กรณีเป็นเกษตรกร มีที่ดินและที่อยู่อาศัยรวมกันไม่เกิน 10 ไร่• กรณีไม่ได้เป็นเกษตรกร มีที่ดินและที่อยู่อาศัยรวมกันไม่เกิน 1 ไร่ 1. ไม่มีกรรมสิทธิ์ในรถยนต์หรือยานพาหนะอื่น ยกเว้น• รถจักรยานยนต์ที่มีความจุกระบอกสูบไม่เกิน 300 ซีซี• รถยนต์สามล้อ• รถยนต์สี่ล้อเล็กรับจ้าง• รถเพื่อการเกษตรทั้งนี้ สามารถถือครองยานพาหนะในกลุ่มที่ได้รับการยกเว้นได้ประเภทละไม่เกิน 1 คัน อย่างไรก็ตาม กระทรวงดีอี มีความห่วงใยประชาชน เรื่องความตระหนักรู้เท่าทันข่าวปลอมที่ถูกแพร่กระจายบนสื่อออนไลน์ โซเชียล ซึ่งหากขาดความรู้เท่าทัน ส่งต่อข้อมูลข่าวปลอม ทำให้เกิดการหลงเชื่อ สร้างความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน สร้างความเสียหายต่อทรัพย์สิน หรือข้อมูลส่วนบุคคล และอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้าง โดยขอให้ประชาชนเลือกเชื่อ เลือกแชร์ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ ซึ่งได้รับการเผยแพร่จากหน่วยงานที่เป็นทางการเท่านั้น และควรตรวจสอบข้อเท็จจริงของข่าวหรือลิงก์เว็บไซต์ให้แน่ชัด หากประชาชน พบข่าวน่าสงสัย ข้อมูลบิดเบือน สามารถแจ้งเบาะแส และตรวจสอบข่าวปลอมได้ที่ โทรสายด่วน 1111 ต่อ 87 (24 ชม.) หรือที่| เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com| Line ID: @antifakenewscenter| Facebook : Anti-Fake News Center Thailand| X : @AFNCThailand| TikTok : @antifakenewscenter| IG : afnc_thailand/ --------------------------

กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ขอเชิญภาคเอกชน สถาบันการศึกษา ผู้เชี่ยวชาญ และผู้ที่สนใจ เข้าร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองและทิศทางการพัฒนา "โครงการ TH-AI Passport" ในวันพฤหัสบดีที่ 11 มิถุนายน 2569 ตั้งแต่เวลา 9.00 – 12.00 น. ห้องประชุมใหญ่ ชั้น 2 กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (อาคารซี) ศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ กรุงเทพมหานครทั้งนี้ภายในงานจะมีการจัดกิจกรรมระดมความคิดเห็น นักวิชาการ ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี จากภาครัฐ ภาคเอกชน ประชาชนทั่วไป และผู้ที่สนใจ เพื่อร่วมแลกเปลี่ยนมุมมอง และแนวทางการพัฒนา เพื่อรวบรวมข้อมูลนำมาปรับปรุงและขยายผลใน "โครงการ TH-AI Passport" โดยมีนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธาน ร่วมด้วยนายพชร อนันตศิลป์ ปลัดกระทรวงดีอี ผู้บริหารหน่วยงานในสังกัด และผู้ที่เกี่ยวข้อง 👉 สำหรับผู้ที่สนใจเข้าร่วมกิจกรรม สามารถลงทะเบียนได้ที่ https://forms.gle/Wmx4y5ACeh1ewVPz6 #DE#ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม#กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม  

นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ ในฐานะโฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ฝ่ายข้าราชการประจำ กล่าวถึงผลการมอนิเตอร์และรับแจ้งข่าวปลอมของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมประเทศไทย (AFNC) ซึ่งเป็นไปตามนโยบายการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยความมั่นคงและภัยทางสังคมของนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) โดยยกระดับความสำคัญเรื่องการสร้างความตระหนักรู้เท่าทันภัยอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ข่าวปลอม และข้อมูลบิดเบือน   ทั้งนี้ ในวันที่ 6 มิถุนายน 2569 AFNC ได้ตรวจสอบพบข้อความทั้งหมด 130,505 ข้อความ โดยมีข้อความที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ (Verify) ทั้งสิ้น 4,320 ข้อความ สำหรับช่องทางที่มีการพบเบาะแสมากที่สุด คือ ข้อความที่มาจาก Social Listening 4,320 ข้อความ โดยเป็นเรื่องที่ต้องดำเนินการตรวจสอบทั้งหมด 22 เรื่อง ได้รับผลการตรวจสอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว 4 เรื่อง ในจำนวนนี้เป็นข่าวที่ได้รับความสนใจจากประชาชนมากที่สุด 7 เรื่อง ซึ่งเป็น ข่าวจริง 4 เรื่อง และข่าวปลอม 3 เรื่อง ได้แก่   อันดับที่ 1 ข่าวจริง เรื่อง กองทุนผู้สูงอายุ เปิดให้กู้ยืมทุนเพื่อประกอบอาชีพ อายุ 60 ปีขึ้นไป ผ่อนชำระนาน 3 ปี ไม่มีดอกเบี้ย   อันดับที่ 2 ข่าวจริง เรื่อง บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ประกาศผล 17 ก.ค. 69 เริ่มใช้สิทธิ 1 ส.ค. 69   อันดับที่ 3 ข่าวจริง เรื่อง ผู้ปกครองลงโทษเด็กเกินควร ผิดกฎหมายเข้าข่ายทารุณกรรม   อันดับที่ 4 ข่าวจริง เรื่อง ปลดล็อกรถจักรยานยนต์พ่วงข้าง จดทะเบียนเป็นรถเศรษฐกิจชุมชน ใช้เป็นเครื่องมือประกอบอาชีพได้   อันดับที่ 5 ข่าวปลอม เรื่อง ยุงลายสายพันธุ์ใหม่ เป็นพาหะนำโรคไวรัสต่าง ๆ มาสู่คน   อันดับที่ 6 ข่าวปลอม เรื่อง ทำใบขับขี่ออนไลน์ รับก่อนจ่ายภายหลังได้ ผ่าน TikTok 679wohuf   อันดับที่ 7 ข่าวปลอม เรื่อง รับคำแนะนำวิธีการซื้อหุ้นกับไอดีไลน์ @507lcsid ที่รับรองโดย ก.ล.ต.   สำหรับอันดับ 1 เรื่อง “กองทุนผู้สูงอายุ เปิดให้กู้ยืมทุนเพื่อประกอบอาชีพ อายุ 60 ปีขึ้นไป ผ่อนชำระนาน 3 ปี ไม่มีดอกเบี้ย” กระทรวงดีอี ได้ตรวจสอบร่วมกับ กรมกิจการผู้สูงอายุ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ยืนยันเป็น “ข่าวจริง” ซึ่งกองทุนผู้สูงอายุเป็นกองทุนที่จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติผู้สูงอายุ พ.ศ. 2546 มาตรา 13 อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของกรมกิจการผู้สูงอายุ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริม สนับสนุน และคุ้มครองคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ รวมถึงสนับสนุนเงินทุนประกอบอาชีพให้แก่ผู้สูงอายุที่มีความประสงค์ประกอบอาชีพและสร้างรายได้ ผ่านการสนับสนุนเงินทุนสำหรับผู้สูงอายุที่มีอายุ 60 ปีบริบูรณ์ขึ้นไปและมีสัญชาติไทย แบ่งเป็น 2 ประเภท ดังนี้   1. การให้การสนับสนุนโครงการ กรอบวงเงินที่ให้การสนับสนุน แบ่งตามขนาดของโครงการ แบ่งเป็น  - โครงการขนาดเล็ก ในวงเงินไม่เกิน 50,000 บาท  - โครงการขนาดกลาง วงเงินเกิน 50,000 – 300,000 บาท  - โครงการขนาดใหญ่ วงเงินเกิน 300,000 บาท ขึ้นไป   2. การให้บริการกู้ยืมเงินทุนเพื่อประกอบอาชีพสำหรับผู้สูงอายุ แบ่งออกเป็น 2 ประเภท  - การกู้ยืมรายบุคคล รายละไม่เกิน 30,000 บาท  - การกู้ยืมรายกลุ่ม กลุ่มละไม่น้อยกว่า 5 คน กลุ่มละไม่เกิน 100,000 บาท ทั้งนี้ผู้สูงอายุสามารถติดต่อสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัด (พมจ.) ทุกจังหวัด หรือทางสายด่วน พม. โทร.1300 ตลอด 24 ชม.    อย่างไรก็ตาม กระทรวงดีอี มีความห่วงใยประชาชน เรื่องความตระหนักรู้เท่าทันข่าวปลอมที่ถูกแพร่กระจายบนสื่อออนไลน์ โซเชียล ซึ่งหากขาดความรู้เท่าทัน ส่งต่อข้อมูลข่าวปลอม ทำให้เกิดการหลงเชื่อ สร้างความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน สร้างความเสียหายต่อทรัพย์สิน หรือข้อมูลส่วนบุคคล และอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้าง  โดยขอให้ประชาชนเลือกเชื่อ เลือกแชร์ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ ซึ่งได้รับการเผยแพร่จากหน่วยงานที่เป็นทางการเท่านั้น และควรตรวจสอบข้อเท็จจริงของข่าวหรือลิงก์เว็บไซต์ให้แน่ชัด   หากประชาชน พบข่าวน่าสงสัย ข้อมูลบิดเบือน สามารถแจ้งเบาะแส และตรวจสอบข่าวปลอมได้ที่ โทรสายด่วน 1111 ต่อ 87 (24 ชม.) หรือที่ | เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com | Line ID: @antifakenewscenter | Facebook : Anti-Fake News Center Thailand | X : @AFNCThailand | TikTok : @antifakenewscenter | IG : afnc_thailand/ ----------------------------------------------------------------------

วันที่ 8 มิถุนายน 2569 นางสาวแนน บุณย์ธิดา สมชัย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงดีอี ร่วมหารือกับผู้แทนสมาคมโทรคมนาคมแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ (สทค.) แนวทางการยกระดับโทรคมนาคมของประเทศ  ในโอกาสนี้ สมาคมฯ ได้เชิญชวนเข้าร่วมพิธีเปิดงาน พร้อมส่งผู้แทนร่วมเป็นวิทยากร งาน GLOBAL TELECOM AIoT SUMMIT 2026” ภายใต้แนวคิด “AI for ALL” ในวันที่ 10 มิถุนายน 2569 โรงแรม The Ritz-Carlton, One Bangkok กรุงเทพฯ ซึ่งจัดโดย สมาคมโทรคมนาคมแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ (สทค.)  ร่วมกับ ทีทรี เทคโนโลยี จำกัด และบริษัท ทูยา สมาร์ท จำกัด ณ ห้องประชุม ชั้น 11 กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม   สำหรับงานนี้จัดขึ้นเพื่อสะท้อนทิศทางของเทคโนโลยีในระดับสากล โดยเฉพาะอย่างยิ่งบทบาทของ Artificial Intelligence (AI) และ Internet of Things (loT) ซึ่งเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจโลก การจัดงานในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ประเทศไทยเป็นเวทีแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และวิสัยทัศน์ด้านเทคโนโลยีระดับนานาชาติเกี่ยวกับการบูรณาการเทคโนโลยี AI และ loT อันเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนการพัฒนาไปสู่ยุคแห่งระบบอัจฉริยะอย่างเต็มรูปแบบ

วันที่ 8 มิถุนายน 2569 นางสาวพิยะดา สุดกังวาล ที่ปรึกษาด้านการสื่อสาร กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เข้าร่วมกิจกรรมการอบรมการใช้งานระบบเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ (e-Office) ในส่วนภูมิภาค ครั้งที่ 4 ณ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา โดยมี นายวรวิทย์ ยอแสง รองผู้ว่าราชการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เป็นประธานในพิธีเปิด และนางธิรดา ชัยเดชอัครกุล สถิติจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เป็นผู้กล่าวรายงาน พร้อมด้วยผู้บริหารและเจ้าหน้าที่หน่วยงานราชการภายในจังหวัด ณ โรงแรมคลาสสิค คามิโอ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา   โดยกระทรวงดีอี จัดกิจกรรมอบรมการใช้งานระบบ e-Office ภายใต้ GDCC ในครั้งนี้ขึ้น เพื่อแนะนำและสาธิตการใช้งานระบบฯ นำเสนอรูปแบบความเชื่อมโยงระบบฯ ของผู้ว่าราชการจังหวัดกับหน่วยงานราชการต่าง ๆ ภายในจังหวัด เนื่องจากผู้ว่าราชการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา (นายชวนินทร์ วงศ์สถิตจิรกาล) มีความมุ่งหวังที่จะให้หน่วยงานราชการต่าง ๆ ภายในจังหวัดนำระบบดังกล่าวมาใช้งาน นอกจากนี้ได้แนะนำทีมงานของกระทรวงฯ ที่ดำเนินการขับเคลื่อนการใช้งานระบบฯ ภายในจังหวัดพระนครศรีอยุธยาให้ได้รู้จัก ได้แก่ สถิติจังหวัดฯ และ NT จังหวัดฯ เพื่อให้ผู้บริหารและเจ้าหน้าที่หน่วยงานราชการต่าง ๆ เกิดความเชื่อมั่นในการประสานงานและเตรียมความพร้อมในการใช้งานอย่างใกล้ชิดต่อไป  

วันที่ 8 มิถุนายน 2569 นายพชร อนันตศิลป์ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการขับเคลื่อนและขยายผลโครงการยกระดับทักษะด้านดิจิทัล และปัญญาประดิษฐ์เพื่อคนไทย (TH-AI Passport) ครั้งที่ 1/2569 เพื่อมุ่งหารือแนวทางการขับเคลื่อนโครงการ TH-AI Passport ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาและยกระดับทักษะดิจิทัลและ AI ให้แก่ประชาชนคนไทยทุกกลุ่ม โดยมี นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ เลขาธิการคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (BDE) พร้อมด้วยหน่วยงานและผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ณ ห้องประชุม 02/11 ชั้น 2 กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และผ่านระบบ VDO Conference

วันที่ 8 มิถุนายน 2569 นางสาวชมภารี ชมภูรัตน์ รองปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นผู้แทนประเทศไทยเข้าร่วมการประชุมคณะมนตรีภาคีความตกลงว่าด้วยการอำนวยความสะดวกทางการค้าข้ามพรมแดนแบบไร้กระดาษในเอเชียและแปซิฟิก (Framework Agreement on Facilitation of Cross-border Paperless Trade in Asia and the Pacific: CPTA) ครั้งที่ 5 ระหว่างวันที่  8 - 9 มิถุนายน 2569 ณ ศูนย์ประชุมสหประชาชาติ กรุงเทพมหานคร พร้อมด้วยผู้แทนสำนักงานพัฒนาธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ และกรมศุลกากร    ทั้งนี้ ผู้เข้าร่วมการประชุมฯ ประกอบด้วยผู้แทนจากประเทศสมาชิก UN ESCAP ที่เข้าร่วมภาคีความตกลงฯ โดยประเทศไทยเป็นประเทศล่าสุด จาก 15 ประเทศที่เข้าเป็นภาคีความตกลงฯ เมื่อเดือนมกราคม 2569 ที่ประชุมดังกล่าวได้หารือการส่งเสริมการค้าข้ามพรมแดนแบบไร้กระดาษในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ซึ่งจะช่วย เพิ่มประสิทธิภาพและความโปร่งใสในการทำธุรกรรมการค้าระหว่างประเทศและมีมาตรฐานสากลในภูมิภาค   ในโอกาสนี้ รองปลัดดีอี ได้กล่าวถ้อยแถลงในนามประเทศไทย แสดงความมุ่งมั่นของไทยในการส่งเสริมการค้าดิจิทัลและการค้าไร้กระดาษข้ามพรมแดน ทั้งการพัฒนากฎหมาย โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล และบริการดิจิทัลที่ได้มาตรฐานสากล  

วันที่ 8 มิถุนายน 69 นางสาวแนน บุณย์ธิดา สมชัย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ตอบกระทู้ถามสดของที่ประชุมวุฒิสภา ใน 2 ประเด็นสำคัญ คือ เรื่อง “ความโปร่งใสและความคุ้มค่าของโครงการ TH-AI Passport” และ “มาตรการจัดการปัญหาสื่ออนาจาร เว็บพนันออนไลน์ และภัยบนโลกดิจิทัล”   นางสาวแนน บุณย์ธิดา กล่าวว่า โครงการ TH-AI Passport แม้จะถูกมองว่าเป็นโครงการเร่งด่วน แต่กระบวนการทั้งหมดดำเนินการตามขั้นตอนจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐตามปกติ พร้อมยืนยันว่าเป้าหมายของโครงการ คือ การเปิดโอกาสให้คนไทยอายุตั้งแต่ 15 ปีขึ้นไปเข้าถึงเทคโนโลยี AI อย่างทั่วถึง   สำหรับโครงการดังกล่าวเป็นโครงการนำร่อง เพื่อให้ประชาชนได้เรียนรู้การใช้งาน AI อย่างเป็นระบบ โดยมีกลุ่มเป้าหมายหลัก 3 กลุ่ม ได้แก่ นักเรียน นักศึกษา ประชาชนทั่วไปและภาคธุรกิจ รวมถึงข้าราชการ ซึ่งจะสามารถลงทะเบียนผ่านระบบ THAI ID ได้ทั่วประเทศ   ในส่วนกรณีเรื่องการประชาสัมพันธ์ผ่านร้านสะดวกซื้อนั้น ถือเป็นช่องทางที่เข้าถึงประชาชนจำนวนมาก ซึ่งไม่ใช่เป็นเพียงแค่ช่องทางเดียวเท่านั้น เนื่องจากโครงการนี้ยังมีการประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อประชาสัมพันธ์อื่นๆ ทั้งสื่อออนไลน์ และโซเชียลมีเดียต่างๆ เพื่อให้สามารถสร้างการรับรู้โครงการได้อย่างทั่วถึง ขณะที่การเปิดประมูลและจัดทำ TOR ก็เป็นไปตามระเบียบราชการ โดยพร้อมเปิดรับฟังความคิดเห็นจากทุกฝ่าย เพื่อให้เกิดความโปร่งใสและประโยชน์ต่อประชาชนสูงสุด   รมช.ดีอี ยังกล่าวถึงประเด็นเรื่องมาตรการปิดกั้นคลิปลามกอนาจารและเว็บพนันออนไลน์ ว่า กระทรวงดีอีได้ติดตามและเฝ้าระวังปัญหาดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง โดยที่ผ่านมาได้ดำเนินการปิดกั้น URL ที่เกี่ยวข้องกับสื่อลามกอนาจารแล้วกว่า 20,000 รายการ พร้อมประสานความร่วมมือกับแพลตฟอร์มออนไลน์ต่าง ๆ อย่างสม่ำเสมอ   นอกจากนี้ กระทรวงยังมีแนวทางการนำ AI เข้ามาช่วยตรวจจับและบริหารจัดการเนื้อหาผิดกฎหมาย เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการคุ้มครองประชาชน และกระทรวงดีอี ได้เตรียมการเร่งรัดการปรับปรุงกฎหมายด้านดิจิทัลหลายฉบับที่จำเป็น เพื่อให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลกออนไลน์ ซึ่งขณะนี้ได้ร่วมมือกับ สำนักงาน กสทช. เพื่อยกระดับมาตรการกำกับดูแลให้เข้มงวดมากขึ้น   ด้านประเด็นการคืนเงินความเสียหายจากคดีออนไลน์กว่า 20,000 ล้านบาท ปัจจุบันอยู่ระหว่างเร่งรัดดำเนินการ และคาดว่าจะสามารถคืนเงินให้ผู้เสียหายได้ภายในเดือนสิงหาคม 2569 หลังจากมีการเร่งรัดกระบวนการทางกฎหมายและกฎกระทรวงที่เกี่ยวข้อง โดยประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2569 และมีผลบังคับใช้ในวันที่ 12 สิงหาคม 2569 นี้    “สิ่งสำคัญที่สุดคือการสร้าง “ความยุติธรรมที่เท่าเทียม” ให้ประชาชน โดยกระทรวงดีอี เร่งรัดติดตามและผลักดันกฎหมายที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนให้แล้วเสร็จโดยเร็ว เพื่อให้ทันต่อสถานการณ์โลกดิจิทัลที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา” รมช.ดีอี กล่าวในตอนท้าย   --------------------------------------------------------------------------------

วันที่ 9 มิถุนายน 2569 นางสาวยุพาภรณ์ ศิริกิจพาณิชย์กูล ผู้ช่วยปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ร่วมแสดงความยินดีเนื่องในโอกาสวันคล้ายวันสถาปนาสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ครบรอบ 28 ปี “การเลือกตั้งที่เป็นกลาง โปร่งใส เที่ยงธรรม และมีส่วนร่วม” พร้อมร่วมสมทบทุนแก่กองทุนสวัสดิการภายในสำนักงาน กกต. โดยมี นายแสวง บุญมี เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง ให้การต้อนรับ ณ ห้องประชุม 201 ชั้น 2 อาคารรัฐประศาสนภักดี (อาคาร B)

นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ ในฐานะโฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ฝ่ายข้าราชการประจำ กล่าวถึงผลการมอนิเตอร์และรับแจ้งข่าวปลอมของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมประเทศไทย (AFNC) ซึ่งเป็นไปตามนโยบายการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยความมั่นคงและภัยทางสังคมของนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) โดยยกระดับความสำคัญเรื่องการสร้างความตระหนักรู้เท่าทันภัยอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ข่าวปลอม และข้อมูลบิดเบือน   ทั้งนี้ ในวันที่ 7 มิถุนายน 2569 AFNC ได้ตรวจสอบพบข้อความทั้งหมด 130,496 ข้อความ โดยมีข้อความที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ (Verify) ทั้งสิ้น 4,716 ข้อความ สำหรับช่องทางที่มีการพบเบาะแสมากที่สุด คือ ข้อความที่มาจาก Social Listening 4,714 ข้อความ ตามมาด้วยช่องทาง Line Official 2 ข้อความ โดยเป็นเรื่องที่ต้องดำเนินการตรวจสอบทั้งหมด 24 เรื่อง ได้รับผลการตรวจสอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว 12 เรื่อง ในจำนวนนี้เป็นข่าวที่ได้รับความสนใจจากประชาชนมากที่สุด 7 เรื่อง ซึ่งเป็น ข่าวจริง 3 เรื่อง ข่าวปลอม 3 เรื่อง และข่าวบิดเบือน 1 เรื่อง ได้แก่   อันดับที่ 1 ข่าวจริง เรื่อง สภาผู้บริโภคเตรียมยื่นฟ้องเฟซบุ๊ก ประเด็นการปล่อยโฆษณาหลอกลวงและมิจฉาชีพบนแพลตฟอร์ม   อันดับที่ 2 ข่าวจริง เรื่อง ETDA ออกกฎใหม่ ยิงโฆษณาในสื่อโซเชียล ต้องสแกนหน้า-ยืนยันตัวตนก่อน   อันดับที่ 3 ข่าวปลอม เรื่อง ผลิตภัณฑ์ MMC Liv Plus มีสรรพคุณฟื้นฟูตับ และช่วยลดไขมันในตับ   อันดับที่ 4 ข่าวจริง เรื่อง ผู้ที่ลงทะเบียนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐไม่สมบูรณ์ สามารถลงทะเบียนใหม่ได้   อันดับที่ 5 ข่าวบิดเบือน พับหูข้างละ 50 ครั้ง ทำทั้ง 2 ข้าง ช่วยบรรเทาอาการปวดกลางหลัง ปวดหัว สมองไม่โล่ง   อันดับที่ 6 ข่าวปลอม เรื่อง กระทรวงแรงงาน เปิดรับแรงงานไปทำงานเกษตรที่ประเทศออสเตรเลีย ผ่านเฟซบุ๊ก ศุภลักษณ์ ลาวเครือ   อันดับที่ 7 ข่าวปลอม เรื่อง รับจองคิวทำและต่อใบขับขี่ ผ่านบัญชี TikTok ชื่อ user8615842554429   สำหรับข่าวที่น่าสนใจ คือ เรื่อง “ETDA ออกกฎใหม่ ยิงโฆษณาในสื่อโซเชียล ต้องสแกนหน้า-ยืนยันตัวตนก่อน” กระทรวงดีอี ได้ตรวจสอบประกาศราชกิจจานุเบกษา(https://ratchakitcha.soc.go.th/documents/113758.pdf) ยืนยันว่าเป็น “ข่าวจริง”    ทั้งนี้ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่ ประกาศคณะกรรมการธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ เรื่อง มาตรการป้องกันอาชญากรรมทางเทคโนโลยี สำหรับผู้ใช้บริการสื่อสังคมออนไลน์ (ฉบับที่ 2) เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2569 กำหนดให้แพลตฟอร์มสื่อสังคมออนไลน์ เช่น Facebook, Instagram, TikTok และแพลตฟอร์มอื่น ๆ ต้องตรวจสอบและยืนยันตัวตนของผู้ลงโฆษณาก่อนเผยแพร่โฆษณา เพื่อป้องกันการนำแพลตฟอร์มไปใช้ในการหลอกลวงหรือก่ออาชญากรรมทางเทคโนโลยี   ขณะเดียวกันกำหนดให้ผู้ลงโฆษณาจะต้องยืนยันตัวตนด้วยเอกสารที่เชื่อถือได้ เช่น บัตรประชาชน หนังสือเดินทาง หรือเอกสารรับรองนิติบุคคล รวมถึงอาจใช้ระบบยืนยันตัวตนทางดิจิทัลตามมาตรฐานที่กำหนด   นอกจากนี้ ผู้ให้บริการแพลตฟอร์มต้องจัดเก็บข้อมูลของผู้ลงโฆษณาและข้อมูลติดต่อที่จำเป็น เพื่อให้สามารถตรวจสอบและติดตามตัวบุคคลได้หากเกิดปัญหาหรือมีการกระทำผิดกฎหมาย โดยต้องเก็บข้อมูลดังกล่าวไว้อย่างน้อย 90 วันหลังสิ้นสุดการใช้บริการโฆษณา   มาตรการนี้มีเป้าหมายเพื่อเพิ่มความปลอดภัยในการโฆษณาออนไลน์ และช่วยลดปัญหาการหลอกลวงประชาชนผ่านช่องทางดิจิทัล   อย่างไรก็ตาม กระทรวงดีอี มีความห่วงใยประชาชน เรื่องความตระหนักรู้เท่าทันข่าวปลอมที่ถูกแพร่กระจายบนสื่อออนไลน์ โซเชียล ซึ่งหากขาดความรู้เท่าทัน ส่งต่อข้อมูลข่าวปลอม ทำให้เกิดการหลงเชื่อ สร้างความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน สร้างความเสียหายต่อทรัพย์สิน หรือข้อมูลส่วนบุคคล และอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้าง  โดยขอให้ประชาชนเลือกเชื่อ เลือกแชร์ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ ซึ่งได้รับการเผยแพร่จากหน่วยงานที่เป็นทางการเท่านั้น และควรตรวจสอบข้อเท็จจริงของข่าวหรือลิงก์เว็บไซต์ให้แน่ชัด   หากประชาชน พบข่าวน่าสงสัย ข้อมูลบิดเบือน สามารถแจ้งเบาะแส และตรวจสอบข่าวปลอมได้ที่ โทรสายด่วน 1111 ต่อ 87 (24 ชม.) หรือที่ | เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com | Line ID: @antifakenewscenter | Facebook : Anti-Fake News Center Thailand | X : @AFNCThailand | TikTok : @antifakenewscenter | IG : afnc_thailand/ ------------------------------------------------------------------------

วันที่ 9 มิถุนายน 2569 นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ร่วมเป็นประธานกล่าวเปิดการประชุม “12th Asia-Pacific Trade Facilitation Forum x Paperless Trade Week 2026” ณ ศูนย์ประชุมสหประชาชาติ กรุงเทพมหานคร พร้อมด้วย นางสาวชมภารี ชมภูรัตน์ รองปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ผู้แทนจากสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) และ บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน)      นอกจากนี้ยังมีผู้แทนจากประเทศภาคีความตกลงว่าด้วยการอำนวยความสะดวกทางการค้าไร้กระดาษข้ามพรมแดนในเอเชียและแปซิฟิก (Framework Agreement on Facilitation of Cross-border Paperless Trade in Asia and the Pacific: CPTA) จำนวน 15 ประเทศ ในภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก รวมถึงองค์กรระหว่างประเทศ และภาคเอกชน      ในโอกาสนี้ รมว.ดีอี ได้กล่าวเน้นย้ำถึงความสำคัญของการเตรียมพร้อมสู่การเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลก ตามนโยบายรัฐบาล “เชื่อมไทยสู่เศรษฐกิจโลก สร้างพันธมิตรการค้า” ซึ่งการส่งเสริมการค้าข้ามพรมแดนแบบไร้กระดาษ จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้ผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะ SMEs ในการเชื่อมโยงกับห่วงโซ่คุณค่าระดับภูมิภาคและระดับโลก      ขณะเดียวกันการที่ประเทศไทยได้เข้าร่วมเป็นภาคีความตกลง CPTA อย่างเป็นทางการ จะช่วยยกระดับกลไกความร่วมมือทางการค้าและสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ รวมถึงส่งเสริมการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัล อาทิ ปัญญาประดิษฐ์ (AI) การวิเคราะห์ข้อมูล การยืนยันตัวตนทางดิจิทัล ภายใต้การคำนึงถึงธรรมาภิบาลที่ดี การสามารถทำงานร่วมกันได้ ความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ และความเท่าเทียมของภูมิภาค

วันที่ 9 มิถุนายน 2569 นางสาวชมภารี ชมภูรัตน์ รองปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ร่วมหารือกับ พญ.ณิชาภา สวัสดิกานนท์ รองอธิบดีกรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข ถึงแนวทางการยกระดับการคุ้มครองคนไทยจาก “ภัยหน้าจอ” โดยเฉพาะเด็กและเยาวชน  พร้อมด้วยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ถึงแนวทางการยกระดับการคุ้มครองคนไทยจาก “ภัยหน้าจอ”  ณ ห้อง 10-01 ชั้น 10 อาคารกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม    ทั้งนี้จากการรายงานสถานการณ์ที่ผ่านมาพบว่า สื่อออนไลน์ มีผลกระทบต่อพัฒนาการและสุขภาพจิตของเด็กในด้านพฤติกรรมและระดับสติปัญญา ดังนั้นที่ประชุมได้พิจารณาถึงการยกระดับ “ภัยหน้าจอ” และความปลอดภัยทางดิจิทัลของคนไทย เป็นวาระแห่งชาติ ทั้งในการใช้สื่อที่เหมาะสม และคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล และความปลอดภัยในการใช้งาน เพิ่มความครอบคลุมของประมวลกฎหมายอาญาเกี่ยวกับการบาดเจ็บทางจิตใจจากภัยออนไลน์ พัฒนากรอบมาตรฐานระดับชาติว่าด้วยการใช้หน้าจอที่เหมาะสมกับแต่ละช่วงวัย รวมถึงการพัฒนาระบบป้องกันดูแลช่วยเหลือคนไทยจากภัยหน้าจอ มุ่งสู่การสร้างสังคมดิจิทัลที่ปลอดภัยต่อสุขภาพจิต

icon-sitemap    std-w1    std-w2    WCAG 2.0 (Level AA)
จำนวนผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์ Loading...


กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

เลขที่ 120 หมู่ 3 ชั้น 8-11 ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 (อาคาร ซี) ซอยแจ้งวัฒนะ 7 ถนนแจ้งวัฒนะ แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ 10210

facebook
instagram
twitter
youtube
rss
tiktok
threads
Icon Q&A
black ribbon.