Logo DE Ministry.
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
Ministry of Digital Economy and Society
Logo DE Ministry.
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
Ministry of Digital Economy and Society
ตัวช่วยเหลือในการเข้าถึงเว็บไซต์
ค้นหา

วันที่ 9 มิถุนายน 2569 นายพชร อนันตศิลป์ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการขับเคลื่อนการเข้าเป็นภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วย การต่อต้าน อาชญากรรมไซเบอร์ ครั้งที่ 2/2569 โดยมี นางสาวชมภารี ชมภูรัตน์ รองปลัดกระทรวงดีอี นางสาวยุพาภรณ์ ศิริกิจพาณิชย์กูล ผู้ช่วยปลัดกระทรวงดีอี และผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ณ ห้องประชุม 02/11 ชั้น 2 กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และผ่านระบบ VDO Conference   การประชุมครั้งนี้มีวาระสำคัญในการติดตามความคืบหน้าและหารือแนวทางการดำเนินงานเพื่อเตรียมความพร้อมให้ประเทศไทยเข้าเป็นภาคีอนุสัญญาดังกล่าว ซึ่งถือเป็นกรอบความร่วมมือระหว่างประเทศในการป้องกันและปราบปรามภัยคุกคามทางไซเบอร์อย่างเป็นระบบ สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลในการยกระดับความมั่นคงปลอดภัยทางดิจิทัลของประเทศ

วันที่ 9 มิถุนายน 2569 นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ร่วมเป็นประธานกล่าวเปิดการประชุม “12th Asia-Pacific Trade Facilitation Forum x Paperless Trade Week 2026” (APTFF) พร้อมด้วย นางสาวชมภารี ชมภูรัตน์ รองปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ผู้แทนจากสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) และ บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) ร่วมกับคณะกรรมาธิการเศรษฐกิจและสังคมแห่งสหประชาชาติสำหรับเอเชียและแปซิฟิก (ESCAP) และธนาคารพัฒนาเอเชีย (ADB) ณ ศูนย์ประชุมสหประชาชาติ กรุงเทพมหานคร    นายไชยชนก กล่าวว่า การประชุม APTFF ในปีนี้ จัดขึ้นภายใต้หัวข้อหลัก “Next Generation Trade Digitalization: Advancing Digital and Sustainable Trade Facilitation” ซึ่งถือเป็นประเด็นที่มีความสำคัญและท้าทายอย่างยิ่งในสถานการณ์ปัจจุบัน โดยมุ่งเน้นการตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจใน 2 มิติหลัก คือ    1.การเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญของการค้าโลก ที่เทคโนโลยีดิจิทัลกำลังเข้ามาปรับเปลี่ยนวิธีการดำเนินธุรกิจ การให้บริการของภาครัฐ ตลอดจนการเชื่อมโยงระบบเศรษฐกิจข้ามพรมแดนอย่างสิ้นเชิง    2.ความคาดหวังที่เพิ่มขึ้นต่อระบบการค้า เพราะการค้าในยุคถัดไปไม่เพียงแต่จะต้องขับเคลื่อนด้วยความรวดเร็วและมีประสิทธิภาพที่สูงขึ้นเท่านั้น แต่ยังต้องมีความทั่วถึง ยืดหยุ่น ยั่งยืน และที่สำคัญที่สุดคือต้องมีความน่าเชื่อถือ   ตลอดเวลาที่ผ่านมา กระทรวงดีอีให้ความสำคัญกับ Digital Transformation ในฐานะกลไกสำคัญในการยกระดับขีดความสามารถทางเศรษฐกิจ และการเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจโลก โดยมุ่งพัฒนากรอบกฎหมายรองรับธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์และการค้าดิจิทัล, โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและมาตรฐานการเชื่อมโยงข้อมูล (Interoperability), การส่งเสริมแพลตฟอร์มดิจิทัลเพื่อลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการค้า โดยเฉพาะสำหรับ SMEs, การผลักดันการค้าปลอดเอกสาร (Paperless Trade) และการใช้ข้อมูลดิจิทัลข้ามพรมแดน เพื่อการบูรณาการร่วมกันในระดับภูมิภาค และการพัฒนาที่ยั่งยืนในอนาคต   “รัฐบาลไทยภายใต้การนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล ได้ให้ความสำคัญสูงสุดกับการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล โดยกำหนดให้เป็นหัวใจหลักของวาระทางเศรษฐกิจของประเทศ ผ่านแนวนโยบายขับเคลื่อนสำคัญคือ “เชื่อมไทยสู่เศรษฐกิจโลก สร้างพันธมิตรการค้า” ซึ่งในขณะนี้ ประเทศไทยกำลังเร่งเสริมสร้างความเชื่อมโยงในด้านการค้าและการลงทุนรอบด้าน พร้อมทั้งผลักดันให้ประเทศไทยก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางดิจิทัลที่ได้รับความเชื่อถือ (Trusted Digital Hub) ของภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิกอย่างเต็มตัว” นายไชยชนก กล่าว    -----------------------------------------------------------

เกาะติดมหกรรมฟุตบอลโลก 2026 ที่แฟนบอลทั่วโลกตั้งตารอคอย ที่กำลังจะเปิดฉากอย่างเป็นทางการ ขณะที่โลกออนไลน์เริ่มคึกคักไปด้วยกิจกรรมเกี่ยวกับฟุตบอล ทั้งการวิเคราะห์ทีมเต็ง โปรแกรมการแข่งขัน การทายผล ไปจนถึงการลงทุนและการพนันออนไลน์ รวมไปถึง การจองที่พัก ซึ่งกลายเป็น “โอกาสทอง” ของมิจฉาชีพในการหลอกลวงประชาชน   ศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ หรือ AOC 1441 เตือนประชาชนให้ระมัดระวัง “โจรออนไลน์” ที่อาศัยกระแสฟุตบอลโลกเป็นเครื่องมือหลอกลวง ซึ่งมีแนวโน้มระบาดหนักกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา   ล่าสุด กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ได้เร่งปิดกั้นเพจ โซเชียลมีเดีย และเว็บไซต์พนันผิดกฎหมายตามคำสั่งศาล รวมถึงประสานแพลตฟอร์มต่าง ๆ ดำเนินการปิดกั้นอย่างต่อเนื่อง   ในปีงบประมาณ 2569 ช่วงวันที่ 1 ตุลาคม 2568 – 31 พฤษภาคม 2569 (8 เดือน) มีการปิดกั้นแล้วรวม 673,699 รายการ แบ่งเป็น • ปิดกั้นตามคำสั่งศาล 635,717 รายการ • ประสานแพลตฟอร์มปิดกั้น 37,982 รายการ   เฉพาะเดือนพฤษภาคม 2569 ปิดกั้น URL พนันผิดกฎหมายได้ถึง 78,796 รายการ เพื่อป้องกันประชาชนและแฟนบอลจากภัยออนไลน์   บทความนี้จึงรวบรวมรูปแบบกลโกงและวิธีป้องกันตัวเอง เพื่อให้ประชาชนสามารถนำไปใช้และส่งต่อเตือนภัยคนใกล้ตัวได้   3 รูปแบบกลโกงหลักที่มิจฉาชีพใช้หลอกลวง   • เว็บพนันและลงทุนปลอม สร้างแพลตฟอร์มเก็งกำไรผลการแข่งขันหรือชวนลงทุนเก็งกำไรในเหรียญที่เกี่ยวข้องกับฟุตบอลโลก World Coin หรือ WLD  ที่อ้างผลตอบแทนสูงเกินจริง หรือทายผลบอลที่แฝงมัลแวร์ รวมถึงการหลอกให้ลงทุนเก็งกำไรในเหรียญที่เกี่ยวข้องกับฟุตบอลโลก World Coin หรือ WLD     • สินค้าที่ระลึกปลอม / สินค้าลอกเลียนแบบลดราคา มิจฉาชีพโฆษณาขายเสื้อบอล อุปกรณ์กีฬา หรือของที่ระลึกปลอม หรือสินค้าลอกเลียนแบบโดยลดราคากระหน่ำ (80-90%) เพื่อล่อใจให้เหยื่อกรอกข้อมูลบัตรเครดิตหรือโอนเงิน   • หลอกขายตั๋วและแพ็กเกจที่พัก มิจฉาชีพสร้างเว็บไซต์หรือเพจโซเชียลมีเดียเลียนแบบเว็บทางการ โดยอ้างว่ามีโปรโมชันตั๋วเข้าชมลดราคาหรือห้องพักราคาถูกเพื่อหลอกให้โอนเงินมัดจำ เมื่อโอนเงินไปแล้วไม่ได้ตั๋วจริงและถูกเชิดเงินหนี    วิธีป้องกันตนเองจากภัยออนไลน์ไม่ให้ตกเป็นเหยื่อ   1. ตรวจสอบชื่อโดเมน (URL) สังเกตตัวสะกดของเว็บไซต์อย่างละเอียด มิจฉาชีพมักใช้ชื่อคล้ายคลึงกับเว็บทางการแต่สลับตัวอักษรหรือใช้ ดอท (Dot) ต่อท้ายแปลกๆ   2. เลี่ยงข้อเสนอที่ถูกเกินจริง หากเจอสินค้าลดราคา (80-90%) หรือตั๋วการแข่งขันที่หาซื้อไม่ได้แล้วแต่เอามาขายราคาถูก ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นมิจฉาชีพ   3. อย่าคลิกลิงก์แปลกปลอม ไม่คลิกลิงก์จาก SMS อีเมล หรือโฆษณาบนโซเชียลมีเดียที่ไม่มีแหล่งที่มาชัดเจน เพราะเสี่ยงต่อการโดนฝังมัลแวร์   4. ซื้อจากช่องทางทางการเท่านั้น เลือกซื้อตั๋ว หรือจองที่พัก หรือสินค้าลิขสิทธิ์ ควรทำผ่านทางเว็บไซต์ทางการของ FIFA หรือตัวแทนจำหน่ายที่ได้รับอนุญาตโดยตรงเท่านั้น   ดังนั้นหากพบเหตุการณ์น่าสงสัย ให้ยึดหลัก "4 ไม่" คือ “ไม่กดลิงค์ ไม่เชื่อ ไม่รีบ ไม่โอน” เพื่อความปลอดภัยและไม่ตกเป็นเหยื่อมิจฉาชีพ แต่หากได้รับผลกระทบจากการหลอกลวง สามารถแจ้งศูนย์ AOC 1441 ได้ตลอด 24 ชม. เพื่อระงับบัญชีธนาคารให้เร็วที่สุด   ฟุตบอลโลกอาจเป็นเทศกาลแห่งความสุขและความสนุกของแฟนบอลทั่วโลก แต่ในอีกมุมหนึ่ง ก็กลายเป็น สนามทำเงิน สร้างรายได้มหาศาลของโจรออนไลน์เช่นกัน การรู้เท่าทันภัยไซเบอร์ จึงเป็นเกราะป้องกันสำคัญที่จะช่วยให้ประชาชนเชียร์ฟุตบอลได้อย่างสบายใจ ไม่ตกเป็นเหยื่อมิจฉาชีพในช่วงฟุตบอลโลก 2026 นี้ อย่างแน่นอน    ---------------------------------------------------------------------

วันที่ 10 มิถุนายน 2569 นายพชร อนันตศิลป์ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานการประชุมหารือแนวทางการกำกับดูแลส่งเสริม และยกระดับโครงข่ายเชื่อมต่อระหว่างประเทศ ครั้งที่ 2/2569 เพื่อให้การดำเนินงานมีประสิทธิภาพและความมั่นคงปลอดภัยเพื่อรองรับการเติบโตของการรับส่งข้อมูลระหว่างประเทศที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่องโดยมี นางสาวชมภารี ชมภูรัตน์ รองปลัดกระทรวงดีอี ผู้แทนหน่วยงาน และผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ณ ห้องประชุม 203 ชั้น 2 กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และผ่านระบบ VDO Conference


วันที่ 10 มิถุนายน 2569 นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) พร้อมด้วยนายพชร อนันตศิลป์ ปลัดกระทรวงดีอี ร่วมการประชุมหารือระหว่างคณะรัฐมนตรี และคณะกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ที่มีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานฯ ณ ตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล   ทั้งนี้นายกฯ เห็นควรให้จัดตั้งคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) พร้อมคณะอนุกรรมการกลั่นกรอง เพื่อร่วมขับเคลื่อนนโยบายสำคัญด้านเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง ทั้งการดึงดูดการลงทุน การยกระดับผู้ประกอบการ SMEs การพัฒนาและแปรรูปภาคเกษตร การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและการประยุกต์ใช้ AI ตลอดจนการส่งเสริมเศรษฐกิจสีเขียว และการปรับปรุงกฎระเบียบภาครัฐให้โปร่งใส สะดวก และเอื้อต่อการดำเนินธุรกิจมากยิ่งขึ้น

วันที่ 10 มิถุนายน 2569 นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) พร้อมด้วยนายพชร อนันตศิลป์ ปลัดกระทรวงดีอี ประชุมหารือร่วมกับ ดร.ธีรณี อจลากุล ผู้อำนวยการสถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ (BDI) นายนัฐวุฒิ แดนดี รองอธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยา ผู้บริหาร เจ้าหน้าที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ถึงแนวทางการยกระดับระบบแพลตฟอร์มในการแจ้งเตือนภัยพิบัติ การพยากรณ์อากาศ และการบูรณาการข้อมูลการป้องกันและเฝ้าระวังภัยพิบัติร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการแจ้งเตือนภัยให้กับประชาชน ณ ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล   


วันที่ 11 มิถุนายน 2569 นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) พร้อมด้วย นางสาวแนน บุณย์ธิดา สมชัย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม นายเจเศรษฐ ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย นายพชร อนันตศิลป์ ปลัดกระทรวงดีอี ผู้บริหารกระทรวงดีอี และผู้ที่เกี่ยวข้อง  ร่วมรับฟัง และแลกเปลี่ยนความคิดเห็น เพื่อเป็นแนวทางในการพัฒนา โครงการ TH-AI Passport ร่วมกับภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันการศึกษา ผู้เชี่ยวชาญ และประชาชนที่สนใจ ณ ห้องประชุมใหญ่ ชั้น 2 กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (อาคารซี) ศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ กรุงเทพมหานคร

โลกออนไลน์กำลังก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ของภัยไซเบอร์ เมื่อมิจฉาชีพเริ่มนำเทคโนโลยี “Agentic AI” หรือ AI อัจฉริยะที่สามารถคิด วิเคราะห์ และทำงานอัตโนมัติ มาใช้เป็นเครื่องมือในการหลอกลวงประชาชน จนเกิดเป็นรูปแบบอาชญากรรมไซเบอร์ใหม่ที่ถูกเรียกว่า “Shop Smart Agent”    ลักษณะการทำงานของ Shop Smart Agent   • ร้านค้าออนไลน์ปลอมแบบเรียลไทม์ ระบบ AI จะสร้างหน้าร้านค้าออนไลน์ปลอมขึ้นมา โดยสามารถคิด วางแผน และปรับเปลี่ยนเนื้อหาเพื่อดึงดูดเหยื่อได้โดยอัตโนมัติ • ดักจับข้อมูลทันที (Real-time Attack) เมื่อเหยื่อกรอกข้อมูลบัตรเครดิตเพื่อชำระค่าสินค้า AI จะทำหน้าที่เป็นตัวกลางดึงข้อมูลนั้นไปทำธุรกรรมในต่างประเทศหรือที่อื่นๆ ทันที • ความแนบเนียนสูง ภัยนี้สะท้อนว่าเทคโนโลยีการเงินปลอมแปลงพัฒนาไปจนประชาชนทั่วไปแยกแยะได้ยากขึ้น เพราะ AI สามารถโต้ตอบและประมวลผลการโจมตีได้แบบวินาทีต่อวินาที   ทั้งนี้ กลโกงลักษณะนี้แตกต่างจากมิจฉาชีพออนไลน์แบบเดิม เพราะไม่ได้อาศัยเพียงการส่งข้อความหลอกลวงทั่วไป แต่ใช้ AI ในการเรียนรู้พฤติกรรมของเหยื่อ วิเคราะห์ความสนใจ และตอบโต้ได้แบบอัตโนมัติ เสมือนกำลังพูดคุยกับพนักงานขายจริง   ภัยไซเบอร์รูปแบบใหม่นี้ มักแฝงตัวมาในรูปแบบร้านค้าออนไลน์ โฆษณาสินค้าราคาถูกเกินจริง หรือโปรโมชันพิเศษเฉพาะบุคคล โดย AI จะช่วยสร้างบทสนทนาที่น่าเชื่อถือ ตอบคำถามได้รวดเร็ว และสามารถโน้มน้าวให้เหยื่อโอนเงินหรือกดลิงก์อันตรายได้ง่ายขึ้น   ที่น่ากังวลคือ Agentic AI สามารถทำงานได้ตลอด 24 ชั่วโมง พร้อมปรับเปลี่ยนวิธีพูดคุยตามพฤติกรรมของผู้ใช้งานแต่ละคน ทำให้การหลอกลวงมีความแนบเนียน ซับซ้อน และยากต่อการสังเกตมากขึ้นกว่ากลโกงแบบเดิม   ศูนย์ AOC  ขอเตือนว่า ประชาชนควรระมัดระวังการซื้อสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์ โดยเฉพาะร้านค้าที่เสนอราคาถูกผิดปกติ เร่งให้โอนเงิน หรือส่งลิงก์ให้กรอกข้อมูลส่วนตัว รวมถึงไม่ควรหลงเชื่อบทสนทนาที่ดู “เป็นธรรมชาติ” มากจนเกินไป เพราะอาจเป็น AI ที่ถูกออกแบบมาโดยเฉพาะหลอกลวงได้    แนวทางป้องกันตัวเอง คือ   • ตรวจสอบความน่าเชื่อถือของร้านค้าก่อนโอนเงิน หลีกเลี่ยงซื้อสินค้าจากเว็บไซต์ที่ไม่ระบุชื่อผู้ประกอบการ • หลีกเลี่ยงการกดลิงก์จากข้อความแปลกปลอม • ห้ามให้รหัส CVV (เลข 3 ตัวหลังบัตร) หรือรหัส OTP กับใครหรือหน้าเว็บที่ดูไม่น่าไว้ใจ • ตั้งสติทุกครั้งก่อนทำธุรกรรมออนไลน์ • ควรตั้งจำกัดวงเงินการใช้จ่ายออนไลน์ไว้ในระดับที่ต่ำ สามารถเปิด-ปิดการใช้งานได้ทันที • หมั่นตรวจสอบ SMS จากแอปพลิเคชันธนาคารอย่างสม่ำเสมอ หากพบยอดใช้จ่ายที่ผิดปกติให้รีบอายัดบัตรทันที   ในยุคที่ AI กำลังเข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวัน เทคโนโลยีที่ถูกใช้เพื่ออำนวยความสะดวก อาจถูกอาชญากรนำมาใช้เป็นเครื่องมือก่ออาชญากรรมได้เช่นกัน การรู้เท่าทันภัยไซเบอร์รูปแบบใหม่ จึงเป็นเกราะป้องกันสำคัญที่ประชาชนทุกคนต้องมี   ---------------------------------------------------------------------------------

กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) โดยศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมประเทศไทย (AFNC)  เปิดเผยถึงผลการมอนิเตอร์และรับแจ้งข่าวปลอม ซึ่งเป็นไปตามนโยบายการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยความมั่นคงและภัยทางสังคมของนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) โดยยกระดับความสำคัญเรื่องการสร้างความตระหนักรู้เท่าทันภัยอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ข่าวปลอม และข้อมูลบิดเบือน   ทั้งนี้ ในวันที่ 9 มิถุนายน 2569 AFNC ได้ตรวจสอบพบข้อความทั้งหมด 130,438 ข้อความ โดยมีข้อความที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ (Verify) ทั้งสิ้น 2,772 ข้อความ สำหรับช่องทางที่มีการพบเบาะแสมากที่สุด คือ ข้อความที่มาจาก Social Listening 2,772 ข้อความ โดยเป็นเรื่องที่ต้องดำเนินการตรวจสอบทั้งหมด 20 เรื่อง ได้รับผลการตรวจสอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว 9 เรื่อง ในจำนวนนี้เป็นข่าวที่ได้รับความสนใจจากประชาชนมากที่สุด 9 เรื่อง ซึ่งเป็น ข่าวจริง 2 เรื่อง ข่าวปลอม 5 เรื่อง ข่าวบิดเบือน 2 เรื่อง ได้แก่   อันดับที่ 1 ข่าวปลอม เรื่อง กฟภ. เปิดช่องทางไลน์ฝ่ายงานทะเบียน ให้ประชาชนติดต่อสอบถาม   อันดับที่ 2 ข่าวปลอม เรื่อง เหตุการณ์ตำรวจบุกจับหนุ่มสาวในเพจกลุ่มลับไลฟ์สด   อันดับที่ 3 ข่าวจริง เรื่อง รับแสงสีฟ้าในช่วงกลางคืน เสี่ยงเป็นโรคอ้วน   อันดับที่ 4 ข่าวบิดเบือน เรื่อง การดื่มกาแฟตอนเช้า ทำให้ความดันโลหิตสูง เสี่ยงต่อโรคหัวใจและหลอดเลือด   อันดับที่ 5 ข่าวจริง เรื่อง พบสารหนู-ตะกั่วเกินมาตรฐาน 3 จุด ในคลองหนองน้ำเขียว คลองเกด และห้วยตะเข้ เมืองสระบุรี   อันดับที่ 6 ข่าวบิดเบือน เรื่อง พบมีการทำถนนบนภูเขา ยาว 6 เมตร ต.หนองน้ำแดง อ.ปากช่อง   อันดับที่ 7 ข่าวปลอม เรื่อง ชาวต่างชาติ เกาะพะงัน ข่มขู่ สั่งปิด-แจ้งจับคนไทยจัดงานบุญเสียงดัง   อันดับที่ 8 ข่าวปลอม เรื่อง วันที่ 5 มิ.ย. 69 ทหารไทยจุดไฟเผาบันไดไม้ทางขึ้นสู่ปราสาทคนาของกัมพูชากว่า 1,000 ขั้น   อันดับที่ 9 ข่าวปลอม เรื่อง พบสารพิษเกินมาตรฐานในเกษตรกร เป็นผลมาจากสารปนเปื้อนแม่น้ำกก   สำหรับอันดับ 1 เรื่อง “กฟภ. เปิดช่องทางไลน์ฝ่ายงานทะเบียน ให้ประชาชนติดต่อสอบถาม” กระทรวงดีอี ได้ตรวจสอบร่วมกับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) กระทรวงมหาดไทย ยืนยันเป็น “ข่าวปลอม” เนื่องจากการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ไม่มีบริการผ่านช่องทางไลน์ฝ่ายงานทะเบียน เพื่อรับแจ้งปัญหาไฟฟ้าขัดข้อง หรือธุรกรรมด้านอื่น ๆ โดยขอให้ผู้ใช้ไฟฟ้าอย่าหลงเชื่อบุคคลหรือผู้แอบอ้างให้แอดไลน์ดังกล่าว เพื่อลงทะเบียนทำธุรกรรมหรือรับข่าวสารเด็ดขาด และอย่าให้ข้อมูลส่วนบุคคลกับผู้แอบอ้าง   ทั้งนี้ กฟภ. มี LINE @peathailand เป็น LINE Official Account อย่างเป็นทางการ ที่มีโล่สีเขียวเท่านั้น หากประชาชนมีข้อสงสัยสามารถสอบถามผ่านโทร 1129 PEA Contact Center หรือกฟภ.ในพื้นที่   อย่างไรก็ตาม กระทรวงดีอี มีความห่วงใยประชาชน เรื่องความตระหนักรู้เท่าทันข่าวปลอมที่ถูกแพร่กระจายบนสื่อออนไลน์ โซเชียล ซึ่งหากขาดความรู้เท่าทัน ส่งต่อข้อมูลข่าวปลอม ทำให้เกิดการหลงเชื่อ สร้างความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน สร้างความเสียหายต่อทรัพย์สิน หรือข้อมูลส่วนบุคคล และอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้าง  โดยขอให้ประชาชนเลือกเชื่อ เลือกแชร์ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ ซึ่งได้รับการเผยแพร่จากหน่วยงานที่เป็นทางการเท่านั้น และควรตรวจสอบข้อเท็จจริงของข่าวหรือลิงก์เว็บไซต์ให้แน่ชัด   หากประชาชน พบข่าวน่าสงสัย ข้อมูลบิดเบือน สามารถแจ้งเบาะแส และตรวจสอบข่าวปลอมได้ที่ โทรสายด่วน 1111 ต่อ 87 (24 ชม.) หรือที่ | เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com | Line ID: @antifakenewscenter | Facebook : Anti-Fake News Center Thailand | X : @AFNCThailand | TikTok : @antifakenewscenter | IG : afnc_thailand/ --------------------------------------------------------------------------

วันที่ 11 มิถุนายน 2569 นางสาวกัลยา ชินาธิวร ที่ปรึกษาด้านต่างประเทศ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ทำหน้าที่เป็นประธานการหารือกับผู้แทนสหภาพยุโรป นาย Alessandro Martinatto ผู้เชี่ยวชาญด้านเงินทุนและการลงทุนโดยภาคเอกชน โดยมีผู้ที่เกี่ยวข้องจาก สำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สดช.) และสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa) เข้าร่วม ณ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม   ทั้งนี้ที่ประชุมได้ร่วมหารือแลกเปลี่ยนข้อมูลเกี่ยวกับทิศทางการดำเนินงานและนโยบายด้านดิจิทัลของกระทรวงดีอี เพื่อส่งเสริมเศรษฐกิจและการลงทุนของประเทศไทย รวมถึงโอกาสการลงทุนด้านดิจิทัลของบริษัทจากยุโรป และมาตรการส่งเสริมการลงทุนและความร่วมมือด้านดิจิทัลของประเทศไทย และบริษัทต่างชาติ โดยเฉพาะการลงทุนใน Thailand Digital Valley ซึ่งตั้งอยู่ในเขตพื้นที่โครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor : EEC) ของประเทศไทย


วันที่ 11 มิถุนายน 2569 นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) พร้อมด้วย นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่และให้กำลังใจผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์เพลิงไหม้ บริเวณถนนพระราม 6 ซอย 15 ใกล้วัดบรมนิวาส ณ ศูนย์พักพิงชั่วคราว โรงเรียนวัดสระบัว    ทั้งนี้จากการตรวจเยี่ยมศูนย์พักพิงชั่วคราว ซึ่งรองรับประชาชนที่ต้องอพยพออกจากพื้นที่ประมาณกว่า 30 ครัวเรือน ดังกล่าว นายไชยชนก ได้สั่งการให้ บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) หรือ NT ดำเนินการสนับสนุนระบบสื่อสารโทรคมนาคม พร้อมทั้งติดตั้งสัญญาณอินเทอร์เน็ต อำนวยความสะดวกให้เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานและประชาชนที่ได้รับผลกระทบ

นางสาวแนน บุณย์ธิดา สมชัย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เปิดเผยว่า กรณีที่มีการอ้างถึงการประกาศขายข้อมูลส่วนบุคคลของคนไทยกว่า 36 ล้านรายการนั้น ตนได้มอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPC) บูรณาการการทำงานร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (สกมช.) เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงดังกล่าว   ทั้งนี้จากการตรวจสอบเบื้องต้นของ สกมช. โดยติดตามและตรวจสอบแหล่งที่มีการโพสต์ขายข้อมูลดังกล่าว โดยใช้ขั้นตอนการวิเคราะห์และตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูล รวมถึงเปรียบเทียบกับข้อมูลรั่วไหลที่เคยปรากฏในอดีต จากตัวอย่างข้อมูล (Sample Data) ที่ผู้ขายนำมาแสดง พบต้นทางของประกาศที่มีลักษณะข้อความใกล้เคียงกับข้อมูลที่กำลังถูกเผยแพร่ และอยู่ระหว่างดำเนินการทดสอบเพื่อดึงข้อมูลตัวอย่างมาตรวจสอบเชิงลึกว่าเป็นข้อมูลใหม่หรือเป็นข้อมูลที่ถูกนำมารวบรวมจากเหตุการณ์ข้อมูลรั่วไหลในอดีต   อย่างไรก็ตามขณะนี้ยังไม่มีหลักฐานยืนยันว่าข้อมูลดังกล่าวเป็นข้อมูลจริง หรือสามารถเชื่อมโยงได้ว่ามาจากหน่วยงานใด ซึ่งกระทรวงดีอีจะติดตามและตรวจสอบกรณีดังกล่าวอย่างใกล้ชิด เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน หากผลการตรวจสอบพบว่ามีการรั่วไหลของข้อมูลส่วนบุคคลจริง กระทรวงดีอี พร้อมดำเนินการตามกฎหมายและประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อปกป้องข้อมูลส่วนบุคคลของประชาชนอย่างเต็มที่   “กระทรวงดีอีขอให้ประชาชนติดตามข้อมูลจากหน่วยงานภาครัฐอย่างใกล้ชิด และเพิ่มความระมัดระวังในการเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล การรับสายจากบุคคลแปลกหน้า รวมถึงการกดลิงก์หรือให้ข้อมูลสำคัญผ่านช่องทางออนไลน์ ขณะเดียวกันขอเตือนประชาชนว่า การมีส่วนเกี่ยวข้องกับการซื้อขายข้อมูลส่วนบุคคล มีความผิดโทษสูงสุด ปรับ 500,000 บาท หรือจำคุก 5 ปี หรือทั้งจำทั้งปรับ และขอให้หน่วยงานรัฐที่มีข้อมูลของประชาชนจำนวนมากระมัดระวังและปฏิบัติการตามมาตรการรักษาความปลอดภัยของข้อมูลสูงสุด เพื่อป้องกันไม่ให้ข้อมูลประชาชนรั่วไหล โดยหากพบปล่อยปละละเลย หรือพบการร่วมกระทำความผิด จะมีการดำเนินการเอาผิดตามกฎหมายอย่างถึงที่สุด” รมช.ดีอี กล่าว   ---------------------------------------------------------------------------

icon-sitemap    std-w1    std-w2    WCAG 2.0 (Level AA)
จำนวนผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์ Loading...


กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

เลขที่ 120 หมู่ 3 ชั้น 8-11 ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 (อาคาร ซี) ซอยแจ้งวัฒนะ 7 ถนนแจ้งวัฒนะ แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ 10210

facebook
instagram
twitter
youtube
rss
tiktok
threads
Icon Q&A
black ribbon.