Logo DE Ministry.
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
Ministry of Digital Economy and Society
Logo DE Ministry.
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
Ministry of Digital Economy and Society
ตัวช่วยเหลือในการเข้าถึงเว็บไซต์
ค้นหา

วันที่ 30 มิถุนายน 2569 นางสาวกัลยา ชินาธิวร ที่ปรึกษาด้านต่างประเทศ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ให้การต้อนรับ Mr. Kiriyama Nobuo ตำแหน่ง อธิบดีด้านกิจการระหว่างประเทศ จากกระทรวงกิจการภายในและการสื่อสารแห่งประเทศญี่ปุ่น ในการเข้าพบหารือเรื่องบันทึกความร่วมมือระหว่าง DE และ MIC ซึ่งกำลังจะหมดอายุในปี 2570 และความร่วมมือด้านดิจิทัล อาทิ การพัฒนาโครงสร้างด้านดิจิทัล การพัฒนาบุคลากรดิจิทัล ความร่วมมือด้านปัญญาประดิษฐ์ รวมถึง โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล และเทคโนโลยี 5G โดยมีผู้แทนจากกองสื่อสารโทรคมนาคม และบริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) เข้าร่วมการหารือ ณ ห้องประชุม 02/11 ชั้น 2 กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

“ไชยชนก” มั่นใจ พ.ร.ฎ. เชื่อมโยงข้อมูลภาครัฐ ช่วยยกระดับปราบ “สแกมเมอร์” เผย 4 เดือน มูลค่าความเสียหายลดลงกว่า 74% วันที่ 1 กรกฎาคม 2569 นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี)เปิดเผยว่า ตามที่พระราชกฤษฎีกาการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคลที่อยู่ในความควบคุมดูแลของหน่วยงานของรัฐต่อหน่วยงานของรัฐแห่งอื่น พ.ศ. 2569 มีผลบังคับใช้แล้วนั้น (เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2569) จะช่วยยกระดับการป้องกันและปราบปรามการก่ออาชญากรรมออนไลน์ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะการบูรณาการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างหน่วยงานรัฐ ในส่วนของข้อมูลบุคคลที่เกี่ยวข้องกับองค์กรอาชญากรรม การทุจริตคอร์รัปชัน การค้ามนุษย์ และการฉ้อโกงออนไลน์ ที่ผ่านมากระทรวงดีอี ได้บูรณาการข้อมูลร่วมกับ 5 หน่วยงาน คือ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) โดยให้สถาบันการเงิน และผู้ประกอบธุรกิจเปิดเผยแลกเปลี่ยนข้อมูลบัญชีธุรกรรมของบุคคลที่มีความเกี่ยวโยงกับ “สแกมเมอร์” ตาม พ.ร.ก. มาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี มาตรา 4 เพื่อใช้ในการกำหนดมาตรการป้องกันและปราบปราม ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กสทช. ผู้ให้บริการเครือข่าย ธนาคาร ทั้งนี้จากการบูรณาการข้อมูลร่วมระหว่าง 5 หน่วยงานข้างต้น และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทำให้มูลค่าความเสียหายจาก “สแกมเมอร์” ลดลง โดยสถิติมูลค่าความเสียหายในเดือนมิถุนายน 2569 มีจำนวน 530 ล้านบาท ลดลงจากเดือนมีนาคม 2569 ที่มีจำนวนประมาณ 2,111 ล้านบาท โดยลดลง 1,581 ล้านบาท หรือประมาณ 74.89 % ภายใน 4 เดือน “เมื่อ พ.ร.ฎ. เชื่อมโยงข้อมูลภาครัฐ มีผลบังคับใช้ จะเป็นกลไกสำคัญทำให้กระทรวงดีอี และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถบูรณาการร่วมกับหน่วยงานรัฐอื่นๆ ได้ อาทิ ข้อมูลด้านศุลกากร กรมสรรพากร กระทรวงการคลัง ข้อมูลการจดทะเบียนนิติบุคคล จากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ฯลฯ ซึ่งช่วยยกระดับการป้องกันและปราบปรามสแกมเมอร์ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ช่วยลดมูลค่าความเสียหาย และสามารถติดตามเงินคืนให้กับประชาชนได้อย่างทันท่วงที โดยการเชื่อมโยงข้อมูลดังกล่าวจะอยู่ภายใต้การรักษาความปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคลอย่างเข้มงวดตามมาตรฐานสากลด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ ขณะเดียวกันการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงานรัฐยังช่วยยกระดับการให้บริการภาครัฐ การกำหนดนโยบายสวัสดิการตรงตามกลุ่มเป้าหมาย เพิ่มความโปร่งใส เพิ่มประสิทธิภาพการบังคับใช้กฎหมาย รวมทั้งกำหนดนโยบายด้านเศรษฐกิจและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ” รมว.ดีอี กล่าว#กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม #ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม #DE #รมวไชยชนกชิดชอบ ------------------------------------------------------------------------------------- 

นายพชร อนันตศิลป์ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) กล่าวปาฐกถาพิเศษ “AI Data Center Generation 2026: จาก Hyperscaler สู่ AI Factory และโครงสร้างพื้นฐานเชิงยุทธศาสตร์ของชาติ” ภายในงาน “Thailand Connext 2026” ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์    ในโอกาสนี้ ปลัดกระทรวงดีอี ได้กล่าวถึงการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัล ซึ่งคาดการณ์ว่าในปี 2569 จะมีการเติบโตถึง 5.6 ล้านล้านบาท ซึ่งรัฐบาล โดยกระทรวงดีอี พร้อมที่จะขับเคลื่อนการวางโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลในเรื่องของ AI Data Center การใช้งานเทคโนโลยี AI ในภาครัฐ เอกชน และประชาชน ที่ถือเป็นสิ่งสำคัญทั้งในปัจจุบันและอนาคต ซึ่งในร่างแผนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมในระยะ 5 ปี ต่อจากนี้ รัฐบาลได้กำหนดทิศทางการขับเคลื่อนเทคโนโลยี AI ให้ครอบคลุมทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐาน เทคโนโลยี ผู้ผลิต ผู้บริโภค และประชาชน    เช่นเดียวกับแผนปฏิบัติการด้านปัญญาประดิษฐ์แห่งชาติ ที่ได้เริ่มขับเคลื่อนการใช้งาน AI ในภาคประชาชนผ่านโครงการ TH-AI Passport เพื่อให้ประชาชนได้เข้าถึงการใช้งาน Ai ให้ได้มากที่สุด ภายใต้การกำกับดูแลและคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลตามกฎหมาย PDPA ซึ่งจะเก็บเฉพาะชุดข้อมูลที่ AI ได้สร้างผลลัพธ์จากการ Prompt เท่านั้น เพื่อนำไปต่อยอดใน Thai LLM จากเดิมที่มีเพียงข้อมูลสาธารณสุขและการศึกษาเท่านั้น นี่คือการสร้าง “อธิปไตย AI” ซึ่งถือเป็นความมั่นคงทางเทคโนโลยีของประเทศ ขณะที่การเติบโตด้านเศรษฐกิจดิจิทัล จำเป็นต้องอาศัยความมั่นคงดังกล่าว ซึ่งรัฐบาลไม่สามารถดำเนินการเพียงลำพังได้ จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากภาคเอกชน และประชาชน ในการร่วมขับเคลื่อนไปสู่เป้าหมายร่วมกัน


วันที่ 1 กรกฎาคม 2569 นายพชร อนันตศิลป์ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานการประชุมหารือการดำเนินโครงการจัดสร้างโครงข่ายสื่อสารเพื่อความปลอดภัยสาธารณะ (Public Safety Mobile Network – PSMN) LTE/4G ที่มีความทนทานต่อภัยพิบัติ ระยะที่ 1 เพื่อกำหนดแนวทางการดำเนินโครงการ ให้สามารถใช้งานได้อย่างต่อเนื่องและมีเสถียรภาพ แม้ในสถานการณ์ฉุกเฉินหรือเกิดภัยพิบัติ โดยมี นางสาวชมภารี ชมภูรัตน์ รองปลัดกระทรวงดีอี พันเอก สรรพชัยย์ หุวะนันทน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) พร้อมด้วยผู้แทนจากหน่วยงานและผู้ที่เกี่ยวของเข้าร่วม ณ ห้องประชุม 02/03 ชั้น 2 กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม  และผ่านระบบออนไลน์

วันที่ 1 กรกฎาคม 2569 นางสาวชมภารี ชมภูรัตน์ รองปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานการประชุมคณะอนุกรรมการกิจการไปรษณีย์ด้านกฎหมาย ครั้งที่ 1/2569 เพื่อพิจารณาประเด็นด้านกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการกำกับดูแลกิจการไปรษณีย์ของประเทศ ให้มีความทันสมัย เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ โปร่งใส สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล ณ ห้องประชุม 02/09 ชั้น 2 กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และผ่านระบบออนไลน์

วันที่ 1 กรกฎาคม 2569 นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) กล่าวชี้แจงประเด็นกระทรวงดีอีได้รับการจัดสรรงบประมาณเพิ่มขึ้น 33.18 % ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร วาระพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 วาระแรก ว่า ในส่วนของงบประมาณที่เพิ่มขึ้นนั้น เป็นงบประมาณด้านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อยกระดับการพัฒนาระบบคลาวด์กลางภาครัฐ (GDCC) ของสำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สดช.) ที่เพิ่มขึ้นจำนวน 2,654 ล้านบาท สำหรับการจัดซื้อจัดจ้างระบบคลาวด์กลางของประเทศนั้น มีความสำคัญในการพัฒนารัฐบาลดิจิทัล และโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ โดยเป็นรูปแบบการจัดซื้อจัดจ้างที่เป็นรวมศูนย์ในที่เดียว ซึ่งจะมีราคาที่ถูกลงมากกว่า 30% จากการลงทุนแยกเป็นแต่ละหน่วยงาน ทำให้รัฐสามารถลดรายจ่ายด้านบุคลากร ลดงบประมาณ ในการประชุมจัดซื้อจัดจ้างได้กว่า 100 ล้านบาท ลดปัญหาการจัดทำระเบียบการหลักเกณฑ์ในการจัดซื้อจัดจ้างของหน่วยงานที่ไม่มีความเข้าใจในเรื่องดังกล่าวเพียงพอ ขณะที่หลายฝ่ายมีข้อสงสัยว่าเหตุใด โครงการ GDCC จึงไม่รวมการจัดซื้อจัดจ้างของหน่วยงานรัฐบาลทั้งหมด โดยมีเหตุผลแบ่งเป็น 3 ส่วนคือ1.กลุ่มที่มีการจัดซื้อจัดจ้างก่อนแล้ว และเป็นงบผูกพัน2.กลุ่มที่มีการใช้งานระบบฟังก์ชันต่างกัน เช่น กระทรวงการคลัง3.กลุ่มที่ต้องจัดเก็บข้อมูลจำเป็นเฉพาะ เพื่อความมั่นคงปลอดภัย เช่น กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย กระทรวงกลาโหม และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ในส่วนของกรมอุตุนิยมวิทยา มีการเพิ่มเติมงบประมาณโครงการพัฒนาระบบแจ้งเตือนภัยแผ่นดินไหวล่วงหน้า (Earthquake Early Warning) รวมทั้งเทคโนโลยีด้านการพยากรณ์อากาศ และการป้องกันไฟป่า จำนวน 1,209 ล้านบาท ซึ่งต้องยอมรับว่ายังไม่มีเทคโนโลยีใดในโลกที่มีความเสถียรมากพอที่จะคาดการณ์การเกิดแผ่นดินไหวได้ล่วงหน้า ดังนั้น จึงมีความจำเป็นต้องติดตั้งอุปกรณ์แจ้งเตือนในพื้นที่ที่คาดการณ์ว่ามีความเสี่ยงต่อการเกิดแผ่นดินไหว และส่งสัญญาณแจ้งเตือนมายังประเทศไทยล่วงหน้า ซึ่งเป็นเรื่องที่จำเป็น แม้จะเป็นการแจ้งเตือนเพียงไม่กี่วินาที แต่ช่วยให้สามารถลดความสูญเสียได้เป็นอย่างมาก ทั้งนี้ รัฐบาลให้ความสำคัญกับการพัฒนาด้านเศรษฐกิจดิจิทัล และการป้องกันในส่วนของภัยพิบัติ ซึ่งมีการดำเนินการทั้งการใช้งบประมาณ และไม่ใช้งบประมาณ โดยการบูรณาการข้อมูลร่วมกันของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ยกตัวอย่าง ในส่วนการไม่ใช่งบประมาณ เช่น การบูรณาการข้อมูลเพื่อการพัฒนาด้านเศรษฐกิจดิจิทัลของสำนักงานสถิติแห่งชาติ (สสช.) ร่วมกับหน่วยงานอื่นๆ การพัฒนาเรื่องธรรมาภิบาล AI ความร่วมมือด้าน AI Governance กับนานาชาติ ซึ่งไทยเป็นเจ้าภาพจัดงาน AI Governance Week 2026 (AIGW 2026) พร้อมผลักดันการจัดตั้ง ศูนย์ธรรมาภิบาลปัญญาประดิษฐ์ (AI Governance Center: AIGC) ในภูมิภาค นอกจากนี้ ยังมีตัวอย่างการบูรณาการข้อมูลด้านการป้องกันภัยพิบัติ เช่น การเกิดน้ำท่วม ฝนตกหนักที่จังหวัดกระบี่ ซึ่งกระทรวงดีอี โดยกรมอุตุฯ และกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) กระทรวงมหาดไทย ได้ออกประกาศแจ้งเตือนประชาชนในพื้นที่ พร้อมกับติดตามการก่อตัวของมวลฝน จนช่วยเหลือประชาชนให้ได้รับความปลอดภัยทั้งชีวิต และทรัพย์สิน รวมทั้งการปรับวิธีการป้องกัน และเฝ้าระวังภัยพิบัติ โดยมีการฝึกซ้อมการปฏิบัติงานในภาคเหนือและภาคใต้ ก่อนขยายไปยังพื้นที่อื่นๆ ทั่วประเทศ “จากการอภิปรายในช่วงเวลา 3 วันนี้ หลาย ๆ ฝ่ายสนใจ และให้ความสำคัญเรื่องของเทคโนโลยีดิจิทัล การพัฒนาบุคลากรของประเทศเป็นอย่างมาก และได้เห็นว่าไม่ใช่เฉพาะกระทรวงดีอี แต่ทุกกระทรวงมีส่วนเกี่ยวข้องกับการพัฒนาบุคลากร พัฒนาระบบ โครงสร้างพื้นฐาน และเรื่องของเทคโนโลยี ฉะนั้น ผมรู้สึกมั่นใจเป็นอย่างยิ่งว่าภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ใน 4ปี เราจะเห็นความเปลี่ยนแปลงของประเทศไทย ในด้านเศรษฐกิจและรัฐบาลดิจิทัล อย่างเป็นรูปธรรมแน่นอน” รมว.ดีอี กล่าว --------------------------

กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) โดยศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมประเทศไทย (AFNC)  เปิดเผยถึงผลการมอนิเตอร์และรับแจ้งข่าวปลอม ซึ่งเป็นไปตามนโยบายการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยความมั่นคงและภัยทางสังคมของนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) โดยยกระดับความสำคัญเรื่องการสร้างความตระหนักรู้เท่าทันภัยอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ข่าวปลอม และข้อมูลบิดเบือน   ทั้งนี้ ในวันที่ 30 มิถุนายน 2569 AFNC ได้ตรวจสอบพบข้อความทั้งหมด 122,675 ข้อความ โดยมีข้อความที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ (Verify) ทั้งสิ้น 2,466 ข้อความ สำหรับช่องทางที่มีการพบเบาะแสมากที่สุด คือ ข้อความที่มาจาก Social Listening 2,465 ข้อความ ตามมาด้วยช่องทาง Line Official 1 ข้อความ โดยเป็นเรื่องที่ต้องดำเนินการตรวจสอบทั้งหมด 23 เรื่อง ได้รับผลการตรวจสอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว 15 เรื่อง ในจำนวนนี้เป็นข่าวที่ได้รับความสนใจจากประชาชนมากที่สุด 8 เรื่อง ซึ่งเป็น ข่าวจริง 1 เรื่อง ข่าวปลอม 5 เรื่อง ข่าวบิดเบือน 2 เรื่อง ได้แก่   อันดับที่ 1 ข่าวบิดเบือน เรื่อง ประเทศไทยมี 14 รอยเลื่อนที่อาจเกิดแผ่นดินไหว   อันดับที่ 2 ข่าวปลอม เรื่อง รัฐบาล จับมือ Meta จัดอบรมฟรี สำหรับ เกษตรกรไทย เรียนรู้การเพิ่มยอดขาย ขยายฐานลูกค้าสู่ตลาดดิจิทัล   อันดับที่ 3 ข่าวบิดเบือน เรื่อง ตรวจอัณฑะด้วยตนเองหลังอาบน้ำ เพียง 1 นาที สามารถช่วยให้ผู้ชายรอดตายจากมะเร็งอัณฑะได้   อันดับที่ 4 ข่าวปลอม เรื่อง เกิดเหตุ แผ่นดินไหวที่กรุงเทพมหานคร   อันดับที่ 5 ข่าวปลอม เรื่อง PEA ส่งหนังสือแจ้งดับกระแสไฟฟ้า จากมาตรวัดไฟฟ้าชำรุด และให้เปลี่ยนหม้อมิเตอร์   อันดับที่ 6 ข่าวจริง เรื่อง ไทยรุกล้ำเข้าไปตัดไม้ทำลายป่า ติดตั้งลวดหนามใกล้หลักเขตแดนหมายเลข 26   อันดับที่ 7 ข่าวปลอม เรื่อง ประกาศข่าวดี ธ.ก.ส. เปิดให้ลงทะเบียนกู้สินเชื่อ กู้ได้ทุกอาชีพทั่วไทย ผ่าน TikTok ash98900yoy   สำหรับข่าวที่น่าสนใจคือ เรื่อง “PEA ส่งหนังสือแจ้งดับกระแสไฟฟ้า จากมาตรวัดไฟฟ้าชำรุด และให้เปลี่ยนหม้อมิเตอร์” กระทรวงดีอี ได้ตรวจสอบร่วมกับ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) หรือ PEA ยืนยันว่าเป็น “ข่าวปลอม” โดยพบว่าเอกสารที่มีการส่งต่อกันนั้นเป็น “เอกสารปลอม” ที่จัดทำขึ้นโดยมิจฉาชีพ   ทั้งนี้ PEA ไม่มีนโยบายส่งหนังสือหรือเอกสารแจ้งดับกระแสไฟฟ้าเนื่องจากมาตรวัดไฟฟ้าชำรุด และให้เปลี่ยนหม้อมิเตอร์ ดังนั้นขอให้ผู้ใช้ไฟฟาอย่าหลงเชื่อบุคคลที่แอบอ้างส่งเอกสารดังกล่าว โดยอาจเป็นการหลอกให้ลงทะเบียนทำธุรกรรมหรือขโมยข้อมูลส่วนบุคคลได้ หากประชาชนมีข้อสงสัยสามารถติดต่อสอบถามผ่าน 1129 PEA Contact Center หรือการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคในพื้นที่โดยตรงได้   อย่างไรก็ตาม กระทรวงดีอี มีความห่วงใยประชาชน เรื่องความตระหนักรู้เท่าทันข่าวปลอมที่ถูกแพร่กระจายบนสื่อออนไลน์ โซเชียล ซึ่งหากขาดความรู้เท่าทัน ส่งต่อข้อมูลข่าวปลอม ทำให้เกิดการหลงเชื่อ สร้างความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน สร้างความเสียหายต่อทรัพย์สิน หรือข้อมูลส่วนบุคคล และอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้าง  โดยขอให้ประชาชนเลือกเชื่อ เลือกแชร์ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ ซึ่งได้รับการเผยแพร่จากหน่วยงานที่เป็นทางการเท่านั้น และควรตรวจสอบข้อเท็จจริงของข่าวหรือลิงก์เว็บไซต์ให้แน่ชัด   หากประชาชน พบข่าวน่าสงสัย ข้อมูลบิดเบือน สามารถแจ้งเบาะแส และตรวจสอบข่าวปลอมได้ที่ โทรสายด่วน 1111 ต่อ 87 (24 ชม.) หรือที่ | เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com | Line ID: @antifakenewscenter | Facebook : Anti-Fake News Center Thailand | X : @AFNCThailand | TikTok : @antifakenewscenter | IG : afnc_thailand/ ------------------------------------------------------------------

วันที่ 2 กรกฎาคม 2569 นายพชร อนันตศิลป์ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) พร้อมด้วยผู้บริหารกระทรวงดีอี เข้าร่วมพิธีถวายพระพรชัยมงคล ถวายแจกันดอกไม้ และร่วมกิจกรรมเทิดพระเกียรติถวายเป็นพระกุศล เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันประสูติ ศาสตราจารย์ ดร. สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี วันที่ 4 กรกฎาคม 2569 ณ ห้อง Convention Hall ชั้น 6 อาคารกรมพระศรีสวางควัฒน โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ กรุงเทพฯ


หลายคนอาจเคยตกใจ เมื่อจู่ ๆ พบว่ารูปโพรไฟล์ของตัวเองถูกนำไปโพสต์ในโซเชียล พร้อมข้อความกล่าวหาว่า "ติดหนี้" "โกงเงิน" หรือข้อความที่ทำให้เสื่อมเสียชื่อเสียง ทั้งที่ไม่เคยมีเรื่องดังกล่าวเกิดขึ้น หากเจอเหตุการณ์แบบนี้ อย่าหลงกล อย่าเพิ่งตกใจ เพราะนี่อาจเป็นกลโกงรูปแบบใหม่ของมิจฉาชีพ   ศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ (AOC 1441) กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เตือนว่า ขณะนี้พบผู้เสียหายหลายรายถูกนำรูปและชื่อไปแอบอ้าง เพื่อกดดันให้ติดต่อกลับผ่านแอปพลิเคชัน LINE ก่อนจะเริ่มข่มขู่และหลอกเอาเงินในขั้นตอนต่อไป   รูปแบบกลโกงทำงานอย่างไร   มิจฉาชีพจะนำรูปโพรไฟล์หรือข้อมูลของเหยื่อไปโพสต์ตามกลุ่มหรือเพจต่าง ๆ พร้อมข้อความกล่าวหาว่าเป็นผู้ติดหนี้ หรือมีพฤติกรรมไม่เหมาะสม เพื่อสร้างความตกใจและความอับอาย จากนั้นจะทิ้งช่องทางติดต่อ เช่น LINE พร้อมระบุให้เหยื่อรีบติดต่อเพื่อ "เคลียร์ปัญหา" เมื่อเหยื่อหลงเชื่อแอดไลน์ คนร้ายจะเริ่มกระบวนการหลอกลวงทันที   แอดไลน์ไปแล้ว เสี่ยงเจออะไรบ้าง   เมื่อเข้าสู่การพูดคุย มิจฉาชีพอาจใช้หลายวิธีเพื่อหลอกลวง ได้แก่ • ข่มขู่ให้จ่ายเงิน โดยอ้างว่าจะลบโพสต์หรือยุติการเผยแพร่ข้อมูล • หลอกขอข้อมูลสำคัญ เช่น เลขบัตรประชาชน หน้าสมุดบัญชี หรือข้อมูลส่วนบุคคล • ส่งลิงก์ปลอมหรือแอปพลิเคชันอันตราย เพื่อขโมยข้อมูลหรือเข้าถึงบัญชีธนาคารของเหยื่อ   ทั้งหมดนี้มีเป้าหมายเดียว คือ หลอกเอาเงินและข้อมูลส่วนตัวของผู้เสียหาย   หากเจอเหตุการณ์แบบนี้ ต้องทำอย่างไร   AOC 1441 แนะนำให้ดำเนินการดังนี้ • ตั้งสติและห้ามทัก อย่าตื่นตระหนก เพราะการโพสต์ดังกล่าวเป็นกลอุบายของมิจฉาชีพ         • อย่าแอดไลน์และอย่าโอนเงิน ไม่ว่าจะถูกข่มขู่หรือกดดันอย่างไร เพราะเขาจะใช้จิตวิทยาข่มขู่ โน้มน้าว              หรือส่งลิงก์ฝังมัลแวร์มาหลอกดึงข้อมูลเพิ่ม • เก็บหลักฐาน ทั้งภาพหน้าจอ ลิงก์โพสต์ และข้อมูลบัญชีผู้โพสต์ • กดรายงาน (Report) แพลตฟอร์ม รายงานโพสต์และบัญชีดังกล่าวในข้อหา "ละเมิดสิทธิ์ / สร้างความ                  เกลียดชัง / ปลอมแปลงเป็นบุคคลอื่น" เพื่อให้ระบบลบโพสต์โดยเร็ว • รีบแจ้งคนใกล้ชิดก่อนในทันทีที่ทราบเรื่อง เพื่อป้องกันการเข้าใจผิดว่าข้อความดังกล่าวเป็นเรื่องจริง • แจ้งความดำเนินคดี พร้อมนำหลักฐานทั้งหมดส่งให้เจ้าหน้าที่ตำรวจ   ทั้งนี้หากสงสัยว่ากำลังตกเป็นเหยื่อของอาชญากรรมออนไลน์ โทรแจ้ง AOC 1441 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อขอระงับบัญชีทันที   อย่าปล่อยให้ความตกใจ กลายเป็นช่องทางของมิจฉาชีพ AOC 1441 ย้ำว่า สิ่งที่มิจฉาชีพต้องการมากที่สุด คือการทำให้เหยื่อตกใจและอับอายแล้วรีบติดต่อกลับ ดังนั้น หากพบว่ารูปของตนเองถูกนำไปโพสต์ใส่ร้าย ขอให้ตั้งสติ อย่าหลงเชื่อ อย่าแอดไลน์ และอย่าโอนเงินเด็ดขาด   ----------------------------------------------------------------------------

 

วันที่ 2 กรกฎาคม 2569 นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เข้าร่วมพิธีถวายพระพรชัยมงคล ถวายแจกันดอกไม้ และร่วมกิจกรรมเทิดพระเกียรติถวายเป็นพระกุศล เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันประสูติ ศาสตราจารย์ ดร. สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี วันที่ 4 กรกฎาคม 2569 ณ ห้อง Convention Hall ชั้น 6 อาคารกรมพระศรีสวางควัฒน โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ กรุงเทพฯ  

วันที่ 3 กรกฎาคม 2569 นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานร่วมการประชุมหารือและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่างกระทรวงดีอี และคณะกรรมาธิการการสื่อสาร โทรคมนาคม และดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม สภาผู้แทนราษฎร (กมธ.ดีอี) ที่มีนายอลงกต มณีกาศ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) จ.นครพนม เป็นประธาน โดยมีนายพชร อนันตศิลป์ ปลัดกระทรวงดีอี ผู้บริหารกระทรวงดีอี คณะกรรมาธิการฯ และผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ณ ห้องประชุม 203 ชั้น 2 อาคารกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม     ในโอกาสนี้ นายไชยชนก ได้ร่วมหารือกับกมธ.ดีอี โดยมีประเด็นที่สำคัญ เรื่องของการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่เข้มแข็ง โปร่งใส และปลอดภัย ซึ่งจะต้องมีการบูรณาการร่วมกัน ความไว้วางใจซึ่งกันและกัน ระหว่างหน่วยงานภาครัฐ เอกชน และภาคประชาชน ที่สำคัญคือการลงทุนจะต้องมาควบคู่กับความปลอดภัย และจะต้องทำให้เกิดการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจในประเทศ   ทั้งนี้ที่ประชุมยังได้กล่าวถึง การยกระดับโครงการศูนย์ดิจิทัลชุมชน โดยนายไชยชนก กล่าวถึงการบูรณาการใช้งานอย่างเป็นรูปธรรม สามารถส่งเสริมเศรษฐกิจภายในชุมชน และจะต้องมีความปลอดภัยด้านการใช้งานของ ประชาชน โดยเฉพาะการป้องกันการใช้งานแพลตฟอร์มที่ผิดกฎหมาย อนาจาร และพนันออนไลน์   นอกจากนี้ยังมีเรื่องของการปรับปรุงด้านกฎหมายแพลตฟอร์ม การจัดเก็บภาษีรายได้แพลตฟอร์ม รวมทั้งความมั่นคงทางอวกาศ โดยรมว.ดีอี ได้กล่าวถึงเป้าหมายของกระทรวงดีอี ซึ่งได้มีการหารือกับกระทรวงกลาโหม และอยู่ในระหว่างการกำหนดแนวทางร่วมกันถึงการใช้งานดาวเทียมพื้นฐานในรูปแบบความมั่นคงของประเทศ และสนับสนุนการใช้งานในชีวิตประจำวัน    ในส่วนของ โครงการ TH-AI Passport รมว.ดีอี ได้กล่าวถึง แนวคิดของการวางฐานรากด้านการใช้งาน AI ของประเทศ ซึ่งเป็นสิ่งที่เกิดประโยชน์สูงสุดกับประชาชน ภายใต้หลักเกณฑ์ของการใช้งบประมาณอย่างคุ้มค่า ถูกต้องตามกฎหมาย และจะต้องมีความโปร่งใส พร้อมให้มีการตรวจสอบในทุกขั้นตอน รวมถึงการร่วมบูรณาการกำหนดการใช้งาน AI ของเยาวชน นักศึกษา เพื่อใช้เกิดการพัฒนาด้านทักษะในการคิด วิเคราะห์ แยกแยะ ทักษะการใช้เหตุและผล ร่วมกับกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) และกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (อว.)

วันที่ 3 กรกฎาคม 2569 ว่าที่ ร.ต.ธนะสิทธิ์ เอี่ยมอนันชัย รองปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานการประชุมคณะทำงานขับเคลื่อนองค์กรคุณธรรม สำนักงานปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ครั้งที่ 2/2569 เพื่อประเมินองค์กรคุณธรรม พร้อมส่งเสริมค่านิยมและจริยธรรมในการปฏิบัติงานของบุคลากร โดยมีผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ณ ห้องประชุม 02/11 ชั้น 2 กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และผ่านระบบออนไลน์

icon-sitemap    std-w1    std-w2    WCAG 2.0 (Level AA)
จำนวนผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์ Loading...


กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

เลขที่ 120 หมู่ 3 ชั้น 8-11 ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 (อาคาร ซี) ซอยแจ้งวัฒนะ 7 ถนนแจ้งวัฒนะ แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ 10210

facebook
instagram
twitter
youtube
rss
tiktok
threads
Icon Q&A
black ribbon.