Logo DE Ministry.
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
Ministry of Digital Economy and Society
Logo DE Ministry.
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
Ministry of Digital Economy and Society
ตัวช่วยเหลือในการเข้าถึงเว็บไซต์
ค้นหา

วันที่ 19 กรกฎาคม 2569 ณ กรุงปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ร่วมคณะนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เข้าเยี่ยมชมสำนักงาน CP Center โดยได้พบหารือกับผู้บริหารกลุ่มบริษัทและบริษัทในเครือ ณ กรุงปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน    ในโอกาสนี้นายกรัฐมนตรี ได้กล่าวแสดงความมั่นใจในศักยภาพของภาคเอกชนไทยที่สามารถทำธุรกิจในต่างประเทศ และยืนยันว่ารัฐบาลพร้อมสนับสนุนและอำนวยความสะดวกให้ภาคเอกชนไทยขยายการลงทุนในจีน เพื่อสร้างโอกาสทางธุรกิจและการเติบโตอย่างยั่งยืนต่อไป   สำหรับ CP ถือเป็นนักลงทุนต่างชาติรายแรกของจีน และเป็นต้นแบบความสำเร็จของธุรกิจไทยในตลาดจีน  เน้นลงทุนระยะยาวที่สร้างคุณค่าร่วมกันระหว่างสองประเทศ  โดยหวังว่าจะถ่ายทอดประสบการณ์และองค์ความรู้ให้แก่ผู้ประกอบการไทย

วันที่ 19 กรกฎาคม 2569 นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ร่วมคณะ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เข้าเยี่ยมชมศูนย์นวัตกรรมและหารือกับผู้บริหารระดับสูงของบริษัท Huawei Technologies เพื่อแลกเปลี่ยนวิสัยทัศน์และขยายความร่วมมือด้านปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล และศูนย์ข้อมูล AI (AI Data Center) ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับศักยภาพการแข่งขันของประเทศไทยในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล   นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า รัฐบาลไทยให้ความสำคัญกับการพัฒนา AI ในฐานะเทคโนโลยีเชิงยุทธศาสตร์ของประเทศ และได้กำหนดให้ AI เป็นหนึ่งในกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจ การยกระดับบริการภาครัฐ และการสร้างโอกาสใหม่ให้กับภาคธุรกิจและประชาชน โดยพร้อมเปิดกว้างสำหรับการลงทุนด้านเทคโนโลยีขั้นสูง ทั้งด้าน AI ศูนย์ข้อมูล เซมิคอนดักเตอร์ และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ซึ่งรัฐบาลพร้อมสนับสนุนการลงทุนและสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เพื่อผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจดิจิทัลของภูมิภาค   ในการหารือครั้งนี้ ผู้บริหาร Huawei ได้นำเสนอทิศทางการพัฒนา AI ของบริษัท ทั้งด้านเทคโนโลยีประมวลผลสมรรถนะสูง (AI Computing) ระบบนิเวศ AI แบบเปิด (Open AI Ecosystem) การพัฒนาโมเดลพื้นฐานและ AI Agent รวมถึงแนวคิดการพัฒนา AI Data Center รุ่นใหม่ที่ใช้ระบบระบายความร้อนด้วยของเหลว (Liquid Cooling) ระบบโครงข่ายใยแก้วนำแสงความเร็วสูง และระบบจ่ายพลังงานแบบรวมศูนย์ เพื่อรองรับการขยายตัวของ AI ในอนาคต   นายไชยชนก กล่าวว่า ทั้งสองฝ่ายได้แลกเปลี่ยนแนวทางความร่วมมือในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน AI ของประเทศไทย โดยเฉพาะการพัฒนา AI Data Center ซึ่งถือเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของประเทศในยุคดิจิทัล รองรับการประยุกต์ใช้ AI ในภาครัฐ ภาคอุตสาหกรรม การศึกษา สาธารณสุข และบริการสาธารณะ ตลอดจนเป็นปัจจัยสำคัญในการดึงดูดการลงทุนด้านดิจิทัลจากทั่วโลก รวมถึงการใช้พลังงานสะอาดสำหรับศูนย์ข้อมูล AI ผ่านการประยุกต์ใช้พลังงานแสงอาทิตย์ และเทคโนโลยีบริหารจัดการพลังงานอัจฉริยะ เพื่อสนับสนุนการเติบโตของ AI ควบคู่กับการพัฒนาอย่างยั่งยืน รวมทั้งการพัฒนากำลังคนด้านดิจิทัลและ AI ซึ่ง Huawei พร้อมขยายความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยและหน่วยงานของไทยในการพัฒนาทักษะ AI และ Digital Literacy ให้แก่บุคลากรไทยในทุกระดับ   ทั้งนี้ กระทรวงดีอี พร้อมสานต่อผลการหารือครั้งนี้ให้เกิดความร่วมมืออย่างเป็นรูปธรรม โดยจะประสานการทำงานร่วมกับ Huawei และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) ของประเทศ ส่งเสริมการจัดตั้งและขยายศูนย์ข้อมูล AI (AI Data Center) ยกระดับขีดความสามารถด้านคลาวด์และการประมวลผลสมรรถนะสูง ตลอดจนผลักดันการประยุกต์ใช้ AI ในภาครัฐและภาคเศรษฐกิจอย่างปลอดภัย มีธรรมาภิบาล และเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน   นอกจากนี้จะผลักดันความร่วมมือด้านการพัฒนากำลังคนดิจิทัลและ AI อย่างต่อเนื่อง ผ่านความร่วมมือกับสถาบันการศึกษา ภาคเอกชน และพันธมิตรระดับโลก เพื่อพัฒนาบุคลากรที่มีทักษะด้าน AI รองรับความต้องการของอุตสาหกรรมแห่งอนาคต พร้อมส่งเสริมการวิจัยและนวัตกรรม การถ่ายทอดองค์ความรู้ และการพัฒนาระบบนิเวศ AI ของประเทศไทยให้เติบโตอย่างเข้มแข็ง ควบคู่กับการกำหนดแนวทางการกำกับดูแล AI ที่มีความรับผิดชอบ โปร่งใส และสร้างความเชื่อมั่นแก่ทุกภาคส่วน ภายใต้กรอบธรรมาภิบาล AI (AI Governance) และต้องยึดมั่นในหลักมนุษย์เป็นศูนย์กลาง   ก่อนหน้านี้ ตนได้กล่าวเชิญชวนให้ สหประชาชาติ (UN) และประเทศสมาชิก UN ภายในการประชุม Global Dialogue on AI Governance ณ นครเจนีวา สมาพันธรัฐสวิส ให้พิจารณาไทยเป็นพื้นที่ทดลองจริง สำหรับการประยุกต์ใช้ AI อย่างมีธรรมาภิบาล (real-world sandbox for AI governance) เพื่อเปิดโอกาสให้ภาครัฐ ภาคเอกชน ภาควิชาการ และภาคประชาสังคม ร่วมกันทดสอบ แลกเปลี่ยนความรู้ และพัฒนารูปแบบการกำกับดูแลที่นำไปสู่การปฏิบัติจริงที่เหมาะสม ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ดี หาก Huawei และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จะมีส่วนร่วมทำงานและผลักดันการดำเนินการดังกล่าวให้ประสบผลสำเร็จ   “กระทรวงดีอี พร้อมเป็นหน่วยงานหลักในการขับเคลื่อนผลการหารือให้เกิดการดำเนินงานอย่างเป็นรูปธรรม ร่วมกับ Huawei และหน่วยงานพันธมิตร ทั้งในด้านการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน AI การพัฒนาแพลตฟอร์มดิจิทัล การเสริมสร้างศักยภาพบุคลากร การสนับสนุนการวิจัยและพัฒนา ตลอดจนการประยุกต์ใช้ AI เพื่อยกระดับการให้บริการภาครัฐ เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ และผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจดิจิทัลและ AI ของภูมิภาคอย่างยั่งยืนต่อไป” นายไชยชนก กล่าว    ด้านนายเดวิด หลี่ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี่ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า หัวเว่ยดำเนินธุรกิจในประเทศไทยมาอย่างต่อเนื่องด้วยความมุ่งมั่นในการเติบโตไปพร้อมกับประเทศไทย เราเชื่อว่าการพัฒนา AI จะประสบความสำเร็จได้ ต้องอาศัยทั้งโครงสร้างพื้นฐานที่แข็งแกร่ง ระบบนิเวศที่เปิดกว้าง และบุคลากรที่มีทักษะพร้อมต่อการเปลี่ยนแปลง หัวเว่ยพร้อมทำงานร่วมกับรัฐบาลไทยและพันธมิตรทุกภาคส่วน เพื่อสนับสนุนการพัฒนา AI Infrastructure, AI Data Center การพัฒนาทักษะบุคลากร และการประยุกต์ใช้ AI อย่างมีธรรมาภิบาล เพื่อร่วมผลักดันให้ประเทศไทยก้าวสู่การเป็นศูนย์กลาง AI ของภูมิภาค และสร้างประโยชน์ที่ยั่งยืนให้แก่เศรษฐกิจและสังคมไทย   ------------------------------------------------------------------------

วันที่ 20 กรกฎาคม นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ร่วมคณะนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เข้าร่วมพิธีวางพวงมาลา ณ อนุสาวรีย์วีรชน จัตุรัสเทียนอันเหมิน ก่อนพบหารือนายจ้าว เล่อจี้ ประธานสภาประชาชนแห่งชาติจีน ณ มหาศาลาประชาชน กรุงปักกิ่ง โดยทั้งสองฝ่ายยืนยันความมุ่งมั่นที่จะสานต่อมิตรภาพไทย–จีน ซึ่งก้าวเข้าสู่ปีที่ 51 ของความสัมพันธ์ทางการทูต พร้อมผลักดันความร่วมมือ โดยเฉพาะในสาขาใหม่ ๆ อาทิ อวกาศ ยานยนต์ไฟฟ้า ปัญญาประดิษฐ์  การรักษาสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน และกระชับความร่วมมือระหว่างรัฐสภาทั้งสองให้เกิดผลเป็นรูปธรรมและเป็นประโยชน์ต่อประชาชนของทั้งสองประเทศด้วย   ทั้งนี้นายกรัฐมนตรีระบุว่า ไทยและจีนจะขับเคลื่อนความร่วมมือใน 4 ด้านสำคัญ ได้แก่    1.    การเมืองและความมั่นคง จัดตั้งกลไกความร่วมมือ 2+2 ระหว่างกระทรวงการต่างประเทศและกระทรวงกลาโหม รวมถึงร่วมปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติและแก๊งหลอกลวงออนไลน์    2.    เศรษฐกิจและการลงทุน ส่งเสริมการค้าที่สมดุล การลงทุนคุณภาพสูงที่สร้างงานและมูลค่าเพิ่มในไทย ตลอดจนความร่วมมือด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี อุตสาหกรรมแห่งอนาคต และโครงสร้างพื้นฐาน    3.    ความสัมพันธ์ระหว่างประชาชน ส่งเสริมการท่องเที่ยว วัฒนธรรม และการแลกเปลี่ยนด้านสื่อ เพื่อสร้างความเข้าใจและความใกล้ชิดระหว่างประชาชนไทย–จีน    4.    ความร่วมมือระดับภูมิภาค สนับสนุนบทบาทศูนย์กลางของอาเซียน ความร่วมมือในลุ่มแม่น้ำโขง การแก้ไขปัญหาในภูมิภาคผ่านการเจรจา และการสนับสนุนสันติภาพในเมียนมา     ในโอกาสนี้ประธานสภาประชาชนแห่งชาติจีน ได้กล่าวว่า จีนพร้อมสนับสนุนไทยการดำเนินงานและความร่วมมือ ในวาระที่ทันสมัย โดยเฉพาะ ปัญญาประดิษฐ์ AI  ดิจิทัล  อวกาศ สุขภาพ  รวมทั้ง สิ่งแวดล้อมและพลังงานสะอาด นอกจากนี้ จีนและไทย จะร่วมมือกันอย่างใกล้ชิดมากขึ้น ในเวทีระหว่างประเทศ อาทิ อาเซียน-จีน  กรอบความร่วมมือแม่โขง-ล้านช้าง  รวมถึงการยึดมั่นและการปกป้องหลักการสากล ตามหลักองค์การสหประชาชาติ

วันที่ 20 กรกฎาคม 2569 นางสาวแนน บุณย์ธิดา สมชัย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานการประชุมหารือติดตามการยกระดับแพลตฟอร์ม ThailandPostMart ร่วมกับนางสาวปิลันธนี สุวรรณบุบผา ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงาน (ธุรกิจและการตลาด) บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด (ปณท) และคณะ เพื่อสนับสนุนช่องทางการจัดจำหน่ายสินค้าภายใต้โครงการภาครัฐ พร้อมส่งเสริมการจัดทำ Content และ Storytelling ในสินค้าชุมชน และสินค้าของผู้ประกอบการไทย เพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้า และสร้างการรับรู้ในแบรนด์ ณ ห้องประชุม 1101 ชั้น 11 กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

วันที่ 20 กรกฎาคม 2569 นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ร่วมคณะนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย หารือแบบเต็มคณะกับนายหลี่ เฉียง นายกรัฐมนตรีสาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งทั้งสองฝ่ายมุ่งมั่นยกระดับความเป็นหุ้นส่วนความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์รอบด้านไทย-จีน ครอบคลุมการเชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐาน เทคโนโลยีแห่งอนาคต ความมั่นคง การปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ การท่องเที่ยว และการค้าการลงทุนสมัยใหม่ อาทิ AI และยานยนต์ไฟฟ้า เพื่อสร้างประโยชน์ร่วมกันแก่ประชาชนทั้งสองประเทศ และส่งเสริมสันติภาพความเจริญรุ่งเรืองของภูมิภาค ณ ห้อง East Hall ชั้น 1 มหาศาลาประชาชน   สำหรับ 5 ประเด็นความร่วมมือหลัก ได้แก่ 1.การค้าและการลงทุน 2.การเชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐาน 3. ความมั่นคง 4. วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม และ 5. การปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ    พร้อมทั้งพิธีลงนามความตกลงและบันทึกความเข้าใจ 15 ฉบับ ครอบคลุมด้านการอุดมศึกษา ห่วงโซ่อุตสาหกรรม การศึกษา AI ทรัพย์สินทางปัญญา นิวเคลียร์ฟิวชัน สาธารณสุข ดาวเทียมนำทางเป่ยโต่ว การป้องกันฟอกเงิน การส่งออกสัตว์น้ำ ความร่วมมือสื่อมวลชน การจดการน้ำ และการสำรวจอวกาศห้วงลึก

วันที่ 20 กรกฎาคม 2569 นางสาวแนน บุณย์ธิดา สมชัย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานการหารือติดตามความพร้อมโครงการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง “เน็ตประชารัฐ” เพื่อยกระดับการขยายโครงสร้างพื้นฐานด้านอินเทอร์เน็ต สัญญาณโทรคมนาคม สำหรับประชาชนในพื้นที่ห่างไกล และพื้นที่บริเวณชายแดนให้ได้รับประโยชน์สูงสุด ลดความเหลื่อมล้ำ สร้างคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างยั่งยืน โดยมีนายธีรวุฒิ ธงภักดิ์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงดีอี นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ เลขาธิการคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สดช.) หรือ BDE พ.อ.สรรพชัยย์ หุวะนันทน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.โทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ NT และผู้แทนจากสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เข้าร่วม ณ ห้องประชุม 1101 ชั้น 11 กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

วันที่ 20 กรกฎาคม 2569 นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ร่วมคณะนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เยี่ยมชมสำนักงานใหญ่ Alibaba Group เพื่อศึกษานวัตกรรมและเทคโนโลยีดิจิทัล พร้อมต่อยอดความร่วมมือด้านการลงทุนและการพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการไทย ช่วยยกระดับเศรษฐกิจดิจิทัลและสร้างโอกาสใหม่ให้กับประชาชน โดยมีนาย Fan Luyuan  ประธานและซีอีโอกลุ่มธุรกิจสื่อและความบันเทิงดิจิทัล ให้การต้อนรับ

วันที่ 20 กรกฎาคม 2569 นายพชร อนันตศิลป์ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานการประชุมหารือเพื่อพิจารณาแนวทางการกำกับดูแลกิจการ Data Center ในประเทศไทย ทั้งด้านมาตรฐานความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ ด้านการใช้พลังงานสะอาด ด้านข้อมูลส่วนบุคคล การบริหารจัดการด้านต่างๆ ไปจนถึงกรอบแนวทางการบังคับใช้กฎหมายเพื่อควบคุมดูแล โดยมีผู้แทนจากหน่วยงาน และผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ณ ห้องประชุม 203 ชั้น 2 กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

วันที่ 21 กรกฎาคม 2569 นางสาวพิยะดา สุดกังวาล ที่ปรึกษาด้านการสื่อสาร กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ร่วมเป็นวิทยากรบรรยายในการประชุมสัมมนาเชิงปฏิบัติการ เรื่อง “การบูรณาการระบบสารบรรณอิเล็กทรอนิกส์ (e-Sarabun) ของกระทรวงกลาโหม” โดยมี พลโท สุวัฒน์ ยศประกอบ เจ้ากรมเทคโนโลยีสารสนเทศและอวกาศกลาโหม ผู้บริหารเทคโนโลยีสารสนเทศระดับสูง สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม เป็นประธาน พร้อมด้วยผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ณ ห้องศรีสมาน 3 อาคารอเนกประสงค์ สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม   สำหรับระบบสารบรรณอิเล็กทรอนิกส์ (e-Sarabun) เป็นระบบที่ให้บริการรับ-ส่งหนังสือราชการ จัดเก็บเอกสาร สั่งการ และลงนามเอกสารผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ ทดแทนกระบวนการแบบกระดาษแบบเดิม เพื่อมุ่งเน้นการเพิ่มประสิทธิภาพและความรวดเร็วในการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐ

ตามที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ได้มอบนโยบายเร่งรัดป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ กระทรวงดีอี จึงออกประกาศกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เรื่อง การยื่นคำร้องต่อศาลขอให้มีคำสั่งระงับการทำให้แพร่หลายหรือลบข้อมูลคอมพิวเตอร์ออกจากระบบคอมพิวเตอร์ ในกรณีที่มีเหตุจำเป็นเร่งด่วน พ.ศ.2569 ซึ่งมีผลบังคับใช้แล้วนั้น   นายพชร อนันตศิลป์ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) กล่าวว่า ประกาศกระทรวงฯฉบับนี้เป็นไปตามมาตรา 20 ของ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 และที่แก้ไขเพิ่มเติม เพื่อยกระดับกลไกการระงับ ปิดกั้น URL ผิดกฎหมาย ให้มีความรวดเร็วและทันท่วงทีมากยิ่งขึ้น ดังนั้นในกรณีที่มีเหตุจำเป็นเร่งด่วนพนักงานเจ้าหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายจากปลัดกระทรวงฯ สามารถดำเนินการยื่นคำร้องพร้อมแสดงพยานหลักฐานต่อศาล ขอให้มีคำสั่งระงับปิดกั้น URL ผิดกฎหมายได้โดยเร็วที่สุด และรายงานให้รัฐมนตรีทราบโดยเร็ว   ขณะที่ประกาศกระทรวงฯ ดังกล่าวได้แก้ไขข้อจํากัดด้านเวลาตามกระบวนการกลั่นกรองเดิม ผนวกกับปริมาณของ URL ที่เพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมากจากหลักหมื่นสู่หลักล้านในปัจจุบัน จึงจำเป็นต้องมีกระบวนการปิดกั้นที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้น โดยกำหนดแนวทาง Fast-track และ SOP ที่ชัดเจน ร่วมกับแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียต่างชาติ และผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต (ISP) ในประเทศ เพื่อระงับเนื้อหาได้โดยตรง รวดเร็ว ไม่ต้องรอคำสั่งศาล ในกรณีที่พบความผิดชัดเจน และให้มีผลบังคับใช้ครอบคลุมภัยออนไลน์ทุกรูปแบบ เช่น บัญชีม้า การชักชวนลงทุนปลอมผ่าน DeepFake โฆษณาบุหรี่ไฟฟ้า และการหลอกลวงผ่านข้อความ SMS - แอปพลิเคชัน    สำหรับผลการดำเนินการในปีงบประมาณ 2569 (ตั้งแต่ 1 ต.ค.2568 – 13 ก.ค.2569) กระทรวงดีอี ได้ระงับปิดกั้น URL ผิดกฎหมาย ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และผู้ให้บริการแพลตฟอร์มแล้วจำนวน 883,012 URLs โดยเนื้อหาผิดกฎหมายที่มีการปิดกั้นมากที่สุด คือ พนันออนไลน์ ซึ่งปิดกั้นตามคำสั่งศาลแล้วกว่า 600,000 URLs    “ประกาศกระทรวงฯ ฉบับใหม่นี้ จะเป็นเครื่องมือสำคัญทางกฎหมายทำให้กลไกและกระบวนการปิดกั้น URL ผิดกฎหมายสามารถดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ช่วยระงับภัยคุกคามได้รวดเร็วทันท่วงที จากเดิมหลายวัน เหลือเพียงไม่กี่ชั่วโมง ยับยั้งไม่ให้ประชาชนตกเป็นเหยื่อของสแกมเมอร์ ยกระดับการสร้างความเชื่อมั่นในเศรษฐกิจดิจิทัล สร้างสภาพแวดล้อมที่มั่นคงปลอดภัยเอื้อต่อประชาชนและผู้ประกอบการในการดำเนินธุรกิจและทำธุรกรรมออนไลน์ ” ปลัดกระทรวงดีอี กล่าว   -----------------------------------------------------------------------

ปัจจุบัน "บัญชีม้า" ยังคงเป็นเครื่องมือสำคัญที่ขบวนการอาชญากรรมออนไลน์ใช้ในการรับ โอน และซ่อนเส้นทางการเงินจากการหลอกลวงประชาชน ทำให้หลายคนเข้าใจว่า ผู้ที่ถูกอายัดบัญชีต้องเป็นผู้ร่วมขบวนการเท่านั้น แต่ในความเป็นจริง ประชาชนบางคนอาจได้รับผลกระทบ หากรับโอนเงินที่เกี่ยวข้องกับเส้นทางการเงินของมิจฉาชีพโดยไม่รู้ตัว    โดยจากข้อมูลของศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ AOC 1441 กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2566 – 30 มิถุนายน 2569 พบว่า มีบัญชีต้องสงสัยเป็นบัญชีม้า 1,423,695 ราย และมีผู้ตกเป็นผู้เสียหายแล้วถึง 768,682 ราย จึงขอแนะนำประชาชนให้ใช้บัญชีธนาคารอย่างรอบคอบ เพราะเพียงธุรกรรมที่ดูเหมือนปกติ อาจนำไปสู่การตรวจสอบหรือการอายัดบัญชีตามกระบวนการทางกฎหมายได้   บัญชีถูกอายัดได้อย่างไร ทั้งที่ไม่ได้ร่วมขบวนการ?    เมื่อผู้เสียหายแจ้งความคดีออนไลน์ เจ้าหน้าที่จะเร่งตรวจสอบเส้นทางการเงิน เพื่อสกัดการโอนเงินต่อไปยังบัญชีต่าง ๆ หากพบว่าบัญชีใดมีความเชื่อมโยงกับเงินที่ได้จากการกระทำผิด บัญชีนั้นอาจถูกอายัดชั่วคราวเพื่อรักษาพยานหลักฐานและป้องกันไม่ให้เงินถูกเคลื่อนย้าย หลายกรณี เจ้าของบัญชีอาจไม่เคยรู้จักมิจฉาชีพมาก่อน แต่รับโอนเงินจากบุคคลอื่น หรือทำธุรกรรมกับบุคคลที่ไม่ทราบที่มา จนทำให้บัญชีเข้าไปอยู่ในเส้นทางการเงินของขบวนการโดยไม่รู้ตัว   5 วิธีใช้บัญชีธนาคารอย่างปลอดภัย   AOC 1441 แนะนำประชาชนป้องกันความเสี่ยงง่าย ๆ ดังนี้ 1. อย่าให้ผู้อื่นใช้บัญชีธนาคารของคุณ ไม่รับโอนเงิน ไม่รับฝากเงิน หรือเปิดบัญชีแทนผู้อื่น เพราะอาจเข้าข่ายเป็นบัญชีม้า  2. เก็บรักษาข้อมูลบัญชีและรหัสผ่านเป็นความลับ ไม่เปิดเผยรหัส PIN OTP Mobile Banking Password หรือข้อมูลส่วนบุคคลให้ผู้อื่น  3. ตรวจสอบก่อนโอนทุกครั้ง ตรวจสอบชื่อบัญชี ผู้รับเงิน และวัตถุประสงค์ของการโอน โดยเฉพาะเมื่อถูกเร่งรัดให้รีบโอน  4. ติดตามความเคลื่อนไหวของบัญชีเป็นประจำ เปิดแจ้งเตือนผ่าน SMS หรือ Mobile Banking และตรวจสอบรายการผิดปกติทันที 5. หากบัญชีถูกระงับ อย่าตื่นตระหนก ติดต่อธนาคารและศูนย์ AOC 1441 เพื่อรับคำแนะนำ พร้อมเตรียมเอกสารที่เกี่ยวข้องเพื่อประกอบการตรวจสอบ    หากบัญชีถูกอายัด ต้องทำอย่างไร? AOC 1441 ขอแนะนำว่า ไม่ควรตื่นตระหนก เนื่องจากการระงับการใช้บัญชีเป็นมาตรการตามกฎหมายเพื่อป้องกันความเสียหายและตรวจสอบธุรกรรมที่อาจเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดอาชญากรรมทางเทคโนโลยี โดย มิได้หมายความว่าเจ้าของบัญชีเป็นผู้กระทำความผิดเสมอไป   สิ่งที่ควรดำเนินการโดยเร็ว ได้แก่ • ตรวจสอบข้อความแจ้งเตือน (SMS) หรือช่องทางการแจ้งเตือนจากธนาคาร และปฏิบัติตามคำแนะนำของธนาคาร  • ติดต่อธนาคารเจ้าของบัญชีเพื่อสอบถามรายละเอียดและยืนยันสถานะของบัญชี  • เตรียมเอกสารและหลักฐานที่เกี่ยวข้อง เช่น หลักฐานการทำธุรกรรม เอกสารการซื้อขาย หรือเอกสารที่แสดงที่มาของเงิน เพื่อใช้ประกอบการตรวจสอบกับธนาคาร  • ติดต่อ AOC 1441 เพื่อขอคำแนะนำเกี่ยวกับขั้นตอนการดำเนินการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง  การดำเนินการอย่างรวดเร็วและให้ข้อมูลที่ครบถ้วนจะช่วยให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถตรวจสอบข้อเท็จจริงได้อย่างมีประสิทธิภาพ และลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากการระงับการใช้บัญชี   AOC 1441 ฝากเตือนประชาชนว่า ให้ยึดหลักง่าย ๆ คือ "ไม่เปิด ไม่ขาย ไม่ให้ใช้ ไม่รับโอนแทน และไม่โอนต่อให้คนแปลกหน้า" จะช่วยลดความเสี่ยงในการตกเป็นบัญชีม้า และป้องกันปัญหาบัญชีถูกอายัดได้อย่างมาก   เมื่อถูกหลอกลวง รีบโทรแจ้ง AOC 1441 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง เพราะ "ยิ่งแจ้งเร็ว ก็ยิ่งหยุดเส้นทางการเงินมิจฉาชีพได้เร็ว และยิ่งลดความเสียหายได้มากขึ้น" --------------------------------------------------------------------


วันที่ 21 กรกฎาคม 2569 นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) พร้อมด้วยนางสาวชมภารี ชมภูรัตน์ รองปลัดกระทรวงดีอี และคณะ พบหารือกับผู้บริหารของ China State Construction Southwest Design and Research Institute (CSWADI), China Telecom International Limited และ Sichuan Big Data Industry Federation ณ นครเฉิงตู สาธารณรัฐประชาชนจีน    ทั้งนี้ ผู้แทนจากสามองค์กรได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์ด้านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล การประยุกต์ใช้ AI และ Big Data ตลอดจนการพัฒนา Data Center และระบบสื่อสารระหว่างประเทศ เพื่อสนับสนุนการขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลและการพัฒนาเมืองอัจฉริยะของจีน พร้อมทั้งหารือแนวทางความร่วมมือด้านการพัฒนานวัตกรรม การแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และการพัฒนาศักยภาพบุคลากรที่เกี่ยวข้องระหว่างไทยและจีน   นายไชยชนก กล่าวว่า การหารือครั้งนี้เป็นโอกาสสำคัญในการศึกษาประสบการณ์และแนวทางการพัฒนาเทคโนโลยีของจีน โดยเฉพาะการประยุกต์ใช้ AI, Big Data และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ในการยกระดับการพัฒนาเมืองและเศรษฐกิจ ซึ่งประเทศไทยสามารถนำองค์ความรู้และแนวปฏิบัติที่ได้รับมาประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับบริบทของประเทศ เพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันและสนับสนุนการขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลของไทย   สำหรับการหารือดังกล่าวนับเป็นอีกก้าวสำคัญในการส่งเสริมความร่วมมือด้านเทคโนโลยีดิจิทัลและนวัตกรรมระหว่างไทยและจีน พร้อมเปิดโอกาสให้เกิดการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และความเชี่ยวชาญ เพื่อต่อยอดความร่วมมือด้านเมืองอัจฉริยะ โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล และเศรษฐกิจดิจิทัลอย่างยั่งยืนในอนาคต

วันที่ 21 กรกฎาคม 2569 นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) พร้อมด้วยนางสาวชมภารี ชมภูรัตน์ รองปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม หารือร่วมกับนายดัสติน ไต้ (Dustin Dai) Dustin Dai ตำแหน่ง General Manager, Cross-border Payment Business บริษัท Tencent ณ นครเฉิงตู สาธารณรัฐประชาชนจีน    ในโอกาสนี้ นายไชยชนก ได้เสนอแนวทางความร่วมมือที่สำคัญ ดังนี้   (1) การพัฒนา แพลตฟอร์มการท่องเที่ยวอัจฉริยะ (Smart Tourism Platform) เพื่ออำนวยความสะดวกและยกระดับความปลอดภัยให้แก่นักท่องเที่ยวจีนตลอดการเดินทางในประเทศไทย    (2) การเชื่อมโยง ระบบนิเวศดิจิทัล (Digital Ecosystem Integration) ผ่านการบูรณาการ WeChat Mini Programs การเชื่อมโยงระบบการชำระเงินข้ามพรมแดน (Cross-border Payment Connectivity) และบริการดิจิทัลที่ช่วยอำนวยความสะดวกในการเดินทาง การซื้อสินค้า และการใช้บริการของนักท่องเที่ยวไทยและจีน    (3) การส่งเสริมความร่วมมือด้านการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ โดยเชิญชวน Tencent ร่วมสนับสนุนการดำเนินงานของศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ (Anti Online Scam Operation Center: AOC 1441) เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูล ป้องกันและปราบปรามการหลอกลวงออนไลน์ และเสริมสร้างความเชื่อมั่นในการใช้บริการดิจิทัล    (4) การส่งเสริมการค้าดิจิทัลที่น่าเชื่อถือ (Trusted Digital Commerce) โดยศึกษาความเป็นไปได้ในการเชื่อมโยงระบบ Open Commercial Network (OCN) ของประเทศไทยกับระบบยืนยันตัวตนผู้ประกอบการของ WeChat เพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการ SMEs ร้านค้าที่ได้รับการรับรอง และสร้างความเชื่อมั่นในการทำธุรกรรมออนไลน์ระหว่างทั้งสองประเทศ   “การหารือระหว่างกระทรวงดีอีกับ Tencent ในครั้งนี้ สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของทั้งสองฝ่ายในการยกระดับความร่วมมือด้านเศรษฐกิจดิจิทัลและส่งเสริมความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศไทยและจีน ผ่านการพัฒนาระบบนิเวศดิจิทัลที่มีความปลอดภัย เปิดกว้าง และเชื่อมโยงถึงกัน พร้อมสนับสนุนการพัฒนานวัตกรรมดิจิทัล การท่องเที่ยว การค้า และการลงทุน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักท่องเที่ยวและนักลงทุนจีน และร่วมขับเคลื่อนการเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัลของทั้งสองประเทศอย่างยั่งยืน” นายไชยชนก กล่าวในตอนท้าย

วันที่ 21 กรกฎาคม 2569 นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) พร้อมด้วยนางสาวชมภารี ชมภูรัตน์ รองปลัดกระทรวงดีอี ร่วมหารือกับนายหลิว ชาง (Mr. Liu Chang) Deputy General Manager of Zhisuan Yunteng บริษัท Zhisuan Yunteng (Cengdu) Technology Co., Ltd. เพื่อแลกเปลี่ยนแนวทางการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูล (Data Infrastructure) พร้อมเยี่ยมชมศูนย์ Chengdu Intelligent Computing Center ณ นครเฉิงตู สาธารณรัฐประชาชนจีน    สำหรับ Chengdu Intelligent Computing Center เป็นศูนย์ประมวลผลปัญญาประดิษฐ์ (AI Computing Center) ระดับชาติของจีน โดยเป็นหนึ่งในโครงการสำคัญภายใต้ยุทธศาสตร์ "East Data, West Computing ของจีน เพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI และรองรับเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศ  ซึ่งเกิดจากความร่วมมือโดยรัฐบาลนครเฉิงตู ร่วมกับ Huawei และพันธมิตรในประเทศจีน   ในการหารือ บริษัทฯ ได้มีการนำเสนอการปรับเปลี่ยนศูนย์ข้อมูลรุ่นเก่าสู่ศูนย์ข้อมูลยุคใหม่ โดยให้ความสำคัญกับการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน การพัฒนาระบบทำความเย็น การบริหารจัดการการเปลี่ยนผ่านโดยลดผลกระทบจากการหยุดให้บริการ (Downtime) ตลอดจนแนวทางการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานให้รองรับการเติบโตของเทคโนโลยี AI และบริการดิจิทัลในอนาคต    นอกจากนี้ยังมีการหารือเกี่ยวกับธรรมาภิบาลข้อมูล (Data Governance) โดยเฉพาะการแบ่งประเภทของข้อมูลตามแนวปฏิบัติของหน่วยงานด้านข้อมูลของจีน ซึ่งแบ่งข้อมูลออกเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ ข้อมูลสาธารณะ (Public Data) ข้อมูลที่ใช้ร่วมกัน (Shared Data) และข้อมูลส่วนบุคคล (Personal Data)    รวมถึงบทบาทของหน่วยงานกลางด้านข้อมูลในการกำหนดนโยบาย กำกับดูแล และติดตามตัวชี้วัดผลการดำเนินงาน (Key Performance Indicators: KPIs) ของหน่วยงานระดับท้องถิ่นเพื่อยกระดับประสิทธิภาพการบริหารจัดการข้อมูลภาครัฐ นายไชยชนก กล่าวว่า ประเทศไทยให้ความสำคัญกับการสร้างระบบนิเวศข้อมูลที่มีความมั่นคง ปลอดภัย และเคารพหลักอธิปไตยของข้อมูล (Data Sovereignty) ควบคู่กับการส่งเสริมการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรด้านการประมวลผลร่วมกัน (Shared Computing Resources) และการใช้ประโยชน์จากข้อมูลที่หลากหลายเพื่อสนับสนุนการพัฒนา AI และนวัตกรรมดิจิทัลอย่างยั่งยืน   นอกจากนี้ยังได้หารือถึงโอกาสในการจัดตั้งศูนย์ฝึกอบรมนานาชาติด้านศูนย์ข้อมูลและ AI ในประเทศไทย เพื่อพัฒนาศักยภาพบุคลากรไทย ถ่ายทอดองค์ความรู้และมาตรฐานอุตสาหกรรมระดับสากล ตลอดจนสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และสถาบันการศึกษา เพื่อรองรับความต้องการกำลังคนด้านดิจิทัลที่เพิ่มขึ้น

icon-sitemap    std-w1    std-w2    WCAG 2.0 (Level AA)
จำนวนผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์ Loading...


กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

เลขที่ 120 หมู่ 3 ชั้น 8-11 ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 (อาคาร ซี) ซอยแจ้งวัฒนะ 7 ถนนแจ้งวัฒนะ แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ 10210

facebook
instagram
twitter
youtube
rss
tiktok
threads
Icon Q&A
black ribbon.