Logo DE Ministry.
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
Ministry of Digital Economy and Society
Logo DE Ministry.
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
Ministry of Digital Economy and Society
ตัวช่วยเหลือในการเข้าถึงเว็บไซต์
ค้นหา

นายกฯ เปิดงาน “DE Digital Shield Forum” รณรงค์ต้านภัยออนไลน์สัญจร ปักหมุด หัวลำโพง สร้างเกราะคุ้มกันคนไทย รู้ทันภัยออนไลน์ ก่อนออกเดินทางในโลกดิจิทัล   นายอนุทิน ชาญวีรกุล นายกรัฐมนตรี เปิดกิจกรรมนิทรรศการรณรงค์ต้านภัยออนไลน์สัญจร “DE Digital Shield Forum” ครั้งที่ 1 ภายใต้ธีม “Digital Shield Learning Fest 2026” ชูแนวคิด “Safe Digital Journey : เรียนรู้ก่อนออกเดินทางในโลกดิจิทัล” ย้ำรัฐบาลเดินหน้าปราบอาชญากรรมออนไลน์เป็นวาระแห่งชาติ ควบคู่สร้างภูมิคุ้มกันให้ประชาชน ขณะที่ “ไชยชนก” รมว.ดีอี เดินหน้าบูรณาการทุกภาคส่วน ตัดวงจรบัญชีม้า-ซิมม้า-ช่องทางหลอกลวง พร้อมนำความรู้ Digital Literacy ลงสู่พื้นที่ ตั้งเป้าประชาชนร่วมกิจกรรมไม่น้อยกว่า 2,000 คนต่อครั้ง   วันที่ 15 สิงหาคม 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกุล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานเปิดกิจกรรมนิทรรศการรณรงค์ต้านภัยออนไลน์สัญจร (DE Digital Shield Forum) ครั้งที่ 1 ภายใต้ธีม “Digital Shield Learning Fest 2026” แนวคิด “Safe Digital Journey : เรียนรู้ก่อนออกเดินทางในโลกดิจิทัล” ซึ่งจัดขึ้นโดยกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ระหว่างวันที่ 15–16 สิงหาคม 2569 โดยมี นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม นางสาวแนน บุณย์ธิดา สมชัย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม นายพชร อนันตศิลป์ ปลัดกระทรวงดีอี ผู้บริหารกระทรวงดีอี และหน่วยงานในสังกัด ผู้ที่เกี่ยวข้อง ภาคีเครือข่าย สื่อมวลชน และประชาชน เข้าร่วมงาน ณ สถานีกรุงเทพ (หัวลำโพง) กรุงเทพมหานคร   นายอนุทิน ชาญวีรกุล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า เทคโนโลยีดิจิทัลได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันของประชาชน ทั้งการสื่อสาร การทำธุรกรรมทางการเงิน การซื้อขายสินค้า การศึกษา การประกอบอาชีพ และการเข้าถึงบริการภาครัฐ ซึ่งแม้เทคโนโลยีจะสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจและยกระดับคุณภาพชีวิต แต่ขณะเดียวกันอาชญากรรมออนไลน์ก็พัฒนาอย่างรวดเร็วและซับซ้อนมากขึ้น โดยอาศัยเทคโนโลยีและเครือข่ายข้ามพรมแดนเป็นเครื่องมือ สร้างความเสียหายต่อทั้งทรัพย์สินของประชาชน ความเชื่อมั่น และระบบเศรษฐกิจของประเทศ รัฐบาลจึงกำหนดให้การป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีเป็นวาระแห่งชาติ และเร่งขับเคลื่อนมาตรการเชิงรุกภายใต้หลัก “ความรับผิดชอบร่วมกัน” หรือ Shared Responsibility โดย บูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงานด้านความมั่นคง หน่วยงานกำกับดูแล สถาบันการเงิน ผู้ให้บริการโทรคมนาคม แพลตฟอร์มดิจิทัล และภาคเอกชน เพื่อปิดช่องทางและตัดวงจรอาชญากรรมออนไลน์ ตั้งแต่ต้นทาง   ทั้งนี้ รัฐบาลเร่งดำเนินการทั้งการตรวจสอบและระงับบัญชีม้า ตัดเส้นทางการเงิน ปราบปรามซิมม้าและโครงสร้างพื้นฐานที่มิจฉาชีพนำไปใช้ ตลอดจนขยายความร่วมมือระหว่างประเทศเพื่อกดดันและกวาดล้างแก๊งคอลเซ็นเตอร์และเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ พร้อมยกระดับเทคโนโลยี ระบบแจ้งเตือนภัย และกลไกช่วยเหลือผู้เสียหายให้เข้าถึงการคุ้มครองได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ   “Digital Shield ไม่ได้หมายถึงการใช้เทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่หมายถึงการสร้าง ‘ภูมิคุ้มกัน’  ให้เกิดขึ้นกับทุกคน เพราะประชาชนที่มีความเข้าใจ มีทักษะ และรู้เท่าทัน คือการป้องกันที่ดีที่สุดในการรับมือกับภัยออนไลน์ เกราะที่ดีที่สุดจึงไม่ใช่กฎหมายหรือเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่คือความตระหนักรู้และ ความระมัดระวังของประชาชนเอง รัฐบาลจะไม่ปล่อยให้ประชาชนต้องเผชิญกับภัยออนไลน์เพียงลำพัง แต่จะใช้ทุกมาตรการที่จำเป็น เพื่อปกป้องประชาชน ลดความสูญเสีย และสร้างสังคมดิจิทัลที่ปลอดภัยสำหรับ คนไทยทุกคน” นายกรัฐมนตรี กล่าว   ด้านนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กล่าวว่า ภายใต้นโยบายของรัฐบาลที่กำหนดให้การป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีเป็นวาระแห่งชาติ กระทรวงดีอีได้เร่งบูรณาการความร่วมมือกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) สำนักงาน กสทช. สถาบันการเงิน ผู้ให้บริการโทรคมนาคม ผู้ให้บริการแพลตฟอร์มดิจิทัล และภาคีเครือข่าย เพื่อปิดช่องโหว่ ตัดวงจรการหลอกลวง และยกระดับการคุ้มครองประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม   กระทรวงดีอีได้ผลักดันมาตรการสำคัญอย่างต่อเนื่อง ทั้งการพัฒนากลไกแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างหน่วยงาน การเร่งระงับบัญชีม้าและซิมม้า การปิดกั้นช่องทางการสื่อสารที่ใช้ในการกระทำความผิด  การสนับสนุนการติดตามเส้นทางการเงินของขบวนการอาชญากรรม รวมถึงการยกระดับมาตรการกำกับดูแลแพลตฟอร์มดิจิทัล เพื่อให้การป้องกันและยับยั้งภัยออนไลน์มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น   นอกจากนี้ กระทรวงดีอียังขับเคลื่อนภารกิจเร่งด่วนตามนโยบาย Quick Win ของรัฐบาล โดยนำข้อมูล เทคโนโลยีดิจิทัล และนวัตกรรมมาใช้รับมือภัยใน 5 ด้าน ได้แก่ ภัยธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ภัยความมั่นคง ภัยเศรษฐกิจ ภัยสังคม และการยกระดับการบริหารภาครัฐ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกัน คาดการณ์ รับมือ และแก้ไขปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อประชาชน   “มาตรการทางกฎหมายและการปราบปรามเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ ‘ภูมิคุ้มกันของประชาชน’ คือเกราะป้องกันที่ดีที่สุด กระทรวงดีอีจึงจัดกิจกรรม DE Digital Shield Forum เพื่อนำองค์ความรู้ ทักษะการรู้เท่าทันสื่อดิจิทัล หรือ Digital Literacy รวมถึงนวัตกรรมการเตือนภัยรูปแบบใหม่ลงไปถึงประชาชนและเยาวชน เพื่อให้คนไทยทุกกลุ่มวัยรู้ทันกลลวง ใช้เทคโนโลยีอย่างปลอดภัย และไม่ตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพออนไลน์” นายไชยชนก กล่าว   สำหรับกิจกรรมนิทรรศการรณรงค์ต้านภัยออนไลน์สัญจร “DE Digital Shield Forum” ภายใต้ธีม “Digital Shield Learning Fest 2026” กำหนดจัดรวม 3 ครั้ง โดยครั้งที่ 1 ระหว่างวันที่ 15–16 สิงหาคม 2569 ณ สถานีกรุงเทพ (หัวลำโพง) กรุงเทพมหานคร ภายใต้แนวคิด “Safe Digital Journey : เรียนรู้ก่อนออกเดินทางในโลกดิจิทัล” ก่อนเดินทางต่อไปจัดกิจกรรมครั้งที่ 2 ณ จังหวัดอุทัยธานี และครั้งที่ 3 ณ จังหวัดสงขลา   ภายในงานประกอบด้วยกิจกรรมเสวนาแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์ นิทรรศการให้ความรู้สำหรับประชาชน และเวิร์กช็อปส่งเสริมการมีส่วนร่วม เพื่อสร้างความตระหนักรู้และทักษะในการรับมือ ภัยออนไลน์รูปแบบต่าง ๆ อาทิ แก๊งคอลเซ็นเตอร์ บัญชีม้า การหลอกลงทุนและระดมทุนออนไลน์  การหลอกลวงทางการเงิน การพนันออนไลน์ และการหลอกซื้อขายสินค้าและบริการ โดยตั้งเป้าหมายให้มีประชาชนเข้าร่วมกิจกรรมไม่น้อยกว่า 2,000 คนต่อครั้ง เพื่อขยายเครือข่าย “เกราะคุ้มกันดิจิทัล” ให้ประชาชนสามารถรู้ทัน ป้องกันตนเอง และส่งต่อความรู้ไปยังครอบครัวและคนรอบข้าง นำไปสู่สังคมดิจิทัลที่ปลอดภัยและเข้มแข็ง   -------------------------------------------------------------------------------------    

วันที่ 17 สิงหาคม 2569 นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) พร้อมด้วยนายพชร อนันตศิลป์ ปลัดกระทรวงดีอี เข้าร่วมการประชุมคณะกรรมการภูมิศาสตร์สารสนเทศแห่งชาติ ครั้งที่ 1/2569 โดยมี นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เป็นประธานฯ เพื่อติดตามความคืบหน้าผลการดำเนินงานตามมติคณะกรรมการภูมิสารสนเทศแห่งชาติ ณ ห้องประชุม 301 ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล   

วันที่ 17 สิงหาคม 2569 นางสาวชมภารี ชมภูรัตน์ รองปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานในพิธีเปิดกิจกรรมสร้างการรับรู้การจัดฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการเพื่อสร้างการรับรู้ให้รู้เท่าทันและรับมือกับข่าวปลอม ครั้งที่ 3 ประจำปี 2569 ภายใต้โครงการศูนย์ประสานงานและแก้ไขปัญหาข่าวปลอม (Anti Fake News Center: AFNC) โดยมีนางสาวปาณิสรา กาญจนะจิตรา รองผู้ว่าราชการจังหวัดนนทบุรี พร้อมด้วยบุคลากรของรัฐ เจ้าหน้าที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ผู้นำชุมชน ภาคประชาสังคม และประชาชน เข้าร่วม ณ ห้องประชุม ทิพวรรณบอลรูม ชั้น L อาคาร เวสวิง โรงแรมแกรนด์ริชมอนด์ จ.นนทบุรี


วันที่ 17 สิงหาคม 2569 นางสาวแนน บุณย์ธิดา สมชัย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานเปิดกิจกรรมขยายศูนย์บริการประชาชน PDPA Center จ.อุบลราชธานี  โดยมี นายณรงค์ เทพเสนา ผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี พ.ต.อ.สุรพงศ์ เปล่งขำ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองส่วนบุคคล (สคส.) หรือ PDPC ผู้บริหารหน่วยงานในสังกัดกระทรวงดีอี หัวหน้าหน่วยงาน เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง และประชาชน เข้าร่วม ณ โรงแรมสุนีย์แกรนด์ อ.เมืองอุบลราชธานี จ.อุบลราชธานี   รมช.ดีอี กล่าวว่า ตามที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ให้ความสำคัญกับการเปลี่ยนผ่านการทำงานของหน่วยงานรัฐไปสู่รัฐบาลดิจิทัลอย่างมั่นคงปลอดภัยและยั่งยืน การที่จะก้าวสู่รัฐบาลดิจิทัลอย่างสมบูรณ์ได้นั้น จำเป็นที่จะต้องสร้างความเชื่อมั่นในการใช้งานดิจิทัล และสร้างความมั่นคงปลอดภัยให้กับประชาชนไปพร้อมกัน โดยที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2569 ได้มีมติเห็นชอบแนวทางการป้องกันข้อมูลส่วนบุคคลรั่วไหลจากเหตุบัญชีผู้ใช้งานสำหรับยืนยันตัวตน (Credential) รั่วไหล ด้วยมาตรการยืนยันตัวตนหลายปัจจัย Multi - Factor Authentication (MFA)    ขณะเดียวกันตามนโยบายของ นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ได้เสนอให้มีการยกระดับมาตรการป้องกันข้อมูลส่วนบุคคลและลดความเสี่ยงจากภัยคุกคามทางไซเบอร์ในหน่วยงานภาครัฐของทั้ง 20 กระทรวง ทำให้มีความมั่นคงปลอดภัยมากยิ่งขึ้น นำไปสู่การเพิ่มความเชื่อมั่นให้แก่ประชาชน ภาคธุรกิจ นักลงทุน และทำให้ประเทศไทยมีมาตรฐานด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ที่ทัดเทียมกับระดับสากล   ดังนั้น กระทรวงดีอี โดย สคส. หรือ PDPC จึงได้ขยายศูนย์บริการประชาชน PDPA Center ในส่วนภูมิภาคจากเดิมที่มีอยู่แล้ว 5 จังหวัด เพิ่มขึ้น สำหรับในปี 2569 ได้มีแผนขยายศูนย์บริการฯ ให้ครอบคลุม 5 ภูมิภาค ซึ่งศูนย์บริการฯ จังหวัดอุบลราชธานี ถือเป็นศูนย์ฯ หนึ่งในแผนดังกล่าวจากทั้งหมด 8 จังหวัด โดยจะตั้งอยู่ในบริเวณสถานีตำรวจภูธรเมืองอุบลราชธานี  เพื่อเป็นศูนย์เชื่อมโยงการบูรณาการข้อมูลของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ขยายการสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนด้านการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลในภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง ที่มีความสำคัญทั้งด้านเศรษฐกิจ การค้า และความมั่นคง เนื่องจากเป็นพื้นที่ชายแดนเชื่อมต่อกับประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งศูนย์ดังกล่าวจะทำหน้าที่ รับแจ้งเบาะแส ให้ความรู้ความเข้าใจกับประชาชน เพื่อให้รู้เท่าทัน วิธีการรับมือและป้องกันข้อมูลส่วนบุคคล    "กระทรวงดีอี ให้ความสำคัญกับการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล เพื่อให้ประชาชนมีความเชื่อมั่นในงานใช้งานเทคโนโลยีดิจิทัลได้อย่างปลอดภัย โดยนายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดีอี ได้ร่วมพูดคุยกับ 20 กระทรวง ให้ดำเนินมาตรการรีเซ็ตระบบการเข้าถึงข้อมูลของประชาชนภายใน 15 วัน ภายใต้มาตรการยืนยันตัวตนหลายปัจจัย MFA และมาตรการอื่นๆ ภายใต้การดูแลความปลอดภัยของข้อมูลประชาชน พร้อมทั้งดำเนินการเชิงรุกสร้างความรู้ความเข้าใจการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลให้กับประชาชน ทั้งในการใช้โซเชียลมีเดีย และการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลอื่น ๆ ในชีวิตประจำวัน โดยสิ่งสำคัญที่สุด คือการให้ความรู้ประชาชน ว่าจะต้องทำอย่างไรในการคุ้มครองข้อมูลของตนเอง จะรับมือด้วยวิธีการแบบใด และมีการป้องกันที่ถูกต้องอย่างไร เพื่อการสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน ก้าวสู่รัฐบาลดิจิทัลที่มั่นคง และปลอดภัยอย่างยั่งยืน” รมช.ดีอีกล่าว

วันที่ 17 สิงหาคม 2569 นางสาวกัลยา ชินาธิวร ที่ปรึกษาด้านต่างประเทศ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เข้าร่วมการประชุมโต๊ะกลม “Powering Growth with a Trusted Digital Ecosystem” ภายใต้งาน Thailand-U.S. Trade and Investment Summit 2026 ซึ่งจัดโดย หอการค้าไทย หอการค้าอเมริกันในประเทศไทย (AMCHAM Thailand) และหอการค้าสหรัฐอเมริกา (U.S. Chamber of Commerce) โดยมีผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐ และภาคเอกชนของไทยและสหรัฐฯ เข้าร่วม ณ โรงแรม ไฮแอท รีเจนซี่ กรุงเทพฯ สุขุมวิท    โดยนางสาวกัลยา ชินาธิวร ที่ปรึกษาด้านต่างประเทศ กระทรวงดีอี ได้กล่าวถึงนโยบายและแนวทางการพัฒนาระบบนิเวศดิจิทัลที่น่าเชื่อถือของไทย ซึ่งมุ่งเสริมสร้างความแข็งแกร่งด้านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล การพัฒนา AI และการสร้างความมั่นคงปลอดภัยทางดิจิทัล ควบคู่กับการพัฒนา AI Governance และกฎระเบียบที่เอื้อต่อนวัตกรรมและการลงทุน พร้อมย้ำความสำคัญของการสร้างบุคลากรด้าน AI และดิจิทัล รวมถึงการพัฒนาทักษะ AI Governance, AI Safety และ Responsible AI เพื่อรองรับเศรษฐกิจดิจิทัลในอนาคต   นอกจากนี้ ที่ประชุมได้แลกเปลี่ยนแนวทางการสร้าง “Trusted Digital Ecosystem” ซึ่งครอบคลุมหลายมิติทั้งนโยบายและการกำกับดูแลที่ชัดเจน การเตรียมพร้อมด้านพลังงานและทรัพยากรน้ำ การพัฒนาบุคลากร และการสร้างพันธมิตรความร่วมมือระหว่างกัน เพื่อเพิ่มความเชื่อมั่นให้แก่ภาคธุรกิจและนักลงทุน และสนับสนุนให้ประเทศไทยสามารถดึงดูดการลงทุนด้าน AI และเทคโนโลยีดิจิทัลได้อย่างยั่งยืน  

วันที่ 17 สิงหาคม 2569 นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) พร้อมด้วยนายพชร อนันตศิลป์ ปลัดกระทรวงดีอี เข้าร่วมการประชุมคณะกรรมการอวกาศแห่งชาติ ครั้งที่ 1/2569 โดยมี นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เป็นประธานฯ เพื่อติดตามความคืบหน้าผลการดำเนินงานตามมติคณะกรรมการอวกาศแห่งชาติ ณ ห้องประชุม 301 ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล   การประชุมครั้งนี้มุ่งติดตามความคืบหน้าการดำเนินงานตามมติคณะกรรมการอวกาศแห่งชาติ พร้อมเร่งขับเคลื่อนนโยบายและยุทธศาสตร์ด้านอวกาศของประเทศให้เป็นรูปธรรม โดยเน้นย้ำการเร่งรัดและติดตาม แผนแม่บทอวกาศแห่งชาติ เพื่อกำหนดทิศทางและโครงสร้างพื้นฐานอนาคตของไทย

วันที่ 18 สิงหาคม 2569 นายธีรวุฒิ ธงภักดิ์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เข้าร่วมแสดงความยินดีในงานวันคล้ายวันจัดตั้ง บริษัท ธนารักษ์พัฒนาสินทรัพย์ จำกัด ครบรอบ 22 ปี โดยมี นายธีธัช สุขสะอาด กรรมการผู้จัดการ บริษัท ธนารักษ์พัฒนาสินทรัพย์ จำกัด พร้อมด้วยผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ให้การต้อนรับ ณ อาคารธนพิพัฒน์ ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ แจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ

กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) โดยศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมประเทศไทย (AFNC)  เปิดเผยถึงผลการมอนิเตอร์และรับแจ้งข่าวปลอม ซึ่งเป็นไปตามนโยบายการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยความมั่นคงและภัยทางสังคมของนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) โดยยกระดับความสำคัญเรื่องการสร้างความตระหนักรู้เท่าทันภัยอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ข่าวปลอม และข้อมูลบิดเบือน   ทั้งนี้ ในวันที่ 16 สิงหาคม 2569 AFNC ได้ตรวจสอบพบข้อความทั้งหมด 110,966 ข้อความ โดยมีข้อความที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ (Verify) ทั้งสิ้น 16,207 ข้อความ สำหรับช่องทางที่มีการพบเบาะแสมากที่สุด คือ ข้อความที่มาจาก Social Listening 16,207 ข้อความ โดยเป็นเรื่องที่ต้องดำเนินการตรวจสอบทั้งหมด 24 เรื่อง ได้รับผลการตรวจสอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว 9 เรื่อง ในจำนวนนี้เป็นข่าวที่ได้รับความสนใจจากประชาชนมากที่สุด 7 เรื่อง ซึ่งเป็น ข่าวจริง 3 เรื่อง ข่าวปลอม 3 เรื่อง ข่าวบิดเบือน 1 เรื่อง ได้แก่   อันดับที่ 1 ข่าวปลอม เรื่อง ไทยขึ้นทะเบียน “ยาบ้า” เป็นมรดกโลก UNESCO   อันดับที่ 2 ข่าวจริง เรื่อง รัฐบาลเดินหน้ามาตรการ New Route - New Airline ลดค่าธรรมเนียมสนามบิน 50%   อันดับที่ 3 ข่าวจริง เรื่อง ครม. ปฏิรูประบบบริหารกำลังคนภาครัฐ ทยอยยุบ 11 สายงานสนับสนุนเมื่อเกษียณตั้งแต่ปีงบประมาณ 2570 เป็นต้นไป   อันดับที่ 4 ข่าวบิดเบือน เรื่อง เมล็ดแฟลกซ์ ช่วยป้องกันมะเร็งเต้านมและปรับสมดุลฮอร์โมน   อันดับที่ 5 ข่าวปลอม เรื่อง สํานักงานตํารวจแห่งชาติ เปิดเพจ Thailand lottery Game Tips เพื่อลงทะเบียนรับเงินคืนจากมิจฉาชีพออนไลน์   อันดับที่ 6 ข่าวปลอม เรื่อง นิสิตแพทย์จุฬาฯ แสดงบัตรประจำตัวเข้าฝึกปฏิบัติงาน ณ โรงพยาบาลในพื้นที่ จ.ศรีสะเกษ และ จ.อำนาจเจริญ   อันดับที่ 7 ข่าวจริง เรื่อง คู่สมรสทุกเพศที่จดทะเบียนถูกต้อง รับสิทธิประกันสังคมสมรสเท่าเทียมตามหลักเกณฑ์   สำหรับข่าวที่น่าสนใจ คือ เรื่อง “สํานักงานตํารวจแห่งชาติ เปิดเพจ Thailand lottery Game Tips เพื่อลงทะเบียนรับเงินคืนจากมิจฉาชีพออนไลน์” ซึ่งกระทรวงดีอี ได้ตรวจสอบร่วมกับ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) ยืนยันว่าเป็น “เพจปลอม” โดยเพจที่ใช้ชื่อว่า “Thailand lottery Game Tips” ได้มีการยิงแอดโฆษณาเพื่อให้ประชาชนลงทะเบียนขอรับเงินคืนจากการถูกหลอก ดังนั้น ตร. ขอเตือนประชาชนอย่าหลงเชื่อ ข้อมูลที่โพสต์ผ่านเพจดังกล่าว เป็นการแอบอ้างชื่อหน่วยงานและไม่ใช่ช่องทางหลักของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ   ทั้งนี้ประชาชนที่ต้องการติดตามเงินคืนจากกลุ่มมิจฉาชีพ สามารถยื่นคำร้องผ่านช่องทางที่สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) กำหนดเท่านั้น และสำนักงาน ปปง. ไม่มีนโยบายให้ยื่นคำร้องหรือลงทะเบียน ผ่านสื่อ Social Media เช่น Facebook, Line, TikTok แต่อย่างใด โดยช่องทางการยื่นคำร้องประกอบไปด้วย 3 ช่องทาง คือ 1. ยื่นด้วยตนเอง ณ สำนักงาน ปปง. หรือสถานที่อื่นที่พนักงานเจ้าหน้าที่กำหนด 2. ยื่นทางไปรษณีย์ลงทะเบียน 3. ยื่นผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ตามที่สำนักงาน ปปง. กำหนด (จะมีการระบุไว้ในประกาศฯ)   ขณะเดียวกันผู้เสียหายสามารถติดตามข่าวสาร รายชื่อบัญชีผู้กระทำความผิด และความคืบหน้าการขอคืนเงินได้ทางเว็บไซต์ทางการของสำนักงาน ปปง. เท่านั้นที่ www.amlo.go.th   อย่างไรก็ตาม กระทรวงดีอี มีความห่วงใยประชาชน เรื่องความตระหนักรู้เท่าทันข่าวปลอมที่ถูกแพร่กระจายบนสื่อออนไลน์ โซเชียล ซึ่งหากขาดความรู้เท่าทัน ส่งต่อข้อมูลข่าวปลอม ทำให้เกิดการหลงเชื่อ สร้างความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน สร้างความเสียหายต่อทรัพย์สิน หรือข้อมูลส่วนบุคคล และอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้าง  โดยขอให้ประชาชนเลือกเชื่อ เลือกแชร์ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ ซึ่งได้รับการเผยแพร่จากหน่วยงานที่เป็นทางการเท่านั้น และควรตรวจสอบข้อเท็จจริงของข่าวหรือลิงก์เว็บไซต์ให้แน่ชัด   หากประชาชน พบข่าวน่าสงสัย ข้อมูลบิดเบือน สามารถแจ้งเบาะแส และตรวจสอบข่าวปลอมได้ที่ โทรสายด่วน 1111 ต่อ 87 (24 ชม.) หรือที่ | เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com | Line ID: @antifakenewscenter | Facebook : Anti-Fake News Center Thailand | X : @AFNCThailand | TikTok : @antifakenewscenter | IG : afnc_thailand/ -----------------------------------------------------------------------

วันที่ 18 สิงหาคม 2569 นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) พร้อมด้วยนางสาว แนน บุณย์ธิดา สมชัย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ร่วมประชุมหารือแนวทางการกำกับดูแลธุรกิจแพลตฟอร์มดิจิทัล โดยมีนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานฯ ร่วมด้วยนายนภินทร ศรีสรรพางค์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กรมพัฒนาธุรกิจค้า สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (สพธอ.) หรือ ETDA สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) สำนักงานคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า (กขค.) และผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ณ ห้องประชุม 301 ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล    นายไชยชนก กล่าวว่า การประชุมดังกล่าวมีการหารือในวาระสำคัญเรื่องการส่งเสริมและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานแพลตฟอร์มการค้าแบบเปิด  (Open commerce network) หรือ OCN แนวทางการกำหนดราคาและค่าธรรมเนียมของบริการแพลตฟอร์มดิจิทัล ซึ่งจะต้องมีการกำหนดอัตราที่เป็นธรรมต่อประชาชนผู้ใช้บริการแพลตฟอร์ม รวมทั้งการพิจารณาติดตามความคืบหน้า ร่าง พ.ร.บ.เศรษฐกิจแพลตฟอร์มดิจิทัล ซึ่งอยู่ระหว่างการปรับปรุงแก้ไขเพื่อให้มีความครอบคลุมในการดูแลแพลตฟอร์มบริการดิจิทัล และแพลตฟอร์มอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง

วันที่ 18 สิงหาคม 2569 นายพชร อนันตศิลป์ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ให้การต้อนรับคณะผู้แทนด้านการค้าและปัญญาประดิษฐ์ (AI Trade Mission) ของสหรัฐอเมริกา พร้อมร่วมหารือแนงทางความร่วมมือระหว่างไทยและสหรัฐฯ ในด้านการค้าดิจิทัล เทคโนโลยี AI และเรื่องอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องในอนาคต และแนวทางรับมือกับกระแสการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีที่ส่งผลต่อภาคเศรษฐกิจทั่วโลก ณ ห้องประชุม 203 ชั้น 2 กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

ในช่วงที่หลายคนกำลังมองหารายได้เสริมหรือหางานทำผ่านช่องทางออนไลน์ มิจฉาชีพก็อาศัยช่องทางดังกล่าวก่อเหตุ ด้วยการสร้าง “ประกาศรับสมัครงานปลอม” ที่ดูน่าเชื่อถือ เสนอค่าตอบแทนสูง ทำงานง่าย ไม่ต้องมีประสบการณ์ ก่อนหลอกให้ผู้สมัครเปิดบัญชีธนาคารหรือมอบข้อมูลส่วนบุคคล จนนำไปสู่การตกเป็น "บัญชีม้า" ซึ่งอาจต้องเผชิญทั้งคดีอาญาและผลกระทบต่อชีวิตในระยะยาว   จุดสังเกต "ประกาศรับสมัครงาน" ที่ควรระวัง    กลลวงของมิจฉาชีพมักเริ่มต้นด้วยการโพสต์รับสมัครงานผ่านโซเชียลมีเดีย กลุ่มหางาน หรือส่งข้อความมาชักชวนโดยตรง พร้อมใช้ข้อความดึงดูด เช่น • รายได้สูงผิดปกติ ทั้งที่ทำงานง่ายมาก  • ไม่ต้องมีประสบการณ์ สมัครได้ทุกวัย  • ทำงานจากที่บ้าน ใช้เวลาวันละไม่กี่ชั่วโมงก็มีรายได้  • เร่งให้ตัดสินใจสมัครทันที โดยอ้างว่ารับจำนวนจำกัด  เมื่อเหยื่อหลงเชื่อและติดต่อกลับ ขั้นตอนต่อไปคือการหลอกให้ส่งเอกสารหรือดำเนินการต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับบัญชีธนาคาร    จาก "สมัครงาน" สู่ "บัญชีม้า"    หลังจากสร้างความน่าเชื่อถือ มิจฉาชีพจะใช้ข้ออ้างต่าง ๆ เพื่อให้เหยื่อเปิดบัญชีหรือส่งข้อมูลสำคัญ เช่น • อ้างว่าเป็นบัญชีสำหรับรับเงินเดือน หรือรับชำระเงินจากลูกค้า  • อ้างว่าใช้สำหรับทดลองงาน หรือเป็นระบบการเงินของบริษัท  • ขอสำเนาบัตรประชาชน ภาพใบหน้า หรือข้อมูลยืนยันตัวตน เพื่อนำไปเปิดบัญชีออนไลน์  • หลอกขอ Username, Password, PIN หรือรหัส OTP โดยอ้างว่าเป็นขั้นตอนตรวจสอบระบบ    เมื่อได้รับข้อมูลหรือสามารถควบคุมบัญชีได้แล้ว บัญชีของผู้เสียหายจะถูกนำไปใช้รับและโอนเงินจากการหลอกลวง หรือใช้เป็นเส้นทางการเงินของเครือข่ายอาชญากรรม ที่อาจเกี่ยวข้องกับคดีต่าง ๆ เช่น การหลอกลงทุน, แก๊งคอลเซ็นเตอร์, การพนันออนไลน์, การฟอกเงิน, ยาเสพติด, การค้ามนุษย์    หลังจากนั้นหากเจ้าหน้าที่ตรวจสอบเส้นทางการเงิน พบว่าผู้เสียหายมีบัญชีที่มีส่วนเกี่ยวข้อง เจ้าของบัญชีอาจถูกเรียกสอบสวน อายัดบัญชี หรือถูกดำเนินคดี แม้จะอ้างว่า "ไม่รู้" ก็อาจต้องพิสูจน์ข้อเท็จจริงตามกระบวนการกฎหมาย   โทษหนักกว่าที่คิด เสี่ยงทั้งคุก ทั้งเสียอนาคต    การยินยอมหรือปล่อยให้ผู้อื่นใช้บัญชีธนาคารของตน อาจเข้าข่ายความผิดฐานร่วมกันฟอกเงิน หรือความผิดอื่นที่เกี่ยวข้องกับการฉ้อโกงประชาชน ซึ่งมีโทษ จำคุกตั้งแต่ 1–10 ปี หรือปรับตั้งแต่ 20,000–200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับพฤติการณ์และข้อเท็จจริงของแต่ละคดี นอกจากโทษทางกฎหมายแล้ว ผู้ที่มีประวัติคดีอาญาอาจได้รับผลกระทบต่อการสมัครงาน การขอสินเชื่อ การทำธุรกรรมทางการเงิน รวมถึงความน่าเชื่อถือในอนาคต   ป้องกันตัวเองง่าย ๆ ก่อนตกเป็นเหยื่อ   กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) โดยศูนย์ AOC 1441 ขอแนะนำประชาชนให้ยึดหลักป้องกัน ดังนี้ • ตรวจสอบบริษัทและประกาศรับสมัครงานจากแหล่งที่เชื่อถือได้  • อย่าหลงเชื่อข้อเสนอ "งานง่าย รายได้สูง" ที่เกินจริง  • ไม่เปิดบัญชีธนาคารหรือส่งมอบบัญชีให้ผู้อื่นใช้  • ไม่ส่งข้อมูลบัตรประชาชน ภาพใบหน้า Username, Password, PIN หรือ OTP ให้บุคคลอื่นโดยเด็ดขาด  • หากถูกขอให้เปิดบัญชีเพื่อรับเงินแทนบริษัท ควรตั้งข้อสงสัยทันที เพราะบริษัทที่ถูกต้องตามกฎหมายจะไม่ดำเนินการในลักษณะดังกล่าว    การหางานออนไลน์สามารถสร้างโอกาสได้ แต่ก็แฝงความเสี่ยงเช่นกัน หากพบประกาศรับสมัครงานที่ผิดสังเกต หรือสงสัยว่ากำลังถูกหลอกให้เปิดบัญชีธนาคาร ควรหยุดติดต่อทันที และแจ้งเบาะแสการกระทำความผิดต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ เพื่อป้องกันไม่ให้ตกเป็นเครื่องมือของขบวนการอาชญากรรม   หากตกเป็นผู้เสียหาย โทรสายด่วน AOC 1441 ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อระงับบัญชีทันที และสามารถแจ้งความผ่าน Thaipolice Online ได้ทันที   ------------------------------------------------------------------------

19 สิงหาคม 2569 นางสาวแนน บุณย์ธิดา สมชัย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ได้ประชุมหารือร่วมกับบริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) หรือ NT ณ ห้องประชุม 1101 ชั้น 11 กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เพื่อติดตามความคืบหน้าการดำเนินงานภายหลังจากการลงพื้นที่ตรวจราชการ ณ 3 จังหวัดชายแดนใต้ โดยเฉพาะการแก้ไขปัญหาการให้บริการอินเทอร์เน็ตและสัญญาณโทรศัพท์ในพื้นที่ดังกล่าว . จากผลการติดตามในภาพรวม NT ได้ดำเนินการสำรวจและเตรียมความพร้อมในการขยายโครงข่ายไฟเบอร์ออปติกในพื้นที่เป้าหมายเรียบร้อยแล้ว พร้อมบูรณาการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อขับเคลื่อนการปรับปรุงจุดบริการ Free Wi-Fi การขยายสัญญาณโทรศัพท์เคลื่อนที่ และการนำเทคโนโลยีทางเลือกมาใช้ในพื้นที่ห่างไกลหรืออับสัญญาณอย่างเหมาะสม สอดคล้องกับนโยบายที่ รมช.ดีอี ย้ำไว้ในการลงพื้นที่ครั้งนี้ว่า "ไม่ว่าพื้นที่จะอยู่ห่างไกลแค่ไหน เราต้องทำให้พี่น้องประชาชนทุกคนเข้าถึงบริการดิจิทัลของรัฐได้อย่างเท่าเทียมกัน" . ปัจจุบันสถานีฐานโทรศัพท์เคลื่อนที่ของ NT ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ มีจำนวนรวมทั้งสิ้น 243 สถานี แบ่งเป็นจังหวัดยะลา 83 สถานี จังหวัดปัตตานี 69 สถานี และจังหวัดนราธิวาส 91 สถานี โดยในจุดที่ไม่มีสัญญาณครอบคลุม NT ได้ประสานงานกับพันธมิตรผู้ให้บริการ เปิดให้ใช้บริการโรมมิ่ง (Roaming) บนโครงข่ายพันธมิตรเพื่อไม่ให้ประชาชนขาดการเชื่อมต่อปัจจัยสำคัญในการดำเนินชีวิตในปัจจุบัน

วันที่ 19 สิงหาคม 2569 ผศ.(พิเศษ) ดร.นพ. พลวรรธน์ วิทูรกลชิต ผู้ตรวจราชการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เข้าร่วมแสดงความยินดีในงานวันคล้ายวันสถาปนา สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ครบรอบ 27 ปี พร้อมร่วมสมทบทุนกองทุนสวัสดิการสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน โดยมีนายเทพสุ บวรโชติดารา เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พร้อมด้วยนายกมลสิษฐ์ วงศ์บุตรน้อย รองเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน และผู้ที่เกี่ยวข้องให้การต้อนรับ ณ สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน

วันที่ 19 สิงหาคม 2569 นางสาวยุพาภรณ์ ศิริกิจพาณิชย์กูล ผู้ช่วยปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ร่วมกิจกรรมธรรมาภิบาลโปร่งใส : รู้เท่าทันผลประโยชน์ทับซ้อนสู่การปฏิบัติราชการอย่างมีจริยธรรม ณ โรงแรมทีเค. พาเลซ แอนด์ คอนเวนชั่น กรุงเทพฯ   สำหรับกิจกรรมนี้จัดขึ้นเพื่อเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับรูปแบบและลักษณะของผลประโยชน์ทับซ้อน รวมถึงกฎหมาย ระเบียบและหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับการป้องกันผลประโยชน์ทับซ้อนในการปฏิบัติราชการรวมถึงการวิเคราะห์ แยกแยะระหว่างผลประโยชน์ส่วนตนกับผลประโยชน์ส่วนรวมตลอดจนสามารถประเมินและระบุสถานการณ์หรือพฤติการณ์ที่อาจก่อให้เกิดผลประโยชน์ทับซ้อนได้อย่างเหมาะสม สามารถป้องกันและจัดการสถานการณ์ผลประโยชน์ทับซ้อน  

icon-sitemap    std-w1    std-w2    WCAG 2.0 (Level AA)
จำนวนผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์ Loading...


กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

เลขที่ 120 หมู่ 3 ชั้น 8-11 ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 (อาคาร ซี) ซอยแจ้งวัฒนะ 7 ถนนแจ้งวัฒนะ แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ 10210

facebook
instagram
twitter
youtube
rss
tiktok
threads
Icon Q&A
black ribbon.