Logo DE Ministry.
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
Ministry of Digital Economy and Society
Logo DE Ministry.
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
Ministry of Digital Economy and Society
ตัวช่วยเหลือในการเข้าถึงเว็บไซต์
ค้นหา

วันที่ 19 สิงหาคม 2569 นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (กมช.) โดยมีนายพชร อนันตศิลป์ ปลัดกระทรวงดีอี พล.อ.ต.อมร ชมเชย เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (สกมช.) ผู้บริหารกระทรวงต่างๆ และผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ณ ห้องประชุม 203 ชั้น 2 อาคารกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม     นายไชยชนก กล่าวว่า ที่ประชุมได้หารือติดตามความคืบหน้าของการขับเคลื่อนแนวทางการป้องกันข้อมูลส่วนบุคคลรั่วไหล ตามมติครม.เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2569 เพื่อป้องกันการรั่วไหลของข้อมูลยืนยันตัวตนและยกระดับการยืนยันตัวตนแบบหลายปัจจัย (MFA) ของหน่วยงานภาครัฐ โดยเร่งรัดให้มีการดำเนินการปิดระบบที่ไม่ได้ใช้งาน พร้อมรีเซ็ต Username และ Password ที่เข้าใช้งานในระบบทันที โดยเฉพาะในหน่วยงานที่ยังไม่มีการใช้งานการยืนยันตัวตนแบบหลายปัจจัย (MFA)

เมื่อพระราชกฤษฎีกาการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคลที่อยู่ในความควบคุมดูแลของหน่วยงานของรัฐต่อหน่วยงานของรัฐแห่งอื่น พ.ศ. 2569 มีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 30 มิถุนายนที่ผ่านมา เสียงตอบรับส่วนใหญ่ในสังคมมักหยุดอยู่แค่ตัวเลขที่กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) นำมาแถลง นั่นคือความเสียหายจากสแกมเมอร์ที่ลดลงกว่าร้อยละ 70 ภายในเวลาเพียง 4 เดือน จากระดับ 2,111 ล้านบาทในเดือนมีนาคม เหลือเพียง 530 ล้านบาทในเดือนมิถุนายน ตัวเลขเช่นนี้ย่อมสะดุดตาและสร้างความรู้สึกโล่งใจให้กับประชาชนผู้เคยหวาดผวากับข่าวการหลอกลวงที่ถาโถมเข้ามาแทบทุกวัน    หากจะทำความเข้าใจว่าเหตุใด พ.ร.ฎ.ฉบับนี้จึงส่งผลได้มากถึงเพียงนี้ จำเป็นต้องมองข้ามตัวเลขไปสู่กลไกเบื้องหลังที่แท้จริง เพราะสิ่งที่ พ.ร.ฎ.ฉบับนี้ทำนั้นลึกซึ้งกว่าการ “เพิ่มอำนาจ” ให้รัฐเพียงอย่างเดียว หากแต่เป็นการรื้อวิธีคิดพื้นฐานที่ระบบราชการไทยยึดถือมาอย่างยาวนาน นั่นคือวัฒนธรรมการเก็บข้อมูลแบบแยกส่วนหรือที่เรียกกันในวงการเทคโนโลยีว่า Data Silo   ก่อนหน้าที่ พ.ร.ฎ.ฉบับนี้จะถือกำเนิดขึ้น หน่วยงานของรัฐแต่ละแห่งต่างทำหน้าที่ของตนไปตามภารกิจเฉพาะทางโดยแทบไม่ผูกโยงข้อมูลถึงกัน กรมสรรพากรรู้เพียงเรื่องภาษี ธนาคารแห่งประเทศไทยรู้เพียงความเคลื่อนไหวของธุรกรรมทางการเงิน ในขณะที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้ารู้เพียงว่านิติบุคคลใดจดทะเบียนขึ้นเมื่อใด ไม่มีหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง มองเห็นภาพรวมทั้งหมดพร้อมกันในเวลาเดียว ช่องว่างระหว่างการมองเห็นที่กระจัดกระจายนี้เองที่ขบวนการมิจฉาชีพอาศัยเป็นเกราะกำบัง พวกเขาจดทะเบียนบริษัทบังหน้าเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือให้กับการหลอกลงทุน เปิดบัญชีม้าในนามนิติบุคคลเพื่อรับโอนเงินจากเหยื่อ แล้วเคลื่อนย้ายเงินก้อนนั้นข้ามหลายบัญชีในเวลาอันรวดเร็ว กว่าหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งจะทำหนังสือร้องขอข้อมูลจากอีกหน่วยงานหนึ่งได้สำเร็จ ซึ่งในอดีตอาจกินเวลาหลายวันจนถึงหลายสัปดาห์ ถึงเวลานั้น เงินก็เดินทางออกไปไกลเกินกว่าจะติดตามคืนได้แล้ว    สิ่งที่ พ.ร.ฎ.ฉบับนี้ทำ จึงไม่ใช่การมอบข้อมูลใหม่ให้หน่วยงานปราบปราม หากแต่เป็นการเร่งความเร็วในการเข้าถึงข้อมูลที่มีอยู่แล้วให้เกิดขึ้นได้ทันเวลา และในสงครามกับอาชญากรรมออนไลน์ที่เงินเคลื่อนที่เร็วกว่ากระบวนการราชการเสมอ ความเร็วนี้เองคือปัจจัยชี้ขาดระหว่างการอายัดเงินได้ทันกับการปล่อยให้เงินสูญหายไปตลอดกาล   ผลพวงของการปรับความเร็วนี้ ปรากฏชัดที่สุดในกลไกการทำงานของศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ หรือ AOC 1441 ซึ่งตั้งเป้าหมายไว้แต่แรกเริ่มว่าจะต้องระงับบัญชีต้องสงสัยให้ผู้เสียหายได้ภายในหนึ่งชั่วโมงนับจากรับแจ้งเหตุ ทว่าเป้าหมายด้านเวลาเพียงอย่างเดียวไม่เคยเป็นหลักประกันของความแม่นยำ หากข้อมูลยืนยันตัวตนเจ้าของบัญชีในมือเจ้าหน้าที่ไม่ครบถ้วนเพียงพอภายในกรอบเวลาอันจำกัดนั้น ความเสี่ยงที่จะระงับ-อายัดผิดบัญชี หรือปล่อยให้บัญชีจริงของมิจฉาชีพหลุดรอดไปก็ยังคงมีอยู่สูง    สิ่งที่มีการเชื่อมโยงข้อมูลศุลกากร กรมสรรพากร และทะเบียนนิติบุคคลเข้ามาเสริม จึงมิใช่การขยายกรอบเวลาให้ยาวขึ้น หากแต่เป็นการเพิ่มพูนคุณภาพของข้อมูลตั้งต้นที่เจ้าหน้าที่มีอยู่ในมือ ทำให้ภายในกรอบเวลาหนึ่งชั่วโมงเดิมนั้นเอง เกิดการระงับ-อายัดบัญชีที่มีน้ำหนักและความแม่นยำมากขึ้นกว่าเดิมอย่างมีนัยสำคัญ กล่าวโดยสรุปแล้ว พ.ร.ฎ.ฉบับนี้ไม่ได้เปลี่ยนกรอบเวลาการทำงานของ AOC 1441 แต่เป็นการเพิ่มประสิทธิภาพกระบวนการทำงานภายในกรอบเวลาเดิมที่มีอยู่แล้วให้ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด   หากมองให้ลึกลงไปอีกชั้นหนึ่ง จุดแข็งที่สำคัญไม่แพ้กันของ พ.ร.ฎ.ฉบับนี้คือการขยายเป้าหมายของการปราบปรามจาก “ปลายน้ำ” ไปสู่ “ต้นน้ำ” ของขบวนการมิจฉาชีพ มาตรการปราบปรามสแกมเมอร์ที่ผ่านมาส่วนใหญ่มักมุ่งเน้นไปที่บัญชีม้าซึ่งเป็นเพียงปลายทางสุดท้ายที่รับโอนเงินจากเหยื่อ การตัดวงจรบัญชีม้าแม้จะได้ผลในระยะสั้น แต่มิจฉาชีพก็สามารถเปิดบัญชีใหม่ทดแทนบัญชีที่ถูกอายัดได้อยู่เสมอ สิ่งที่การเชื่อมโยงข้อมูลข้ามหน่วยงานเปิดทางให้ทำได้ในครั้งนี้คือการตรวจสอบย้อนกลับไปถึงรากของปัญหา นั่นคือนิติบุคคลปลอมที่ถูกจดทะเบียนขึ้นเพื่อบังหน้าการหลอกลงทุนหรือธุรกิจปลอมต่าง ๆ โดยอาศัยข้อมูลจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้าประกอบเข้ากับพฤติกรรมทางการเงินที่ผิดปกติซึ่ง ธปท.จับตาอยู่ เมื่อสองชุดข้อมูลนี้ถูกนำมาซ้อนทับกัน ภาพที่ปรากฏจึงไม่ใช่เพียงบัญชีปลายทางบัญชีเดียวอีกต่อไป หากแต่เป็นภาพรวมของทั้งเครือข่ายอาชญากรรม การตัดวงจรที่ต้นทางเช่นนี้ย่อมมีผลยับยั้งได้ยาวนานและลึกซึ้งกว่าการไล่ปิดบัญชีม้าทีละบัญชีอย่างไม่มีวันจบสิ้น   อย่างไรก็ตาม จุดแข็งของ พ.ร.ฎ.ฉบับนี้ที่มักถูกมองข้ามไปในหมู่ผู้ที่พูดถึงเพียงมิติของประสิทธิภาพ คือการรักษาสมดุลระหว่างอำนาจรัฐกับสิทธิส่วนบุคคลของประชาชนไว้อย่างรอบคอบ กฎหมายฉบับนี้ออกแบบมาให้การเปิดเผยข้อมูลเกิดขึ้นได้เฉพาะระหว่างหน่วยงานของรัฐด้วยกันเองเท่านั้น มิได้เปิดช่องให้ภาคเอกชนหรือบุคคลทั่วไปสามารถเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคลของประชาชนได้โดยตรงแต่อย่างใด และหน่วยงานที่ร้องขอข้อมูลไปนั้นยังมีหน้าที่ตามกฎหมายที่จะต้องรักษาข้อมูลดังกล่าวไว้อย่างเคร่งครัด ห้ามมิให้เปิดเผยต่อไปยังบุคคลภายนอกไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานของรัฐด้วยกันหรือไม่ก็ตาม    การรักษาข้อมูลส่วนบุคคลเช่นนี้ยังต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการที่เกี่ยวข้องกำหนดขึ้น ซึ่งจำเป็นต้องสอดคล้องกับมาตรฐานการรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์ในระดับสากลด้วย โครงสร้างเช่นนี้สำคัญยิ่งในเชิงความยั่งยืนของนโยบายสาธารณะ เพราะบทเรียนจากหลายประเทศชี้ให้เห็นว่ามาตรการปราบปรามอาชญากรรมใดก็ตามที่ละเลยสิทธิส่วนบุคคลของประชาชนมักเผชิญแรงต้านทานทางสังคมและถูกท้าทายทางกฎหมายในภายหลัง จนบางครั้งต้องถูกยกเลิกหรือลดทอนอำนาจลงไปในที่สุด การวางกรอบเปิดเผยข้อมูลแบบรัฐต่อรัฐเท่านั้น พร้อมพันธะผูกพันให้ต้องรักษาความลับอย่างเข้มงวด จึงเป็นเงื่อนไขสำคัญที่ช่วยให้กฎหมายฉบับนี้มีโอกาสถูกบังคับใช้ได้อย่างต่อเนื่องในระยะยาว โดยไม่ต้องเผชิญกับแรงเสียดทานจากความกังวลเรื่องการสอดส่องประชาชนเกินขอบเขตความจำเป็น   เมื่อประกอบทุกจุดแข็งเข้าด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ที่วัดผลได้จริงจากตัวเลขความเสียหายที่ลดลงต่อเนื่อง การปิดช่องโหว่ของวัฒนธรรมการเก็บข้อมูลแบบแยกส่วนที่เคยเป็นเกราะกำบังให้มิจฉาชีพ การยกระดับคุณภาพการตัดสินใจของเจ้าหน้าที่ภายในกรอบเวลาอันจำกัด การขยายเป้าหมายจากปลายน้ำไปสู่ต้นน้ำของขบวนการมิจฉาชีพ ตลอดจนการรักษาสมดุลระหว่างประสิทธิภาพกับสิทธิส่วนบุคคลไว้อย่างรอบคอบ    จะเห็นได้ว่า พ.ร.ฎ.ฉบับนี้มิได้เป็นเพียงเครื่องมือเสริมให้ศูนย์ AOC 1441 ทำงานได้เร็วขึ้นเพียงผิวเผินเท่านั้น หากแต่เป็นการแก้ปัญหาในระดับโครงสร้างที่ต้นตอแท้จริงของปัญหา นั่นคือวิธีคิดพื้นฐานของระบบราชการไทยที่เคยทำงานแบบแยกส่วนต่างคนต่างเก็บข้อมูลมาอย่างยาวนาน จุดแข็งที่แท้จริงของกฎหมายฉบับนี้จึงมิใช่ตัวเลขมูลค่าความเสียหายที่ลดลงเท่านั้น หากแต่คือการเปลี่ยนแปลงวิธีคิดพื้นฐานให้หน่วยงานรัฐบูรณาการทำงานเชื่อมโยงกันอย่างเป็นระบบ และหากประเทศไทยสามารถรักษาแนวโน้มเชิงบวกนี้ไว้ได้อย่างต่อเนื่องในระยะยาว ก็มีโอกาสสูงที่จะได้เห็นผลลัพธ์ในการปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ที่ยั่งยืนกว่ามาตรการเฉพาะหน้าที่เคยถูกนำมาใช้ในอดีตที่ผ่านมา   ------------------------------------------------------------------------

วันที่ 20 สิงหาคม 2569 ผศ.(พิเศษ) ดร.นพ. พลวรรธน์ วิทูรกลชิต ผู้ตรวจราชการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เข้าร่วมงานเวทีเสวนาครั้งที่ 2 แลกเปลี่ยนองค์ความรู้และเครือข่าย Data Center, AI และ Energy Management Technology ภายใต้โครงการศูนย์รวมผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีศูนย์ข้อมูล ปัญญาประดิษฐ์ และการจัดการพลังงานอัจฉริยะ ณ หอประชุมศาสตราจารย์ประสม รังสิโรจน สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง   สำหรับการเสวนาครั้งนี้จัดขึ้นเพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ติดตามความก้าวหน้าของโครงการ และร่วมระดมความคิดเห็นต่อแนวทางการพัฒนาอุตสาหกรรม Data Center, AI และ Energy Management Technology ของประเทศไทย ภายในงานมีกิจกรรมสำคัญ ได้แก่ การรายงานความก้าวหน้าของโครงการ DASHub การนำเสนอภาพรวมหลักสูตรอบรม การนำเสนอผลลัพธ์และตัวอย่างผลงานจากผู้เข้าร่วมกลุ่มนำร่อง รวมถึงกิจกรรม Networking และ Brainstorming เพื่อรวบรวมข้อเสนอแนะและแนวทางการขับเคลื่อนงานในอนาคต  

วันที่ 20 สิงหาคม 2569 นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานเปิดกิจกรรม ”#คนไทยรู้ทัน ซีซั่น 3“ ซึ่งจัดขึ้นโดย บริษัท TikTok (Thailand) จำกัด เพื่อมุ่งเน้นร่วมสร้างภูมิคุ้มกันภัยออนไลน์ให้กับประชาชน ณ SCBX Next Tech สยามพารากอน   รมว.ดีอี กล่าวว่า รัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้ความสำคัญต่อการป้องกันและปราบปรามภัยออนไลน์จากสแกมเมอร์ โดยความคืบหน้า 6 เดือน ที่ผ่านมา ปริมาณของภัยออนไลน์ลดลงกว่า 50 % จากความร่วมมือกันของทุกภาคส่วน    ขณะที่ในเวทีโลก ปัญหาภัยออนไลน์เป็นปัญหาที่ทั่วโลกกำลังเผชิญร่วมกัน ซึ่งตนได้นำเสนอแนวทางการแก้ไขปัญหาของประเทศไทย ซึ่งได้รับความสนใจจากนานาประเทศ และหันมาศึกษาในแนวทางดังกล่าว โดยยกให้ภาครัฐไทยเป็นผู้นำ   ”ผมขอขอบคุณความร่วมมือจากทุกภาคส่วนทั้งหน่วยงานรัฐ เอกชน และประชาชน ซึ่งวันนี้ได้ทำให้ตัวเลขมากกว่า 50 % นั้นเป็นมากกว่าจำนวนปริมาณสแกมเมอร์ที่ลดลง แต่หมายถึงการขับเคลื่อนแนวทางการป้องกันและปราบปรามภัยออนไลน์จากความร่วมมือกัน สร้างสภาพแวดล้อมด้านดิจิทัลที่ปลอดภัยให้กับคนไทยทุกคน พร้อมร่วมกันสร้างภูมิคุ้มกันให้กับคนไทย ด้วยการมุ่งมั่นทำให้คนไทยรู้ทันต่อภัยออนไลน์ เข้าใจถึงวิธีการของผู้ไม่หวังดี เข้าใจการใช้งานเทคโนโลยีในโลกออนไลน์มากยิ่งขึ้น“ รมว.ดีอี กล่าว

วันที่ 20 สิงหาคม 2569 นางสาวชมภารี ชมภูรัตน์ รองปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ร่วมกล่าวปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “Thailand’s Digital Future: Powering AI, Innovation and Investment through Thailand–China Partnership” ในการประชุม The 9th Bangkok–Shanghai Economic Conference 2026 (BSEC 2026) ภายใต้หัวข้อ Connecting Thailand and the Yangtze River Delta : Advancing Digital Economy Cooperation and Investment Opportunities ซึ่งจัดขึ้นโดย สถานกงสุลใหญ่ ณ นครเซี่ยงไฮ้ ร่วมกับคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนต่างประเทศนครเซี่ยงไฮ้ โดยมีนางสาวกษมา กองสมัคร รักษาการรองผู้อำนวยการใหญ่สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (ดีป้า) พร้อมด้วยผู้แทนภาครัฐ ภาคธุรกิจ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของไทยและจีน เข้าร่วม ณ นครเซี่ยงไฮ้ สาธารณรัฐประชาชนจีน   ในโอกาสนี้ รองปลัดกระทรวงดีอี ได้กล่าวถึงทิศทางการขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลของไทย โดยมุ่งพัฒนา AI โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ดาต้าเซ็นเตอร์ และคลาวด์ ควบคู่กับการส่งเสริมธรรมาภิบาล AI และการพัฒนากำลังคน เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ พร้อมมุ่งสู่การเป็นศูนย์กลางด้านดิจิทัล และปัญญาประดิษฐ์ของภูมิภาคที่เชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐาน นวัตกรรม และภาคอุตสาหกรรมเข้าด้วยกัน   พร้อมทั้งเน้นย้ำถึงศักยภาพที่ส่งเสริมกันระหว่างไทยกับจีน โดยเฉพาะเขตเศรษฐกิจสามเหลี่ยมปากแม่น้ำแยงซี (Yangtze River Delta: YRD) ซึ่งมีความโดดเด่นด้าน AI เทคโนโลยีขั้นสูง การผลิต และนวัตกรรม ในขณะที่ประเทศไทยมีฐานอุตสาหกรรมที่เข้มแข็ง โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่เติบโต และพื้นที่ที่เชื่อมโยงกับตลาดอาเซียนเข้าด้วยกัน    ดังนั้นจึงเป็นโอกาสอันดีในการขยายความร่วมมือด้านการลงทุน การถ่ายทอดเทคโนโลยี การพัฒนานวัตกรรม และบุคลากรดิจิทัล เพื่อสร้างการเติบโตร่วมกันทั้งสองประเทศ ซึ่งประเทศไทยพร้อมที่จะเป็นทั้งแหล่งลงทุน พันธมิตรด้านนวัตกรรม และประตูสู่อาเซียน  







 


ดีอี ร่วมแสดงความยินดี วันคล้ายวันสถาปนา กรมสรรพากร ครบรอบ 111 ปี . วันที่ 2 กันยายน 2569 นางสาวยุพาภรณ์ ศิริกิจพาณิชย์กูล ผู้ช่วยปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เข้าร่วมแสดงความยินดีเนื่องในโอกาสวันคล้ายวันสถาปนากรมสรรพากร ครบรอบ 111 ปี พร้อมร่วมสมทบทุนกิจกรรมสาธารณกุศล โดยมี นางสาวจิตรา ณีศะนันท์ ที่ปรึกษาด้านพัฒนาฐานภาษี (นักวิเคราะห์นโยบายและแผนทรงคุณวุฒิ) ให้การต้อนรับ ณ อาคารกรมสรรพากร เขตพญาไท กรุงเทพฯ.#กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม #ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม #DE    

วันที่ 2 กันยายน 2569 นายพชร อนันตศิลป์ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เข้าร่วมพิธีเปิดโครงการส่งเสริมการประสานความร่วมมือด้านการยุติธรรมของหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรม ซึ่งจัดขึ้นโดยศาลอาญา โดยมีนายจีระพัฒน์ พันธุ์ทวี อธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญา เป็นประธาน พร้อมร่วมการสัมมนาเชิงวิชาการ หัวข้อ “กระบวนการยุติธรรมกับการคุ้มครองประชาชนจากภัยออนไลน์” ร่วมด้วย นายรัฐวิชญ์ อริยพัชญ์ ผู้พิพากษาหัวหน้าแผนกคดีอาชญากรรมทางเทคโนโลยีในศาลอาญา นายเทพสุ บวรโชติดารา เลขาธิการ ปปง. พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผช.ผบ.ตร. นายชวรงค์ ลิมป์ปัทมปาณี ประธานสภาการสื่อมวลชนแห่งชาติ ดร.ปิติ ตัณฑเกษม กรรมการสมาคมธนาคารไทย และผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม   ปลัดกระทรวงดีอี กล่าวในตอนหนึ่งว่า “นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมให้ความสำคัญเป็นอย่างมากกับการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ โดยกระทรวงดีอี ได้ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็น ธปท. ปปง. ตร. กสทช. ธนาคาร ฯลฯ ในคณะกรรมการ ฯ ตาม พ.ร.ก.ป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี มาตรา 13 ร่วมกันกำหนดแนวทาง และดำเนินมาตรการป้องกันและปราบปรามภัยออนไลน์ ร่วมกับการบังคับใช้ พ.ร.บ.คอม ฯ ผ่านการทำงานเชื่อมโยงกับกระบวนการของศาลอาญา ในกระบวนการปิดกั้นเว็บไซต์ผิดกฎหมาย ได้อย่างรวดเร็ว   พร้อมกับการจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการเพื่อป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ศปอท.) หรือ ศูนย์ AOC 1441 ซึ่งให้ความช่วยเหลือประชาชน โดยการเป็นศูนย์กลางการบูรณาการทำงานร่วมกับ ตร. และธนาคาร ในการหยุดความเสียหายที่เกิดขึ้นจากภัยออนไลน์ ซึ่งประชาชนสามารถติดต่อระงับบัญชีธนาคารได้ทันที เพื่อถูกหลอกลวงโอนเงิน พร้อมประสาน ตร. ในการดำเนินคดี   ขณะเดียวกัน ในด้านการดูแลความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ของหน่วยงานรัฐ กระทรวงดีอี ได้ร่วมกับ สกมช. ดำเนินการตามมติ ครม. ขอให้หน่วยงานรัฐดำเนินการปิดระบบที่ไม่ได้ใช้ และเร่งรัดเปลี่ยน Username และ Password ในระบที่ใช้งานอยู่ทันที และควรเปลี่ยนใหม่เป็นประจำในทุก 2 สัปดาห์   “ปฏิเสธไม่ได้ว่า เมื่อเรามีการใช้งาน ทำกิจกรรมต่าง ๆ บนโลกออนไลน์ อาจต้องเผชิญกับภัยออนไลน์เช่นเดียวกัน สิ่งที่กระทรวงดีอี และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการป้องกันภัยออนไลน์นั้นเป็นระดับการป้องกันที่ดีที่สุด ในขณะเดียวกัน การสร้างความตระหนักรู้ ความเข้าใจเรื่องภัยออนไลน์ให้กับประชาชนถือเป็นสิ่งหนึ่งที่สำคัญเพื่อเป็นเกราะป้องกันตนเอง สิ่งสำคัญที่สุดคือ การมีสติ ระมัดระวัง ฉุกคิด หากเกิดเหตุ หรือการติดต่อที่น่าสงสัย ให้ตรวจสอบข้อมูลกับหน่วยงานทางการก่อน ปฏิบัติตามหลัก 4 ไม่ คือ ไม่กดลิงก์ ไม่เชื่อ ไม่รีบ ไม่โอน” ปลัดกระทรวงดีอี กล่าว

icon-sitemap    std-w1    std-w2    WCAG 2.0 (Level AA)
จำนวนผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์ Loading...


กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

เลขที่ 120 หมู่ 3 ชั้น 8-11 ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 (อาคาร ซี) ซอยแจ้งวัฒนะ 7 ถนนแจ้งวัฒนะ แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ 10210

facebook
instagram
twitter
youtube
rss
tiktok
threads
Icon Q&A
black ribbon.