Logo DE Ministry.
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
Ministry of Digital Economy and Society
Logo DE Ministry.
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
Ministry of Digital Economy and Society
ตัวช่วยเหลือในการเข้าถึงเว็บไซต์
ค้นหา




ภาพรวมงาน ศข. 1. โครงการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคมเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ กิจกรรมที่ 1 การขยายโครงข่ายอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงให้ครอบคลุมทั่วประเทศเพื่อสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจภายในประเทศ (โครงการเน็ตประชารัฐ)          1) การกำหนดพื้นที่เป้าหมายโครงการ          2) การดำเนินงานโครงการเน็ตประชารัฐในส่วนที่ ดศ. รับผิดชอบ          3) การขอย้ายจุดติดตั้ง           4) การสร้างการรับรู้และส่งเสริมการใช้ประโยชน์เน็ตประชารัฐกิจกรรมที่ 2 การดำเนินการเพิ่มประสิทธิภาพโครงข่ายอินเทอร์เน็ตระหว่างประเทศสู่การเป็นศูนย์กลางการแลกเปลี่ยนข้อมูลดิจิทัลของภูมิภาคอาเซียน (ASEAN Digital Hub)        กิจกรรมย่อยที่ 1 เสริมความแข็งแกร่งในประเทศและเขตติดต่อประเทศเพื่อนบ้าน       กิจกรรมย่อยที่ 2 ขยายความจุโครงข่ายเคเบิลใต้น้ำระหว่างประเทศที่มีอยู่เดิม       กิจกรรมย่อยที่ 3 สร้างเส้นทางโครงข่ายเคเบิลใต้น้ำระหว่างประเทศใหม่ 2. โครงการขยายอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิต ***************************************************** 1. โครงการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคมเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ          กิจกรรมที่ 1 การขยายโครงข่ายอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงให้ครอบคลุมทั่วประเทศเพื่อสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจภายในประเทศ (โครงการเน็ตประชารัฐ)  1) การกำหนดพื้นที่เป้าหมายโครงการ              กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดศ.) ได้ดำเนินการร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (สำนักงาน กสทช.) ได้จัดตั้งคณะทำงานกำหนดพื้นที่เป้าหมายภายใต้โครงการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคมเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ โดยได้วิเคราะห์สถานะการให้บริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงของประเทศไทยในปี พ.ศ. ๒๕๕๙ และกำหนดพื้นที่เป้าหมายโครงการเน็ตประชารัฐ ดังตารางข้างล่างนี้ 2) การดำเนินงานโครงการเน็ตประชารัฐในส่วนที่ ดศ. รับผิดชอบ       ดศ. และ บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) ได้ดำเนินการติดตั้งโครงข่ายสายเคเบิลใยแก้วนำแสง (Fiber Optic) (โครงข่ายเน็ตประชารัฐ) ไปยังหมู่บ้านเป้าหมาย 24,700 หมู่บ้าน พร้อมทั้งจัดให้มีจุดให้บริการอินเทอร์เน็ตแบบไร้สาย (Wi-Fi) โดยไม่คิดค่าใช้จ่ายกับผู้ใช้บริการ หมู่บ้านละ 1 จุดให้บริการ ที่ระดับความเร็วไม่ต่ำกว่า 30Mbps/10Mbps (Download/Upload) ซึ่งได้ดำเนินการติดตั้งโครงข่ายครอบคลุมหมู่บ้านเน็ตประชารัฐตามเป้าหมายสำเร็จครบจำนวน 24,700 หมู่บ้านแล้ว เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2560 และได้ให้บริการ Wi-Fi เน็ตประชารัฐ พร้อมดูแลบำรุงรักษาโครงข่ายจนถึงปัจจุบัน ทั้งนี้ เพื่อสร้างโอกาสให้ประชาชนในพื้นที่หมู่บ้านเน็ตประชารัฐ 24,700หมู่บ้าน เข้าถึงบริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงได้ ซึ่งโครงข่ายเน็ตประชารัฐที่รัฐบาลลงทุนสร้างขึ้นนี้เป็นโครงข่ายบรอดแบนด์แห่งชาติ (National Broadband Network) ถือเป็นโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่สำคัญของประเทศไทยที่สามารถใช้ในการต่อยอดการให้บริการอินเทอร์เน็ตไปยังหน่วยงานราชการ สถานประกอบการ และ บ้านเรือนประชาชน เพื่อให้สามารถใช้ประโยชน์เน็ตประชารัฐในการเข้าถึงข้อมูลและบริการออนไลน์ในด้านต่าง ๆ (เช่น ด้านการศึกษา สาธารณสุข และบริการภาครัฐ) เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิต และเพิ่มช่องทางด้านพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (e-Commerce) ค้าขายผลิตภัณฑ์ในท้องถิ่นออนไลน์ ยกระดับวิสาหกิจของชุมชนและเศรษฐกิจในภาพรวมของประเทศต่อไป       ทั้งนี้ระยะที่ใช้เน็ตประชารัฐได้มีประสิทธิภาพ ถ้าใช้อุปกรณ์โทรศัพท์มือถือหรือเครื่องแท็บเล็ตจะใช้ได้ที่ระยะรัศมีไม่เกิน 20 - 30 เมตร และถ้าใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ โน้ตบุ๊ค จะใช้ได้ที่ระยะไม่เกิน 50 - 80 เมตร โดยรัศมีการให้บริการจะลดลงถ้ามีสิ่งกีดขวางในพื้นที่จุดให้บริการ และขณะนี้ ดศ. อยู่ระหว่างการขอรับการจัดสรรงบประมาณการดูแลบำรุงรักษาโครงข่ายและให้บริการ Wi-Fi เน็ตประชารัฐเป็นระยะเวลา 5 ปี (2562 –2566) จากสำนักงาน กสทช. ตามแผนการจัดให้มีบริการโทรคมนาคมพื้นฐานโดยทั่วถึงและบริการเพื่อสังคม (แผน USO)  3) การขอย้ายจุดติดตั้ง       ดศ. ได้มีแนวทางการปฏิบัติกรณีขอย้ายจุดบริการอินเทอร์เน็ตแบบไร้สาย ซึ่งต้องเป็นความสมัครใจของสมาชิกในหมู่บ้านโดยการประชุมหารือร่วมกัน และให้คณะกรรมการของหมู่บ้านลงนามในหนังสือแสดงความจำนงขอย้ายจุดติดตั้งมายัง ดศ. และขอให้มีเอกสารประกอบการพิจารณา ดังนี้      3.1) รายงานการประชุม/ประชาคมหมู่บ้านในการขอย้ายจุดติดตั้งหรือหลักฐานที่แสดงว่าเป็นความต้องการของชาวบ้านโดยรวม พร้อมระบุสาเหตุการขอย้าย      3.2) ภาพถ่ายจุดติดตั้งเดิม      3.3) ภาพถ่ายสถานที่ที่ต้องการติดตั้งใหม่ทั้งนี้ ดศ. จะเป็นผู้พิจารณา และแจ้งให้ บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) ดำเนินการย้ายจุดติดตั้งต่อไป  4) การสร้างการรับรู้และส่งเสริมการใช้ประโยชน์เน็ตประชารัฐ      เนื่องจากพื้นที่หมู่บ้านเน็ตประชารัฐเป็นพื้นที่ห่างไกลที่ประชาชนในหมู่บ้านส่วนใหญ่ยังไม่มีความรู้ในการใช้ประโยชน์จากบริการอินเทอร์เน็ตอย่างคุ้มค่า ดังนั้น หลังจากที่มีการติดตั้งแล้ว ดศ. จึงได้มีกลไกการขับเคลื่อนการใช้ประโยชน์เน็ตประชารัฐอย่างต่อเนื่อง โดยกระทรวงฯ ได้ประสานความร่วมมือกับกระทรวงมหาดไทย กระทรวงศึกษาธิการ และสำนักนายกรัฐมนตรี และมีกลไกการขับเคลื่อนระดับจังหวัด โดยมีการพัฒนาวิทยากรแกนนำ จำนวน 1,033 คน เพื่อให้เป็นครูแม่ไก่ และได้ดำเนินการเสร็จเรียบร้อย เมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2560 และวิทยากรแกนนำได้ไปสร้างการรับรู้และถ่ายทอดความรู้ ความเข้าใจในการใช้ประโยชน์จากเน็ตประชารัฐให้แก่กลุ่มผู้นำชุมชนแล้วเสร็จเมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2561 รวมผู้เข้าร่วมกิจกรรมทั้งหมด 100,446 คน และยังได้ดำเนินการอบรมขยายผลการสร้างการรับรู้การใช้ประโยชน์จากเน็ตประชารัฐไปสู่ประชาชนในหมู่บ้านเป้าหมาย หมู่บ้านละไม่น้อยกว่า 50 คน โดยมีผู้เข้ารับการอบรมฯ ทั้งสิ้นจำนวน 1,224,623 คน           นอกจากนี้ ยังได้พัฒนาชาวบ้านในพื้นที่หมู่บ้านเน็ตประชารัฐ ที่มีจิตอาสาเป็นเครือข่ายการทำงานระดับพื้นที่ ให้เป็น “เครือข่ายเน็ตอาสาประชารัฐ” ทำหน้าที่รายงานข้อมูลข่าวสาร แจ้งเหตุ ติดต่อประสานงานระหว่างชาวบ้านในหมู่บ้านกับหน่วยงานรัฐ ผ่านแอปพลิเคชัน “เครือข่ายเน็ตอาสาประชารัฐ” โดยสามารถดาวน์โหลดแอปพลิเคชันผ่าน Play store และ App store และจัดอบรมหลักสูตร "การนำเข้าข่าวสารและองค์ความรู้ผ่านเว็บไซต์เน็ตประชารัฐ" ให้กับเจ้าหน้าที่ 22 หน่วยงานตามบันทึกข้อตกลง “ความร่วมมือเสริมสร้างการรับรู้สู่ชุมชน” เพื่อให้เจ้าหน้าที่สามารถใช้เป็นช่องทางหนึ่งในการเผยแพร่ข่าวสารอันเป็นประโยชน์แก่ประชาชนในพื้นที่ห่างไกล                                                                                         และขณะนี้อยู่ระหว่างการส่งเสริมการใช้งานแอปพลิเคชัน และการส่งเสริมให้มีการโพสต์ข้อมูลข่าวสาร แนะนำของดีชุมชนผ่านแอปพลิเคชันดังกล่าว ซึ่งทุกกิจกรรมจะได้รับคะแนนสะสมเพื่อแลกรับรางวัล รวมทั้งได้จัดกิจกรรมประกวดบทความ ภาพถ่าย และคลิปวีดีโอที่เกี่ยวข้องกับการใช้ประโยชน์เน็ตประชารัฐ และหมู่บ้านเน็ตประชารัฐ โดยผู้เข้าประกวดจะต้องเป็นประชาชนหรือเยาวชนในบริเวณเน็ตประชารัฐ ทั้งนี้ สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติม และติดตามข้อมูลผ่านทางแอปพลิเคชัน “เครือข่ายเน็ตอาสาประชารัฐ” และ เว็บไซต์ netpracharat.com ต่อไป                                                                            ทั้งนี้ ดศ. ได้ร่วมกับสำนักงาน กสทช. อยู่ระหว่างจัดทำแผนการพัฒนาด้านดิจิทัลให้กับประชาชนในพื้นที่เน็ตประชารัฐของทั้ง 2 หน่วยงาน (ภาพรวมทั้ง 24,700 หมู่บ้าน 3,920 หมู่บ้าน และ 15,732 หมู่บ้าน) เพื่อบรรจุไว้ในแผนปฏิบัติการภายใต้แผน USO   อนึ่งโครงการเน็ตประชารัฐได้รับรางวัลชนะเลิศ ประเภทโครงสร้างพื้นฐานสารสนเทศและการสื่อสาร (Information and Communication Infrastructure) ในงาน WorldSummiton theInformation Society (WSIS) Prized 2019 ที่จัดโดย ITU (องค์กรของ United Nations) จาก 284 โครงการทั่วโลกที่เข้าประกวด  

แผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ แผนการปฏิรูปประเทศ

ศูนย์บริการประชาชนหมายเลขโทรศัพ  ๐ ๒๑๔๒ ๑๓๖๑  (ติดต่อปรึกษาหารือคดีเกี่ยวกับการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. ๒๕๕๐ และที่แก้ไขเพิ่มเติม) โครงสร้างการบริหารงาน กองป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดทางเทคโนโลยีสารสนเทศ นายมานาชัย บุญเอก ตำแหน่ง ผู้อำนวยการกองป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดทางเทคโนโลยีสารสนเทศ หน้าที่และอำนาจ ปท.                 ๑. ดำเนินการเพื่อป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดทางเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารของประเทศ รวมทั้งเฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์เพื่อความมั่งคงปลอดภัยทางเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารของประทศ                ๒. ให้ความเห็นเพื่อประกอบการพิจารณาปรับปรุง และพัฒนากฎหมาย กฎ ระเบียบ และกำหนดมาตรการต่างๆ เกี่ยวกับการป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดทางเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารเพื่อรองรับการพัฒนาเทคโนโลยีสารเทศและการสื่อสาร                ๓. เสนอแนะและให้ความเห็นด้านความตกลงระหว่างประเทศเกี่ยวกับการป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดทางเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร                ๔. ประสานกับเครือข่ายและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดทางเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ทั้งในประเทศและต่างประเทศ                ๕. บรูณาการทำงานกับหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และหน่วยงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการการกระทำความผิดทางเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ทั้งในประเทศและต่างประเทศ                ๖. สืบสวน สอบสวน ดำเนินการรวบรวม จัดเก็บ วิเคราะห์และพิสูจน์หลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ทางเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร เพื่อนำไปใช้ในกระบวนการยุติธรรม                ๗. ให้คำปรึกษา แนะนำ เผยแพร่ความรู้ที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดทางเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร                ๘. ปฏิบัติงานร่วมกับหรือสนับสนุนการปฏิบัติงานของหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้องหรือที่ได้รับมอบหมาย โดยแบ่งงานภายในออกเป็น ๑ ฝ่าย ๗ กลุ่มงาน ดังนี้ ๑. ฝ่ายบริหารงานทั่วไป                 ๑.) ปฏิบัติหน้าที่เกี่ยวกับการบริหารงานทั่วไป งานสารบรรณ และงานธุรการของกอง                ๒.) ปฏิบัติหน้าที่เกี่ยวกับงานบุคคล งานการเงิน งานพัสดุและงานงบประมาณของกอง                 ๓.) ปฏิบัติงานร่วมกับหรือสนับสนุนการปฏิบัติงานของหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้องหรือได้รับมอบหมาย ๒. กลุ่มงานสนับสนุนงานสืบสวนคดีความมั่นคง                 ๑.) สืบสวน ดำเนินการรวบรวม จัดเก็บ วิเคราะห์หลักฐานทางเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารเพื่อนำไปใช้ในกระบวนการยุติธรรม รวมทั้งเพื่อวางแผนป้องกันและปราบปราม                ๒.) แสวงหาข้อมูลประกอบการดำเนินคดีในชั้นสอบสวน                ๓.) ปฏิบัติงานร่วมกับหรือสนับสนุนการปฏิบัติงานของหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้องหรือได้รับมอบหมาย ๓. กลุ่มงานสนับสนุนงานสืบสวนคดีทางเศรษฐกิจและสังคม                 ๑.) สืบสวน ดำเนินการรวบรวม จัดเก็บ วิเคราะห์หลักฐาน ข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์ และทางเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร เพื่อนำไปใช้ในกระบวนการยุติธรรม รวมทั้งเพื่อวางแผนป้องกันและปราบปราม                 ๒.) แสวงหาข้อมูลประกอบการดำเนินคดีในชั้นสอบสวน                ๓.) พิจารณาระงับการเผยแพร่เว็บไซต์ในด้านเศรษฐกิจและสังคม ที่มีลักษณะขัดต่อความสงบเรียบร้อย หรือศีลธรรมอันดีของประชาชน โดยการดำเนินการผ่านคณะกรรมการกลั่นกรองข้อมูลคอมพิวเตอร์                ๔.) ปฏิบัติงานร่วมกับหรือสนับสนุนการปฏิบัติงานของหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้องหรือได้รับมอบหมาย ๔. กลุ่มงานปฏิบัติการความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์                  ๑.) ตรวจสอบและวิเคราะห์ภัยคุกคามด้านความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์                 ๒.) สนันสนุนการดำเนินการตามกฎหมายว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์                 ๓.) ประสานงานแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารด้านความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์กับหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง                 ๔.) ปฏิบัติงานร่วมกับหรือสนับสนุนการปฏิบัติงานของหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้องหรือได้รับมอบหมาย ๕. กลุ่มงานความมั่นคงปลอดภัยทางเทคโนโลยีสารสนเทศ                  ๑.) เฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์เพื่อความมั่นคงปลอดภัยทางเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารของประเทศ                 ๒.) ศึกษา วิเคราะห์ เสนอแผน มาตรการ จัดทำหลักเกณฑ์ กำกับดูแล สนับสนุนและประสานงานด้านความมั่นคงปลอดภัยทางเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ระบบสารสนเทศเครือข่ายคอมพิวเตอร์ รวมทั้งเครือข่ายอินเทอร์เน็ตของประเทศ                 ๓.) เสนอแนะและให้ความเห็นด้านความตกลง ประสารงานและบูรณาการการทำงานด้านความมั่นคงปลอดภัยทางเทคโนโลยีสารสนเทศกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งในและต่างประเทศ                 ๔.) ปฏิบัติงานร่วมกับหรือสนับสนุนการปฏิบัติงานของหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้องหรือได้รับมอบหมาย ๖. กลุ่มงานวิเคราะห์และพิสูจน์หลักฐานทางเทคโลโนยีสารสนเทศ                  ๑.) สนับสนุนและปฏิบัติการด้านเทคนิคในการสืบสวน รวบรวม จัดเก็บหลักฐาน วิเคราะห์และตรวจพิสูจน์หลักฐานการกระทำความผิดทางเทคโนโลยีสารสนเทศ                 ๒.) ดำเนินการพัฒนาระบบ กำหนดรูปแบบ มาตรฐานด้านการตรวจพิสูจน์หลักฐานทางเทคโนโลยีสารสนเทศ                 ๓.) สนับสนุนการพิสูจน์หลักฐานทางเทคโนโลยี                 ๔.) ปฏิบัติงานร่วมกับหรือสนับสนุนการปฏิบัติงานของหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้องหรือได้รับมอบหมาย ๗. กลุ่มงานประสานงานด้านกฎหมาย                                 ๑.) ให้ความเห็นเพื่อประกอบการพิจารณาปรับปรุง และพัฒนากฎหมาย กฎ ระเบียบ และกำหนดมาตรการต่างๆ เกี่ยวกับการป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดทางเทคโนโลยีสารสนเทศ และการสื่อสารเพื่อรองรับการพัฒนาทางเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร                 ๒.) รวบรวมพยานหลักฐานเพื่อดำเนินการให้เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง                 ๓.) ประสานและสร้างเครือข่ายที่เกี่ยวข้องกับหน่วยงานที่บังคับใช้กฎหมาย                 ๔.) ปฏิบัติงานร่วมกับหรือสนับสนุนการปฏิบัติงานของหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้องหรือได้รับมอบหมาย    


                     กระทรวงดิจิทัลฯ ปักหมุด ต.ค. นี้ เปิดตัวศูนย์ต้านข่าวปลอม (เฟคนิวส์ เซ็นเตอร์) พร้อมจัดทำช่องทางรับแจ้งและชี้แจงผ่านเว็บไซต์ เพจเฟซบุ๊ก และไลน์ มั่นใจเพิ่มความรวดเร็วในการตรวจสอบและสกัดการแพร่กระจายข้อมูลเท็จได้ใน 1-2 ชั่วโมง พร้อมตอบรับพฤติกรรมการสื่อสารของไลฟ์สไตล์ยุคดิจิทัล                      นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) กล่าวว่า วันนี้ (21 ส.ค. 2562) ได้มีการประชุมนัดแรก เพื่อหารือแนวทางการจัดตั้ง “คณะกรรมการประสานงานและแก้ไขปัญหาข่าวปลอมที่กระทบต่อความปลอดภัย ในชีวิตและทรัพย์สินประชาชน” ซึ่งกระทรวงฯ เตรียมจะแต่งตั้งขึ้น โดยในระยะแรกจะดึงตัวแทนจากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องกว่า 25 หน่วยงาน โดยเฉพาะตัวแทนจากสมาคมภาคสื่อสารมวลชน ประชาสังคม มหาวิทยาลัย และผู้ที่มีความสนใจและมีการทำงานเกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาข่าวปลอมต่างๆ เข้ามาร่วมเป็นคณะกรรมการ โดยมีนางสาวอัจฉรินทร์ พัฒนพันธ์ชัย ปลัดกระทรวงดิจิทัลฯ เป็นประธานกรรมการ และนาวาอากาศเอก สมศักดิ์ ขาวสุวรรณ์ รองปลัดกระทรวงฯ เป็นรองประธานกรรมการ                        หัวข้อหลักในการประชุมวันนี้ ได้แก่ 1. การหารือเกี่ยวกับกรอบการจัดตั้งศูนย์ และกรอบการทำงาน ว่าจะรับผิดชอบเนื้อหาในกลุ่มใดบ้างที่กระทบสังคมไทยโดยรวม 2. รูปแบบการทำงานของศูนย์ฯ ซึ่งจะเน้นการมีส่วนร่วมของประชาชน และการสื่อสารข้อมูลที่ชัดเจน ถูกต้องกับประชาชนทันทีที่ได้รับการตรวจสอบยืนยันจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้มีการแชร์ข้อมูลที่ถูกต้องออกไป ลดการแพร่กระจายของข่าวปลอม หรือข้อมูลเท็จได้ในเวลารวดเร็วขึ้น                      “ที่ประชุมวันนี้ ยังคุยกันเรื่องชื่ออย่างเป็นทางการของศูนย์แห่งนี้ เพื่อสื่อสารให้เกิดความเข้าใจร่วมกันถึงบทบาทการทำงานของศูนย์ในการทำงานเชิงนโยบาย เพื่อรับมือและแก้ไขปัญหาข่าวปลอม รวมถึงข้อมูลเท็จที่มีผลกระทบต่อสังคม ที่ผ่านมา ผมเรียกชื่ออย่างไม่เป็นทางการว่า ศูนย์เฟคนิวส์ (Fake News Center) เพราะเป็นคำที่หลายประเทศทั่วโลกใช้เรียกชื่อหน่วยงานด้านนี้อยู่แล้ว ในการประชุมครั้งต่อไป น่าจะได้ข้อสรุปเกี่ยวกับชื่อศูนย์ฯ” นายพุทธิพงษ์กล่าว                       โดยกระทรวงฯ ตั้งเป้าว่าการจัดตั้งศูนย์จะเกิดขึ้นได้อย่างเป็นรูปธรรม ภายในเดือนตุลาคมนี้ พร้อมกับเปิดช่องทางเว็บไซต์ ไลน์ และเพจเฟซบุ๊กของศูนย์ฯ เพื่อสื่อสารแบบ 2 ทางกับประชาชน ทั้งการรับแจ้งข่าวปลอม/ข้อมูลเท็จ และชี้แจงข้อมูลถูกต้องที่ผ่านการตรวจสอบยืนยันแล้วจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับข่าวนั้นๆ ช่องทางสื่อสารเหล่านี้สอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภคยุคปัจจุบัน อีกทั้งสามารถดูย้อนหลังได้สำหรับข่าวที่มีการยืนยันข้อมูลที่ถูกต้อง (verify) แล้ว สามารถเอาไปแชร์ต่อ ช่วยกันเป็นเครือข่ายในการขยายผลได้ ดังนั้นน่าจะได้รับความนิยมจากผู้แจ้งข้อมูล และนำข้อมูลที่ถูกต้องไปแชร์ต่อในวงกว้างอย่างรวดเร็ว                           โดยตั้งเป้าความรวดเร็วในการตรวจสอบข่าวปลอม และชี้แจงข้อมูลที่ถูกต้อง จะทำได้ในเวลาไม่เกิน 2 ชั่วโมง และภายใน 3 เดือนแรกของการจัดตั้งศูนย์ฯ จะตรวจสอบยืนยันให้ได้ภายใน 1 - 2 ชั่วโมง ทั้งนี้ จะมีการขอรายชื่อบุคคลที่ติดต่อได้ (Contact Person) อย่างน้อย 2 คน ที่สามารถติดต่อได้ตลอด 24 ชั่วโมง จากทุกหน่วยงานราชการ เพื่อร่วมยืนยันข้อมูลในเบื้องต้น เชื่อว่าจะเป็นแนวทางที่ปิดจุดอ่อนปัญหาเฟคนิวส์ จากเดิมที่กว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้อจะชี้แจงต้องใช้เวลาเป็นวัน ซึ่งความเสียหายผ่านโซเชียลแพร่กระจายไปแล้ว                            ขณะเดียวกัน แพลตฟอร์มโซเชียลระดับโลกต่างก็มีมาตรฐานสากลในเรื่องการตรวจสอบข่าวปลอมอยู่แล้ว ดังนั้น นอกเหนือจากทำงานด้านนี้เองในไทย ถ้าเราสามารถทำได้ในระดับมาตรฐานนั้น ก็จะได้รับความร่วมมือจากเจ้าของแพลตฟอร์มระดับโลกต่าง ๆ โดยแสดงการยืนยันข้อมูลที่ถูกต้องจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างเป็นทางการ สื่อโซเชียลยักษ์ใหญ่ ก็จะ link ข้อมูลเข้าไป และขึ้นให้ว่าเป็นข่าวปลอม ซึ่งก็จะช่วยสกัดการแพร่กระจายในวงกว้างได้อย่างรวดเร็วอีกด้วย                          นายพุทธิพงษ์ กล่าวอีกว่า ยังได้มีการหารือเบื้องต้นกับบริษัท ไลน์ (Line) เพื่อหาแนวทางความร่วมมือที่ศูนย์ฯ แห่งนี้จะมีการเปิด Line Official เพื่อให้สามารถเข้าถึงคนได้จำนวนมากหลักล้านคน เพิ่มประสิทธิภาพในการรับแจ้งข้อมูลข่าวปลอม ซึ่งผู้บริหารของไลน์ ก็ยินดีที่จะสนับสนุน เพราะเป็นแพลตฟอร์มที่ได้รับความนิยมใช้งานจากคนไทยอย่างมาก และที่ผ่านมามีข่าวปลอมแพร่กระจายผ่านช่องทางนี้ในระดับหนึ่ง ซึ่งการทำงานร่วมกันจะเป็นประโยชน์ได้ทั้งสองฝ่าย                     “ในการประชุมครั้งหน้า เราจะมีการจัดกลุ่มการทำงาน โดยแบ่งคนทำงาน ออกเป็น 4 คณะย่อย เพื่อช่วยทำงานในเรื่องการกลั่นกรอง และดำเนินการให้เป็นรูปธรรมว่าแต่ละคณะจะครอบคลุมเรื่องใดบ้าง” รมว.ดิจิทัลกล่าว  ************************

ว่าที่ร้อยตรี ธนะสิทธิ์ เอี่ยมอนันชัย ผู้บริหารเทคโนโลยีสารสนเทศระดับสูง ระดับกระทรวง ของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (Ministry Chief Information Officer : MCIO) ผู้บริหารเทคโนโลยีสารสนเทศระดับสูง ระดับกรม ของสำนักงานปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม(Department Chief Information Officer : DCIO)ดำรงตำแหน่ง ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2568 - ปัจจุบัน ประวัติการศึกษา ๐ ระดับปริญญาโท : วิทยาศาสตร์มหาบัณฑิต สาขาวิชาเทคโนโลยีที่เหมาะสมเพื่อการพัฒนาทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม (วท.ม.) มหาวิทยาลัยมหิดล พ.ศ. 2542 - พ.ศ. 2547 หลักสูตร : นบส.1 รุ่นที่ 86 หลักสูตร : นบส.2 รุ่นที่ 11 ๐ ปริญญาตรี วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร พ.ศ. 2563 (วปอ.63 ) ๐ ระดับปริญญาตรี : วิทยาศาสตร์บัณฑิต สาขาวิชาฟิสิกส์ (วท.บ.) (ฟิสิกส์) มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ พิษณุโลก พ.ศ. 2527 - พ.ศ. 2531 ประสบการณ์การดำรงตำแหน่ง ๐ 22 ธันวาคม 2568 - ปัจจุบัน : รองปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ๐ 20 มีนาคม พ.ศ. 2568 – 21 ธันวาคม 2568 : ผู้ตรวจราชการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (นักบริหารระดับสูง) ๐ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2560 - 19 มีนาคม พ.ศ. 2568 : รองอธิบดี (นักบริหารระดับต้น) ๐ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2558 – 14 ธันวาคม พ.ศ. 2560 : ผู้อำนวยการศูนย์อุตุนิยมวิทยา ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง (อำนวยการระดับสูง) กรมอุตุนิยมวิทยา ๐ 3 มีนาคม – 4 ตุลาคม พ.ศ. 2558 : ผู้อำนวยการศูนย์อุตุนิยมวิทยา ภาคเหนือ (อำนวยการระดับสูง) กรมอุตุนิยมวิทยา เครื่องราชอิสริยาภรณ์ ประถมาภรณ์ช้างเผือก ช่องทางการติดต่อ 02-1416656 (ในวันและเวลาราชการ) E-mail : pr@mdes.go.th







icon-sitemap    std-w1    std-w2    WCAG 2.0 (Level AA)
จำนวนผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์ Loading...


กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

เลขที่ 120 หมู่ 3 ชั้น 8-11 ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 (อาคาร ซี) ซอยแจ้งวัฒนะ 7 ถนนแจ้งวัฒนะ แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ 10210

facebook
instagram
twitter
youtube
rss
tiktok
threads
Icon Q&A
black ribbon.