Logo DE Ministry.
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
Ministry of Digital Economy and Society
Logo DE Ministry.
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
Ministry of Digital Economy and Society
ตัวช่วยเหลือในการเข้าถึงเว็บไซต์
ค้นหา




นางสาวแนน บุณย์ธิดา สมชัย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ให้สัมภาษณ์รายการ “NBT มีคำตอบ” ในประเด็นการสร้างภูมิคุ้มกันให้ประชาชนรู้เท่าทันกลโกงในรูปแบบต่าง ๆ ช่องทางการเกิดอาชญากรรมออนไลน์ พร้อมการดำเนินงานของศูนย์ AOC 1441 ซึ่งได้บูรณาการการทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ กำหนดมาตรการสกัดกั้นช่องทางการก่อเหตุของ “สแกมเมอร์” ณ สตูดิโอ ชั้น 2 อาคารศูนย์ปฏิบัติการแพร่ภาพออกอากาศ การกระจายเสียงวิทยุและการให้บริการข้อมูลข่าวสารภาครัฐ สถานีโทรทัศน์แห่งประเทศไทย สถานีโทรทัศน์แห่งประเทศไทย (NBT) ถ.วิภาวดีรังสิต กทม.

วันที่ 5 ตุลาคม 2569 นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) พร้อมด้วย นางสาวชมภารี ชมภูรัตน์ รองปลัดกระทรวงดีอี ร่วมหารือกับ มูลนิธิรณรงค์หยุดพนัน (มรพ.) เครือข่ายเด็กรุ่นใหม่ไม่พนัน เครือข่ายสร้างเสริมสุขภาพเยาวชน และมูลนิธิเด็กเยาวชนและครอบครัว ในประเด็นแนวทางการแก้ไขปัญหาพนันออนไลน์ โดยมี นายธนากร คมกฤษ เลขาธิการมูลนิธิรณรงค์หยุดพนัน พร้อมด้วยเครือข่ายภาคประชาชนและเยาวชนเข้าร่วม ณ ห้องประชุม 203 ชั้น 2 อาคารกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และผ่านระบบออนไลน์   การหารือดังกล่าว เครือข่ายต่อต้านการพนันได้นำเสนอและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับแนวทางป้องกันและแก้ไขปัญหาพนันออนไลน์ โดยเฉพาะการลดการเข้าถึงเว็บไซต์พนัน ตลอดจนการป้องกันผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับเด็ก เยาวชน และประชาชน ขณะที่กระทรวงดีอีพร้อมนำข้อเสนอดังกล่าวมาประกอบการกำหนดแนวทางดำเนินงานที่เกี่ยวข้องต่อไป   รมว.ดีอี กล่าวว่า กระทรวงดีอีได้ให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาพนันออนไลน์ และรู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งในการบูรณาการทำงานร่วมกับภาคประชาสังคม และเครือข่ายการต่อต้านการพนัน โดยมุ่งเน้นการเปิดพื้นที่ให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการแจ้งข้อมูลและเบาะแส ประสบการณ์ที่พบเห็นเกี่ยวกับการพนันออนไลน์ เพื่อรวบรวมเป็นข้อมูลสำหรับการเฝ้าระวังและดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป   สำหรับแนวทางดำเนินงานร่วมกับเครือข่ายภาคประชาสังคม ประกอบด้วย 4 ด้านสำคัญ ได้แก่ 1. กระทรวงดีอี พร้อมเปิดพื้นที่ให้ประชาชน เยาวชน มีส่วนร่วม โดยจัดให้มีกลไกหรือช่องทางที่ประชาชนทุกเพศ ทุกวัย สามารถแจ้งข้อมูล เบาะแส หรือประสบการณ์ที่พบเห็นเกี่ยวกับการพนันออนไลน์ เพื่อให้ภาครัฐสามารถนำข้อมูลไปใช้ประโยชน์ในการเฝ้าระวังและป้องกันปัญหาได้อย่างรวดเร็ว 2. จัดตั้งคณะทำงานเพื่อรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูล นำข้อมูลและประสบการณ์ที่ได้รับแจ้งจากประชาชนมาประมวลผลและประสานความร่วมมือกับแพลตฟอร์มดิจิทัลต่าง ๆ อาทิ TikTok Meta เพื่อจัดทำเป็นข้อมูลสำหรับการเฝ้าระวัง และส่งต่อให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ต่อไป   3. ประสานความร่วมมือกับแพลตฟอร์ม Search Engine เพื่อดำเนินมาตรการเชิงรุกในการลดการเข้าถึงเว็บไซต์หรือข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการพนันออนไลน์ ผ่านช่องทางการค้นหาบนแพลตฟอร์มดิจิทัล   4. บูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงมหาดไทย และหน่วยงานด้านความมั่นคง เพื่อสร้างความตระหนักรู้และส่งเสริมทักษะการรู้เท่าทันภัยพนันออนไลน์ โดยเฉพาะในกลุ่มเด็ก เยาวชน และนักศึกษา ตลอดจนสร้างความปลอดภัยในการใช้สื่อสังคมออนไลน์   ที่ผ่านมากระทรวงดีอี มีมาตรการระงับการแพร่หลายข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่ผิดกฎหมาย รวมถึงแพลตฟอร์มที่เกี่ยวข้องกับพนันออนไลน์ โดยอาศัยข้อมูลจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) ควบคู่กับมาตรการเชิงรุกของกระทรวงฯ ที่นำเทคโนโลยี AI มาใช้ในการตรวจสอบและค้นหาเว็บไซต์พนัน รวมถึงเปิดช่องทางให้ประชาชนแจ้งเบาะแส โดยในปีงบประมาณ 2569 (ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2568 – กันยายน 2569) มีคำสั่งศาลเพื่อปิดกั้น URL ที่เกี่ยวข้องกับการพนันออนไลน์แล้วรวม 835,207 รายการ แบ่งเป็นข้อมูลจากมาตรการเชิงรุกของกระทรวงดีอี จำนวน 749,546 รายการ และข้อมูลจากตร. จำนวน 85,661 รายการ พร้อมกันนี้ กระทรวงดีอีได้ประสานความร่วมมือกับแพลตฟอร์มดิจิทัลต่าง ๆ ปิดกั้นจำนวน 109,868 รายการ รวมการปิดกั้น URL ที่เกี่ยวข้องกับพนันออนไลน์ทั้งหมดเป็นจำนวน 945,075 รายการ   “การแก้ไขปัญหาพนันออนไลน์ รวมทั้ง URL ที่ผิดกฎหมายต่าง ๆ ไม่สามารถดำเนินการโดยหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งได้ แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน โดยเฉพาะประชาชนซึ่งเป็นกำลังสำคัญในการแจ้งข้อมูลและเบาะแส ขณะที่ภาครัฐจะนำข้อมูลดังกล่าวมาพัฒนาเป็นระบบเฝ้าระวัง และประสานความร่วมมือกับแพลตฟอร์มและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การป้องกันและแก้ไขปัญหาพนันออนไลน์เป็นไปอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ” รมว.ดีอี กล่าวในตอนท้าย   -------------------------------------------------------------------------

ช่วงที่นักศึกษาจบใหม่กำลังมองหาโอกาสเริ่มต้นชีวิตการทำงาน ถือเป็นช่วงเวลาที่มิจฉาชีพใช้เป็นช่องทางในการหลอกลวงมากที่สุด เพราะความต้องการมีงานทำและรายได้ที่รวดเร็ว ทำให้หลายคนเผลอเชื่อข้อเสนองานที่ดูดีเกินจริง จนสูญเสียเงิน ข้อมูลส่วนบุคคล หรือแม้แต่ตกเป็นเครื่องมือของขบวนการอาชญากรรมออนไลน์โดยไม่รู้ตัว   กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) โดย AOC 1441 ขอเตือนให้ประชาชน โดยเฉพาะนักศึกษาจบใหม่และผู้ที่กำลังหางาน ระมัดระวังการรับข้อเสนองานจากสื่อสังคมออนไลน์ กลุ่มหางาน หรือข้อความที่ติดต่อมาโดยตรง เพราะปัจจุบันมิจฉาชีพมีการปรับเปลี่ยนรูปแบบการหลอกลวงให้แนบเนียนมากขึ้น ทั้งการชักชวนลงทุน การหลอกให้ทำภารกิจเพื่อรับค่าตอบแทน หรืออ้างว่าเป็นงานช่วยเหลือองค์กรที่ให้ผลตอบแทนสูง   3 ประเภทงานที่ต้องระวัง    1. งานพาร์ทไทม์ รายได้สูง ทำง่าย  มักอ้างว่าเพียงกดไลก์ รีวิวสินค้า หรือทำภารกิจไม่กี่นาทีก็ได้รับค่าตอบแทน แต่สุดท้ายจะหลอกให้โอนเงินเพื่อปลดล็อกภารกิจ หรือชวนลงทุนเพิ่มเพื่อรับผลตอบแทนที่สูงขึ้น   2. งานลงทุน ผลตอบแทนเกินจริง ชักชวนลงทุนผ่านแพลตฟอร์มหรือแอปพลิเคชันที่ไม่น่าเชื่อถือ อ้างกำไรสูงในระยะเวลาอันสั้น ก่อนหลอกให้โอนเงินเพิ่มเรื่อย ๆ และไม่สามารถถอนเงินคืนได้ 3. งานช่วยองค์กรหรือบริษัท อ้างว่าให้ช่วยรับ-โอนเงิน เปิดบัญชี หรือทำธุรกรรมแทนองค์กร โดยเสนอค่าตอบแทนสูง ทั้งที่แท้จริงอาจเป็นการใช้บัญชีของผู้สมัครเป็น "บัญชีม้า" หรือเกี่ยวข้องกับการฟอกเงิน   3 งานอันตราย ที่อาจพาเข้าสู่ขบวนการมิจฉาชีพ • รับงานเปิดบัญชีธนาคารหรือเปิดพอร์ตสินทรัพย์ดิจิทัล (คริปโตเคอร์เรนซี) เพื่อให้บุคคลอื่นนำไปใช้ทำธุรกรรมผิดกฎหมาย • รับจ้างหิ้วหรือขนส่งสินค้า โดยไม่ทราบว่าภายในอาจเป็นสินค้าผิดกฎหมาย หรือสิ่งของที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด • ชักชวนไปทำงานต่างประเทศ พร้อมเสนอรายได้สูงผิดปกติ โดยไม่มีข้อมูลบริษัทหรือสัญญาจ้างที่ชัดเจน ซึ่งอาจนำไปสู่การค้ามนุษย์หรือการถูกบังคับทำงานผิดกฎหมาย   ก่อนรับงาน ตรวจสอบให้รอบคอบ AOC 1441 แนะนำ 3 วิธีป้องกันตนเองจากมิจฉาชีพ ได้แก่ • ตรวจสอบชื่อบริษัท เว็บไซต์ และประวัติการดำเนินงานจากหลายแหล่งข้อมูลก่อนสมัครงาน • ปฏิเสธงานที่ขอใช้ชื่อ บัญชีธนาคาร หรือข้อมูลส่วนบุคคลของตนเองไปทำธุรกรรมแทนองค์กรหรือบุคคลอื่น • พิจารณาความสมเหตุสมผลของลักษณะงานและค่าตอบแทน หากรายได้สูงเกินจริง ใช้เวลาทำน้อย หรือไม่ต้องมีคุณสมบัติใด ๆ ควรตั้งข้อสงสัยไว้ก่อน   อย่างไรตาม หากพลาดตกเป็นผู้เสียหายจากมิจฉาชีพแล้ว ควรโทรแจ้งสายด่วน AOC 1441 ทันทีได้ตลอด 24 ชั่วโมง และแจ้งความ แจ้งธนาคารโดยเร็วที่สุด เพราะยิ่งดำเนินการเร็วเท่าไร โอกาสติดตามเงินคืนยิ่งมีสูงขึ้นเท่านั้น   การเริ่มต้นทำงานถือเป็นก้าวสำคัญของชีวิต แต่ไม่ควรแลกมาด้วยความเสี่ยงจากการถูกหลอกลวง ทุกครั้งที่ได้รับข้อเสนองาน ควรตรวจสอบข้อมูลให้รอบด้าน ใช้สติในการตัดสินใจ และอย่าหลงเชื่อข้อเสนอที่ดูดีเกินจริง เพราะในโลกออนไลน์ "โอกาสที่ดี" มักมาพร้อมข้อมูลที่ตรวจสอบได้เสมอ หากเราคิดให้รอบคอบก่อนตัดสินใจ ก็จะช่วยป้องกันทั้งทรัพย์สิน ข้อมูลส่วนบุคคล และไม่ตกเป็นเครื่องมือของมิจฉาชีพโดยไม่รู้ตัว   -------------------------------------------------------------------

วันที่ 6 ตุลาคม 2569 นางสาวชมภารี ชมภูรัตน์ รองปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เข้าร่วมการประชุมเพื่อพิจารณาจัดทำรายละเอียดแผนแม่บทระบบป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (National Anti-Fraud Master Plan) ครั้งที่ 1/2569 โดยมีนายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง เป็นประธาน ร่วมด้วย ผู้บริหารหน่วยงาน และผู้ที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ณ ห้องประชุม 401 ชั้น 4 อาคาร 150 ปี กระทรวงการคลัง    ทั้งนี้ที่ประชุมได้หารือการติดตามความคืบหน้าการดำเนินการเพื่อยกระดับกระบวนการตรวจสอบธุรกรรมต้องสงสัย พร้อมกับจัดตั้งคณะทำงาน ที่ประกอบด้วยตัวแทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และผู้ปฏิบัติงานจริง ในการจัดทำรายละเอียดและการออกแบบระบบป้องกันและปราบปรามฯ เพื่อให้ระบบมีความสอดคล้องกันตั้งแต่ต้น และสามารถนำไปปฏิบัติงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานได้จริง โดยมีเป้าหมายยกระดับกระบวนการทำงานจาก “การติดตามเงินหลังเกิดเหตุ” ไปสู่ “การสกัดกั้นให้เร็วที่สุด”

วันที่ 6 ตุลาคม 2569 นายพชร อนันตศิลป์ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการขับเคลื่อนการเข้าเป็นภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการต่อต้านอาชญากรรมไซเบอร์ ครั้งที่ 3/2569 เพื่อติดตามความคืบหน้าและหารือแนวทางการดำเนินงานเพื่อเตรียมความพร้อมให้ประเทศไทยเข้าเป็นภาคีอนุสัญญาดังกล่าว ซึ่งถือเป็นกรอบความร่วมมือระหว่างประเทศในการป้องกันและปราบปรามภัยคุกคามทางไซเบอร์อย่างเป็นระบบ โดยมี นางสาวชมภารี ชมภูรัตน์ รองปลัดกระทรวงดีอี นางสาวยุพาภรณ์ ศิริกิจพาณิชย์กูล ผู้ช่วยปลัดกระทรวงดีอี และผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ณ ห้องประชุม 02/11 ชั้น 2 กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

วันที่ 7 ตุลาคม 2569 นายพชร อนันตศิลป์ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เข้าร่วมแสดงความยินดีเนื่องในโอกาส วันคล้ายวันสถาปนา กรมบัญชีกลาง ครบรอบ 136 ปี พร้อมร่วมสมทบทุน โดยมี นางสาวทิวาพร ผาสุข รองอธิบดีกรมบัญชีกลาง รักษาการในตำแหน่งที่ปรึกษาด้านพัฒนาระบบการเงินการคลัง และเจ้าหน้าที่ ให้การต้อนรับ ณ ห้องโถงกลาง ชั้น 21 อาคาร 150 ปี กระทรวงการคลัง

วันที่ 7 ตุลาคม 2569 นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เข้าร่วมการประชุมกองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ (บกปภ.ช.) เพื่อติดตามสถานการณ์และการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย และแนวทางเตรียมความพร้อมรับมือการเกิดอุทกภัยในพื้นที่อื่น ๆ ทั่วประเทศ โดยมีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธาน พร้อมด้วยคณะรัฐมนตรี ผู้บริหารหน่วยงาน และผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ณ ห้องประชุม 1 ปภ. ชั้น 5 อาคาร 3 กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ถนนอู่ทองนอก เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร    ทั้งนี้ในส่วนของกระทรวงดีอี ได้เตรียมความพร้อมการบูรณาการข้อมูลและการทำงานระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะการเชื่อมโยงระบบการแจ้งเตือนภัย ระบบสื่อสารโทรคมนาคม สนับสนุนการทำงานของผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่ รวมทั้งการเชื่อมโยงระบบข้อมูลต่าง ๆ ในศูนย์พักพิง

วันที่ 7 ตุลาคม 2569 นางสาวชมภารี ชมภูรัตน์ รองปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เข้าร่วมแสดงความยินดีเนื่องในโอกาสวันคล้ายวันสถาปนา สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ครบรอบ 15 ปี โดยมี ศาสตราจารย์คลินิก นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธานกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ และเจ้าหน้าที่ กสทช. ให้การต้อนรับ ณ สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ

สายโทรศัพท์ดังขึ้นราวสิบโมงเช้า ขณะที่อดีตข้าราชการวัยเกษียณท่านหนึ่งกำลังนั่งจิบกาแฟอยู่ที่บ้านอย่างสบายใจ ปลายสายเป็นเสียงสุภาพของคนที่บอกว่าโทรมาจากหน่วยงานดูแลสิทธิหลังเกษียณ ก่อนจะเรียกชื่อและนามสกุลของท่านได้ถูกต้องทุกตัวอักษร ตามด้วยข้อมูลส่วนตัวอีกสองสามอย่างที่คนแปลกหน้าไม่น่าจะรู้ แล้วจึงบอกข่าวดีว่าท่านมีสิทธิได้รับเงินช่วยเหลือก้อนหนึ่ง ติดอยู่เพียงเรื่องเดียวคือต้องทำตามขั้นตอนให้เรียบร้อยก่อนหมดเวลา ฟังดูไม่มีอะไรผิดปกติเลยสักนิดใช่ไหม   สำหรับคนที่ใช้ชีวิตการงานอยู่ในระบบราชการมาหลายสิบปี การได้ยินชื่อหน่วยงานรัฐพร้อมข้อมูลที่ตรงเป๊ะ ย่อมสร้างความรู้สึกว่าปลายสายคือคนของระบบที่ท่านเชื่อมั่นมาตลอด แต่ความไว้วางใจนี้เองที่มิจฉาชีพกำลังเล็งอยู่ เพราะเบื้องหลังเสียงสุภาพและกำหนดเวลาที่บีบให้รีบตัดสินใจ อาจเป็นกับดักที่พาไปสู่การสูญเสียเงินเก็บซึ่งสะสมมาทั้งชีวิตในเวลาไม่นาน และนี่คือรูปแบบหนึ่งที่ศูนย์ AOC 1441 (Anti Online Scam Operation Center) กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) กำลังออกมาเตือนประชาชนอย่างต่อเนื่องในขณะนี้   เหตุผลที่วัยเกษียณตกเป็นเป้าหมาย มีคำอธิบายจากกรมกิจการผู้สูงอายุ กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ว่า มิจฉาชีพมักมุ่งไปยังกลุ่มนี้เพราะเป็นวัยที่มีทรัพย์สินและเงินออมจำนวนมาก ขณะที่อาจยังไม่คุ้นเคยกับเทคโนโลยีและป้องกันตัวเองได้ไม่ทัน ส่วนคำเตือนที่เผยแพร่ในต้นเดือนกันยายน 2569 ก็ย้ำตรงกันว่า เงินบำนาญและเงินออมที่เก็บไว้ใช้ในบั้นปลายชีวิต คือสิ่งที่มิจฉาชีพมองเห็นอยู่ในบัญชีธนาคารของผู้เกษียณ ข้อน่าสังเกตคือ สถิติปี 2568 จากศูนย์ AOC 1441 ระบุว่ากลุ่มอายุ 20 ถึง 49 ปี เป็นกลุ่มที่ตกเป็นเหยื่อมากที่สุดในแง่จำนวนคดี คือ 405,929 เคส และความเสียหายรวม 23,403 ล้านบาท นั่นหมายความว่าผู้เกษียณไม่ใช่กลุ่มที่มีจำนวนผู้เสียหายมากที่สุด แต่ความเสี่ยงของพวกเขามีลักษณะต่างออกไป เพราะวัยทำงานที่สูญเงินยังมีรายได้ใหม่เข้ามาทดแทนได้ ส่วนผู้เกษียณที่เสียเงินก้อนเดียวไป อาจไม่มีโอกาสหาเงินกลับมาได้อีก    กลโกงที่ตำรวจเตือนล่าสุดในต้นเดือนกันยายน 2569 พุ่งตรงไปที่เงินบำเหน็จบำนาญโดยเฉพาะ มิจฉาชีพแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่จากกองการเงิน กรมบัญชีกลาง กบข. ธนาคาร หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แล้วใช้เหตุผลที่ฟังดูเป็นเรื่องธุรการ เช่น ข้อมูลผู้รับบำนาญไม่ครบ ต้องส่งเอกสารเพิ่ม หรือต้องรีบยืนยันสิทธิก่อนหมดเวลา จากนั้นจึงล่อให้กดลิงก์ สแกน QR Code ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน หรือบอกข้อมูลส่วนตัว สิ่งที่ตำรวจย้ำเป็นพิเศษคือ แม้ปลายสายจะรู้ข้อมูลส่วนตัวของเราถูกต้อง หรือส่งสำเนาเอกสารของเรามาให้ดู ก็ยังไม่ใช่หลักฐานว่าเป็นเจ้าหน้าที่ตัวจริง ข้อมูลเหล่านี้อาจรั่วไหลมาจากที่ใดก็ได้ และคนที่รู้ข้อมูลของเราครบ ก็คือคนที่ทำให้เราเชื่อได้ง่ายที่สุด    ความเสียหายจากกลโกงลักษณะนี้ไม่ใช่เรื่องสมมติ เมื่อเดือนสิงหาคม 2569 มีรายงานข่าวถึงอดีตข้าราชการรายหนึ่งที่ถูกโทรศัพท์และติดต่อผ่าน Line โดยคนที่อ้างตนเป็นเจ้าหน้าที่สาธารณสุขจังหวัดและเจ้าหน้าที่กรมบัญชีกลาง บอกว่าผู้เสียหายมีสิทธิได้รับเงินช่วยเหลือภายหลังเกษียณอายุราชการ จากนั้นพาไปทำตามขั้นตอนต่าง ๆ จนในที่สุดต้องโอนเงินเข้าบัญชีของบุคคลอื่นสองบัญชี รวมสามรายการ เป็นเงินกว่า 527,817 บาท เมื่อรู้ว่าถูกหลอกจึงเข้าแจ้งความ สิ่งที่น่าคิดคือคำว่า “เงินช่วยเหลือ” เป็นคำที่ทำให้ผู้ฟังรู้สึกว่ากำลังจะได้รับ ไม่ใช่กำลังจะเสีย และความรู้สึกนั้นเองที่ทำให้การโอนเงินดูเป็นเรื่องปกติของขั้นตอนราชการ   เรื่องของคดีนี้ยังมีอีกด้านที่ควรเล่า เพราะเงินที่โอนไปไม่ได้หายไปในอากาศ แต่ไปลงที่บัญชีธนาคารของคนจริงๆ ตำรวจตรวจสอบเส้นทางการเงินพบว่าหนึ่งในบัญชีปลายทางเป็นบัญชีม้า และสามารถติดตามจับกุมเจ้าของบัญชีรายหนึ่งได้ที่วัดแห่งหนึ่งในจังหวัดสมุทรปราการ ตามรายงานข่าว ผู้ต้องหารายนี้ให้การรับสารภาพว่าเปิดบัญชีให้เพื่อนใช้เล่นการพนันออนไลน์ โดยได้ค่าตอบแทนเพียง 500 บาท และบอกว่าไม่ทราบว่าบัญชีจะถูกนำไปหลอกผู้เสียหายรายนี้ ภาพที่ได้จึงเป็นความไม่สมดุลที่น่าตกใจ ฝั่งหนึ่งคือเงินกว่าห้าแสนบาทของผู้เกษียณ อีกฝั่งหนึ่งคือค่าจ้างให้ยืมบัญชีเพียงห้าร้อยบาท และนี่คือเหตุผลที่การไล่ล่าบัญชีม้าซึ่งเป็นหัวข้อใหญ่ของภาครัฐ เกี่ยวพันกับชีวิตของผู้เกษียณโดยตรง    ทุกครั้งที่มีคนยอมให้ยืมบัญชีเพื่อเงินเล็กน้อย ก็เท่ากับเปิดท่อให้เงินเก็บของใครสักคนไหลผ่านไป อีกกลโกงหนึ่งที่เน้นหนักในชุดคำเตือนเดือนกันยายน 2569 คือรูปแบบข่มขู่ ซึ่งใช้ความกลัวเป็นเครื่องมือ มิจฉาชีพโทรเข้าเบอร์ส่วนตัว อ้างเป็นตำรวจหรือเจ้าหน้าที่รัฐ กล่าวหาว่าเรามีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีฟอกเงินหรือยาเสพติด แล้วบังคับให้เปิดวิดีโอคอลและห้ามวางสาย ที่สำคัญคือพยายามให้เหยื่ออยู่คนเดียว เพื่อไม่ให้ได้พูดคุยหรือขอความช่วยเหลือจากใคร ขั้นต่อมาคือให้รวบรวมของมีค่าและถอนเงินสดออกจากบัญชีทั้งหมด โดยอ้างว่าจะนำมาตรวจสอบเพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ เมื่อเหยื่อเชื่อสนิทแล้ว ก็จะมีบุคคลที่สามอ้างเป็นตัวแทนเจ้าหน้าที่มารับเงินสดและทรัพย์สินถึงบ้านหรือสถานที่นัดหมาย ขั้นตอนทั้งหมดนี้ทำให้กลโกงที่เริ่มต้นจากสายโทรศัพท์ ลงเอยด้วยการที่คนแปลกหน้ามายืนอยู่หน้าบ้านเพื่อรับเงินโดยตรง หากมองให้ลึก จุดที่เป็นหัวใจของกลโกงนี้ไม่ใช่เนื้อหาของข้อกล่าวหา แต่คือการตัดเหยื่อออกจากคนรอบตัว คำสั่งอย่างห้ามวางสาย ห้ามบอกใคร หรือให้อยู่คนเดียว ล้วนมีหน้าที่เดียวกัน คือไม่ให้ใครมาช่วยตั้งคำถามกับเรื่องราวที่ฟังไม่สมเหตุสมผล    เพราะเรื่องเล่าของมิจฉาชีพมักพังทันทีเมื่อถูกเล่าให้คนที่สามฟัง ภาษาที่ควรระวังจึงได้แก่ ต้องทำเดี๋ยวนี้ ห้ามบอกใคร ไม่ทำบัญชีจะถูกอายัด หรือจะถูกดำเนินคดี คำเหล่านี้ใช้ความกลัวและความเร่งรีบลดโอกาสที่เหยื่อจะตั้งสติ ส่วนข้อเท็จจริงที่ควรจำคือ เจ้าหน้าที่จริงจะไม่โทรมาให้เพิ่มเพื่อนใน Line ส่วนตัว ไม่ให้โอนเงิน และไม่ให้นำเงินมาเพื่อตรวจสอบ นอกจากสองรูปแบบข้างต้น    ดังนั้น AOC 1441 จึงอยากขอให้ลูกหลานคอยสอดส่องดูแลผู้สูงอายุในครอบครัว และพูดคุยกันสม่ำเสมอ โดยเฉพาะเรื่องการรับสายจากคนแปลกหน้า การกดลิงก์ และการทำธุรกรรมออนไลน์ และไม่ปล่อยให้ผู้สูงอายุตัดสินใจเพียงลำพังท่ามกลางแรงกดดัน ลองตกลงกันในบ้านล่วงหน้าว่า ก่อนโอนเงินก้อนใหญ่หรือถอนเงินสดจำนวนมาก ให้โทรบอกกันก่อนเสมอ กติกาข้อเดียวนี้ตอบโจทย์ตรงกับกลยุทธ์หลักของมิจฉาชีพที่พยายามตัดเหยื่อออกจากครอบครัวพอดี    และหากเผลอโอนเงินไปแล้ว สิ่งสำคัญคือโทรแจ้งสายด่วน AOC 1441 ให้เร็วที่สุด เพื่อขออายัดบัญชีปลายทาง และรวบรวมหลักฐานไปแจ้งความ เวลาเป็นตัวแปรสำคัญ เพราะเงินที่โอนออกไปแล้วมักถูกกระจายต่อผ่านบัญชีอื่นอย่างรวดเร็ว ท้ายที่สุดแล้ว เงินบำนาญและเงินออมคือหลักประกันของชีวิตในวันที่ไม่มีเงินเดือนเข้ามาอีก การรู้ทันกลโกงจึงไม่ใช่เพียงเรื่องของผู้สูงวัยแต่เป็นเรื่องที่ทุกคนในครอบครัวต้องช่วยกันดูแล และหากต้องจำประโยคเดียวไว้ก็คือ ปลายสายที่รู้ข้อมูลของเราครบ ไม่ได้แปลว่าเป็นคนที่เราควรไว้ใจ ให้วางสาย ตั้งสติ แล้วตรวจสอบด้วยตัวเองทุกครั้ง   --------------------------------------------------------------

ปลัดดีอี ประชุมคณะทำงานสนับสนุนผู้แทนไทยใน GAC ภายใต้ประชุม ICANN ครั้งที่ 1/2569. วันที่ 7 ตุลาคม 2569 นายพชร อนันตศิลป์ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานการประชุมคณะทำงานสนับสนุนการปฏิบัติหน้าที่ผู้แทนไทยในคณะกรรมการที่ปรึกษาฝ่ายรัฐบาล (Government Advisory Committee: GAC) ภายใต้การประชุมไอแคน (Internet Corporation for Assigned Names and Numbers: ICANN) ครั้งที่ 1/2569 ณ ห้องประชุม 203 ชั้น 2 กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม.#กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม #ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม #DE  

รมว.ดีอี หารือ Plan International วางแพลตฟอร์มดิจิทัลคุ้มครองสิทธิเด็ก เชื่อมระบบส่งต่อช่วยเหลือเด็ก . 7 ตุลาคม 2569 นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) หารือกับผู้แทนองค์การแพลน อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย เรื่องการจัดทำแพลตฟอร์มดิจิทัลเพื่อคุ้มครองสิทธิเด็ก ภายใต้ข้อเสนอโครงการ SAFE PATH Thailand ซึ่งมุ่งป้องกันและรับมือการค้ามนุษย์ในเด็ก . โครงการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้เด็กและเยาวชน ให้รู้เท่าทันภัยออนไลน์และใช้ดิจิทัลอย่างปลอดภัย โดยแพลตฟอร์มจะช่วยระบุ ส่งต่อ และติดตามการช่วยเหลือเด็กอย่างปลอดภัย รองรับหลายภาษาและพื้นที่สัญญาณต่ำ เก็บข้อมูลเท่าที่จำเป็น มีระบบความยินยอม และกำหนดสิทธิ์เข้าถึงตามบทบาท ทั้งนี้ ที่ประชุมหารือแนวทางให้กระทรวงดีอีกำกับดูแลด้านความเป็นส่วนตัว ความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ และการเชื่อมระบบพื้นฐานหน่วยงานรัฐ.#กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม #ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม #DE #รมวไชยชนกชิดชอบ  

วันที่ 7 ตุลาคม 2569 นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ร่วมหารือร่วมกับ ดร.รอยบุญ รัศมีเทศ ผู้อำนวยการสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน) หรือ สสน. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อหารือแนวทางการวางระบบคาดการณ์และแจ้งเตือนสถานการณ์น้ำล่วงหน้าในเชิงรุก โดยบูรณาการการเชื่อมโยงข้อมูลคาดการณ์ของ สสน. เข้ากับข้อมูลด้านการแจ้งเตือนภัยพิบัติอื่น ๆ ก่อนส่งต่อให้กับกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) กระทรวงมหาดไทย หน่วยงานท้องถิ่น อปท. และผู้ที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ เพื่อให้สามารถรับข้อมูลและดำเนินการได้อย่างทันท่วงที    สำหรับการหารือในครั้งนี้ เป็นการบูรณาการข้อมูลต่อยอดไปสู่การแจ้งเตือนในระดับประเทศ โดยจะรวมศูนย์การแจ้งเตือนไว้ที่จุดเดียว เพื่อให้ประชาชนและหน่วยงานในพื้นที่ได้รับข้อมูลชุดเดียวกัน ไม่เกิดความสับสนจากการได้รับข้อมูลจากหลายช่องทาง และมีผู้รับผิดชอบชัดเจนในทุกขั้นตอน ตั้งแต่การคาดการณ์ การแจ้งเตือน ไปจนถึงการลงมือปฏิบัติในพื้นที่

icon-sitemap    std-w1    std-w2    WCAG 2.0 (Level AA)
จำนวนผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์ Loading...


กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

เลขที่ 120 หมู่ 3 ชั้น 8-11 ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 (อาคาร ซี) ซอยแจ้งวัฒนะ 7 ถนนแจ้งวัฒนะ แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ 10210

facebook
instagram
twitter
youtube
rss
tiktok
threads
Icon Q&A
black ribbon.