Logo DE Ministry.
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
Ministry of Digital Economy and Society
Logo DE Ministry.
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
Ministry of Digital Economy and Society
ตัวช่วยเหลือในการเข้าถึงเว็บไซต์
ค้นหา

วันที่ 19 ตุลาคม 2569 นางสาวแนน บุณย์ธิดา สมชัย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานเปิดงานสัมมนา “Digital Infrastructure for the Future” พร้อมกล่าวปาฐกถาในหัวข้อ “AI and Digital Infrastructure for the Future : National Policy, Strategy and Directions” ซึ่งจัดโดย สำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สดช.) หรือ BDE โดยมีนายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ เลขาธิการ BDE พร้อมด้วยผู้บริหาร ผู้แทนหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันการศึกษา นักศึกษา และประชาชน เข้าร่วม ณ โรงแรมอัศวิน แกรนด์ คอนเวนชัน กรุงเทพฯ    รมช.ดีอี กล่าวในส่วนหนึ่งของการปาฐกถาว่า จากในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งประเทศไทยได้เป็นเจ้าภาพการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก (IMF-World Bank Group Annual Meetings 2026) ซึ่งแทบจะทุก Forum หรือเวทีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นมีการพูดถึงโลกดิจิทัลในอนาคต เรื่องของ AI ในด้านต่างๆ ทั้งการมองถึงความเสี่ยงของ AI ที่จะเข้ามาแย่งงานประชากรโลก และในด้านของ AI ที่จะเป็นเทคโนโลยีที่ช่วยสร้างโอกาสให้กับประชาชน   สำหรับประเทศไทย เราตระหนักดีว่ารัฐบาลนั้นมีหน้าที่วางโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยีเพื่อส่งเสริม และสนับสนุนภาคเอกชน ไม่ใช่การเป็นคู่แข่งของเอกชน หน้าที่ของรัฐบาลคือการสนับสนุนให้ภาคเอกชนได้แสดงศักยภาพอย่างเต็มที่ และสามารถเติบโตในตลาดภายนอกประเทศได้   “รองนายกฯ เอกนิติ ได้กล่าวภายในงาน IMF-World Bank Group Annual Meetings 2026 ว่าจุดยืนของประเทศไทย คือการวางตัวเป็น Trusted connector ซึ่งหมายถึง “ศูนย์กลางการเชื่อมโยงความร่วมมือที่น่าเชื่อถือในเวทีโลก” ซึ่งจะทำให้ไทยสามารถก้าวข้ามอุปสรรคและความท้าทายของโลกได้ อาทิ ความท้าทายเชิงภูมิรัฐศาสตร์ ตลอดจน ผลกระทบจาก AI ซึ่งก็เป็นโจทย์สำคัญว่าเราจะต้องทำอย่างไร เพื่อให้อยู่ใน AI Supply Chain หรือห่วงโซ่อุปทาน AI ของโลก เพื่อต่อยอดพัฒนาทักษะของคนไทย    สำหรับเป้าหมายของรัฐบาลคือการพัฒนาทักษะในการใช้งาน AI ของประชาชน ที่จะเปลี่ยนจากผู้ใช้งานธรรมดา เป็นผู้พัฒนา หรือผู้ประกอบการธุรกิจ ซึ่งกระทรวงดีอีก็ให้ความสำคัญอย่างยิ่ง โดยมุ่งวางรากฐาน ซึ่งการวางรากฐานดังกล่าว ต้องวางตั้งแต่ช่วงที่กำลังก้าว ไม่ใช่ก้าวไปแล้วจึงวาง สิ่งที่รัฐบาลกำลังดำเนินการจึงไม่ใช่การเป็นผู้ตามการเปลี่ยนแปลง แต่เราจะเป็นส่วนหนึ่งของ AI Supply Chain ของโลก” รมช.ดีอี กล่าว

กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) โดยศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมประเทศไทย (AFNC)  เปิดเผยถึงผลการมอนิเตอร์และรับแจ้งข่าวปลอม ซึ่งเป็นไปตามนโยบายการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยความมั่นคงและภัยทางสังคมของนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) โดยยกระดับความสำคัญเรื่องการสร้างความตระหนักรู้เท่าทันภัยอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ข่าวปลอม และข้อมูลบิดเบือน   ทั้งนี้ ในวันที่ 18 ตุลาคม 2569 AFNC ได้ตรวจสอบพบข้อความทั้งหมด 105,785 ข้อความ โดยมีข้อความที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ (Verify) ทั้งสิ้น 7,355 ข้อความ สำหรับช่องทางที่มีการพบเบาะแสมากที่สุด คือ ข้อความที่มาจาก Social Listening 7,352 ข้อความ ตามมาด้วยช่องทาง Line Official 3 ข้อความ โดยเป็นเรื่องที่ต้องดำเนินการตรวจสอบทั้งหมด 16 เรื่อง ได้รับผลการตรวจสอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว 12 เรื่อง ในจำนวนนี้เป็นข่าวที่ได้รับความสนใจจากประชาชนมากที่สุด 7 เรื่อง ซึ่งเป็น ข่าวจริง 2 เรื่อง ข่าวปลอม 4 เรื่อง ข่าวบิดเบื่อน 1 เรื่อง ได้แก่   อันดับที่ 1 ข่าวจริง เรื่อง IMF ชี้ว่าไทยมีทุนสำรองมั่นคง 2.82 แสนล้านดอลลาร์ ต่างชาติลงทุนเพิ่ม 30% ฐานการผลิตแข็งแกร่ง   อันดับที่ 2 ข่าวจริง เรื่อง กรมอุตุฯ เตือน ฝนตกหนักถึงหนักมากช่วงวันที่ 18–25 ต.ค. 2569   อันดับที่ 3 ข่าวปลอม เรื่อง ทหารไทยยิงปืนหลายนัด พร้อมกับส่งเครื่องบินขับไล่ F-16 บินเหนือน่านฟ้ามอมเบย   อันดับที่ 4 ข่าวปลอม เรื่อง โลตัสส่ง SMS แนบลิงก์แจกเงิน 3,000 บาท   อันดับที่ 5 ข่าวปลอม เรื่อง กรมสรรพากร เปิด TikTok ใหม่ ใช้ชื่อบัญชี jack16311   อันดับที่ 6 ข่าวปลอม เรื่อง ตำรวจเปิดเพจเฟซบุ๊ก “ศตอ. ศูนย์ติดตามทรัพย์สินจากอาชญากรรมออนไลน์”   อันดับที่ 7 ข่าวบิดเบือน เรื่อง นอนไม่หลับ ดื่มไวน์แดงจะช่วยให้ร่างกายรู้สึกง่วง หลับเร็ว หลับสบายขึ้น   สำหรับข่าวที่น่าสนใจ คือเรื่อง “โลตัสส่ง SMS แนบลิงก์แจกเงิน 3,000 บาท” กระทรวงดีอี ได้ตรวจสอบร่วมกับ เพจทางการ Lotus's – โลตัส ยืนยันว่าเป็น “ลิงก์ปลอม” โดยมิจฉาชีพได้แอบอ้างเป็น Lotus's แจกเงินรางวัล 3,000 บาท ผ่านการทำแบบสอบถามหลอกให้ประชาชนหลงเชื่อ ผ่านการใช้ชื่อและโลโก้ของ Lotus’s โดยไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งโลตัส และทางเครือไม่มีนโยบายจัดกิจกรรมดังกล่าว    ดังนั้นหากพบลิงก์ที่ส่งต่อผ่านทาง SMS และ Social Media ช่องทางต่างๆ ขอประชาชนอย่าหลงเชื่อ ไม่กดลิงค์ ไม่แอดไลน์ และหากพบเห็นพฤติกรรมที่น่าสงสัย สามารถแจ้งเข้ามาที่ Inbox Facebook : Lotus’s – โลตัส หรือติดต่อที่ศูนย์บริการ : โทร. 1430   อย่างไรก็ตาม กระทรวงดีอี มีความห่วงใยประชาชน เรื่องความตระหนักรู้เท่าทันข่าวปลอมที่ถูกแพร่กระจายบนสื่อออนไลน์ โซเชียล ซึ่งหากขาดความรู้เท่าทัน ส่งต่อข้อมูลข่าวปลอม ทำให้เกิดการหลงเชื่อ สร้างความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน สร้างความเสียหายต่อทรัพย์สิน หรือข้อมูลส่วนบุคคล และอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้าง  โดยขอให้ประชาชนเลือกเชื่อ เลือกแชร์ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ ซึ่งได้รับการเผยแพร่จากหน่วยงานที่เป็นทางการเท่านั้น และควรตรวจสอบข้อเท็จจริงของข่าวหรือลิงก์เว็บไซต์ให้แน่ชัด   หากประชาชน พบข่าวน่าสงสัย ข้อมูลบิดเบือน สามารถแจ้งเบาะแส และตรวจสอบข่าวปลอมได้ที่ โทรสายด่วน 1111 ต่อ 87 (24 ชม.) หรือที่ | เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com | Line ID: @antifakenewscenter | Facebook : Anti-Fake News Center Thailand | X : @AFNCThailand | TikTok : @antifakenewscenter | IG : afnc_thailand/   ------------------------------------------------------------------------



วันที่ 20 ตุลาคม 2569 ผศ.(พิเศษ) ดร.นพ. พลวรรธน์ วิทูรกลชิต ผู้ตรวจราชการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานการประชุมคณะทำงานบูรณาการและเชื่อมโยงข้อมูลด้านการท่องเที่ยว ครั้งที่ 1/2569 เพื่อหารือแนวทางการบูรณาการข้อมูลด้านการท่องเที่ยวจากหลายหน่วยงานให้เชื่อมโยงกันอย่างเป็นระบบ และพัฒนาบริการด้านการท่องเที่ยวได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยมีหน่วยงานและผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ณ ห้องประชุม 10/10 กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และผ่านระบบออนไลน์

วันที่ 20 ตุลาคม 2569 นางสาวชมภารี ชมภูรัตน์ รองปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานการประชุมร่วมกับนางสาวจิตติมา ศรีถาพร อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา พร้อมด้วยผู้แทนจากกรมทรัพย์สินทางปัญญา (DIP) เพื่อร่วมหารือแนวทางการป้องกันปราบปรามการละเมิดลิขสิทธิ์เชิงรุก (White List) กรณีการถ่ายทอดสดการแข่งขันกีฬา โดยมีผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ณ ห้องประชุม 205 อาคารกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม   การประชุมดังกล่าว กระทรวงดีอี ได้ร่วมกับ DIP ขับเคลื่อนแนวทางป้องกันและปราบปรามการละเมิดลิขสิทธิ์เชิงรุกผ่านระบบ White List กรณีการถ่ายทอดสดการแข่งขันกีฬา ซึ่งมีระยะเวลาจำกัด เช่น การแข่งขันฟุตบอลที่ใช้เวลา 90 นาที ทำให้กระบวนการขอคำสั่งศาลตามปกติไม่ทันต่อสถานการณ์ ระบบ White List จึงเป็นระบบกลางรวบรวมข้อมูลสิทธิ์และการแจ้งเบาะแสการละเมิด เพื่อขอความร่วมมือผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตระงับการเข้าถึงเนื้อหาละเมิดได้ทันที ระหว่างรอคำสั่งศาล   ทั้งนี้กระทรวงดีอี มีบทบาทในการตรวจสอบหลักฐานการละเมิดลิขสิทธิ์ที่มีการแจ้งเข้ามา และอนุมัติการปิดกั้นเว็บไซต์ จากนั้นส่งให้ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตระงับการเข้าถึงทันที โดยทำหน้าที่เป็นหน่วยงานกลางประสานงานกับผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต ขณะที่ DIP จะทำหน้าที่ตรวจสอบและรับรองสิทธิ์ของเจ้าของสิทธิ์

“บัญชีม้า” คือบัญชีธนาคาร บัตร ATM/เดบิต หรือบัญชี e-Wallet ที่ถูกเปิดขึ้นแล้วนำไปให้คนอื่น ซึ่งส่วนใหญ่คือแก๊งมิจฉาชีพ ใช้รับหรือโอนเงิน ที่ได้มาจากการกระทำผิดกฎหมาย เพื่อตัดเส้นทางการสืบสวน โดยเจ้าของบัญชีตัวจริงมักไม่ใช่คนที่ใช้เงิน แต่กลายเป็น “ตัวหลอก” ที่ตำรวจตามไปเจอเป็นคนแรก จุดที่ทำให้เรื่องนี้อันตรายกว่าที่คิดคือ คนส่วนใหญ่ที่กลายเป็นบัญชีม้า ไม่ได้ตั้งใจเป็นอาชญากร บางคนแค่อยากได้เงินง่ายๆ บางคนถูกหลอกว่าเป็น “งาน” ถูกกฎหมาย และหลายคนไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองทำผิด จนกระทั่งตำรวจมาเคาะประตูบ้านแล้วถึงได้รู้ว่าตัวเองได้ทำผิดเข้าให้แล้ว  แล้วมิจฉาชีพหาบัญชีม้ามาจากไหน ด้วยวิธีการอย่างไร เส้นทางแรก มิจฉาชีพใช้การ “จ้าง” ให้เปิดบัญชีเองด้วยความสมัครใจ โดยจะทำการประกาศรับสมัครผ่านโซเชียลมีเดีย เช่น “รับเปิดบัญชี ได้เงินง่าย 500-2,000 บาท ไม่ต้องทำอะไร ไม่ต้องตรวจสอบ” แฝงมากับโฆษณา “งานออนไลน์” ที่อ้างว่าต้องใช้บัญชีส่วนตัวรับ-โอนเงินให้บริษัท ใช้คนใกล้ตัว เพื่อน ญาติ มาชักชวนกันเป็นทอด ๆ ทำให้เหยื่อรู้สึกไว้ใจเพราะ “คนรู้จักชวน” ซึ่งเป้าหมายเป้าหลักคือคนหางาน นักศึกษา คนตกงาน ที่มองหาโอกาส ส่วนอีกกลุ่มเป้าหมายหลักที่มิจฉาชีพมองหาคือ วัยรุ่น, นักศึกษา ที่อยากมีรายได้เสริม และผู้สูงอายุหรือคนรายได้น้อย ที่อยากจะหาช่องทางหาเงินเพิ่ม โดยวิธีนี้พวกเขาจะขโมยตัวตนไปเปิดบัญชี โดยเจ้าตัวไม่รู้ ขโมยข้อมูลส่วนตัว ชื่อ-นามสกุล, เลขบัตรประชาชน 13 หลัก, เบอร์โทร, เพื่อไปเปิดบัญชีออนไลน์แทนเหยื่อ วิธีนี้อันตรายมากกว่า เพราะเหยื่อไม่รู้ตัวเลยว่าตัวเองมีบัญชีม้า จนกว่าจะถูกอายัดบัญชีหรือตำรวจติดต่อมาเท่านั้น ผลกระทบที่คนมักไม่รู้ตัว ไม่ใช่แค่คุก แต่มันสร้างผลกระทบทั้งชีวิต มีข้อมูลจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ยืนยันโดยศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ประเทศไทย (AFNC) ว่า ธปท. ได้ยกระดับมาตรการจาก “จัดการรายบัญชี” เป็น “จัดการรายบุคคล” หมายความว่า ถ้าชื่อคุณถูกขึ้นบัญชีเป็นบัญชีม้า บัญชีธนาคารทุกบัญชี ทุกธนาคารในชื่อคุณจะถูกระงับทันที ไม่ใช่แค่บัญชีที่มีปัญหา ถูกปิดกั้นช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ทั้งหมด รวมถึงเปิดบัญชีใหม่ก็ทำไม่ได้ นอกจากคดีอาญาแล้ว ยังอาจถูกฟ้องแพ่งเรียกค่าเสียหาย จากผู้เสียหายที่เงินไหลผ่านบัญชีคุณ ทั้งยังทำให้มีประวัติอาชญากรรม กระทบการสมัครงาน กู้เงิน ขอวีซ่า และการทำธุรกรรมในอนาคต สัญญาณเตือนที่คุณควรฉุกคิดก่อนเปิดบัญชีให้ใคร 1. มีคนเสนอเงินแลกกับการ “เปิดบัญชีเปล่าๆ” ให้ใช้ โดยไม่มีเหตุผลที่มีน้ำหนัก2. งานออนไลน์ที่ขอให้ใช้ บัญชีธนาคารส่วนตัว รับ - โอนเงินแทนบริษัท ซึ่งโดยส่วนใหญ่งานถูกกฎหมายจะไม่มีนโยบายแบบนี้3. ถูกขอให้ส่งมอบสมุดบัญชี, บัตร ATM, รหัส Mobile Banking, ให้คนอื่นถือครอง 4. คนชวนเป็นคนรู้จัก หรือเพื่อนที่ชวนต่อกันเป็นทอด ๆ โดยบอกว่า “ไม่ผิดกฎหมายหรอก”5. ค่าตอบแทนดูสูงเกินจริงเมื่อเทียบกับสิ่งที่ต้องทำแค่เปิดบัญชี ถ้าเผลอเปิดบัญชีม้าไปแล้ว หรือสงสัยว่าตัวเองตกเป็นเหยื่อ ต้องทำอย่างไร - ให้คุณรีบติดต่อธนาคารทันที เพื่อขอปิดบัญชีหรือแจ้งระงับ ก่อนเงินผิดกฎหมายจะไหลผ่านมากขึ้น- แจ้งความผ่านเว็บไซต์ thaipoliceonline.go.th พร้อมหลักฐานสลิป หรือแชทที่คุยกับมิจฉาชีพ- เก็บหลักฐานทุกอย่างที่แสดงว่าถูกหลอกหรือถูกชักชวน เพื่อเก็บไว้ใช้ต่อสู้คดี โทษตามกฎหมาย ตาม พ.ร.ก. มาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พ.ศ. 2566 (แก้ไขเพิ่มเติม) กำหนดโทษไว้ว่า - การเปิดบัญชี/บัตร/e-Wallet ให้คนอื่นใช้ โดยรู้หรือควรรู้ว่าจะใช้ก่ออาชญากรรม ต้องโทษจำคุก 2–5 ปี ปรับ 200,000 –500,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ- เป็นธุระจัดหา โฆษณา ชักชวนให้ซื้อขาย - เช่าบัญชีหรือซิมม้า จำคุกสูงสุด 5 ปี ปรับสูงสุด 500,000 บาท- นิติบุคคล/สถาบันการเงินที่ฝ่าฝืน มีโทษปรับสูงสุด 500,000 บาท ผู้แทนนิติบุคคลติดคุกไม่เกิน 1 ปี ปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ( ตาม พ.ร.ก.มาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ฉบับที่ 2 พ.ศ. 2568 )- หากเข้าข่ายฟอกเงิน (ตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน) ต้องโทษจำคุก 1–10 ปี ปรับ 20,000–200,000 บาท และสิ่งที่สำคัญ นี่คือคดี “อาญา” ไม่ใช่แค่โดนตักเตือน แปลว่ามีประวัติติดตัวตลอดชีวิต แม้จะอ้างว่า “ไม่รู้” ก็ยังต้องพิสูจน์ในชั้นศาล และหลายกรณีที่ “ควรรู้” (เช่น รับค่าจ้างเปิดบัญชีทั้งที่ผิดปกติ) ก็เข้าข่ายผิดได้เช่นกัน กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) โดยศูนย์ AOC 1441 ขอเตือนประชาชน หากมีบุคคลชวนเปิดบัญชี “อย่าให้” ไม่ว่าจะเป็นคนรู้จักแค่ไหนก็ตาม


กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) โดยศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมประเทศไทย (AFNC)  เปิดเผยถึงผลการมอนิเตอร์และรับแจ้งข่าวปลอม ซึ่งเป็นไปตามนโยบายการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยความมั่นคงและภัยทางสังคมของนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) โดยยกระดับความสำคัญเรื่องการสร้างความตระหนักรู้เท่าทันภัยอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ข่าวปลอม และข้อมูลบิดเบือน   ทั้งนี้ ในวันที่ 19 ตุลาคม 2569 AFNC ได้ตรวจสอบพบข้อความทั้งหมด 108,107 ข้อความ โดยมีข้อความที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ (Verify) ทั้งสิ้น 9,005 ข้อความ สำหรับช่องทางที่มีการพบเบาะแสมากที่สุด คือ ข้อความที่มาจาก Social Listening 9,004 ข้อความ ตามมาด้วยช่องทาง Line Official 1 ข้อความ โดยเป็นเรื่องที่ต้องดำเนินการตรวจสอบทั้งหมด 21 เรื่อง ได้รับผลการตรวจสอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว 8 เรื่อง ในจำนวนนี้เป็นข่าวที่ได้รับความสนใจจากประชาชนมากที่สุด 7 เรื่อง ซึ่งเป็น ข่าวจริง 2 เรื่อง ข่าวปลอม 4 เรื่อง ข่าวบิดเบื่อน 1 เรื่อง ได้แก่   อันดับที่ 1 ข่าวปลอม เรื่อง เด็กที่ใส่หน้ากากอนามัยเป็นประจำ ออกซิเจนในสมองจะต่ำ ส่งผลกระทบต่อเซลล์สมอง   อันดับที่ 2 ข่าวปลอม เรื่อง ตำรวจเปิดเพจใหม่ชื่อ “สนง.ทวงคืนความยุติธรรมและติดตามกู้คืนความเสียหายจากภัยออนไลน์”   อันดับที่ 3 ข่าวจริง เรื่อง อาชีวะอาสา เร่งช่วยเหลือขยายจุดบริการผู้ประสบภัย 140 จุดทั่วประเทศ   อันดับที่ 4 ข่าวปลอม เรื่อง ผลิตภัณฑ์ ธนทรกรีน สลายนิ่วแบบไม่ต้องผ่าตัด บำรุงตับ ฟื้นฟูไต   อันดับที่ 5 ข่าวจริง เรื่อง ครม. เลื่อนเก็บเงินกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง ยืดเวลาเริ่มจ่ายจริง 1 ม.ค. 70   อันดับที่ 6 ข่าวบิดเบือน เรื่อง กินของหวาน น้ำตาล หรือผลไม้สุก เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดเส้นเลือดขอด   อันดับที่ 7 ข่าวปลอม เรื่อง 19 ต.ค. 69 เขื่อนแม่กลองประกาศสถานการณ์น้ำเป็นธงแดง   สำหรับข่าวที่น่าสนใจ คือเรื่อง “ตำรวจเปิดเพจใหม่ชื่อ “สนง.ทวงคืนความยุติธรรมและติดตามกู้คืนความเสียหายจากภัยออนไลน์”” กระทรวงดีอี ได้ตรวจสอบร่วมกับ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ยืนยันว่าเป็น “เพจปลอม” ที่มิจฉาชีพได้แอบอ้างเป็นหน่วยงานราชการโดยไม่ได้รับอนุญาต และจงใจตั้งชื่อเพจเฟซบุ๊กให้เกิดความสับสน นอกจากนี้ยังมีพฤติการณ์นำรูปภาพจากข่าวจริงมาโพสต์เพื่อสร้างความน่าเชื่อถืออีกด้วย   ดังนั้น ขอเตือนประชาชนอย่าหลงเชื่อ ให้ข้อมูลบัตรประชาชนหรือเอกสารสำคัญที่มีข้อมูลส่วนบุคคลกับผู้อื่น รวมถึงอย่าทำธุรกรรมใด ๆ เป็นอันขาด   อย่างไรก็ตาม กระทรวงดีอี มีความห่วงใยประชาชน เรื่องความตระหนักรู้เท่าทันข่าวปลอมที่ถูกแพร่กระจายบนสื่อออนไลน์ โซเชียล ซึ่งหากขาดความรู้เท่าทัน ส่งต่อข้อมูลข่าวปลอม ทำให้เกิดการหลงเชื่อ สร้างความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน สร้างความเสียหายต่อทรัพย์สิน หรือข้อมูลส่วนบุคคล และอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้าง  โดยขอให้ประชาชนเลือกเชื่อ เลือกแชร์ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ ซึ่งได้รับการเผยแพร่จากหน่วยงานที่เป็นทางการเท่านั้น และควรตรวจสอบข้อเท็จจริงของข่าวหรือลิงก์เว็บไซต์ให้แน่ชัด   หากประชาชน พบข่าวน่าสงสัย ข้อมูลบิดเบือน สามารถแจ้งเบาะแส และตรวจสอบข่าวปลอมได้ที่ โทรสายด่วน 1111 ต่อ 87 (24 ชม.) หรือที่ | เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com | Line ID: @antifakenewscenter | Facebook : Anti-Fake News Center Thailand | X : @AFNCThailand | TikTok : @antifakenewscenter | IG : afnc_thailand/   ------------------------------------------------------------------


วันที่ 21 ตุลาคม 2569 นายพชร อนันตศิลป์ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานในพิธีบำเพ็ญกุศลและทำบุญตักบาตร เพื่อถวายเป็นพระราชกุศล และร่วมน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ เนื่องในวันคล้ายวันสวรรคต สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง วันที่ 24 ตุลาคม 2569 โดยมีคณะผู้บริหาร และหัวหน้าหน่วยงานในสังกัดกระทรวงดีอี พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่กระทรวงดีอี เข้าร่วมงาน ณ บริเวณโถงชั้น 1 อาคารกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม


วันที่ 21 ตุลาคม 2569 นางสาวชมภารี ชมภูรัตน์ รองปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานการประชุมหารือเพื่อขับเคลื่อนการใช้งานระบบศูนย์พักดี และระบบแจ้งรัฐเพื่อสนับสนุนการบริหารจัดการภัยพิบัติ ณ ห้องศูนย์ปฏิบัติการ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม   การประชุมครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อหารือแนวทางการเชื่อมโยงข้อมูลและการทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พร้อมการประสานงานเป็นไปอย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง เตรียมความพร้อมของระบบที่เกี่ยวข้อง ให้สามารถรองรับการช่วยเหลือและอำนวยความสะดวกแก่ประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งในด้านการจัดหาที่พักพิงชั่วคราวและการแจ้งเหตุหรือขอความช่วยเหลือจากหน่วยงานภาครัฐ

นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ร่วมหารือกับ Mr. Michael Sellitto หัวหน้าฝ่ายนโยบายประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก บริษัท Anthropic และคณะ ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพฯ    ทั้งนี้ที่ประชุมได้มีการหารือแนวทางการขับเคลื่อนการพัฒนาทักษะด้าน AI เพื่อบุคลากรในประเทศไทย โดย Anthropic ได้พัฒนา Thailand Economic Index : รายงานการนำเสนอข้อมูลการใช้งาน AI ในประเทศไทย เพื่อช่วยให้ภาครัฐและภาควิชาการเข้าใจความเปลี่ยนแปลงของตลาดแรงงาน และทำการศึกษาวิจัยร่วมกันเกี่ยวกับการรีสกิล (Retraining) ทักษะแรงงานรองรับความต้องการอนาคต พร้อมระบุว่าประเทศไทย และภูมิภาคอาเซียนมีมุมมองที่เป็นบวกต่อการใช้งาน AI เพื่อเป็นผู้ช่วยสนับสนุนการทำงาน มากกว่าประเทศทางตะวันตก (เช่น สหรัฐฯ สหราชอาณาจักร หรือออสเตรเลีย)    ขณะที่ รมว.ดีอี ได้กล่าวถึงความก้าวหน้าด้านดิจิทัลของประเทศไทย ซึ่งได้มีการจัดทำโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล การกำกับดูแลระบบเงินดิจิทัล ระบบบริการภาครัฐที่เชื่อมโยงกัน ข้อมูลการรับมือสภาพภูมิอากาศ และการเชื่อมต่อชุมชนท่องเที่ยว การปรับใช้ในองค์กรและภาครัฐ    นอกจากนี้ที่ประชุมยังได้มีการหารือถึง ความปลอดภัย การตรวจสอบ และการสอดแทรกวัฒนธรรม โดยการนำ AI ไปใช้ในภาครัฐและองค์กรจำเป็นต้องมีการจัดโครงสร้างข้อมูล (Data Architecture) และระบบควบคุมสิทธิ์การเข้าถึง (Access Control) เพื่อความปลอดภัยของข้อมูล และหารือเรื่องการกำหนดแนวทาง (Guidelines) เพื่อใส่ค่านิยมและวัฒนธรรมไทยเข้าไปในโมเดล เพื่อให้ AI เข้าใจบริบทความเป็นไทยได้ดียิ่งขึ้น    พร้อมทั้งการต่อยอดความร่วมมือในอนาคต ด้านการทำวิจัยด้านความปลอดภัย และการทดสอบใช้ระบบ Sandbox และเปิดให้องค์กรภายนอกเข้ามาเป็นผู้ตรวจสอบอิสระเพื่อสร้างความมั่นใจแก่สาธารณะ รวมทั้งการศึกษาวิจัยร่วมกัน โดยนำข้อมูล Thailand Economic Index มาใช้วิเคราะห์ การเปลี่ยนแปลงของตลาดแรงงานไทย ร่วมกับการศึกษาวิจัยเรื่องการปรับทักษะแรงงาน (Retraining) เพื่อเตรียมความพร้อมให้กับบุคลากร

วันที่ 21 ตุลาคม 2569 นางสาวพิยะดา สุดกังวาล ที่ปรึกษาด้านการสื่อสาร กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ให้การต้อนรับ คณะศึกษาดูงานจากกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ ในโอกาสเข้าร่วมหารือแนวทางการใช้งานระบบ สารบรรณอิเล็กทรอนิกส์ (e-Office) ภายใต้ GDCC เพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์การใช้งานจริง และนำไปปรับใช้ในการเปลี่ยนผ่านสู่องค์กรดิจิทัลและลดภาระงานด้านเอกสารอย่างเป็นรูปธรรม โดยมีผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ณ ห้องประชุม 02/03 ชั้น 2 กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และผ่านระบบ Video Conference

icon-sitemap    std-w1    std-w2    WCAG 2.0 (Level AA)
จำนวนผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์ Loading...


กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

เลขที่ 120 หมู่ 3 ชั้น 8-11 ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 (อาคาร ซี) ซอยแจ้งวัฒนะ 7 ถนนแจ้งวัฒนะ แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ 10210

facebook
instagram
twitter
youtube
rss
tiktok
threads
Icon Q&A
black ribbon.