Logo DE Ministry.
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
Ministry of Digital Economy and Society
Logo DE Ministry.
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
Ministry of Digital Economy and Society
ตัวช่วยเหลือในการเข้าถึงเว็บไซต์
ค้นหา

  นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานการแถลงข่าวผลการดำเนินงานการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมออนไลน์และภาพรวมของศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ (Anti Online Scam Operation Center: AOC) ตลอดช่วงระยะเวลา 1 ปี (1 พ.ย.66- 14 พ.ย.67) โดยมี ศาสตราจารย์พิเศษวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงดีอี นางปิยนุช วุฒิสอน ผู้อำนวยการสำนักงานสถิติแห่งชาติ รักษาราชการแทนรองปลัดกระทรวงดีอี นายเอกพงษ์ หริ่มเจริญ ผู้ตรวจราชการกระทรวงดีอี ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ AOC ร่วมด้วย นายเทพสุ บวรโชติดารา เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ป.ป.ง.) นางสาวดารณี แซ่จู  ผู้ช่วยผู้ว่าการสายกำกับระบบการชำระเงินและคุ้มครองผู้ใช้บริการทางการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) พลตำรวจตรี มนเทียร พันธ์อิ่ม ปฏิบัติราชการ รองผู้บัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.สอท.) นายเขมชาติ ประกายหงษ์มณี  ผู้อำนวยการกองคดีเทคโนโลยีและสารสนเทศ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) นายสุธีระ พึ่งธรรม  ผู้อำนวยการสำนักกำกับดูแลกิจการโทรคมนาคม สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) และผู้บริหารหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ณ ห้อง NT Auditorium บมจ.โทรคมนาคมแห่งชาติ (NT)   นายประเสริฐ เปิดเผยว่า กระทรวงดีอี ร่วมกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ป.ป.ง.)  ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) และกสทช. ดำเนินมาตรการป้องกันและปราบปรามปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ ซึ่งเป็นหนึ่งในนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาล   กระทรวงดีอี ได้ออกพระราชกำหนดมาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พ.ศ. ๒๕๖๖ และมีการจัดตั้งคณะกรรมการตามพระราชกำหนดฉบับนี้ขึ้น ซึ่งคณะกรรมการดังกล่าว ได้มีมติให้จัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการต่อต้านอาชญากรรมออนไลน์ AOC1441 โดยกระทรวงดีอีได้จัดตั้งศูนย์ AOC 1441 และเปิดรับสายเมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2566 ซึ่งมีบทบาทและการดำเนินงานสำคัญที่ผ่านมา สรุปได้ดังนี้   1.ศูนย์ AOC สายด่วน 1441 จำนวน 100 คู่สาย ให้บริการแบบ One Stop Service ตลอด 24 ชั่วโมง สามารถระงับ/อายัดบัญชีของคนร้าย (บัญชีม้า) ให้แก่ผู้เสียหายได้ทันทีภายหลังจากรับสาย เฉลี่ยภายใน 10 นาที และส่งข้อมูลต่อให้ตำรวจเพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป ซึ่งเป็นการช่วยเหลือผู้เสียหาย ไม่ต้องติดต่อหรือเดินทางไปแจ้งอายัดกับธนาคาร รวมถึงการติดตามสถานะการแก้ไขปัญหาให้ผู้เสียหาย   2.ศูนย์ AOC เป็นศูนย์กลางในการประสาน เชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงานเพื่อทำการวิเคราะห์และบูรณาการข้อมูลเพื่อส่งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเช่น ธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอื่นๆไปวิเคราะห์ เช่น หาบัญชีม้าแถว 2 แถว 3 หารายชื่อผู้ขายบัญชีม้า และ คนร้ายที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนทำงานเชิงรุกเพื่อแก้ไขปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ที่สร้างความเสียหายต่อประชาชน เศรษฐกิจและสังคมในวงกว้าง   3.ศูนย์ AOC เป็นกลไกสำคัญของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ในการประสานงาน บูรณาการการทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ ธนาคารแห่งประเทศไทยยกระดับมาตรการจัดการภัยทุจริตทางการเงิน หรือ มาตรการสกัดบัญชีม้า จัดกลุ่ม ม้าดำตามฐานข้อมูล HR03 สำนักงาน ปปง. ม้าเทาตามฐานข้อมูล CFR และม้าน้ำตาลตามบัญชีที่ธนาคารพาณิชย์ต้องสงสัย และสำนักงาน กสทช. ได้ออกมาตรการจัดการซิมผีหรือซิมม้า และการจัดการเสาโทรคมนาคมหรือสายสัญญาณอินเทอร์เน็ตตามเขตชายแดนที่มีการลักลอบปล่อยสัญญาณเถื่อน จากการดำเนินงานของศูนย์ AOC ที่ผ่านมา ทำให้ได้รับข้อมูลเพื่อนำมาใช้ประโยชน์ในการวางแผน วิเคราะห์ และกำหนดนโยบายหรือมาตรการในการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมทางออนไลน์ได้อย่างตรงจุด โดยจากข้อมูลสถิติการปฏิบัติงานของศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ หรือ AOC ที่รวบรวมตั้งแต่ 1 พฤศจิกายน 2566 ถึง 31 ตุลาคม 2567 มีรายละเอียด ที่สำคัญดังนี้   สถิติการแจ้งเหตุและผลการดำเนินงานของศูนย์ AOC   ในช่วงเดือนพฤศจิกายน 2566 - ตุลาคม 2567 ศูนย์ AOC มีจำนวนการโทรเข้า 1441 ทั้งหมด 1,176,512 สาย และจำนวนการระงับบัญชีที่ต้องสงสัยอยู่ที่ 348,006 เคส ซึ่งแสดงถึงปัญหาการหลอกลวงทางออนไลน์ที่รุนแรงและขยายวงกว้าง โดยมีมูลค่าความเสียหายรวมประมาณ 19,000 ล้านบาท   กลุ่มอายุของผู้เสียหาย เมื่อพิจารณาตามช่วงอายุ   •กลุ่มอายุต่ำกว่า 20 ปี คิดเป็น 9,800 เคส มูลค่าความเสียหาย 193 ล้านบาท โดยผู้หญิงมีสัดส่วน 61.44 % ส่วนใหญ่ตกเป็นเหยื่อของการหลอกขายสินค้า/บริการที่ไม่เป็นขบวนการ และแก๊งคอลเซ็นเตอร์ •กลุ่มอายุ 20-49 ปี มีจำนวนสูงสุด 145,302 เคส มูลค่าความเสียหาย 8,223 ล้านบาท โดยผู้หญิงเป็นเหยื่อประมาณ 64.05% ซึ่งในกลุ่มนี้ส่วนใหญ่ตกเป็นเหยื่อของการหลอกโอนเงินเพื่อการหารายได้พิเศษ และการหลอกลงทุนออนไลน์ •กลุ่มอายุ 50-64 ปี และ อายุ 65 ปีขึ้นไป คิดรวมเป็น 41,901 เคส มูลค่าความเสียหายรวม 7,769 ล้านบาท โดยส่วนใหญ่ตกเป็นเหยื่อของการหลอกลงทุนออนไลน์ ซึ่งแสดงให้เห็นว่ากลุ่มผู้สูงอายุยังคงมีความเสี่ยงสูงในการถูกหลอกในลักษณะนี้   ทั้งนี้พบว่ากลุ่มที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด คือกลุ่ม 20-49 ปี ซึ่งมีจำนวนเคสสูงถึง 145,302 เคส รองลงมาคือกลุ่ม 50-64 ปี โดยพบว่าคดีที่พบบ่อยที่สุดในกลุ่มนี้คือ คดีหลอกโอนเงินเพื่อหารายได้พิเศษ และ คดีหลอกลงทุนออนไลน์ ซึ่งบ่งบอกถึงความสนใจและความเชื่อมั่นในโอกาสในการหารายได้ผ่านช่องทางออนไลน์ของกลุ่มในวัยนี้ และทำให้กลายเป็นกลุ่มเป้าหมายของมิจฉาชีพ   ด้านช่องทางการหลอกลวงที่พบมากที่สุด พบว่าเป็นช่องทางโซเชียลมีเดีย คือ Facebook จำนวน 26,804 เคส คิดเป็นมูลค่าความเสียหาย 718 ล้านบาท ตามมาด้วย Call Center มี 22,299 เคส มีมูลค่าความเสียหาย 945 ล้านบาท รวมทั้งช่องทาง เว็บไซต์ (16,510 เคส, 1,148 ล้านบาท), TikTok (994 เคส, 65 ล้านบาท) และช่องทางอื่น ๆ (20,518 เคส, 1,262 ล้านบาท)   ขณะที่จังหวัดที่มีการรับแจ้งเหตุและระงับบัญชีมากที่สุด ได้แก่ • กรุงเทพมหานคร - มีการแจ้งเหตุ 84,241 ครั้ง และระงับบัญชี 48,558 บัญชี • สมุทรปราการ - แจ้งเหตุ 17,853 ครั้ง และระงับบัญชี 10,968 บัญชี • นนทบุรี, ชลบุรี, ปทุมธานี ตามลำดับ   สถิติการแจ้งความคดีอาชญากรรมออนไลน์รวมทุกประเภท ในช่วงเดือนตุลาคม 2566 ถึงเดือนกันยายน 2567   ในภาพรวม พบว่า สถิติการแจ้งความคดีออนไลน์ มีแนวโน้มลดลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะเดือน ส.ค. และ ก.ย. 2567 ที่มีการแจ้งความคดีออนไลน์ 32,266 และ 29,579 คดี ซึ่งลดลงจากช่วง พ.ค – ก.ค 67 ที่มีจำนวนเฉลี่ยประมาณ 35,000 คดี ต่อเดือน ซึ่งสามารถประเมินได้ว่าเกิดจากการความร่วมมือในการขับเคลื่อนการป้องกันปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์อย่างเข้มข้น โดยมี ศูนย์ฯ AOC เป็นกลไกสำคัญในการบูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานหลากหลายภาคส่วน เช่น สำนักงานตำรวจแห่งชาติ สำนักงาน ปปง. กรมสอบสวนคดีพิเศษ ธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงาน กสทช. และสมาคมธนาคารไทย เพื่อร่วมกันกำหนดมาตรการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ให้เกิดเป็นรูปธรรม อาทิ การเฝ้าระวังบัญชีต้องสงสัย การระงับบัญชีที่ต้องสงสัยชั่วคราว การติดตามและนำผู้กระทำความผิดมาดำเนินคดี   อย่างไรก็ตามกระทรวงดีอี มุ่งมั่นที่ดำเนินมาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ ให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมและมีผลลัพธ์ที่ชัดเจน เพื่อลดจำนวนและผลกระทบจากขบวนการมิจฉาชีพ แก๊งคอลเซ็นเตอร์ โดยให้ความสำคัญกับการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อสร้างสังคมที่ปลอดภัยจากการภัยคุกคามทางออนไลน์ และการหลอกลวงในทุกรูปแบบที่สร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชน   --------------------------------------------------------------------------------------

  วันที่ 14 พฤศจิกายน 2567 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานในพิธีเปิดงาน ผนึกกำลังเครือข่ายป้องกันและคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของประเทศ” (PDPC’s Alliance moving forward on PDPA 2024) โดยมี ศาสตราจารย์พิเศษวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงดีอี นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ รองปลัดกระทรวงดีอี รักษาราชการแทนเลขาธิการคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สดช.) รักษาการแทนเลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPC) นางปิยนุช วุฒิสอน ผู้อำนวยการสำนักงานสถิติแห่งชาติ รักษาราชการแทนรองปลัดกระทรวงดีอี นายพรรณธนู วรรณกางซ้าย ที่ปรึกษารัฐมนตรีฯ กระทรวงดีอี นายอัฐฐเสฏฐ จุลเสฏฐพานิช เลขานุการรัฐมนตรีฯ กระทรวงดีอี พร้อมด้วยผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม  ณ ห้องประชุมแกรนด์ ไดมอนด์ บอลรูม อิมแพคเมืองทองธานี   โดยรองนายกฯ ประเสริฐ หวังอนาคตข้อมูลรั่วไหลต้องเป็น “ 0 ” โดยสถิติการรั่วไหลของข้อมูลส่วนบุคคลของไทย ปัจจุบันอยู่ที่ 1.48% ตั้งเป้าปีหน้าต้องไม่เกิน 1% และจะเดินหน้าดำเนินการอย่างต่อเนื่องให้เป็น 0 ในอนาคต วันนี้เป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการขับเคลื่อนการปกป้องข้อมูลส่วนบุคคลของประเทศไทย โดยเป็นการรวมพลังความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ เอกชน และประชาชน เพื่อยกระดับมาตรฐานการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลให้เป็นที่ยอมรับในระดับสากล และแก้ไขปัญหาการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคลในยุคดิจิทัล เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในการใช้บริการทางดิจิทัลของประชาชน

วันที่ 15 พฤศจิกายน 2567 ศาสตราจารย์พิเศษวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ในฐานะประธานกรรมการ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) กล่าวเปิดสัมมนาวิชาการ SEC Capital Market Symposium 2024 เวทีแห่งการพัฒนาความรู้ แลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่าง สำนักงาน ก.ล.ต. นักวิจัย หน่วยงานภาครัฐ สถาบันการศึกษา ผู้ประกอบธุรกิจในตลาดทุน ผู้ลงทุน และผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง ณ ห้อง World Ballroom ชั้น 23 โรงแรม Centara Grand & Bangkok Convention Centre at Central World กรุงเทพฯ   ทั้งนี้ภายในงานมีการเสวนาโดยผู้เชี่ยวชาญนำเสนอมุมมองเกี่ยวกับการพัฒนาศักยภาพในการแข่งขันและการปรับตัวของตลาดทุนไทย พร้อมนำเสนอผลงานวิจัยด้านตลาดทุนจากสำนักงาน ก.ล.ต. และนักวิจัยจากสถาบันการศึกษา รวมถึงรับฟังข้อคิดเห็นจากผู้ปฏิบัติงานจริง เพื่อร่วมกันพัฒนาตลาดทุนไทยให้ตอบสนองความต้องการของทุกภาคส่วนอย่างมีประสิทธิภาพ

  วันที่ 15 พฤศจิกายน 2567 นายเอกพงษ์ หริ่มเจริญ ผู้ตรวจราชการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ร่วมเป็นวิทยากรบรรยายพิเศษในการอบรมหลักสูตรการป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.) รุ่นที่ 67 ประเด็นภารกิจสำคัญ ของ กระทรวงดีอี ในหัวข้อ “ภารกิจศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมทางออนไลน์ Anti-Online-Scam Operation Center (AOC 1441)” เพื่อเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจ และบทบาทหน้าที่ของกระทรวงดีอี เกี่ยวกับการป้องกันและแก้ไขปัญหาอาชญากรรมทางออนไลน์ที่กำลังเป็นภัยคุกคามสำคัญในปัจจุบัน โดยมีผู้แทนจากหน่วยงานและผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ณ ห้อง NT Auditorium บมจ.โทรคมนาคมแห่งชาติ (NT)

  นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เปิดเผยว่า กระทรวง ดีอี ร่วมกับ สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ(กสทช.) สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) ผู้ให้บริการเครือข่ายโทรคมนาคม และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งรัดการป้องกันและปราบปรามการก่ออาชญาการรมทางเทคโนโลยี ผ่านการร่วมดำเนินโครงการ “DE-fence platform” (หรือ แพลตฟอร์มกันลวง) เพื่อป้องกัน “แก๊งคอลเซ็นเตอร์” โทรหลอกลวงประชาชน   จากสถิติของศูนย์บริหารการรับแจ้งความออนไลน์ ตร. ตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. 2566 - 30 ก.ย. 2567 (12 เดือน) พบว่า มีการรับแจ้งความออนไลน์คดีอาชญากรรมทางเทคโนโลยี จำนวนทั้งสิ้น 3.3 แสนคดี หรือคิดเป็นมูลค่าความเสียหายมากกว่า 3.7 หมื่นล้านบาท  ซึ่งถือเป็นความเสียหายรุนแรงที่เกิดขึ้นกับประชาชน และปัจจุบันยังคงเกิดการหลอกลวงโดย “แก๊งคอลเซ็นเตอร์” อยู่อย่างต่อเนื่อง พร้อมกับการที่มิจฉาชีพได้พัฒนาการก่อเหตุโดยการใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ และปรับเปลี่ยนรูปแบบการหลอกลวงไปอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะการหลอกลวงผ่านการโทรศัพท์และส่ง SMS ถึงผู้เสียหาย   ทั้งนี้จากการหารือแนวทางการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ระหว่างกระทรวงดีอี กสทช. สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) สำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (สกมช.) สมาคมโทรคมนาคมแห่งประเทศไทยฯ  สมาคมธนาคารไทย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เห็นชอบในการจัดตั้งโครงการพัฒนาแพลตฟอร์มป้องกันการโทรหลอกลวง “DE-fence platform” เพื่อพัฒนาแพลตฟอร์มป้องกันการโทรหลอกลวง รวมทั้ง ส่ง SMS หลอกลวง เป็นแพลตฟอร์มที่ใช้ในการแจ้งเตือนประชาชน ช่วยในการคัดกรองสายเรียกเข้า และข้อความสั้น ของคนร้าย รวมถึงช่วยยืนยันเบอร์จากหน่วยงานสำคัญ เช่น ตำรวจ หรือ สถาบันการเงิน เป็นต้น ภายใต้ชื่อ “DE-fence platform” (หรือ แพลตฟอร์มกันลวง) ซึ่งจะเป็นแพลตฟอร์มสำคัญในการใช้งานป้องกันปัญหาอาชญากรรมทางเทคโนโลยีได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น   สำหรับ DE-fence platform เป็นการบูรณาการการทำงานผู้ที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด ทั้งกลุ่มผู้ให้บริการโทรคมนาคม กสทช ผู้บังคับใช้กฎหมาย อาทิ ตำรวจ และ กระทรวงดีอี เพื่อสอดรับกับนโยบายภาครัฐที่มุ่งเน้นการแก้ปัญหาแก๊งคอลเตอร์ และข้อความสั้น (SMS) หลอกลวง   รองนายกฯ ประเสริฐ กล่าวว่า มาตรการนี้ เป็นการป้องกัน “แก๊งคอลเซ็นเตอร์” ที่ใช้การโทรและ ส่ง SMS หลอกลวงประชาชน ควบคู่กับมาตรการลงทะเบียนผู้ให้บริการส่ง SMS ใหม่ทั้งระบบ ภายในปี 2567 นี้ และต้องมีการลงทะเบียนทุกๆ ปี เพื่อให้สามารถระบุว่า ผู้ให้บริการ และ ผู้ส่ง SMS คือใคร รวมทั้งการลงทะเบียนการส่ง SMS แนบลิงก์ จะต้องระบุรายละเอียดของข้อความ และลิงก์ เพื่อให้ผู้ให้บริการเครือข่าย ตรวจสอบลิงก์ ก่อนที่จะส่ง SMS ไปยังผู้ใช้บริการ (End user)   ด้านนายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ ในฐานะรักษาราชการแทนเลขาธิการคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (สดช.) ได้กล่าวว่า เมื่อสิ้นเดือน ตุลาคม 2567 รองนายกฯ ประเสริฐ ได้สั่งการให้สำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (สดช.) เร่งพัฒนา DE-fence platform ให้พร้อมใช้ในต้นปี 2568   สำหรับจุดเด่น ของ DE-fence platform คือ การเชื่อมต่อฐานข้อมูลระหว่างผู้ประกอบการโทรคมนาคม เพื่อให้ได้ข้อมูลเลขหมายที่เป็นปัจจุบันมากที่สุด รวมถึงการเชื่อมต่อกับฐานข้อมูลของ ตร. สำนักงาน ปปง. ศูนย์ AOC 1441 และ กระทรวงดีอี เพื่อใช้ในการเตือนประชาชน ทำให้ประชาชนทราบข้อมูลของผู้โทรเข้าว่า เป็นมิจฉาชีพหรือไม่ ความเสี่ยงของเบอร์โทรอยู่ระดับใด ก่อนรับสายหรืออ่านข้อความ SMS รวมถึงสามารถตรวจหาความผิดปกติของ Link ที่แนบมากับ SMS ได้ เมื่อผู้รับต้องการตรวจสอบ นอกจากนี้ยังมีระบบการแจ้งความออนไลน์ และการแจ้งอายัดบัญชีคนร้าย ผ่านโทรสายด่วน AOC 1441 พร้อมระบบการยืนยันตัวตนของผู้ใช้งาน เพื่อส่งข้อมูลให้กับ ตร. ดำเนินการปราบปรามการกระทำผิดของมิจฉาชีพได้ทันที   DE-fence platform จะใช้หลักการในการแบ่งสายโทรเข้า รวมถึง SMS ที่ได้รับ โดยแบ่งเป็น 3 กลุ่มสี คือ  1) Blacklist หรือ สีดำ ซึ่งเป็นหมายเลขการติดต่อจากคนร้ายที่ได้รับการยืนยันจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว และแนะนำให้ผู้ใช้บริการเลือก Block หรือ ปิดกั้นแบบอัตโนมัติ  2) Greylist หรือ สีเทา เป็นการติดต่อจากหมายเลขที่ต้องสงสัย ซึ่งติดต่อจากต่างประเทศ หรือ ติดต่อจากอินเตอร์เน็ต โดยระบบจะแจ้งเตือนให้ผู้ใช้บริการได้รู้ถึงระดับความเสี่ยงของสายโทรเข้า หรือ SMS ดังกล่าว  3) Whitelist หรือ สีขาว เป็นหมายเลขที่ได้รับการยืนยันจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องว่าเป็นหมายเลขของหน่วยงานรัฐ หรือ หมายเลขหน่วยงานที่ลงทะเบียนถูกต้อง รวมถึงเป็นหมายเลขที่ผู้ใช้บริการ platform ยืนยันว่าเป็นหมายเลขที่ต้องการรับสาย หรือ ยินยอมรับข้อความ ทั้งนี้ ระบบ จะมีการทำงานแบบ Real time เพื่อเป็นข้อมูลให้กับ ตร. และ หน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย ในการวิเคราะห์ และวางแผนในการปราบปรามและป้องกันการหลอกลวงได้อย่างมีประสิทธิภาพ อย่างไรก็ตามการพัฒนา DE-fence platform ในระยะแรกจะเน้นที่เบอร์โทร และ SMS ก่อน โดยเฉพาะ whitelist ที่เป็นของหน่วยงานรัฐ ที่คนร้ายชอบใช้ก่อน และในระยะต่อไปจะขยาย whitelist ให้ครอบคลุมมากขึ้น พร้อมทั้งขยายการป้องกันและแจ้งเตือนสำหรับการติดต่อทางโซเชียลมีเดีย

วันที่ 14 พฤศจิกายน 2567 ศาสตราจารย์พิเศษวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) พร้อมด้วย นางพงษ์สวาท นีละโยธิน ปลัดกระทรวงยุติธรรม ร่วมพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงร่วมมือด้านการป้องกันและปราบปรามการใช้ช่องทางออนไลน์ กระทำความผิด การสื่อสารหรือแสดงออกในลักษณะยุยงหรือส่งเสริมความเกลียดชังผ่านสื่อออนไลน์ โดยมี นายไตรยฤทธิ์ เตมหิวงศ์ รองปลัดกระทรวงยุติธรรม นางสาวยุพาภรณ์ ศิริกิจพาณิชย์กูล ผู้ช่วยปลัดกระทรวงดีอี และผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ณ ห้องประชุม MDES 1 ชั้น 9

  วันที่ 18 พฤศจิกายน 2567 นายเอกพงษ์ หริ่มเจริญ ผู้ตรวจราชการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ร่วมเป็นเกียรติเข้าร่วมงานพร้อมรับโล่เกียรติคุณแทนคำขอบคุณ ในงานประกาศความสำเร็จ โครงการ เดิน วิ่ง ปั่น ป้องกันอัมพาต ครั้งที่ 10 เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567 โดยมี ศ.นพ. อภิชาติ อัศวมงคลกุล คณบดี คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล เป็นผู้รับมอบ พร้อมด้วยผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ณ หอประชุมราชแพทยาลัย คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล  

ศาสตราจารย์พิเศษวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เปิดเผยว่า ตามนโยบายการปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีของกระทรวงดีอีและรัฐบาล เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น กระทรวงดีอี และกระทรวงยุติธรรม จึงได้ร่วมลงนาม (MOU) เรื่อง “บันทึกข้อตกลงความร่วมมือด้านการป้องกันและปราบปรามการใช้ช่องทางออนไลน์กระทำความผิด การสื่อสารหรือแสดงออกในลักษณะยุยงหรือส่งเสริมความเกลียดชังผ่านสื่อออนไลน์” เพื่อป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดทุกรูปแบบที่ใช้ช่องทางออนไลน์ในการกระทำผิด   ทั้งนี้ปัจจุบันพบว่า ประเด็นของการสื่อสารหรือการแสดงออกในลักษณะยุยงและสร้างความเกลียดชัง โดยให้ช่องทางโซเชียลมีเดีย มีความรุนแรงเพิ่มขึ้น โดยในเรื่องดังกล่าวมีความเกี่ยวข้องกับการดำเนินงานของกระทรวงยุติธรรมในหลายด้าน อาทิ สิทธิมนุษยชน เรื่องของการใช้คำพูดเหยียบหยาม การด้อยค่า ซึ่งกระทรวงยุติธรรม มีหน่วยงานที่ดูแลเกี่ยวกับเรื่องนี้ เช่น กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ และสำนักงานยุติธรรมจังหวัด ที่จะสามารถส่งต่อข้อมูลมายังกระทรวงดีอี เพื่อตรวจสอบและดำเนินการปิดกั้น URL ที่กระทำความผิด   ขณะเดียวกัน การจัดการกับปัญหาออนไลน์ ด้วยการดําเนินคดีอาญาค่อนข้างจะยากลําบาก เนื่องจากบางครั้งผู้ที่กระทำความผิด ไม่ได้อยู่ในประเทศ เมื่อประชาชนได้รับผลกระทบแล้ว ไม่ได้รับการเยียวยา ซึ่งในส่วนนี้กระทรวงยุติธรรมมีกลไกทางทนายและนักกฎหมายที่สามารถช่วยหรือประชาชนได้ในการฟ้องร้องคดีแพ่ง พร้อมกับการใช้กลไกผ่านทางกองทุนยุติธรรม และสำนักงานยุติธรรมจังหวัด และการเพิ่มความรับผิดชอบของผู้ให้บริการโทรคมนาคม ซึ่งสิ่งเหล่านี้กำลังอยู่ในกระบวนการของการแก้ไขกฎหมายเพิ่มเติม โดยจะช่วยให้การดูแลเกี่ยวกับสิทธิหน้าที่ของประชาชนมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ช่วยให้ประชาชนสามารถใช้เทคโนโลยีดิจิทัลด้วยความมั่นคงปลอดภัย ไม่ถูกคุมคามจากอาชญากรรมทางเทคโนโลยี และสามารถเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมได้อย่างรวดเร็ว และเท่าเทียม พริ้อมกันนี้กระทรวงดีอี จะให้การสนับสนุนเรื่องของโครงสร้างพื้นฐานระบบการบริหารจัดการข้อมูล รวมถึงการพัฒนาเรื่องการจัดเก็บข้อมูลผ่านระบบคลาวด์   ด้านนางพงษ์สวาท นีละโยธิน ปลัดกระทรวงยุติธรรม (ยธ.) กล่าวว่า วัตถุประสงค์ของ MOU ฉบับนี้ คือการสร้างความปลอดภัยทางสังคมให้กับประชาชน ซึ่งการร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือในครั้งนี้ ได้นำเอาจุดแข็งของทั้งสองกระทรวงมาบูรณาการการทำงานร่วมกัน เพื่อให้ความช่วยเหลือแก้ไขปัญหาภัยออนไลน์ให้กับประชาชน โดยเฉพาะเรื่องเฟกนิวส์ หรือ ข่าวปลอม ซึ่งเป็นปัญหาสำคัญระดับประเทศ โดยรัฐบาลเองได้มอบนโยบายให้เป็นวาระแห่งชาติ รวมไปถึงการก่ออาชญากรรมออนไลน์ ซึ่งเกี่ยวข้องกับซิมผี บัญชีม้า   --------------------------------------------------------------------------------------

  นางสาววงศ์อะเคื้อ บุญศล โฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ฝ่ายการเมือง เปิดเผยว่า ในช่วงวันที่ 11 – 17 พฤศจิกายน 2567 ที่ผ่านมา ศูนย์ AOC 1441 (Anti Online Scam Operation Center) ได้มีรายงานเคสตัวอย่างอาชญากรรมออนไลน์ที่ประชาชนได้รับผลกระทบจากการถูกหลอกลวง จำนวน 5 เคส ประกอบด้วย    คดีที่ 1 คดีข่มขู่ทางโทรศัพท์ให้เกิดความกลัวแล้วหลอกให้โอนเงิน (Call Center) มูลค่าความเสียหาย 2,982,000 บาท โดยผู้เสียหายได้รับการติดต่อจากมิจฉาชีพผ่านทางโทรศัพท์ อ้างตนเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจป้องกันและปราบปรามยาเสพติด แจ้งว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการลักลอบค้ายาเสพติดจากคำซัดทอดของผู้ต้องหา จากนั้นได้เพิ่มเพื่อนทาง Line มีการสนทนาผ่าน VDO Call และขอตรวจสอบเส้นทางการเงินในบัญชี หากไม่ให้ความร่วมมือจะมีความผิดตามกฎหมาย ตนหลงเชื่อ จึงให้ความร่วมมือและโอนเงินไป ภายหลังการโอนเงินเสร็จไม่สามารถติดต่อได้อีก ผู้เสียหายเชื่อว่าตนเองถูกมิจฉาชีพหลอก   คดีที่ 2 คดีหลอกลวงให้โอนเงินเพื่อทำงานหารายได้พิเศษ มูลค่าความเสียหาย 652,068 บาท โดยผู้เสียหายได้รับการติดต่อจากมิจฉาชีพผ่านทางโทรศัพท์ อ้างตนว่าเป็นเจ้าหน้าที่ Shopee ชักชวนทำงานหารายได้พิเศษ ตนสนใจจากนั้นเพิ่มเพื่อน ทาง Line มิจฉาชีพแจ้งให้ตนเลือกสินค้าเพื่อนำมาโพรโมต ช่วงระหว่างรอสินค้ามีกิจกรรมให้เข้าร่วมเป็นการโอนเงินลงทุน ช่วงแรกได้รับผลตอบแทนจริง ภายหลังตนลงทุนเพิ่มมากขึ้นแต่ไม่ได้รับเงิน มิจฉาชีพแจ้งว่าตนทำรายการผิดพลาด ต้องโอนเงินเพิ่มเพื่อให้ทางระบบเปิดให้ทำการแก้ไข ผู้เสียหายเชื่อว่าตนเองถูกมิจฉาชีพหลอก    คดีที่ 3 คดีหลอกลวงให้ลงทุนผ่านระบบคอมพิวเตอร์ มูลค่าความเสียหาย 441,978 บาท โดยผู้เสียหายได้พบโฆษณารับสอนเทรดหุ้นผ่านช่องทาง Tiktok ตนสนใจจึงเพิ่มเพื่อนทาง Line เพื่อสอบถามรายละเอียดและสมัครสมาชิก จากนั้นมิจฉาชีพให้ตนทดลองเทรดหุ้น โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายและสามารถถอนเงินออกมาได้ ต่อมามีการดึงข้า Group Line และให้ลงทุนเทรดหุ้นเพิ่ม รอบแรกได้เงินคืน ภายหลังลงทุนเพิ่มมากขึ้นแต่ไม่สามารถ ถอนเงินได้ มิจฉาชีพแจ้งว่าตนทำรายการผิดพลาดจะต้องโอนเงินไปเพื่อให้ทางระบบ เปิดให้ทำการแก้ไข หลังจากโอนเงินเสร็จยังไม่สามารถถอนเงินได้ ผู้เสียหายเชื่อว่าตนเอง ถูกมิจฉาชีพหลอก    คดีที่ 4 คดีหลอกลวงให้ลงทุนผ่านระบบคอมพิวเตอร์ มูลค่าความเสียหาย 414,570 บาท ทั้งนี้ ผู้เสียหายได้พบโฆษณาชักชวนเทรดหุ้นผ่านช่องทาง Facebook ตนสนใจจึงเพิ่มเพื่อน ทาง Line จากนั้นถูกดึงเข้า Group Line มิจฉาชีพแนะนำและสอนขั้นตอนต่างๆ แล้วให้โอนเงินเพื่อทำการเทรดหุ้น ในครั้งแรกจะยังไม่ได้รับผลตอบแทน มิจฉาชีพแจ้งว่าให้โอนเงิน เทรดหุ้นเพิ่มขึ้นก่อน ตนหลงเชื่อจึงโอนเงินเพิ่ม ต่อมาได้ถูกลบออกจาก Group Line จึงได้ติดต่อสอบถามกับบริษัทที่ได้ลงทุน จึงทราบว่าบริษัทถูกมิจฉาชีพนำชื่อไปแอบอ้าง ผู้เสียหายเชื่อว่าตนเองถูกมิจฉาชีพหลอก   และคดีที่ 5  คดีหลอกลวงให้รักแล้วโอนเงิน (Romance Scam) มูลค่าความเสียหาย 187,000 บาท โดยผู้เสียหายได้รับการติดต่อจากมิจฉาชีพผ่านช่องทาง Tiktok อ้างตนว่ามีอาชีพเป็นวิศวกร อยู่ต่างประเทศ ใช้โพรไฟล์เป็นชายหนุ่มหน้าตาดี และได้เพิ่มเพื่อนทาง Line จากนั้นพูดคุยกันจนสนิทใจ ต่อมามิจฉาชีพแจ้งกับตนว่ากำลังจะหมดสัญญากับทางบริษัทได้เซ็นใบลาออกและรับเงินชดเชย ระหว่างเดินทางไปรับเงินได้ถูกควบคุมตัว จึงขอให้ตนช่วยเหลือโอนเงินค่าประกันตัวให้ โดยอ้างว่าจะคืนเงินให้ภายหลัง ตนหลงเชื่อจึงโอนเงินไป จากนั้นมิจฉาชีพแจ้งว่าได้โอนเงินคืนให้แล้วผ่านสำนักงานรับโอนเงินระหว่างประเทศ Western Union ตนจึงเดินทางไปตรวจสอบแต่กลับไม่พบข้อมูล ผู้เสียหายเชื่อว่าตนเองถูกมิจฉาชีพหลอก    สำหรับมูลค่าความเสียหายที่เกิดขึ้นทั้ง 5 คดี รวม 4,677,616 บาท   ทั้งนี้ ผลการดำเนินงานของ ศูนย์ AOC 1441 ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2566 ถึง วันที่ 15 พฤศจิกายน 2567 มีตัวเลขสถิติผลการดำเนินงาน ดังนี้   1. สายโทรเข้า 1441 จำนวน 1,219,066 สาย / เฉลี่ยต่อวัน 3,200 สาย   2. ระงับบัญชีธนาคาร จำนวน 384,397 บัญชี / เฉลี่ยต่อวัน 1,134 บัญชี   3. ระงับบัญชีตามประเภทคดีสูงสุด 5 ประเภท ได้แก่ (1) หลอกลวงซื้อขายสินค้าหรือบริการ 114,034 บัญชี คิด เป็นร้อยละ 29.67 (2) หลอกลวงหารายได้พิเศษ 94,044 บัญชี คิดเป็นร้อยละ 24.47 (3) หลอกลวงลงทุน 58,595 บัญชี คิดเป็นร้อยละ 15.24 (4) หลอกลวงให้โอนเงินเพื่อรับรางวัล 32,488 บัญชี คิดเป็นร้อยละ 8.45  (5) หลอกลวงให้กู้เงิน 29,957 บัญชี คิดเป็นร้อยละ 7.79 (และคดีอื่นๆ 55,279 บัญชี คิดเป็นร้อยละ 14.38)    “จากเคสตัวอย่างจะเห็นได้ว่า มิจฉาชีพ ใช้วิธีการหลอกลวงผู้เสียหาย ผ่านทางโทรศัพท์ อ้างเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจข่มขู่ ผู้เสียหายเกี่ยวกับการลักลอบค้ายาเสพติดและให้ผู้เสียหายติดต่อผ่านทางโซเชียลมีเดีย คือ Line เพื่อตรวจสอบเส้นทางการเงิน รวมทั้งหลอกลวงชวนหารายได้พิเศษและชักชวนเทรดหุ้นผ่านช่องทางออนไลน์ต่างๆ ทั้งนี้ขอย้ำว่า กรณีการข่มขู่ผู้เสียหายอ้างตนเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ ว่ามีการกระทำผิดในการลักลอบค้ายาเสพติด ขอให้ผู้เสียหายตรวจสอบข้อมูลจากศูนย์ AOC 1441 เพื่อความแน่ใจ ก่อนที่จะมีการดำเนินการใดๆ เพื่อความปลอดภัย   ด้านกรณีการร่วมลงทุนผ่านช่องทางออนไลน์ต่างๆ ที่ไม่มีการรับรองโดยหน่วยงานที่มีความน่าเชื่อถือ เป็นการเสี่ยงต่อการถูกหลอกลวง ขอให้ผู้เสียหายตรวจสอบติดต่อสอบถามไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อสอบถามรายละเอียดให้แน่ชัด หรือติดต่อผ่านทางสายด่วน AOC 1441 เพื่อยืนยันตรวจสอบข้อเท็จจริง ก่อนที่จะมีการดำเนินการใดๆ ทั้งการให้ข้อมูลส่วนบุคคล และทำการเพิ่มเพื่อนในโซเชียลมีเดีย นอกจากนี้ควรตรวจสอบการลงทุนในธุรกิจต่างๆ อย่างรอบคอบ และติดต่อสอบถามไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อสอบถามรายละเอียดให้แน่ชัด หรือติดต่อผ่านทางสายด่วน AOC 1441 เพื่อยืนยันตรวจสอบข้อเท็จจริง” นางสาววงศ์อะเคื้อ กล่าว   อย่างไรก็ตาม ขอให้ประชาชนยึดหลัก 4 ไม่ คือ 1. ไม่กดลิงก์ 2.ไม่เชื่อ 3.ไม่รีบ และ 4.ไม่โอน ก่อนที่จะทำธุรกรรมใดๆ อย่ากดเข้าลิงก์เว็บไซต์ หรือดาวน์โหลด และอัพโหลดแพลตฟอร์ม ที่มีการส่งต่อจากช่องทางที่ไม่แน่ใจ โดย กระทรวง ดีอี ได้เร่งดำเนินการปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ทุกรูปแบบร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการเผยแพร่ให้ความรู้เกี่ยวกับการป้องกันภัยอาชญากรรมออนไลน์ ผ่านศูนย์ AOC 1441 เพื่อแก้ไขปัญหาที่ส่งผลกับประชาชนอย่างต่อเนื่อง   หากประชาชนโดนหลอกออนไลน์ โทรแจ้งดำเนินการ ระงับ อายัดบัญชี AOC 1441 แจ้งเบาะแส ข่าวปลอม และอาชญากรรมออนไลน์ทุกรูปแบบ โทรสายด่วน 1111 (24 ชม.) |  Line ID: @antifakenewscenter | เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com                                        --------------------------------------------------------------------------------------

วันที่ 19 พฤศจิกายน 2567 ศาสตราจารย์พิเศษวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ร่วมกล่าวในงานสัมมนานานาชาติ Telecoms World Asia 2024  (TWA2024) ในหัวข้อ STRENGTHENING THE DIGITAL ECONOMY IN ASIA: INSIGHT FROM THAILAND การพัฒนาและเสริมสร้างความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจดิจิทัลในประเทศไทย ณ เซ็นทารา แกรนด์ และบางกอกคอนเวนชัน เซ็นเตอร์ เซ็นทรัลเวิลด์   งานสัมมนา TWA2024 ถือเป็นเวทีสำคัญระดับนานาชาติที่รวบรวมผู้เชี่ยวชาญและผู้นำด้านดิจิทัลจากประเทศต่างๆ ในภูมิภาคเอเชีย เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และวิสัยทัศน์ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัล

  วันที่ 19 - 22 พฤศจิกายน 2567 นางปิยนุช วุฒิสอน ผู้อำนวยการสำนักงานสถิติแห่งชาติ รักษาราชการในตำแหน่งรองปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ในฐานะหัวหน้าคณะผู้แทนไทย ได้เข้าร่วมการประชุมคณะกรรมการจัดการ สมัยที่ 48 (The 48th Session of the Management Committee of the APT : MC-48) ซึ่งจัดขึ้นโดย องค์การโทรคมนาคมแห่งเอเชียแปซิฟิก (Asia Pacific Telecommunity : APT) ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย   ทั้งนี้ นางปิยนุช ได้ร่วมกล่าว Statement ภายในงาน ในนามประเทศไทย โดยได้ระบุว่า ประเทศไทยมีความมุ่งมั่นที่จะใช้ประโยชน์จากการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลเพื่อฟื้นฟูอุตสาหกรรม ส่งเสริมนวัตกรรม เช่น ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และขยายเศรษฐกิจดิจิทัล การลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน เช่น โครงการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงในหมู่บ้าน เพื่อเชื่อมโยงโครงข่ายอินเทอร์เน็ตกว่า 40,283 หมู่บ้าน และลดช่องว่างทางดิจิทัล โดยไทยให้ความสำคัญกับความเท่าเทียม พร้อมสนับสนุนคนพิการ และดำเนินการรัฐบาลไร้กระดาษผ่านระบบ e-Document นโยบาย GO Cloud First เพื่อส่งเสริมนวัตกรรม ความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ และความยั่งยืน   พร้อมกันนี้ ประเทศไทยได้จัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการต่อต้านการหลอกลวงออนไลน์ (AOC) และร่วมมือกับอาเซียนเพื่อเสริมสร้างความมั่นคงในภูมิภาคต่อสู้กับภัยคุกคามทางไซเบอร์ โดยโครงการริเริ่มดังกล่าวได้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของไทยในการสร้างอนาคตด้านดิจิทัลที่ปลอดภัย รวมถึงการพัฒนานวัตกรรม ซึ่งสอดคล้องกับแผนยุทธศาสตร์ APT 2567 - 2569 ที่ได้รับการรับรองในที่ประชุมสมัชชาใหญ่ ครั้งที่ 16   การประชุม MC เป็นการประชุมองค์กรบริหารของ APT ซึ่งจัดเป็นประจำทุกปี เพื่อพิจารณาและให้ความเห็นชอบแผนงาน โครงการของ APT การเบิกจ่ายเงินและการบริหารงานในปีที่ผ่านมา ตลอดจนพิจารณาจัดสรรงบประมาณตามแผนงานและโครงการเพื่อดำเนินการในปีถัดไป โดยที่ประชุม MC เป็นกลไกสำคัญทำหน้าที่ตรวจสอบการทำงานของสำนักเลขาธิการ APT   สำหรับที่ประชุม MC-48 ได้ร่วมหารือประเด็นสำคัญ ได้แก่ การรับทราบรายงานผลการประชุมต่าง ๆ ของ APT ในปี ค.ศ. 2024 และที่ประชุมได้ร่วมหารือเกี่ยวกับ การพิจารณารายงานโครงการ Extra Budgetary Contribution (EBCs) ปี ค.ศ. 2024 และคำขอเงินสนับสนุนโครงการฯ ปี ค.ศ. 2024 การเตรียมการประชุม Asia-Pacific ICT Ministerial Meeting ในปี ค.ศ. 2024 การพิจารณาข้อเสนอจากประเทศสมาชิก สมาชิกสมทบ และประธาน MC หรือเลขาธิการ APT การเลือกตั้งประธานและรองประธาน MC เพื่อทำหน้าที่ในสมัยถัดไป และกำหนดการและสถานที่จัดการประชุม MC สมัยที่ 49

วันที่ 19 พฤศจิกายน 2567 นายณัฐพล ณัฏฐสมบูรณ์ รองปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เข้าร่วมการทดสอบความเป็นไปได้ของระบบ (Proof of concept : POC) การแจ้งเตือนภัยผ่านโทรศัพท์เคลื่อนที่ (Cell Broadcast) โดยมี นายไตรรัตน์ วิริยะศิริกุล รองเลขาธิการ รักษาการแทนเลขาธิการ กสทช. เป็นประธาน และ นายกองเอกอดุลย์ ชูทอง รองผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต กล่าวต้อนรับ พร้อมด้วยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม อาทิ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ (AIS TRUE NT) ณ ศาลากลางจังหวัดภูเก็ต   สำหรับระบบ Cell Broadcast เป็นเทคโนโลยีที่จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการแจ้งเตือนภัยพิบัติให้กับประชาชนผ่านโทรศัพท์มือถือ เพื่อให้ประชาชนสามารถรับทราบข้อมูลและเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉินได้อย่างทันท่วงที

วันอังคารที่ 19 พฤศจิกายน 2567 นายณัฐพล ณัฏฐสมบูรณ์ รองปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) พร้อมคณะฯ ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมการดำเนินงานของสำนักงานสถิติจังหวัดภูเก็ต และ ศูนย์บริการ NT ภูเก็ต 1 ซึ่งเป็นหน่วยงานในสังกัดของกระทรวงดีอี โดยมี นางสาวฮาซานะฮ์ เล็กหีม สถิติจังหวัดภูเก็ต และ นายฑิฆัมพร สมอทอง โทรคมนาคมจังหวัดภูเก็ต พร้อมเจ้าหน้าที่ให้การต้อนรับ ณ จ. ภูเก็ต

    นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เปิดเผยว่า จากผลการดำเนินเฝ้าระวัง ตรวจสอบภัยออนไลน์ ตามมาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์อย่างเข้มข้น ของกระทรวงดีอี และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งถือเป็นหนึ่งในนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาล น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ทำให้ขณะนี้มิจฉาชีพได้เปลี่ยนรูปแบบการหลอกลวงให้มีความหลากหลายมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะการใช้ เพจ/URL ปลอม โดยอ้างอิงหน่วยงานรัฐ เปิดรับให้ความช่วยเหลือผู้เสียหายจากคดีออนไลน์ทำให้ประชาชนหลงเชื่อ   “ปัจจุบันพบว่ามิจฉาชีพได้เปลี่ยนรูปแบบวิธีการหลอกลวงให้มีความน่าเชื่อถือมากยิ่งขึ้น โดยเปิดเพจปลอม และนำเอารูปของผม หรือรูปของนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ และผู้บริหารหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการปราบปรามภัยออนไลน์มาใช้อ้างอิง เพื่อหลอกลวงประชาชน เช่น เพจกองทุนเพื่อเข้าถึงความยุติธรรม ฯลฯ ซึ่งกระทรวงดีอี ได้ประสานผู้ให้บริการโซเชียลมีเดีย ผู้ให้บริการเครือข่ายอินเทอร์เน็ต ดำเนินการปิดกั้นเพจปลอมดังกล่าวไปแล้ว เพื่อป้องกันประชาชนไม่ให้ตกเป็นเหยื่อ พร้อมกันนี้กระทรวงดีอี จะดำเนินคดีอย่างถึงที่สุด เพราะถือว่าการกระทำดังกล่าวเป็นการซ้ำเติมประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อน” รองนายกฯ ประเสริฐ กล่าว   ขณะเดียวกันกระทรวงดีอี ได้ร่วมกับกระทรวงยุติธรรม (ยธ.) บูรณาการความร่วมมือด้านการป้องกันและปราบปรามการใช้ช่องทางออนไลน์กระทำความผิด โดย ยธ.พร้อมให้ความช่วยเหลือประชาชนด้านการฟ้องคดี เรียกร้องค่าเสียหาย ขณะเดียวกันกระทรวงดีอี ยังได้ดำเนินการแก้ไขปรับปรุงเพิ่มเติม พ.ร.ก.มาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พ.ศ.2566 เพื่อเพิ่มบทลงโทษให้กับผู้กระทำผิดกฎหมายดังกล่าว รวมไปถึงการประสานงานกับผู้ให้บริการโซเชียลมีเดีย ในการกำหนดเงื่อนไขการซื้อโฆษณาที่จะต้องมีการตรวจสอบเนื้อหาของโฆษณา และการยืนยันตัวตนก่อนการซื้อโฆษณาในโซเชียลมีเดียทุกครั้ง     อย่างไรก็ตามขอให้ประชาชนสังเกตุเครื่องหมายติ๊กถูกสีฟ้าด้านหลังชื่อบัญชีเพจของหน่วยงาน ซึ่งเป็นการยืนยันว่าเป็นเพจทางการของหน่วยงานที่ได้รับการยืนยันตัวตนแล้ว ไม่ใช่มิจฉาชีพ และขออย่าหลงเชื่อ เพจ/URL ที่น่าสงสัย ซึ่งถูกส่งต่อๆกันจากบุคคลที่ไม่รู้จักหรือไม่น่าไว้วางใจ หรือกดลิงก์แพลตฟอร์มต้องสงสัยภายในโซเชียลมีเดีย เพจ และ URLs ผิดกฎหมาย เพราะอาจตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพ ทำให้สูญเสียทรัพย์สินหรือข้อมูลส่วนบุคคลได้ หรือหากมีการแชร์ต่อๆกัน อาจทำให้เกิดผลกระทบต่อสังคมในวงกว้างได้   แจ้งเบาะแส ข่าวปลอม และอาชญากรรมออนไลน์ทุกรูปแบบ โทรสายด่วน 1111 (24 ชม.) |  Line ID: @antifakenewscenter | เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com   --------------------------------------------------------------------------------------  

 วันศุกร์ที่ 22 พฤศจิกายน 2567 นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ เลขาธิการคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ร่วมกับผู้แทนสำนักงานปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และ สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ ได้ให้การต้อนรับ Mr. Tom Rogers ประธานคณะกรรมการการเลือกตั้งออสเตรเลีย (Australian Electoral Commissioner) และคณะผู้แทนจากสถานเอกอัครราชทูตออสเตรเลียประจำประเทศไทย ณ ห้องประชุม 801 ชั้น 8 กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม   โดยทั้งสองฝ่ายได้หารือและแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นในประเด็นด้านข่าวปลอม การให้ข้อมูลเท็จ และการให้ข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง (Fake News and Dis/misinformation) โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านนโยบาย และการรับมือข่าวปลอมของทั้งสองประเทศ   ทั้งนี้กระทรวงดีอี ได้นำเสนอโครงการ anti fake news และทางออสเตรเลียได้แบ่งปันประสบการณ์และแนวปฏิบัติที่ดีเกี่ยวกับการดำเนินการของแคมเปญ stop and consider เพื่อสร้างความตระหนักรู้ด้านข่าวปลอมในช่วงเลือกตั้งของออสเตรเลีย

icon-sitemap    std-w1    std-w2    WCAG 2.0 (Level AA)
จำนวนผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์ Loading...


กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

เลขที่ 120 หมู่ 3 ชั้น 8-11 ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 (อาคาร ซี) ซอยแจ้งวัฒนะ 7 ถนนแจ้งวัฒนะ แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ 10210

facebook
instagram
twitter
youtube
rss
tiktok
threads
Icon Q&A
black ribbon.