Logo DE Ministry.
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
Ministry of Digital Economy and Society
Logo DE Ministry.
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
Ministry of Digital Economy and Society
ตัวช่วยเหลือในการเข้าถึงเว็บไซต์
ค้นหา




                 นาวาอากาศเอก สมศักดิ์ ขาวสุวรรณ์ รองปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ร่วมกิจกรรมจิตอาสาพัฒนาภูมิทัศน์ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ณ สวนสันติชัยปราการ เขตพระนคร กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2562 โดยมี พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน สำหรับกิจกรรมดังกล่าว จัดขึ้นเพื่อถวายพระราชกุศลเนื่องในโอกาสวันคล้ายวันสวรรคต พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และวันคล้ายวันสวรรคตพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร กับเนื่องในงานพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พุทธศักราช 2562 เพื่อเตรียมการรับเสด็จพระราชดำเนินเลียบคลองพระนคร โดยขบวนพยุหยาตราทางชลมารค ซึ่งจะมีขึ้นในวันที่ 24 ตุลาคม 2562 ทั้งนี้ ผู้ร่วมพิธีได้ทำกิจกรรมต่างๆ ประกอบด้วย การทำความสะอาดบริเวณเขื่อนริมแม่น้ำเจ้าพระยา การขัดล้าง ทาสี ทำความสะอาดและทาสีทางเดินริมแม่น้ำ เก็บขยะ กวาดใบไม้ บริเวณสวนสันติชัยปราการต่อเนื่องไปจนถึงเชิงสะพานสมเด็จพระปิ่นเกล้า   ********************  


                     นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม พร้อมด้วยนางสาวอัจฉรินทร์ พัฒนพันธ์ชัย ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม นำคณะผู้แทนไทยเข้าร่วมการประชุมรัฐมนตรีอาเซียนด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ ครั้งที่ 4 (The 4th  ASEAN Ministerial Conference on Cybersecurity) ระหว่างวันที่ 1 - 3 ตุลาคม 2562 ณ สาธารณรัฐสิงคโปร์ โดยมี นายเอส อิสวารัน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสื่อสารและสารสนเทศของสาธารณรัฐสิงคโปร์ เป็นประธานการประชุม มีรัฐมนตรีที่ดูแลความมั่นคงปลอดภัยทางสารสนเทศจากอาเซียน 10 ประเทศ และประเทศคู่เจรจาของอาเซียน รวมทั้งผู้แทนจากสหประชาชาติ เข้าร่วมการประชุมฯ                      รมว.กระทรวงดิจิทัลฯ เปิดเผยภายหลังการประชุมว่า ได้หารือประเด็นหลัก คือ แนวทางและกลไกการประสานงานด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ของอาเซียนระหว่างเวทีการประชุมต่างๆ เพื่อบูรณาการและกำหนดทิศทางของอาเซียนในเรื่องนี้ให้เป็นไปในแนวทางเดียวกัน รวมถึงหารือเกี่ยวกับบรรทัดฐานความรับผิดชอบของรัฐบนโลกไซเบอร์ (Norms of Responsible State Behaviour in Cyberspace) ภายใต้ความร่วมมือของสหประชาชาชาติ ซึ่งจะช่วยสร้างบรรทัดฐานที่ดีในภูมิภาคอาเซียน โดยจะมีการตั้งคณะทำงานเพื่อศึกษาและหารือในรายละเอียดต่อไป  นอกจากนี้ ที่ประชุมให้ความสำคัญกับการพัฒนาศักยภาพของบุคลากรด้านความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ ปัจจุบันไทยได้สนับสนุนการพัฒนาบุคลากรของอาเซียน โดยไทยเป็นที่ตั้งของศูนย์ ASEAN-Japan Cybersecurity Capacity Building Center ตั้งอยู่ที่กรุงเทพฯ ภายใต้การดำเนินงานของสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ มีผู้แทนประเทศอาเซียนอาเซียนเดินทางเข้ามาร่วมอบรมเป็นประจำและต่อเนื่องตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2562 เป็นต้นมา ซึ่งขณะนี้มีบุคลากรอาเซียนรวมถึงไทยได้รับการอบรมแล้ว 232 คน                      ทั้งนี้ รมว.กระทรวงดิจิทัลฯ ได้หารือทวิภาคีกับ Dato Seri Awang Abdul Mutalib รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมและสารสนเทศการสื่อสารแห่งบรูไนดารุสซาลาม เพื่อแลกเปลี่ยนแผนและนโยบายการพัฒนาด้านดิจิทัลและการประยุกต์ใช้ของทั้งสองฝ่าย รวมถึงกฎหมายด้านความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ เพื่อนำไปสู่การจัดทำบันทึกความเข้าใจระหว่างกันต่อไป  และมีการหารือทวิภาคีกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสื่อสารและสารสนเทศของสาธารณรัฐสิงคโปร์ เพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์ แนวปฏิบัติที่ดี ตลอดจนกฎหมาย กฎระเบียบ ด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล รัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ รวมถึงการตกลงที่จะต่ออายุบันทึกความเข้าใจความร่วมมือด้านไอซีทีระหว่างไทยกับสิงคโปร์   *********************

ประกาศการขึ้นบัญชีและการยกเลิกบัญชีผู้ได้รับการคัดเลือกในตำแหน่งนักวิชาการเงินและบัญชีปฏิบัติการ

                     นางสาวอัจฉรินทร์ พัฒนพันธ์ชัย ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ร่วมงานวันคล้ายวันสถาปนา ครบรอบ 8 ปี คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2562 ณ สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) กรุงเทพฯ โดย พลเอก สุกิจ ขมะสุนทร ประธานกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ พร้อมด้วยคณะกรรมการฯ ร่วมให้การต้อนรับ สำหรับวันที่ 7 ตุลาคม 2562 นี้ เป็นวันครบรอบ 8 ปี คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ ดำเนินการตามภารกิจในการจัดสรรและบริหารคลื่นความถี่ กำกับดูแลกิจการดาวเทียม สร้างความเป็นธรรมในการแข่งขันให้กับอุตสาหกรรมกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม คุ้มครองผู้บริโภคให้ได้ใช้บริการที่มีมาตรฐานในราคาที่เป็นธรรม   *******************  

                      นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม พร้อมด้วย นายเอกสิทธิ์ คุณานันทกุล เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม นายเนวินธุ์ ช่อชัยทิพฐ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม นางวรรณพร เทพหัสดิน ณ อยุธยา รองปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และนายณัฐพล นิมมานพัชรินทร์ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (DEPA) ร่วมประชุมหารือกับ บริษัท ไมโครซอฟท์ (ประเทศไทย) จำกัด ณ ห้อง Digital1 ชั้น 9 กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2562 โดยที่ประชุมมีสาระสำคัญ ดังนี้ 1.) รมว.กระทรวงดิจิทัลฯ เชิญชวนให้บริษัทฯ เข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของ Thailand Digital Valley ของ DEPA ซึ่งจะเป็นพื้นที่พัฒนานวัตกรรมแห่งอนาคตต่อไป 2.) ขอให้ทางบริษัทฯ ร่วมสนับสนุนด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมของกระทรวงฯ รวมทั้งการพัฒนาและปรับปรุงกระบวนการทำงานของภาครัฐต่าง ๆ และเพื่อส่งเสริมความเป็นอยู่ของประชาชนโดยตรง จึงขอความร่วมมือให้บริษัทฯ ร่วมกับกระทรวงฯ นำเทคโนโลยีเพื่อช่วยเหลือภาคการเกษตร ซึ่งจะทำให้ประชาชนสามารถประยุกต์นำเทคโนโลยีมาใช้ให้เกิดประโยชน์ และเกิดการแก้ปัญหาทั้ง ecosystem ได้ทั้งระบบ   *******************  

                   นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม พร้อมด้วย นายเอกสิทธิ์ คุณานันทกุล เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม นายเนวินธุ์ ช่อชัยทิพฐ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และนางวรรณพร เทพหัสดิน ณ อยุธยา รองปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ร่วมประชุมหารือกับคณะผู้บริหาร Google Asia-Pacific ณ ห้องรับรอง1 ชั้น 9 กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2562 โดยที่ประชุมมีสาระสำคัญ ดังนี้ 1) Google ได้ขยายการลงทุนในเวียดนาม และพิจารณาการลงทุนกับประเทศไทย 2) ขอเรียนเชิญรัฐมนตรีฯ เข้าร่วมงาน Google for Thailand ในวันที่ 14 พฤศจิกายนนี้ 2) สำหรับประเด็น Law & Regulation เป็นเรื่องที่สำคัญ ซึ่งสามารถสนับสนุนให้เกิดการลงทุนจากต่างประเทศได้ โดยกระทรวงฯ กำลังจะเข้าร่วมประชุมกับสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) เพื่อเพิ่มสิทธิประโยชน์ให้กับบริษัทที่จะเข้ามาลงทุนในประเทศไทย   *******************  

                      นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ได้สั่งการให้ นาวาอากาศเอก สมศักดิ์ ขาวสุวรรณ์ รองปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ในฐานะโฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม พร้อมด้วย พ.ต.อ.ศิริวัฒน์ ดีพอ รองโฆษกกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลนีหรือ (ปอท.) โดยได้ดำเนินการปิดกั้นข้อมูลที่ไม่เหมาะสมฯ และสืบสวนสอบสวน ติดตามการจับกุม ผู้กระทำผิดฯ โดยเมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2562 ภายใต้การอำนวยการของ น.อ.สมศักดิ์ ขาวสุวรรณ์ รองปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม , พล.ต.ต.ไพบูลย์ น้อยหุ่น ผบก.ปอท. , พ.ต.อ.ศิริวัฒน์ ดีพอ รอง ผบก.ปอท. , พ.ต.อ.ขวัญชัย พัฒรักษ์ ผกก.3 บก.ปอท. ได้สั่งการตามอำนาจหน้าที่ให้เจ้าหน้าที่ตำรวจ บก.ปอท. สืบสวนจับกุม นายนัท (สงวนนามสกุล) อายุ 23 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับของศาลอาญาที่ 1328/2562 ลงวันที่ 30 สิงหาคม 2562 ซึ่งได้มีการติดตามการจับกุมตัวได้ที่บ้านพักในอำเภอเมือง จังหวัดเลย และได้แถลงข่าวผู้ต้องหา มีการปลอม FB ใช้นามสกุลนายกฯ หลอกลวงประชาชน เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2562  ที่ บก.ปอท. ชั้น4 อาคารรัฐประศาสนภักดี (อาคารB) ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษาฯ ถ.แจ้งวัฒนะ ซึ่งผู้ต้องหาชาย 1 ราย ปลอม Facebook โดยใช้นามสกุล นายกรัฐมนตรี (จันทร์โอชา) หลอกลวงขายนาฬิกา โดยไม่มีการส่งสินค้า มีผู้เสียหายเป็นจำนวนมาก ซึ่งเป็นความผิด พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14(1) และฉ้อโกงประชาชน เบื้องต้นจากการสอบปากคำผู้ต้องหาให้การรับสารภาพ และไม่ได้รู้จักกับ นายกรัฐมนตรี เป็นการส่วนตัว   ****************

                     นายขจิต สุขุม ผู้ตรวจราชการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เป็นวิทยากรร่วมเสวนาในงาน eGovernment Forum 2019 ในหัวข้อ “The Role ePartcipation to Improve Citizen’s Involvement in Public Service Delivery จะดีกว่าไหม? หากเราสามารถปรับเปลี่ยนแนวคิดในการบริการประชาชนเป็นรูปแบบ Government-With-You ส่งเสริมการร่วมสร้างสรรค์ และปฏิสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาล ประชาชน และภาคเอกชน ส่งเสริมสร้างสรรค์ให้เกิดแพลตฟอร์มในการให้ทุกคนมีส่วนร่วมอย่างจริงจัง เชื่อมโยง รายงาน ปรึกษาหารือ และแสวงหาแนวคิดใหม่จากสาธารณะได้   ******************  

                       นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) กล่าวว่า ที่ประชุม “คณะกรรมการประสานงานและแก้ไขปัญหาข่าวปลอมที่กระทบต่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินประชาชน” วันนี้ (29 สิงหาคม) สรุปสาระสำคัญใน 3 เรื่อง ได้แก่ 1.เห็นชอบหลักเกณฑ์ในการพิจารณาข่าวปลอมที่มีผลกระทบต่อสังคมในวงกว้าง ข่าวที่ส่งผลกระทบต่อชีวิตและทรัพย์สินต่อประชาชนโดยตรง เช่น โรคระบาด ภัยพิบัติ เศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม ข่าวที่สร้างความแตกแยกในสังคม ข่าวที่สร้างความเข้าใจผิดต่อสังคมตลอดจนข่าวที่ทำลายภาพลักษณ์ต่อประเทศ                        2.แนวทางการดำเนินงานโดยเร่งด่วน ประกอบด้วย 1.แผนการดำเนินงานต่อไป เร่งรัดประสานความร่วมมือในการปฏิบัติกับเครือข่ายเฟซบุ๊ก ไลน์ กูเกิล และผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ทั้ง เอไอเอส ดีแทค และทรู 2. เปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นร่วมกับหน่วยงาน 20 กระทรวง  รวมทั้งอีกกว่า 200 กรมและรัฐวิสากิจ ตลอดจนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และจัดประชุมเชิงปฏิบัติการ (เวิร์คชอป) และ 3.เปิดตัวเว็บไซต์ FACT checking Thailand มีการทำงานในลักษณะออนไลน์ และออฟไลน์                        ทั้งนี้ ที่ประชุมยังได้รับทราบความคืบหน้าในการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการฯ เพื่อหนุนการทำงานของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม (Anti-Fake News Center) ในการแก้ไขข่าวปลอมที่อยู่ในกระแสสังคมออนไลน์ 4 กลุ่มหลัก ได้แก่ ภัยพิบัติ, เศรษฐกิจ การเงินการธนาคาร-หุ้น , ผลิตภัณฑ์สุขภาพ-สินค้าและบริการที่ผิดกฎหมายอื่น และกลุ่มนโยบายรัฐบาล-ข่าวสารที่กระทบสังคม ขัดศีลธรรมอันดี และความมั่นคงในประเทศ                          ในฐานะของประธานคณะกรรมการฯ ชุดนี้ รมว.ดีอี ยังได้เสนอที่ประชุมว่า การตั้งศูนย์ฯ ดังกล่าว ควรกำหนดหลักเกณฑ์ในการตรวจสอบข่าวปลอมที่อิงอยู่กับมาตรฐานของ “เครือข่ายตรวจสอบข้อเท็จจริงนานาชาติ” (International Fact-Checking Network – IFCN)” ซึ่งได้กำหนด“ชุดหลักการ” (code of principles) ของเครือข่ายไว้ประมาณ 5 ข้อ ซึ่งปัจจุบันหลายประเทศทั่วโลกที่มีการทำงานด้านต่อต้านและป้องกันข่าวปลอมใช้อยู่ ได้แก่ ยุโรป สหรัฐอเมริกา และไต้หวัน เป็นต้น รวมถึงแพลตฟอร์มโซเชียลระดับโลกด้วย                          สำหรับชุดหลักการ ที่คาดว่าจะใช้เป็นหลักเกณฑ์ในการพิจารณาข่าวปลอมที่มีผลกระทบต่อสังคมในวงกว้าง ส่งผลกระทบต่อชีวิต และทรัพย์สินต่อประชาชน สร้างความเข้าใจผิดต่อสังคม ตลอดจนข่าวที่ทำลายภาพลักษณ์ต่อประเทศ จะครอบคลุมหัวข้อ ได้แก่ ความเที่ยงธรรมและความปราศจากอคติในการคัดเลือกข่าว, ความเป็นส่วนบุคคลกับสิทธิเสรีภาพของการนำเสนอข่าว, การขัดกันด้านผลประโยชน์ และผลประโยชน์ทับซ้อน ไม่นำไปสู่ความขัดแย้ง, ให้ความเป็นธรรมแก่ฝ่ายที่ถูกพาดพิงและทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องเท่าเทียมกัน, สามารถอธิบายกระบวนการการพิสูจน์ การตรวจสอบ แหล่งที่มาของบทความและข้อเท็จจริงต่างๆ ได้, มีความรู้เกี่ยวกับข่าวนั้นๆ ประชาชนสามารถตรวจสอบข้อเท็จจริงในด้านต่างๆ ได้อย่างเปิดเผย ซื่อสัตย์ และโปร่งใส เป็นหน่วยงานที่อิสระ ไม่ขึ้นต่ออิทธิพลของหน่วยงานหรือองค์กรใดๆ เป็นต้น                             “หากประเทศไทยเดินเข้าสู่มาตรฐาน IFCN ได้ ก็จะทำให้สามารถเข้าสู่แพลตฟอร์มโซเชียลระดับโลกของเอกชนได้ด้วย เมื่อมีแจ้งผลการตรวจสอบข่าวปลอม และยืนยันข้อมูลที่ถูกต้องจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยตรง ซึ่งมีตัวแทนร่วมอยู่ในคณะกรรมการฯ ก็จะได้รับความร่วมมือในการเผยแพร่ข้อมูลที่ถูกต้อง และสกัดกั้นการแพร่กระจายข่าวปลอมที่สร้างผลกระทบและความเสียหายในวงกว้าง ดังนั้น จะสนับสนุนให้ศูนย์ฯ แห่งนี้เป็นประโยชน์ต่อประชาชนได้อย่างครบถ้วน และเป็นที่ยอมรับในระดับสากล ว่าประเทศไทย เป็นอีกประเทศหนึ่งที่ให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาข่าวปลอม และมีกระบวนการที่สร้างความมีส่วนร่วมกับประชาชนในการทำงานด้านนี้ โดยมุ่งให้ได้มาตรฐานสากล” นายพุทธิพงษ์กล่าว                            สำหรับกรอบเวลาในการเปิดศูนย์ฯ อย่างเต็มรูปแบบ ตั้งเป้าไว้ไม่เกินวันที่ 1 พฤศจิกายนนี้ โดยระหว่างนั้นเตรียมจัดกิจกรรมเพื่อสร้างความเข้าใจที่ตรงกันในการทำงานด้านการป้องกันและแก้ไขปัญหาข่าวปลอม ระหว่างผู้เกี่ยวข้องทุกภาคส่วน โดยจะเชิญตัวแทนจากทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงจากทุกกระทรวง และทุกกรม/รัฐวิสาหกิจ ตลอดจนตัวแทนสื่อมวลชนทุกภาคส่วน เข้ามาจัดกลุ่มทำเวิร์คชอปเป็น 4 กลุ่มตามชุดของคณะอนุกรรมการฯ สร้างให้เกิดความเข้าใจไปในทิศทางเดียวกัน                            ในกิจกรรมดังกล่าวจะมีผู้ที่มีรายชื่อเป็น บุคคลที่ติดต่อได้ (Contact Persons) ของแต่ละหน่วยงาน รวมถึงตัวแทนจากแพลตฟอร์มโซเชียลต่างประเทศมาร่วมด้วย ทั้งนี้ เพื่อให้การติดต่อสื่อสาร และการยืนยันผลกระทบถึงประชาชน ใช้ภาษาที่เข้าใจง่าย สื่อสารถึงประชาชนในวงกว้างได้อย่างกระชับ ได้ใจความ และรวดเร็วภายใน 1 ชั่วโมง                           ทางด้านส่วนของการเปิดเวทีสาธารณะ จะเปิดให้สื่อมวลชน และผู้สนใจเข้ามาสอบถาม แลกเปลี่ยนความคิดเห็น และให้คำเสนอแนะสำหรับการทำงานของศูนย์ฯ แห่งนี้ โดยเป็นกิจกรรมที่จะทำก่อนการเปิดศูนย์ในวันที่ 1 พฤศจิกายนี้                         “ทั้งขั้นตอนรับฟังความคิดเห็นในวงกว้างจากทุกาคส่วนผ่านการเปิดเวทีสาธารณะ และขั้นตอนการจัดทำกิจกรรมเวิร์คชอปทั้งสองด้านนี้ต้องทำควบคู่กันไป” รมว.ดีอีกล่าว                          สำหรับแนวทางเพื่อสร้างแนวร่วมในการทำงานร่วมกับภาคเอกชนในกลุ่มที่มีบทบาทสำคัญ ที่จะสามารถเป็นแนวร่วมในการแก้ไขปัญหาข่าวปลอม นอกเหนือจากเตรียมไปหารือเพิ่มเติมกับไลน์ เฟซบุ๊ก และกูเกิล ยังเตรียมหารือกับผู้ให้บริการมือถือทุกรายของไทย เพื่อเข้ามาทำงานร่วมกันด้วย เพราะเป็นภาคส่วนที่สำคัญมาก สื่อสารกับลูกค้าโดยตรงอยู่แล้ว ดังนั้น หากสามารถหาแพลตฟอร์มที่ไปถึงลูกค้าให้มาช่วยเผยแพร่ข่าวที่ได้รับการยืนยันแล้ว ก็จะเป็นประโยชน์กับประชาชนเพราะสื่อสารได้อย่างรวดเร็ว   *******************

                        ‘ดีอี’ เคาะตั้งคณะอนุกรรมการ 4 ชุด หนุนการทำงานของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม (Anti-Fake News Center) เฝ้าระวัง กลั่นกรอง และแก้ข่าวปลอมที่อยู่ในกระแสสังคมออนไลน์ 4 กลุ่มหลัก ได้แก่ ภัยพิบัติ, เศรษฐกิจ การเงินการธนาคาร-หุ้น , ผลิตภัณฑ์สุขภาพ-สินค้าและบริการที่ผิดกฎหมายอื่น และกลุ่มนโยบายรัฐบาล-ข่าวสารที่กระทบสังคม ขัดศีลธรรมอันดี และความมั่นคงในประเทศ                      นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) กล่าวว่า วันนี้ (29  สิงหาคม) ได้มีการประชุมความคืบหน้าการจัดตั้ง “คณะกรรมการประสานงานและแก้ไขปัญหาข่าวปลอมที่กระทบต่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินประชาชน” เพื่อสนับสนุนการทำงานของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม (Anti-Fake News Center) ซึ่งตั้งเป้าว่าจะดำเนินการได้อย่างเป็นรูปธรรมภายในเดือนตุลาคมนี้                      โดยที่ประชุมได้แต่งตั้งคณะอนุกรรมการ 4 ชุด เพื่อจัดกลุ่มดำเนินงานให้ครบถ้วน และครอบคลุมประเด็นปัญหาข่าวปลอม ตลอดจนความมีประสิทธิภาพในการประสานงานเพื่อแก้ไขปัญหาข่าวปลอมที่อยู่ในกระแสสังคมออนไลน์ ซึ่งจะแบ่งออกเป็น 4 กลุ่มหลัก ประกอบด้วย 1.กลุ่มภัยพิบัติ เช่น น้ำท่วม แผ่นดินไหว เขื่อนแตก สึนามิ ไฟไหม้ 2.กลุ่มเศรษฐกิจ การเงินการธนาคาร/หุ้น 3.กลุ่มผลิตภัณฑ์สุขภาพ วัตถุอันตราย เครื่องสำอาง รวมถึงสินค้าและบริการที่ผิดกฎหมายอื่น และ 4.กลุ่มนโยบายรัฐบาล/ข่าวสารทางราชการ/ความสงบเรียบร้อยของสังคม/ขัดศีลธรรมอันดี และความมั่นคงภายในประเทศ                         นอกจากนี้ ในที่ประชุมยังหารือกันเกี่ยวกับหลักเกณฑ์การวิเคราะห์ข้อมูลข่าวปลอม เพื่อให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากลที่แพลตฟอร์มระดับโลก เช่น เฟซบุ๊ก ยูทูบ ใช้อยู่ โดยในส่วนของเฟซบุ๊ก กำหนดนโยบายที่เรียกว่า มาตรฐานชุมชน (Community Standards) เป็นกฎเกณฑ์กำกับดูแลการใช้งาน ขณะที่ บริษัท กูเกิล ซึ่งเป็นเจ้าของยูทูบ แพลตฟอร์มวิดีโออันดับ 1 ของโลก มีการกำหนดหลักเกณฑ์ชุมชน (Community Guidelines)                        ดังนั้น ถ้าหลักเกณฑ์ของประเทศไทยจัดทำได้สอดคล้องกับสากล การยืนยันข่าวปลอมของศูนย์ Anti-Fake News ก็จะได้รับการยอมรับจากแพลตฟอร์มโซเชียลเหล่านั้นด้วย และเป็นอีกช่องทางในการแจ้งข้อมูลที่ถูกต้อง และระงับการเผยแพร่ข่าวปลอมได้อย่างรวดเร็วในวงกว้าง                        รมว.ดีอี กล่าวอีกว่า  ในที่ประชุมยังพิจารณาความคืบหน้าเกี่ยวกับการพัฒนาเว็บไซต์สำหรับบูรณาการความร่วมมือภาครัฐ เอกชน และประชาชน ต่อการป้องปรามข่าวปลอมทางโลกดิจิทัล เพื่อสร้างประโยชน์ต่อเศรษฐกิจและสังคมโดยรวม                         “รัฐบาลให้ความสำคัญในการแก้ไขปัญหาการรับรู้ข้อมูลข่าวสารผ่านทางสื่อสังคมออนไลน์ ข่าวอันเป็นเท็จที่เป็นกระแสสังคมทางสื่อสังคมออนไลน์ที่ ซึ่งในปัจจุบันพบว่ามีความคลาดเคลื่อนไปจากความเป็นจริงในหลายกรณี ทั้งด้วยความตั้งใจของผู้ส่งข่าวสารที่หวังผลให้เกิดความแตกแยกในสังคมหรือเพื่อผลประโยชน์ส่วนตน หรืออาจด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ขาดวิจารณญาณในการตรวจสอบกลั่นกรองก่อนส่งต่อข้อมูลข่าวสารให้ผู้อื่น” นายพุทธิพงษ์กล่าว                         ทั้งนี้ บทบาทศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม (Anti-Fake News Center) จะทำหน้าที่ตรวจสอบ วิเคราะห์ และรับแจ้งข้อมูลข่าวสารที่นำเสนอไม่ตรงกับข้อเท็จจริงที่เผยแพร่อยู่ในสังคม ผ่านช่องทางหลักๆ ของศูนย์ฯ ได้แก่ เว็บไซต์, เพจเฟซบุ๊ก และไลน์ออฟฟิเชียล (Line Official) เพื่อให้ผู้ที่รับผิดชอบในคณะอนุกรรมการฯ เข้ามาคัดกรองข่าวปลอมทางออนไลน์ที่มีเนื้อหาเข้าข่ายใน 4 กลุ่มหลักข้างต้น เพื่อประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง/หน่วยงานที่ได้รับความเสียหาย และทำการแจ้งเตือน/นำเสนอข้อมูลที่ถูกต้อง รวมถึงการแจ้งเตือนภัยพิบัติให้หน่วยงานและประชาชนได้รับทราบโดยตรงอย่างทันท่วงทีผ่านทุกช่องทางที่มีอยู่ รวมถึงผ่านกลไกภาคสื่อสารมวลชน เครือข่ายภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน   ***********************

                      นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ร่วมเป็นประธานพิธีเปิดและกล่าวปาฐกถาในงาน Think Thailand : คิดเพื่อประเทศไทย4.0 โดยมีนางสาวอัจฉรินทร์ พัฒนพันธ์ชัย ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมร่วมงานดังกล่าว รัฐมนตรีว่าการดิจิทัลฯ กล่าวว่า นายกรัฐมนตรีให้ความสำคัญกับเศรษฐกิจดิจิทัล โดยรัฐบาลมีความตั้งใจที่จะใช้เทคโนโลยีดิจิทัลสร้างเศรษฐกิจดิจิทัล สังคมดิจิทัลและความมั่นคงดิจิทัล ด้วยการยกระดับโครงการดิจิทัลพาร์คในพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออกเป็นดิจิทัลวัลเลย์ เพื่อพัฒนาเป็นพื้นที่ให้บริษัทชั้นนำมาลงทุน วิจัย และพัฒนาเทคโนโลยี เป็นศูนย์กลางในการแลกเปลี่ยนความร่วมมือของการทำธุรกิจและการลงทุน ส่วนการพัฒนา 5จี ขอยืนยันว่า ภายในปี 2020   ประเทศไทยจะต้องมี 5จี ใช้เพราะ 5จี จะมาเปลี่ยนอุตสาหกรรมการผลิต ส่วนการพัฒนาดิจิทัลภาครัฐจะพัฒนาBig data โดยกำหนดการพัฒนาตามกลุ่มยุทธศาสตร์ เช่น การท่องเที่ยว สาธารณสุข ฯลฯ จากนั้นจึงเอาBig data ทั้งหมดมาเชื่อมโยงกัน อย่างไรก็ดีรัฐบาลจะไม่ทอดทิ้งกลุ่มแรงงานโดยจะยกระดับแรงงานเพื่อรองรับเศรษฐกิจดิจิทัล ด้วยการพัฒนาฝีมือแรงงานในภาคอุตสาหกรรมเริ่มที่นิคมอุตสาหกรรมอมตะเป็นที่แรกโดยตั้งเป้าบุคลากร 40000 ใน 1 ปีข้างหน้าที่เกี่ยวกับธุรกิจดิจิทัล  ซึ่งภาครัฐจะทำตัวเป็นผู้สนับสนุนที่ดีของประชาชนและธุรกิจโดยจะทำลายข้อจำกัดที่จะเป็นปัญหาในการแข่งขันและการทำธุรกิจ   ******************    

icon-sitemap    std-w1    std-w2    WCAG 2.0 (Level AA)
จำนวนผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์ Loading...


กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

เลขที่ 120 หมู่ 3 ชั้น 8-11 ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 (อาคาร ซี) ซอยแจ้งวัฒนะ 7 ถนนแจ้งวัฒนะ แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ 10210

facebook
instagram
twitter
youtube
rss
tiktok
threads
Icon Q&A
black ribbon.