Logo DE Ministry.
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
Ministry of Digital Economy and Society
Logo DE Ministry.
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
Ministry of Digital Economy and Society
ตัวช่วยเหลือในการเข้าถึงเว็บไซต์
ค้นหา

วันที่ 9 ธันวาคม 2567 นายณัฐพล ณัฏฐสมบูรณ์ รองปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) นำคณะข้าราชการ และเจ้าหน้าที่ของกระทรวงดีอี เข้าร่วมงานวันต่อต้านคอร์รัปชันสากล (ประเทศไทย) ปี 2567 ZERO TOLERANCE คนไทยไม่ทนต่อการทุจริต เพื่อร่วมแสดงพลัง“FIGHT AGAINST CORRUPTION สู้ให้สุด หยุดการโกง” โดยมีนายชูศักดิ์ ศิรินิล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธี ประกาศเจตจำนงในการต่อต้านการทุจริต พร้อมด้วยผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมงาน ณ ฮอลล์ 7 อาคารศูนย์การประชุม อิมแพ็ค เมืองทองธานี นนทบุรี   งานนี้จัดขึ้นโดยความร่วมมือระหว่างหน่วยงานรัฐได้แก่ สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ป.ป.ง.) และ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (สำนักงาน ป.ป.ท) ร่วมด้วย องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) และภาคีเครือข่าย เพื่อแสดงเจตจำนงทางการเมืองที่รัฐบาลได้ให้ความสำคัญในการแก้ปัญหาการทุจริตเป็นวาระเร่งด่วน ด้วยความร่วมมือกับทั้งฝ่ายการเมือง รัฐวิสาหกิจ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม เพื่อประกาศให้ประชาชนชาวไทยและนานาประเทศทราบถึงการดำเนินการต่อสู้กับปัญหาการทุจริตของประเทศไทยและเจตจำนงของคนไทยไม่ทนต่อการทุจริต

วันที่ 11 ธันวาคม 2567 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) กล่าวปาฐกถาพิเศษในพิธีเปิดการประชุมคณะกรรมการด้านสถิติภายใต้การประชุมคณะกรรมการสถิติภายใต้ ภายใต้คณะกรรมาธิการเศรษฐกิจและสังคมแห่งสหประชาชาติสำหรับเอเชียและแปซิฟิก (เอสแคป) สมัยที่ 9 โดยมีนางปิยนุช วุฒิสอน รองปลัดกระทรวงดีอี นายภุชพงค์ โนดไธสง ผู้อำนวยการสำนักงานสถิติแห่งชาติ และผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ณ ศูนย์ประชุมสหประชาชาติ กรุงเทพฯ   โดยรองนายกฯ ประเสริฐ ได้เน้นย้ำความสำคัญของข้อมูล และสถิติในการขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศไทยและภูมิภาคอย่างยั่งยืน ซึ่งรัฐบาลไทยมุ่งเน้นการใช้ประโยชน์จากข้อมูลและเทคโนโลยีดิจิทัลในการพัฒนาประเทศ โดยมีสำนักงานสถิติแห่งชาติ เป็นแกนหลักในการสร้างระบบข้อมูลที่เข้มแข็งเพื่อรองรับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน   สำหรับการประชุมครั้งนี้ ถือเป็นเวทีสำคัญสำหรับการแลกเปลี่ยนความรู้และความร่วมมือระหว่างประเทศในภูมิภาค รวมทั้งหารือเกี่ยวกับการดำเนินการที่สำคัญเพื่อบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนตามวาระการพัฒนาที่ยั่งยืน ค.ศ. 2030 โดยมีผู้แทนด้านสถิติจากประเทศสมาชิกเอสแคป มากกว่า 40 ประเทศเข้าร่วมการประชุมฯ  

ปลัดดีอี ประชุมคณะอนุฯ ปรับปรุงกฎหมาย สนับสนุนการประกอบธุรกิจ   วันที่ 11 ธันวาคม 2567 ศาสตราจารย์พิเศษวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานการประชุมคณะอนุกรรมการปรับปรุงกฎหมายเพื่อความสะดวกในการประกอบธุรกิจคณะที่ 3 ครั้งที่ 1/2567 โดยมี นางสาวยุพาภรณ์ ศิริกิจพาณิชย์กูล ผู้ช่วยปลัดกระทรวงดีอี หน่วยงานและผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ณ ห้องประชุม 802 กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม   #DE #กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม #ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

วันที่ 11 ธันวาคม 2567 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) พร้อมด้วยนางปิยนุช วุฒิสอน  รองปลัดกระทรวงฯ และนายภุชพงค์ โนดไธสง ผู้อำนวยการสำนักงานสถิติแห่งชาติ เข้าร่วมพิธีเปิดการประชุมคณะกรรมการสถิติภายใต้คณะกรรมาธิการเศรษฐกิจและสังคมแห่งสหประชาชาติ สำหรับเอเชียและแปซิฟิก (เอสแคป) ครั้งที่ 9 โดยนายประเสริฐ ร่วมกล่าวปาฐกถาพิธีเปิดการประชุม ‘สัปดาห์สถิติแห่งเอเชียแปซิฟิก’ ได้เน้นย้ำความสำคัญของข้อมูล และสถิติในการขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศไทยและภูมิภาคอย่างยั่งยืน   นายประเสริฐ กล่าวว่า นวัตกรรมและเทคโนโลยีดิจิทัลเป็นหนึ่งในตัวขับเคลื่อนหลักในการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว การสร้างรากฐานที่แข็งแกร่งสำหรับประเทศที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลจะช่วยให้สามารถผลิตข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาได้อย่างมีประสิทธิผล และส่งเสริมการไหลเวียนข้อมูลได้อย่างเท่าเทียมและปลอดภัย   “รัฐบาลไทยมุ่งเน้นการใช้ประโยชน์จากข้อมูลและเทคโนโลยีดิจิทัลในการพัฒนาประเทศ  โดยมีสำนักงานสถิติแห่งชาติ เป็นแกนหลักในการสร้างระบบข้อมูลที่เข้มแข็งเพื่อรองรับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน ซึ่งนอกจากการเข้าถึงข้อมูลแล้ว ข้อมูลต้องมีความถูกต้อง ทันเวลา และละเอียด เพื่อตอบสนองความต้องการที่หลากหลายพร้อมกับการพัฒนาระบบทางสถิติให้มีความคล่องตัว สามารถตอบสนองความต้องการข้อมูลในปัจจุบัน ทั้งนี้การบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนและสร้างความเชื่อมั่นว่าไม่มีใครถูกทิ้งไว้ข้างหลังนั้น จำเป็นต้องมีข้อมูลที่มีคุณภาพสูงเข้าถึง เชื่อถือได้ และอาศัยความร่วมมือและสนับสนุนจากทุกภาคส่วน จึงจะสามารถเสริมสร้างระบบข้อมูลด้านสถิติให้มีความเข้มแข็งได้อย่างต่อเนื่อง” รองนายกฯประเสริฐ กล่าว   ทั้งนี้ การประชุมดังกล่าวเป็นเวทีสำคัญสำหรับการแลกเปลี่ยนความรู้และความร่วมมือระหว่างประเทศในภูมิภาค รวมทั้งหารือเกี่ยวกับการดำเนินการที่สำคัญเพื่อบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนตามวาระการพัฒนาที่ยั่งยืน ค.ศ. 2030 โดยมีผู้แทนด้านสถิติจากประเทศสมาชิกเอสแคป มากกว่า 40 ประเทศเข้าร่วมการประชุมฯ ซึ่งเป็นโอกาสอันดีที่จะเรียนรู้ซึ่งกันและกัน แบ่งปันความรู้ความสำเร็จ นอกจากนี้ ยังได้กล่าวแสดงความขอบคุณเอสแคปและทุกภาคส่วนที่ตระหนักถึงบทบาทสำคัญของระบบสถิติที่เข้มแข็งและการร่วมมือกันเพื่อบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนและเสริมสร้างความเป็นอยู่ที่ดีของภูมิภาค --------------------------------------------------------------------------------------

  วันที่ 12 ธันวาคม 2567 นายณัฐพล ณัฏฐสมบูรณ์ รองปลัดกระทรงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานการประชุมคณะอนุกรรมการด้านพิธีการ และอำนวยการ ครั้งที่ 2/2567 เพื่อเตรียมการจัดการประชุมรัฐมนตรีอาเซียนด้านดิจิทัล ครั้งที่ 5 (The 5th ADGMIN) และการประชุมที่เกี่ยวข้อง โดยมี นางสาวกัลยา ชินาธิวร ที่ปรึกษาด้านต่างประเทศ กระทรวงดีอี และผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ณ ห้องประชุม 801 กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และผ่านระบบการประชุมทางไกล    

วันที่ 12 ธันวาคม 2567 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) พร้อมด้วยศาสตราจารย์พิเศษวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงดีอี ผู้บริหารกระทรวงดีอี และผู้ที่เกี่ยวข้อง ร่วมงานแถลงผลการดำเนินงานของรัฐบาลรอบ 3 เดือน โดยนางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี พร้อมประกาศเดินหน้า 5 นโยบายหลัก “ล้างหนี้ประชาชน-บ้านเพื่อคนไทย-ทุนการศึกษา-รถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย-ดิจิทัลวอลเล็ต” ขอทุกภาคส่วนร่วมทีมทำงาน เพื่อโอกาสประเทศไทย   นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรี ยังได้มอบนโยบายการบริหารราชการแผ่นดินของนายกรัฐมนตรี ให้แก่ข้าราชการระดับสูง ภายใต้แคมเปญ “2568 โอกาสไทย ทำได้จริง 2025 Empowering Thais: A Real Possibility จากผลงานที่เป็นรูปธรรม สู่อนาคตที่ทำได้จริง” โดยมี คณะรัฐมนตรี หัวหน้าส่วนราชการระดับกระทรวงหรือเทียบเท่า ข้าราชการฝ่ายการเมืองหัวหน้าส่วนราชการระดับกรมหรือเทียบเท่า ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ผู้ว่าราชการจังหวัด ผู้บัญชาการเหล่าทัพ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ โฆษกกระทรวง หัวหน้ารัฐวิสาหกิจ ผู้บริหารองค์การมหาชน ตลอดจนเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องและสื่อมวลชนเข้าร่วมงาน ณ ห้องสตูดิโอ 4 สถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย NBT

วันที่ 12 ธันวาคม 2567 นายเอกพงษ์ หริ่มเจริญ ผู้ตรวจราชการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ (AOC) ให้การต้อนรับคณะศึกษาดูงานจากสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี (สปน.) ในโอกาสเข้าศึกษาดูงาน พร้อมเป็นวิทยากรบรรยาย การทำงานของศูนย์ AOC 1441 โดยมีผู้ที่เกี่ยวของเข้าร่วม ณ ศูนย์ AOC 1441 กรุงเทพฯ

นายเอกพงษ์ หริ่มเจริญ ผู้ตรวจราชการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ (AOC) เปิดเผยว่า จากกรณีเหตุการณ์ที่คุณชาล็อต ออสติน นักแสดงและนางงามในสังกัด Miss Grand Thailand ถูกมิจฉาชีพหลอกโอนเงิน 4 ล้านบาท ซึ่งต่อมาในระหว่างแถลงข่าวนั้น ได้มีผู้โทรศัพท์มาหาโดยอ้างว่า เป็นพนักงานผู้ช่วยเหลือเจ้าหน้าที่ตำรวจ (Outsource) จากศูนย์ AOC กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) นั้น ในกรณีนี้ไม่มีความเกี่ยวข้องกับศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ (AOC) ภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงดีอี แต่อย่างใด   ทั้งนี้ กระทรวงดีอี ได้จัดตั้งศูนย์ ศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ (Anti-Online-Scam Operation Center: AOC) ขึ้นเพื่อดำเนินการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ ซึ่งไปตามพระราชกำหนดมาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พ.ศ. 2566 โดยบูรณาการข้อมูลการทำงานร่วมกันกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ฯลฯ ในการยับยั้งบัญชีม้า การใช้ซิมโทรศัพท์ผิดกฎหมาย และธุรกรรมต้องสงสัย เพื่อให้ธนาคารและผู้ให้บริการโทรศัพท์ สามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลบัญชีพฤติกรรมต้องสงสัยหรือข้อมูลที่เกี่ยวข้อง ระงับธุรกรรมที่ทำความเสียหายในวงกว้าง พร้อมดำเนินคดีต่อผู้กระทำความผิดที่เกี่ยวข้องกับอาชญากรรมออนไลน์โดยมีทีมวิเคราะห์ข้อมูลที่ได้รับ เพื่อประมวลผลข้อมูลด้วยเทคโนโลยี AI ให้หน่วยงานพันธมิตรนำไปใช้ในการดำเนินงานด้านการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ เพื่อลดความเดือดร้อนความเสียหายที่เกิดขึ้นกับประชาชน สำหรับการดำเนินงานของ ศูนย์ AOC จะประกอบไปด้วย การให้บริการรับแจ้งเหตุอาชญากรรมออนไลน์จากผู้เสียหาย ผ่านเจ้าหน้าที่ให้บริการ 100 คู่สาย ผ่านหมายเลขโทรศัพท์สายด่วน 1441 ตลอด 24 ชั่วโมง โดยแบ่งการรับแจ้งเหตุจากประชาชนดังนี้   1441 กด 1 ระงับบัญชีของผู้ต้องสงสัย (บัญชีม้า) : โดยเจ้าหน้าที่ AOC จะดำเนินการติดต่อประสานงาน กับธนาคารเพื่อระงับบัญชีของผู้ต้องสงสัย และออก Bank Case ID พร้อมส่งข้อมูลประสานงานระหว่างธนาคารของผู้เสียหายและผู้ต้องสงสัย (ในกรณีที่เป็นคนละธนาคาร)   1441 กด 2 ติดตามสถานะของบัญชีที่ถูกระงับ : หากประชาชนถูกระงับบัญชีธนาคาร สามารถติดต่อประสาน AOC เพื่อตรวจสอบข้อมูลการถูกระงับบัญชี เพื่อที่ประชาชนสามารถติดต่อกับเจ้าหน้าที่ตำรวจเจ้าของคดีได้   และ 1441 กด 3 ปรึกษาคดีอาชญากรรมทางเทคโนโลยี : ประชานชนสามารถขอคำแนะนำปรึกษาคดีอาชญากรรมออนไลน์ผ่านศูนย์ AOC โดยเจ้าหน้าที่ AOC และเจ้าหน้าที่ตำรวจซึ่งมีความรู้และสามารถให้คำปรึกษาได้   “กรณีของ คุณชาล็อต ได้ติดต่อธนาคาร และได้ Bank Case ID มาแล้ว จึงโทรเข้ามาที่ AOC 1441 คืนวันที่ 8 ธันวาคม 2567 เวลาประมาณ 03:15 น ซึ่งเจ้าหน้าที่ AOC แนะนำให้คุณชาล็อตเข้าไปแจ้งความที่ thaipoliceonline.go.th มีการบันทึกเคส เป็นการปรึกษาคดี ส่วนการติดต่อจากตำรวจสอบสวนกลางนั้น เป็นกระบวนการของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ที่โทรไปติดต่อ” นายเอกพงษ์ กล่าว   อย่างไรก็ตาม นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ได้มอบนโยบายแนวทางการดำเนินงานของศูนย์ AOC ภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวง ดีอี แบบบูรณาการข้อมูลร่วมกันกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อรับแจ้งคดีอาชญากรรมออนไลน์จากประชาชนผู้เสียหาย โดยศูนย์ AOC ขอยืนยันว่าไม่มีนโยบายให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับไปยังผู้เสียหายโดยตรง และ AOC ไม่มีการเปิดช่องทางการติดต่อในช่องทางโซเชียลมีเดียใดๆทั้งสิ้น ทั้งนี้หากมีการแอบอ้างว่าเป็นการโทร หรือติดต่อผ่านทางช่องทางโซเชียล จากเจ้าหน้าที่ AOC ขอให้สันนิษฐานว่าเป็นมิจฉาชีพแน่นอน โดยประชาชนสามารถติดต่อ AOC ผ่านโทรสายด่วน 1441 เท่านั้น” นายเอกพงษ์ กล่าวในตอนท้าย  

วันที่ 13 ธันวาคม 2567 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานเปิดงานสัมมนาเพื่อเผยแพร่การดำเนินโครงการฯ เรื่อง Thailand Digital Economy 2024 การพัฒนาประสิทธิภาพการวัดมูลค่าเศรษฐกิจดิจิทัล (Digital Contribution to GDP)  ประจำปี พ.ศ.2567 โดยมี นายอัฐฐเสฏฐ จุลเสฏฐพานิช เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดีอี นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ เลขาธิการคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สดช.) และผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม จัดโดย คณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สดช.) ณ โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ คอนเวนชั่น กรุงเทพฯ     โดย รองนายกฯ ประเสริฐ ย้ำถึงความสำคัญในการยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล ซึ่งถือเป็นทิศทางสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของไทยในปัจจุบัน และอนาคต รวมทั้งการเร่งผลักดันภาครัฐสู่การเป็นรัฐบาลดิจิทัล โดยการส่งเสริมการลงทุนเรื่อง Cloud Services และ Data Centers ตลอดจนการลงทุนที่เกี่ยวข้องด้านดิจิทัล ซึ่งส่งผลให้เศรษฐกิจดิจิทัลขยายตัวสูงกว่าเศรษฐกิจโดยรวม กว่า 2 เท่า ในปี 2567

  วันที่ 16 ธันวาคม 2567 ศาสตราจารย์พิเศษวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ในฐานะประธานกรรมการ ในคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ปาฐกถาพิเศษงานปิดโครงการส่งเสริมศักยภาพบุคลากร ก.ล.ต. รุ่น 1 ประจำปี 2567 ในหัวข้อ การพัฒนาศักยภาพและภาวะผู้นำ สู่การพัฒนาตลาดทุนไทยที่ยั่งยืน เพื่อเสริมสร้างความรู้ ทักษะ และภาวะความเป็นผู้นำให้กับบุคลากรของ ก.ล.ต. นำไปสู่การพัฒนาตลาดทุนของประเทศอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน ณ ห้อง The Auditorium ชั้น 3 โรงแรม อีสติน แกรนด์ พญาไท กรุงเทพฯ

นางสาววงศ์อะเคื้อ บุญศล โฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ฝ่ายการเมือง เปิดเผยว่า ในช่วงวันที่ 9 – 15 ธันวาคม 2567 ที่ผ่านมา ศูนย์ AOC 1441 (Anti Online Scam Operation Center) ได้มีรายงานเคสตัวอย่างอาชญากรรมออนไลน์ที่ประชาชนได้รับผลกระทบจากการถูกหลอกลวง จำนวน 5 เคส ประกอบด้วย   คดีที่ 1 คดีหลอกลวงให้ลงทุนผ่านระบบคอมพิวเตอร์ มูลค่าความเสียหาย 5,000,000 บาท โดยผู้เสียหายได้รับการติดต่อจากมิจฉาชีพผ่านช่องทาง Facebook ชักชวนลงทุนเทรดหุ้นสกุลเงินต่างประเทศ ผู้เสียหายสนใจจึงเพิ่มเพื่อนทาง Line สอบถามรายละเอียด จากนั้นมิจฉาชีพแนะนำให้ติดตั้งแอปพลิเคชันและโอนเงินเพื่อทำการเทรดหุ้น แจ้งว่าจะได้ผลตอบแทนจำนวนมาก ช่วงแรกได้ผลตอบแทนและสามารถถอนเงินได้จริง ต่อมามีการดึงเข้า Group Line ให้ลงทุนโอนเงินเข้าไปในบัญชีแจ้งว่าจะนำเงินไปลงทุนให้เมื่อได้ผลตอบแทนจะทำการโอนเงินคืน ภายหลังผู้เสียหายต้องการถอนเงินแต่มิจฉาชีพแจ้งว่าต้องเสียค่าภาษีและค่าคอมมิชชัน ผู้เสียหายเชื่อว่าตนเองถูกมิจฉาชีพหลอก   คดีที่ 2 คดีหลอกลวงให้โอนเงินเพื่อรับรางวัล หรือวัตถุประสงค์อื่นๆ มูลค่าความเสียหาย 2,894,677 บาท โดยผู้เสียหายได้รับข้อความ SMS จากมิจฉาชีพผ่านทางโทรศัพท์ อ้างเป็นเจ้าหน้าที่การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค แจ้งว่าได้รับค่าประกันมิเตอร์ไฟฟ้าคืน จากนั้นเพิ่มเพื่อนทาง Line และให้ติดตั้งแอปพลิเคชันเพื่อยืนยันสิทธิ์ ต่อมาให้ผู้เสียหายสแกน QR Code และทำตามขั้นตอนที่มิจฉาชีพแนะนำ เมื่อทำตามขั้นตอนเสร็จผู้เสียหายได้รับข้อความ SMS จากธนาคารแจ้งว่า ยอดเงินในบัญชีได้ถูกโอนออกไปจนหมด ผู้เสียหายพยายามติดต่อมิจฉาชีพแต่ไม่สามารถติดต่อได้ ผู้เสียหายเชื่อว่าถูกมิจฉาชีพหลอก   คดีที่ 3 คดีหลอกลวงให้โอนเงินเพื่อทำงานหารายได้พิเศษ มูลค่าความเสียหาย 434,474 บาท โดยผู้เสียหายได้รับการติดต่อจากมิจฉาชีพผ่านทางโทรศัพท์ อ้างตนว่าเป็นเจ้าหน้าที่กรมการ จัดหางาน แจ้งว่าผู้เสียหายได้รับงานเป็นการขายสินค้าทางออนไลน์โดยมีค่าคอมมิชชันเป็นการตอบแทน ผู้เสียหายสนใจจึงเพิ่มเพื่อนผ่านทาง Line มีการส่งลิงก์ให้กรอกข้อมูลส่วนตัวและแนะนำขั้นตอนการทำงาน จากนั้นดึงเข้า Group Line แจ้งว่าในระยะแรกจะเป็นช่วงทดลองงานให้โอนเงินค่าสินค้าเข้าไปในระบบก่อนและจะได้รับคืน ภายหลังเมื่อทดลองงานผ่านเเล้วมิจฉาชีพได้แจ้งให้ลงทุนราคาสินค้าเพิ่มมากขึ้นจนผู้เสียหายไม่ไหวและต้องการยกเลิกภารกิจ มิจฉาชีพแจ้งว่าต้องชำระค่าปรับเนื่องจากทำผิดกฎบริษัท ผู้เสียหายเชื่อว่าถูกมิจฉาชีพหลอก   คดีที่ 4 คดีหลอกลวงให้รักแล้วโอนเงิน (Romance Scam) มูลค่าความเสียหาย 300,000 บาท โดยผู้เสียหายได้รับการติดต่อจากมิจฉาชีพผ่านช่องทาง Tiktok ใช้โพรไฟล์เป็นชายหนุ่มหน้าตาดี อยากมีเพื่อนคุยและอยากทำความรู้จักกับผู้เสียหาย จากนั้นเพิ่มเพื่อนทาง Line พูดคุยกันจนสนิทใจ ต่อมามิจฉาชีพแจ้งว่ากำลังเดือดร้อนเนื่องจากมีอาการป่วยรุนแรงต้องใช้เงินจำนวนมาก ขอยืมเงินเพื่อรักษาตัวแล้วจะเดินทางมาหาผู้เสียหายหลังจากอาการป่วยดีขึ้นเเล้ว ผู้เสียหายหลงเชื่อจึงโอนเงินไป หลังจากโอนเงินไปไม่สามารถติดต่อได้ ผู้เสียหายเชื่อว่าถูกมิจฉาชีพหลอก   และคดีที่ 5 คดีหลอกลวงเป็นบุคคลอื่นเพื่อยืมเงิน มูลค่าความเสียหาย 340,000 บาท ทั้งนี้ ผู้เสียหายได้รับการติดต่อจากมิจฉาชีพผ่านทางโทรศัพท์ อ้างตนเป็นพี่ชาย ให้บันทึกเบอร์โทรศัพท์ใหม่เก็บไว้แจ้งว่ากำลังจะจัดงานมงคลสมรส ขอยืมเงินเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายภายในงานและจะคืนเงินให้ภายหลัง ผู้เสียหายหลงเชื่อจึงโอนเงินไป จากนั้นพยายามติดต่อกลับแต่ไม่ สามารถติดต่อได้ ผู้เสียหายรู้สึกผิดปกติจึงได้โทรกลับไปที่เบอร์โทรศัพท์เก่าของพี่ชาย จึงทราบว่าพี่ชายไม่ได้เปลี่ยนเบอร์โทรศัพท์ ผู้เสียหายเชื่อว่าตนถูกมิจฉาชีพหลอก   สำหรับมูลค่าความเสียหายที่เกิดขึ้นทั้ง 5 คดี รวม 8,969,151 บาท   ทั้งนี้ ผลการดำเนินงานของ ศูนย์ AOC 1441 ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2566 ถึง วันที่ 13 ธันวาคม 2567 มีตัวเลขสถิติผลการดำเนินงาน ดังนี้   1. สายโทรเข้า 1441 จำนวน 1,292,883 สาย / เฉลี่ยต่อวัน 3,161 สาย 2. ระงับบัญชีธนาคาร จำนวน 425,830 บัญชี / เฉลี่ยต่อวัน 1,160 บัญชี   3. ระงับบัญชีตามประเภทคดีสูงสุด 5 ประเภท ได้แก่ (1) หลอกลวงซื้อขายสินค้าหรือบริการ 127,665 บัญชี คิด เป็นร้อยละ 29.98 (2) หลอกลวงหารายได้พิเศษ 103,450 บัญชี คิดเป็นร้อยละ 24.29 (3) หลอกลวงลงทุน 63,318 บัญชี คิดเป็นร้อยละ 14.87 (4) หลอกลวงให้โอนเงินเพื่อรับรางวัล 37,672 บัญชี คิดเป็นร้อยละ 8.85  (5) หลอกลวงให้กู้เงิน 32,880 บัญชี คิดเป็นร้อยละ 7.72 (และคดีอื่นๆ 60,845 บัญชี คิดเป็นร้อยละ 14.29)   จากเคสตัวอย่างจะเห็นได้ว่า มิจฉาชีพ ใช้วิธีการหลอกลวงผู้เสียหาย ด้วยการหลอกให้ลงทุน หรือหารายได้พิเศษ โดยเป็นการหลอกให้ลงทุนเทรดหุ้นผ่านช่องทางโซเชียลมีเดีย คือ Facebook และ Line ทั้งนี้ขอย้ำว่า กรณีการร่วมลงทุนผ่านช่องทางออนไลน์ต่างๆ ที่ไม่มีการรับรองโดยหน่วยงานที่มีความน่าเชื่อถือ เป็นการเสี่ยงต่อการถูกหลอกลวง ขอให้ผู้เสียหายตรวจสอบไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อสอบถามรายละเอียดให้แน่ชัด หรือติดต่อผ่านทางสายด่วน AOC 1441 เพื่อยืนยันตรวจสอบข้อเท็จจริง ก่อนที่จะมีการให้ข้อมูลส่วนบุคคล เพิ่มเพื่อนหรือดำเนินการใดๆ ในโซเชียลมีเดีย   นอกจากนี้ยังมีเรื่องการหลอกลวงเพื่อรับเงินคืนของหน่วยงานรัฐ ซึ่งส่วนใหญ่มักเป็นขบวนการมิจฉาชีพ เนื่องจากโดยปกติเจ้าหน้าที่หน่วยงานรัฐ จะไม่ติดต่อหาประชาชนผ่านทางโทรศัพท์ หรือช่องทางโซเชียลมีเดียโดยตรง ซึ่งหากได้รับการติดต่อดังกล่าว ขออให้สันนิษฐานว่าเป็นมิจฉาชีพ โดยไม่ควรแจ้งข้อมูลส่วนบุคคล หรือเลขบัญชีธนาคารโดยเด็ดขาด ควรตรวจสอบรายละเอียดให้แน่ชัด และติดต่อผ่านหน่วยงานนั้นๆโดยตรง   “ในส่วนของการที่มิจฉาชีพอ้างเป็นเจ้าหน้าที่หน่วยงานรัฐ หรือเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทำการถูกข่มขู่ ควรติดต่อสอบถามไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อสอบถามรายละเอียดให้แน่ชัด หรือติดต่อผ่านทางสายด่วน AOC 1441 เพื่อยืนยันตรวจสอบข้อเท็จจริง” นางสาววงศ์อะเคื้อ กล่าว   อย่างไรก็ตาม ขอให้ประชาชนยึดหลัก 4 ไม่ คือ 1. ไม่กดลิงก์ 2.ไม่เชื่อ 3.ไม่รีบ และ 4.ไม่โอน ก่อนที่จะทำธุรกรรมใดๆ อย่ากดเข้าลิงก์เว็บไซต์ หรือดาวน์โหลด และอัปโหลดแพลตฟอร์ม ที่มีการส่งต่อจากช่องทางที่ไม่แน่ใจ โดยกระทรวง ดีอี ได้เร่งดำเนินการปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ทุกรูปแบบร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการเผยแพร่ให้ความรู้เกี่ยวกับการป้องกันภัยอาชญากรรมออนไลน์ ผ่านศูนย์ AOC 1441 เพื่อแก้ไขปัญหาที่ส่งผลกับประชาชนอย่างต่อเนื่อง   หากประชาชนโดนหลอกออนไลน์ โทรแจ้งดำเนินการ ระงับ อายัดบัญชี AOC 1441   แจ้งเบาะแส ข่าวปลอม และอาชญากรรมออนไลน์ทุกรูปแบบ โทรสายด่วน 1111 (24 ชม.) | Line ID: @antifakenewscenter | เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com                                        --------------------------------------------------------------------------------------

  วันที่ 16 ธันวาคม 2567 ศาสตราจารย์พิเศษวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานการประชุมคณะทำงานร่วม ระหว่าง สำนักงานปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศษฐกิจและสังคม สำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และ สำนักงานสถิติแห่งชาติ เพื่อขับเคลื่อนองค์ความรู้ด้านดิจิทัล ครั้งที่ 1/2567 โดยมี ดร.ปิยนุช วุฒิสอน รองปลัดกระทรวงดีอี นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ เลขาธิการคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สดช.) และผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ณ ห้องประชุม 601 กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และผ่านระบบการประชุมทางไกล

วันที่ 16 ธันวาคม 2567 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานกล่าวเปิดการจัดอบรมเชิงปฏิบัติการหลักสูตรด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ ระดับผู้บริหาร (Executive CISO) รุ่นที่ 2 โครงการเร่งรัดการพัฒนาบุคลากรด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ ระยะที่ 2 เพื่อการพัฒนาทักษะผู้นำในการเปลี่ยนแปลงด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ในยุคดิจิทัล โดยมี นายณัฐพล ณัฏฐสมบูรณ์ รองปลัดกระทรวงดีอี นายพรรณธนู วรรณกางซ้าย ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงดีอี นายอัฐฐเสฏฐ จุลเสฏฐพานิช เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดีอี พลอากาศตรี อมร ชมเชย เลขาธิการคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (สกมช.) และผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ณ ห้องบอลรูม 1-2 ชั้น 7 โรงแรมโซฟิเทล กรุงเทพ สุขุมวิท

วันที่ 18 ธันวาคม 2567 ศาสตราจารย์พิเศษวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เข้าร่วมการอบรมเชิงปฏิบัติการ เรื่อง “การพัฒนาทักษะดิจิทัลสำหรับผู้ปฏิบัติงาน เพื่อขับเคลื่อนภารกิจระดับพื้นที่” เพื่อยกระดับความสามารถทางดิจิทัลของบุคลากรในหน่วยงาน ให้สามารถนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ในการปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพในยุคดิจิทัล โดยมีนายภุชพงค์ โนดไธสง ผู้อำนวยการสำนักงานสถิติแห่งชาติ และผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ณ โรงแรม ทีเค.พาเลซ แอนด์ คอนเวนชั่น กรุงเทพฯ   สำหรับการอบรมเชิงปฏิบัติการดังกล่าว มุ่งเน้นเรื่องการขับเคลื่อนการพัฒนาทักษะ สถานภาพการเข้าใจ และการใช้ประโยชน์ดิจิทัลผ่านช่องทางการให้บริการของกระทรวงดีอี ให้กับเจ้าหน้าที่ของสำนักงานสถิติแห่งชาติ และสำนักงานสถิติจังหวัด 76 จังหวัด เพื่อเพิ่มศักยภาพให้เจ้าหน้าที่สถิติสามารถจัดอบรมความรู้ด้านเทคโนโลยีดิจิทัลให้กับประชาชนผ่านศูนย์ดิจิทัลชุมชนทั่วประเทศ ตามเป้าหมายปี 2568 จำนวน 250,000 คน

วันที่ 18 ธันวาคม 2567 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) พร้อมด้วยศาสตราจารย์พิเศษวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงดีอี ประชุมคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ครั้งที่ 10/2567 โดยมี นายพรรณธนู วรรณกางซ้าย ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงดีอี นายอัฐฐเสฏฐ จุลเสฏฐพานิช เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดีอี นายเอกพงษ์ หริ่มเจริญ ผู้ตรวจราชการกระทรวงดีอี พร้อมด้วยหน่วยงานและผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ณ ห้องประชุม 801 ชั้น 8 อาคาร NT สำนักงานใหญ่

icon-sitemap    std-w1    std-w2    WCAG 2.0 (Level AA)
จำนวนผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์ Loading...


กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

เลขที่ 120 หมู่ 3 ชั้น 8-11 ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 (อาคาร ซี) ซอยแจ้งวัฒนะ 7 ถนนแจ้งวัฒนะ แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ 10210

facebook
instagram
twitter
youtube
rss
tiktok
threads
Icon Q&A
black ribbon.