Logo DE Ministry.
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
Ministry of Digital Economy and Society
Logo DE Ministry.
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
Ministry of Digital Economy and Society
ตัวช่วยเหลือในการเข้าถึงเว็บไซต์
ค้นหา




               ดีอีเอส ร่วม กสทช. องค์กรสื่อ และทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง เปิดเวทีระดมความคิดเรื่อง “รู้เท่าทัน-วางกฎเหล็ก Mass Shooting - สังหารหมู่ซ้ำ บนสื่อทีวี-ออนไลน์” วันที่ 18 ก.พ.นี้ เชิญชวนผู้สนใจลงทะเบียนเข้าร่วมรับฟังได้ฟรี                 นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) กล่าวว่า ในวันที่ 18 กุมภาพันธ์นี้ กระทรวงดิจิทัลฯ จะร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) และสถาบันอิศรา มูลนิธิพัฒนาสื่อมวลชนแห่งประเทศไทย จัดเวทีระดมความคิดเรื่อง “รู้เท่าทัน-วางกฎเหล็ก Mass Shooting - สังหารหมู่ซ้ำ บนสื่อทีวี-ออนไลน์” เพื่อเป็นการสรุปเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 8 – 9 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา จากนั้นจะเปิดเวทีเสวนาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเพื่อหาทางออกร่วมกันโดยผู้ทรงคุณวุฒิด้านต่างๆ                  งานดังกล่าว จะจัดขึ้นที่โรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ แอท เซ็นทรัลพลาซ่า ลาดพร้าว ณ ห้องวิภาวดีบอลรูม บี ชั้นล็อบบี้ ตั้งแต่เวลา 13.30 – 17.00 น. พร้อมเปิดให้ประชาชนทั่วไปเข้าร่วมรับฟัง โดยผู้สนใจสามารถลงทะเบียนออนไลน์ได้ทาง https://forms.gle/rsLy2BNX3oXh9Rtm7                  สำหรับผู้ที่จะร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในเวทีระดมความคิดเห็นครั้งนี้ ครอบคลุมทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลฯ, กรรมการ กสทช. , รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช), นายกสมาพันธ์สมาคมวิชาชีพวิทยุและโทรทัศน์, นายกสมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย, นายกสมาคมมีเดียเอเยนซี่และธุรกิจสื่อแห่งประเทศไทย (MAAT), นายกสมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์, ประธานราชวิทยาลัยจิตแพทย์แห่งประเทศไทย และรักษาการกรรมการผู้อำนวยการสถานีวิทยุแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย   *****************


              บอร์ดประสานงานและแก้ไขปัญหาข่าวปลอมที่กระทบต่อความปลอดภัยในชีวิต ขานรับแนวทางจาก ครม. ให้ทุกหน่วยงานรัฐแต่งตั้ง “ผู้แทนเข้าร้องทุกข์” กรณีพบผู้เผยแพร่เฟคนิวส์ที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อองค์กร พร้อมไฟเขียวตั้งคณะทำงาน 2 ชุด ติดอาวุธทางปัญญาให้สังคมรู้เท่าทันเฟคนิวส์  และวิเคราะห์คัดเลือกข่าวปลอมส่งให้ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม                   นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) กล่าวว่า ในการประชุมคณะกรรมการประสานงานและแก้ไขปัญหาข่าวปลอมที่กระทบต่อความปลอดภัยในชีวิต และทรัพย์สินประชาชน ครั้งที่ 1/2563 เมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ ที่ประชุมได้มีการพิจารณาแนวทางการแต่งตั้ง “ผู้แทนเข้าร้องทุกข์” กล่าวโทษต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ในกรณีที่ปรากฏข้อเท็จจริงว่า ส่วนราชการหรือหน่วยงานของรัฐเป็นผู้เสียหาย หรือเป็นเจ้าของข้อมูลที่มีการนำไปบิดเบือนเป็นข่าวปลอม และเผยแพร่บนสื่อสังคมออนไลน์และระบบอินเทอร์เน็ต                   โดยเป็นแนวทางการดำเนินงานตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 28 มกราคม 2563 เรื่อง การสนับสนุนการดำเนินงานของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม (Anti-Fake News Center)  ซึ่งกำชับให้ทุกส่วนราชการและหน่วยงานของรัฐให้ความร่วมมือแก่ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เพื่อรับมือกับปัญหาการเผยแพร่ข่าวปลอมและการบิดเบือนข้อมูลข้อเท็จจริงในเรื่องต่าง ๆ ที่เผยแพร่บนสื่อสังคมออนไลน์และระบบอินเทอร์เน็ต ที่มีแนวโน้มรุนแรงมากยิ่งขึ้น ส่งผลกระทบต่อการรับรู้ข้อมูลข่าวสารและความเข้าใจที่ถูกต้องของประชาชน รวมทั้งในบางกรณีกระทบต่อภาพลักษณ์ของประเทศชาติ                  สำหรับแนวทางการดำเนินงานตามมติ ครม. ดังกล่าว ประกอบด้วย 1. ให้กระทรวงดิจิทัลฯ ประสานแจ้งมติ ครม. ให้ทุกหน่วยงาน (ระดับกรม) ดำเนินการในการแต่งตั้งผู้แทนเข้าร้องทุกข์กล่าวโทษต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ในกรณีที่ปรากฏข้อเท็จจริงว่า ส่วนราชการหรือหน่วยงานของรัฐเป็นผู้เสียหายหรือเป็นเจ้าของข้อมูลที่มีการนำไปบิดเบือนเป็นข่าวปลอม และเผยแพร่บนสื่อออนไลน์ดังกล่าว                  และ 2. เพื่อให้การดำเนินงานของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม (Anti-Fake News Center) มีความเป็นกลาง สอดคล้องกับมาตรฐานสากล เป็นที่ยอมรับต่อสาธารณชน และสามารถเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารให้เกิดความเข้าใจที่ถูกต้องต่อประชาชนได้ จึงเห็นควรเสนอแต่งตั้งคณะทำงานขึ้นมา 2 คณะ ได้แก่ คณะทำงานด้านวิชาการการสร้างการรับรู้ โดยมี นายวสันต์ ภัยหลีกลี้ เป็นประธานคณะทำงาน และมีนักวิชาการผู้ทรงคุณวุฒิร่วมเป็นคณะทำงาน ให้ความรู้เชิงวิชาการ สร้างความตระหนักและการรับรู้เพื่อรู้เท่าทันเฟคนิวส์ และคณะทำงานวิเคราะห์และคัดเลือกข่าว ก่อนส่งให้ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม (Anti-Fake News Center) ดำเนินการต่อไป ซึ่งจะมีนายภุชพงค์ โนดไธสง  รองปลัดกระทรวงดิจิทัลฯ เป็นหัวหน้าคณะทำงาน และ ผู้อำนวยการศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม  เป็นรองหัวหน้าคณะทำงาน โดยมีผู้แทนจากองค์กรต่างๆ ร่วมเป็นคณะทำงาน ได้แก่ ผู้แทนจากกองทุนสื่อสร้างสรรค์, ศูนย์ชัวร์ก่อนแชร์, ข่าวจริงประเทศไทย, กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.ปอท.) และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) เป็นต้น                   สำหรับคณะทำงานวิเคราะห์และคัดเลือกข่าว จะมีบทบาทหน้าที่ในการดำเนินการวิเคราะห์ ตรวจสอบ เพื่อพิจารณาข้อมูลข่าวสารที่เข้าข่ายข่าวปลอม, ประสานข้อมูลที่ผ่านการพิจารณาแล้วว่าเข้าข่ายข่าวปลอมให้ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมดำเนินการ, รายงานผลการดำเนินงานต่อ รมว.กระทรวงดิจิทัลฯ และปฏิบัติงานอื่นๆ ตามที่ได้รับมอบหมาย                  นอกจากนี้ในที่ประชุม ยังได้มีการนำเสนอรายงานสรุปผลการดำเนินงานศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ในส่วนการดำเนินการประชาสัมพันธ์ประเด็นไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ จนถึงวันที่ 13 กุมภาพันธ์ ว่า มีจำนวนเรื่องทั้งหมด 52 เรื่อง แบ่งเป็น ข่าวปลอม 41 เรื่อง ข่าวจริง 10 เรื่อง บิดเบือน 1 เรื่อง                  “กระทรวงดิจิทัลฯ ยังมีกระบวนการทำงานร่วมกับศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ (ศปอส.ตร.) สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างกระทรวงฯ กับ ศปอส.ตร. ในกรณีที่ข่าวปลอมนั้นๆ ส่งผลให้เกิดความเสียหายกับหน่วยงาน สามารถรวบรวมข้อมูลและแจ้งต่อ ศปอส.ตร. เพื่อดำเนินการตามขั้นตอนในทางคดีต่อไป” รมว.ดีอีเอสกล่าว   ********************

                นางสาวอัจฉรินทร์ พัฒนพันธ์ชัย ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กล่าวเปิดการอบรม เรื่อง “ความรู้เกี่ยวกับเทคโนโลยี Blockchain” จัดโดยสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (สพธอ.) หรือ ETDA (เอ็ตด้า) หน่วยงานในสังกัด ณ ห้องวอล์กเดอะทอล์ก (Walk the Talk) ชั้น 15 กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2563 ปลัดกระทรวงฯ กล่าวถึง ความสำคัญของบล็อกเชนว่าเป็นอีกนวัตกรรมทางเทคโนโลยีที่รุดหน้าในการใช้งานเป็นอย่างมากทั่วโลก เพราะเป็นอีกทางเลือกที่สามารถสร้างความน่าเชื่อถือในการจัดเก็บข้อมูล และรองรับต่อการตรวจสอบยืนยันความถูกต้อง ซึ่งในประเทศไทยเองได้มีการพิจารณานำมาใช้ในกระบวนการทำงานของหลายหน่วยงาน อย่างไรก็ตามเวทีอบรมในครั้งนี้ เอ็ตด้าเชิญภาคธุรกิจชั้นนำที่ใช้บล็อกเชนมาแชร์ประสบการณ์ มีหัวข้อที่น่าสนใจ เช่น "Four Development Stages of the Blockchain Technology" หรือ 4 ขั้นตอนในการพัฒนาเทคโนโลยี Blockchain จากผู้แทนบริษัทที่ให้บริการเกี่ยวกับเทคโนโลยีบล็อกเชน ได้แก่ บริษัท บิทคับ แคปปิตอล กรุ๊ปโฮลดิ้งส์ จำกัด และการเสวนา เรื่อง "การนำ Blockchain มาใช้ในกระบวนการจัดหา จ่ายเงินในภาคธุรกิจ" โดยบริษัทปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือ SCG ที่เป็นอีกองค์กรชั้นนำของไทย เป็นต้น   *******************

              ดีอีเอส ใช้เวทีระดมความคิดเห็นเรื่อง “รู้เท่าทัน-วางกฎเหล็ก Mass Shooting - สังหารหมู่ซ้ำ บนสื่อทีวี-ออนไลน์” ผนึกกำลัง กสทช. สื่อ และภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง หาทางออกร่วมกันในการดูแลสื่อโซเชียล และแก้ไขกฎหมายให้ตามทันเทคโนโลยี                นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) กล่าวว่า การจัดเวทีระดมความคิดเห็นเรื่อง “รู้เท่าทัน-วางกฎเหล็ก Mass Shooting - สังหารหมู่ซ้ำ บนสื่อทีวี-ออนไลน์” ร่วมกันระหว่างสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) และสถาบันอิศรา มูลนิธิพัฒนาสื่อมวลชนแห่งประเทศไทย วันนี้ (18 กุมภาพันธ์ 2563) มีเป้าหมายหลัก เพื่อหาทางออกที่เหมาะสมร่วมกัน ในการดูแลและจัดระเบียบสื่อสังคมออนไลน์ในประเทศไทย และนำไปสู่การสร้างแนวปฏิบัติในอนาคตในการรับมือและวางกฎระเบียบของแต่ละภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง                 โดยงานนี้ได้เชิญผู้ทรงคุณวุฒิด้านต่างๆ ในสาขาที่เกี่ยวข้องเข้ามาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นร่วมกันด้วย ได้แก่ นายกสมาพันธ์สมาคมวิชาชีพวิทยุและโทรทัศน์, นายกสมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย, นายกสมาคมมีเดียเอเยนซี่และธุรกิจสื่อแห่งประเทศไทย (MAAT), นายกสมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์, ประธานราชวิทยาลัยจิตแพทย์แห่งประเทศไทย และรักษาการกรรมการผู้อำนวยการสถานีวิทยุแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย                  สำหรับข้อสรุปจากการระดมความคิดเห็นในเวทีนี้ จะนำไปใช้ประกอบการศึกษาแนวทางที่จะนำไปสู่การแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องในประเทศไทย โดยไม่จำกัดเพียง พ.ร.บ. ว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2560 เนื่องจากปัจจุบันพระราชบัญญัติหลายฉบับ ยังไม่ครอบคลุมแพลตฟอร์มหรือเทคโนโลยีใหม่ๆ                  “จุดมุ่งหมายในการระดมความคิดเห็นครั้งนี้ เพื่อรับมือและแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น เราไม่ได้มีความตั้งใจลิดรอนสิทธิใคร ภาครัฐไม่ได้ต้องการละเมิดสิทธิประชาชนและสื่อ แต่เมื่อเหตุการณ์เกิดขึ้นมาแล้ว ต้องร่วมมือกันเพื่อแก้ไข โดยจะนำความคิดเห็นจากส่วนรวมมาใช้พิจารณาประกอบการแก้ไขกฎหมาย” นายพุทธิพงษ์กล่าว                   รมว.ดีอีเอส ยังได้เสนอความคิดเห็นว่า ในกรณีสถานการณ์วิกฤติอย่างเหตุการณ์ที่ผ่านมา ควรมีการแต่งตั้งให้มีผู้บัญชากการ และผู้บัญชากการด้านการสื่อสาร เพราะต้องยอมรับว่าประชาชนสนใจอยากรู้ อยากติดตามข่าวสาร แต่เลือกไม่ถูกเพราะมีสื่อหลากหลาย นอกจากนี้ รัฐควรประกาศช่องทางชัดเจน เช่น อสมท. หรือช่อง 11 เพื่อเป็นช่องหลักในการกระจายข่าวสารข้อมูลที่ได้รับการยืนยันแล้ว โดยช่องอื่นๆ มาเอาข้อมูลจากที่นี่ เพื่อไม่ให้เกิดความสับสน และทุกคนต้องตระหนักว่า การที่เอาข้อมูลจากคนอื่นมาเผยแพร่ต่อ ต้องมีความรับผิดชอบ ซึ่งแนวทางนี้สามารถใช้ได้กับทุกเหตุการณ์วิกฤติในอนาคต                   “วันนี้ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ ไม่ต้องแก้ไข เพราะกรณีที่มีการบิดเบือนข้อมูลออนไลน์ สามารถฟ้องหมิ่นประมาทได้ แต่ที่ผ่านมาหลายคนอาจยังไม่ทราบ”                    นายพุทธิพงษ์ กล่าวด้วยว่า ทางกสทช. เตรียมออกกฎเกณฑ์และบทลงโทษในสื่อหลักที่ดูแลอยู่ ส่วนกระทรวงดิจิทัลฯ จะหารือการแก้ไขกฎหมายต่างๆ ให้ทันต่อสถานการณ์และเทคโนโลยี ที่ผ่านการนำเสนอข่าวออนไลน์ไม่จำเป็นต้องขออนุญาตจากกระทรวงดิจิทัลฯ กระทรวงจึงไม่มีอำนาจในการปิดสื่อนั้นได้ อีกทั้งจะมีการขยายผลเรื่องกฎหมายในด้านนี้ให้ครอบคลุมถึงสื่ออนไลน์ที่กระทบกับเยาวชนด้วย ได้แก่ 1.ดูแลการขายของที่ไม่เหมาะสมสำหรับเด็กและเยาวชนผ่านช่องทางออนไลน์ และ 2.ให้ความรู้กับเยาวชน และสอนให้รู้จักเรื่องการบริหารจัดการเวลาการเสพสื่ออนไลน์                    พล.ท.พีระพงษ์ มานะกิจ กรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) กล่าวว่า การเสนอข่าวในภาวะวิกฤติ มีทั้งสื่อทีวีและออนไลน์ ดังนั้น กสทช. และดีอีเอส จึงมีส่วนสัมพันธ์กัน เพราะในแง่ กสทช. ได้รับอำนาจในการให้คลื่นความถี่ ใบอนุญาต และกำกับควบคุมดูแลส่งเสริม ทำให้กำกับดูแลสื่อบนจอทีวีได้ครบ แต่เหตุการณ์ที่ผ่านมา เกิดบนสื่อออนไลน์ ปรากฎการณ์การส่งต่อข้อมูลข่าวสารผ่านแพลตฟอร์มต่างชาติ ซึ่งมีความซับซ้อนมาก และ พ.ร.บ. ว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ปัจจุบันก็ไม่เพียงพอต่อการกำกับดูแล                  “องค์กรที่จะดูสื่อใหม่ สื่อออนไลน์ ต้องเข้ามาช่วยกัน เพื่อเสริมจากมิติของ กสทช. ที่ดูแลได้ครบในขอบเขตอำนาจ โดยร่วมหาว่าในกรณีที่ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ ยังทำไม่ได้ จะมีแนวทางใด”                   นายกล้า ตั้งสุวรรณ  ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท ไวซ์ไซท์ (ประเทศไทย) จำกัด ได้นำเสนอข้อมูลเหตุการณ์ที่โคราชในโซเชียลมีเดีย ที่รวบรวมจากระบบของ Wisesight ว่า กระแสสังคมในประเด็น #กราดยิงโคราช ช่วง 2 วันดังกล่าว มีจำนวนบนโซเชียลถึง 1.2 ล้านข้อความ และมีการแชร์ 66 ล้านครั้ง ในช่วงเวลา 48 ชั่วโมง และเมื่อประมวลผลจากแฮชแท็กฮิต แม้น้อยสุดก็มีเป็นหลักหมื่นข้อความ โดยเนื้อหาที่ได้รับความสนใจมากที่สุด 5 อันดับแรก มีสื่อกระแสหลักเพียงหนึ่งเดียวที่ติดอันดับ                    ขณะที่ นายระวี ตะวันธรงค์ นายกสมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์ กล่าวในเวทีระดมความคิดเห็น ว่าภูมิทัศน์สื่อออนไลน์กลายเป็นหลักในปัจจุบัน เพราะอินเทอร์เน็ตเข้าถึงคนทั้งประเทศแล้ว ดังนั้นมีโจทย์ว่าภาคส่วนที่เกี่ยวข้องจะดูแลการบริหารจัดการสื่ออย่างไร โดยส่วนตัวเห็นด้วยว่า ควรมีการแบ่งกลุ่มเป็นสื่อกระแสหลัก และสื่อออนไลน์  เพราะปัจจุบันจำนวนผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ต มีสัดส่วนถึง 60% ที่เสพสื่อกระแสหลักผ่านออนไลน์ เนื่องจากสื่อกระแสหลักยุคนี้ก็ทำสื่อออนไลน์ควบคู่ไปด้วย                     อย่างไรก็ตาม มองว่าหลังจาก พ.ร.บ. คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562  มีผลบังคับใช้ในเดือนพฤษภาคมปีนี้ จะทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลง และการคัดกรอง (Screen) ข้อมูลนำเสนอบนสื่อออนไลน์ได้อย่างหมาะสม และถูกต้องสำหรับผู้บริโภคสื่อ เนื่องจากกรณีที่สื่อเอาคลิปมาลง และสามารถระบุตัวตนได้ว่าเป็นใคร และผู้ที่อยู่ในคลิปนั้นได้รับความเสียหาย ก็สามารถฟ้องร้องทางกฎหมายได้                      นายเขมทัตต์ พลเดช นายกสมาพันธ์สมาคมวิชาชีพวิทยุและโทรทัศน์ กล่าวว่า ในบทบาทขององค์กรที่มีสมาชิกกว่า 100 ราย ทั้งสถานีโทรทัศน์ และผู้ผลิตรายการ มีแนวคิดในการแก้ไขปัญหาจากบทเรียนหตุการณ์ที่โคราช ดังนี้ 1.สื่อต้องมีวินัย ซึ่งองค์กรสื่อมีกฎบัตรอยู่แล้ว แต่อาจลืมไปเพราะกังวลเรื่องเรตติ้ง 2.วินัยของผู้รับสื่อ ที่ผ่านมาไม่เคยมีการ educate คนในสังคม อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันมีโมเดลของ “ชัวร์ก่อนแชร์” ให้คนตระหนักว่าควรมีการตรวจสอบข้อมูลก่อนแชร์หรือเชื่อ 3.มีกรอบกติกาชัดเจน และ4. รัฐเข้ามาช่วยในเรื่อง Data Resources จัดตั้งศูนย์กลางบริหารจัดการข่าวสาร เพื่อให้เป็นข้อความเดียวกัน และสื่อสารออกมาผ่านทุกช่องทางสื่อทั้งสื่อหลักและออนไลน์ ป้องกันการเกิดความตื่นตระหนกของประชาชน   ***************  

                กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) และกระทรวงแรงงาน จับมือลงนาม "บันทึกข้อตกลงความร่วมมือว่าด้วยการส่งเสริมการพัฒนาบุคลากร ด้านการวิเคราะห์และการใช้ประโยชน์ข้อมูลขนาดใหญ่ด้านแรงงาน" เพิ่มมูลค่าบิ๊กดาต้าด้านแรงงาน สู่การขับเคลื่อนยุทธศาสตร์การผลิตและพัฒนากำลังคนรองรับการพัฒนาประเทศ                   นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) กล่าววว่า ในวันนี้ (19 กุมภาพันธ์ 2563) ได้มีพิธีลงนาม "บันทึกข้อตกลงความร่วมมือว่าด้วยการส่งเสริมการพัฒนาบุคลากร ด้านการวิเคราะห์และการใช้ประโยชน์ข้อมูลขนาดใหญ่ด้านแรงงาน" ระหว่างกระทรวงดิจิทัลฯ โดยสถาบันส่งเสริมการวิเคราะห์และบริหารข้อมูลขนาดใหญ่ (GBDI) ในสังกัดของสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (ดีป้า) และกระทรวงแรงงาน เพื่อสนับสนุนให้เกิดการใช้ประโยชน์ข้อมูลสำหรับภาครัฐ ภาคธุรกิจ รวมทั้งภาคการศึกษาและประชาชน อย่างเป็นรูปธรรม                    ความร่วมมือครั้งนี้ จะส่งเสริมให้เกิดการใช้ประโยชน์จากข้อมูลขนาดใหญ่ (บิ๊กดาต้า) และการวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่ในการยกระดับศักยภาพแรงงานและขีดความสามารถของแรงงาน การนำข้อมูลเศรษฐกิจด้านแรงงานมาสร้างคุณค่าในการพัฒนาประเทศ และการตัดสินใจเชิงนโยบายบนหลักฐานเชิงประจักษ์ รวมทั้งสร้างคุณค่าและแนวทางปฏิบัติที่เป็นเลิศในการตอบสนองกับสถานการณ์ด้านแรงงานต่าง ๆ                     “ทั้งสองหน่วยงาน จะจัดทำแผนการปฏิบัติงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด มีการกำหนดกลยุทธและมีแผนการแลกเปลี่ยนข้อมูลร่วมกันและใช้ประโยชน์ร่วมกัน ตลอดจนจะมีการสำรวจโครงสร้างข้อมูล ระบบข้อมูลสารสนเทศเดิมของกระทรวงแรงงาน เพื่อการพัฒนา Data Platform สำหรับรองรับข้อมูลขนาดใหญ่ และการเชื่อมโยงแลกเปลี่ยนข้อมูลกับส่วนราชการ/หน่วยงานอื่น ๆ ด้วย ตลอดจนการพัฒนาบุคลากรให้มีความสามารถในการวิเคราะห์ข้อมูล และแสดงข้อมูลเป็นภาพ (Data Analytics and Visualization)” นายพุทธิพงษ์กล่าว                     ม.ร.ว. จัตุมงคล โสณกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน กล่าวว่า บทบาทของกระทรวงแรงงาน มุ่งเน้นทำงานเกี่ยวกับ “การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ในทุกมิติ” ดังนั้น จึงมีความสำคัญยิ่งที่กระทรวงแรงงาน และกระทรวงดิจิทัลฯ ต้องร่วมมือกันในการพัฒนาศักยภาพการวิเคราะห์และการใช้ประโยชน์ข้อมูลที่มีความ “dynamic” เป็นอย่างมาก เนื่องจากการทำงานในมิติของ “คน” และมีความท้าทายจากปริมาณข้อมูลจำนวนมหาศาล ซึ่งมีความเคลื่อนไหวและเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ต้องอาศัยความแม่นยำในการจัดระเบียบและวิเคราะห์ เพื่อให้สามารถนำมาใช้ประโยชน์ในการตัดสินใจเชิงนโยบาย สำหรับการกำหนดมาตรการต่าง ๆ รองรับสถานการณ์ทางเศรษฐกิจ สังคม และตลาดแรงงานในทุกมิติ โดยการลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือฯ วันนี้ เป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญในการปรับเปลี่ยนกระบวนการและวิธีทำงานในรูปแบบใหม่เพื่อให้ก้าวไปสู่การเป็นองค์กรที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล (Data-Driven Organization) อย่างแท้จริง                   ด้านนางสาวอัจฉรินทร์ พัฒนพันธ์ชัย ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) กล่าวว่า ความร่วมมือครั้งนี้ จะเป็นอีกกลไกหนึ่งในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์การผลิตและพัฒนากำลังคนรองรับการพัฒนาประเทศ ผ่านการใช้ประโยชน์จากบิ๊กดาต้า ที่จะช่วยสร้างการรับรู้ไปยังหน่วยงานและบุคลากรที่เกี่ยวข้องทำให้การบูรณาการการทำงานเกิดความชัดเจนและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น อีกทั้ง เน้นย้ำถึงการให้ความสำคัญกับพัฒนาความร่วมมือทางวิชาการในการยกระดับศักยภาพและขีดความสามารถของกระทรวงแรงงานในการนำข้อมูลเศรษฐกิจการแรงงานมาสร้างคุณค่าในการพัฒนาประเทศให้มั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน                    รวมทั้งการสร้างนวัตกรรมบริการสาธารณะที่ตอบสนองความต้องการของประชาชนและทุกภาคส่วน ด้วยการสร้างและพัฒนาเครือข่ายบุคลากรด้านการวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อพัฒนาหน่วยงานของรัฐให้เป็นองค์กรที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล พัฒนาการบริหารจัดการข้อมูลของประเทศให้เป็นระบบและครบวงจร (Data Management Life cycle) ตลอดจนเพิ่มประสิทธิภาพ ในการวิเคราะห์แนวทางการเพิ่มศักยภาพแรงงานและผู้ประกอบการให้พร้อมรับกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลง และสอดคล้องกับทิศทางการพัฒนาของประเทศ คุ้มครองและส่งเสริมให้แรงงานมีความมั่นคงในการทำงาน มีหลักประกัน และมีคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างเป็นรูปธรรม (Data Modeling)                     นายสุทธิ สุโกศล ปลัดกระทรวงแรงงาน กล่าวว่า ทั้งสองกระทรวง มีเจตนารมณ์ร่วมกัน ที่จะมุ่งเน้นการเพิ่มศักยภาพและขีดความสามารถของบุคลากรกระทรวงแรงงานใน 4 ด้าน ได้แก่ การขับเคลื่อนนโยบายและยุทธศาสตร์ด้วยข้อมูล (Data-driven Policy and Strategy) วิศวกรรมข้อมูล(Data Engineering) วิทยาการข้อมูล (Data Science) และการจัดการข้อมูลให้เหมาะกับมุมมองการวิเคราะห์ (Business Intelligence)                   โดยกำหนดเป้าหมายในการวางรากฐานด้านข้อมูลเศรษฐกิจการแรงงานใน 3 ประเด็น คือ 1. การกำหนดทิศทางและกลยุทธ์สำหรับกระทรวงแรงงานในการนำข้อมูลเศรษฐกิจการแรงงานมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด 2. การจัดทำข้อเสนอเพื่อเตรียมความพร้อมด้านโครงสร้างข้อมูล และระบบสารสนเทศของกระทรวงแรงงาน เพื่อรองรับข้อมูลขนาดใหญ่ และการเชื่อมโยงแลกเปลี่ยนข้อมูลกับหน่วยงานอื่น ซึ่งครอบคลุมถึงการวางรากฐานธรรมาภิบาลข้อมูลภาครัฐ และการจัดทำรายการข้อมูล (Data catalog) ของทุกหน่วยงานในสังกัดกระทรวงฯ และ 3. การพัฒนาบุคลากรของกระทรวงแรงงาน ให้มีความรู้ด้านการวิเคราะห์และการนำเสนอข้อมูลและข้อมูลขนาดใหญ่ สามารถจัดทำโมเดลการวิเคราะห์ข้อมูลสำหรับประเด็นที่มีความซับซ้อนที่หลากหลาย และสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จริง   ********************







icon-sitemap    std-w1    std-w2    WCAG 2.0 (Level AA)
จำนวนผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์ Loading...


กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

เลขที่ 120 หมู่ 3 ชั้น 8-11 ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 (อาคาร ซี) ซอยแจ้งวัฒนะ 7 ถนนแจ้งวัฒนะ แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ 10210

facebook
instagram
twitter
youtube
rss
tiktok
threads
Icon Q&A
black ribbon.