Logo DE Ministry.
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
Ministry of Digital Economy and Society
Logo DE Ministry.
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
Ministry of Digital Economy and Society
ตัวช่วยเหลือในการเข้าถึงเว็บไซต์
ค้นหา

          10 เมษายน 2563, อาคารดีป้า ลาดพร้าว - นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) มอบหมาย สำนักงานส่งเสริมส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล หรือ ดีป้า ออกมาตรการส่งเสริมการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลภาคสาธารณสุขเป็นการด่วน พร้อมเปิดรับข้อเสนอโครงการจากโรงพยาบาลขนาดเล็กทั่วประเทศ นำเทคโนโลยีและนวัตกรรมดิจิทัลประยุกต์ใช้เพื่อขยายบริการด้านสาธารณสุข ให้ครอบคลุมกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) กลุ่ม Digital CEO - CDA - Young Digital CEO ยกมือทันควันร่วมสมทบทุนช่วยเหลือพาไทยผ่านวิกฤตเศรษฐกิจ และโควิด-1             ดร.ณัฐพล นิมมานพัชรินทร์ ผู้อำนวยการใหญ่ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล หรือ ดีป้า เปิดเผยว่า ตามที่ นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) ได้สั่งการให้ดีป้า เร่งออกมาตรการเพื่อส่งเสริม ช่วยเหลือ และเยียวยา กลุ่มผู้ประกอบการน้อยใหญ่ที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ซึ่งนอกจากภาคธุรกิจต้องได้รับการเยียวยาแล้ว ด้านสาธารณสุขเองก็ถือว่าสำคัญอย่างยิ่งในการเตรียมความพร้อมรองรับการให้บริการแก่ภาคประชาชน ดีป้าจึงได้ปรับงบประมาณประจำปี 2563 เพิ่มเติม เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัล เช่น เครื่องเทอร์โมสแกน เครื่องตรวจวัดเบื้องต้น ลดการสัมผัสโดยตรงกับผู้ป่วยที่เข้ารับการบริการ ระบบคัดกรองผู้ป่วยแบบดิจิทัลลดภาระของบุคลากรทางการแพทย์ แอปพลิเคชันจองคิวเพื่อขอเข้ารับบริการ เพื่อให้เป็นเวลา และลดความหนาแน่นในการนั่งรอคิวที่สถานพยาบาล รวมถึงระบบเทเลเมดิซีน (Telemedicine) การพบแพทย์ผ่านระบบออนไลน์ เป็นต้น ซึ่งเทคโนโลยีเหล่านี้จะมีส่วนช่วยลดความเสี่ยงในการแพร่กระจายเชื้อไวรัส และลดภาระของบุคลากรทางการแพทย์ได้                 “ดีป้าได้นำร่องปล่อยมาตรการเพื่อส่งเสริมดิจิทัลสตาร์ทอัพเพื่อพัฒนาบริการดิจิทัลใหม่ ๆ รวมถึง มาตรการเพื่อช่วยเหลือ ดิจิทัลสตาร์ทอัพ SMEs ชุมชน ร้านค้า หาบเร่ แผงลอย เกษตรกร ไปก่อนหน้านี้ มีผู้สนใจยื่นข้อเสนอโครงการเพื่อขอรับการสนับสนุนเป็นจำนวนมาก ซึ่งก็ล้วนเป็นโครงการที่สามารถ              ช่วยให้คนไทยมีบริการดิจิทัลดี ๆ หรือการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัล เพื่อประคับประคองธุรกิจในยามวิกฤตโควิด-19 นี้ โดยทาง รมว.ดีอีเอส ได้เห็นความสำคัญของการส่งเสริมการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัล เพิ่มเติมในด้านสาธารณสุข คือ โรงพยาบาลขนาดเล็กทั่วประเทศ ที่ต้องมีการบริหารจัดการการให้บริการ ทั้งการมาใช้บริการของประชาชนที่มีความเสี่ยงในการติดเชื้อจำนวนมาก รวมถึงการดูแลผู้ป่วย หากมีการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาปรับใช้ในบางขั้นตอนได้ก็จะเป็นแนวทางในการช่วยเหลือบุคลากรทางการแพทย์และสถานพยาบาลได้ไม่น้อย” ผอ.ใหญ่ ดีป้า กล่าวเสริม                  นอกจากนี้ ผอ.ใหญ่ ดีป้า ได้กล่าวเพิ่มเติมถึงการปล่อยมาตรการดังกล่าวมีความพิเศษ ซึ่งได้รับความร่วมมือกับกลุ่มผู้บริหารดิจิทัล หลักสูตรผู้นำการส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (Digital CEO), ผู้นำการส่งเสริมดิจิทัลด้านธุรกิจเกษตร (Chief of Digital Agro Business: CDA) และ ผู้นำยุคใหม่เพื่อการส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (Young Digital CEO) ซึ่งเป็นหลักสูตรพัฒนาบุคลากรดิจิทัลของดีป้า ที่พร้อมใจสมทบทุนเพื่อเป็นอีกหนึ่งกำลังในการส่งเสริมและสนับสนุน แสดงให้เห็นถึงความยินดีช่วยเหลือกันของคนในประเทศที่พร้อมจะช่วยเหลือในยามที่ประเทศต้องร่วมกันผ่านวิกฤตไปให้ได้                   สำหรับการส่งเสริมและสนับสนุนการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในภาคสาธารณสุขผ่านโรงพยาบาลนั้น ดำเนินการภายใต้มาตรการ depa Digital Transformation Fund ตั้งเป้า 20 โรงพยาบาลครอบคลุมพื้นที่ทั่วประเทศ มุ่งเน้นการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมดิจิทัลเพื่อการบริการ เพื่อการเสริมสร้างสุขภาวะที่ดี และเพื่อการเข้าถึงการแพทย์ชุมชน โดยเปิดรับข้อเสนอโครงการแล้ววันนี้ จนถึง 14 เมษายน 2563 ผู้ที่สนใจสามารถดูรายละเอียดได้ที่ www.depa.or.th หรือ Scan QR Code   ******************

นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) เปิดเผยว่า ตนได้กำชับให้ บ.ไปรษณีย์ไทย จำกัด ดูแลและจัดส่งหน้ากากอนามัยไปยังบุคลากรทางการแพทย์และประชาชนกลุ่มเสี่ยงทั่วประเทศให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อยและรวดเร็วที่สุด เพราะหน้ากากอนามัยถือเป็นสิ่งจำเป็นอย่างมากต่อแพทย์ พยาบาล เจ้าหน้าที่สาธารณสุข เจ้าหน้าที่ที่ต้องสัมผัสใกล้ชิดกับประชาชน และกลุ่มเสี่ยงต่าง ๆ เช่น ผู้ป่วย ผู้สูงอายุ ทำให้เกิดความปลอดภัยและช่วยแก้ไขปัญหาการกระจายหน้ากากอนามัยในช่วงที่ผ่านมา ตามนโยบายของนายกรัฐมนตรีที่ให้ความสำคัญในเรื่องนี้ สำหรับการจัดส่งหน้ากากอนามัยทางการแพทย์ (Surgical mask) ของไปรษณีย์ไทย ตั้งแต่ 1 เม.ย. จนถึงล่าสุดเช้าวันนี้ (12 เม.ย.) ได้ส่งตรงไปยังโรงพยาบาลทั่วประเทศ ซึ่งเป็นโควตาของ สธ. รวม 13,687,000 ชิ้น ส่วนโควตาของ มท. ได้ส่งไปยังผู้ว่าราชการจังหวัด รวม 7,215,000 ชิ้นแล้ว และจะยังคงดำเนินการอย่างต่อเนื่องทุกวัน เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้ได้มากที่สุด ส่วนหน้ากาก N95 ได้รับมอบจากองค์การเภสัชกรรม เพื่อจัดส่งให้กับสำนักงานสาธารณสุข 76 จังหวัดทั่วประเทศกว่า 150,000 ชิ้น รวมถึงชุดป้องกันตนเอง PPE อีกกว่า 10,000 ชุด โดยยืนยันว่าการจัดส่งจะไม่ปะปนกับพัสดุหรือจดหมายของประชาชนตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง นอกจากนี้ ยังได้ร่วมกับกระทรวงอุตสาหกรรมจัดส่งหน้ากากอนามัยชนิดผ้า จำนวน 10,000,000 ชิ้นให้กับประชาชนในเขตกรุงเทพฯ ปริมณฑล และพื้นที่เสี่ยงอื่น ๆ โดยเริ่มทยอยจัดส่งแล้วตามข้อมูลในทะเบียนบ้าน เรียงตามรหัสไปรษณีย์ เริ่มจากเขตป้อมปราบศัตรูพ่ายและเขตสัมพันธวงศ์ ซึ่งมีรหัสไปรษณีย์ 10100 ก่อน ไม่เพียงเท่านั้น หากประชาชนต้องการจะส่งหน้ากากอนามัยให้กับแพทย์ พยาบาล และเจ้าหน้าที่ สามารถฝากส่งได้ ณ ที่ทำการไปรษณีย์ทั่วประเทศ หรือหากมีจำนวนมากเจ้าหน้าที่ก็มีบริการไปรับถึงบ้าน โดยการจัดส่งไม่เสียค่าใช้จ่าย จนถึง 30 เม.ย.63 นี้                                                                      -----------------------------------------

นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) เปิดเผยว่า ตามที่พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี มอบหมายให้หน่วยงานต่าง ๆ สนับสนุนการปฎิบัติงานของบุคลากรทางการแพทย์อย่างเต็มที่ เพื่อรับมือกับโรคโควิด-19 นั้น กระทรวงดีอีเอสได้รับมาดำเนินการหลายเรื่อง เช่น จัดส่งหน้ากากอนามัยให้แพทย์ พยาบาล และเจ้าหน้าที่ สนับสนุนการจัดทำแอปพลิเคชันช่วยแพทย์ตรวจสอบความเสี่ยงของผู้ป่วย และจัดเตรียมที่พักให้ฟรี เป็นต้น สำหรับการจัดสถานที่พักให้กับบุคลากรทางการแพทย์นั้น บมจ.กสท โทรคมนาคม (CAT) ได้มอบอาคารหอพัก CAT สำนักงานใหญ่ ถ.แจ้งวัฒนะ จำนวน 145 ห้อง เป็นสถานที่พักชั่วคราวสำหรับแพทย์ พยาบาล และเจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาลจุฬาภรณ์ โดยเฉพาะกลุ่มที่ดูแลผู้ป่วยโรคมะเร็งซึ่งมีจำนวนมาก แยกจากกลุ่มที่ต้องดูแลผู้ป่วยโรคโควิด-19 ที่ใช้หอพักของราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์เป็นที่พัก เพื่อลดความเสี่ยงจากการติดเชื้อของบุคลากรการแพทย์ทั้ง 2 กลุ่ม ที่ต้องพักอาศัยร่วมกัน และช่วยอำนวยความสะดวกให้ทุกคนได้พักผ่อนอย่างเพียงพอ ไม่ต้องเดินทางยามวิกาล โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายจนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย ซึ่งขณะนี้มีผู้เข้าพักแล้ว 25 ห้อง ห้องพักของ CAT เป็นห้องพักขนาดมาตรฐาน มีสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ ครบครัน เช่น เตียง ตู้เย็น เครื่องปรับอากาศ เครื่องซักผ้า พร้อมระบบคีย์การ์ด และเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยตลอด 24 ชั่วโมง รวมทั้งจะมีเจ้าหน้าที่ดูแลด้านสุขลักษณะ ความสะอาด และฆ่าเชื้อตามหลักสาธารณสุขอย่างเคร่งครัดอีกด้วย ทั้งนี้ พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี จะเดินทางไปตรวจเยี่ยมการจัดเตรียมที่พักดังกล่าว พร้อมกับให้กำลังใจบุคลากรทางการแพทย์ ในวันอังคารที่ 14 เม.ย.63 เวลา 10.00 น."กระทรวงดีอีเอสยินดีสนับสนุนการทำงานของ บุคลากรทางการแพทย์ทุกคน ซึ่งเปรียบเสมือนด่านหน้าที่ต่อสู้กับโรคโควิด-19 อย่างเต็มที่ และขอให้ทุกท่านปลอดภัย มีกำลังใจที่เข้มแข็ง" นายพุทธิพงษ์ กล่าว                                                                                 -----------------------------------------------------------------------------




ตามที่ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีได้มอบนโยบายให้แต่ละกระทรวงร่วมกันแก้ปัญหาสถานการณ์ระบาดของโรคโควิด-19 ทางกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมได้เร่งการดำเนินการ นำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยลดความเสี่ยงทั้งพี่น้องประชาชน และลดความเสี่ยงให้บุคลากรทางการแพทย์ โดยนายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) และบริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี ประเทศไทย (จำกัด) ส่งมอบโซลูชันผู้ช่วย AI ผสานพลังเทคโนโลยีเครือข่าย 5G เพื่อใช้รายงานผลตรวจโควิด-19 ให้กับโรงพยาบาลศิริราชได้อย่างอัตโนมัติ รวดเร็ว และแม่นยำ ผ่านเครือข่ายความเร็วสูง เสริมพลังแพทย์ไทยในการรับมือสถานการณ์ระบาดของโควิด-19 ได้อย่างมีศักยภาพด้วยเทคโนโลยีระดับโลก โดยมี ศาสตราจารย์ ดร. นายแพทย์ประสิทธิ์ วัฒนาภา คณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล เป็นผู้รับมอบ เมื่อวันที่ 13 เมษายน 2563 ณ ห้องประชุมพิณพากย์พิทยาเภท อาคาร 72 ปี ชั้น 1 คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล โดยนายพุทธิพงษ์ กล่าวว่า ผมได้มีโอกาสมาที่โรงพยาบาลศิริราช โดยกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมได้ร่วมกับบริษัท Huawei ในการนำระบบ AI มาช่วยในการวิเคราะห์ไวรัสโควิด 19 ซึ่งเป็นการใช้ระบบ AI มาวิเคราะห์ตัวอย่างผลการเอ็กซเรย์ปอดของคนไข้ จำนวน 20,000 กว่าตัวอย่าง เมื่อมีการทำ CT scan เพื่อเอ็กซเรย์ปอดของคนไข้ ระบบจะนำผลจากการเอ็กซเรย์ มาเทียบเคียงกับตัวอย่างภาพเอ็กซเรย์ปอด 20,000 กว่าตัวอย่างนี้ซึ่งเป็นผู้ป่วยโควิด-19 กว่า 4,000 ราย เพื่อวิเคราะห์ วินิจฉัยเบื้องต้น ว่าคนไข้มีความเสี่ยงที่จะเป็นไวรัสโควิด 19 มากน้อยเพียงใด ระบบนี้เป็นเทคโนโลยีดิจิทัลที่ทันสมัย และมีการใช้จริงแล้วในประเทศจีนทั้งในเมืองอู่ฮั่น และหลายๆ เมืองในประเทศจีน ซึ่งกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมร่วมกับบริษัท Huawei ได้นำมาติดตั้งให้โรงพยาบาลรามาฯ และโรงพยาบาลศิริราชเป็นที่เรียบร้อย จากนี้การวิเคราะห์คนไข้ด้วยระบบดังกล่าว ก็จะช่วยลดความเสี่ยงทั้งพี่น้องประชาชน และลดความเสี่ยงให้บุคลากรทางการแพทย์ เนื่องจากการทำ CT Scan เพื่อคัดกรองเบื้องต้นทำให้แพทย์ไม่ต้องสัมผัสกับคนไข้ เมื่อคัดกรองแล้วพบว่ามีความเสี่ยงสูง จึงค่อยเข้าสู่กระบวนการตรวจสารคัดหลั่ง ซึ่งจะใช้เวลาอย่างน้อย 48 ชั่วโมงในการยืนยันผล การนำระบบ AI เข้ามาใช้ จึงช่วยลดความเสี่ยงแก่บุคลากรทางการแพทย์ เพราะทำให้ไม่ต้องสัมผัสผู้ป่วยจำนวนมากในขั้นต้น พร้อมกับได้พูดคุยให้กำลังใจคุณหมอที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่ในห้องอื่นๆ ผ่านระบบวีดีโอคอนเฟอเรนซ์ในนามรัฐบาล และกล่าวถึงท่านนายกฯ ซึ่งได้ฝากมาให้กำลังใจและให้สนับสนุนบุคลากรทางการแพทย์อย่างเต็มที่ ด้านศาสตราจารย์ ดร. นายแพทย์ประสิทธิ์ วัฒนาภา คณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาลมหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า “เทคโนโลยี AI จะช่วยให้แพทย์นำมาใช้วินิจฉัยผลตรวจ CT ของผู้ป่วยที่ติดเชื้อได้อย่างแม่นยำและรวดเร็ว สามารถวิเคราะห์ผลได้ภายในเวลาเพียง 25 วินาทีต่อ 1 เคส จึงลดภาระให้บุคลากรทางการแพทย์ไทยได้เป็นอย่างมาก ที่สำคัญ ความเร็วในการส่งข้อมูลของเครือข่าย 5G จะยิ่งเพิ่มประสิทธิภาพให้บุคลากรทางการแพทย์รับมือสถานการณ์ในขณะนี้ได้ดียิ่งขึ้น เพราะช่วยให้ระบบทางการแพทย์ต่างๆ ตอบสนองการใช้งานได้รวดเร็ว ช่วยให้ติดตามอาการและเก็บข้อมูลคนไข้ดีขึ้น ทั้งยังช่วยให้การจัดสรรทรัพยากรทางการแพทย์มีประสิทธิภาพขึ้นอีกด้วย”                                                                                                 ----------------------------------------------------

วันที่ 13 เมษายน 2563 (วันนี้) นางสาวอัจฉรินทร์ พัฒนพันธ์ชัย ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจ และสังคม (ดีอีเอส) และในฐานะหัวหน้าศูนย์ปฏิบัติการด้านการสื่อสารโทรคมนาคมและสื่อสังคมออนไลน์ ภายใต้ศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 ได้เรียกประชุม VDO Conference เจ้าหน้าที่ศูนย์ปฏิบัติการด้านการสื่อสารโทรคมนาคมและสื่อสังคมออนไลน์ ครั้งที่ 1/2563 เพื่อกำหนดแนวทางการปฏิบัติงานของศูนย์ปฏิบัติการ ด้านการสื่อสารโทรคมนาคมและสื่อสังคมออนไลน์ให้กับเจ้าหน้าที่ศูนย์ฯ ให้สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและถูกต้องมากขึ้น ณ ห้องประชุม MOC ชั้น 6 สำนักงานปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษาฯ ถนนแจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ                                                                                                        *******************************

            บิ๊กป้อม ถกบอร์ดดีอี ผ่านเทเลคอนเฟอเรนซ์ วาระเร่งด่วนร่วมฟื้นฟูและเยียวยา เศรษฐกิจและสังคม จากสถานการณ์ระบาดไวรัสโควิด-19 พร้อมไฟเขียวจัดสรรเงินกองทุนดีอี หนุนภาครัฐและสาธารณสุข จัดหาเทคโนโลยีดิจิทัลสนับสนุนการทำงาน และจัดทำโครงการช่วยเหลือ เยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ               วันนี้ (10 เมษายน 2563) พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมเทเลคอนเฟอเรนซ์คณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (บอร์ดดีอี) ครั้งที่ 2/2563 ณ ห้องประชุม 301 ชั้น 3 ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล โดยมีวาระเร่งด่วนที่ต้องพิจารณาเพื่อกำหนดมาตรการช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-19 ให้เร็วที่สุด               พลเอกประวิตร เน้นย้ำว่า ภาครัฐกำลังเร่งพัฒนาทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล และด้านการส่งเสริมและพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เพื่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์เป็นรูปธรรม และส่งผลให้ประชาชนได้รับประโยชน์จากการพัฒนาอย่างแท้จริง เพื่อฝ่าฟันสถานการณ์ยากลำบากนี้ให้ได้เร็วที่สุด  โดยจะมีการจัดทำนโยบายและแผนเฉพาะด้านให้ครอบคลุมทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง และสามารถใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาดิจิทัลของประเทศต่อไป               นางสาวอัจฉรินทร์ พัฒนพันธ์ชัย ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) กล่าวว่า ในวันนี้ได้นำเสนอรายงานต่อที่ประชุมเพื่อรับทราบเกี่ยวกับมาตรการสนับสนุนการใช้บริการด้านโทรคมนาคมเพื่อลดผลกระทบการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ที่สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) นำเสนอต่อที่ประชุมครั้งที่ผ่านตามอำนาจหน้าที่ของ กสทช. ที่จะดำเนินการตามกฎหมายต่อไป                นอกจากนี้ ที่ประชุมได้พิจารณาในประเด็นสำคัญเกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่มีผลกระทบโดยตรงต่อประชาชน ตลอดจนส่งผลกระทบทางด้านเศรษฐกิจและสังคม โดยใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาเป็นเครื่องมือ                ทั้งนี้ มติ ครม. วันที่ 3 มีนาคม 2563 นายกรัฐมนตรีได้มอบหมายให้ส่วนราชการและหน่วยงานของรัฐ เร่งดำเนินการป้องกัน ควบคุม แก้ไขปัญหา และบรรเทาผลกระทบจากสถานการณ์นี้ กระทรวงดิจิทัลฯ โดยสำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สดช.) ในฐานะฝ่ายเลขานุการของบอร์ดดีอี จึงได้จัดทำแนวทางการจัดสรรเงินกองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (กองทุนดีอี) เพื่อสนับสนุนการดำเนินการเรื่องหลักเกณฑ์ค่าใช้จ่ายอื่นๆ ของกองทุนฯ ในสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) กำหนดผู้มีคุณสมบัติยื่นข้อเสนอโครงการต้องเป็นส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ โรงพยาบาลรัฐ สถานพยาบาลภาครัฐ โรงพยาบาลในมหาวิทยาลัย และ โรงเรียนแพทย์ สภากาชาดไทยที่ได้รับผลกระทบหรือต้องการช่วยเหลือ สนับสนุน หรือเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ระบาดของโรคนี้                 สำหรับวงเงินกองทุนดีอี เพื่อช่วยเหลือ เยียวยาหรือฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคมในสถานการณ์ไวรัสโคโรน่าแบ่งเป็น 2 ส่วน ได้แก่ 1. สำหรับจัดหาเทคโนโลยี หรืออุปกรณ์ด้านดิจิทัลที่สนับสนุน ช่วยเหลืองานด้านสาธารณสุขและการรักษาสุขภาพของประชาชน เช่น เครื่องช่วยหายใจ หุ่นยนต์ทำความสะอาด หุ่นยนต์ฆ่าเชื้อโรค กล้องวงจรปิด เครื่องรับส่งวิทยุมือถือ โดยให้อยู่ในดุลพินิจของคณะกรรมการบริหารกองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม                และ 2. สำหรับโครงการที่ช่วยเหลือ ฟื้นฟู หรือเยียวยาจากผลกระทบที่เกิดจากสถานการณ์ “ไวรัสโคโรนา” ซึ่งโครงการที่ขอรับทุนจะต้องเป็นไปตามวัตถุประสงค์ของกองทุนดีอี ซึ่งมุ่งเน้นการป้องกัน ฟื้นฟู ช่วยเหลือ สนับสนุน หรือเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล               นางสาวอัจฉรินทร์ กล่าวว่า ที่ประชุมฯ ยังรับทราบการแต่งตั้งคณะกรรมการสรรหากรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ในคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ โดยสรรหากรรมการผู้ทรงคุณวุฒิเพื่อทดแทนที่ลาออก จำนวน 4 ด้าน ได้แก่ ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ด้านสังคมศาสตร์ ด้านการศึกษาและพัฒนาการลังคน และด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สถานะปัจจุบันอยู่ระหว่างดำเนินการ เพื่อนำเสนอ ครม. พิจารณาแต่งตั้งต่อไป ขณะที่ วันนี้ ที่ประชุมได้เห็นชอบการแต่งตั้งกรรมการผู้คุณวุฒิด้านเศรษฐศาสตร์                   พลเอกประวิตร กล่าวเพิ่มเติมว่า การบริหารจัดการกองทุนดีอี ขอให้พิจารณาโครงการที่เกิดประโยชน์ต่อสาธารณะอย่างแท้จริง โดยเฉพาะโครงการที่ช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจของประเทศ และเพิ่มประสิทธิภาพในการให้บริการของภาครัฐ เพื่อช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนการพัฒนาด้านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล อีกทั้งกล่าวฝากให้นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รมว.ดีอีเอส ช่วยเป็นหลักในการกำหนดทิศทางและผลักดันการพัฒนาด้านดิจิทัลของประเทศให้เป็นไปตามเป้าหมายที่กำหนดไว้   ****************  



จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัส Covid-19 ส่งผลกระทบในวงกว้างต่อสุขภาพและเศรษฐกิจ ในทุกระดับของประเทศ นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) กล่าวว่า “กระทรวงดิจิทัลฯ ให้ความสำคัญกับประชาชนและสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัส COVID-19 ในทุกด้าน โดยเฉพาะเรื่องความปลอดภัยสุขภาพของประชาชนและธุรกิจ SMEs ในประเทศไทย ที่เป็นกระดูกสันหลังหลักของระบบเศรษฐกิจ ซึ่งได้รับผลกระทบโดยตรงจากสถานการณ์นี้ จึงเร่งหารือกับภาคเอกชนที่ทำธุรกิจบนแพลตฟอร์มดิจิทัลและมีเครือข่ายบริการที่ครอบคลุมทุกพื้นที่ในประเทศไทย เช่น ช้อปปี้ และการีนา ในการจัดแคมเปญเพื่อสนับสนุนให้ธุรกิจ SMEs สามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้ โดยปรับเปลี่ยนรูปแบบการขายสินค้าจากแบบมีหน้าร้านมาเป็นรูปแบบการขายสินค้าออนไลน์ เพื่อรักษายอดการขายสินค้าได้ช่วงวิกฤตินี้ ต้องเร่งให้เรียนรู้และเริ่มต้นธุรกิจออนไลน์ได้อย่างรวดเร็วและสะดวกที่สุด เพราะเชื่อว่าหากธุรกิจยังสามารถดำเนินต่อไปได้ ผลกระทบต่ออัตราการว่างงาน รวมทั้งด้านอื่น ๆ อาจจะมีตัวเลขลดลงตามไปด้วย” โดยความมุ่งหวัง • เปิดคอร์ส e-Learning สอน SMEs ทำธุรกิจด้วยอีคอมเมิร์ซที่บ้าน พร้อมจับมือพาร์ทเนอร์ มอบส่วนลดค่าขนส่งสินค้า และสินเชื่อเพื่อธุรกิจออนไลน์ • เร่งจัดหาสินค้าให้พอต่อความต้องการ พร้อมลดภาระค่าใช้จ่ายในการขนส่งให้ผู้บริโภค • เป็นสื่อกลางการสื่อสารในรูปแบบที่เข้าใจและเข้าถึงง่ายสำหรับกลุ่มคนรุ่นใหม่ เพื่อสร้างการเฝ้าระวัง COVID-19 แบบมีส่วนร่วม Sea (ประเทศไทย) กลุ่มบริษัทที่ให้บริการด้านอินเทอร์เน็ตแพลตฟอร์มที่ดำเนินธุรกิจอยู่ในประเทศไทย ซึ่งประกอบไปด้วย การีนา (Digital Entertainment) ช้อปปี้ (e-Commerce) และ ซีมันนี่ (Digital Financial Services) โดยมุ่งใช้เทคโนโลยีเพื่ออำนวยความสะดวก ยกระดับคุณภาพชีวิต และเสริมศักยภาพธุรกิจของวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ได้ติดตามสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อโคโรนา 2019 (COVID-19) อย่างใกล้ชิด และร่วมวางแผนการดำเนินงานเพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายของภาครัฐ โดยให้ความร่วมมือกับกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม พร้อมยกระดับการดูแล SMEs และผู้บริโภค เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนจากผลกระทบที่เกิดขึ้นอย่างมีประสิทธิภาพ นางสาวมณีรัตน์ อนุโลมสมบัติ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Sea (ประเทศไทย) กล่าวว่า “Sea (ประเทศไทย) ไม่นิ่งนอนใจกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัส COVID-19 ซึ่งได้หารือกับพาร์ทเนอร์ทางธุรกิจและภาครัฐอย่างกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมอย่างต่อเนื่อง เพื่อใช้ศักยภาพของอินเทอร์เน็ตแพลตฟอร์มภายในกลุ่ม Sea (ประเทศไทย) ที่ประชาชนส่วนใหญ่เข้าถึงได้อย่างสะดวกและรวดเร็วอยู่แล้ว มาเป็นตัวเร่งการฟื้นฟูศักยภาพทางธุรกิจของร้านค้ารายย่อย ตลอดจนการฟื้นฟูคุณภาพชีวิตและแบ่งเบาภาระของผู้บริโภคในประเทศ เพื่อให้ทุกๆ ฝ่ายในอีโคซิสเต็มส์ก้าวผ่านช่วงเวลายากลำบากนี้ ไปด้วยกัน” Sea (ประเทศไทย) เร่งเดินหน้าดำเนินการตามแผนเร่งด่วนเพื่อตอบสนองนโยบายรัฐที่ผลักดันให้เกิดการรักษาระยะห่างทางสังคม (Social Distancing) ทั้งผู้บริโภคและธุรกิจ SMEs ให้พร้อมใช้งานอินเทอร์เน็ตแพลตฟอร์ม มี 3 ภารกิจหลัก ดังนี้ 1) การส่งเสริมให้ธุรกิจ SMEs สามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้ดีโดยใช้ช่องทางการขายสินค้าออนไลน์ • ขยายผลโปรแกรมการสอนยอดนิยมอย่าง Shopee Bootcamp และ Shopee University สู่รูปแบบ e-Learning เริ่มตั้งแต่วันที่ 15 เมษายน 2563 เป็นต้นไป เพื่อช่วยให้ผู้ขายรายใหม่ที่ขาดประสบการณ์ทางด้าน อีคอมเมิร์ซ ได้ขยายช่องทางการขายเพิ่มจากช่องทางการขายสินค้าหน้าร้าน พร้อมให้ความรู้ และแนะนำทักษะพื้นฐานที่จำเป็นในการเริ่มต้นธุรกิจออนไลน์ให้เริ่มต้นได้อย่างรวดเร็วที่สุด ซึ่งการขายสินค้าออนไลน์เป็นช่องทางที่สำคัญอย่างยิ่งต่อการดำเนินธุรกิจในสถานการณ์ COVID-19 ครั้งนี้ • โปรแกรม Shopee Bootcamp ที่จัดขึ้นเพื่อขยายผลให้กับตัวแทนจากภาครัฐ โดยเฉพาะผู้นำของศูนย์ดิจิทัลชุมชน ที่อยู่ภายใต้สำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ สามารถนำข้อมูลการเริ่มต้นขายสินค้าออนไลน์บนช้อปปี้ รวมทั้งเทคนิคการขายต่าง ๆ ไปสอนต่อให้คนในท้องที่เพื่อช่วยส่งเสริม ให้เกิดการสร้างรายได้ให้เพิ่มขึ้น หรือสามารถประกอบเป็นอาชีพเพื่อเป็นรายได้หลักได้ต่อไปในอนาคต • ร่วมมือกับไปรษณีย์ไทยในการมอบส่วนลดให้แก่ผู้ขายบนช้อปปี้ ตั้งแต่ 10 เมษายน ถึง 10 พฤษภาคม 2563 เพื่อแบ่งเบาภาระค่าขนส่งสินค้าสำหรับรายการสินค้าอุปโภคบริโภคที่เป็นสินค้าจำเป็นเพื่อให้ผู้ขาย มีความสามารถในการกระจายสินค้าจำเป็นได้มากขึ้น ขณะเดียวกันผู้บริโภคยังสามารถเข้าถึงสินค้าจำเป็นผ่านช่องทางการซื้อสินค้าบนช้อปปี้อย่างสะดวกโดยไม่ต้องออกจากบ้าน • นอกจากนี้ ช้อปปี้ยังจับมือกับพันธมิตรธุรกิจชั้นนำเพื่อเพิ่มศักยภาพให้ผู้ประกอบการ เช่น สินเชื่อเพื่อธุรกิจออนไลน์จากธนาคารกสิกรไทย วงเงินอนุมัติสูงสุดถึง 600,000 บาท 2) การเตรียมพร้อมให้ผู้บริโภคสามารถใช้ชีวิตได้อย่างสะดวก ปลอดภัย ตลอดจนการแบ่งเบาภาระผู้บริโภค ในช่วง Social Distancing • ดำเนินการจัดหาสินค้าอุปโภคบริโภคจำเป็นให้อย่างเพียงพอต่อความต้องการที่เพิ่มขึ้นในขณะนี้ เพื่อให้มั่นใจว่าผู้บริโภคจะได้รับสินค้าที่ต้องการอย่างทั่วถึง ในราคาและคุณภาพที่เหมาะสม โดยช้อปปี้ร่วมมือกับพันธมิตรทางธุรกิจและคู่ค้าต่าง ๆ เพื่อเน้นย้ำให้เกิดความมั่นใจว่าจะมีสินค้าอย่างเพียงพอต่อความต้องการ • ลดภาระด้านค่าใช้จ่ายให้แก่ผู้บริโภค โดยส่งแคมเปญ #ShopeeFromHome Month #อยู่บ้านก็ช้อปปี้ได้ เพื่อเสนอสินค้าจำเป็นครอบคลุมทุกหมวดหมู่ในราคาพิเศษ ตั้งแต่วันนี้ - 29 เมษายน 2563 โดยผู้ใช้ช้อปปี้จะได้รับโค้ดส่งฟรีไม่มีขั้นต่ำทุกวัน ตลอดทั้งแคมเปญ นอกจากนี้ ยังร่วมมือกับดีแทค (dtac) เพื่อมอบสิทธิ์ใช้งานอินเทอร์เน็ตฟรีไม่มีจำกัดให้กับลูกค้าเมื่อใช้งานบนแอปพลิเคชั่นช้อปปี้ ตั้งแต่วันที่ 16 เมษายน - 31 ธันวาคม 2563 3) ส่งเสริมให้เยาวชนและคนรุ่นใหม่ รวมทั้งประชาชนทั่วไป ได้รับทราบและมีความเข้าใจเกี่ยวกับสถานการณ์ COVID-19 และการรับมือ รวมทั้งการดูแลรักษาสุขภาพ และการให้ความร่วมมือกับรัฐบาล ในการทำ Social Distancing อย่างถูกต้อง• ใช้ความเข้มแข็งของการีนาในฐานะศูนย์รวมของคนรุ่นใหม่ ที่สามารถสื่อสารโดยตรงถึงคนรุ่นใหม่เป็นจำนวนมากด้วยช่องทางที่หลากหลายของการีนา เพื่อสื่อสารถึงแนวทางปฏิบัติตนเองในการรักษาสุขภาพให้ปลอดภัยจากการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนา โดยยินดีให้ความร่วมมือกับหน่วยงานภายใต้กำกับดูแลของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และหน่วยงานรัฐบาลอื่น ๆ ในการนำข้อมูลที่มีประโยชน์ มาเผยแพร่ต่อในรูปแบบที่เข้าใจง่าย • สนับสนุนการดำเนินงานของ Social Enterprise เช่น สบายดีบอท และ เทใจ ในการสื่อสารกับกลุ่มเยาวชนและคนรุ่นใหม่ด้วยข้อมูลที่ถูกต้อง เข้าใจและเข้าถึงได้ง่าย ผ่านทุกช่องทางการสื่อสาร อาทิ การส่งข้อความในแอปพลิเคชั่นเกม การให้ความรู้ผ่านออนไลน์คอมมูนิตี้ ตลอดจนการรณรงค์ผ่านกลุ่มผู้นำทางความคิด เช่น นักกีฬาอีสปอร์ตมืออาชีพและสตรีมเมอร์ เพื่อเผยแพร่ข้อมูลและแนวทางปฏิบัติที่ถูกต้องปลอดภัยในกลุ่มเยาวชนและคนรุ่นใหม่ในวิธีที่เข้าถึงได้ง่าย และส่งเสริมให้เกิดการเฝ้าระวังการแพร่ระบาด ของ COVID-19 แบบมีส่วนร่วม นอกจากนี้ ยังรวมพลังเกมเมอร์เพื่อรณรงค์ให้คนรุ่นใหม่ร่วมทำความดี ผ่านแคมเปญระดมทุนสนับสนุนการทำงานของแพทย์ พยาบาล และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พร้อมเน้นย้ำให้เยาวชนอยู่ห่างไกลจากพื้นที่ที่มีความเสี่ยง ลดการแพร่ระบาดของเชื้อ COVID-19 โดยให้อยู่ที่บ้านและใช้เวลาอย่างเหมาะสม รวมทั้งรักษาสุขภาพที่ดีด้วยการออกกำลังกาย ด้วยการสื่อสารกับกลุ่มเป้าหมายตลอดระยะเวลา ที่ยังอยู่ในภาวะวิกฤตินี้ • เชื่อมต่อแอร์เพย์ ซึ่งเป็นอีเพย์เมนต์แอปพลิเคชั่นของซีมันนี่ กับช่องทางการเผยแพร่ข่าวสารของกรมควบคุมโรค เพื่อให้ผู้บริโภคสามารถติดตามสถานการณ์และรับข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับพื้นที่เสี่ยงได้อย่างใกล้ชิด นายพุทธิพงษ์ฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า “ความร่วมมือของ Sea (ประเทศไทย) ในครั้งนี้ จะเป็นก้าวใหม่ที่ผู้ประกอบการที่มีความรู้ความเข้าใจและความเชี่ยวชาญในการทำธุรกิจอีคอมเมิร์ซจาก Shopee รวมทั้งฐานผู้ใช้งานจำนวนมากของการีนา นับเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนและผู้ประกอบการรายย่อยและขนาดเล็ก (SMEs) เพื่อให้สามารถใช้ชีวิตและดำเนินธุรกิจได้อย่างต่อเนื่องมากที่สุด และมั่นใจเป็นอย่างยิ่งว่าทุกคนจะสามารถผ่านวิกฤติการณ์นี้ไปได้ด้วยกัน และเมื่อหลังจากเหตุการณ์วิกฤติในครั้งนี้ผ่านพ้นไปทุกคนจะสามารถกลับมาดำเนินชีวิตและดำเนินธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่าเดิมโดยใช้ความสามารถในการปรับตัวต่อสู้อุปสรรคในครั้งนี้ให้เป็นโอกาสที่ดีต่อไปในอนาคต”                                                                                               ------------------------------------------------------------ที่มาแหล่งข้อมูล : กลุ่มงานประชาสัมพันธ์ สำนักงานเลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ

ศูนย์รับเรื่องร้องเรียนปัญหาออนไลน์ 1212 OCC หรือ Online Complaint Center ของสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (สพธอ.) หรือ ETDA (เอ็ตด้า) กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เปิดเผยว่า จากการให้บริการคำแนะนำและรับเรื่องร้องเรียนปัญหาซื้อ-ขายออนไลน์ ในช่วงเดือน มกราคม-มีนาคม 2563 ที่ผ่านมา พบว่า ปัญหาทางออนไลน์ที่มีการร้องเรียนและขอคำแนะนำเข้ามามากที่สุดคือ ปัญหาจากการซื้อขายทางออนไลน์ จำนวน 4,786 ครั้ง ส่วนใหญ่เรื่องของการขอคำปรึกษาเกี่ยวกับความน่าเชื่อถือของผู้ขายในออนไลน์ ก่อนการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภคกว่า 40% รองมาคือการร้องเรียนเกี่ยวกับปัญหาที่ไม่ได้รับสินค้าหรือถูกหลอกลวงทางออนไลน์ 18% โดยประเภทของสินค้าที่พบปัญหาการซื้อขายออนไลน์มากที่สุด ได้แก่ สินค้าแฟชั่น และ อุปกรณ์ไอที เป็นต้น นอกจากนี้ ยังพบการร้องเรียนเกี่ยวกับปัญหาเว็บไซต์ผิดกฎหมายเข้ามาที่ศูนย์ฯ จำนวน 4,772 ครั้ง เบื้องต้น ได้ให้คำแนะนำเกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาดังกล่าวที่เกิดขึ้น พร้อมประสานไปยังหน่วยงานความร่วมมือที่เกี่ยวข้อง เช่น สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) กองป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดทางเทคโนโลยีสารสนเทศ (ปท.) และกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.ปอท.) เพื่อให้การช่วยเหลือต่อไปในทุกกรณีที่แจ้งเข้ามาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว สำหรับ สถานการณ์การแพรระบาดของไวรัสโคโรนา 2019 นี้ ทางศูนย์รับเรื่องร้องเรียนปัญหาออนไลน์ 1212 OCC ยังพบข้อมูลที่น่าสนใจ คือ ในช่วงเดือน มกราคม – 12 เมษายน 2563 พบสถิติการร้องเรียนจากผู้บริโภคเกี่ยวกับปัญหาการสั่งซื้อหน้ากากอนามัย เจลแอลกอฮอล์ล้างมือทางออนไลน์แล้วไม่ได้รับสินค้าเพิ่มขึ้น จำนวน 234 ครั้ง จึงได้ประสานร้านค้า ผู้ขาย และดำเนินการแก้ไขปัญหาให้ผู้บริโภคได้รับสินค้าให้ได้รับการชดเชยเรียบร้อยแล้ว 10% ส่วนกรณีที่เหลืออยู่ระหว่างการดำเนินการ พร้อมกันนี้ทางศูนย์ฯ ประสานงานไปยังหน่วยงานความร่วมมือที่เกี่ยวข้อง เช่น สคบ. ปอท. ดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป ทั้งนี้ เพื่อให้ผู้บริโภคห่างไกลปัญหาออนไลน์ ศูนย์รับเรื่องร้องเรียนปัญหาออนไลน์ 1212 OCC แนะนำ ผู้ซื้อต้องรู้ทันกลโกงของร้านค้าออนไลน์ที่มักเกิดขึ้นบ่อยในปัจจุบัน ได้แก่ • สั่งซื้อ 1-2 ครั้งแรกส่งของตรงเวลา ให้บริการดี ตอบไว มีของแถมให้ด้วย พอจะสั่งซื้ออีก กลับปิดเพจหนี เชิดเงินลูกค้าเพียง • สั่งซื้อแล้ว พอถึงกำหนด กลับแจ้งว่าของมีตำหนิ บางทีของหมดสต๊อก แล้วแสดงความรับผิดชอบโดยให้ลูกค้าเลือกว่า จะรอสินค้าใหม่ หรือสั่งอย่างอื่นแทน แต่สุดท้ายไม่ส่งเลยทุกกรณี • มีเขียนไว้ว่าบริการเก็บเงินปลายทาง แต่คิดค่าส่งปลายทางแพงกว่ามากๆ จนลูกค้าอยากได้มาก ก็เลือกโอนเงินง่ายกว่า • ใช้วิธีการ ระบุข้อความดึงดูดเพื่อให้รีบตัดสินใจ เช่น เหลือ 2 ชิ้น ใครโอนก่อนได้เลย หรือ โอนวันนี้ พรุ่งนี่ของถึงมือ ฯลฯ ที่สำคัญ ต้องรู้แนวทางป้องกันตัวไม่ให้ตกเป็นเหยื่อออนไลน์ ได้แก่ • สังเกตรีวิว ไม่ใช่แค่เพจของร้าน แต่แนะนำให้ลองนำชื่อร้าน เบอร์โทร เลขที่/ชื่อบัญชีธนาคารค้นหา เช่น ใน Google เพิ่มเติม • ซื้อผ่านเพจร้านค้า หรือ Facebook ลองนำข้อมูลร้านตรวจสอบผ่าน e-Marketplace เพิ่มเติม หากร้านมีขายของบน e-Marketplace ด้วย จะมีข้อมูลที่อาจนำใช้ติดตามได้เช่นกัน • อย่าเห็นแก่ของถูก ของแถม ลดราคา บางร้านนำรูปแหล่งอื่นมาใช้ขายของ เช่น บางร้านชุดนำเข้าจากต่างประเทศ สวย หรู ดูดี ตั้ง 5 ตัว ราคาแค่ 1,000 บาท อย่างไรก็ตาม หากผู้ซื้อ ผู้ขาย พบปัญหาซื้อ-ขายออนไลน์ สามารถปรึกษาและร้องเรียนได้ที่ ศูนย์รับเรื่องร้องเรียนปัญหาออนไลน์ 1212 OCC หรือ Online Complaint Center ของ ETDA ที่เปิดให้บริการทั้งช่องทางโทรศัพท์สายด่วน 1212 ตลอด 24 ชม. และอีเมล 1212@mdes.go.th หรือเว็บไซต์ www.1212occ.com เพราะ ETDA มุ่งหวังให้คนไทย Go Online เพื่อชีวิตที่ดีกว่า                                                                                                     -----------------------------------------------------------ที่มาของแหล่งข้อมูล  : ส่วนงานประชาสัมพันธ์ และ CRS  สำนักงานสื่อสารองค์กร  ETDA

วันนี้ (14 เมษายน 2563) ท่านรองนายกฯ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ได้ไปตรวจเยี่ยมหอพักของ บมจ. กสท โทรคมนาคม หรือ CAT ถ.แจ้งวัฒนะ ที่ได้ปรับเป็นสถานที่พักของหมอ พยาบาล และเจ้าหน้าที่ของ รพ.จุฬาภรณ์ โดยเฉพาะกลุ่มที่ดูแลผู้ป่วยโรคมะเร็งซึ่งมีจำนวนมาก แยกจากกลุ่มที่ต้องดูแลผู้ป่วยโรคโควิด-19 ที่ใช้หอพักของราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์เป็นที่พัก เพื่อลดความเสี่ยงจากการติดเชื้อของบุคลากรทางการแพทย์ทั้ง 2 กลุ่ม ที่ต้องพักอาศัยร่วมกัน และยังช่วยให้ไม่ต้องเดินทางไกล ไม่ติดช่วงเคอร์ฟิว และมีเวลาพักผ่อนอย่างเพียงพอ ซึ่งกระทรวงดีอีเอสในฐานะที่กำกับดูแล CAT ได้สนองนโยบายของรัฐบาลที่ต้องการให้หน่วยงานต่าง ๆ ร่วมกันสนับสนุนและดูแลบุคลากรทางการแพทย์ให้ดีที่สุด ขณะนี้เริ่มมีผู้เข้าพักแล้ว กระทรวงดีอีเอส ยินดีที่จะดูแลและอำนวยความสะดวกผู้ใช้บริการอย่างเต็มที่ตามที่ท่านรองนายกฯ กำชับ โดยหอพักแห่งนี้มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน ทั้งเตียง ห้องน้ำ ตู้เย็น เครื่องไมโครเวฟ และระบบรักษาความปลอดภัย 24 ชั่วโมง ซึ่งเราจะให้บริการจนกว่าสถานการณ์ดีขึ้น และมีอาคารที่ 2 และ 3 ที่เตรียมการไว้เพื่อให้บริการแก่บุคลากรทางการแพทย์เพิ่มเติมต่อไป                                                                            ------------------------------------------------------------------------ที่มาของแหล่งข้อมูลและภาพข่าว :  บมจ. กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน)


icon-sitemap    std-w1    std-w2    WCAG 2.0 (Level AA)
จำนวนผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์ Loading...


กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

เลขที่ 120 หมู่ 3 ชั้น 8-11 ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 (อาคาร ซี) ซอยแจ้งวัฒนะ 7 ถนนแจ้งวัฒนะ แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ 10210

facebook
instagram
twitter
youtube
rss
tiktok
threads
Icon Q&A
black ribbon.