Logo DE Ministry.
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
Ministry of Digital Economy and Society
Logo DE Ministry.
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
Ministry of Digital Economy and Society
ตัวช่วยเหลือในการเข้าถึงเว็บไซต์
ค้นหา


            บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด (ปณท) ให้บริการจัดส่งยาและเวชภัณฑ์ถึงที่อยู่ผู้รับ เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้ป่วยไม่ต้องรับยาด้วยตนเอง และลดความแออัดของจำนวนผู้ป่วยในโรงพยาบาลท่ามกลางสถานการณ์การระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ด้วยบริการ EMS ส่งด่วนทั่วไทย จัดส่งยาและเวชภัณฑ์ถึงปลายทางที่อยู่ผู้รับภายในวันทำการรุ่งขึ้น (ปลายทางพื้นที่เดียวกัน) และไม่เกิน 2 วันทำการ (ปลายทางต่างพื้นที่) สามารถตรวจสอบสถานะการจัดส่งได้ทางแอปพลิเคชัน Track&Trace หรือ www.thailandpost.co.th ได้ตลอด 24 ชม. โดยผู้ป่วยที่ต้องการใช้บริการสามารถสอบถามเพิ่มเติมโดยตรงได้ที่โรงพยาบาลที่ท่านเข้ารับการรักษา ทั้งนี้ มีโรงพยาบาลต่างๆ ที่ใช้บริการแล้วทั้งในพื้นที่กทม. และต่างจังหวัด ร่วม 20 แห่ง อาทิ โรงพยาบาลศิริราช โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ โรงพยาบาลกรุงเทพ โรงพยาบาลวชิรพยาบาล โรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์ จังหวัดอุบลราชธานี โรงพยาบาลค่ายวชิราวุธ จังหวัดนครศรีธรรมราช โรงพยาบาลจังหวัดแพร่ โรงพยาบาลจังหวัดสงขลา โรงพยาบาลจังหวัดอุทัยธานี โรงพยาบาลจังหวัดขอนแก่น โรงพยาบาลสมเด็จพระบรมราชเทวี ณ ศรีราชา โรงพยาบาลจังหวัดตรัง เป็นต้น โรงพยาบาลหรือสถานพยาบาลใดที่ต้องการเปิดให้บริการในลักษณะดังกล่าว สามารถติดต่อสอบถามได้ที่ฝ่ายการขายและการตลาดไปรษณีย์ด่วนพิเศษ/โลจิสติกส์ โทร.0 2831 3975 หรือทาง THP Contact Center 1545                  อนึ่ง บริการจัดส่งยาและเวชภัณฑ์ให้แก่โรงพยาบาล เป็นบริการภายใต้แคมเปญ “ไปรษณีย์ไทยส่งให้ ชวนคนไทยอยู่บ้าน” โดยมีบริการอื่นๆ ที่ ไปรษณีย์ไทยคัดสรรมาให้สอดคล้องกับความต้องการของประชาชน เพื่อร่วมรณรงค์การเว้นระยะห่างทางสังคม (Social Distancing) ด้วยการสนับสนุนให้ประชาชนอยู่ในที่พักอาศัย และลดการใช้พื้นที่ส่วนรวม เพื่อลดอัตราการแพร่ระบาดของไวรัส อาทิ บริการยิ้มสู้-19, บริการส่งยาทั่วไทย, บริการสั่งผลไม้ ส่งไปรษณีย์, ส่งหน้ากาก แอลกอฮอล์เจล อุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง, บริการการเงิน Wallet@Post/ธนาณัติออนไลน์) สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ THP Contact Center 1545    **************



       “บิ๊กป้อม” นำประชุมบอร์ด กมช. เร่งพิจารณา 2 เรื่องสำคัญหนุนเดินหน้าด้านรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ให้มีประสิทธิภาพตามที่กฎหมายไซเบอร์กำหนด              วันนี้ (17 เม.ย.) พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (กมช.) ครั้งที่ 2/2563 ณ ห้องประชุม 301 ชั้น 3 ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล โดยที่ประชุมมีการพิจารณาใน 2 หัวข้อที่ต้องเร่งดำเนินการตามที่กฎหมายไซเบอร์กำหนดคือ เรื่องการแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ในคณะกรรมการกำกับดูแลด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ (กกม.) เพื่อทำหน้าที่ติดตามการดำเนินงานตามนโยบายและแผนสำคัญๆ ให้เป็นไปตามทิศทางที่ กมช. ได้กำหนดไว้ และหน้าที่หลักสำคัญอีกประการหนึ่งคือ การดูแลและดำเนินการเพื่อรับมือกับภัยคุกคามทางไซเบอร์ และเรื่องพิจารณาเห็นชอบประกาศ กมช. เรื่อง หลักเกณฑ์การแต่งตั้งเลขาธิการ เพื่อให้เกิดกลไกการขับเคลื่อน สกมช. ซึ่งถือเป็นอำนาจหน้าที่ที่สำคัญในห้วงแรกของ กมช.             โดยเรื่องการแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิใน กกม. เพื่อให้ กกม. สามารถทำหน้าที่ ที่กฎหมายไซเบอร์กำหนดได้อย่างมีประสิทธิภาพต่อไป ซึ่งมาตรา 12 แห่ง พ.ร.บ. ไซเบอร์ฯ กำหนดให้ กกม.มีกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิจำนวนไม่เกิน 4 คน โดยที่ประชุมวันนี้ร่วมกันพิจารณาคัดเลือกผู้ที่ได้รับการสรรหาเพื่อพิจารณาแต่งตั้งเป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิทั้ง 4 ด้าน ได้แก่ ด้านการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์, ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร, ด้านวิทยาศาสตร์ หรือด้านวิศวกรรมศาสตร์ และด้านกฎหมาย ด้านละ 1 คน             สำหรับการพิจารณาประกาศคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ เรื่อง หลักเกณฑ์การแต่งตั้งเลขาธิการคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ ได้ให้ความเห็นชอบตามที่มีการเสนอในที่ประชุม เพื่อเตรียมการให้เกิดกลไกการขับเคลื่อน สกมช. ในขั้นตอนต่อจากนี้ไป              “จากการประชุมในวันนี้ กมช. ได้รับทราบความคืบหน้าในการดำเนินการด้านการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ของ สกมช. และพิจารณาให้ความเห็นชอบในประเด็นต่างๆ นั้น ถือได้ว่าเป็นการสร้างและผลักดันความคืบหน้าในการขับเคลื่อนกลไกการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ของประเทศ 2 เรื่องสำคัญด้วยกัน คือ 1. การแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิใน กกม. และ 2. เห็นชอบประกาศ กมช.เรื่อง วิธีการ หลักเกณฑ์การแต่งตั้งเลขาธิการ เพื่อเตรียมการให้เกิดกลไกการขับเคลื่อน สกมช.ในขั้นตอนต่อไป” พล.อ.ประวิตรกล่าว             ขณะเดียวกัน ที่ประชุมยังได้รับรายงานภาพรวมความคืบหน้าของการเตรียมจัดตั้ง สำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (สกมช.) ในช่วง 3 ที่ผ่านมา และความคืบหน้าการสรรหากรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการบริหาร สกมช. (กบส.)   ************



วันนี้ (20 เมษายน 2563) นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) พร้อมด้วยผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) ทุกหน่วยงาน เข้าร่วมการประชุม TOP Executives ผ่านระบบ VDO Conference ณ สถานที่ตั้งของหน่วยงานนั้น เพื่อการเว้นระยะห่างทางสังคม (Social Distancing) ตามมาตราการควบคุมการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ตามคำแนะนำขององค์การอนามัยโลก โดยสาระสำคัญของการประชุมในครั้งนี้ เป็นการติดตามและรายงานความก้าวหน้าของการดำเนินงานตามนโยบายของหน่วยงานต่าง ๆ ของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมที่รัฐบาลได้ให้ข้อสั่งการไว้                                                                                              -------------------------------------------------------------

นายภูเวียง ประคำมินทร์ รองปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) เป็นประธานการประชุมคณะอนุกรรมการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ครั้งที่ 2/2563 เมื่อวันที่ 20 เมษายน 2563 ณ ห้องประชุม C-01 ชั้น 9 สำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ โดยการประชุมครั้งนี้ เป็นการพิจารณาเรื่องสืบเนื่อง (ร่าง) แผนแม่บทการบริหารจัดการด้านโครงสร้างพื้นฐานเทคโนโลยีดิจิทัลของประเทศ ระยะ 5 ปี                                                                     -------------------------------------------------------------


             นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กล่าวว่า วันนี้ ได้มาร่วมกับทาง กสทช ในการจัดแถลงข่าวให้พี่น้องประชาชนได้รับทราบมาตรการที่รัฐบาลได้ขอความร่วมมือ กสทช และโอเปอเรเตอร์ 5 รายในเรื่องการแบ่งเบาภาระลดค่าใช้จ่ายค่าโทรศัพท์มือถือให้พี่น้องประชาชน ซึ่งพี่น้องประชาชนสามารถเข้ามาลงทะเบียนเพื่อยืนยันสิทธิ์ในการโทรฟรี 100 นาทีเป็นระยะเวลา 45 วัน ซึ่งจะให้ลงทะเบียนระหว่างวันวันที่ 1- 15 พฤษภาคม 2563 เมื่อลงทะเบียนแล้วจะได้ SMS ยืนยันสิทธิ์ นับตั้งแต่วันที่ได้ SMS เป็นเวลา 45 วันจะได้ใช้ฟรี 100 นาที ซึ่งทุกคนจะได้สิทธิ์นี้ และสามารถโทรข้ามเครือข่ายได้ ยกเว้นเพียง 2 กลุ่ม คือกลุ่มที่จดทะเบียนในนามนิติบุคคล และผู้จดทะเบียนเป็นชาวต่างชาติ เนื่องจากเป็นนโยบายที่ตั้งใจมอบให้ประชาชนคนไทยในช่วงสถานการณ์โควิด   **********************




            วันนี้ (22 เมษายน) เวลา 10.00 น.พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ได้เดินทางตรวจเยี่ยมศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม (Anti Fake News Center) พร้อมทั้งมอบนโยบาย ณ ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม อาคาร 20 ชั้น 8บมจ.ทีโอที ถนนแจ้งวัฒนะ เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ โดยมีนายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ให้การต้อนรับ                พลเอกประวิตร กล่าวว่า กระบวนการทำงานของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม และศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ (PCT) ซึ่งเป็นความร่วมมือ ระหว่างกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) กับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ซึ่งถือเป็นการทำงานที่มีความสำคัญอย่างยิ่งในภาวะวิกฤติที่ทั่วโลกและประเทศไทย ต้องเผชิญกับสถานการณ์แพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 เพื่อปกป้องประชาชนและสังคมจากผลกระทบด้านลบของข่าวปลอมในภาวะนี้                 พลเอกประวิตร กล่าวเพิ่มเติมว่า เนื่องจากข่าวปลอมในช่วงระยะหลังนี้ หลายข่าวสร้างความตื่นตระหนกให้กับประชาชนที่อยู่ในภาวะหวั่นวิตกเกี่ยวกับปัญหาด้านเศรษฐกิจและปากท้อง ดังนั้น อีกหนึ่งบทบาทสำคัญของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมในสถานการณ์นี้ คือ การเป็นช่องทางประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับโควิด-19 เพื่อให้สังคมได้รับข้อมูลที่ถูกต้องเที่ยงตรง                  นอกจากนี้ รองนายกฯ ยังกล่าว ขอบคุณกระทรวงดิจิทัลฯ ที่ได้มีนโยบายและดูแลและมีส่วนร่วมในการช่วยเหลือประชาชนในรูปแบบต่าง ๆ โดยเฉพาะการนำเทคโนโลยี เข้ามาช่วยอำนวยความสะดวกตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา รวมทั้ง บมจ. ทีโอที ที่ได้ดำเนินการตามนโยบายไว้อย่างดีด้วย โดยขอชื่นชมในความตั้งใจจริงในการทำงาน เสียสละ ของเจ้าหน้าที่ทุกท่านที่ยังปฏิบัติหน้าที่กันอย่างเต็มที่ในสถานการณ์เช่นนี้                ข่าวปลอมนั้นส่งผลกระทบทางด้านลบ และขณะนี้ก็เป็นประเด็นที่ทั่วโลกต่างให้ความสนใจก็คือ ข่าวปลอม (Fake News) มักถูกเผยแพร่หรือส่งต่อในเวลาอันรวดเร็ว ซึ่งจะสร้างความเสียหายต่อส่วนตัวและสังคมในวงกว้างอย่างมาก และขอฝากงานอีกด้านหนึ่งที่ต้องดำเนินการคือ การเสริมสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับการใช้เทคโนโลยีที่ปลอดภัยแก่ประชาชนและสังคม รู้จักวิธีตอบโต้ข่าวปลอม มีความรับผิดชอบต่อสังคม ในการเผยแพร่และแบ่งปันข้อมูล ควรจะเป็นการบรรจุหลักสูตรการรู้เท่าทันสื่อในโรงเรียนในการรู้เท่าทันข่าวปลอม อย่างมีวิจารณญาณไตร่ตรองก่อนการแชร์ต่อ เพื่อสร้างความสุขให้กับสังคมและประชาชนอย่างยั่งยืน” รองนายกรัฐมนตรีกล่าว                  นางสาวอัจฉรินทร์ พัฒนพันธ์ชัย ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) กล่าวว่า ภาพรวมผลการดำเนินงานตรวจสอบของศูนย์ฯ ในส่วนที่เกี่ยวกับกระแสไวรัสโควิด-19 ระหว่างวันที่ 25 มกราคม-เมษายน 2563 อย่างต่อเนื่อง 83 วัน ทั้งจากการรับแจ้งเบาะแสและติดตามการสนทนาบนโลกออนไลน์เกี่ยวกับสถานการณ์โควิด-19 พบจำนวนข้อความที่เกี่ยวข้องทั้งหมด 2,428,621 ข้อความ มีข้อความข่าวที่เข้าเกณฑ์ที่ต้องดำเนินการ 2,870 ข้อความ คัดกรองแล้วพบว่ามีข่าวที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ 821 เรื่อง โดยมีข่าวที่ผ่านกระบวนการตรวจสอบและเผยแพร่แล้ว 244 เรื่อง แบ่งเป็น ข่าวปลอม 192 เรื่อง ข่าวจริง 24 เรื่อง และข่าวบิดเบือน 28 เรื่อง คิดเป็นสัดส่วน 8 : 1 : 1 ตามลำดับทั้งนี้ มีข้อน่าสังเกตว่าในช่วงที่มีสถานการณ์ไวรัสโควิด-19 ข่าวปลอมส่วนใหญ่ที่มีการแพร่กระจายบนออนไลน์และโซเชียลหลักๆ กว่า 60% จะเป็นข่าวในกลุ่มนโยบายรัฐบาล /ข่าวสารทางราชการ/ความสงบเรียบร้อยของสังคม / ขัดศีลธรรมอันดี และความมั่นคงภายในประเทศ ขณะที่ ข่าวกลุ่มสุขภาพซึ่งเคยครองพื้นที่ข่าวปลอม ลดสัดส่วนลงไปอยู่ที่กว่า 30% และสรุปภาพรวมผลการดำเนินการของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ตลอดช่วงระยะเวลาเกือบ 6 เดือนที่ผ่านมาว่า จากการรับแจ้งเบาะแสและติดตามการสนทนาบนโลกออนไลน์เกี่ยวกับข่าวปลอม ตั้งแต่เริ่มเปิดศูนย์จนถึงปัจจุบัน มีจำนวนข้อความเข้ามาทั้งหมด 5,904,637 ข้อความ หลังจากคัดกรองแล้วพบข้อความที่เข้าเกณฑ์ดำเนินการตรวจสอบ 10,611 ข้อความ จำนวนเรื่องที่ต้องดำเนินการตรวจสอบทั้งหมด 3,127 เรื่อง และได้รับการเผยแพร่แล้ว 565 เรื่อง แบ่งเป็น ข่าวปลอม 399 เรื่อง ข่าวจริง 114 เรื่อง และข่าวบิดเบือน 52 เรื่อง คิดเป็นสัดส่วน 7 : 2 : 1 ตามลำดับ สำหรับผลจากการทำงานอย่างทุ่มเทของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม และการดำเนินการตามกระบวนการทางกฎหมาย มีการดำเนินคดีกับผู้สร้างข่าวปลอม ในช่วงที่ผ่านมาจึงเริ่มเห็นแนวโน้มกระแสและข่าวปลอมลดลงอย่างต่อเนื่อง    ***************      

icon-sitemap    std-w1    std-w2    WCAG 2.0 (Level AA)
จำนวนผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์ Loading...


กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

เลขที่ 120 หมู่ 3 ชั้น 8-11 ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 (อาคาร ซี) ซอยแจ้งวัฒนะ 7 ถนนแจ้งวัฒนะ แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ 10210

facebook
instagram
twitter
youtube
rss
tiktok
threads
Icon Q&A
black ribbon.