Logo DE Ministry.
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
Ministry of Digital Economy and Society
Logo DE Ministry.
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
Ministry of Digital Economy and Society
ตัวช่วยเหลือในการเข้าถึงเว็บไซต์
ค้นหา

              “พุทธิพงษ์” พร้อมผู้บริหารกระทรวงดิจิทัลฯ ร่วมพิธีเปิดงาน Opening Ceremony of ASEAN – China Year of Digital Economy Cooperation ผ่านระบบประชุมทางไกล (Video Conference) แลกเปลี่ยนมุมมองการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีดิจิทัลรับมือโควิด-19 ร่วมกับรัฐมนตรีดิจิทัลอาเซียน และ รมว.กระทรวงอุตสาหกรรมและไอซีทีของจีน                   วันนี้ (12 มิถุนายน 2563) นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) พร้อมด้วยผู้บริหารกระทรวงฯ เข้าร่วมพิธีเปิดงาน Opening Ceremony of ASEAN – China Year of Digital Economy Cooperation ด้วยระบบประชุมทางไกล (Video Conference) เพื่อเฉลิมฉลองปีแห่งความเป็นหุ้นส่วนความร่วมมือด้านเศรษฐกิจดิจิทัลอาเซียน – จีน ค.ศ. 2020                   โดยในงานนี้ รัฐมนตรีอาเซียนด้านดิจิทัล และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศแห่งสาธารณัฐประชาชนจีน ได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนมุมมองการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีดิจิทัลในการรับมือกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา หรือโควิด-19 ตลอดจนแนวทางเสริมสร้างความร่วมมือด้านการพัฒนานวัตกรรมและการขับเคลื่อนการก้าวสู่เศรษฐกิจและสังคมดิจิทัลอย่างสมดุล โดยทั้งสองฝ่ายเห็นความสำคัญของการร่วมมือกันอย่างใกล้ชิดในแก้ไขปัญหาความท้าทายจากโรคอุบัติใหม่ โดยเฉพาะสถานการณ์ของโรคโควิด-19 รวมถึงการฟื้นฟูเศรษฐกิจในระดับประเทศและระดับภูมิภาคโดยรวม                   ในโอกาสนี้ รมว.ดีอีเอส ได้แบ่งปันประสบการณ์ในการดำเนินมาตรการด้านดิจิทัลในการรับมือและลดผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 และได้เน้นย้ำความสำคัญของการเข้าถึงโครงสร้างพื้นฐานโครงข่ายบรอดแบนด์อินเทอร์เน็ต ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญของการสร้างสรรค์และพัฒนานวัตกรรม เพื่อรับมือกับความท้าทายดังกล่าว ตลอดจนการให้ความช่วยเหลือประชาชนและผู้ประกอบการรายย่อย ที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด-19                    นายพุทธิพงษ์ กล่าวย้ำว่า การรับมือสถานการณ์แพร่ระบาดของโควิด-19 ประเทศไทยให้ความสำคัญกับการทำงานร่วมกันทุกภาคส่วน ครอบคลุมทั้งรัฐบาล ภาคเอกชน และสาธารณชน โดยในส่วนของความร่วมมือกับเอกชนนั้นมีหลายโครงการเด่นๆ ที่เกิดขึ้นได้จากความร่วมมือกับตั้งแต่ผู้ประกอบการสตาร์ทอัพของประเทศไทย ไปจนถึงบริษัทด้านเทคโนโลยีระดับโลก                     อีกโครงการเด่น คือ การพัฒนาแพลตฟอร์มและแอปไทยชนะ และขอความร่วมมือทั้งกับผู้ประกอบการ และประชาชน ในการลงทะเบียน และให้ข้อมูลการเช็คอิน/เช็คเอาท์ เมื่อเข้าใช้บริการในสถานที่ต่างๆ เพื่อเป็นข้อมูลสำหรับสะดวกในการติดตาม และแจ้งเตือนเมื่อมีการพบข้อมูลผู้ติดเชื้อในพื้นที่หรือช่วงเวลาดังกล่าว โดยผู้ที่เป็นกลุ่มเสี่ยงจะได้รับสิทธิเข้ารับการตรวจที่โรงพยาบาลโดยไม่มีค่าใช้จ่ายด้วย                     ในโอกาสนี้ รมว.ดีอีเอส ยังได้แสดงความพร้อมที่จะดำเนินงานร่วมกันภายใต้กรอบอาเซียน – จีน เพื่อผลักดันการดำเนินกิจกรรมความร่วมมือด้านเศรษฐกิจดิจิทัลให้บรรลุผลสำเร็จเป็นรูปธรรม สอดคล้องกับบริบทโลกในปัจจุบัน และมุ่งสู่การเจริญเติบโตของเศรษฐดิจิทัลในภูมิภาคอย่างมีเอกภาพ และยั่งยืนต่อ                    สำหรับกิจกรรม Opening Ceremony of ASEAN – China Year of Digital Economy Cooperation เป็นข้อริเริ่มโดยสาธารณรัฐประชาชนจีน เพื่อแสดงถึงเจตนารมณ์ที่จะร่วมมือกับประเทศสมาชิกอาเซียนในการขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัลในระดับภูมิภาค ตามมติที่ประชุมรัฐมนตรีอาเซียนด้านดิจิทัล – จีน ครั้งที่ 14 เมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2562 ณ นครหลวงเวียงจันทน์ สปป.ลาว และเป็นการสะท้อนผลลัพธ์การประชุมสุดยอดอาเซียน-จีน ครั้งที่ 22 เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2562 ณ กรุงเทพฯ ที่ได้ประกาศให้ปี 2563 เป็นปีแห่งความร่วมมือด้านเศรษฐกิจดิจิทัลอาเซียน-จีน   *****************      


             “พุทธิพงษ์” นำทีมผู้บริหารหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ประชุมหารือการนำสายสื่อสารลงใต้ดินพื้นที่กรุงเทพมหานคร หวังยุติปัญหาพื้นที่ทับซ้อนในส่วนของ กทม. และทีโอที เล็งเจรจา กสทช. ใช้กองทุน USO สนับสนุนค่าใช้จ่ายบางส่วน จูงใจผู้ให้บริการสื่อสารทุกรายเร่งเครื่องดำเนินการ คาดเสนอเข้าที่ประชุมบอร์ดดีอีครั้งหน้า                   นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) กล่าวว่า ในการประชุมหารือการนำสายสื่อสารลงใต้ดินพื้นที่กรุงเทพมหานคร ในเส้นทางที่การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) ไม่มีการรื้อถอนเสาไฟฟ้าและไม่มีสภาพบังคับ โดยมีผู้บริหารหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมประชุมด้วย ได้แก่ สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.)  บมจ.ทีโอที และรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ได้ข้อสรุปว่า ในส่วนของ ทีโอที สามารถดำเนินการได้ทันทีในส่วนของ 12 เส้นทางแรก ระยะทาง 48.7 กิโลเมตร ซึ่งไม่จำเป็นต้องมีการก่อสร้างหรือขออนุญาตขุดเจาะพื้นผิวจราจร                   ขณะที่ ในพื้นที่อื่นๆ ของทีโอที ซึ่งรายงานว่ามีระยะทางราว 2,500 กิโลเมตรที่มีท่อร้อยสายใต้ดินอยู่แล้ว แต่อาจจำเป็นต้องมีการขออนุญาต กทม. เพื่อขุดเจาะพื้นผิวจราจรบางส่วน เพื่อสร้างจุดเชื่อมต่อสายจากใต้ดินขึ้นมาสู่พื้นดินตรงหน้าริมฟุตบาท (ไรเซอร์) สำหรับเชื่อมไปยังอาคารบ้านเรือนผู้ใช้งาน ก็จะมีการเจรจากับ กทม. เป็นพื้นที่ๆ ว่าสามารถดำเนินการได้หรือไม่ อย่างไรต่อไป                  สำหรับการประชุมหารือในวันนี้ เพื่อให้เกิดการดำเนินการนำสายโทรคมนาคมลงดินตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อเดือนมกราคม 2562 ที่ให้ กทม.ดำเนินการในพื้นที่กทม.ทั้งหมด เพื่อให้เมืองมีทัศนียภาพสวยงาม เป็นระเบียบเรียบร้อย ไม่รกรุงรัง อีกทั้งสอดคล้องกับที่ประชุมคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (บอร์ดดีอี) เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2561 ซึ่งมีมติให้กรุงเทพมหานครจัดทำแผนการดำเนินงาน มาตรการและกลไกในการขับเคลื่อนการนำสายสื่อสารลงใต้ดินในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานคร   “เดิมเตรียมใช้การประชุมวันนี้เพื่อเสนอ กทม. โดยอิงกับมติ ครม. และมติบอร์ดดีอีก่อนหน้านี้  ว่าอยากให้ กทม. และทีโอที ร่วมกันสำรวจเส้นทางโดยต้องอิงกับการใช้งานจริง เพื่อไม่ลงทุนทับซ้อนกันในพื้นที่ซึ่งมีท่อร้อยสายพร้อมใช้งานอยู่แล้ว เพื่อผลักดันให้ทั้งคู่เดินหน้าต่อไปได้ เพราะตามมติ ครม. มีระบุว่า การทำต้องไม่ทำในที่ทับซ้อน” นายพุทธิพงษ์กล่าว                    อย่างไรก็ตาม พล.ต.ท.โสภณ พิสุทธิวงษ์ รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) ยืนยันในที่ประชุมว่า กทม. มีการลงนามว่าจ้างบริษัทผู้รับเหมาเข้ามาดำเนินโครงการนี้แล้ว และมีการทำ pilot project ในบางเส้นทาง อีกทั้งมีความจำเป็นที่ต้องจัดหาเทคโนโลยีและเงื่อนไขที่สอดคล้องกับแผนงานของ กทม. ดังนั้น จึงต้องพับแนวคิดการลงสำรวจพื้นที่ร่วมกัน                   รมว.ดีอีเอส กล่าวว่า แนวทางที่มีความเป็นไปได้เพื่อเร่งให้เกิดการดำเนินการจัดระเบียบสายสื่อสารลงใต้ดิน จะมีการหารือกับ กสทช. เพื่อขอให้สนับสนุนด้วยการใช้เงินจากกองทุนวิจัยและพัฒนากิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมเพื่อประโยชน์สาธารณะ หรือยูโซ่ (USO) มาสนับสนุน เพื่อสร้างแรงจูงใจผู้ให้บริการโทรคมนาคม (โอเปอเรเตอร์) ดำเนินการนำสายสื่อสารลงใต้ดิน โดยไม่จำกัดว่าต้องใช้บริการจากเจ้าของท่อร้อยสายรายใด                  เนื่องจากที่ผ่านมา มีประเด็นเรื่องค่าใช้จ่ายในเรื่องการนำสายสื่อสารลงใต้ดิน และอัตราค่าเช่าใช้บริการท่อร้อยสายใต้ดินตามประกาศของ กสทช. ในอัตรา 9,650 บาทต่อเดือน ซึ่งผู้ให้บริการโทรคมนาคมยังมองว่าราคาสูงเกินไป                  “หากได้ข้อสรุปร่วมกับ กสทช. ว่าจะสามารถนำเงินจากกองทุน USO ไปช่วยอุดหนุนค่าใช้จ่ายส่วนนี้ราว 50% หรือตัวเลขใดที่เหมาะสม ผมก็พร้อมจะนำเสนอต่อที่ประชุมบอร์ดดีอีในครั้งต่อไป เพื่อให้ทุกฝ่ายเดินหน้าได้” นายพุทธิพงษ์กล่าว                   อย่างไรก็ตาม หลังการประชุมวันนี้ ได้มีการเดินทางร่วมกับทีโอที และ กสทช. ลงพื้นที่ตรวจสอบเส้นทางระยะที่ 1 ที่สามารถร้อยสายได้เลย บริเวณถนนอโศกมนตรีตั้งแต่ถนนสุขุมวิทถึงถนนเพชรบุรี ระยะทาง 1.7 กิโลเมตร รวมทั้งสองฝั่งระยะทาง 3.4 กิโลเมตร   *************

                 ผศ.(พิเศษ) นพ.พลวรรธน์ วิทูรกลชิต ผู้ตรวจราชการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ให้สัมภาษณ์ความคืบหน้าเกี่ยวกับประเด็น Application ไทยชนะ ผ่านรายการของสถานีโทรทัศน์แห่งประเทศ (NBT) ณ ห้องรับรองสำนักงานปลัดกระทรวงดิจิทัลฯ ชั้น 8 กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2563 ว่า ปัจจุบันมีจำนวนผู้ใช้งานกว่า 26,871,479 คน โดยผ่านแพลตฟอร์มไทยชนะ (Web Based) 26,668,582 คน ผ่านแอปไทยชนะ (Application) 202,897 คน มีการดาวน์โหลดแอปไทยชนะ 308,447 คน และเช็คอิน ผ่านแพลตฟอร์ม 100,943,999 ครั้ง ผ่านแอป 1,434,483 ครั้ง รวม 102,378,482 ครั้ง ข้อมูล ณ วันที่ 14 มิ.ย. 2563 เวลา 21.00 น. จากกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข โดยกระทรวงดิจิทัลฯ ย้ำความเชื่อมั่นกับประชาชนว่า แอปพลิเคชัน “ไทยชนะ” เป็นการพัฒนาโดยรัฐบาลไทย ที่คำนึงถึงความปลอดภัยและคุ้มครองข้อมูลส่วนตัวของประชาชน เชื่อว่าเป็นประโยชน์ต่อผู้ประกอบการ เพื่อให้ธุรกิจต่างๆ สามารถดำเนินต่อไปได้ โดยควบคุมไม่ให้แต่ละสถานประกอบการมีผู้ใช้บริการมีคนหนาแน่นเกินไป จนเสี่ยงต่อการแพร่ระบาดขอโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) รวมทั้งเป็นประโยชน์ต่อประชาชน หากพบความเสี่ยงระบบจะแจ้งเตือน และนำข้อมูลไปเป็นหลักฐานในการรับการตรวจคัดกรองทางห้องปฏิบัติการฟรี รวมถึงสามารถตรวจสอบความเสี่ยงของสถานที่ที่จะไปใช้บริการด้วย และประชาชนสามารถดาวน์โหลด Application ผ่านระบบมือถือแอนดรอย (Android) และ iOS ได้แล้ว   ****************  

เมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2563 นางสาวอัจฉรินทร์ พัฒนพันธ์ชัย ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) ได้มอบหมายให้นายภูเวียง ประคำมินทร์ รองปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) เป็นประธานการประชุมหารือ เพื่อเสนอความเห็นต่อร่างบันทึกความร่วมมือการแลกเปลี่ยนหรือเชื่อมโยงข้อมูล ด้านการสื่อสาร ด้านอุตุนิยมวิทยา ด้านอุทกศาสตร์ ด้านการเดินเรือ เพื่อเตรียมการตรวจสอบประเทศสมาชิกองค์การทางทะเลระหว่างประเทศภาคบังคับ (IMO Member State Audit Scheme : IMSAS) ณ ห้องประชุม 801 ชั้น 8 สำนักงานปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม อาคารรัฐประศาสนภักดี ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษาฯ ถนนแจ้งวัฒนะ เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ  โดยการประชุมครั้งนี้ เป็นการพิจารณาหารือเกี่ยวกับร่างบันทึกความร่วมมือ การแลกเปลี่ยนหรือเชื่อมโยงข้อมูล ด้านการสื่อสาร ด้านอุตุนิยมวิทยา ด้านอุทกศาสตร์ ด้านการเดินเรือ เพื่อเตรียมการตรวจสอบประเทศสมาชิกองค์การทางทะเลระหว่างประเทศภาคบังคับ (IMO Member State Audit Scheme : IMSAS) ซึ่งประเทศไทย เป็นหนึ่งในสมาชิกขององค์การดังกล่าว ที่จะต้องรับการตรวจสอบในปี 2564 ตามอนุสัญญาว่าด้วยความปลอดภัย แห่งชีวิตในทะเล ค.ศ. 1974 และแก้ไขเพิ่มเติม                                                                                                                     *******************************


                ผศ.(พิเศษ) นพ.พลวรรธน์ วิทูรกลชิต ผู้ตรวจราชการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ร่วมประชุมชี้แจงแนวทางปฎิบัติผ่านระบบวิดิทัศน์ทางไกล (Video Conference) เพื่อซักซ้อมแนวทางปฎิบัติตามมาตรการป้องการการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 โดยมี พลเอก อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุม ณ ห้องประชุมราชสีห์ ชั้น 2 ศาลาว่าการกระทรวงมหาดไทย เมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2563 ทั้งนี้ ผู้ตรวจกระทรวงดิจิทัลฯ ได้มีโอกาสรายงานความคืบหน้า ข้อควรรู้และแนวปฏิบัติตามมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19)” โดยย้ำถึงประโยชน์ของ “Application ไทยชนะ” ว่ามีแนวทางปฎิบัติง่ายๆ สำหรับประชาชนเพื่อเข้าไปใช้บริการ ได้แก่ 1. วิธีลงทะเบียนง่าย สะดวกด้วยเบอร์โทรศัพท์มือถือเพียงครั้งเดียว แล้วสามารถใช้บริการได้เลย 2. ลดความยุ่งยากในการใช้บริการ และปกป้องความเป็นส่วนตัวของประชาชน 3. สามารถเช็คเอ้าท์ หลังจากใช้บริการ (เมื่อไหร่ก็ได้) 4. ป้องกัน QR Code ปลอม 5. ช่วยเช็คความถูกต้องของกิจการ/ร้านค้า/สถานประกอบการณ์ว่าได้ทำตามมาตรการจริงหรือไม่ 6. ป้องกันการกรอกเบอร์โทรศัพท์ผิด 7. ช่วยในการติดตามสอบสวนโรคกรณีที่พบผู้ติดเชื้อโควิด-19 ในสถานที่ใดหรือร้านค้าที่ไปใช้บริการ อีกทั้งไม่ต้องกังวลเรื่องข้อมูลส่วนบุคคล  ซึ่งกรมควบคุมโรค เป็น ผู้ควบคุมข้อมูล (Data Controller) และมอบหมายให้ธนาคารกรุงไทย เป็นผู้ประมวลผลข้อมูลภายใต้การควบคุม ดังนั้น ผู้ประมวลผลก็ไม่สามารถนำข้อมูลเหล่านี้ไปใช้ในเรื่องอื่นๆ นอกเหนือจากวัตถุประสงค์การควบคุมโรคโควิด-19 เท่านั้น   **************          

            “ไทยชนะ” โชว์ข้อมูล 5 อันดับร้านค้า/กิจการที่มีการใช้งานสูงสุดหลังเปิดตัวไทยชนะครบ 1 เดือน เตือนห้างสรรพสินค้า ร้านสะดวกซื้อ ร้านอาหาร “อย่าการ์ดตก” ล่าสุดเตรียมเปิดฟังก์ชั่นเช็คอินแบบกลุ่มได้พร้อมกันครั้งละ 4 คน                   นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) มีนโยบายผลักดัน การจัดทำ“ไทยชนะ” เพื่อเป็นเครื่องมือในการป้องกันและลดความเสี่ยงในการแพร่กระจายโรค รองรับมาตรการผ่อนคลายกิจการ/กิจกรรมในด้านต่างๆ ที่รัฐบาลเตรียมทยอยประกาศออกมา เพื่อให้ประเทศไทยยังรักษาระดับความแข็งแกร่งของมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดโควิด-19 ควบคู่กับการฟื้นฟูเศรษฐกิจหลังโควิด-19 ขณะเดียวกัน ได้กำชับเรื่องนโยบายด้านรักษาความเป็นส่วนตัวและคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลอย่างเคร่งครัด ซึ่งเป็นสิ่งที่แพลตฟอร์ม/แอปไทยชนะให้ความสำคัญมาโดยตลอด                  ผศ.(พิเศษ) นพ.พลวรรธน์ วิทูรกลชิต ผู้ตรวจราชการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) ในฐานะรองหัวหน้าศูนย์ปฏิบัติการด้านข้อมูลมาตรการแก้ไขปัญหาโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 และเจ้าหน้าที่ศูนย์ปฏิบัติการด้านการสื่อสาร โทรคมนาคม และสื่อสังคมออนไลน์ ศูนย์บริหารสถานการณ์ โควิด-19 (ศบค.) กล่าวว่า จากข้อมูลการใช้งานครบ 1 เดือนของการเปิดตัวไทยชนะ พบว่ามีกิจการ 5 อันดับแรก ที่มียอดผู้เข้าใช้งานสูงสุด ได้แก่ 1.ร้านอาหาร เครื่องดื่ม ภัตตาคาร ร้านอาหาร 2.ซูเปอร์มาร์เก็ต ร้านสะดวกซื้อ ร้านค้าปลีก-ส่ง 3.ห้างสรรพสินค้า ศูนย์การค้า คอมมูนิตี้มอลล์ 4.ที่ทำการหน่วยงานรัฐและรัฐวิสาหกิจ และ 5.การให้บริการ (รวมถึงบริการนวดและสปา) ตามลำดับ                   ขณะที่ ในกลุ่มของตลาดนัด ตลาดค้าส่ง หาบเร่ แผงลอย และรถเข็น ได้ผลประเมินการจัดการตามมาตรการ 5 ข้อและการใช้แพลตฟอร์ม/แอปพลิเคชั่นไทยชนะ น้อยกว่ากิจกรรมอื่นๆ แต่ที่น่าเป็นห่วงคือ กลุ่มห้างสรรพสินค้า ร้านสะดวกซื้อ ร้านอาหาร มีแนวโน้มว่าการจัดการตามมาตรการ 5 ข้อ ได้น้อยลงเรื่อยๆ ซึ่งอาจจะไม่เป็นผลดีต่อประชาชนที่เข้าใช้บริการในสถานที่ดังกล่าว ในกรณีที่มีอาจมีการเกิดการระบาดรอบสอง (Second Wave) จึงอยากขอความร่วมมือจากผู้ประกอบการ ในการเคร่งครัดการจัดการตามมาตรการดังกล่าวด้วย                     ขณะที่ภาพรวมจากผลการประเมินมาตรการของกรมควบคุมโรค พบว่ายังมีข้อที่น่ากังวล คือ การทำความสะอาดพื้นผิวสัมผัส และการรักษาระยะห่าง ซึ่งยังทำไม่ค่อยได้เท่ากับการสวมหน้ากากอนามัย และจุดบริการล้างมือ/แอลกอฮอล์                     นพ.พลวรรธน์ กล่าวว่า ล่าสุดได้เพิ่มฟังก์ชั่นการเช็คอินแบบกลุ่ม (Group Check-in) ในไทยชนะ เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับผู้ใช้งานรองรับการเช็คอินพร้อมกันได้ 4 คน โดยในส่วนของแอปไทยชนะ ทั้งบนแอนดรอยด์ และ iOS จะสามารถใช้ฟังก์ชั่นใหม่ได้ในเร็วๆ นี้ โดยจะสามารถเช็คเอาท์แบบกลุ่มได้เช่นกัน                     อีกทั้ง เตรียมเพิ่มฟังก์ชั่นการใช้งานอื่นๆ เพื่อรองรับมาตรการผ่อนคลายอื่นๆ ของรัฐบาล ได้แก่ การจองท่องเที่ยวในอุทยานแห่งชาติ ที่จะทยอยเริ่มกลับมาเปิดหลังโควิด-19  ซึ่งจะมีการจำกัดนักท่องเที่ยว โดยไทยชนะ จะเป็นเครื่องมือช่วยคัดกรองและติดตามการเข้าพื้นที่ของนักท่องเที่ยวด้วย รองรับนโยบายการท่องเที่ยวแบบ new normal ที่ต้องมีมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดโควิด-19 อย่างเคร่งครัด                     นอกจากนี้ ยังมีฟังก์ชั่น Serial Number โดยผู้ประกอบการสามารถนำไปจัดทำกิจกรรมส่งเสริมการตลาด ร่วมกับมาตรการสนับสนุนการท่องเที่ยวของรัฐบาล ซึ่งสายการบิน โรงแรม ร้านค้าต่างๆ ที่อยู่ในระบบไทยชนะและปฏิบัติได้ตามมาตรการของ ศบค. กำหนด อาจได้รับตราสัญลักษณะ (โลโก้) ยืนยัน เป็นต้น                    “ขอเน้นย้ำข้อควรรู้และแนวปฏิบัติ ในการเก็บข้อมูลผู้ใช้บริการของร้านค้าโดยใช้สมุดจด ดังนี้ 1.ข้อมูลนี้ใช้เพื่อการสอบสวนโรค กรณีผู้ใช้บริการบางคนป่วยโรคโควิด-19 ขึ้นในภายหลัง 2.ห้ามนำไปใช้เพื่อการอย่างอื่นโดยเด็ดขาด 3.ร้านค้าจัดเก็บในที่ปลอดภัย โดยสามารถสืบค้นย้อนหลังได้ 60 วัน และ 4.เมื่อครบกำหนดให้ร้านค้าทำลายสมุดจดดังกล่าว” นพ.พลวรรธน์กล่าว   ด้านยอดรวมจำนวนผู้ใช้งานไทยชนะเพิ่มเป็น 27,595,753 คน (ตัวเลข ณ วันที่ 16 มิ.ย. 63) โดยในจำนวนนี้เป็นการใช้งานผ่านแอปไทยชนะทั้งแอนดรอยด์ และ iOS จำนวน 333,919 คน มีจำนวนกิจการ/ร้านค้าที่ลงทะเบียน 197,381 ร้าน   ***************

                เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2563 (วันนี้) นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และนางสาวอัจฉรินทร์ พัฒนพันธ์ชัย ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม พร้อมคณะผู้บริหารและเจ้าหน้าที่กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ร่วมทูลเกล้าถวายแจกกันดอกไม้และลงนามถวายพระพรสมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี ให้ทรงมีพระพลานามัยที่สมบูรณ์แข็งแรง หายจากพระอาการประชวรในเร็ววัน เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจของปวงชนชาวไทยตลอดไป ณ โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ ถนนแจ้งวัฒนะ เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ    ******************  

เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2563 (วันนี้) นายภูเวียง ประคำมินทร์ รองปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) เป็นประธานเปิดกิจกรรม I–Share ครั้งที่ 2/2563 ซึ่งจัดโดยกลุ่มพัฒนาระบบบริหาร สำนักงานปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม การจัดกิจกรรมมีการบรรยายแบ่งปันแลกเปลี่ยนความรู้กันในหัวข้อ “กระบวนการ ปฏิบัติงานภายใต้ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ” ซึ่งมีนางสาวบุญชิดา รดาธรทวีกุล นักวิเคราะห์นโยบายและแผนชำนาญการพิเศษ จากกองป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดทางเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร และนายณัฐ พยงค์ศรี นักวิชาการคอมพิวเตอร์ชำนาญการ จากศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร มาเป็นวิทยากรให้ความรู้ ในเรื่องดังกล่าวกับเจ้าหน้าที่ของสำนักงานปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับกระบวนการปฏิบัติงานและกฎหมายที่ควรรู้เกี่ยวกับ พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ฯ ณ ห้อง Co-Working Space ชั้น 8 สำนักงานปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม อาคารรัฐประศาสนภักดี ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ 80 พรรษา ถนนแจ้งวัฒนะ เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ                                                                                                                            *******************************






icon-sitemap    std-w1    std-w2    WCAG 2.0 (Level AA)
จำนวนผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์ Loading...


กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

เลขที่ 120 หมู่ 3 ชั้น 8-11 ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 (อาคาร ซี) ซอยแจ้งวัฒนะ 7 ถนนแจ้งวัฒนะ แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ 10210

facebook
instagram
twitter
youtube
rss
tiktok
threads
Icon Q&A
black ribbon.