Logo DE Ministry.
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
Ministry of Digital Economy and Society
Logo DE Ministry.
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
Ministry of Digital Economy and Society
ตัวช่วยเหลือในการเข้าถึงเว็บไซต์
ค้นหา


       วันนี้ (9 มิ.ย. 65) พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธี “บันทึกข้อตกลงยกระดับความร่วมมือ การพัฒนาศักยภาพเด็กไทยในศตวรรษที่ 21” ณ ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล เพื่อบูรณาการความร่วมมือระหว่าง 12 กระทรวง ในการพัฒนาศักยภาพเด็กไทยเพิ่มทักษะและความรู้ พร้อมปรับตัวรับความเปลี่ยนแปลงฝ่ากระแสยุค Next Normal            นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) กล่าวว่า บันทึกข้อตกลงยกระดับความร่วมมือนี้ มีกำหนดระยะเวลาความร่วมมือระหว่างปี 2565 – 2570 โดยกระทรวงที่อยู่ภายใต้ความร่วมมือ ประกอบด้วย กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงยุติธรรม กระทรวงแรงงาน และกระทรวงวัฒนธรรม            ทั้งนี้ เป็นนโยบายความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ในการพัฒนาศักยภาพเด็กไทยในศตวรรษที่ 21 อย่างมีคุณภาพตามหลักกลยุทธ์ 4 H ได้แก่  เก่ง (Head) ดี (Heart) มีทักษะ (Hand) และแข็งแรง (Health) ภายใต้การมีส่วนร่วมของครอบครัวและชุมชน (Home) มุ่งเน้นกลุ่มเป้าหมาย ในระดับเด็กและเยาวชน อายุ 6- 25 ปี โดยครอบคลุมถึงเด็กกลุ่มเปราะบางและด้อยโอกาส            “หนึ่งในวัตถุประสงค์สำคัญของการทำงานร่วมกันระหว่าง 12 กระทรวงฯ ตามบันทึกข้อตกลงฉบับนี้ ก็คือ เพื่อพัฒนาให้เด็กไทยได้เรียนรู้ และได้รับการพัฒนาแบบบูรณาการ มีความรู้และทักษะที่จำเป็นในศตวรรษที่ 21 อย่างครอบคลุมและครบวงจร ทั้งทักษะคิดวิเคราะห์ ตลอดจนการใช้เทคโนโลยี เชื่อมต่อกับวิถีโลกการทำงาน รวมถึงส่งเสริมให้ครอบครัวและชุมชนมีความเข้มแข็ง และมีความพร้อมในการเข้ามามีส่วนร่วม หรือมีบทบาทในการจัดการเรียนรู้และพัฒนาผู้เรียนที่สอดคล้องกับสถานการณ์ความเปลี่ยนแปลง และเรียนรู้วิถีชีวิตต่อไป (Next Normal)” นายชัยวุฒิกล่าว             นายภุชพงค์ โนดไธสง เลขาธิการคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ สำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งขาติ (สดช.) กล่าวว่า ขอบเขตบทบาทการทำงานของกระทรวงดิจิทัลฯและหน่วยงานในสังกัดจะมุ่งที่ 2 ภารกิจหลัก ได้แก่ 1.พัฒนาศักยภาพสร้างความตระหนักรู้ และยกระดับทักษะด้านดิจิทัลให้กับประชาชนทุกภาคส่วน โดยเฉพาะกลุ่มนักเรียน นักศึกษา แรงงานในภาคอุตสาหกรรม รวมถึงผู้สูงวัยและผู้พิการ และ 2.ส่งเสริมสนับสนุนดำเนินการจัดกิจกรรมกับกลุ่มเด็กวัยเรียน เยาวชน ให้คนรุ่นใหม่รู้ทันภัยข่าวปลอม(Anti Fake news)   ______________

       เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2565 นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) ได้ให้การต้อนรับ นายมาร์ก กุดดิง (H.E. Mr. Mark Gooding) เอกอัครราชทูตสหราชอาณาจักรประจำประเทศไทย ในโอกาส เข้าเยี่ยมคารวะ โดยมีนางสาวอัจฉรินทร์ พัฒนพันธ์ชัย ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เข้าร่วม ณ ห้องรับรอง ชั้น 9 กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม  ในโอกาสนี้ นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์และนายมาร์ก กุดดิง ได้ร่วมหารือเกี่ยวกับความสัมพันธ์และความร่วมมือระหว่างไทยและสหราชอาณาจักรในด้านสังคม และเศรษฐกิจ การค้าและการลงทุน โดยทั้งสองฝ่ายยืนยันที่จะสนับสนุนความร่วมมือด้านเศรษฐกิจดิจิทัลและเทคโนโลยีดิจิทัลระหว่างสองประเทศในสาขาต่าง ๆ ที่เห็นว่ามีความสำคัญและจะเป็นประโยชน์ร่วมกัน อาทิ การส่งเสริมความร่วมมือด้านกฎหมายและกฎระเบียบดิจิทัล การเปลี่ยนไปเป็นดิจิทัลของทั้งภาครัฐและเอกชน รวมถึงภาคธุรกิจต่าง ๆ การสนับสนุนธุรกิจ ด้านเทคโนโลยีดิจิทัลและไอซีที การเสริมสร้างทักษะดิจิทัลแก่แรงงาน และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและเมืองอัจฉริยะ            โดยทั้งสองฝ่ายเห็นถึงความสำคัญของการสร้างความร่วมมือและการพัฒนาเทคโนโลยีดิจิทัล รวมถึงโอกาสทางเศรษฐกิจและสังคมจากการดำเนินการดังกล่าว จึงเห็นพ้องที่จะมีการลงนามหนังสือแสดงเจตจำนงว่าด้วยความร่วมมือในสาขาเศรษฐกิจดิจิทัลและเทคโนโลยีดิจิทัล ระหว่าง ดศ. และกระทรวงดิจิทัล วัฒนธรรม สื่อ และการกีฬาของสหราชอาณาจักรบริเตนใหญ่และไอร์แลนด์เหนือในโอกาสแรก เพื่ออำนวยความสะดวกแก่การผลักดันความร่วมมือและกิจกรรมที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องของทั้งสองประเทศได้หารือกันไว้ โดยกระทรวงฯ และสถานเอกอัครราชทูตสหราชอาณาจักรประจำประเทศไทยจะมีการประสานงานและดำเนินการอย่างใกล้ชิดร่วมกันในประเด็นต่าง ๆ ดังกล่าวต่อไป   _____________    

       นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ย้ำตำรวจทั่วประเทศว่า PDPA มุ่งคุ้มครองสิทธิในข้อมูลส่วนบุคคลของคนไทยทุกคน ทั้งเบอร์โทรศัพท์ ที่อยู่ ประวัติ รสนิยมทางเพศ เป็นต้น ขอให้ตำรวจช่วยชี้แจง พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 (PDPA)  ที่เริ่มบังคับใช้ 1 มิ.ย. 65 ให้ประชาชนเข้าใจว่า ยังใช้ชีวิตเหมือนปกติ ถ่ายรูป โพสท์รูป ติดคนอื่นได้ ไม่ต้องกังวล ตราบใดที่ไม่ไปสร้างความเสียหาย หรือ เอารูปคนอื่นไปหาผลประโยชน์             ในวันที่ 10 มิ.ย. นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ได้กล่าวเปิดงานอบรม “PDPA ข้อกฎหมายและแนวปฏิบัติสำหรับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ” สำหรับตำรวจทั่วทั้งประเทศ โดยเป็นการร่วมจัดอบรม ระหว่างสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และกระทรวงดิจทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เพื่อมุ่งให้ความรู้ที่ถูกต้อง ตลอดจนแนวปฏิบัติสำหรับตำรวจทั่วประเทศ             นายชัยวุฒิกล่าวว่า ข้าราชการตำรวจและสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เป็นกลไกสำคัญในการคุ้มครองสิทธิข้อมูลส่วนบุคคลของ ปชช. โดยเฉพาะ กฎหมายฉบับนี้ มีทั้งโทษทางแพ่ง โทษทางอาญา และโทษทางปกครอง มุ่งลงโทษอาชญากรและคนร้าย ซึ่งคิดว่า เป็นเรื่องที่สำคัญที่ทางผู้เข้าร่วมอบรมต้องรู้ ให้ครบถ้วน ถูกต้อง            นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ รองปลัดกระทรวงดิจิทัลฯ ปฏิบัติหน้าที่เลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล กล่าวว่า การจัดอบรมในครั้งนี้ เป็นไปตามนโยบายของกระทรวงดิจิทัลฯ ที่ต้องการให้ PDPA เกิดประโยชน์กับประชาชน ในขณะเดียวกัน มุ่งให้ผู้ที่เกี่ยวข้องมีภาระในการปฎิบัติตามกฎหมายน้อยที่สุด สะท้อนการเริ่มบังคับใช้ในช่วงแรก ที่ไม่ควรเป็นภาระมากเกินไป เน้นการให้ความรู้และตักเตือน และการอบรมนี้ เป็นส่วนหนึ่งของการ สร้างความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้อง โดยกระทรวงดิจิทัลฯ จัดร่วมกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ              “PDPA สนับสนุนการทำงานของตำรวจ มีการยกเว้น PDPA สำหรับตำรวจที่ทำงานตามอำนาจหน้าที่ตามกฎหมาย อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ตำรวจ ต้องมีความระมัดระวังในการเก็บรักษาข้อมูลส่วนบุคคลของประชาชนที่ได้มา อย่าให้รั่วไหล หรือถูกนำไปใช้อย่างผิดกฎหมาย” รัฐมนตรีชัยวุฒิ กล่าว           ข้อมูลเพิ่มเติม fb PDPC Thailand หรือ โทร 1111   ___________

          เมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2565  นายมนัส ทรงแสง ประธานสมาพันธ์สมาคมวิทยุสมัครเล่นควบคุมข่ายประเทศไทย ได้เป็นประธานการฝึกอบรม โครงการพัฒนาและฝึกอบรมพนักงานวิทยุสมัครเล่นอาสาสมัครสื่อสารฉุกเฉิน โดยกระทรวงดิจิทัลฯ ร่วมกับสมาคมวิทยุสมัครเล่นควบคุมข่ายประเทศไทย ในรูปแบบ (Conference) ณ ห้องประชุม 701 ชั้น 7 สำนักงานปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กิจกรรมดังกล่าวจัดขึ้นระหว่างวันที่ 9 – 12 มิถุนายน 2565  การอบรมครั้งนี้จัดเพื่อให้ผู้เข้ารับการฝึกอบรมเป็นพนักงานวิทยุของทางราชการ สามารถใช้งานวิทยุเพื่อสนับสนุนงานราชการได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย  ซึ่งมีกลุ่มเป้าหมายจากนักวิทยุสมัครเล่นทั่วประเทศที่สนใจเข้ารับการอบรม จำนวน 1,000 คน แบ่งการอบรมเป็น 4 ครั้ง ตามหัวเมืองใหญ่ของประเทศ และจัดแบบออนไลน์ 1 ครั้ง เพื่อให้เกิดความครอบคลุมกลุ่มเป้าหมายมากขึ้น  นอกจากนี้ผู้ที่ผ่านการฝึกอบรมจะได้รับมอบวุฒิบัตรและประกาศนียบัตรตามหลักสูตรการใช้วิทยุคมนาคมแบบสังเคราะห์ความถี่ (Synthesizer) จากกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมอีกด้วย   _____________

     ชัยวุฒิ เผยเจตนารมณ์ของ PDPA คุ้มครองข้อมูลของ ปชช. ที่ให้ไว้กับ ผู้ประกอบการ ร้านค้าหรือองค์กรต่างๆไม่ให้รั่วไหล และห้ามนำไปใช้ในทางเสียหายไม่เหมาะสม คือหัวใจสำคัญ         นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจเเละสังคม(ดีอีเอส) เปิดเผยถึง กรณีที่ประชาชนอาจจะวิตกกังวลเกี่ยวกับการปฏิบัติตาม พ.ร.บ.ข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) ที่มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2565  เกรงว่าจะผิดกฎหมายหรือไม่นั้น พบว่า หนึ่งในข้อกังวล กรณีพบเห็นเหตุการณ์ผิดปกติแล้วถ่ายภาพหรือคลิปเป็นเป็นหลักฐานจะทำได้หรือไม่           ในกรณีนี้ สามารถทำได้ แต่ต้องไม่นำมาเผยแพร่หรือ โพสต์ด้วยตนเอง โดยควรส่งหลักฐานเหล่านั้น  ให้เจ้าหน้าที่ตำรวจ หรือให้ผู้ที่เกี่ยวข้องตามกฎหมาย  “การที่เราเอาภาพที่ไม่เหมาะสม เอาคลิปที่ไม่ถูกต้องเหมาะสมมาโพสต์ หรือมาแชร์เอง ก็อาจจะไปละเมิดสิทธิของคนอื่น อาจจะถูกฟ้องร้องดำเนินคดีได้ เพราะเขาเป็นผู้เสียหายจากสิ่งที่ท่านทำ แต่ถ้าเก็บคลิป แล้วนำไปให้เจ้าหน้าที่เพื่อเป็นหลักฐาน เพื่อประโยชน์ในทางรูปคดีอันนี้ทำได้อยู่แล้ว” ชัยวุฒิกล่าว            พร้อมทั้งย้ำว่ากฎหมาย PDPA มุ่งที่จะคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล คือ ข้อมูลของพี่น้องประชาชนที่เคยให้กับร้านค้า หน่วยงานต่างๆ  ซึ่งผู้ประกอบการและหน่วยงานเหล่านั้น ต้องเก็บข้อมูลของประชาชนให้ดี ไม่ให้รั่วไหล ถ้าจะนำไปใช้ประโยชน์ก็ต้องขอความยินยอมจากผู้ที่เป็นเจ้าของข้อมูล และห้ามนำไปใช้ทำให้พี่น้องประชาชน หรือเจ้าของข้อมูลเกิดความเสียหาย           นายชัยวุฒิ กล่าวว่า นี่คือหลักการสำคัญของกฎหมาย แต่เรื่องการโพสต์ การแชร์ การให้ข่าวต่างๆ ไม่ได้เป็นเจตนารมณ์ของกฎหมายนี้ เพียงแต่อาจจะไปผิดกฎหมายอื่น เป็นการละเมิดสิทธิบุคคลมีการฟ้องแพ่ง เรียกร้องค่าเสียหายกันอันนี้อีกเรื่องหนึ่ง อยากให้มองว่าเจตนารมณ์ของ PDPA คุ้มครองข้อมูลของเราที่เก็บไว้ในร้านค้าหรือองค์กรต่างๆไม่ให้รั่วไหลนี่คือหัวใจสำคัญ           “ประชาชนเป็นเจ้าของข้อมูลสำคัญของตัวท่านเอง เวลาท่านให้ข้อมูลกับบุคคล ร้านค้า หรือหน่วยงานต่างๆท่านมีสิทธิที่จะไม่ยินยอมให้นำข้อมูลที่เป็นความลับ ข้อมูลส่วนบุคคล ร้านค้าหรือหน่วยงานไม่มีสิทธินำข้อมูลไปเปิดเผย หากนำไปเปิดเผยจะมีความผิดตามกฎหมาย PDPA ประชาชนควรติดตามหากมีใครนำข้อมูลส่วนบุคคลของท่านที่ท่านให้ไว้ไปใช้ หรือนำไปเผยแพร่ทำให้เกิดความเสียหายกับตัวเราสามารถฟ้องร้องดำเนินคดีได้ตามกฎหมายPDPA” รัฐมนตรีดีอีเอส กล่าว             นับเป็นอีก ภารกิจที่สำคัญของกระทรวงฯ และสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลคน สคส. ต้องเร่งขับเคลื่อนก็คือ พยายามประสานงานกับภาคธุรกิจ และหน่วยงานภาครัฐต่าง ๆ ให้มีการเก็บข้อมูล ให้มีมาตรฐานให้มีระบบที่ดี ไม่ให้มีข้อมูลรั่วไหล  ข้อมูลที่ให้กับหน่วยงานต่าง ๆ ประชาชนก็มีสิทธิในข้อมูลของตัวเอง ดังนั้นต้องคอยติดตามว่าข้อมูลนี้ ใครนำไปใช้ในทางไม่ชอบหรือไม่ ถ้าพบก็แจ้งร้องเรียนมาทางสำนักงาน สคส. เพื่อคุ้มครองสิทธิในข้อมูลของตัวเอง   ___________

        ดีอีเอส สรุปผลการมอนิเตอร์สถานการณ์ข่าวปลอมรอบสัปดาห์ล่าสุด พบข่าวปลอมสุขภาพกระแสแรง ใช้ประเด็นใกล้ตัวดึงความสนใจ ห่วงผู้บริโภคสื่อออนไลน์ถ้าหลงเชื่ออาจได้รับข้อมูลผิด กระทบต่อสุขภาพประชาชน             นางสาวนพวรรณ หัวใจมั่น โฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมฝ่ายการเมือง (ดีอีเอส) กล่าวว่า ผลการมอนิเตอร์ประจำสัปดาห์ ระหว่างวันที่ 3-9 มิ.ย. 65 โดยศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม พบข้อความที่เข้ามาทั้งหมด11,648,636 ข้อความ โดยมีจำนวนที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ (Verify)  233 ข้อความ รวมเรื่องที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ 123 เรื่อง             โดยในจำนวนนี้เป็นข่าวในกลุ่มผลิตภัณฑ์สุขภาพฯ 47 เรื่อง หรือคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 1 ใน 3 ของจำนวนเรื่องที่เข้าเกณฑ์ต้องประสานการตรวจสอบข้อเท็จจริงกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อย่างไรก็ตาม จากข้อมูลเชิงลึก(Insight) มีข้อสังเกตว่า ข่าวปลอมในหมวดข่าวสุขภาพ จุดกระแสความสนใจจากผู้บริโภคข่าวสารออนไลน์ได้นำหน้ากลุ่มข่าวหัวข้ออื่นๆ             ทั้งนี้ พบข่าว 10 อันดับแรกที่ได้รับความสนใจมากสุดในรอบสัปดาห์ ดังนี้ อันดับ 1 มันเทศญี่ปุ่นต้มน้ำขิง ช่วยต้านโควิด 19 อันดับ 2 สินเชื่อเพื่อประชาชน ของธนาคารออมสิน กู้ได้สูงสุด 2 แสนบาท อันดับ 3 รักษาโรคไต โดยไม่ต้องฟอกไต ด้วยลิ้นจี่และเซี่ยงจี๊หมู อันดับ 4 ยาพาราเซตามอลมีส่วนผสมของไวรัสแมคชูโป อันดับ 5 ซื้อรถไฟฟ้าจากบริษัทผู้ผลิตในเอเชีย ไม่สามารถจดทะเบียนได้             อันดับ 6 ใช้ CF ยาสีฟันสามัญประจำบ้าน อาการปากเหม็น ฟันโยก เหงือกอักเสบลดลง อันดับ 7 ธ.กรุงไทยให้ยืม 30,000 บาท สมัครง่าย รับเงินผ่านตู้ ATM อันดับ 8 ธ.กรุงไทยร่วมกับบริษัทเอกชน ปล่อยสินเชื่อเงินด่วนStreet Money วงเงิน 5,000 - 300,000 บาท ผ่านไลน์ @387bawah อันดับ 9 ดื่มน้ำมะขามเปียก ช่วยลดน้ำหนักได้ และอันดับ 10 ใส่ผ้าอนามัยนานๆ ทำให้เป็นโรคมะเร็งปากมดลูก            “จาก 10 อันดับ พบข่าวเกี่ยวกับสุขภาพถึง 6 อันดับ โดยส่วนใหญ่เป็นประเด็นใกล้ตัว ทั้งปัญหาสุขภาพที่คนวิตกกังวล ยาหรือผลิตภัณฑ์สุขภาพที่อยู่ในชีวิตประจำวัน จึงคาดว่าอาจเป็นเหตุผลส่วนหนึ่งที่ทำให้เข้าถึงความสนใจของผู้รับข่าวสาร” นางสาวนพวรรณกล่าว            ทั้งนี้ มีความเป็นห่วงประชาชน ในเรื่องความตระหนักและรู้เท่าทันสื่อออนไลน์/โซเชียล ซึ่งหากขาดความรู้เท่าทัน มีการส่งต่อข้อมูลข่าวปลอมเหล่านี้ ก็จะทำให้ได้รับข้อมูลผิดๆ และส่งผลกระทบกับสุขภาพของประชาชนที่หลงเชื่อข่าวปลอมดังกล่าว            “ประชาชนต้องรู้เท่าทันข่าวปลอม และมีความรอบคอบในการบริโภคข้อมูลข่าวสารที่ถูกส่งต่อกันมาทางโซเชียล เพราะผู้ไม่หวังดีจะใช้ประโยชน์จากความสนใจของคนส่วนใหญ่ หรือประเด็นใกล้ตัว สร้างข่าวปลอมหรือข่าวบิดเบือน ดังนั้น เมื่อได้รับข่าวสารข้อมูลควรตรวจสอบให้รอบด้าน เลือกเชื่อ เลือกแชร์ และสามารถติดตามและแจ้งเบาะแสข่าวปลอม ได้ผ่านช่องทางต่างๆ ของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ดังนี้ ไลน์ @antifakenewscenter  เว็บไซต์https://www.antifakenewscenter.com/ ทวิตเตอร์ https://twitter.com/AFNCThailand และช่องทางโทรศัพท์โทรสายด่วน GCC 1111 ต่อ 87” นางสาวนพวรรณกล่าว   ________________

               วันนี้ (13 มิ.ย. 65) นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) ประชุมร่วมกับผู้บริหารสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) และ พล.ต.ต. ศารุติ แขวงโสภา ผู้บังคับการปราบปราม การกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ผบก.ปอท.) เพื่อหารือและติดตามเรื่องคดีที่ผิดกฎหมายออนไลน์ รวมทั้งผลดำเนินการปิดกั้นเว็บไซต์ผิดกฎหมาย                   ทั้งนี้ จากที่กระทรวงดิจิทัลฯ ดำเนินการยื่นขอศาลปิดกั้นเว็บไซด์ผิดกฎหมายในช่วง 6 เดือนแรกปีนี้ ปัจจุบันศาลมีคำสั่งระงับการทำให้แพร่หลายแล้ว 2,630 ยูอาร์แอล (ข้อมูล ณ วันที่ 11 มิ.ย.65) โดย 3 อันดับแรก ได้แก่ ความผิดต่อความมั่นคง (หมิ่นสถาบัน) 1,231 ยูอาร์แอล การพนันออนไลน์ 876 ยูอาร์แอล และขัดศีลธรรมอันดี 312 ยูอาร์แอล                 “จากการทำงานร่วมกันของกระทรวงฯ และเจ้าหน้าที่ตำรวจ ที่ผ่านมาได้รับความร่วมมือจากเจ้าของแพลตฟอร์มหลังได้รับคำสั่งศาลให้ระงับการแพร่หลาย โดย Youtube และ tiktok ได้มีการปิดกั้นตามคำสั่งศาล 100% เฟซบุ๊ก 80% และทวิตเตอร์ 50%”                 นอกจากนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจเเละสังคม ยังเเสดงความห่วงใย ภายหลังจากที่ซุปเปอร์โพล์ออกมาเปิดเผยข้อมูล ว่า โชเซียลมีส่วนสำคัญที่ทำให้สังคมเกิดความเเตกเเยกหรือขัดเเย้งโดยระบุว่า อยากให้ทุกคนไม่ใช้โซเชียลมีเดียในทางที่ผิด ทุกภาคส่วนต้องให้ความรู้กับเยาวชน โดยเฉพาะครอบครัว และสถานศึกษา เราต้องร่วมมือกัน ในการสร้างความเข้าใจ ทั้งนี้ ทางกระทรวงดิจิทัลก็จะใช้อำนาจหน้าที่ที่มีในการปิดกั้นเพจ เว็ปไซด์หรือข้อความที่ผิดกฎหมายให้เร็วที่สุด เพื่อไม่ให้สังคมเกิดความขัดเเย้ง                 พล.ต.ต. ศารุติ แขวงโสภา ผู้บังคับการปราบปราม การกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ผบก.ปอท.) กล่าวว่า ได้มีการทำงานร่วมกับกระทรวงดิจิทัลฯ โดยตลอด ในการประสานงานกับผู้ให้บริการแพลตฟอร์มต่างๆ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นต่างชาติ เพื่อให้เข้าใจบริบทของความเป็นไทยมากขึ้น โดยจะใช้แนวทางในเรื่องศีลธรรมอันดีของประชาชน ของแนวปฏิบัติการใช้สื่อสังคมออนไลน์เข้ามาช่วยในการปิดกั้น   **********************

               นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ย้ำกับสำนักข่าวกรองแห่งชาติและเครือข่ายการข่าวทั่วประเทศว่า PDPA มุ่งคุ้มครองสิทธิในข้อมูลส่วนบุคคลของคนไทยทั้งประเทศ ทั้งเบอร์โทรศัพท์ ที่อยู่ ประวัติ เป็นต้น ขอให้ผู้เข้าร่วมอบรมช่วยชี้แจง พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 (PDPA)  ที่เริ่มบังคับใช้ 1 มิ.ย. 65 ให้ประชาชนเข้าใจว่า ยังใช้ชีวิตเหมือนปกติ ถ่ายรูป โพสต์รูป ติดคนอื่นได้ ไม่ต้องกังวล ตราบใดที่ไม่ไปสร้างความเสียหาย หรือ เอารูปคนอื่นไปหาผลประโยชน์                  ในวันที่ 14 มิ.ย. นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ได้กล่าวเปิดงานอบรม “PDPA ข้อกฎหมายและแนวปฏิบัติสำหรับสำนักข่าวกรองแห่งชาติและเครือข่ายความมั่นคง” โดยเป็นการร่วมจัดอบรม ระหว่างสำนักข่าวกรองแห่งชาติ และกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เพื่อมุ่งให้ความรู้ PDPA ตลอดจนแนวปฏิบัติ ที่ถูกต้อง                   นายชัยวุฒิกล่าวว่า สำนักข่าวกรองแห่งชาติ และเครือข่ายความมั่นคง มีบทบาทหน้าที่ตามกฎหมายในการดำเนินการทางการข่าวเพื่อความมั่นคงของรัฐ ซึ่งการดำเนินการนี้ ได้รับการยกเว้นจาก PDPA ตามมาตรา 4 (2) การดำเนินการของหน่วยงานรัฐที่มีหน้าที่ในการรักษาความมั่นคงของรัฐ ซึ่งรวมถึงความมั่นคงทางการคลังของรัฐ หรือการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของประชาชน อย่างไรก็ตาม หน่วยงานและผู้เกี่ยวข้อง ก็ต้องมีความระมัดระวังในการเก็บรักษาข้อมูลส่วนบุคคลของประชาชนที่ได้มา อย่าให้รั่วไหล หรือถูกนำไปใช้อย่างผิดกฎหมาย                     กฎหมายฉบับนี้ มีทั้งโทษทางแพ่ง โทษทางอาญา และโทษทางปกครอง มุ่งลงโทษอาชญากรและคนร้าย ซึ่งคิดว่า เป็นเรื่องที่สำคัญที่ทางผู้เข้าร่วมอบรมต้องรู้ ให้ครบถ้วน ถูกต้อง                      นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ รองปลัดกระทรวงดิจิทัลฯ ปฏิบัติหน้าที่เลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล กล่าวว่า การจัดอบรมในครั้งนี้ เป็นไปตามนโยบายของกระทรวงดิจิทัลฯ ที่ต้องการให้ PDPA เกิดประโยชน์กับประชาชน ในขณะเดียวกัน มุ่งให้ผู้ที่เกี่ยวข้องมีภาระในการปฏิบัติตามกฎหมายน้อยที่สุด สะท้อนการเริ่มบังคับใช้ในช่วงแรก ที่ไม่ควรเป็นภาระมากเกินไป เน้นการให้ความรู้และตักเตือน และการอบรมนี้ เป็นส่วนหนึ่งของการ สร้างความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้อง โดยกระทรวงดิจิทัลฯ จัดร่วมกับสำนักข่าวกรองแห่งชาติ                         “ฝากผู้เข้าร่วมอบรม ช่วยชี้แจงเรื่อง PDPA กับประชาชนได้เข้าใจว่า ยังใช้ชีวิตเหมือนปกติ ถ่ายรูป โพสต์รูป ติดคนอื่นได้ ไม่ต้องกังวล ตราบใดที่ไม่ไปสร้างความเสียหาย หรือ เอารูปคนอื่นไปหาผลประโยชน์” รัฐมนตรีชัยวุฒิ กล่าว                        ข้อมูลเพิ่มเติม FB : PDPC Thailand หรือ โทร 1111   ***********************



        นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ย้ำอีกครั้ง PDPA มีเจตนา ไม่สร้างภาระ เอสเอ็มอี และวิสาหกิจชุมชน คณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลเห็นชอบและได้ส่ง กม. ลูก เพื่อรอลงประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว  มีทั้ง กม. ผ่อนปรน PDPA สำหรับ เอสเอ็มอี-วิสาหกิจชุมชน และรวมทั้งเรื่องผ่อนปรนโทษ คาดว่าประกาศมีผลบังคับใช้ต้นสัปดาห์หน้า               นายชัยวุฒิ กล่าวว่า พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 (PDPA)  ที่บังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มิ.ย.65 มีเจตจำนงชัดเจน ที่ต้องการให้ PDPA เกิดประโยชน์กับประชาชน ในขณะเดียวกัน มุ่งให้ผู้ที่เกี่ยวข้องมีภาระในการปฎิบัติตามกฎหมายน้อยที่สุด สะท้อนการเริ่มบังคับใช้ในช่วงแรก ที่ไม่ควรเป็นภาระมากเกินไป เน้นการให้ความรู้และตักเตือน จากการเร่งรัด ทราบว่า ขณะนี้ มี กม. ลูก 4 ฉบับ ที่ คณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ได้เห็นชอบในสัปดาห์ที่แล้ว และอยู่ระหว่างรอลงราชกิจจาประกาศบังคับใช้ คาดว่าจะลงราชกิจจาประกาศใช้ในต้นสัปดาห์หน้าโดยมีเรื่องการผ่อนปรน PDPA สำหรับ เอสเอ็มอี-วิสาหกิจชุมชน และเรื่องการผ่อนปรนโทษที่เน้นการตักเตือนด้วย                สำหรับ (ร่าง) ประกาศชุดแรกที่ปิดรับฟังความคิดเห็นเรียบร้อยแล้ว คณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลได้เห็นชอบและระหว่างรอการประกาศใช้เป็นกฎหมายลูก ได้แก่  ได้แก่ 1.(ร่าง) ประกาศคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล เรื่อง การยกเว้นการบันทึกรายการของผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลซึ่งเป็นกิจการขนาดเล็ก พ.ศ. ....   2.(ร่าง) ประกาศคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการในการจัดทำและเก็บรักษาบันทึกรายการของกิจกรรมการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลสำหรับผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. .... และ 3.(ร่าง) ประกาศคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล เรื่อง มาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ....4.(ร่าง) ประกาศหลักเกณฑ์มาตรการบังคับและพิจารณาลงโทษทางปกครอง พ.ศ. .....              นอกจากนี้ ยังมี กม.ลูกที่สำคัญอีก 4 ฉบับจะทยอย ประกาศ บังคับใช้ และคาดว่า จะสามารถดำเนินการเรื่องกม.ลูก ทั้งหมด 8 ฉบับดังกล่าวได้ภายในเดือน มิถุนายน นี้              สำหรับเรื่องบทลงโทษ ทั้งทางแพ่งและอาญาที่ผู้ประกอบการมีความกังวล ขอย้ำอีกครั้งว่า ในทางปฏิบัติ ถ้าผู้ประกอบการ มีการระวังข้อมูลลูกค้า พนักงานและประชาชน ไม่ให้รั่วไหล ไม่ให้ถูกนำไปใช้ในทางที่ผิด ก็ไม่ต้องกังวลในโทษต่างๆ ของ PDPA  ในเชิงนโยบายและแนวทางการดำเนินงานของ สำนักงานคุ้มครองข้อครองข้อมูลส่วนบุคคล มุ่งให้ผู้ที่เกี่ยวข้องมีภาระในการปฎิบัติตามกฎหมายน้อยที่สุด สะท้อนการเริ่มบังคับใช้ในช่วงแรก ที่ไม่ควรเป็นภาระมากเกินไป ผ่อนปรนโทษต่างๆ เน้นการให้ความรู้และตักเตือน              “ในขณะเดียวกัน ขอเตือนผู้คิดแสวงหาประโยชน์จาก PDPA ในการนำเรื่องไปฟ้องร้อง ก็ต้องระวังการถูกฟ้องกลับ เพราะ การตัดสินโทษทางแพ่งและอาญา เป็นกระบวนการของศาล เป็นไปตามการตัดสินและดุลพินิจของศาล ซึ่งมีการพิจารณาจากข้อเท็จจริงต่างๆ พยานหลักฐาน เจตนา” รัฐมนตรีชัยวุฒิ กล่าว   ______________

          ดีอีเอสจัดพิธีลงนามหนังสือแสดงเจตจำนงว่าด้วยความร่วมมือในสาขาเศรษฐกิจดิจิทัล และเทคโนโลยีดิจิทัลระหว่างกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งราชอาณาจักรไทย และกระทรวงดิจิทัล วัฒนธรรม สื่อ และการกีฬาของสหราชอาณาจักรบริเตนใหญ่และไอร์แลนด์เหนือ ผ่านสถานเอกอัครราชทูต สหราชอาณาจักรประจำประเทศไทยและเครือข่ายการค้าดิจิทัลในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ในรูปแบบเสมือนจริงผ่านระบบการประชุมทางไกล              เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2565 นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม(ดีอีเอส)  และนายคริส ฟิลล์ รัฐมนตรีว่าการเทคโนโลยีและเศรษฐกิจดิจิทัลของ สหราชอาณาจักร ได้ร่วมลงนามหนังสือแสดงเจตจำนงว่าด้วยความร่วมมือในสาขาเศรษฐกิจดิจิทัล และเทคโนโลยีดิจิทัล ระหว่างกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งราชอาณาจักรไทย และกระทรวงดิจิทัล วัฒนธรรม สื่อ และการกีฬาของสหราชอาณาจักรบริเตนใหญ่และไอร์แลนด์เหนือ โดยมีนายมาร์ก กุดดิง เอกอัครราชทูตสหราชอาณาจักรประจำประเทศไทย และนายพิษณุ สุวรรณะชฎ เอกอัครราชทูต ณ กรุงลอนดอน สหราชอาณาจักร ร่วมเป็นสักขีพยานพิธีลงนามในรูปแบบเสมือนจริงดังกล่าว               หนังสือแสดงเจตจำนงฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมให้เกิดความร่วมมืออันใกล้ชิดยิ่งขึ้นในด้านเศรษฐกิจดิจิทัล และเทคโนโลยีดิจิทัลระหว่างทั้งสองประเทศ รวมถึงการแลกเปลี่ยนข้อมูล บุคลากร และประสบการณ์ในสาขาต่าง ๆ ตามที่ทั้งสองฝ่ายเห็นประโยชน์ร่วมกัน อาทิ สตาร์ทอัพดิจิทัล การค้าดิจิทัลและพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์กฎระเบียบและมาตรฐานด้านการค้าดิจิทัล และการกำกับดูแลดิจิทัล ตามที่ได้ระบุไว้ภายใต้ร่างหนังสือแสดงเจตจำนงฉบับนี้                ในโอกาสนี้ นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ และนายคริส ฟิลล์ ได้กล่าวว่า จะมีการส่งเสริมความร่วมมือ และการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดยิ่งขึ้น เพื่อให้ผลลัพธ์ของบันทึกความเข้าใจฉบับนี้เกิดผลที่เป็นรูปธรรม ต่อไป   ________________    

ประกาศการขึ้นบัญชีและการยกเลิกบัญชีผู้ได้รับการคัดเลือกในตำแหน่งเจ้าพนักงานธุรการปฏิบัติงาน (15/06/65)

       “พลเอกประยุทธ์” เปิดงาน Thailand 5G Summit 2022 ด้าน “ชัยวุฒิ” รมว.ดีอีเอส ขานรับข้อสั่งการนายกฯ ต่อยอดโครงสร้างพื้นฐาน 5G ให้ทุกภาคส่วนเข้าถึงการใช้ประโยชน์ สร้างระบบนิเวศของอุตสาหกรรมดิจิทัล เพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันประเทศไทย ดึงดูดการลงทุน หนุนขึ้นผู้นำด้านเทคโนโลยี 5G ของภูมิภาค            วันนี้ (16 มิ.ย. 65) พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธีเปิดงานสัมมนาและนิทรรศการ “Thailand 5G Summit 2022” ภายใต้แนวคิด The 5G Leader in the Region โดยมีนายชัยวุฒิธนาคมานุสรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) นางสาวอัจฉรินทร์ พัฒนพันธ์ชัย ปลัดกระทรวงดิจิทัลฯ นายณัฐพล ณัฏฐสมบูรณ์ รองปลัดกระทรวงดิจิทัลฯ พร้อมด้วยคณะผู้บริหารกระทรวงฯ และหน่วยงานในสังกัดเข้าร่วม             โดยในงานนี้ นายภุชพงค์ โนดไธสง เลขาธิการคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ร่วมบรรยายในหัวข้อ การใช้ประโยชน์จากนโยบายระดับชาติและเครื่องมือให้ทุนของรัฐบาล เพื่อเร่งการพัฒนา 5G             สำหรับงานดังกล่าว จัดโดยกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) โดยสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (ดีป้า) พร้อมด้วยเครือข่ายพันธมิตรภาคเอกชน อาทิ บริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี่ (ประเทศไทย) จำกัด และGlobal System for Mobile Communications Association (GSMA) มีวัตถุประสงค์เพื่อผลักดัน 5G สู่โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลสำคัญของประเทศ ส่งเสริมการนำเทคโนโลยี 5G มาประยุกต์ใช้ขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคม และผลักดันให้เกิดเครือข่ายพันธมิตรเทคโนโลยี 5G (Thailand 5G Alliance) เพื่อนำไปสู่การเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจให้กับประเทศในอนาคต              พลเอก ประยุทธ์ กล่าวปาฐกถาพิเศษหัวข้อ The 5G Leader in the Region ว่า รัฐบาลมอบหมายให้ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) วางกรอบนโยบายการจัดทำแผนปฏิบัติการว่าด้วยการส่งเสริมการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยี 5G ของประเทศ เพื่อบริหารจัดการต่อยอดคามพร้อมโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคมที่รัฐบาลลงทุนไว้แล้ว ให้รองรับการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยี 5G อย่างต่อเนื่อง ประชาชนทุกกลุ่มสามารถเข้าถึงประโยชน์จากเทคโนโลยีดิจิทัล ควบคู่กับการส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม             อีกทั้งกระตุ้นให้เกิดการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการใหม่ ๆ บนโครงสร้างพื้นฐาน 5G ที่รัฐบาลจัดเตรียมไว้ให้ประชาชน และต่อยอดการใช้งาน รวมถึงการส่งเสริมการสร้างระบบนิเวศของอุตสาหกรรมดิจิทัลโดยใช้โครงสร้างพื้นฐานดังกล่าวให้เป็นรูปธรรมยิ่งขึ้น เพื่อการพัฒนาเทคโนโลยี 5G ไปสู่การต่อยอดเชิงพาณิชย์อย่างทั่วถึงและครอบคลุมทุกอุตสาหกรรม ยกระดับขีดความสามารถทางการแข่งขันให้กับประเทศ             “การขับเคลื่อนการประยุกต์ใช้ 5G จะตอบสนองต่อยุคแห่งการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล (Digital Transformation) สร้างโอกาสต่อยอดรายได้ และเกิดธุรกิจใหม่ๆ อีกมากมาย โดยหนึ่งในการใช้ประโยชน์สำคัญมองถึงระดับชุมชน ที่จะพัฒนาอี-คอมเมิร์ซชุมชน ให้ไปสู่การเป็นอี-มาร์เก็ตเพลสระดับประเทศในอนาคต ควบคู่กับการเชื่อมต่อโอกาสสร้างให้เกิดโลจิสติกส์ชุมชน” พลเอกประยุทธ์กล่าว              นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลฯ กล่าวว่า การขับเคลื่อนให้เกิดการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมดิจิทัล นับเป็นกลไกสำคัญในการกระตุ้นให้เกิดการใช้ประโยชน์ในภาคส่วนต่างๆ โดยมองว่าเทคโนโลยี 5G คือโครงสร้างพื้นฐานสำคัญที่จะถูกนำไปใช้พลิกโฉมเศรษฐกิจและสังคมของประเทศในอนาคตปัจจุบัน ประเทศไทยถือเป็นผู้นำด้านการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี 5G เชิงพาณิชย์และระดับองค์กร ทั้งในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และระดับโลก               อีกทั้ง ไทยยังเป็นผู้นำในการใช้บริการดิจิทัลหลายด้าน ได้แก่ สัดส่วนประชากรที่เข้าถึงอินเทอร์เน็ตสูงถึง77.8% คนไทยใช้อินเทอร์เน็ตสูงเป็นอันดับ 9 ของโลก เฉลี่ย 8.44 ชม./วัน ใช้บริการโมบาย แบงกิ้ง เป็นอันดับ 1 ของโลก มีการซื้อสินค้าผ่านมือถือและอุปกรณ์ไร้สาย (M-Commerce) อันดับ 2 ของโลก ขณะที่มียอดจดทะเบียนมือถือในไทยสูงถึง 120 เลขหมาย              “เทคโนโลยี 5G คือโครงสร้างพื้นฐานที่จะพลิกโฉมเศรษฐกิจของประเทศในอนาคต กระทรวงดิจิทัลฯ มุ่งหวังให้เกิดนิเวศอุตสาหกรรมดิจิทัลจากเทคโนโลยี 5G ส่งเสริมให้เกิดการประยุกต์ใช้ดิจิทัลต่อยอดธุรกิจให้กับผู้ประกอบการไทย โดยการสนับสนุนให้เกิดเครือข่ายพันธมิตรเทคโนโลยี 5G (Thailand 5G Alliance) จะเป็นกลไกขับเคลื่อนสำคัญเพิ่มการใช้ประโยชน์จาก 5G และเพิ่มจำนวนผู้ใช้งาน 5G จากปัจจุบันการใช้ประโยชน์หลักๆ จะอยู่ในกลุ่มอุตสาหกรรมการผลิต การแพทย์และสาธารณสุข และเมืองอัจฉริยะ (Smart Citites)” นายชัยวุฒิกล่าว              นอกจากนี้ ยังมองถึงโอกาสดึงดูดการลงทุนในอุตสาหกรรมและธุรกิจที่มีการใช้ประโยชน์จาก 5G โดยรัฐบาลเตรียมความพร้อมให้การสนับสนุนและกระตุ้นการลงทุนด้านนี้ไว้แล้ว ทั้งในแง่ของสิทธิประโยชน์ต่างๆ ในการส่งเสริมการลงทุนของ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) การจัดทำกฎหมายใหม่รองรับ และการแก้ไขกฎหมายในส่วนที่สร้างข้อจำกัด ได้แก่ การจัดทำ “บัญชีบริการดิจิทัล” เพื่อขึ้นทะเบียนบริการด้านดิจิทัลของ Digital Startup และผู้ประกอบการดิจิทัล (Digital Provider) ที่มีมาตรฐาน พร้อมผลักดันบัญชีบริการดิจิทัลเข้าสู่กระบวนการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ               อีกทั้ง ก่อนหน้านี้ ครม. ได้เห็นชอบหลักการมาตรการภาษีเพื่อส่งเสริมการระดมทุนในวิสาหกิจเริ่มต้น หรือStartup ให้สิทธิยกเว้นภาษีสำหรับการลงทุนใน Startup ไทยที่ประกอบอุตสาหกรรมเป้าหมาย โดยระยะเวลาการได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษี คือ ตั้งแต่วันถัดจากวันที่พระราชกฤษฎีกาประกาศในราชกิจจานุเบกษาจนถึงวันที่ 30 มิ.ย. 75 เพื่อช่วยสนับสนุนให้  Startup ไทยสามารถระดมทุนจากนักลงทุนได้เพิ่มขึ้น และง่ายขึ้น   ____________  

icon-sitemap    std-w1    std-w2    WCAG 2.0 (Level AA)
จำนวนผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์ Loading...


กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

เลขที่ 120 หมู่ 3 ชั้น 8-11 ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 (อาคาร ซี) ซอยแจ้งวัฒนะ 7 ถนนแจ้งวัฒนะ แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ 10210

facebook
instagram
twitter
youtube
rss
tiktok
threads
Icon Q&A
black ribbon.