Logo DE Ministry.
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
Ministry of Digital Economy and Society
Logo DE Ministry.
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
Ministry of Digital Economy and Society
ตัวช่วยเหลือในการเข้าถึงเว็บไซต์
ค้นหา

             วันนี้ (8 ธ.ค. 65) ดร.สุกันยาณี ยะวิญชาญ หัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) มอบรางวัลให้ทีมชนะเลิศ และรองชนะเลิศอันดับ 1 ในการแข่งขันโครงการ X Campus Ads Idea Contest 2022 ครั้งที่ 6 ในงาน The Winner Awards จัดโดย สมาคมผู้ใช้ดิจิทัลไทย ณ โรงแรมเดอะเบอร์เคลีย์ ประตูน้ำ   _________________

           วันนี้ (8 ธ.ค. 65) ศาสตราจารย์พิเศษวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม หารือร่วมกับ Mr. Tim Kelly หัวหน้าผู้เชี่ยวชาญการพัฒนาด้านดิจิทัล (Lead Digital Development Specialist) ของธนาคารโลก (World Bank) เพื่อพัฒนาเทคโนโลยีดิจิทัลในประเทศไทย ตลอดจนการเชื่อมโยงและแลกเปลี่ยนข้อมูลภาครัฐ กฎหมายการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล รวมถึงการจัดการข้อมูล              โดย ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ได้กล่าวถึงบทบาทและหน้าที่ของกระทรวงฯ รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการดำเนินงานเพื่อยกระดับการบริหารจัดการข้อมูลภาครัฐให้มีคุณภาพ นำไปสู่การเชื่อมโยงแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างหน่วยงาน เพื่อขับเคลื่อนการพัฒนารัฐบาลดิจิทัล ที่ผ่านมากระทรวงฯ ได้ดำเนินโครงการระบบคลาวด์กลางภาครัฐ (GDCC) และการจัดตั้งสถาบันส่งเสริมการวิเคราะห์และบริหารข้อมูลขนาดใหญ่ภาครัฐ (GBDi) รวมทั้งการให้ข้อมูลในภาพรวมของพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 ที่ประกาศบังคับใช้แล้ว และความร่วมมือระหว่างประเทศของไทยในกรอบอาเซียน ณ สำนักงาน ป.ย.ป. กรุงเทพฯ   _______________________  

      เนื่องจากวันที่ 9 ธันวาคม ของทุกปี เป็นวันต่อต้านคอร์รัปชันสากล (International Anti-Corruption Day) ศ.พิเศษ วิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) พร้อมด้วยผู้บริหาร และเจ้าหน้าที่ของสำนักงานปลัดกระทรวงฯ แสดงเจตนารมณ์และรวมพลังในการต่อต้านการทุจริตและคอร์รัปชัน เพื่อเป็นการแสดงพลังในการต่อต้านการทุจริต มุ่งมั่นที่จะขับเคลื่อนประเทศไทยให้โปร่งใส ส่งเสริมคุณธรรมในการปฏิบัติงาน พร้อมแสดงสัญลักษณ์ในการต่อต้านการทุจริต คอร์รัปชันทุกรูปแบบ ณ สำนักงานปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม   _______________________

         พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี สั่งการให้นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) จัดประชุม การแก้ไขปัญหาฉ้อโกงออนไลน์ ในวันนี้ 9 ธ.ค. 65 โดยมีผู้เข้าร่วมประชุมได้แก่ ศาสตราจารย์พิเศษวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม พลตำรวจเอกดำรงค์ศักดิ์ กิตติประภัสร์  ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ  ผู้แทนธนาคารแห่งประเทศไทย ผู้แทนสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ ผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ ผู้แทนกรมสอบสวนคดีพิเศษ ผู้แทนสมาคมธนาคารไทย รวมทั้งผู้แทนกระทรวงการคลัง              ที่ประชุมได้สรุปผลของการปฎิบัติงานและสถิติการดำเนินคดีทางอาชญากรรมออนไลน์ที่สำคัญ ในปี 2565 ถึงเดือนพฤศจิกายนนี้ ประกอบด้วย 1. การปิดกั้นข้อความ SMS/โทรหลอกลวง จำนวน 94,043 หมายเลข และดำเนินคดีแก๊งค์ Call center 46 คดีจับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับ จำนวน 60 ราย  2. การอายัดบัญชีม้าจำนวน 47,245 บัญชี และปิดกลุ่มโซเชี่ยลมีเดียซื้อขายบัญชีม้า จำนวน 8 กลุ่ม  3. การดำเนินคดีหลอกลวงลงทุน - ระดมทุน ออนไลน์และหลอกลวงทางการเงิน จำนวน 562 คดี จับกุมผู้ต้องหาจำนวน 578 ราย 4. การปราบพนันออนไลน์ โดยดำเนินคดี 287 คดี มีผู้ต้องหาจำนวน 430 ราย และปิดกั้นเว็บไซต์พนันจำนวน 1,691 เว็บไซต์ 5. การดำเนินคดีหลอกลวงซื้อขายสินค้าบริการออนไลน์ จำนวน 246 คดี และจับกุมผู้ต้องหาจำนวน 253 ราย               ในวันนี้ ที่ประชุมได้มีพิจารณากรณี ที่ลูกค้าที่ใช้บริการ ShopeePay Wallet สูญเงินจากบัญชีโดยที่ลูกค้าไม่ได้เป็นผู้ทำรายการ ซึ่งตำรวจไซเบอร์อยู่ระหว่างการสืบสวนหาข้อเท็จจริง อย่างไรก็ตาม ฝากเตือนให้ประชาชนระวังการได้รับ SMS หรือข้อความต่างๆ ซึงอาจทำให้หลงเชื่อว่ามาจากผู้ให้บริการนั้นๆผ่านทางโทรศัพท์มือถือ เช่น อาจหลอกโดยการแจ้งว่า account มีปัญหาหรือบัญชีถูกระงับ มีการโอนเงินแปลกๆ พร้อมกับมีการส่งลิงก์ให้กดเพื่อทำการแก้ปัญหาตามที่อ้าง และพบว่าคนร้ายอาจติดต่อลูกค้าให้เพิ่มเพื่อนทาง Line โดยใช้โลโก้ของบริการนั้นๆ และขอรหัสผ่าน รหัสบัญชี ทั้งนี้ผู้ใช้งาน ควรพิจารณา การติดต่อต่างๆ จะต้องติดต่อผ่านทางแอปของการบริการนั้นๆ  เท่านั้น ไม่ควรติดต่อผ่านช่องทางอื่น                และที่ประชุมได้ติดตามความก้าวหน้าตามแนวทางมาตรการเร่งด่วนแก้ไขปัญหาการฉ้อโกงทางออนไลน์โดยมีผลการดำเนินงานที่สำคัญ มีเป้าหมายแล้วเสร็จใน 30 วัน ได้แก่  1. กระทรวงดิจิทัลฯ จัดทำร่าง พ.ร.ก. มาตรการป้องกันและปราบปรามการหลอกลวงทางออนไลน์ พ.ศ. .... ขณะนี้ อยู่ระหว่างนำเสนอเรื่องต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณา โดยมีบทลงโทษการซื้อขายบัญชีม้า (หรือบัญชีธนาคารที่คนร้ายซื้อมาเพื่อใช้รับโอนเงินของเหยื่อ) การโฆษณาซื้อขายบัญชีม้า การทำให้ธนาคารสามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกัน สำหรับของพฤติกรรมที่ต้องสงสัยและสามารถระงับพฤติกรรมดังกล่าวได้ เพื่อป้องกันความเสียหายแก่ประชาชนตัดวงจรอาชญากรรมฉ้อโกงออนไลน์ก่อนกระทบในวงกว้าง ซึ่งในการจัดทำ พ.ร.ก. ได้ดำเนินการร่วมกับทุกหน่วยงาน ปปง. สตช. ธปท. สมาคมธนาคารไทย  กสทช.    2. กระทรวงดิจิทัลฯ ร่วมกับธนาคารกรุงไทย ยกระดับการแจ้งเตือนภัยออนไลน์ผ่านแอพลิเคชั่นเป๋าตัง โดยกระทรวงดิจิทัลได้ลงนามความร่วมกับกับธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) เมื่อวันที่ 8 ธ.ค. 65 ประชาชนสามารถรับทราบรูปแบบการฉ้อโกงทางออนไลน์ในรูปแบบต่างๆ เพื่อไม่ตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพ ผ่านแอปเป๋าตัง ซึ่งมีผู้ใช้งานกว่า 40 ล้านคนทั่วประเทศ 3. ธนาคารแห่งประเทศไทย  ออกแนวนโยบายเพิ่มเติม กำหนดให้ธนาคารมีการตรวจสอบชื่อเจ้าของเบอร์โทรศัพท์และชื่อบัญชีเงินฝากให้ตรงกัน รวมทั้งให้ mobile banking ใช้งานได้ 1 หมายเลขโทรศัพท์ ต่อ 1 อุปกรณ์  4. สมาคมธนาคารไทย ป้องกันการหลอกโอนเงินผ่าน Remote Control Application ของคนร้าย และมีการแจ้งเตือนลูกค้าผ่าน mobile banking อย่างต่อเนื่อง 5. ปปง. จัดการแก้ไขปัญหาการรับจ้างเปิดบัญชีม้า โดยแจ้งข้อมูลบัญชีม้าผ่านระบบให้ธนาคารจัดการในกรณีที่เป็นบัญชีผิดกฎหมาย และคาดว่าจะปิดบัญชีม้า ได้ 7,000 - 10,000 บัญชีใน 1 เดือน 6. สำนักงาน กสทช. ดำเนินการจัดการผู้ครอบครองซิมโทรศัพท์จำนวนมากและไม่ลงทะเบียนยืนยันตัวตนตามระบบหากไม่มายืนยันให้ถูกต้องจะถูกระงับการให้บริการ เพื่อป้องกันการนำ SIM ไปใช้ทำผิดกฎหมาย              นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลฯ กล่าวว่า “ปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ส่งผลกระทบต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนเป็นจำนวนมาก ต้องขอขอบคุณความร่วมมือจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็น ธนาคารแห่งประเทศไทย สมาคมธนาคารไทย สำนักงาน ปปง. ในการสร้างความเชื่อมั่นให้กับระบบ E-Banking / Mobile Banking การป้องกันการโอนเงินผ่าน Remote control Application ที่คนร้ายใช้ และ สำนักงาน กสทช. เร่งจัดการกับผู้ถือครอง Sim จำนวนมากและยังไม่ลงทะเบียนให้ถูกต้องตามกฎหมาย และสำนักงานตำรวจแห่งชาติที่ดำเนินคดีต่อผู้ทำความผิด”               บิ๊กป้อมย้ำ “รัฐบาลให้ความสำคัญและเร่งรัดการดำเนินการในทุกด้านเพื่อปกป้องประชาชนจากมิจฉาชีพและความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการแก้ไขกฎหมาย การสร้างความตระหนักรู้ การปราบปรามผู้กระทำความผิดเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการแก้ไขปัญหาให้กับประชาชน โดยวันนี้ ได้กำหนดเป้าหมายดำเนินการให้เห็นผลใน 30 วัน”   ______________



        กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) สรุปสถานการณ์ข่าวปลอมสัปดาห์ล่าสุด พบว่าข่าวปลอมกรมสรรพากรโทรศัพท์เรียกจ่ายหนี้ภาษีอากรค้างชำระมาอันดับหนึ่ง ขณะที่กระแสโควิด-19 สายพันธุ์โอมิครอนระบาดและทำให้การติดโควิด-19 ง่ายขึ้น ส่งผลมีข่าวปลอม 7 เรื่อง              นางสาวนพวรรณ หัวใจมั่น โฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมฝ่ายการเมือง (ดีอีเอส) กล่าวว่า สรุปผลการมอนิเตอร์ และรับแจ้งข่าวปลอมประจำสัปดาห์ ระหว่างวันที่ 2-8 ธันวาคม 2565 โดยศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมพบข้อความที่เข้ามาจำนวน 5,131,164 ข้อความ โดยมีข้อความที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ (Verify) ทั้งสิ้น 222 ข้อความ แบ่งเป็นข้อความที่มาจาก Social listening จำนวน 184 ข้อความ และข้อความที่มาจาก Line Official จำนวน 38 ข้อความ รวมเรื่องที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ 103 เรื่อง            ทั้งนี้ ดีอีเอสได้แบ่งข่าวปลอมที่ได้รับความสนใจ เป็น 4 กลุ่ม ประกอบด้วย         กลุ่มที่ 1 ข่าวปลอมเรื่องนโยบายรัฐบาล ข่าวสารทางราชการ ความสงบเรียบร้อยของสังคม ขัดศีลธรรมอันดีและความมั่นคงภายในประเทศจำนวน 49 เรื่อง กลุ่มที่ 2 ข่าวปลอมเรื่องผลิตภัณฑ์สุขภาพ วัตถุอันตราย เครื่องสำอาง รวมถึงสินค้าและบริการที่ผิดกฎหมาย จำนวน39 เรื่อง กลุ่มที่ 3  ข่าวปลอมเศรษฐกิจ จำนวน 11 เรื่อง กลุ่มที่ 4 ข่าวปลอมเรื่องภัยพิบัติ จำนวน 4 เรื่อง            สำหรับข่าวปลอมทั้ง 4 กลุ่มมีความเกี่ยวเนื่องกับเรื่องโควิค-19 จำนวน 7 เรื่อง นางสาวนพวรรณ กล่าวต่อว่า เมื่อพิจารณาจากข่าวปลอมที่ได้รับความสนใจสูงสุด 10 อันดับระหว่างวันที่ 2-8 ธันวาคม ดังนี้            อันดับที่ 1 เรื่อง กรมสรรพากรโทรศัพท์เรียกจ่ายหนี้ภาษีอากรค้างชำระ อันดับ 2 เรื่อง ห้ามสแกนจ่ายเงินค่าปรับ ผ่านใบสั่งเจ้าหน้าที่พนักงานเด็ดขาด อันดับที่ 3 เรื่อง คลื่นแผ่จากเสาส่งโทรศัพท์มือถือและคลื่น WiFi เป็นสาเหตุหลัก ๆ ของการก่อมะเร็ง อันดับที่ 4 เรื่อง 37 จังหวัด เตรียมรับมือพายุกระหน่ำไทย แรงที่สุดในปี 2565 ความแรง 160 km.hr อันดับที่ 5 เรื่อง กัญชาช่วยบรรเทาอาการลมชักเฉียบพลันได้ อันดับที่ 6 เรื่อง กรมการจัดหางานรับสมัครงานออนไลน์ และงานพาร์ทไทม์ ผ่านเพจ BLOODHUNTER อันดับที่ 7 เรื่อง ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเปิดรับนักลงทุนหน้าใหม่ อันดับที่ 8 เรื่อง รักษาโรคหวัด ด้วยการดื่มน้ำผสมเบคกิ้งโซดา อันดับที่ 9 เรื่อง เกาหลีเปิดรับแรงงานไทยทำไร่ส้ม อันดับที่ 10 เรื่อง เดินไขว้เท้าช่วยให้หัวใจแข็งเเรง           “ดีอีเอส ตระหนักถึงผลกระทบของข่าวปลอมที่มีผลกระทบกับชีวิตประจำวันของประชาชนอย่างมาก ขอให้ประชาชนอย่างหลงเชื่อข่าวปลอมที่มีการแพร่ระบาดในทุกช่องทางทั้งจากโชเชียลมีเดีย โทรศัพท์ และเอสเอ็มเอสหากท่านได้รับการแจ้งข้อมูลที่ผิดปรกติ ผ่านโชเชียลมีเดีย เอสเอ็มเอส หรือทางโทรศัพท์ เพื่อป้องกันความเสียหายที่จะเกิดขึ้น ท่านสามารถติดตามและแจ้งเบาะแสข่าวปลอม ได้ผ่านช่องทางต่างๆ ของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ดังนี้ ไลน์@antifakenewscenter เว็บไซต์ https://www.antifakenewscenter.com/ ทวิตเตอร์https://twitter.com/AFNCThailand และช่องทางโทรศัพท์โทรสายด่วน GCC 1111 ต่อ 87 ” นางสาว นพวรรณกล่าว   __________________

        นางสาวนพวรรณ หัวใจมั่น โฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมฝ่ายการเมือง (ดีอีเอส) กล่าวว่า  ตามที่มีการโพสต์และแชร์ข้อความในสื่อต่าง ๆ เกี่ยวกับประเด็นเรื่องมีการโพสต์ขายธนบัตรปลอมบนสื่อออนไลน์ ทางศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมได้ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงโดยธนาคารแห่งประเทศไทย กระทรวงการคลัง พบว่าประเด็นดังกล่าวนั้น เป็นข้อมูลเท็จ  ทางธนาคารแห่งประเทศไทย กระทรวงการคลัง ได้ชี้แจงว่าเพจในข่าวเป็นเพจหลอกลวงผู้ซื้อให้โอนเงิน  ซึ่งไม่ได้ขายธนบัตรปลอมจริง และบัญชีธนาคารที่เพจใช้ให้ลูกค้าโอนเงิน เป็นบัญชีที่ถูกร้องเรียนว่าใช้ในการหลอกลวง ประชาชนควรระมัดระวังเพื่อไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพ   โดยเพจต่างๆที่โพสต์ขายธนบัตรปลอม ทางกระทรวงดิจิทัลฯ ได้ประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการปิดเพจ              สำหรับผู้เกี่ยวข้องกับการซื้อ - ขายธนบัตรปลอม หรือการเปิดเพจขายธนบัตรปลอมจะมีความผิดตามกฎหมายอาญา โดยผู้ทำธนบัตรปลอมต้องระวางโทษจำคุกตลอดชีวิต หรือจำคุกตั้งแต่สิบปีถึงยี่สิบปี และปรับตั้งแต่สองแสนบาทถึงสี่แสนบาท ส่วนผู้ที่ใช้โดยรู้ว่าเป็นธนบัตรปลอมต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงสิบห้าปี และปรับตั้งแต่สองหมื่นบาทถึงสามแสนบาท                    ขอประชาชนโปรดระมัดระวังการซื้อขายผ่านทางช่องทางสื่อออนไลน์ต่างๆ ควรตรวจสอบแหล่งที่มาของร้านก่อนซื้อ-ขาย  หากประชาชนได้รับความเสียหายจากการซื้อ-ขายออนไลน์  เพจหลอกลวงต่างๆ  สามารถแจ้งมาได้ที่สายด่วนของกระทรวงดิจิทัลโทร ศูนย์ช่วยเหลือและจัดการปัญหาออนไลน์ 1212   (https://1212etda.com/) และสามารถแจ้งความออนไลน์ได้ตลอด 24 ชั่วโมง  ผ่านเว็บไซต์ https://thaipoliceonline.com   ___________________

       วันนี้ (13 ธ.ค. 65) นายณัฐพล ณัฏฐสมบูรณ์ รองปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) ในฐานะหัวหน้าคณะผู้แทนไทย กล่าวในพิธีเปิดการประชุมคณะกรรมการจัดการ สมัยที่ 46 ขององค์การโทรคมนาคมแห่งเอเชียและแปซิฟิก (APT) ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 13 – 16 ธันวาคม 2565 ในรูปแบบไฮบริด เพื่อพิจารณาโครงการและกิจกรรมของ APT และรายงานผลการดำเนินงานในปีที่ผ่านมา โดยมีผู้เข้าร่วมการประชุมทั้งในรูปแบบปกติและการประชุมทางไกล จำนวน 194 คน จากประเทศสมาชิก 30 ประเทศ ทั้งนี้ประเทศไทยในฐานะประเทศสมาชิกที่ร่วมก่อตั้งAPT พร้อมสนับสนุนความร่วมมือและกิจกรรมของ APT อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เกิดการพัฒนาศักยภาพด้านโทรคมนาคมและเทคโนโลยีสารสนเทศในภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก ณ โรงแรมอมารี วอเตอร์เกท กรุงเทพฯ   _________________



         วันนี้ (15 ธันวาคม 2565)  นายชัยวุฒิ  ธนาคมานุสรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) พร้อมด้วย ศ.พิเศษ วิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) และผู้บริหารตรวจเยี่ยมและมอบนโยบายในการจัดทำคำของบประมาณรายจ่าย ประจำปี 2567 สำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สดช.) โดยมี นายภุชพงค์ โนดไธสง เลขาธิการคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ผู้บริหาร และเจ้าหน้าที่ ให้การต้อนรับ   __________________

(วันนี้) 15 ธ.ค.65 - นางสาวกรรวี สิทธิชีวภาค ผู้ตรวจราชการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ร่วมมอบรางวัลชนะเลิศ และรองชนะเลิศอันดับ 1 ให้แก่ผู้เข้าแข่งขันในโครงการ U Power Digital Leda Challenge Season 6 ในงาน The Winner Awards ซึ่งจัดโดยสมาคมผู้ใช้ดิจิทัลไทย (DUGA) ณ โรงแรมเบอร์เคลีย์ ประตูน้ำ กรุงเทพฯ    _________________

          เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจ และสังคม พร้อมด้วย พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล รอง ผบ.ตร ,พล.ต.ท.วรวัฒน์ วัฒน์นครบัญชา ผบช.สอท. และคณะทำงาน ร่วมกันแถลงข่าวผลการปิดล้อมตรวจค้น 6 จุดเป้าหมาย โดยมีจุดเชื่อมต่อชายแดน 1 จุด ในจังหวัดสระแก้วและจังหวัดจันทบุรี ตามยุทธการ SHUT DOWN กวาดล้างจับกุมบัญชีม้าทั่วประเทศ              โดยนายชัยวุฒิ กล่าวว่า ขอชื่นชมสำนักงานตำรวจแห่งชาติที่เอาจริงเอาจังในการปราบปรามผู้กระทำความผิดอย่างเต็มที่ ซึ่งสามารถจับกุมได้ทั้งบัญชีม้า และผู้ที่เกี่ยวข้องกับการใช้อินเทอร์เน็ต ตลอดจนผู้ที่ลักลอบนำสัญญาณไปขายให้ประเทศเพื่อนบ้าน รวมถึงขบวนการที่หลอกลวงทั้งหมด ซึ่งจับกุมและดำเนินคดีไปได้จำนวนมาก ต่อไปถ้ามีการป้องกันการใช้งานซิมโทรศัพท์มือถือ สายอินเทอร์เน็ตที่ข้ามไปประเทศเพื่อนบ้าน ไม่ถูกต้อง อาชญากรรมเหล่านี้จะหมดไป              ทั้งนี้ ในกรณีมีเจ้าหน้าที่บางคนอำนวยความสะดวกหรือสนับสนุนผู้กระทำผิด เพื่อหวังผลตอบแทน ถ้าในส่วนบริษัทโทรคมนาคมแห่งชาติ หากมีเจ้าหน้าที่ลักลอบนำสัญญาณอินเทอร์เน็ตไปขายให้กับประเทศเพื่อนบ้านนั้นมีความผิด ถือเป็นการทุจริตตามกฎหมาย ซึ่งจะส่งเรื่องให้เจ้าหน้าที่ตำรวจรวบรวมพยานหลักฐานและหาข้อเท็จจริงก่อนจะส่งเรื่องให้เจ้าหน้าที่ตำรวจดำเนินคดีต่อไป              ด้าน พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล รอง ผบ.ตร กล่าวว่า สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 27 เม.ย. ที่ผ่านมามีผู้เสียหายมาแจ้งความร้องทุกข์ ถูกกลุ่มคนร้ายชักชวนหลอกให้ลงทุน โดยพฤติการณ์กลุ่มคนร้ายได้เปิดเว็บไซด์ชื่อ AMATA ชักชวนให้ลงทุน โดยมีการเสนอผลตอบแทนในจำนวนที่สูงกว่าที่สถาบันการเงินทั่วไปให้ได้ ผู้เสียหายหลงเชื่อและได้นำเงินลงทุน ต่อมาเมื่อครบกำหนดกลับไม่ได้ผลตอบแทนตามที่ตกลง ผู้เสียหายพยายามขอเงินคืน แต่กลับให้นำเงินมาลงทุนเพิ่มเติมอีก ส่งผลให้เกิดความเสียหาย จำนวน 257,115.16 บาท จึงได้แจ้งความร้องทุกผ่าน www.thaipoliceonline.com ซึ่งต่อมาชุดสืบสวนตรวจสอบพบมีความเกี่ยวข้องเชื่อมโยงกับเครือข่ายอินเตอร์เน็ตของบริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (NT) โดยมีนายมโนรม สม ( MR.MONOROM SOM ) ชาวกัมพูชา เป็นผู้ยื่นคำขอใช้บริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงสำหรับองค์กร จากการตรวจสอบพบมีค่าบริการรายเดือนกว่า 200,000 บาท เป็นการขอใช้บริการภายในประเทศ แต่เมื่อลงพื้นที่ตรวจสอบกลับไม่พบจุดติดตั้งอินเตอร์เน็ตภายในประเทศดังกล่าวแต่อย่างใด จึงตรวจสอบทางเทคนิคพบว่ามีการเชื่อมต่อสัญญาณอินเตอร์เน็ตข้ามไปฝั่งประเทศกัมพูชา สอดคล้องกับข้อมูลของ บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด ไม่พบว่ามีสัญญาให้ใช้บริการระหว่างประเทศ ซึ่งเชื่อว่ามีการลักลอบนำสัญญาณอินเตอร์เน็ตจากประเทศไทยเข้าไปใช้ในกัมพูชา               อย่างไรก็ตามปฏิบัติการดังกล่าวจะนำไปสู่การตัดวงจรขบวนการคอลเซ็นเตอร์ให้ได้มากที่สุด โดยเน้นในเรื่องของการตัดวงจร ซิม-สาย-เสา ซึ่งในส่วนของซิม มีการปฏิบัติการปิดล้อมตรวจค้นกวาดล้างโดยตรวจยึดซิมโทรศัพท์มากกว่า 2 แสนเบอร์ ส่งผลให้สถานการณ์ลดลงไปกว่าร้อยละ 25 แต่สิ่งที่ต้องทำต่อไปคือเรื่องของสายและเสา ซึ่งหากสามารถตัดสัญญาณที่มีการลักลอบลงก็จะทำให้สถานการณ์คลี่คลายลง เพราะขบวนการดังกล่าวทำมานานกว่า 12 ปี อีกทั้งมีเจ้าหน้าที่รัฐเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องโดยขั้นตอนต่อไปทางบช.สอท. ร้องทุกข์ต่อบก.ปปป. ให้ดำเนินการ หากพบว่ามีเจ้าหน้าที่รัฐเข้าไปเกี่ยวข้องจะต้องดำเนินการตามมาตรา 157 ต่อไป และหากพบว่าใครมีส่วนรู้เห็นต่อการกระทำความผิด เป็นตัวการในการสนับสนุนก็จะต้องดำเนินการตามม.83 อีกด้วย   *********************

               วันนี้ (16 ธ.ค. 2565) - ศ. พิเศษวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม นำแจกันดอกไม้ ทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวาย รวมทั้งลงนามถวายพระพรเบื้องหน้าพระฉายาลักษณ์ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ขอให้ทรงหายจากพระอาการประชวรโดยเร็ว ณ ชั้น 1 อาคารภูมิสิริมังคลานุสรณ์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย   ***************************

icon-sitemap    std-w1    std-w2    WCAG 2.0 (Level AA)
จำนวนผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์ Loading...


กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

เลขที่ 120 หมู่ 3 ชั้น 8-11 ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 (อาคาร ซี) ซอยแจ้งวัฒนะ 7 ถนนแจ้งวัฒนะ แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ 10210

facebook
instagram
twitter
youtube
rss
tiktok
threads
Icon Q&A
black ribbon.