Logo DE Ministry.
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
Ministry of Digital Economy and Society
Logo DE Ministry.
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
Ministry of Digital Economy and Society
ตัวช่วยเหลือในการเข้าถึงเว็บไซต์
ค้นหา

วันที่ 14 มีนาคม 2567 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ให้การต้อนรับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์สหรัฐอเมริกา (นางจีนา เอ็ม. เรมอนโด) พร้อมนำคณะสภาผู้ส่งออกแห่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ (President’s Export Council: PEC) ซึ่งเป็นประธานบริษัทและองค์กรชั้นนำชั้นนำภาคธุรกิจและการศึกษาของสหรัฐฯ ในฐานะที่ปรึกษาด้านการลงทุนระหว่างประเทศ โดยมีนาย Mark Ein ประธานบริษัท Kastle Systems เป็นประธาน PEC โดยที่ประชุมได้ร่วมแลกเปลี่ยนนโยบายด้านเศรษฐกิจดิจิทัล การแลกเปลี่ยนความรู้ความเชี่ยวชาญ และแนวปฏิบัติที่ดี ความร่วมมือด้านความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางดิจิทัล Data Center การค้าการลงทุนในอุตสาหกรรมดิจิทัล การชำระเงินทางดิจิทัล และโอกาสความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนของไทยและสหรัฐอเมริกาที่จะผลักดันให้เป็นรูปธรรมในอนาคตภายหลังการหารือ ได้มีพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจระหว่างโรงพยาบาลรามาธิบดี และ United States Trade and Development Agency หรือ USTDA ว่าด้วยโครงการความร่วมมือ 6 Gigahertz Wi-Fi Pilot Project โดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์สหรัฐอเมริกา ศาสตราจารย์คลินิก นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ กิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ และ Mr. Kevin Toohers ตำแหน่ง Regional Manager for Southeast Asia and the Pacific, USTDA ร่วมเป็นสักขีพยาน พร้อมด้วย นายสุทธิเกียรติ วีระกิจพานิช ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลฯ และ นายณัฐพล ณัฏฐสมบูรณ์ รองปลัดกระทรวงกระทรวงดิจิทัลฯ เข้าร่วมด้วย ณ อาคารภาณุรังสีไปรษณียาคาร เขตหลักสี่ กรุงเทพมหานคร -------------------------  

กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) สรุปข่าวปลอมรายสัปดาห์ที่ประชาชนให้ความสนใจสูงสุดขึ้นแท่นอันดับ 1 พบข่าวปลอมด้านสุขภาพ “มีติ่งเนื้อขึ้นบริเวณคอ แขน ข้อมือ เสี่ยงป่วยเป็นโรคอ้วน โรคเบาหวาน โรคหัวใจ และไขมันในเลือดสูง” รองลงมาเป็นข่าวปลอม “ผู้อื่นรู้ยอดเงินในธนาคารได้ หากรู้เบอร์มือถือที่ผูกพร้อมเพย์” เตือนประชาชนอย่าเสียรู้โจร รู้เท่าทัน ตรวจสอบข้อมูลให้รอบด้าน ก่อนหลงเชื่อ หรือแชร์ข้อมูล นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ รองปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ในฐานะโฆษกกระทรวงฯ ฝ่ายข้าราชการประจำ กล่าวถึงผลการมอนิเตอร์และรับแจ้งข่าวปลอมของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ระหว่างวันที่ 8 - 14 มีนาคม 2567 พบข้อความที่เข้ามาทั้งหมด 1,199,812 ข้อความ โดยมีข้อความที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ (Verify) ทั้งสิ้น 143 ข้อความ ทั้งนี้ช่องทางที่มีการพบเบาะแสมากที่สุด คือ ข้อความที่มาจาก Social Listening จำนวน 128 ข้อความ ตามมาด้วยการแจ้งเบาะแสผ่าน Line Official จำนวน 14 ข้อความ และแจ้งเบาะแสผ่าน Facebook จำนวน 1 ข้อความ รวมเรื่องที่ต้องดำเนินการตรวจสอบทั้งหมด 122 เรื่อง และจากการประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้รับผลการตรวจสอบกลับมาแล้ว 72 เรื่อง ทั้งนี้ ดีอี ได้แบ่งข่าวปลอมที่ได้รับความสนใจเป็น 4 กลุ่ม ประกอบด้วย กลุ่มที่ 1 : นโยบายรัฐบาล ข่าวสารทางราชการ ความสงบเรียบร้อยของสังคม ขัดศีลธรรมอันดี และความมั่นคงภายในประเทศ จำนวน 82 เรื่อง อาทิ เพจเฟซบุ๊ก Summer sup เปิดรับสมัครตัวแทน งานฝีมือ งานสร้างสรรค์ รับรองโดยกรมการจัดหางาน เป็นต้น กลุ่มที่ 2 : ผลิตภัณฑ์สุขภาพ วัตถุอันตราย เครื่องสำอาง รวมถึงสินค้าและบริการที่ผิดกฎหมาย จำนวน 26 เรื่อง อาทิ ธนาคาร SCB ส่งเครื่องชาร์จแบตให้ลูกค้า หากเสียบชาร์จจะถูกดูดเงินทันที เป็นต้น กลุ่มที่ 3 : ภัยพิบัติ จำนวน 5 เรื่อง กลุ่มที่ 4 : เศรษฐกิจ จำนวน 9 เรื่อง อาทิ ตลาดหลักทรัพย์ฯและก.ล.ต. ร่วมกับ CPALL เปิดให้มือใหม่ทำการเทรด 30 หน่วย ราคาเพียง 1,289 บาท ปันผลกำไร 7%-12% เป็นต้น เป็นเรื่องการหลอกลวงธุรกรรมทางการเงิน จำนวน 5 เรื่อง โดยข่าวที่ได้รับความสนใจจากประชาชน มากที่สุด 10 อันดับ ได้แก่ อันดับที่ 1 : เรื่อง มีติ่งเนื้อขึ้นบริเวณคอ แขน ข้อมือ เสี่ยงป่วยเป็นโรคอ้วน โรคเบาหวาน โรคหัวใจ และไขมันในเลือดสูง อันดับที่ 2 : เรื่อง ผู้อื่นรู้ยอดเงินในธนาคารได้ หากรู้เบอร์มือถือที่ผูกพร้อมเพย์ อันดับที่ 3 : เรื่อง ผู้สูงอายุรับเงิน 2 รอบ คนละ 1,300 บาท โอนทันที 8-13 มี.ค. 67 อันดับที่ 4 : เรื่อง ขัดฟันด้วยผงถ่านคาร์บอน ช่วยทำให้ฟันขาว อันดับที่ 5 : เรื่อง สัญลักษณ์ Green Industry บนสลากกินแบ่งรัฐบาล เป็นสัญลักษณ์ทางศาสนาอิสลาม อันดับที่ 6 : เรื่อง กรมขนส่งทางบกเปิดลงทะเบียนทำใบขับขี่ออนไลน์ ผ่านเพจ DLT Smart Queue ไม่ต้องเสียเวลาไปดำเนินการเอง อันดับที่ 7 : เรื่อง เติมน้ำมันพืชแทนน้ำมันดีเซล ช่วยให้รถยนต์ประหยัดน้ำมันมากขึ้น อันดับที่ 8 : เรื่อง หากขับรถต่ำกว่า 90 กม. แช่เลนขวา โดนแจ้งจับได้ อันดับที่ 9 : เรื่อง เพจเฟซบุ๊กสำนักงานการไฟฟ้า แนะนำขั้นตอนการขอคืนเงินประกันมิเตอร์ไฟฟ้า อันดับที่ 10 : เรื่อง แบงก์พันปลอมหมายเลขเดียวกันจากต่างประเทศระบาดเข้าไทย อย่างไรก็ตาม กระทรวงดีอี ขอให้ประชาชนตระหนักรู้เท่าทันข่าวปลอมที่ถูกแพร่กระจายบนสื่อออนไลน์/โซเชียล ซึ่งหากขาดความรู้เท่าทัน และมีการส่งต่อข้อมูลข่าวปลอมเหล่านี้ ก็จะทำให้ได้รับข้อมูลผิดๆ และส่งผลกระทบกับประชาชนที่หลงเชื่อข่าวปลอม ดังกล่าว โดยสามารถติดตามและแจ้งเบาะแสข่าวปลอม ผ่านช่องทางต่างๆ ของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมได้ที่ไลน์ @antifakenewscenterเว็บไซต์ https://www.antifakenewscenter.com/ทวิตเตอร์ https://twitter.com/AFNCThailandและช่องทางโทรศัพท์โทรสายด่วน GCC 1111 ต่อ 87 ตลอด 24 ชั่วโมง”

วันนี้ (18 มีนาคม 67) นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจ และสังคม เดินทางประชุม ครม.สัญจร ระหว่างวันที่ 18 - 19 มีนาคม 2567 ณ จังหวัดพะเยา ลงพื้นที่ตรวจราชการงานนำสายสื่อสารลงใต้ดิน เทศบาลนครเชียงราย อ.เมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จํากัด (มหาชน) พร้อมด้วย นายสุทธิเกียรติ วีระกิจพานิช ที่ปรึกษารัฐมนตรีฯ นายวัลลภ รุจิรากร เลขานุการรัฐมนตรีฯ นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ รองปลัดกระทรวงดีอี นางสาวชมภารี ชมภูรัตน์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงฯ นางสาวกรรวี สิทธิชีวภาค อธิบดีกรมอุตุอนิยมวิทยา ดร.ปิยนุช วุฒิสอน ผู้อำนวยการสำนักงาน สถิติแห่งขาติ และผู้บริหารที่เกี่ยวข้องนายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กล่าวว่า การนำ สายสื่อสารทุกประเภทลงใต้ดิน ในพื้นซึ่งเป็นตำแหน่งทางยุทธศาสตร์ของนโยบายสำคัญทางเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน และการท่องเที่ยวระดับสากลและเป็นระเบียงเศรษฐกิจพิเศษ ภาคเหนือ (Northern Economic Corridor: NEC - Creative LANNA) เพื่อพัฒนาเป็นฐานเศรษฐกิจสร้างสรรค์หลักของประเทศ รวมถึงการพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษชายแดนของจังหวัด ประกอบกับมีแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม และแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ จากความสำคัญดังกล่าว เทศบาลนครเชียงราย และเทศบาลตำบลแม่สาย จ.เชียงราย ให้ดูสวยงาม เป็นระเบียบเรียบร้อย ไม่มีสายไฟฟ้าหรือสายสื่อสารรกรุงรังบดบังทัศนียภาพของสถานที่ท่องเที่ยว และเพื่อความปลอดภัยแก่ประชาชน นักท่องเที่ยว รวมทั้งรองรับการพัฒนาเขตเมืองอัจฉริยะ (Smart City) ที่จะสร้างรายได้ให้แก่ภาครัฐจากการให้เช่าใช้ท่อร้อยสายหรือสายสื่อสารใต้ดินให้แก่ผู้ให้บริการรายอื่น ๆ อีกด้วยทั้งนี้ การนำสายสื่อสารทุกประเภทลงใต้ดิน ทำให้เกิดประโยชน์ต่อพื้นที่ ดังนี้1. ทำให้พื้นที่ของ เทศบาลนครเชียงราย อ.เมืองเชียงราย และ เทศบาลตำบลแม่สาย อ.แม่สาย หรือจุดท่องเที่ยวที่มีการนำสายสื่อสารลงใต้ดินมีทัศนียภาพและสิ่งแวดล้อมที่สวยงาม เพิ่มความปลอดภัยต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน     2. ระบบการสื่อสารและโทรคมนาคมมีประสิทธิภาพ และมีเสถียรภาพมากขึ้น เนื่องจากลดปัญหาผลกระทบที่เกิดจาก การพาดสายบนอากาศ เช่น การถูกสัตว์กัดแทะ การเกิดไฟไหม้3. สามารถรองรับการขยายตัวของอุตสาหกรรมโทรคมนาคมที่สูงขึ้นในอนาคตได้อย่างมีประสิทธิภาพ4. เพิ่มศักยภาพทางเศรษฐกิจสังคม และขีดความสามารถในการแข่งขันในการก้าวสู่การเป็นผู้นำการขับเคลื่อน และยกระดับการสื่อสาร และดิจิทัลให้กับประเทศ รองรับการพัฒนาเขตเมืองอัจฉริยะ (Smart City) และนโยบายไทยแลนด์ 4.05. สร้างรายได้ให้แก่ภาครัฐจากการให้เช่าท่อร้อยสาย และสายสื่อสารใต้ดิน …………………………………………………………

วันนี้ (18 มีนาคม 2567) นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (รมว.ดีอี) พร้อมด้วย นายสุทธิเกียรติ วีระกิจพานิช ที่ปรึกษารัฐมนตรีดีอี นายวัลลภ รุจิรากร เลขานุการรัฐมนตรีดีอี นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ รองปลัดกระทรวงดีอี นางสาวชมภารี ชมภูรัตน์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงดีอี นางสาวกรรวี สิทธิชีวภาค อธิบดีกรมอุตุอนิยมวิทยา ดร.ปิยนุช วุฒิสอน ผู้อำนวยการสำนักงานสถิติแห่งชาติ นายพรชัย หอมชื่น ผู้ช่วยผู้อำนวยการใหญ่ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล หรือ ดีป้า และผู้บริหารที่เกี่ยวข้อง ร่วมตรวจเยี่ยมผลการดําเนินโครงการระบบควบคุมความชื้นในโรงเรือนเห็ดอัจฉริยะ ของวิสาหกิจชุมชนสวนเห็ดกรรณิกา โดยการนำเทคโนโลยี IoT: Smart Farm มาประยุกต์ใช้ควบคุมความชื้น ให้ความชื้นด้วยระบบการให้น้ำแบบพ่นหมอก และเยี่ยมชมผลิตภัณฑ์ชุมชน สำหรับวิสาหกิจชุมชนสวนเห็ดกรรณิกา ผลิตดอกเห็ดในถุงพลาสติกหลายชนิด เช่น เห็ดนางฟ้า เห็ดนางรม เห็นโคนญี่ปุ่น ฯลฯ เดิมใช้แรงงานคนรดน้ำด้วยวิธีการเปิดปั๊มน้ำและพ่นละอองออกด้วยมินิสปริงเกอร์ โดยได้ทดลองใช้ตัวตั้งเวลา (Timer) แต่ก็ยังไม่สามารถตอบโจทย์ เนื่องจากความชื้นสัมพัทธ์ในแต่ละวันไม่เท่ากัน อีกทั้งกระบวนการและละอองน้ำที่ได้จากมินิสปริงเกอร์ไม่มีความสม่ำเสมอ ทําให้เห็ดที่โดนน้ำมากฉ่ำน้ำ ขณะที่เห็ดที่โดนน้ำน้อยกรอบแห้ง ผลผลิตจึงไม่สม่ำเสมอทั้งฟาร์ม ซึ่งวิสาหกิจชุมชนสวนเห็ดกรรณิกาได้รับการส่งเสริมและสนับสนุนการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี IoT: Smart Farm จาก ดีป้า โดยนำมาใช้กับโรงเรือนเพาะเห็ดทั้ง 7 โรงเรือน ผ่านการควบคุมโดยระบบชุดควบคุมอัจฉริยะสําหรับระบบพ่นหมอกในโรงเรือนเห็ด ทำให้เกิดผลสําเร็จของโครงการ ดังนี้1. ลดต้นทุนค่าแรงงานลงไม่น้อยกว่า 30% คิดเป็นจํานวนเงิน 46,537.50 บาทต่อปี (โดยประมาณ) 2. ลดการสูญเสียของก้อนเห็ด ประมาณ 5-7% ของจํานวนก้อนเห็นในโรงเรือน คิดเป็น 250 - 350 ก้อน (โดยประมาณ) 3. มีรายได้เพิ่มขึ้นกว่า 20% คิดเป็นเงิน 302,400 บาท (โดยประมาณ) 4. มีระบบ Smart Farm เห็ด 1 ระบบ บริหารจัดการ 7 โรงเรือน นายประเสริฐ กล่าวว่า กระทรวงดีอี โดย ดีป้า มุ่งส่งเสริมให้เกิดการต่อยอดการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อการพัฒนาด้านการเกษตร ทดแทนการทํางานรูปแบบเดิม การใช้เทคโนโลยีข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) เพื่อจัดการด้านเพาะปลูก โดยดําเนินการวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่ให้ออกมาเป็นแนวทาง หรือวิธีการต่าง ๆ ที่ช่วยเพิ่มผลผลิตและลดการสูญเสียของผลิตผล บูรณาการการปฏิบัติงานกับกรมอุตุนิยมวิทยาในการส่งเสริมเกษตรกรให้สามารถทราบผลการพยาการณ์อากาศล่วงหน้า ช่วยเตือนภัยธรรมชาติและรับทราบข้อมูลสภาพอากาศ รวมถึง ปริมาณน้ำฝนล่วงหน้าในพื้นที่ได้อย่างแม่นยํา เพื่อช่วยให้เกษตรกรสามารถบริหารจัดการทรัพยากร ตลอดจนวางแผนการเพาะปลูกได้อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล อีกทั้งต่อยอดกระบวนการและผลิตผลของชุมชนด้วยเอกลักษณ์ไทย กลายเป็นอีกหนึ่งซอฟต์พาวเวอร์ที่สามารถกระตุ้นภาคการท่องเที่ยวของประเทศได้ “จากการร่วมลงพื้นที่ในวันนี้ นอกจากจะได้เห็นถึงความสำเร็จของการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลผสมผสานเข้ากับภูมิปัญญาท้องถิ่นแล้วยังได้เห็นโอกาสของการต่อยอดสู่อุตสาหกรรมอื่น ๆ อาทิ อุตสาหกรรมอาหารด้วยมาตรฐานของผลิตผล รวมถึงกระบวนการการผลิตที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่จะสามารถนำมาเป็นจุดขายของชุมชน เปิดเมือง เปิดให้ทั้งชาวไทยเองและชาวต่างชาติได้เข้ามาเยี่ยมชม ท่องเที่ยว สร้างซอฟต์พาวเวอร์ด้านไลฟ์สไตล์แบบไทย ๆ และกลายเป็นแรงดึงดูด กระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศได้” รมว.ดีอี กล่าวเสริม

วานนี้ (18 มีนาคม 2567) ศาสตราจารย์พิเศษวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ร่วมด้วย นายเอกพงษ์ หริ่มเจริญ ผู้ตรวจราชการกระทรวงฯ นางสาวเอกอร คุณาเจริญ อัครราชทูต และพลอากาศตรี อมร ชมเชย เลขาธิการคณะกรรมการการรักษาความปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ พร้อมด้วยผู้แทนสำนักงาน กสทช. และสำนักงานปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ได้เข้าร่วมหารือทวิภาคี กับ H.E. Chenda Thong ประธานหน่วยงานกำกับดูแลกิจการโทรคมนาคมแห่งราชอาณาจักรกัมพูชา (Telecommunication Regulator of Cambodia หรือ TRC) และคณะ ณ กรุงพนมเปญ ราชอาณาจักรกัมพูชาศาสตราจารย์พิเศษวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงดีอี กล่าวว่า ในการประชุมครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาการหลอกลวงทางออนไลน์ โดยเป็นการยกระดับการดำเนินการเพื่อปราบปรามแก๊ง Call Center และ Online Scam ซึ่งเป็นปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ ซึ่งประเทศไทยมีบทบาทสำคัญในการยกระดับความร่วมมือและการดำเนินงานของอาเซียนในการจัดการและรับมือกับปัญหาการหลอกลวงผ่านสื่อออนไลน์ โดยจากการประชุมหารือทวิภาคี ไทยได้แลกเปลี่ยนแนวทางในการดำเนินงานร่วมกับกัมพูชา ซึ่งพบว่าหลายเรื่องมีแนวทางดำเนินการคล้ายกัน แต่มีข้อสังเกตว่ากัมพูชามีแนวทางในการปิดกั้น URL ที่เข้าข่ายหลอกลวง และการส่งข้อมูลให้ผู้ประกอบการโทรคมนาคมและ ISP ดำเนินการปิดกั้นที่มีประสิทธิภาพ โดยไม่ต้องมีหมายศาล ซึ่งแนวทางนี้ไทยสามารถนำกลับไปปรับใช้ได้เพื่อให้เกิดการปิดกั้นได้ทันที ลดความเสียหายที่จะเกิดขึ้นนอกจากนี้ ได้มีการหารือกับนายเชิดเกียรติ อัตถากร เอกอัครข้าราชทูต ณ กรุงพนมเปญ พบว่า ปัจจุบันคนไทยที่ข้ามมาทำงานในกัมพูชาจำนวนมาก อาจจะไม่ใช่เหยื่อ และอาจจะมีการทำความผิดอาญาในประเทศไทย แต่ยังไม่หลักฐานที่ชัดเจน สถานทูตไทยจึงได้มีการตกลงที่จะสนับสนุนงานด้านการบังคับใช้กฎหมาย การตรวจสอบข้อมูลเกี่ยวกับแก๊ง Call Center การหลอกลวงออนไลน์ โดยจะให้ข้อมูลคนไทยที่ข้ามมาทำงาน เพื่อให้มีการวิเคราะห์ ตรวจสอบในเชิงลึกที่จะสามารถเข้าถึงการใช้บัญชีม้า รวมถึงเป็นกลไกสำคัญที่จะใช้ในการติดตามการฟอกเงินเพื่อแก้ไขปัญหาต่อไปด้านประธาน TRC กล่าวว่า ปัญหาอาชญากรรมออนไลน์เป็นเรื่องที่รัฐบาลกัมพูชาให้ความสำคัญเพราะกัมพูชาประสบปัญหาเช่นเดียวกับไทย ที่ผ่านมาเกิดความเสียหายอย่างมาก และมีรูปแบบใหม่ ๆ เกิดขึ้นตลอดเวลา โดยกัมพูขาต้องการมีความร่วมมือกับไทยในการจัดการแก้ไขปัญหา พร้อมกันนี้ได้กล่าวชื่นชมการทำงานของไทยในการเสนอเรื่อง Anti Online Scam ในเวทีอาเซียน ทั้งนี้ กัมพูชาพร้อมจะให้ความร่วมมือกับไทยเกี่ยวกับปัญหาที่คนไทยข้ามแดนไปทำงานเป็นแก๊ง Call Center ปัญหาบัญชีม้า และในกรณีที่มีการจับและส่งตัวกลับหรือเป็นเรื่องละเอียดอ่อน มีชั้นความลับ หรืออาจกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เห็นควรให้ประสานงานกับสถานทูตไทยในกัมพูชา และเพื่อให้การดำเนินการในเรื่องนี้มีความชัดเจนมากยิ่งขึ้น ทั้งสองฝ่ายได้ตกลงร่วมกันให้มีแพลตฟอร์มในการติดต่อระหว่างกันอย่างไรก็ตาม ทั้งสองฝ่ายเห็นชอบร่วมกันในการขยายกรอบความร่วมมือเดิม โดยจัดทำความร่วมมือ (Memorandum of Understanding: MOU) ฉบับใหม่ เพื่อขยายขอบเขตของความร่วมมือ ที่จะทำให้ทั้งไทยและกัมพูชาสามารถทำหลาย ๆ เรื่องในการป้องกันภัยจากเทคโนโลยีได้เพิ่มมากขึ้น และเห็นชอบให้จัดตั้งคณะทำงานร่วมกัน นอกจากนี้ จากการหารือกัมพูชายินดีร่วมกันแก้ไขปัญหาสถานีสัญญาณโทรคมนาคม ผิดกฎหมายบริเวณชายแดน โดยสำนักงาน กสทช. จะประสานงานกับทาง TRC และในด้าน Cybersecurity สกมช. ยินดีสนับสนุนการยกร่างกฎหมาย Cybersecurity ของกัมพูชา และแลกเปลี่ยนประสบการณ์ ThaiCERT และ CamCERT ที่ดีระหว่างกัน   --------------------------------------------------

วันนี้ (19 มีนาคม 2567) ศาสตราจารย์พิเศษวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานการประชุม คณะทำงานนอาเซียนด้านการป้องกันปัญหาการหลอกลวงผ่านสื่อออนไลน์ ครั้งที่ 1 (The 1st ASEAN Working Group on Anti – Online Scams (WG – AS)) โดยมี นายเอกพงษ์ หริ่มเจริญ ผู้ตรวจราชการกระทรวงดิจิทัลฯ และพลอากาศตรี อมร ชมเชย เลขาธิการคณะกรรมการการรักษาความปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ เข้าร่วมประชุม ณ กรุงพนมเปญ ราชอาณาจักรกัมพูชาการประชุม WG – AS เป็นข้อเสนอของประเทศไทย เพื่อเป็นเวทีสำหรับประเทศสมาชิกอาเซียนในการประสานงานและร่วมมือกันในการเสริมสร้างศักยภาพ การฝึกอบรมและแลกเปลี่ยนข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการต่อสู้กับภัยหลอกลวงออนไลน์ ที่เกิดขึ้นกับทุกประเทศอาเซียนและเพิ่มมากขึ้นทั้งปริมาณของการหลอกลวง และมูลค่าความเสียหาย โดยจะเป็นการยกระดับให้เกิดการบูรณาการ และการหามาตรการการป้องกันปัญหาการหลอกลวงผ่านสื่อออนไลน์ในระดับภูมิภาคอาเซียน เพื่อบรรเทาความเสียหายแก่ประชาชนโอกาสนี้ ปลัดดีอี หรือ ศาสตราจารย์พิเศษวิศิษฏ์ ในฐานะประธานการประชุมฯ ได้ข้อสรุปที่สำคัญของการประชุม WG – AS ครั้งที่ 1  ประกอบด้วย การรวบรวมข้อมูลและการรายงานสถานะนโยบาย และการกำกับดูแลเกี่ยวกับการหลอกลวงออนไลน์ของแต่ละประเทศสมาชิกอาเซียน การจัดตั้งผู้ประสานงานหลักของแต่ละประเทศสมาชิกอาเซียนสำหรับติดต่อและประสานความร่วมมือ และแผนการดำเนินการของคณะทำงานดังกล่าว ได้แก่ การจัดประชุมหารือทางไกลเพื่อแลกเปลี่ยนความเห็น แนวทางกลไกสำหรับแลกเปลี่ยนข้อมูลและหลักฐานเกี่ยวกับการหลอกลวงผ่านสื่อออนไลน์ระหว่างประเทศสมาชิกอาเซียน เป็นต้น

               วันที่ 11 มีนาคม 2567 เวลา 13.00 น. นางสาวสุกันยาณี ยะวิญชาญ ผู้ตรวจราชการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เข้าร่วมการประชุมการตรวจราชการแบบบูรณาการของผู้ตรวจราชการ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 รอบที่ 1 ของผู้ตรวจราชการสำนักนายกรัฐมนตรี เขตตรวจราชการที่ 17 จังหวัดเพชรบูรณ์ ผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ โดยมี นางชื่นชีวัน ลิมป์ธีระกุล ผู้ตรวจราชการสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน รองผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบูรณ์ (นายสืบพงษ์ นิ่มพูลสวัสดิ์) หัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวง และหัวหน้าส่วนราชการที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม เพื่อตรวจราชการตามแผนการตรวจราชการแบบบูรณาการ 4 ประเด็น ได้แก่               ประเด็นที่ 1 การตรวจติดตามนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาล เรื่อง มาตรการพักชําระหนี้ให้กับลูกหนี้รายย่อยตามนโยบายรัฐบาล               ประเด็นที่ 2 การตรวจติดตามประเด็นนโยบายสำคัญของรัฐบาล                  2.1 ด้านการสร้างรายได้ การส่งเสริมและพัฒนาด้านการท่องเที่ยว                  2.2 ด้านการสร้างคุณภาพชีวิต การแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพื่อมุ่งสู่สังคมคาร์บอนต่ำ             ประเด็นที่ 3 การตรวจติดตามการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567             ประเด็นที่ 4 การแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน กรณีปัญหาหมอกควัน และฝุ่น PM2.5         โดยกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม มีการดำเนินงานในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการตรวจติดตามประเด็นนโยบายสำคัญของรัฐบาล ข้อ 2.1 ด้านการสร้างรายได้ การส่งเสริมและพัฒนาด้านการท่องเที่ยว ซึ่งผู้ตรวจราชการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (นางสาวสุกันยาณีฯ) ได้มีข้อเสนอแนะว่า “กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม โดย สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล หรือ ดีป้า ได้ดำเนินการส่งเสริมการนำเทคโนโลยีดิจิทัล โดยให้ผู้ประกอบการกิจการโรงแรมและร้านอาหาร นำระบบ Point of Sale (POS) ไปใช้ในการดำเนินธุรกิจ เพื่อปรับปรุงและเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของกิจการ ลดขั้นตอนการทำงานที่ซ้ำซ้อน เสริมสร้างความพึงพอใจของลูกค้าโดยจัดให้มีระบบสมาชิก ช่วยให้ผู้มารับบริการได้รับความสะดวกรวดเร็วในการใช้บริการ ดึงดูดให้นักท่องเที่ยวกลับมาใช้บริการซ้ำอีก ซึ่งจะช่วยให้เกิดการกระตุ้นการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของจังหวัดเพชรบูรณ์ ให้มีการสร้างนวัตกรรมทางเทคโนโลยี ยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันด้านการท่องเที่ยวด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลของผู้ประกอบการธุรกิจในจังหวัดเพชรบูรณ์อีกทางหนึ่งด้วย และยังมีข้อเสนอแนะเพิ่มเติมต่อการดำเนินการในพื้นที่ว่า ให้จังหวัดเพชรบูรณ์นำเทคโนโลยีดิจิทัล เข้ามาใช้ในการส่งเสริมและสนับสนุนในเรื่องของการท่องเที่ยวด้วย”          นอกจากนี้ ยังได้ประชาสัมพันธ์ให้ทราบว่า “กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ได้มีการดำเนินโครงการศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ (Anti Online Scam Operation Center : AOC) หรือ ศูนย์ AOC1441 เพื่อช่วยให้คำปรึกษาและแก้ปัญหาภัยออนไลน์ แบบ One Stop Service ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อลดปัญหาอาชญากรรมออนไลน์อย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งจะช่วยนักท่องเที่ยวที่ได้รับความเดือดร้อนจากการหลอกลวงออนไลน์ในการท่องเที่ยว เช่น เพจจองที่พักปลอมหลอกให้โอนเงิน ได้อย่างทันท่วงที”  

นางสาววงศ์อะเคื้อ บุญศล โฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมฝ่ายการเมือง (ดีอี) กล่าวว่า ระหว่าง วันที่ 11 - 15 มีนาคม 2567 ที่ผ่านมา Thai Police Online รับแจ้งคดีออนไลน์ทั้งหมด 4,565 เรื่อง มูลค่าความเสียหาย 568,744,075 บาท และจากการรายงานของศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ หรือ ศูนย์ AOC 1441 (Anti Online Scam Operation Center) มีประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการถูกหลอกลวงผ่านเครือข่ายออนไลน์ในหลายรูปแบบจำนวน 5 คดี ประกอบด้วย    คดีที่ 1 หลอกลวงซื้อขายสินค้าหรือบริการ ที่ไม่มีลักษณะเป็นขบวนการ มูลค่าความเสียหาย 14,000 บาท รายละเอียดคดี พบว่า ผู้เสียหายซื้อสินค้ารถจักรยานยนต์ ผ่านช่องทาง Facebook และได้โอนเงินดังกล่าวไป หลังจากนั้นผู้เสียหายไม่สามารถติดต่อร้านค้าได้อีก จึงเชื่อว่าตนเองถูกมิจฉาชีพหลอก   คดีที่ 2 หลอกลวงเกี่ยวกับสินทรัพย์ดิจิทัล มูลค่าความเสียหาย 17,476,000 บาท รายละเอียดคดี พบว่า ผู้เสียหายได้ถูกชักชวนให้โอนเงินลงทุนเทรดคริปโต อ้างผลตอบแทนกำไรสูง โดยให้โอนเงินลงทุนเรื่อย ๆ ตามคำแนะนำ แต่เมื่อต้องการถอนเงินไม่สามารถถอนเงินออกมาได้ ผู้เสียหายจึงเชื่อว่าตนเองถูกมิจฉาชีพหลอก   คดีที่ 3 หลอกลวงให้รักแล้วโอนเงิน (Romance Scam) มูลค่าความเสียหาย 1,583,400 บาท รายละเอียดคดี พบว่า ผู้เสียหายรู้จักพูดคุยกับมิจฉาชีพผ่านช่องทาง X ใช้ชื่อว่า "Honey" @Honey982XXX เปิดเผยสาธารณะ รูปภาพโพรไฟล์เพศหญิง รูปร่างดี สีผิวขาว ผมยาว (แต่ปิดบังใบหน้า) มีการโพสต์ข้อความเดือดร้อนเงินทางการศึกษาการ และเงินรายได้ครอบครัวไม่เพียงพอ ผู้เสียหายเกิดความสงสาร จึงได้โอนเงินไปให้ ภายหลังเชื่อว่าตนเองน่าจะถูกมิจฉาชีพหลอก   คดีที่ 4 หลอกลวงให้ติดตั้งโปรแกรมควบคุมระบบในเครื่องโทรศัพท์ มูลค่าความเสียหาย 1,025,203 บาทรายละเอียดคดี พบว่า มิจฉาชีพแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ จากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โทรศัพท์ติดต่อเข้ามาหาผู้เสียหาย แจ้งว่าเงินในบัญชีของผู้เสียหายได้มาโดยผิดกฎหมาย และมีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีฟอกเงิน เจ้าหน้าที่จำเป็นต้องตรวจสอบเส้นทางการเงิน โดยให้ผู้เสียหายโอนเงิน ให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบ และกรอกข้อมูลยืนยันจากลิงก์ที่ส่งมาให้ ผู้เสียหายหลงเชื่อจึงได้ โอนเงินและกรอกยืนยันข้อมูลดังกล่าวไป ภายหลังผู้เสียหายเช็คยอดเงินในบัญชีของตนพบว่า ได้ถูกโอนออกไปจากบัญชี จึงเชื่อว่าตนเองถูกมิจฉาชีพหลอก   และ คดีที่ 5 หลอกลวงเกี่ยวกับสินทรัพย์ดิจิทัล มูลค่าความเสียหาย 28,300,000 บาท รายละเอียดคดี พบว่า ผู้เสียหายได้รู้จักมิจฉาชีพผ่านแอปพลิเคชันทาง Line ชักชวนให้ร่วมลงทุนเทรดคริปโต อ้างผลตอบแทนกำไรสูง ผู้เสียหายหลงเชื่อได้โอนเงินไปตามที่มิจฉาชีพแนะนำ พอจะถอนเงินออกมาใช้ไม่สามารถอนได้ และมิจฉาชีพแจ้งผู้เสียหายว่า หากจะถอนเงินออกมาใช้ ให้โอนเงินไปเพื่อเป็นค่าปรับ แต่ผู้เสียหายไม่ได้โอนไป จึงเชื่อว่าตนเองถูกมิจฉาชีพหลอก   รวมมูลค่าความเสียหายที่เกิดขึ้นทั้ง 5 คดี 48,398,603 บาท    กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม มีความเป็นกังวล และขอให้ประชาชนระวังการหลอกลวงจากมิจฉาชีพที่ติดต่อเข้ามาผ่านโทรศัพท์ และสื่อสังคมออนไลน์ หากมั่นใจว่าปลายสายเป็นมิจฉาชีพ ให้วางสายทันที และแจ้งเบาะแสกับหน่วยงานที่ดูแล    “ดีอี ขอเตือนภัยให้ประชาชนระวังการหลอกลวงจากมิจฉาชีพที่ติดต่อเข้ามาในหลากหลายรูปแบบ ให้สังเกต และงดรับสายจากหมายเลขโทรศัพท์ที่ไม่คุ้นเคย รวมทั้งไม่พูดคุยกับคนแปลกหน้าหรือคนที่ไม่รู้จักที่เข้ามาทักทายและขอเป็นเพื่อนผ่านสื่อโซเชียลมีเดีย ขอให้ท่านอย่าไว้ใจหรือตระหนักเสมอถึงความปลอดภัยของตัวท่านเอง อย่าไว้ใจคนแปลกหน้า เพื่อป้องกันการถูกกลอกลวงจากมิจฉาชีพ ซึ่งอาจจะทำให้ท่านโอนเงินให้กับมิจฉาชีพจนหมดตัวได้ รวมทั้งช่วยกันแจ้งเตือน และกดรายงานเพจปลอม หรือแจ้งเบาะแสกับหน่วยงานที่ดูแลรับผิดชอบด้วย” นางสาววงศ์อะเคื้อ กล่าว   ทั้งนี้ หากประชาชนถูกมิจฉาชีพหลอกโอนเงิน สามารถระงับบัญชีคนร้ายและขอคำปรึกษาคดีภัยออนไลน์ ได้ที่ สายด่วน AOC 1441  ------------------------------------  

  วันนี้ (20 มีนาคม 2567) นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ รองปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจสังคม ร่วมเป็นสักขีพยานและขึ้นกล่าวปาฐกถาพิเศษ ร่วมกับผู้แทนจากสถานเอกอัครราชทูตจีน ประจำประเทศไทย และผู้บริหารของบริษัท Digital China Group ภายในงาน “Data & Cloud Innovation – Digital China Bangkok Summit” กระทรวงดีอี โดย depa โดย ผศ.ดร..ณัฐพล นิมมานพัชรินทร์ ผู้อำนวยการใหญ่ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล และ Mr. Chen Zhenkun ผู้แทนจาก Digital China Group พันธมิตรจากประเทศจีน ร่วมลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือการพัฒนาเศรษฐกิจและนวัตกรรมดิจิทัล โดยมี Mr. Guo Wei, Chaiman of Digital China Group ร่วมเป็นสักขีพยานณ โรงแรม Pullman Bangkok King Power กรุงเทพฯ   โดยในงาน รองปลัดกระทรวงดีอี หรือ นายเวทางค์ ได้กล่าวเน้นย้ำถึงวิสัยทัศน์ประเทศไทย ๒๐๓๐ “IGNITE THAILAND จุดพลังรวมใจ ไทยต้องเป็นหนึ่ง ยกระดับประเทศไทยสู่ศูนย์กลาง เมืองแห่งอุตสาหกรรมระดับโลก” ภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีเศรษฐา ทวีสิน ที่มุ่งมั่นให้ประเทศไทยเป็น “ศูนย์กลางเศรษฐกิจดิจิทัล” (Digital Economy Hub) โดยรัฐบาลได้ตั้งเป้าที่จะดึงอุตสาหกรรมแห่งอนาคต อาทิ อุตสาหกรรมเทคโนโลยีดิจิทัล นวัตกรรม และปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ามาขยายธุรกิจในประเทศ โดยเฉพาะการลงทุนโรงงานผลิต Semiconductor การตั้งศูนย์ Data Center และการนำ AI มาใช้ รวมทั้งส่งเสริมและดึงดูดให้บริษัทชั้นนำของโลกเข้ามาลงทุนในประเทศ ซึ่งจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศให้เพิ่มมากยิ่งขึ้นด้วย   ด้าน ผศ.ดร.ณัฐพล เปิดเผยว่า นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดีอี มอบหมายให้ depa ดำเนินการสร้างระบบนิเวศดิจิทัลเพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถทางการแข่งขันของประเทศ ช่วยขับเคลื่อนให้ประเทศไทยกลายเป็นศูนย์กลางการลงทุน และการสร้างสรรค์เทคโนโลยีและนวัตกรรมดิจิทัลของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สนองตอบแผนการดำเนินงานสำคัญของกระทรวงอย่าง The Growth Engine of Thailand     -------------------------




วันนี้ (21 มีนาคม 2567) นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เป็นประธานกล่าวเปิดงานวันอุตุนิยมวิทยาโลก ปี 2567 พร้อมมอบเกียรติบัตรแก่วิทยากรและหน่วยงานที่มาร่วมจัดนิทรรศการ โดยมี ศาสตราจารย์พิเศษวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม นายสุทธิเกียรติ วีระกิจพานิช ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลฯ นายวัลลภ รุจิรากร เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลฯ และนางสาวกรรวี  สิทธิชีวภาค อธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยา ให้การต้อนรับ พร้อมผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ณ หอประชุมกรมอุตุนิยมวิทยา   ------------------------------------


ประกาศ การขึ้นบัญชีและการยกเลิกบัญชีผู้ผ่านการเลือกสรรเพื่อจัดจ้างเป็นพนักงานราชการทั่วไป ตำแหน่งนักทรัพยากรบุคคล ของ สป.ดศ. 

icon-sitemap    std-w1    std-w2    WCAG 2.0 (Level AA)
จำนวนผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์ Loading...


กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

เลขที่ 120 หมู่ 3 ชั้น 8-11 ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 (อาคาร ซี) ซอยแจ้งวัฒนะ 7 ถนนแจ้งวัฒนะ แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ 10210

facebook
instagram
twitter
youtube
rss
tiktok
threads
Icon Q&A
black ribbon.