Logo DE Ministry.
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
Ministry of Digital Economy and Society
Logo DE Ministry.
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
Ministry of Digital Economy and Society
ตัวช่วยเหลือในการเข้าถึงเว็บไซต์
ค้นหา

นางสาววงศ์อะเคื้อ บุญศล โฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ฝ่ายการเมือง เปิดเผยว่า ในช่วงวันที่ 21-27 ตุลาคม 2567 ที่ผ่านมา ศูนย์ AOC 1441 (Anti Online Scam Operation Center) ได้มีรายงานเคสตัวอย่างอาชญากรรมออนไลน์ที่ประชาชนได้รับผลกระทบจากการถูกหลอกลวง จำนวน 5 เคส ประกอบด้วย   คดีที่ 1 คดีหลอกลวงให้โอนเงินเพื่อรับรางวัล หรือวัตถุประสงค์อื่น ๆ มูลค่าความเสียหาย 213,500 บาท โดยผู้เสียหายได้รับการติดต่อจากมิจฉาชีพผ่านทางโทรศัพท์ อ้างว่าเป็นเจ้าหน้าที่เครือข่าย DTAC แจ้งว่าหมายเลขโทรศัพท์ของผู้เสียหาย เป็นผู้โชคดีได้รับรางวัลทองคำน้ำหนัก 5 บาท และได้มีการเพิ่มเพื่อนทาง Line เจ้าหน้าที่แจ้งให้ผู้เสียหายทำตามขั้นตอนเพื่อยืนยันการรับรางวัลทางบริษัท โดยมีการสแกนใบหน้า จากนั้นเจ้าหน้าที่ก็เงียบหายไป ผู้เสียหายรู้สึกผิดปกติ จึงพยายามพิมพ์ข้อความติดต่อกลับไปแต่ไม่มีการตอบกลับ ต่อมาภายหลังได้เช็คยอดเงินในบัญชีของตนเอง พบว่ามีการโอนเงินออกไป ผู้เสียหายเชื่อว่าตนเองถูกมิจฉาชีพหลอก   คดีที่ 2 คดีหลอกลวงให้กู้เงิน มูลค่าความเสียหาย 101,115 บาท ผู้เสียหายพบโฆษณาสินเชื่อกู้เงินผ่านช่องทาง Tiktok ผู้เสียหายสนใจจึงทักไปสอบถามรายละเอียด จากนั้นได้เพิ่มเพื่อนทาง Line มิจฉาชีพแจ้งกับผู้เสียหายว่าให้โอนเงินค่าดำเนินการ และค่าประกันสินเชื่อก่อน แล้วรอการอนุมัติสินเชื่อ โดยจะมีเจ้าหน้าที่ติดต่อกลับมา ผู้เสียหายหลงเชื่อจึงทำการโอนเงินไป ต่อมาภายหลังต้องการติดตามความคืบหน้าสินเชื่อ แต่ไม่ สามารถติดต่อได้อีก ผู้เสียหายเชื่อว่าตนถูกมิจฉาชีพหลอก   คดีที่ 3 คดีหลอกลวงให้โอนเงินเพื่อรับรางวัล หรือวัตถุประสงค์อื่นๆ มูลค่าความเสียหาย 258,831บาท ผู้เสียหายได้รับการติดต่อจากมิจฉาชีพผ่านทางโทรศัพท์ อ้างว่าเป็นเจ้าหน้าที่กรมบัญชีกลาง แจ้งว่าให้ผู้เสียหายยืนยันการคุ้มครองเงินบำนาญ หลังจากนั้นมิจฉาชีพได้ให้ผู้เสียหายทำตามขั้นตอน รวมถึงสแกน QR Code เพื่อยืนยันข้อมูลแล้วก็แจ้งว่าดำเนินการให้เรียบร้อย ต่อมาภายหลังผู้เสียหายจะชำระสินค้าโดยโอนเงินผ่าน Mobile Banking จึงพบว่ายอดเงินในบัญชีไม่เหลือ ได้ถูกโอนเงินออกไปจนหมด ผู้เสียหายเชื่อว่าตนถูกมิจฉาชีพหลอก   คดีที่ 4 คดีหลอกลวงให้โอนเงินเพื่อทำงานหารายได้พิเศษ มูลค่าความเสียหาย 406,000 บาท ทั้งนี้ผู้เสียหายได้รับการติดต่อจากทางมิจฉาชีพผ่านช่องทาง Facebook ชักชวนลงทุนหารายได้ พิเศษ เป็นการลงทุนซื้อขายออนไลน์สินค้าของใช้ทั่วไป โดยให้ตนโอนเงินลงทุนเข้าไปก่อน จึงจะได้รับกำไร เมื่อลงทุนในระยะแรกได้กำไรดี ตนจึงโอนเงินลงทุนเพิ่มสะสมเพื่อเป็นกำไร หวังผลในโอกาสถอนครั้งต่อไป ปรากฏว่าเมื่อต้องการถอนเงินแต่ไม่สามารถถอนได้ จากนั้น พยายามติดต่อปลายทางแต่ไม่สามารถติดต่อได้อีก ผู้เสียหายเชื่อว่าตนถูกมิจฉาชีพหลอก   และคดีที่ 5  คดีหลอกลวงให้รักแล้วโอนเงิน มูลค่าความเสียหาย 110,530 บาท โดยผู้เสียหายได้รับการติดต่อจากมิจฉาชีพผ่านช่องทาง Facebook ใช้โพร์ไฟล์เป็นหญิงสาว หน้าตาดีและได้เพิ่มเพื่อนทาง Line พูดคุยสนทนากันจนสนิทใจแต่ยังไม่เคยพบเจอกัน ต่อมามิจฉาชีพแจ้งกับผู้เสียหายว่าให้โอนเงินไปร่วมลงทุนทำธุรกิจเกี่ยวกับรองเท้า เพื่อเป็นเงินในการสร้างอนาคตร่วมกัน ผู้เสียหายหลงเชื่อจึงโอนเงินไปหลายครั้ง ยอดเงินครั้งสุดท้ายเป็นเงินจำนวนสูงมากจนน่าสงสัย ผู้เสียหายจึงขอโทรวิดีโอคอล ฝ่ายหญิงปฏิเสธและทำการบล็อก ไม่สามารถติดต่อได้อีก ผู้เสียหายเชื่อว่าถูกมิจฉาชีพหลอก   สำหรับมูลค่าความเสียหายที่เกิดขึ้นทั้ง 5 คดี รวม 1,089,976 บาท   ทั้งนี้ผลการดำเนินงานของ ศูนย์ AOC 1441 ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2566 ถึง วันที่ 25 ตุลาคม 2567 มีตัวเลขสถิติผลการดำเนินงานดังนี้   1. สายโทรเข้า 1441 จำนวน 1,159,5403 สาย / เฉลี่ยต่อวัน 3,221 สาย   2. ระงับบัญชีธนาคาร จำนวน 356,313 บัญชี / เฉลี่ยต่อวัน 1,120 บัญชี   3. ระงับบัญชีตามประเภทคดีสูงสุด 5 ประเภท ได้แก่ (1) หลอกลวงซื้อขายสินค้าหรือบริการ 105,6230 บัญชี คิดเป็นร้อยละ 29.64 (2) หลอกลวงหารายได้พิเศษ 87,535 บัญชี คิดเป็นร้อยละ 24.58 (3) หลอกลวงลงทุน 55,076 บัญชี คิดเป็นร้อยละ 15.46 (4) หลอกลวงให้โอนเงินเพื่อรับรางวัล 29,270 บัญชี คิดเป็นร้อยละ 8.21 (5) หลอกลวงให้กู้เงิน 27,880 บัญชี คิดเป็นร้อยละ 7.82 (และคดีอื่นๆ 50,929 บัญชี คิดเป็นร้อยละ 14.29)   “จากเคสตัวอย่างจะเห็นได้ว่า มิจฉาชีพใช้วิธีการหลอกลวงผู้เสียหาย ด้วยการอ้างเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ หรือหน่วยงานที่น่าเชื่อถือ หรือหลอกลวงให้มีการกู้เงิน รวมทั้งหลอกลวงให้ลงทุนในธุรกิจ ด้วยวิธีการติดต่อโทร หรือผ่านช่องทางโซเชียลมีเดียอย่าง TikTok ก่อนที่จะให้สแกนใบหน้าผ่านแอปพลิเคชัน Line  ทั้งนี้ขอย้ำว่า กรณีการลงทุนในธุรกิจที่ไม่มีการรับรองโดยหน่วยงานที่มีความน่าเชื่อถือ เป็นการเสี่ยงต่อการถูกหลอกลวง ขณะเดียวกันกรณีที่อ้างมีการแอบอ้างให้บริการสินเชื่อ ควรพิจารณาอย่างรอบคอบถึงความน่าเชื่อถือของบริษัที่ให้บริการ รวมทั้งการให้รางวัล หรือโอนเงินบำนาญ หรือการทำธุรกรรมของเจ้าหน้าที่รัฐนั้น ควรตรวจสอบจากหน่วยงานนั้นๆ โดยตรง และควรตระหนักเป็นอันดับแรกว่าการติดต่อโดยตรงจากเจ้าหน้าที่รัฐถึงประชาชน เป็นการติดต่อที่น่าสงสัย ดังนั้นขอให้สอบถามรายละเอียดให้แน่ชัดก่อนให้ข้อมูลส่วนบุคคล และการสแกนใบหน้า นอกจากนี้ควรตรวจสอบการลงทุนในธุรกิจต่างๆ อย่างรอบคอบ และติดต่อสอบถามไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อสอบถามรายละเอียดให้แน่ชัด หรือติดต่อผ่านทางสายด่วน AOC 1441 เพื่อยืนยันตรวจสอบข้อเท็จจริง” นางสาววงศ์อะเคื้อ กล่าว   อย่างไรก็ตาม ขอให้ประชาชนยึดหลัก 4 ไม่ คือ 1. ไม่กดลิงก์ 2.ไม่เชื่อ 3.ไม่รีบ และ 4.ไม่โอน ก่อนที่จะทำธุรกรรมใดๆ อย่ากดเข้าลิงก์เว็บไซต์ หรือดาวน์โหลด และอัปโหลดแพลตฟอร์ม ที่มีการส่งต่อจากช่องทางที่ไม่แน่ใจ โดย กระทรวง ดีอี ได้เร่งดำเนินการปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ทุกรูปแบบร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการเผยแพร่ให้ความรู้เกี่ยวกับการป้องกันภัยอาชญากรรมออนไลน์ ผ่านศูนย์ AOC 1441 เพื่อแก้ไขปัญหาที่ส่งผลกับประชาชนอย่างต่อเนื่อง   หากประชาชนโดนหลอกออนไลน์ โทรแจ้งดำเนินการ ระงับ อายัดบัญชี AOC 1441 แจ้งเบาะแส ข่าวปลอม และอาชญากรรมออนไลน์ทุกรูปแบบ โทรสายด่วน 1111 (24 ชม.) |  Line ID: @antifakenewscenter | เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com                     --------------------------------------------------------------------------------------

วันนี้ 28 ตุลาคม 2567 ศาสตราจารย์พิเศษวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานการประชุมหารือคณะอนุกรรมการด้านกฎหมายการจัดซื้อจัดจ้างบริการคลาวด์ภาครัฐ ครั้งที่ 3/2567 ซึ่งเป็นความต่อเนื่องในการพัฒนาแนวทางการจัดซื้อจัดจ้างบริการคลาวด์สำหรับหน่วยงานภาครัฐ เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพในการดำเนินงาน โดยมี นางสาวยุพาภรณ์ ศิริกิจพาณิชย์กูล ผู้ช่วยปลัดกระทรวง ดีอี พร้อมด้วยผู้แทนจากหน่วยงานในสังกัด และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ณ ห้องประชุม 601 กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และผ่านระบบการประชุมทางไกล



  ระหว่างวันที่ 29-30 ตุลาคม 2567 นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ รองปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม รักษาการ เลขาธิการคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ นายปัญญา  ชูพานิช ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) กระทรวงคมนาคม นายนน อัครประเสริฐกุล ผู้เชี่ยวชาญส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัลอาวุโส Depa พร้อมคณะเข้าร่วมการประชุม "The 6th ASEAN-Japan Smart Cities Network High Level Meeting" ณ กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น โดยได้รับเกียรติจากนายซาอิโตะ เท็ตสึ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงที่ดิน โครงสร้างพื้นฐาน การขนส่ง และท่องเที่ยวแห่งญี่ปุ่น เป็นเกียรติเข้าร่วมกล่าวเปิดงาน พร้อมทั้งมีผู้เข้าร่วมงานระดับรัฐมนตรีจากประเทศสมาชิกอาเซียน รวมทั้งหน่วยงานภาครัฐและเอกชนของญี่ปุ่น เพื่อหารือถึงแนวทางการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ (Smart Cities) และส่งเสริมความร่วมมือด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืนในภูมิภาคอาเซียน   ในการประชุมครั้งนี้ นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ ได้ร่วมการเสวนาหัวข้อการพัฒนาเมืองอัจฉริยะในประเทศไทย โดยกล่าวถึงนโยบายการขับเคลื่อนดิจิทัลสีเขียว (Green Digital Policy) ของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ซึ่งให้ความสำคัญกับ 3 ยุทธศาสตร์หลัก ได้แก่ (1) Green by Design: การออกแบบเมืองที่ยั่งยืน ตั้งแต่เริ่มต้นการพัฒนา (2) Green Digitalization: การนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม (3) Green Optimization: การพัฒนาให้มีประสิทธิภาพสูงสุดอย่างเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม การปรับปรุงและเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรในเมือง โดยประเทศไทยได้เริ่มโครงการนำร่องในหลายจังหวัด เช่น จังหวัดยะลา (Green by Design - Yala) จังหวัดนครศรีธรรมราช (Green Digitalization - Nakhon Si Thammarat) และจังหวัดภูเก็ต (Phuket's Smart Bus System) ซึ่งโครงการเหล่านี้มีเป้าหมายเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ และส่งเสริมการพัฒนาอย่างยั่งยืน ภายใต้หลักการที่ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง และเน้นการมีส่วนร่วมของชุมชนในการออกแบบนวัตกรรมเมืองอัจฉริยะเพื่อให้ตอบสนองต่อความต้องการของคนในชุมชน   นอกจากนี้ นายปัญญา ผอ.สนข. กระทรวงคมนาคมได้พูดถึง โครงการ บางซื่อ smart city และ 7 smarts ที่มีแผนแม่บทแล้ว และจะดำเนินการถึงปี 2037                        

นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เปิดเผยว่า จากมาตรการการปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ตามนโยบายของรัฐบาล น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ซึ่งเน้นให้ความสำคัญกับมาตรการการตรวจสอบและปราบปรามบัญชีม้า ซึ่งเป็นช่องทางหลักการหลอกลวงรับเงินของมิจฉาชีพ    กระทรวงดีอี ได้ร่วมกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) สมาคมธนาคารไทย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดำเนินการระงับบัญชีม้า ตัดเส้นทางการเงินของกลุ่มมิจฉาชีพ แก๊งคอลเซ็นเตอร์ โดยมีสถิติการระงับบัญชีม้าจนถึง ตุลาคม 2567 รวมกว่า 1,100,000 บัญชี พร้อมกับการขยายผลดำเนินการจับกุมเจ้าของบัญชีม้าอย่างเข้มข้น   ทั้งนี้สถิติผลการจับกุมบัญชีม้า ซิมม้าที่เป็นความผิดตาม พ.ร.ก.มาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พ.ศ.2566 พบว่าตั้งแต่เดือนตุลาคม 2566 ถึงเดือนกันยายน 2567 (12 เดือน) มีจำนวนรวม 2,897 ราย เฉพาะในเดือนกันยายน 2567 มีจำนวน 497 ราย   ที่ผ่านมา อาจเห็นว่าการขายบัญชีธนาคารเป็นวิธีการที่ได้เงินมาง่าย และไม่ต้องลงทุนอะไรมากมาย โดยไม่ได้คำนึงถึงความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น หากบัญชีธนาคารดังกล่าวถูกนำไปใช้โดยกลุ่มมิจฉาชีพ ต่อมาเมื่อรัฐบาลออก พ.ร.ก.มาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พ.ศ.2566 เพื่อกำหนดมาตรการเพื่อป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี โดยได้กำหนดโทษของการยินยอมให้ผู้อื่นใช้บัญชีเงินฝากฯ หรือที่เรียกว่า บัญชีม้า จะถูกดำเนินคดี ตามมาตรา 9 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 300,000 บาท หรือ ทั้งจำทั้งปรับ และยังอาจถูกดำเนินคดีตามฐานความผิดที่มิจฉาชีพนำบัญชีนั้นไปใช้ ในฐานะเป็นตัวการร่วม หรือผู้สนับสนุนในการกระทำความผิด และอาจถูกฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายทางแพ่งจากผู้เสียหาย   นอกจากนี้ในที่ประชุมคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ได้มีการหารือร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อดำเนินงานการตามนโยบายปราบปรามภัยออนไลน์ของรัฐบาล เพื่อลดปัญหา พยายามหยุดการหลอกลวงที่สร้างความเสียหายจากบัญชีม้า    ต่อมาธนาคารแห่งประเทศไทย ได้พิจารณายกระดับมาตรการจัดการภัยทุจริตทางการเงิน โดยออกเป็นหนังสือเวียน เลขที่ ธปท.ฝตท. (01) ว. 384/2567 แจ้งต่อสถาบันการเงิน สถาบันการเงินเฉพาะกิจ และผู้ให้บริการเงินอิเล็กทรอนิกส์ทุกแห่ง ให้ถือเป็นแนวปฏิบัติเดียวกัน เรื่อง การเพิ่มความเข้มงวดในการจัดการบัญชีเงินฝาก หรือบัญชีเงินอิเล็กทรอนิกส์ในกรณีลูกค้ามีความเสี่ยงสูงหรือใช้บัญชีที่มีลักษณะหรือพฤติกรรมผิดปกติ ลงวันที่ 31 พฤษภาคม 2567 เพื่อเป็นการจัดกลุ่มบัญชีม้า โดยยกระดับการจัดการ “บัญชี” เป็นระดับ “บุคคล” (ระงับช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ทุกบัญชี ทุกธนาคาร ถ้ามีชื่อว่าเป็นผู้ขายบัญชี ให้คนร้าย หรือ บัญชีม้า) และดำเนินการเข้มข้นขึ้นทั้งบัญชีในปัจจุบันและการเปิดบัญชีใหม่   “นายกฯ แพทองธาร ให้ความสำคัญกับเรื่องปราบ “โจรออนไลน์” จึงขอเตือนประชาชนว่า การขายบัญชีธนาคารไม่ว่าจะในรูปแบบใด มีโทษจำคุกถึง 3 ปี ทั้งนี้หากหลงเชื่อขายบัญชีธนาคารให้กับบุคคลอื่นไปแล้ว ให้รีบติดต่อกับธนาคารเพื่อขอปิดบัญชีธนาคารดังกล่าวโดยเร็ว เพื่อไม่ให้มีรายชื่ออยู่ในลิสต์ว่าขายบัญชี และถูกระงับทุกบัญชีธนาคารของทุกธนาคารที่มี รวมทั้งไม่ให้ถูกดำเนินคดีตามฐานความผิดที่มิจฉาชีพนำบัญชีไปใช้ ในฐานะเป็นผู้สนับสนุนในการกระทำความผิด” นายประเสริฐกล่าว   หากประชาชนโดนหลอกออนไลน์ โทรแจ้งดำเนินการ ระงับ อายัดบัญชี AOC 1441 แจ้งเบาะแส ข่าวปลอม และอาชญากรรมออนไลน์ทุกรูปแบบ โทรสายด่วน 1111 (24 ชม.) |  Line ID: @antifakenewscenter | เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com                   --------------------------------------------------------------------------------------

วันนี้ 28 ตุลาคม 2567 ศาสตราจารย์พิเศษวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานในพิธีเปิดการอบรมหลักสูตรนักบริหารรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ รุ่นที่ 14 (e-Government Executive Program: e-GEP#14) พร้อมกล่าวปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “รัฐบาลดิจิทัลเปลี่ยนประเทศไทยสู่อนาคต” จัดโดย สถาบันพัฒนาบุคลากรภาครัฐด้านดิจิทัล (ทีดีจีเอ) ภายใต้การดำเนินงานของสำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (องค์การมหาชน) ณ ห้องบางลำพู ชั้น 6 โรงแรมอมารี วอเตอร์เกท กรุงเทพฯ   ทั้งนี้ปลัดกระทรวงดีอี ได้กล่าวปาฐกถาพิเศษ โดยมีสาระสำคัญว่า "วันนี้หากเราต้องการที่จะเป็นรัฐบาลดิจิทัล เราต้องมองถึงเรื่องโครงสร้างพื้นฐาน ตั้งแต่ระบบหลังบ้าน ระบบสนับสนุนการทำงาน (ERP) ที่จะต้องปรับเปลี่ยนเป็นการใช้งานในระบบดิจิทัล ทำให้เกิดระบบ e-service ในทุกหน่วยงาน บูรณาการให้สามารถใช้ร่วมกันได้ในรูปแบบ One- service ซึ่งขณะนี้ สำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (องค์การมหาชน) หรือ DGA ได้พัฒนาแอปพิลเคชัน “ทางรัฐ” ขึ้นมาเป็นจุดเริ่มต้น ทำให้ประชาชนได้ประโยชน์ ปัจจุบันกระทรวงดีอี ได้ร่วมกับ DGA ได้ดำเนินการตามนโยบาย cloud first policy เพื่อทำจัดการระบบหลังบ้านให้กับหน่วยงานราชการ ใช้งานในระบบเดียวกัน เป็นการเชื่อมต่อการทำงานที่ไร้รอยต่อ ทำให้ผู้ใช้งานทำงานแบบ Work from everywhere ผ่านระบบการยืนยันตัวตน Digital ID เมื่อมีการรวบรวมข้อมูล Digital Data ไว้ในระบบเดียวกัน ทำให้ระบบของหน่วยงานราชการ เป็นระบบดิจิทัล นำไปสู่กระบวนการสร้าง AI ประมวลและวิเคราะห์ข้อมูลที่มีจำนวนมหาศาลแทนคน เพื่อใช้ในการให้บริการประชาชนอย่างมีประสิทธิภาพ" สำหรับหลักสูตร e-GEP เป็นการอบรมพัฒนาศักยภาพผู้บริหารภาครัฐให้มีความพร้อมในการขับเคลื่อนการพัฒนารัฐบาลดิจิทัล เพื่อยกระดับการให้บริการประชาชนและเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของภาครัฐในยุคดิจิทัล -------------------------------------------------------

  ศาสตราจารย์พิเศษวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เปิดเผยว่า ตามที่กระทรวงดีอี ได้ดำเนินมาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ตามนโยบายของรัฐบาล ซึ่งเน้นให้ความสำคัญกับมาตรการการตรวจสอบ เฝ้าระวัง และปิดกั้นโซเชียลมีเดีย เพจ เว็บไซต์ผิดกฎหมาย โดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับการพนันออนไลน์ เพื่อเป็นการตัดวงจรช่องทางการก่ออาชญากรรมที่สำคัญของขบวนการมิจฉาชีพ   ที่ผ่านมาตลอดระยะเวลา 1 ปี (ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2566 – 30 กันยายน 2567) กระทรวงดีอีได้ทำการปิดกั้นโซเชียลมีเดีย เพจ และเว็บไซต์ผิดกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการพนันออนไลน์แล้ว จำนวน 62,213 รายการ เพิ่มขึ้น 30.22 เท่า จากช่วงเวลาเดียวกัน (1 ต.ค.65 – 30 ก.ย.66) ที่มีจำนวน 2,059 รายการ   ขณะเดียวกันกระทรวงดีอี ได้ดำเนินตามมาตรการอย่างเคร่งครัด กับผู้ที่มีส่วนร่วมในการกระทำความผิด รวมทั้งผู้ให้บริการเครือข่ายอินเทอร์เน็ต (ISP) ที่เพิกเฉยไม่ให้ความร่วมมือดำเนินการระงับการทำให้แพร่หลายหรือลบข้อมูลคอมพิวเตอร์ออกจากระบบคอมพิวเตอร์ของเว็บไซต์ที่เกี่ยวข้องกับการพนันออนไลน์ตามคำสั่งศาล   ล่าสุดองค์คณะผู้มีอำนาจปรับเป็นพินัยฯ ได้พิจารณาและมีคำสั่งปรับเป็นพินัยกับผู้ให้บริการเครือข่ายอินเทอร์เน็ต (ISP)  จำนวน 178 เว็บไซต์ ใน 4 คดี รวมจำนวนค่าปรับเป็นพินัยทั้งสิ้น จำนวนกว่า 21 ล้านบาท ซึ่งครบกำหนดระยะเวลาที่ต้องชำระค่าปรับเป็นพินัยแล้ว แต่ ISP ทั้ง 4 ราย ยังไม่ได้ชำระค่าปรับเป็นพินัยตามจำนวนและระยะเวลาที่กำหนด กระทรวงดีอีจึงจะดำเนินการส่งสำนวนคดีให้พนักงานอัยการเพื่อดำเนินการฟ้องคดีต่อศาลตามกฎหมายและระเบียบฯ ต่อไป   แจ้งเบาะแส ข่าวปลอม และอาชญากรรมออนไลน์ทุกรูปแบบ โทรสายด่วน 1111 (24 ชม.) |  Line ID: @antifakenewscenter | เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com   --------------------------------------------------------------------------------------


วันที่ 30 ตุลาคม 2567 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานในการแถลงข่าวการพัฒนากรอบธรรมาภิบาลปัญญาประดิษฐ์ที่เป็นการต่อยอด AI Governance Guideline ของไทย ภายใต้ชื่อ “แนวทางประยุกต์ใช้ Generative AI อย่างมีธรรมาภิบาลสำหรับองค์กร” (Generative AI Governance Guideline for Organizations) สำหรับผู้บริหารและผู้ที่เกี่ยวข้องนำไปประยุกต์ใช้เพื่อการวางกรอบการกำกับดูแล การประยุกต์ใช้ Generative AI ระดับองค์กรให้มีความชัดเจนและสอดคล้องกับเป้าหมาย โดยเนื้อหา ครอบคลุมตั้งแต่การทำความเข้าใจ Gen AI, ประโยชน์และข้อจำกัด, ความเสี่ยง, และแนวทาง การประยุกต์ใช้อย่างมีธรรมาภิบาล   โดยมี ดร.ชัยชนะ มิตรพันธ์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) นายพรรณธนู วรรณกางซ้าย ที่ปรึกษารัฐมนตรีฯกระทรวงดีอี นายอัฐฐเสฏฐ จุลเสฏฐพานิช เลขานุการรัฐมนตรีฯกระทรวงดีอี และผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ณ อาคารอำนวยการ บมจ. โทรคมนาคมแห่งชาติ (NT)   สำหรับองค์กร หรือ ผู้สนใจ คู่มือ “แนวทางประยุกต์ใช้ Generative AI อย่างมีธรรมาภิบาลสำหรับองค์กร” สามารถดาวน์โหลดคู่มือนี้ได้ฟรีที่เว็บไซต์ https://www.etda.or.th/th/Useful-Resource/GovernanceGuideline_v1.aspx   --------------------------------------------------------------------------------

เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2567 ศาสตราจารย์พิเศษวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เป็นประธานในพิธีเปิดการประชุมวิชาการและนิทรรศการนานาชาติด้านสมาร์ทซิตี้ระดับโลก “10th IEEE International Smart Cities Conference (IEEE-ISC2-2024)” พร้อมกล่าวปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “Thailand smart cities trends” ณ โรงแรมรอยัล คลิฟ บีช พัทยา จังหวัดชลบุรี การประชุมดังกล่าวจัดขึ้นโดยสมาคมวิศวกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์นานาชาติ (IEEE) ด้านพลังงานไฟฟ้าและพลังงาน (IEEE Power & Energy Society) ประเทศไทย โดยความร่วมมือจากหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนชั้นนำในด้านการพัฒนานวัตกรรมและเทคโนโลยีเพื่อการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ ภายในงานประกอบด้วยกิจกรรมทางวิชาการหลายรูปแบบ ได้แก่ การบรรยายเชิงลึก เวทีเสวนา และนิทรรศการแสดงผลงาน โดยมุ่งหวังให้เป็นเวทีแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านนวัตกรรม เทคโนโลยีดิจิทัล และการวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ ตลอดจนสร้างเครือข่ายความร่วมมือเพื่อนำองค์ความรู้เหล่านี้ไปพัฒนาต่อยอดในพื้นที่ต่าง ๆ อย่างเป็นรูปธรรม กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม โดยสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa) ได้มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนโครงการเมืองอัจฉริยะอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันมีเมืองที่ผ่านการรับรองสถานะเมืองอัจฉริยะแล้วจำนวน 36 เมือง และอยู่ระหว่างการพิจารณายื่นข้อเสนอเพิ่มเติมอีก 118 พื้นที่ ทั้งนี้ เพื่อให้การพัฒนาเมืองอัจฉริยะเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ กระทรวงฯ ได้เร่งยกระดับโครงสร้างพื้นฐานและระบบนิเวศผ่านนโยบาย "Cloud First Policy" เพื่อรองรับการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการพัฒนาเมืองอัจฉริยะในทุกมิติ อาทิ ด้านความปลอดภัย การเชื่อมโยงข้อมูล และการยกระดับเศรษฐกิจ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ไม่เพียงแต่ที่จะขยายขอบเขตการพัฒนาเมืองอัจฉริยะให้ครอบคลุมทั่วประเทศ แต่มีเป้าหมายในการขับเคลื่อนประเทศไปสู่การเป็น Smart Nation อย่างยั่งยืน

 วันที่ 1 พฤศจิกายน 2567 นางสาวยุพาภรณ์ ศิริกิจพาณิชย์กูล ผู้ช่วยปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ร่วมแสดงความยินดี ในโอกาสวันคล้ายวันสถาปนา สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือGISTDA (สทอภ.) ครบรอบ 24 ปี พร้อมร่วมบริจาคสมทบทุน โดยมี นายพีร์ ชูศรี รองผู้อำนวยการ สทอภ. ให้การต้อนรับ ณ ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ อาคาร B แจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ

วันที่ 1 พฤศจิกายน 2567 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานในพิธีถวายผ้าพระกฐินพระราชทาน กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ประจำปี 2567 พร้อมด้วย ศาสตราจารย์พิเศษวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงดีอี คณะผู้บริหาร หัวหน้าส่วนราชการ ข้าราชการ พนักงาน ในสังกัดกระทรวงฯ เข้าร่วมพิธี ณ วัดราชคฤห์วรวิหาร เขตธนบุรี กรุงเทพฯ  

กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ตรวจพบข่าวปลอมรายสัปดาห์ ที่ประชาชนให้ความสนใจสูงสุดอันดับที่ 1 เรื่อง “PEA ส่ง SMS ให้ตรวจสอบสิทธิรับเงินคืนประกันที่ www.การไฟฟ้าสำนักงานใหญ่.com” รองลงมาคือเรื่อง “เกิดเหตุการณ์น้ำท่วมบริเวณหน้าวัดพระแก้ว” โดยขอให้ประชาชนอย่าหลงเชื่อข่าวปลอม เลือกเชื่อ เลือกแชร์ ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ หวั่นสร้างความวิตกกังวล ความสับสน ความเข้าใจผิด และส่งผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้าง นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ รองปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) รักษาราชการแทนเลขาธิการคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สดช.) ในฐานะโฆษกกระทรวงฯ กล่าวถึงผลการมอนิเตอร์และรับแจ้งข่าวปลอมของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ระหว่างวันที่ 25-31 ตุลาคม 2567 พบข้อความที่เข้ามาทั้งหมด 832,483 ข้อความ โดยมีข้อความที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ (Verify) ทั้งสิ้น 398 ข้อความ สำหรับช่องทางที่มีการพบเบาะแสมากที่สุด คือ ข้อความที่มาจาก Social Listening จำนวน 365 ข้อความ ตามมาด้วยการแจ้งเบาะแสผ่าน Line Official จำนวน 26 ข้อความ และช่องทาง Facebook จำนวน 7 ข้อความ รวมเรื่องที่ต้องดำเนินการตรวจสอบทั้งหมด 278 เรื่อง และจากการประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้รับผลการตรวจสอบกลับมาแล้ว 122 เรื่อง ทั้งนี้ กระทรวงดีอี ได้แบ่งข่าวปลอมที่ได้รับความสนใจเป็น 5 กลุ่ม ประกอบด้วย กลุ่มที่ 1 : นโยบายรัฐบาล ข่าวสารทางราชการ ความสงบเรียบร้อยของสังคม ขัดศีลธรรมอันดี และความมั่นคงภายในประเทศ จำนวน 113 เรื่อง กลุ่มที่ 2 : ผลิตภัณฑ์สุขภาพ วัตถุอันตราย เครื่องสำอาง รวมถึงสินค้าและบริการที่ผิดกฎหมายจำนวน 38 เรื่อง กลุ่มที่ 3 : ภัยพิบัติ จำนวน 19 เรื่อง กลุ่มที่ 4 : เศรษฐกิจ จำนวน 26 เรื่อง กลุ่มที่ 5 : กลุ่มอาชญากรรมออนไลน์ จำนวน 82 เรื่อง นายเวทางค์ กล่าวต่อว่า เมื่อพิจารณาจากข่าวปลอมที่ได้รับความสนใจในลำดับต้นๆ ในสัปดาห์นี้ พบว่าเป็นข่าวเกี่ยวกับหน่วยงานรัฐ และนโยบายของรัฐ รวมทั้งข่าวที่เกี่ยวข้องกับภัยพิบัติ โดยเฉพาะเหตุการณ์น้ำท่วม ซึ่งส่งผลกระทบต่อสังคม สร้างความวิตกกังวล หรือความเข้าใจผิด และอาจสร้างความเสียหายต่อทรัพย์สินและข้อมูลส่วนบุคคลได้ โดยข่าวที่ได้รับความสนใจจากประชาชนมากที่สุด 10 อันดับ ได้แก่ อันดับที่ 1 : เรื่อง PEA ส่ง SMS ให้ตรวจสอบสิทธิรับเงินคืนประกันที่ www.การไฟฟ้าสำนักงานใหญ่.com อันดับที่ 2 : เรื่อง เกิดเหตุการณ์น้ำท่วมบริเวณหน้าวัดพระแก้ว อันดับที่ 3 : เรื่อง ผลิตภัณฑ์ Heaven Plus เพิ่มขนาดน้องชาย เพิ่มสมรรถภาพทางเพศ มี อย. รับรอง อันดับที่ 4 : เรื่อง PEA เปิดลงทะเบียนรับสิทธิคืนเงินประกันมิเตอร์ไฟฟ้า โดยกรอกข้อมูลผ่าน Google ฟอร์ม อันดับที่ 5 : เรื่อง ประเทศไทยเตรียมรับมือแผ่นดินไหวรุนแรง หลังวันที่ 15 พ.ย. 67 อันดับที่ 6 : เรื่อง พายุจ่ามีขึ้นฝั่ง และจะไม่ลงน้ำทะเล สลายตัวในพรมแดนไทย-ลาว อันดับที่ 7 : เรื่อง ไทยตัดขาดความสัมพันธ์ระหว่างประเทศกับลาว และกัมพูชา จึงได้ทำการส่งตัวแรงงานจากลาว และกัมพูชากลับประเทศ อันดับที่ 8 : เรื่อง คลิกลิงก์รับเงิน Digital Wallet ได้ไวกว่าลงทะเบียนผ่านแอปทางรัฐ อันดับที่ 9 : เรื่อง 14 วันนี้ ให้เฝ้าระวังและเตรียมรับมือน้ำท่วมภาคใต้ อันดับที่ 10 : เรื่อง ปวดหัวและฝ้าขึ้นชัด เกิดจากหลอดเลือดเริ่มไม่ดี ไหลเวียนไม่ถึงส่วนปลาย “เมื่อพิจารณาจากข่าวปลอมที่ประชาชนสนใจมากที่สุด จาก 10 อันดับข้างต้น พบว่าเป็นข่าวที่เกี่ยวข้องกับหน่วยงานรัฐและโครงการของรัฐ 3 อันดับ และข่าวภัยพิบัติโดยเฉพาะะน้ำท่วม ถึง 4 อันดับ ซึ่งทั้งหมดมีผลกระทบต่อประชาชน ทำให้เกิดความเข้าใจผิด ความวิตกกังวล สำหรับข่าวที่เกี่ยวข้องกับโครงการรัฐ โดยเฉพาะหน่วยงาน กฟภ. และข่าวเกี่ยวกับโครงการ Digital Wallet อาจทำให้ประชาชน ตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพ สร้างความเสียหายทั้งทรัพย์สินและข้อมูลส่วนบุคคลได้ ซึ่งส่งผลกระทบกับประชาชนทั่วประเทศเป็นวงกว้าง หากมีการแชร์ส่งต่อกันไปในสังคม” นายเวทางค์ กล่าว สำหรับอันดับ 1 เรื่อง “PEA ส่ง SMS ให้ตรวจสอบสิทธิรับเงินคืนประกันที่ www.การไฟฟ้าสำนักงานใหญ่.com” พบว่าเป็นข้อมูลเท็จ โดยกระทรวงดีอี ได้ประสานงานร่วมกับ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) หรือ PEA กระทรวงมหาดไทย ตรวจสอบข้อมูลและชี้แจงว่า โพสต์ดังกล่าวเป็นการแอบอ้างของมิจฉาชีพ โดย กฟภ.ไม่มีนโยบายส่งข้อความแจ้งทาง SMS ให้ผู้ใช้ไฟฟ้าตรวจสอบสิทธิ์รับเงินคืนประกันผ่านทาง www.การไฟฟ้าสำนักงานใหญ่.com แต่อย่างใด โดยขอให้ผู้ใช้ไฟฟ้าอย่าหลงเชื่อข้อมูลที่มีผู้แอบอ้างดังกล่าว ซึ่ง กฟภ.มีเว็บไซต์อย่างเป็นทางการเพียงเว็บไซต์เดียว คือ https://www.pea.co.th/ โดยประชาชนที่สนใจสามารถได้รับข้อมูลข่าวสารจากเว็บไซต์ดังกล่าว หรือโทร. 02 5890100 ด้านข่าวปลอม อันดับ 2 “เกิดเหตุการณ์น้ำท่วมบริเวณหน้าวัดพระแก้ว” พบว่าเป็นข้อมูลเท็จ โดยกระทรวงดีอี ได้ประสานงานร่วมกับสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ สำนักนายกรัฐมนตรี ตรวจสอบและชี้แจงว่า ข่าวและภาพที่อยู่ในสื่อออนไลน์ เป็นภาพเก่าที่เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2558 ไม่ใช่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน ดังนั้นขอเตือนให้ประชาชนอย่าหลงเชื่อ และขอความร่วมมือไม่ส่ง หรือแชร์ข้อมูลดังกล่าวต่อในช่องทางสื่อสังคมออนไลน์ต่าง ๆ โดยประชาชนสามาถติดตามข้อมูลเกี่ยวกับสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ ได้ที่เว็บไซต์ www.onwr.go.th หรือ โทร. 02-554-1800 อย่างไรก็ตาม ดีอี มีความห่วงใยประชาชน เรื่องความตระหนักรู้เท่าทันข่าวปลอมที่ถูกแพร่กระจายบนสื่อออนไลน์ โซเชียล ซึ่งหากขาดความรู้เท่าทัน ส่งต่อข้อมูลข่าวปลอม ทำให้เกิดการหลงเชื่อ สร้างความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน สร้างความเสียหายต่อทรัพย์สิน หรือข้อมูลส่วนบุคคล และอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้าง ดังนั้นจึงควรตรวจสอบข้อเท็จจริงของข่าวหรือลิงก์เว็บไซต์ให้แน่ชัด สามารถแจ้งเบาะแส ข่าวปลอม และอาชญากรรมออนไลน์ทุกรูปแบบ โทรสายด่วน 1111 (24 ชม.) |  Line ID: @antifakenewscenter | เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com                                                                   --------------------------------------------------------------------------------------

กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ตรวจพบข่าวปลอมรายสัปดาห์ที่เกี่ยวกับอาชญากรรมออนไลน์ ซึ่งประชาชนให้ความสนใจสูงสุด อันดับที่ 1 เรื่อง “สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลเปิดขายสลากออมทรัพย์รัฐบาลไทย ปันผลสูง ครบสัญญารับเงินคืน 140%” รองลงมาคือเรื่อง “เปิดจองหุ้นกองทุน ธุรกิจด้านพลังงาน และสาธารณูปโภค อันดับ 1 ของไทย ptt Group รับประกันเงินทุน 100%” โดยขอให้ประชาชนอย่าหลงเชื่อข่าวปลอม เลือกเชื่อ เลือกแชร์ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ หวั่นสร้างความสับสน ความเข้าใจผิด ส่งผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้าง รวมถึงสร้างความเสียหายต่อทรัพย์สินและข้อมูลส่วนบุคคล นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ รองปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) รักษาราชการแทนเลขาธิการคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สดช.) ในฐานะโฆษกกระทรวงฯ กล่าวถึงผลการมอนิเตอร์และรับแจ้งข่าวปลอมของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ระหว่างวันที่ 25-31 ตุลาคม 2567 พบข้อความที่เข้ามาทั้งหมด 832,483 ข้อความ โดยมีข้อความที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ (Verify) ทั้งสิ้น 398 ข้อความ สำหรับช่องทางที่มีการพบเบาะแสมากที่สุด คือ ข้อความที่มาจาก Social Listening จำนวน 365 ข้อความ ตามมาด้วยการแจ้งเบาะแสผ่าน Line Official จำนวน 26 ข้อความ และช่องทาง Facebook จำนวน 7 ข้อความ รวมเรื่องที่ต้องดำเนินการตรวจสอบทั้งหมด 278 เรื่อง และจากการประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้รับผลการตรวจสอบกลับมาแล้ว 122 เรื่อง โดยในจำนวนนี้มีข่าวปลอมที่เกี่ยวข้องกับอาชญากรรมออนไลน์ที่ประชาชนให้ความสนใจมากที่สุด จำนวน 10 อันดับ ได้แก่ อันดับที่ 1 : เรื่อง สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลเปิดขายสลากออมทรัพย์รัฐบาลไทย ปันผลสูง ครบสัญญารับเงินคืน 140% อันดับที่ 2 : เรื่อง เปิดจองหุ้นกองทุน ธุรกิจด้านพลังงาน และสาธารณูปโภค อันดับ 1 ของไทย ptt Group รับประกันเงินทุน 100% อันดับที่ 3 : เรื่อง ปปง. และธนาคารแห่งประเทศไทย เปิดช่องทางเร่งคืนทรัพย์ให้ผู้เสียหาย 1 พันล้านบาท ผ่านเพจ สำนักงานคุ้มครองสิทธิสำหรับประชาชน อันดับที่ 4 : เรื่อง กระทรวงยุติธรรมเปิดเพจเฟซบุ๊ก ช่วยเหลือป้องกัน การฉ้อโกงทุกรูปแบบ อันดับที่ 5 : เรื่อง ปปง. เปิดเพจให้ผู้ตกเป็นเหยื่อการหลอกเยาวชนเปิดบัญชีม้า ลงทะเบียนรับเงินคืนผ่านเพจ ข่าวประชาสัมพันธ์ เพื่อสังคมไทย อันดับที่ 6 : เรื่อง กรมบังคับคดี จับมือ ตำรวจไซเบอร์ เปิดเพจเฟซบุ๊ก กรมบังคับคดี การช่วยเหลือ อันดับที่ 7 : เรื่อง ป.ป.ท. เปิดเพจเฟซบุ๊ก ศูนย์ป้องกันการทุจริตทางอาชญากรทางเทคโนโลยี อันดับที่ 8 : เรื่อง ปปง. เปิดช่องทางเฉลี่ยคืนทรัพย์สินกว่า 150 ล้าน ผ่านเพจ แจ้งเตือนประชาชน รู้ทันเหตุการณ์ อันดับที่ 9 : เรื่อง กระทรวงยุติธรรมเปิดเพจเฟซบุ๊กใหม่ชื่อว่า กระทรวง ยุติธรรม และกระทรวงยุติธรรม รับแจ้งเรื่องออนไลน์ อันดับที่ 10 : เรื่อง SET เปิดเพจเฟซบุ๊ก Onlinemutualfunds “เมื่อพิจารณาจากข่าวปลอมที่ประชาชนสนใจมากที่สุด จาก 10 อันดับข้างต้น พบว่าเป็นข่าวที่เกี่ยวข้องกับหน่วยงานรัฐ โดยเฉพาะการรับเรื่องร้องทุกข์ และการเปิดให้ลงทะเบียนผู้เสียหายจากโจรออนไลน์ มากที่สุด รวมถึงการชวนร่วมลงทุนในหน่วยงานที่มีความน่าเชื่อถือ โดยข่าวปลอมอันดับ 1 เรื่อง “สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลเปิดขายสลากออมทรัพย์รัฐบาลไทย ปันผลสูง ครบสัญญารับเงินคืน 140%” ซึ่งตรวจสอบแล้วพบว่าเป็นข้อมูลเท็จ” นายเวทางค์ กล่าว ทั้งนี้ กระทรวงดีอี ได้ประสานงานร่วมตรวจสอบข้อเท็จจริงกับสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล กระทรวงการคลัง พบว่าข้อมูลที่ปรากฏ เป็นข้อมูลเท็จ โดยสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล ไม่มีนโยบายเปิดขายสลากออมทรัพย์ตามที่ปรากฏในสื่อสังคมออนไลน์ดังกล่าวแต่อย่างใด และเฟซบุ๊ก Thai Government Savings Bonds ไม่ใช่เฟซบุ๊กของสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล ดังนั้นขอเตือนให้ประชาชนอย่าหลงเชื่อข้อมูลดังกล่าว และขอความร่วมมือไม่ส่ง หรือแชร์ข้อมูลดังกล่าวต่อในช่องทางสื่อสังคมออนไลน์ต่าง ๆ สำหรับประชาชนที่สนใจข้อมูลข่าวสารจากทางสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล สามารถติดตามได้ที่เว็บไซต์ www.glo.or.th หรือโทร. 02 5289999 อย่างไรก็ตาม ดีอี มีความห่วงใยประชาชน เรื่องความตระหนักรู้เท่าทันข่าวปลอมที่ถูกแพร่กระจายบนสื่อออนไลน์ โซเชียล ซึ่งหากขาดความรู้เท่าทัน ส่งต่อข้อมูลข่าวปลอม ทำให้ประชาชนเกิดความสับสน สร้างความเสียหาย การเข้าใจผิด เกิดการหลงเชื่อ ซึ่งอาจทำให้เกิดความเสียหายต่อทรัพย์สิน หรือข้อมูลส่วนบุคคล และอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้าง ดังนั้นจึงควรตรวจสอบข้อเท็จจริงของข่าวหรือลิงก์เว็บไซต์ให้แน่ชัด โดยสามารถสอบถามผ่าน สายด่วน 1111 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง พร้อมกันนี้ขอให้ประชาชน ยึด “หลัก 4 ไม่ คือ 1. ไม่กดลิงก์ 2.ไม่เชื่อ 3.ไม่รีบ และ 4.ไม่โอน” สามารถแจ้งเบาะแส ข่าวปลอม และอาชญากรรมออนไลน์ทุกรูปแบบ โทรสายด่วน 1111 (24 ชม.) |  Line ID: @antifakenewscenter | เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com                                                                     --------------------------------------------------------------------------------------

icon-sitemap    std-w1    std-w2    WCAG 2.0 (Level AA)
จำนวนผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์ Loading...


กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

เลขที่ 120 หมู่ 3 ชั้น 8-11 ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 (อาคาร ซี) ซอยแจ้งวัฒนะ 7 ถนนแจ้งวัฒนะ แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ 10210

facebook
instagram
twitter
youtube
rss
tiktok
threads
Icon Q&A
black ribbon.