Logo DE Ministry.
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
Ministry of Digital Economy and Society
Logo DE Ministry.
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
Ministry of Digital Economy and Society
ตัวช่วยเหลือในการเข้าถึงเว็บไซต์
ค้นหา




  วันที่ 16 ธันวาคม 2567 ศาสตราจารย์พิเศษวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ในฐานะประธานกรรมการ ในคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ปาฐกถาพิเศษงานปิดโครงการส่งเสริมศักยภาพบุคลากร ก.ล.ต. รุ่น 1 ประจำปี 2567 ในหัวข้อ การพัฒนาศักยภาพและภาวะผู้นำ สู่การพัฒนาตลาดทุนไทยที่ยั่งยืน เพื่อเสริมสร้างความรู้ ทักษะ และภาวะความเป็นผู้นำให้กับบุคลากรของ ก.ล.ต. นำไปสู่การพัฒนาตลาดทุนของประเทศอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน ณ ห้อง The Auditorium ชั้น 3 โรงแรม อีสติน แกรนด์ พญาไท กรุงเทพฯ

นางสาววงศ์อะเคื้อ บุญศล โฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ฝ่ายการเมือง เปิดเผยว่า ในช่วงวันที่ 9 – 15 ธันวาคม 2567 ที่ผ่านมา ศูนย์ AOC 1441 (Anti Online Scam Operation Center) ได้มีรายงานเคสตัวอย่างอาชญากรรมออนไลน์ที่ประชาชนได้รับผลกระทบจากการถูกหลอกลวง จำนวน 5 เคส ประกอบด้วย   คดีที่ 1 คดีหลอกลวงให้ลงทุนผ่านระบบคอมพิวเตอร์ มูลค่าความเสียหาย 5,000,000 บาท โดยผู้เสียหายได้รับการติดต่อจากมิจฉาชีพผ่านช่องทาง Facebook ชักชวนลงทุนเทรดหุ้นสกุลเงินต่างประเทศ ผู้เสียหายสนใจจึงเพิ่มเพื่อนทาง Line สอบถามรายละเอียด จากนั้นมิจฉาชีพแนะนำให้ติดตั้งแอปพลิเคชันและโอนเงินเพื่อทำการเทรดหุ้น แจ้งว่าจะได้ผลตอบแทนจำนวนมาก ช่วงแรกได้ผลตอบแทนและสามารถถอนเงินได้จริง ต่อมามีการดึงเข้า Group Line ให้ลงทุนโอนเงินเข้าไปในบัญชีแจ้งว่าจะนำเงินไปลงทุนให้เมื่อได้ผลตอบแทนจะทำการโอนเงินคืน ภายหลังผู้เสียหายต้องการถอนเงินแต่มิจฉาชีพแจ้งว่าต้องเสียค่าภาษีและค่าคอมมิชชัน ผู้เสียหายเชื่อว่าตนเองถูกมิจฉาชีพหลอก   คดีที่ 2 คดีหลอกลวงให้โอนเงินเพื่อรับรางวัล หรือวัตถุประสงค์อื่นๆ มูลค่าความเสียหาย 2,894,677 บาท โดยผู้เสียหายได้รับข้อความ SMS จากมิจฉาชีพผ่านทางโทรศัพท์ อ้างเป็นเจ้าหน้าที่การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค แจ้งว่าได้รับค่าประกันมิเตอร์ไฟฟ้าคืน จากนั้นเพิ่มเพื่อนทาง Line และให้ติดตั้งแอปพลิเคชันเพื่อยืนยันสิทธิ์ ต่อมาให้ผู้เสียหายสแกน QR Code และทำตามขั้นตอนที่มิจฉาชีพแนะนำ เมื่อทำตามขั้นตอนเสร็จผู้เสียหายได้รับข้อความ SMS จากธนาคารแจ้งว่า ยอดเงินในบัญชีได้ถูกโอนออกไปจนหมด ผู้เสียหายพยายามติดต่อมิจฉาชีพแต่ไม่สามารถติดต่อได้ ผู้เสียหายเชื่อว่าถูกมิจฉาชีพหลอก   คดีที่ 3 คดีหลอกลวงให้โอนเงินเพื่อทำงานหารายได้พิเศษ มูลค่าความเสียหาย 434,474 บาท โดยผู้เสียหายได้รับการติดต่อจากมิจฉาชีพผ่านทางโทรศัพท์ อ้างตนว่าเป็นเจ้าหน้าที่กรมการ จัดหางาน แจ้งว่าผู้เสียหายได้รับงานเป็นการขายสินค้าทางออนไลน์โดยมีค่าคอมมิชชันเป็นการตอบแทน ผู้เสียหายสนใจจึงเพิ่มเพื่อนผ่านทาง Line มีการส่งลิงก์ให้กรอกข้อมูลส่วนตัวและแนะนำขั้นตอนการทำงาน จากนั้นดึงเข้า Group Line แจ้งว่าในระยะแรกจะเป็นช่วงทดลองงานให้โอนเงินค่าสินค้าเข้าไปในระบบก่อนและจะได้รับคืน ภายหลังเมื่อทดลองงานผ่านเเล้วมิจฉาชีพได้แจ้งให้ลงทุนราคาสินค้าเพิ่มมากขึ้นจนผู้เสียหายไม่ไหวและต้องการยกเลิกภารกิจ มิจฉาชีพแจ้งว่าต้องชำระค่าปรับเนื่องจากทำผิดกฎบริษัท ผู้เสียหายเชื่อว่าถูกมิจฉาชีพหลอก   คดีที่ 4 คดีหลอกลวงให้รักแล้วโอนเงิน (Romance Scam) มูลค่าความเสียหาย 300,000 บาท โดยผู้เสียหายได้รับการติดต่อจากมิจฉาชีพผ่านช่องทาง Tiktok ใช้โพรไฟล์เป็นชายหนุ่มหน้าตาดี อยากมีเพื่อนคุยและอยากทำความรู้จักกับผู้เสียหาย จากนั้นเพิ่มเพื่อนทาง Line พูดคุยกันจนสนิทใจ ต่อมามิจฉาชีพแจ้งว่ากำลังเดือดร้อนเนื่องจากมีอาการป่วยรุนแรงต้องใช้เงินจำนวนมาก ขอยืมเงินเพื่อรักษาตัวแล้วจะเดินทางมาหาผู้เสียหายหลังจากอาการป่วยดีขึ้นเเล้ว ผู้เสียหายหลงเชื่อจึงโอนเงินไป หลังจากโอนเงินไปไม่สามารถติดต่อได้ ผู้เสียหายเชื่อว่าถูกมิจฉาชีพหลอก   และคดีที่ 5 คดีหลอกลวงเป็นบุคคลอื่นเพื่อยืมเงิน มูลค่าความเสียหาย 340,000 บาท ทั้งนี้ ผู้เสียหายได้รับการติดต่อจากมิจฉาชีพผ่านทางโทรศัพท์ อ้างตนเป็นพี่ชาย ให้บันทึกเบอร์โทรศัพท์ใหม่เก็บไว้แจ้งว่ากำลังจะจัดงานมงคลสมรส ขอยืมเงินเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายภายในงานและจะคืนเงินให้ภายหลัง ผู้เสียหายหลงเชื่อจึงโอนเงินไป จากนั้นพยายามติดต่อกลับแต่ไม่ สามารถติดต่อได้ ผู้เสียหายรู้สึกผิดปกติจึงได้โทรกลับไปที่เบอร์โทรศัพท์เก่าของพี่ชาย จึงทราบว่าพี่ชายไม่ได้เปลี่ยนเบอร์โทรศัพท์ ผู้เสียหายเชื่อว่าตนถูกมิจฉาชีพหลอก   สำหรับมูลค่าความเสียหายที่เกิดขึ้นทั้ง 5 คดี รวม 8,969,151 บาท   ทั้งนี้ ผลการดำเนินงานของ ศูนย์ AOC 1441 ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2566 ถึง วันที่ 13 ธันวาคม 2567 มีตัวเลขสถิติผลการดำเนินงาน ดังนี้   1. สายโทรเข้า 1441 จำนวน 1,292,883 สาย / เฉลี่ยต่อวัน 3,161 สาย 2. ระงับบัญชีธนาคาร จำนวน 425,830 บัญชี / เฉลี่ยต่อวัน 1,160 บัญชี   3. ระงับบัญชีตามประเภทคดีสูงสุด 5 ประเภท ได้แก่ (1) หลอกลวงซื้อขายสินค้าหรือบริการ 127,665 บัญชี คิด เป็นร้อยละ 29.98 (2) หลอกลวงหารายได้พิเศษ 103,450 บัญชี คิดเป็นร้อยละ 24.29 (3) หลอกลวงลงทุน 63,318 บัญชี คิดเป็นร้อยละ 14.87 (4) หลอกลวงให้โอนเงินเพื่อรับรางวัล 37,672 บัญชี คิดเป็นร้อยละ 8.85  (5) หลอกลวงให้กู้เงิน 32,880 บัญชี คิดเป็นร้อยละ 7.72 (และคดีอื่นๆ 60,845 บัญชี คิดเป็นร้อยละ 14.29)   จากเคสตัวอย่างจะเห็นได้ว่า มิจฉาชีพ ใช้วิธีการหลอกลวงผู้เสียหาย ด้วยการหลอกให้ลงทุน หรือหารายได้พิเศษ โดยเป็นการหลอกให้ลงทุนเทรดหุ้นผ่านช่องทางโซเชียลมีเดีย คือ Facebook และ Line ทั้งนี้ขอย้ำว่า กรณีการร่วมลงทุนผ่านช่องทางออนไลน์ต่างๆ ที่ไม่มีการรับรองโดยหน่วยงานที่มีความน่าเชื่อถือ เป็นการเสี่ยงต่อการถูกหลอกลวง ขอให้ผู้เสียหายตรวจสอบไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อสอบถามรายละเอียดให้แน่ชัด หรือติดต่อผ่านทางสายด่วน AOC 1441 เพื่อยืนยันตรวจสอบข้อเท็จจริง ก่อนที่จะมีการให้ข้อมูลส่วนบุคคล เพิ่มเพื่อนหรือดำเนินการใดๆ ในโซเชียลมีเดีย   นอกจากนี้ยังมีเรื่องการหลอกลวงเพื่อรับเงินคืนของหน่วยงานรัฐ ซึ่งส่วนใหญ่มักเป็นขบวนการมิจฉาชีพ เนื่องจากโดยปกติเจ้าหน้าที่หน่วยงานรัฐ จะไม่ติดต่อหาประชาชนผ่านทางโทรศัพท์ หรือช่องทางโซเชียลมีเดียโดยตรง ซึ่งหากได้รับการติดต่อดังกล่าว ขออให้สันนิษฐานว่าเป็นมิจฉาชีพ โดยไม่ควรแจ้งข้อมูลส่วนบุคคล หรือเลขบัญชีธนาคารโดยเด็ดขาด ควรตรวจสอบรายละเอียดให้แน่ชัด และติดต่อผ่านหน่วยงานนั้นๆโดยตรง   “ในส่วนของการที่มิจฉาชีพอ้างเป็นเจ้าหน้าที่หน่วยงานรัฐ หรือเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทำการถูกข่มขู่ ควรติดต่อสอบถามไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อสอบถามรายละเอียดให้แน่ชัด หรือติดต่อผ่านทางสายด่วน AOC 1441 เพื่อยืนยันตรวจสอบข้อเท็จจริง” นางสาววงศ์อะเคื้อ กล่าว   อย่างไรก็ตาม ขอให้ประชาชนยึดหลัก 4 ไม่ คือ 1. ไม่กดลิงก์ 2.ไม่เชื่อ 3.ไม่รีบ และ 4.ไม่โอน ก่อนที่จะทำธุรกรรมใดๆ อย่ากดเข้าลิงก์เว็บไซต์ หรือดาวน์โหลด และอัปโหลดแพลตฟอร์ม ที่มีการส่งต่อจากช่องทางที่ไม่แน่ใจ โดยกระทรวง ดีอี ได้เร่งดำเนินการปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ทุกรูปแบบร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการเผยแพร่ให้ความรู้เกี่ยวกับการป้องกันภัยอาชญากรรมออนไลน์ ผ่านศูนย์ AOC 1441 เพื่อแก้ไขปัญหาที่ส่งผลกับประชาชนอย่างต่อเนื่อง   หากประชาชนโดนหลอกออนไลน์ โทรแจ้งดำเนินการ ระงับ อายัดบัญชี AOC 1441   แจ้งเบาะแส ข่าวปลอม และอาชญากรรมออนไลน์ทุกรูปแบบ โทรสายด่วน 1111 (24 ชม.) | Line ID: @antifakenewscenter | เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com                                        --------------------------------------------------------------------------------------

  วันที่ 16 ธันวาคม 2567 ศาสตราจารย์พิเศษวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานการประชุมคณะทำงานร่วม ระหว่าง สำนักงานปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศษฐกิจและสังคม สำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และ สำนักงานสถิติแห่งชาติ เพื่อขับเคลื่อนองค์ความรู้ด้านดิจิทัล ครั้งที่ 1/2567 โดยมี ดร.ปิยนุช วุฒิสอน รองปลัดกระทรวงดีอี นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ เลขาธิการคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สดช.) และผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ณ ห้องประชุม 601 กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และผ่านระบบการประชุมทางไกล

วันที่ 16 ธันวาคม 2567 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานกล่าวเปิดการจัดอบรมเชิงปฏิบัติการหลักสูตรด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ ระดับผู้บริหาร (Executive CISO) รุ่นที่ 2 โครงการเร่งรัดการพัฒนาบุคลากรด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ ระยะที่ 2 เพื่อการพัฒนาทักษะผู้นำในการเปลี่ยนแปลงด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ในยุคดิจิทัล โดยมี นายณัฐพล ณัฏฐสมบูรณ์ รองปลัดกระทรวงดีอี นายพรรณธนู วรรณกางซ้าย ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงดีอี นายอัฐฐเสฏฐ จุลเสฏฐพานิช เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดีอี พลอากาศตรี อมร ชมเชย เลขาธิการคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (สกมช.) และผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ณ ห้องบอลรูม 1-2 ชั้น 7 โรงแรมโซฟิเทล กรุงเทพ สุขุมวิท




วันที่ 18 ธันวาคม 2567 ศาสตราจารย์พิเศษวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เข้าร่วมการอบรมเชิงปฏิบัติการ เรื่อง “การพัฒนาทักษะดิจิทัลสำหรับผู้ปฏิบัติงาน เพื่อขับเคลื่อนภารกิจระดับพื้นที่” เพื่อยกระดับความสามารถทางดิจิทัลของบุคลากรในหน่วยงาน ให้สามารถนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ในการปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพในยุคดิจิทัล โดยมีนายภุชพงค์ โนดไธสง ผู้อำนวยการสำนักงานสถิติแห่งชาติ และผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ณ โรงแรม ทีเค.พาเลซ แอนด์ คอนเวนชั่น กรุงเทพฯ   สำหรับการอบรมเชิงปฏิบัติการดังกล่าว มุ่งเน้นเรื่องการขับเคลื่อนการพัฒนาทักษะ สถานภาพการเข้าใจ และการใช้ประโยชน์ดิจิทัลผ่านช่องทางการให้บริการของกระทรวงดีอี ให้กับเจ้าหน้าที่ของสำนักงานสถิติแห่งชาติ และสำนักงานสถิติจังหวัด 76 จังหวัด เพื่อเพิ่มศักยภาพให้เจ้าหน้าที่สถิติสามารถจัดอบรมความรู้ด้านเทคโนโลยีดิจิทัลให้กับประชาชนผ่านศูนย์ดิจิทัลชุมชนทั่วประเทศ ตามเป้าหมายปี 2568 จำนวน 250,000 คน

วันที่ 18 ธันวาคม 2567 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) พร้อมด้วยศาสตราจารย์พิเศษวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงดีอี ประชุมคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ครั้งที่ 10/2567 โดยมี นายพรรณธนู วรรณกางซ้าย ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงดีอี นายอัฐฐเสฏฐ จุลเสฏฐพานิช เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดีอี นายเอกพงษ์ หริ่มเจริญ ผู้ตรวจราชการกระทรวงดีอี พร้อมด้วยหน่วยงานและผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ณ ห้องประชุม 801 ชั้น 8 อาคาร NT สำนักงานใหญ่

วันที่ 18 ธันวาคม 2567 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ประชุมผู้บริหารกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม วงเล็ก (Early Morning) โดยมี ศาสตราจารย์พิเศษวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงดีอี นายณัฐพล ณัฏฐสมบูรณ์ รองปลัดกระทรวงดีอี ดร.ปิยนุช วุฒิสอน รองปลัดกระทรวงดีอี นายพรรณธนู วรรณกางซ้าย ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงดีอี นายอัฐฐเสฏฐ จุลเสฏฐพานิช เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดีอี พร้อมด้วยคณะผู้บริหารกระทรวงดีอี หัวหน้าหน่วยงานในสังกัด และผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ณ ห้องประชุม คกก.NT ชั้น 10 อาคารสำนักงานใหญ่

ศาสตราจารย์พิเศษวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เปิดเผยว่า รัฐบาลโดยกระทรวงดีอี ได้เตรียมความพร้อมประเทศไทย เพื่อการภาคยานุวัติ (การเข้าร่วมเป็นภาคีสนธิสัญญา และผูกพันตามสนธิสัญญาที่มีผลใช้บังคับอยู่ก่อนแล้ว) เป็นภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการใช้การสื่อสารทางอิเล็กทรอนิกส์ในสัญญาระหว่างประเทศ (United Nations Convention on the Use of Electronic Communications in International Contracts: ECC) ตามมติที่ประชุมคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2567 ที่ผ่านมา   สำหรับภาคีอนุสัญญา ECC เป็นข้อตกลงระหว่างประเทศที่ยอมรับการใช้เอกสารและลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์ในสัญญาระหว่างประเทศ เพื่อการลดข้อจำกัดทางกฎหมาย และเพิ่มความเชื่อมั่นในการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในสัญญาการค้าระหว่างประเทศ โดยมีเป้าหมายสำคัญเพื่อยกระดับความน่าเชื่อถือด้านการทำธุรกรรมดิจิทัล รองรับการพัฒนาการค้าระหว่างประเทศ และสนับสนุนเศรษฐกิจดิจิทัลของไทย   “ที่ผ่านมา กระทรวงดีอี ได้ดำเนินการพัฒนากฎหมายให้สอดคล้องกับข้อผูกพันตามอนุสัญญา ECC  ส่งเสริมและสนับสนุนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล พร้อมกับสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ภาคธุรกิจไทย รองรับการค้าระหว่างประเทศผ่านวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์หรือดิจิทัล และเพิ่มศักยภาพการแข่งขันด้านเศรษฐกิจดิจิทัลในระดับโลก” ปลัดดีอี กล่าว   นอกจากนี้ การเข้าร่วมภาคีอนุสัญญา ECC ยังช่วยเพิ่มศักยภาพการแข่งขันทางเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศ ได้ดังนี้ (1) สร้างความมั่นคงทางกฎหมาย: การยอมรับเอกสารและลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์ในระดับสากล ช่วยลดความซับซ้อนและข้อพิพาททางการค้า โดยสัญญาการค้าที่ทำขึ้นนั้นถูกต้องและบังคับใช้ได้เทียบเท่ากับการใช้กระดาษแบบดั้งเดิม (2) เพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุน: การใช้เอกสารดิจิทัลลดระยะเวลาและค่าใช้จ่ายในการทำธุรกรรม (3) การขยายโอกาสทางการค้า: เพิ่มความคล่องตัวในการทำธุรกรรมระหว่างประเทศ สร้างความมั่นใจให้แก่นักลงทุน ยกระดับการสื่อสารทางอิเล็กทรอนิกส์ในการค้าระหว่างประเทศให้เป็นมาตรฐานสากลมากยิ่งขึ้น (4) สนับสนุนเศรษฐกิจดิจิทัล: ยกระดับความพร้อมของประเทศไทยในด้านดิจิทัล สอดคล้องกับนโยบาย DigiTal Economy Hub เพิ่มศักยภาพทางการแข่งขันในตลาดโลก และเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลอย่างยั่งยืน   อย่างไรก็ตามเพื่อให้เกิดความสอดคล้องกับกฎหมายไทยและการปฏิบัติตามพันธกรณีตามอนุสัญญา ECC อย่างมีประสิทธิภาพ รัฐบาลไทยได้มีการจัดทำร่างคำประกาศเพื่อรองรับการเข้าเป็นภาคีอนุสัญญา ECC ใน 3 ประเด็น ได้แก่ (1) ไม่ใช้บังคับแก่การติดต่อสื่อสารหรือธุรกรรมตามมาตรา 3 แห่งกฎหมายว่าด้วยธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์กำหนดยกเว้นไว้ (ครอบครัวและมรดก) (2) ไม่ใช้บังคับแก่สัญญาซึ่งคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐไทย และ (3) ไม่ใช้บังคับแก่ธุรกรรมที่ต้องจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ตามที่กฎหมายไทยกำหนด (ร่างประกาศดังกล่าวเป็นการดำเนินการตามข้อ 19 วรรคสอง ที่ระบุให้รัฐผู้ทำสัญญาอาจประกาศยกเว้นจากขอบเขตการใช้บังคับของอนุสัญญานี้เรื่องใด ๆ ที่ตนระบุได้)

วันที่ 19 ธันวาคม 2567 ศาสตราจารย์พิเศษวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานการประชุมเตรียมความพร้อมการดำเนินคดีความผิดทางพินัย โดยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความรวดเร็วในการดำเนินคดี ระหว่างสำนักงานปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม สำนักงานศาลยุติธรรม และสำนักงานอัยการสูงสุด โดยมี นางสาวยุพาภรณ์ ศิริกิจพาณิชย์กูล ผู้ช่วยปลัดกระทรวงดีอี ดร.ชัยชนะ มิตรพันธ์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ และผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ณ ห้องประชุม 802 ชั้น 8 กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

icon-sitemap    std-w1    std-w2    WCAG 2.0 (Level AA)
จำนวนผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์ Loading...


กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

เลขที่ 120 หมู่ 3 ชั้น 8-11 ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 (อาคาร ซี) ซอยแจ้งวัฒนะ 7 ถนนแจ้งวัฒนะ แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ 10210

facebook
instagram
twitter
youtube
rss
tiktok
threads
Icon Q&A
black ribbon.