Logo DE Ministry.
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
Ministry of Digital Economy and Society
Logo DE Ministry.
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
Ministry of Digital Economy and Society
ตัวช่วยเหลือในการเข้าถึงเว็บไซต์
ค้นหา

นางสาววงศ์อะเคื้อ บุญศล โฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ฝ่ายการเมือง เปิดเผยว่า ในช่วงวันที่ 20 – 26 มกราคม 2568 ที่ผ่านมา ศูนย์ AOC 1441 (Anti Online Scam Operation Center) ได้มีรายงานเคสตัวอย่างอาชญากรรมออนไลน์ที่ประชาชนได้รับผลกระทบจากการถูกหลอกลวง จำนวน 5 เคส ประกอบด้วย   คดีที่ 1 คดีหลอกลวงให้ลงทุนผ่านระบบคอมพิวเตอร์ มูลค่าความเสียหาย 1,972,414บาท โดยผู้เสียหายพบโฆษณาเชิญชวนเทรดหุ้นทองคำผ่านช่องทาง Facebook ผู้เสียหายสนใจจึงทักไปสอบถามรายละเอียด และเพิ่มเพื่อนทาง Line จากนั้นมิจฉาชีพสอนวิธีเทรดหุ้นต่างๆ และให้ติดตั้งแอปพลิเคชันเพื่อเทรดหุ้น ในช่วงแรกสามารถถอนเงินจากระบบได้ ผู้เสียหายจึงโอนเงินเพิ่ม และเทรดหุ้นได้จำนวนมากขึ้นแต่ไม่สามารถถอนเงินได้ มิจฉาชีพอ้างว่ายังเทรดหุ้นไม่ครบตามระยะเวลาที่กำหนด ต้องโอนเงินลงทุนเพิ่ม ผู้เสียหายเชื่อว่าตนถูกมิจฉาชีพหลอก   คดีที่ 2 คดีข่มขู่ทางโทรศัพท์ให้เกิดความกลัวแล้วหลอกให้โอนเงิน (Call Center) มูลค่าความเสียหาย 2,000,000 บาท โดยผู้เสียหายได้รับการติดต่อจากมิจฉาชีพผ่านช่องทางโทรศัพท์อ้างเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ แจ้งว่าผู้เสียหายมีรายชื่ออยู่ในบัญชีม้า หากต้องการยืนยันความบริสุทธิ์จะต้องโอนเงินจากทุกบัญชีให้ตรวจสอบเส้นทางการเงิน ถ้าไม่ให้ความร่วมมือจะมีความผิดตามกฎหมาย ผู้เสียหายหลงเชื่อจึงโอนเงินไปจากนั้นไม่สามารถติดต่อได้ ผู้เสียหายเชื่อว่าตนเองถูกมิจฉาชีพหลอก   คดีที่ 3 คดีหลอกลวงให้โอนเงินเพื่อทำงานหารายได้พิเศษ มูลค่าความเสียหาย 6,863,425 บาท โดยผู้เสียหายพบโฆษณาชักชวนทำงานหารายได้พิเศษผ่านช่องทาง Facebook ผู้เสียหายสนใจจึงทักไปสอบถามรายละเอียดผ่านทาง Messenger Facebook เป็นการกดถูกใจสินค้าและโพสต์โพรโมตสินค้าเพื่อเพิ่มยอดขายให้กับร้านค้า และมีการชักชวนให้ทำกิจกรรมเพื่อรับผลตอบแทนที่มากขึ้น ในช่วงแรกสามารถถอนเงินออกมาได้จริง จึงโอนเงินทำกิจกรรมเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนเป็นจำนวนมาก แต่ไม่สามารถถอนเงินได้ มิจฉาชีพแจ้งว่ายอดเงินมูลค่าสูงต้องชำระค่าภาษีก่อนจึงจะขอถอนเงินได้ ผู้เสียหายหลงเชื่อจึงโอนเงินไปเมื่อโอนไปแล้วยังไม่ได้รับเงินและมีการแจ้งให้โอนเงินเพิ่มเรื่อย ๆ ผู้เสียหายเชื่อว่าตนถูกมิจฉาชีพหลอก   คดีที่ 4 คดีหลอกลวงให้ลงทุนผ่านระบบคอมพิวเตอร์ มูลค่าความเสียหาย 10,975,050 บาท ทั้งนี้ผู้เสียหายพบโฆษณาเชิญชวนเทรดหุ้นผ่านช่องทาง Facebook ผู้เสียหายสนใจจึงเพิ่มเพื่อนทาง Line สอบถามรายละเอียด ต่อมามีการดึงเข้า Group Line และให้ติดตั้งแอปพลิเคชันเพื่อเทรดหุ้น ในช่วงแรกสามารถถอนเงินจากระบบได้ จึงโอนเงินเพิ่มและเทรดหุ้นได้จำนวนมากขึ้นแต่ไม่สามารถถอนเงินได้ มิจฉาชีพแจ้งว่าขณะนี้อยู่ในช่วงระดมทุนเทรดหุ้นตัวสำคัญที่กำลังทำราคา จะไม่สามารถใช้ระบบถอนเงินได้ ผู้เสียหายจึงติดต่อสอบถามไปยังสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์ฯ จึงทราบว่าตนถูกมิจฉาชีพหลอก   และคดีที่ 5  คดีหลอกลวงให้โอนเงินเพื่อรับรางวัล หรือวัตถุประสงค์อื่นๆ มูลค่าความเสียหาย 2,353,466 บาท โดยผู้เสียหายได้รับการติดต่อจากมิจฉาชีพผ่านทางโทรศัพท์ อ้างตนเป็นเจ้าหน้าที่การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค แจ้งว่าจะมีการเปลี่ยนมิเตอร์ไฟฟ้า และจะได้รับเงินค่าประกันมิเตอร์ไฟฟ้าเดิมคืน โดยต้องยืนยันตัวผ่านแอปพลิเคชันก่อนจึงจะได้รับเงิน แล้วแนะนำให้ทำตามขั้นตอนจนถึงการสแกนใบหน้า จากนั้นได้รับข้อความว่าเงินออกจากบัญชีจนหมด ผู้เสียหายเชื่อว่าถูกมิจฉาชีพหลอก   สำหรับมูลค่าความเสียหายที่เกิดขึ้นทั้ง 5 คดี รวม 24,164,355 บาท   ทั้งนี้ ผลการดำเนินงานของ ศูนย์ AOC 1441 ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2566 ถึง วันที่ 24 มกราคม 2568 มีตัวเลขสถิติผลการดำเนินงาน ดังนี้   1. สายโทรเข้า 1441 จำนวน 1,417,589 สาย / เฉลี่ยต่อวัน 3,143 สาย   2. ระงับบัญชีธนาคาร จำนวน 492,855 บัญชี / เฉลี่ยต่อวัน 1,205 บัญชี   3. ระงับบัญชีตามประเภทคดีสูงสุด 5 ประเภท ได้แก่ (1) หลอกลวงซื้อขายสินค้าหรือบริการ 151,993 บัญชี คิด เป็นร้อยละ 30.84 (2) หลอกลวงหารายได้พิเศษ 116,877 บัญชี คิดเป็นร้อยละ 23.71 (3) หลอกลวงลงทุน 71,761 บัญชี คิดเป็นร้อยละ 14.56 (4) หลอกลวงให้โอนเงินเพื่อรับรางวัล 47,002 บัญชี คิดเป็นร้อยละ 9.54 (5) หลอกลวงให้กู้เงิน 36,727 บัญชี คิดเป็นร้อยละ 7.45 (และคดีอื่นๆ 68,495 บัญชี คิดเป็นร้อยละ 13.90)    “จากเคสตัวอย่างจะเห็นได้ว่า มิจฉาชีพ ใช้วิธีการหลอกลวงผู้เสียหายด้วยการหลอกให้ลงทุน เพื่อหารายได้พิเศษ หรือหลอกลวงชวนเทรดหุ้น และซื้อสินค้าเพื่อการลงทุน ผ่านช่องทางโซเชียลมีเดีย คือ Facebook และส่วนใหญ่มีการให้เพิ่มเพื่อนทาง Line เพื่อสมัครเข้าร่วมลงทุน และมีการใช้ข้ออ้างต่างๆ เพื่อหลอกให้ผู้เสียหายโอนเงินลงทุนอย่างต่อเนื่อง เมื่อผู้เสียหายต้องการถอนเงิน มิจฉาชีพจะกล่าวอ้างว่ามีการทำผิดกฎไม่สามารถถอนเงินได้ ทั้งนี้ขอย้ำว่า การลงทุนในธุรกิจที่ไม่มีการรับรองโดยหน่วยงานที่มีความน่าเชื่อถือ เป็นการเสี่ยงต่อการถูกหลอกลวง ขอให้ผู้เสียหายตรวจสอบ และติดต่อสอบถามไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อสอบถามรายละเอียดให้แน่ชัด หรือติดต่อผ่านทางสายด่วน AOC 1441 เพื่อยืนยันตรวจสอบข้อเท็จจริง ก่อนที่จะมีการดำเนินการใดๆ โดยควรสอบถามรายละเอียดให้แน่ชัด    ขณะเดียวกันยังพบการถูกหลอกลวงผ่านแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ซึ่งบพว่ายังคงใช้รูปแบบการอ้างตัวเป็น ตำรวจ หรือเจ้าหน้าที่หน่วยงานรัฐ แจ้งให้ผู้เสียหายโอนเงินเพื่อตรวจสอบบัญชีม้า หรือให้ติดตั้งแอปฯ เพื่อรับเงินคืน ขอเน้นย้ำว่าหน่วยงานรัฐ ไม่มีนโยบายในการแจ้งให้โอนเงินตรวจสอบบัญชี หรือให้ดาวน์โหลดแอปฯแต่อย่างใด ซึ่งหากสงสัยขอให้หยุดทำธุรกรรมก่อน และติดต่อสอบถามรายละเอียดจากหน่วยงานรัฐนั้นๆโดยตรง ” นางสาววงศ์อะเคื้อ กล่าว   อย่างไรก็ตาม ขอให้ประชาชนยึดหลัก 4 ไม่ คือ 1. ไม่กดลิงก์ 2.ไม่เชื่อ 3.ไม่รีบ และ 4.ไม่โอน ก่อนที่จะทำธุรกรรมใดๆ อย่ากดเข้าลิงก์เว็บไซต์ หรือดาวน์โหลด และอัปโหลดแพลตฟอร์ม ที่มีการส่งต่อจากช่องทางที่ไม่แน่ใจ โดย กระทรวง ดีอี ได้เร่งดำเนินการปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ทุกรูปแบบร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการเผยแพร่ให้ความรู้เกี่ยวกับการป้องกันภัยอาชญากรรมออนไลน์ ผ่านศูนย์ AOC 1441 เพื่อแก้ไขปัญหาที่ส่งผลกับประชาชนอย่างต่อเนื่อง   หากประชาชนโดนหลอกออนไลน์ โทรแจ้งดำเนินการ ระงับ อายัดบัญชี AOC 1441 แจ้งเบาะแส ข่าวปลอม และอาชญากรรมออนไลน์ทุกรูปแบบ โทรสายด่วน 1111 (24 ชม.) |  Line ID: @antifakenewscenter | เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com     --------------------------------------------------------------------------------------


Switch to English : Click here! ระบบ e-Office ภายใต้ระบบคลาวด์กลางภาครัฐ (GDCC)           ระบบ e-Office เป็นบริการ Cloud ประเภท Software as a Service (SaaS) ภายใต้ GDCC โดยมีจุดมุ่งหมายในการเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการด้านเอกสาร และระบบอื่น ๆ (เช่น ระบบบริหารการประชุม ระบบจองห้องประชุม และระบบจองรถ) ที่เกี่ยวข้องภายในองค์กร สนับสนุนการปรับเปลี่ยนสู่รัฐบาลดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ โดย ดศ. ให้บริการโดยไม่คิดค่าใช้จ่ายอย่างต่อเนื่องตามนโยบายรัฐบาล เพื่อขับเคลื่อนภาครัฐสู่การดำเนินงานแบบไร้กระดาษ (Paperless Government) ซึ่งหน่วยงานรัฐสามารถ ร่าง/ลงนาม/ จัดเก็บและส่งออกไฟล์เอกสาร ทั้งหมดด้วยระบบ e-Office โดยไม่จำเป็นต้องใช้กระดาษ          ระบบ e-Office มีจุดมุ่งหมายในการสนับสนุนการปรับเปลี่ยนสู่รัฐบาลดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ เนื่องจาก GDCC เป็นแพลตฟอร์มกลางที่รัฐให้บริการเพื่อลดความซ้ำซ้อนในการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของแต่ละหน่วยงาน ซึ่งจะช่วยให้ภาครัฐประหยัดต้นทุนในการจัดหาและบำรุงรักษาทรัพยากรทางเทคโนโลยีในภาพรวมของประเทศ รวมถึงสามารถรักษาความมั่นคงปลอดภัยและความเป็นส่วนตัวของข้อมูลภาครัฐได้อย่างมีประสิทธิภาพ           หน่วยงานภาครัฐ (ส่วนกลาง ภูมิภาค ท้องถิ่น และสถานศึกษาของรัฐ) สามารถขอรับการสนับสนุนการใช้งานระบบ e-Office ภายใต้บริการคลาวด์กลางภาครัฐ GDCC พร้อมทั้งให้ CA (Certification Authority) สำหรับผู้มีอำนาจลงนามหนังสือภายนอก โดยไม่มีค่าใช้จ่าย โดยสามารถศึกษารายละเอียดเกี่ยวกับการใช้งานเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ในระบบ e-Office เบื้องต้น จาก https://www.eoffice.go.th/ สถานะการดำเนินงาน (ณ วันที่ 1 เมษายน 2568) มีผู้ใช้งานระบบทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาค (รวม อปท.) จำนวนกว่า 100,000 users และอยู่ระหว่างการเตรียมเปิดใช้งาน จำนวนกว่า 700,000 usersเป้าหมายการขับเคลื่อนการใช้งานเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ในระบบ e-Office ภายใต้บริการคลาวด์กลางภาครัฐ (GDCC) ของ ดศ. หน่วยงานที่มีความประสงค์ใช้งาน สามารถแจ้งความประสงค์ได้ผ่าน QR Codeหรือกดที่ลิงก์นี้ : คลิกที่นี่ ติดต่อเพิ่มเติม ได้ที่1) กองงานดิจิทัลจังหวัด สำนักงานปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม โทร. 0-2141-67862) สำนักงานสถิติจังหวัดทั่วประเทศ หรือ โทรคมนาคมจังหวัด (NT) ทั่วประเทศ ที่มาและความสำคัญ           นโยบายและแผนระดับชาติว่าด้วยการพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เป็นแผนแม่บทหลักในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมดิจิทัลของประเทศ ระยะ 20 ปี (พ.ศ. 2561 – 2580) ที่กำหนดทิศทางการขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศที่ยั่งยืนโดยใช้เทคโนโลยีดิจิทัล ซึ่งมีความสอดคล้องกับกรอบยุทธศาสตร์ชาติ ระยะ 20 ปี (พ.ศ. 2561 - 2580) แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13 (พ.ศ. 2566 - 2570) และแนวคิดประเทศไทย 4.0: โมเดลขับเคลื่อนสู่ความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน คือ การนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้เป็นเครื่องมือสำคัญในการพัฒนาระบบเศรษฐกิจที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของการใช้นวัตกรรมการปฏิรูปกระบวนการทางธุรกิจ รวมถึงการพัฒนาระบบการบริหารจัดการภาครัฐให้มีความทันสมัยตอบสนองปัญหาความต้องการของประชาชน ปรับวัฒนธรรมการทำงานให้มุ่งผลสัมฤทธิ์และผลประโยชน์ส่วนรวมที่ปรับตัวให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลกอยู่ตลอดเวลา เปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วมเพื่อตอบสนองความต้องการของประชาชนได้อย่างสะดวก รวดเร็ว และโปร่งใส            โดยนโยบายและแผนระดับชาติว่าด้วยการพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม มุ่งเน้นการพัฒนาระยะยาวอย่างยั่งยืนสอดคล้องกับการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ซึ่งมียุทธศาสตร์ในการขับเคลื่อน 6 ยุทธศาสตร์ ดังนี้ ยุทธศาสตร์ที่ 1 พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลประสิทธิภาพสูงให้ครอบคลุมทั่วประเทศ ยุทธศาสตร์ที่ 2 ขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล ยุทธศาสตร์ที่ 3 สร้างสังคมคุณภาพที่ทั่วถึงเท่าเทียมด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล ยุทธศาสตร์ที่ 4 ปรับเปลี่ยนภาครัฐสู่การเป็นรัฐบาลดิจิทัล ยุทธศาสตร์ที่ 5 พัฒนากำลังคนให้พร้อมเข้าสู่ยุคเศรษฐกิจและสังคมดิจิทัล และยุทธศาสตร์ที่ 6 สร้างความเชื่อมั่นในการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล         ทั้งนี้ ยุทธศาสตร์ที่ 4 มุ่งเน้นการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการปรับปรุงประสิทธิภาพการบริหารจัดการของหน่วยงานรัฐทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาค ให้เกิดบริการภาครัฐในรูปแบบดิจิทัลที่ประชาชนสามารถเข้าถึงบริการได้โดยไม่มีข้อจำกัดทางกายภาพ พื้นที่ และภาษานำไปสู่การหลอมรวมการทำงานของภาครัฐเสมือนเป็นองค์กรเดียว นอกจากนี้ รัฐบาลดิจิทัลในอนาคตจะเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการกำหนดแนวทางการพัฒนาสังคมและเศรษฐกิจ การบริหารบ้านเมือง และเสนอความคิดเห็นต่อการดำเนินงานของภาครัฐ โดยได้มีการกำหนดเป้าหมายให้หน่วยงานดำเนินการตามวิธีปฏิบัติราชการทางอิเล็กทรอนิกส์ คิดเป็นร้อยละ 100 และให้ประเทศไทยมีอันดับดัชนีรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ (E-Government Development Index: EGDI) อยู่ในกลุ่มประเทศที่มี Development Index: EGDI อยู่ในกลุ่มประเทศที่มีการพัฒนาสูงสุด 40 อันดับแรก ภายในปี 2570           ประกอบกับรัฐบาลภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรี นางสาวแพทองธาร ชินวัตร มีนโยบายพลิกฟื้นความเชื่อมั่นของคนไทยและต่างชาติ ด้วยการพัฒนาการเมืองในระบอบประชาธิปไตยให้เข้มแข็ง มีเสถียรภาพ มีนิติธรรม และความโปร่งใส โดยรัฐบาลจะปฏิรูประบบราชการและกองทัพเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ เปลี่ยนผ่านราชการไทยไปสู่ราชการทันสมัยในระบบดิจิทัล (Digital Government) ปรับขนาดให้มีความคล่องตัว เพิ่มประสิทธิภาพ และประสิทธิผลในการใช้งบประมาณและการปฏิบัติราชการ ทั้งนี้ รัฐบาลมุ่งเน้นผลักดันการปฏิรูประบบราชการสู่ราชการทันสมัยในระบบดิจิทัล ดศ. จึงได้เร่งขับเคลื่อนการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อเสริมสร้างประสิทธิภาพและความโปร่งใสในการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐ ซึ่งนโยบายรัฐบาลดิจิทัล (Digital Government) เป็นหนึ่งในนโยบายที่กระทรวงฯ ให้ความสำคัญ โดยมีเป้าหมายในการเปลี่ยนแปลงการทำงานของภาครัฐให้มีความทันสมัยและมีประสิทธิภาพสูงสุด            พร้อมทั้งรัฐบาลได้มีนโยบายการใช้คลาวด์เป็นหลัก (Cloud First Policy) โดยมีเป้าหมายหลักในการนำเทคโนโลยีคลาวด์มาใช้ในการดำเนินงานของภาครัฐและภาคเอกชน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความรวดเร็วในการให้บริการประชาชนอย่างมั่นคงปลอดภัย ซึ่งที่ผ่านมา ดศ. ได้ผลักดันการใช้งานระบบคลาวด์กลางเป็นโครงสร้างดิจิทัลพื้นฐานหลักของภาครัฐผ่านโครงการระบบคลาวด์กลางภาครัฐ (Government Data Center and Cloud Service: GDCC) ซึ่งมุ่งเน้นการใช้ระบบคลาวด์กลางภาครัฐ (GDCC) เป็นโครงสร้างพื้นฐานหลักในการบริหารจัดการข้อมูลและบริการต่าง ๆ ของหน่วยงานภาครัฐ เพื่อสร้างระบบนิเวศสำหรับบริการประชาชน และขับเคลื่อนงานด้วยข้อมูลอย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งเชื่อมโยงสนับสนุนการทำงานร่วมกันกับผู้ให้บริการคลาวด์กลางภาครัฐกับผู้ให้บริการคลาวด์ภาคเอกชน ตอบสนองแนวโน้มการใช้งานด้านข้อมูลและรองรับการพัฒนานวัตกรรมของประเทศในอนาคต การดำเนินการ           ดศ. ได้ดำเนินการขับเคลื่อนการใช้งานระบบเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อให้ทุกหน่วยงานรัฐปรับเปลี่ยนการทำงานสู่การเป็นรัฐบาลดิจิทัล ดศ. จึงได้ปรับเปลี่ยนการดำเนินงานเพื่อให้สอดคล้องกับแนวนโยบายเพื่อให้การขับเคลื่อนการใช้เอกสารอิเล็กทรอนิกส์ โดยมีกรอบแนวทางการขับเคลื่อนภาครัฐผ่านเทคโนโลยีดิจิทัลแบบไร้กระดาษ ( Paperless Government) สู่รัฐบาลดิจิทัลทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค ดังนี้           1) กลไกส่วนกลาง: ดศ. ขับเคลื่อนในระดับกระทรวงและหน่วยงานราชการส่วนกลาง โดยมีการจัดทำ MOU ขับเคลื่อนการใช้งานเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ในระบบ e-Office ภายใต้บริการคลาวด์กลางภาครัฐ GDCC กับหน่วยงานต่างๆ เช่น กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงวัฒนธรรม กระทรวงสาธารณสุข สำนักงานศาลปกครอง            2) กลไกส่วนภูมิภาค: ดศ. ได้มีการจัดกิจกรรมขับเคลื่อนเทคโนโลยีดิจิทัลสู่ภูมิภาค ในงาน “Digital Korat: The Future Starts now - โคราช มหานครดิจิทัลแห่งอนาคต” เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2567 ในคราวประชุมคณะรัฐมนตรีนอกสถานที่ ณ จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งจังหวัดนครราชสีมามีความพร้อมเป็นจังหวัดต้นแบบในการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ในการบริหารจัดการภาครัฐ พร้อมทั้งได้มีการลงนามข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) การขับเคลื่อนดิจิทัลพร้อมทั้งได้นำประเด็นการให้ความรู้มาจัดทำเป็นข้อมูลแนะนำการใช้งานและหลักการคำนวณจำนวนผู้ขอใช้งานให้สอดคล้องกับโครงสร้างการทำงานขององค์กร และขยายผลไปยังจังหวัดอื่นๆ โดยการประสานความร่วมมือไปยังกระทรวงมหาดไทย เพื่อให้ประสานแจ้งผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัด และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นให้รับทราบถึงการสนับสนุนระบบเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ (e-Document) บนแพลตฟอร์มภายใต้ GDCC โดยมอบหมายให้สำนักงานสถิติแห่งชาติ (สำนักงานสถิติจังหวัด) เป็นผู้ประสานการขอใช้งานในระดับจังหวัด แนวทางการบริหารจัดการองค์กรต้นแบบ           กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมของเราภูมิใจนำเสนอ แนวทางการบริหารจัดการองค์กรต้นแบบ ที่ได้เริ่มดำเนินการแล้ว และสามารถนำไปปรับใช้ได้ในหน่วยงานภาครัฐทั่วประเทศ เราพร้อมแบ่งปัน ประสบการณ์และวิธีปฏิบัติจริง ซึ่งเกิดจากการขับเคลื่อนส่วนกลางที่ผ่านมา โดยมีหน่วยงานระดับกระทรวงเป็นแบบอย่างของความสำเร็จ           • กระทรวงพาณิชย์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ ได้มอบนโยบายการปรับเปลี่ยนระบบสารบรรณอิเล็กทรอนิกส์ของกระทรวงพาณิชย์ ให้เป็นระบบสารบรรณอิเล็กทรอนิกส์เต็มรูปแบบ มีการสร้าง ส่ง ลงนาม สั่งการหนังสือราชการในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์พร้อมเข้ารหัส เพื่อให้สอดคล้องกับพระราชบัญญัติการปฏิบัติราชการทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 2565 เพื่อให้เกิดความสะดวก ชัดเจน ตอบโจทย์ทั้งในด้านเวลา และทรัพยากรกระดาษ โดยสามารถลดการใช้กระดาษแบบยั่งยืน เป็นจำนวน 5,100 รีม /ปี เป็นจำนวนเงิน 499,800 บาท/ปี ช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ 26,775 kgCO2 เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม             โดยกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ได้เข้ามาเป็น ส่วนสนับสนุนหลักให้กับสำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์ เพื่อผลักดันให้เกิดผลจริง โดยมีการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือในการใช้งานระบบ e-Office ร่วมกันระหว่างกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กับกระทรวงพาณิชย์ ภายใต้นโยบาย “Go Cloud First” ซึ่งใช้ระบบคลาวน์กลางภาครัฐ (GDCC) เพื่อการขับเคลื่อนรัฐบาลดิจิทัล เมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2567 ณ กระทรวงพาณิชย์ ต่อมาเมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2567 กระทรวงพาณิชย์ให้ทุกกอง/ศูนย์/กลุ่ม/สถาบัน ในส่วนกลาง สำนักงานพาณิชย์จังหวัด และสำนักงานพาณิชย์ในต่างประเทศ ใช้งานระบบสารบรรณอิเล็กทรอนิกส์รูปแบบใหม่โดยปลัดกระทรวงพาณิชย์เล็งเห็นถึงการเชื่อมโยงการใช้งานระบบสารบรรณอิเล็กทรอนิกส์รูปแบบใหม่ของทั้งกระทรวง จึงมีนโยบายในการใช้งานระบบสารบรรณอิเล็กทรอนิกส์รูปแบบใหม่ของกรมต่าง ๆ ในสังกัดกระทรวงพาณิชย์ เพื่อให้ระบบสามารถเชื่อมต่อในการรับ-ส่งหนังสือภายในกระทรวงพาณิชย์ การขับเคลื่อนระบบสารบรรณอิเล็กทรอนิกส์ของกระทรวงพาณิชย์ มีดังต่อไปนี้          1. สำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์เป็นแบบจำลองต้นแบบในการใช้งานระบบสารบรรณอิเล็กทรอนิกส์รูปแบบใหม่          2. การประชุมหารือระหว่างผู้ตรวจราชการกระทรวงพาณิชย์ ร่วมกับผู้อำนวยการกอง/ศูนย์/กลุ่ม/สถาบัน และเจ้าหน้าที่ผู้ใช้งาน เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2567 เพื่อชี้แจงการใช้งานระบบสารบรรณอิเล็กทรอนิกส์รูปแบบใหม่ และวันที่ 4 ธันวาคม 2567 เพื่อชี้แจงการใช้งานการลงนามด้วยลายเซ็นอิเล็กทรอนิกส์ในระบบสารบรรณอิเล็กทรอนิกส์รูปแบบใหม่           3. การจัดประชุมและอบรมการใช้งานระบบสารบรรณอิเล็กทรอนิกส์รูปแบบใหม่ เมื่อวันที่ 8-9 ตุลาคม 2567 โดยเจ้าหน้าที่กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และมีการอบรมการใช้งานตามกอง/ศูนย์/กลุ่ม/สถาบัน ในระหว่างเดือนธันวาคม 2567 - มกราคม 2568 โดยเจ้าหน้าที่ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร สำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์ เพื่อทำความเข้าใจเพิ่มเติมและทบทวนการใช้งานระบบฯ           4. การขับเคลื่อนการใช้งานระบบสารบรรณอิเล็กทรอนิกส์ให้แก่เจ้าหน้าที่ ผู้อำนวยการกอง/ศูนย์/กลุ่ม/สถาบัน เต็มรูปแบบ แต่ยังไม่รวมถึง ผู้บริหารระดับ 10 ขึ้นไป           5. การดำเนินการจัดอบรมหน่วยงานในต่างประเทศ ของสำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์ จำนวน 4 แห่ง และสำนักงานพาณิชย์จังหวัด 76 จังหวัด เมื่อวันที่ 8-9 ตุลาคม 2567 ผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์พร้อมกัน           6. สำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์ ทั้งในส่วนกลาง (กอง/ศูนย์/กลุ่ม/สถาบัน) ส่วนภูมิภาค (สำนักงานพาณิชย์จังหวัด 76 จังหวัด) และส่วนต่างประเทศ (สำนักงานพาณิชย์ในต่างประเทศ 4 แห่ง) ได้เริ่มใช้งานจริงเมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2567 โดยมีจำนวนผู้ใช้งานของสำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์จำนวน 2,402 ราย (ข้อมูล ณ วันที่ 28 มกราคม 2568) และมีหนังสือในรูปแบบดิจิทัลที่สามารถใช้งานการสร้าง ส่ง ลงนาม ผ่านระบบ คือ ประเภทหนังสือทั่วไป เช่น หนังสือแจ้งเวียน หนังสือเชิญประชุม หนังสือตอบรับ หนังสือเชิญอบรม หนังสือออกตรวจ เป็นต้น           7. การขยายผลไปยังกรมต่าง ๆ ในสังกัดกระทรวงพาณิชย์ 7 หน่วยงาน (กรมการค้าต่างประเทศ กรมการค้าภายใน กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กรมทรัพย์สินทางปัญญา กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ และสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า) มีการแบ่งระยะความพร้อมใช้งานได้ดังนี้               - ระยะที่ 1 จัดอบรมในช่วงเดือนมกราคม 2568 มีแผนจะเปิดใช้งานจริง ภายในเดือนกุมภาพันธ์ - มีนาคม 2568               - ระยะที่ 2 จัดอบรมในช่วงเดือนเมษายน 2568 มีแผนจะเปิดใช้งานจริง ภายในเดือนพฤษภาคม - มิถุนายน 2568               - ระยะที่ 3 จัดอบรมในช่วงเดือนกรกฎาคม 2568 มีแผนจะเปิดใช้งานจริง ภายในเดือนสิงหาคม - กันยายน 2568           8. รายละเอียดการขับเคลื่อนของกรมต่าง ๆ ในสังกัดกระทรวงพาณิชย์ ดำเนินการดังนี้               - สำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์และสำนักงานรัฐมนตรี อบรมฯ เมื่อวันที่ 18 ตุลาคม 2567 และวันที่เปิดใช้งาน เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2567               - สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า อบรมฯ เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2567 และวันที่เปิดใช้งาน เมื่อวันที่ 2 มกราคม 2568               - กรมพัฒนาธุรกิจการค้า อบรมฯ เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2567 ขณะนี้ยังไม่กำหนดวันเปิดใช้งาน               - กรมทรัพย์สินทางปัญญา อบรมฯ เมื่อวันที่ 20 มกราคม 2568 ขณะนี้ยังไม่กำหนดวันเปิดใช้งาน               - กรมการค้าภายใน อบรมฯ ในวันที่ 30 มกราคม 2568 มีแผนเปิดใช้งาน ในวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2568               - กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ อยู่ระหว่างการรอข้อมูลเพื่อดำเนินการกรมการค้าต่างประเทศ อยู่ระหว่างการรอข้อมูลเพื่อดำเนินการ               - กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ อยู่ระหว่างการรอข้อมูลเพื่อดำเนินการ           • จังหวัดนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมามีการขับเคลื่อนการใช้งานระบบ e-Office ภายใต้งานบริการคลาวด์กลางภาครัฐ (GDCC) เพื่อสนับสนุนให้หน่วยงานสามารถปฏิบัติงาน ด้านสารบรรณได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ ได้มีการกำหนด วัตถุประสงค์ของโครงการ ดังนี้           1. เพื่อขับเคลื่อนการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อเสริมสร้างประสิทธิภาพและความโปร่งใสในการ ดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐ ซึ่งนโยบายรัฐบาลดิจิทัล (Digital Government)           2. มีเป้าหมายให้จังหวัดนครราชสีมาเป็นจังหวัดต้นแบบในการเปลี่ยนแปลงการทำงานของ ภาครัฐให้มีความทันสมัยและมีประสิทธิภาพสูงสุด ภายใต้แนวนโยบาย "Go Cloud First"           3. เพื่อดำเนินการส่งเสริมให้หน่วยงานราชการ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสามารถจัดหา และนำระบบ e-Office มาเพิ่มประสิทธิภาพ การดำเนินงานของหน่วยงานของตน รวมถึงการนำเทคโนโลยี ดิจิทัลมาประยุกต์ใช้ในการให้บริการประชาชน ได้อย่างสะดวกรวดเร็วมีประสิทธิภาพและลดค่าใช้จ่ายในการ เดินทางของประชาชนในการเข้ามาติดต่อหน่วยงานราชการการขับเคลื่อนการดำเนินงานในจังหวัด มีดังนี้              1) มีการกำหนดกลุ่มเป้าหมาย ดังนี้                  กลุ่มเป้าหมายหลัก ได้แก่ ส่วนราชการในจังหวัดนครราชสีมา และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจังหวัดนครราชสีมา                  กลุ่มเป้าหมายรอง ได้แก่ เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานในงานด้านต่าง ๆ ของของส่วนราชการ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ในจังหวัดนครราชสีมา             2) มีการกำหนดขั้นตอนและกิจกรรมการดำเนินงาน ดังนี้                 2.1) กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมและสำนักงานสถิติแห่งชาติ ได้สั่งการให้สำนักงาน สถิติจังหวัดทุกจังหวัดดำเนินการเชิงรุกลงพื้นที่สำรวจการใช้งานระบบสารบรรณอิเล็กทรอนิกส์ของ อปท. เพื่อ ตรวจสอบว่า อปท.ในพื้นที่จังหวัดมีการใช้งานระบบฯ ว่ามีการใช้งานครบ 3 ลักษณะ (สร้าง เซ็นต์ ส่ง) ในแบบ สำรวจ จำนวน 344 แห่ง และให้ทราบข้อมูลการใช้งานฯ รวมถึงปัญหา อุปสรรค และข้อสนอ เพื่อใช้เป็น ฐานข้อมูลประกอบการจัดทำแผนขับเคลื่อนการใช้ระบบ e-Office ของจังหวัด โดยมีผลการดำเนินการจากการสำรวจมีองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจังหวัดนครราชสีมา พบว่ามี การใช้งานระบบสารบรรณอิเล็กทรอนิกส์ จำนวน 4 แห่ง (จาก 334 แห่ง)                  2.2) สำนักงานสถิติจังหวัดนครราชสีมา ดำเนินการประชาสัมพันธ์สร้างการรับรู้ให้กับส่วน ราชการระดับจังหวัด จำนวน 231 แห่ง และที่ทำการปกครองอำเภอ จำนวน 32 อำเภอ โดยนำเรื่องเข้า ประชาสัมพันธ์ในที่ประชุมกรมการจังหวัดนครราชสีมา เพื่อนำเสนอข้อมูลรายละเอียดโครงการพร้อมเชิญชวน ให้ทุกภาคส่วนเข้ามาร่วมใช้งานระบบสารบรรณอิเล็กทรอนิกส์ e-Office และสร้างการรับรู้ก่อนทำ MOU                  2.3) สำนักงานสถิติจังหวัดนครราชสีมา ดำเนินการประชาสัมพันธ์สร้างการรับรู้ให้กับองค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่น โดยนำเรื่องเข้าประชาสัมพันธ์ในที่ประชุมองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นหวัดนครราชสีมา จำนวน 334 แห่ง ให้กับผู้นำองค์กรฯ เพื่อนำเสนอข้อมูลรายละเอียดโครงการพร้อมเชิญชวนให้ทุกภาคส่วน เข้ามาร่วมใช้งานระบบสารบรรณอิเล็กทรอนิกส์ e-Office                  2.4) สำนักงานสถิติจังหวัดนครราชสีมา ได้จัดทำแผนการขับเคลื่อนการใช้งานระบบ e-Office ของจังหวัดนครราชสีมาเพื่อใช้เป็นกรอบในการขับเคลื่อนระยะการดำเนินการสร้างการรับรู้ภายหลังจากที่กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมร่วมกับจังหวัดนครราชสีมาได้จัดทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) เพื่อบูรณาการและเชื่อมโยงกระบวนงานภายในของหน่วยงานต่างๆ บนแพลตฟอร์ม e-Office ของ GDCC เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน และการบริหารจัดการข้อมูล รวมถึงบูรณาการการทำงานภายในของหน่วยงาน                  2.5) สำนักงานสถิติจังหวัดนครราชสีมา ดำเนินการเชิงรุกสำรวจความพร้อมและความต้องการ การใช้งานระบบสารบรรณอิเล็กทรอนิกส์ e-Office ของส่วนราชการ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ในพื้นที่ จังหวัดนครราชสีมา เพื่อตรวจสอบว่า อปท.ในพื้นที่จังหวัดมีการใช้งานระบบฯ ว่ามีการใช้งานครบ 3 ลักษณะ (สร้าง เซ็นต์ ส่ง) โดยมีหน่วยงานตอบแบบสำรวจผ่าน Google Forrom ส่วนราชการ จำนวน 52 หน่วยงาน (231 แห่ง) และ อปท. 291 แห่ง (334 แห่ง)                  2.6) สำนักงานสถิติจังหวัดนครราชสีมา ดำเนินการเชิงรุก จัดทำประกาศเจตนารมย์ให้ผู้ว่า ราชการจังหวัดนครราชสีมาลงนาม และแจ้งเวียนให้ทุกภาคส่วน ภาครัฐ ภาคเอกชน อปท. ได้รับทราบถึง แนวทางขับเคลื่อนการใช้งานระบบสารบรรณอิเล็กทรอนิกส์ e-Office ของจังหวัดนครราชสีมาและร่วมกัน เคลื่อนให้เกิดเป็นรูปธรรม                  2.7) การดำเนินการจัดการอบรมการใช้งานระบบฯ ร่วมกับ บมจ.โทรคมนาคม ในฐานะหน่วยงานที่ได้รับมอบหมายให้ดำเนินการทางเทคนิคเพื่อให้หน่วยงานที่ขอใช้งานสามารถเปิดใช้งานระบบได้ตามความต้องการ แต่เนื่องจากจังหวัดนครราชสีมาเป็นจังหวัดขนาดใหญ่มีหน่วยงานจำนวนมาก การดำเนินการจึงได้มีการแบ่งสัดส่วนของหน่วยงาน ที่เข้าร่วมโครงการฯ ประกอบด้วย                       - ส่วนราชการ และที่ทำการปกครองอำเภอ จำนวน 52 แห่ง                       - องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (ทั้งสิ้น 334) จำนวน 291 แห่ง ( รอบที่ 1 จำนวน 100 แห่ง รอบที่ 2 จำนวน 100 แห่ง และรอบที่ 3 จำนวน 91 แห่ง )                  2.8) ขั้นตอนการดำเนินการ                        2.8.1) การลงทะเบียนผู้ดูแลระบบ (admin) ของส่วนราชการ และองค์กรปกครองส่วน ท้องถิ่น โดยแบ่งเป็นรอบ ตามที่ได้มีการแบ่งสัดส่วนไว้                        2.8.2) จัดอบรมผู้ใช้งานระบบ ได้แก่ ผู้ดูแลระบบ (admin) ของส่วนราชการ และผู้ใช้งาน ระบบ (User) ทุกคน ดังนี้                                  - องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.รอบที่ 1) จำนวน 71 แห่ง จัด อบรมเมื่อวันที่ 19-20 พฤศจิกายน 2567 เริ่มใช้งานระบบจริง เมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน 2567                                  - ส่วนราชการ และที่ทำการปกครองอำเภอ จำนวน 49 แห่ งจัด อบรมเมื่อวันที่ 19-20 ธันวาคม 2567 เริ่มใช้งานระบบจริง ภายในวันที่ 31 ธันวาคม 2567                                  - องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.รอบที่ 2 และ รอบ 3) จำนวน 220 แห่ง จัดอบรมเมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2567 เริ่มใช้งานระบบจริง ภายในวันที่ 31 ธันวาคม 2567                  2.9) พื้นที่ดำเนินการ ได้แก่ หน่วยงานท้องถิ่นในพื้นที่จังหวัดนครราชสีมา 32 อำเภอ                  2.10) ผลที่คาดว่าจะได้รับ ได้แก่ หน่วยงานในสังกัด องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจังหวัดนครราชสีมา สามารถนำใช้ระบบ สารสนเทศสำหรับสนับสนุนภารกิจงานด้านต่าง ๆ ของหน่วยงานทำให้เกิดประสิทธิในการปฏิบัติงานราชการ                  2.11) ปัญหาอุปสรรคในการดำเนินงานของจังหวัดนครราชสีมา สรุปได้ดังนี้                          2.11.1) ในระยะเริ่มดำเนินการหน่วยงานกลุ่มเป้าหมายยังขาดความรู้ ความเข้าใจ                          2.11.2) ผู้บริหารของหน่วยงาน (อปท.) มีความสนใจต้องการใช้งานระบบ แต่ผู้ปฏิบัติงานระดับล่าง เห็นเป็นเรื่องยุ่งยากเป็นภาระ ทำให้งานเพิ่ม ไม่ให้ความใส่ใจ ไม่ให้ความร่วมมือ                          2.11.3) ผู้บริหารของหน่วยงาน อปท. (สายราชการ) มีความสนใจต้องการใช้งานระบบ แต่ผู้บริหาร สายการเมือง ไม่พร้อมใช้ เห็นเป็นเรื่องยุ่งยาก ใช้งานไม่เป็น จึงไม่ให้ความสนใจ                          2.11.4) การสื่อสารเรื่องแผนปฏิบัติการ (ฝึกอบรม) มีการปรับเปลี่ยนไม่เป็นไปตามกรอบหรือแผนของ พื้นที่จังหวัด เนื่องจาก หน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังไม่มีการคุยให้ครบทั้งฝ่าย (สถิติจังหวัด NT และบริษัท) ทำให้การขับเคลื่อน แผนงาน หรือกระบวนหยุดชะงัก หรือเร่งรีบเกินไปทำให้พื้นที่ประสานงานไม่ทัน                          2.11.5) การนำข้อมูลรายละเอียดหน่วยงาน ใช้เวลามาก ผู้ปฏิบัติงานระดับล่างเห็นเป็นเรื่องยุ่งยาก เป็นภาระ ทำให้งานเพิ่ม ไม่ให้ความใส่ใจ ไม่ให้ความร่วมมือ                  2.12) แนวทางการแก้ไขปัญหาของจังหวัดนครราชสีมา                          2.12.1) สำนักงานสถิติจังหวัดนครราชสีมา เร่งประสานติดตามดำเนินการทุกรูปแบบ เช่น เสนอหนังสือให้ผู้บริหารลงนามเพื่อติดตาม และให้เจ้าหน้าที่ของสำนักงานฯ ประจำอำเภอ หรือรับผิดชอบตำบลนั้นประสานงาน กับผู้รับผิดชอบดูแลระบบของหน่วยงานเร่งบันทึกข้อมูล รวมถึงการโทรประสาน ติดตามกับผู้บริหารของหน่วยงานเพื่อทราบ และสั่งการเจ้าหน้าที่ให้ ดำเนินการ                          2.12.2) สำนักงานสถิติจังหวัดให้เจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบประสานชี้แจงเพื่อสร้างความเข้าใจ และแจ้งประโยชน์ ข้อดี ข้อเสีย และโอกาสที่หน่วยงานจะได้รับกับผู้ที่ยังไม่เข้าใจ                          2.12.3) ดำเนินการสื่อสารและปรับกรอบการทำงานให้เป็นไปตามที่จังหวัดหรือพื้นที่สามารถ บริหารจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพ                  2.13) แผนการดำเนินการในระยะต่อไป สถิติจังหวัดนครราชสีมา จะได้มีการเก็บรวบรวมข้อมูลความคิดเห็นผ่านแบบสอบถามเพื่อประเมินผลและสำรวจความคิดเห็นของผู้เกี่ยวข้องและผู้ที่เริ่มเข้าใช้งานระบบฯ โดยจะได้นำข้อมูลมาวิเคราะห์ ปรับปรุงแนวทางการดำเนินงานและสรุปเสนอให้ส่วนกลางรับทราบ เพื่อจะได้นำมาสรุปผลการขับเคลื่อนในภาพรวมของประเทศต่อไป ผลการดำเนินงานที่ผ่านมา ดังนี้           ข้อมูล ณ วันที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2568


วันที่ 28 มกราคม 2568 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานเปิดงาน DATA PRIVACY DAY 2025 หรือวันคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล จัดโดยสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (สคส.) หรือ PDPC โดยมี นางปิยนุช วุฒิสอน รองปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ เลขาธิการคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (BDE) รักษาการแทนเลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล และผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ณ ศูนย์ประชุมวายุภักษ์ โรงแรมเซ็นทารา ไลฟ์ ศูนย์ราชการ และคอนเวนชันเซ็นเตอร์ แจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ   โดยรองนายกฯ ประเสริฐ ได้เน้นย้ำเรื่องการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลเป็นปัจจัยสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัล ที่ช่วยสร้างความน่าเชื่อถือให้ธุรกิจ สร้างความไว้วางใจจากผู้บริโภค และยังส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศ โดยเฉพาะในยุคเศรษฐกิจดิจิทัลที่ข้อมูลเป็นทรัพยากรสำคัญในการขับเคลื่อนธุรกิจ

วันที่ 29 มกราคม 2568 ศาสตราจารย์พิเศษ วิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ร่วมการประชุมคณะหัวหน้าส่วนราชการระดับกระทรวงหรือเทียบเท่า ครั้งที่ 1/2568 โดยมี นางสาวแพทองธาร ชินวัตร เป็นประธานการประชุม พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการระดับกระทรวงหรือเทียบเท่า และผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม ณ อาคารศูนย์ฝึกอบรมพัฒนาบุคคลและสวัสดิการ สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ

วันที่ 29 มกราคม 2568 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการเพื่อเตรียมการจัดการประชุม “The Global Forum on the Ethics of Artificial Intelligence in 2025” ครั้งที่ 1/2568 โดยมี ศาสตราจารย์พิเศษวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงดีอี นางปิยนุช วุฒิสอน รองปลัดกระทรวงดีอี นายพรรณธนู วรรณกางซ้าย ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงดีอี นายอัฐฐเสฏฐ จุลเสฏฐพานิช เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดีอี และผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ณ ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล กรุงเทพฯ และผ่านระบบการประชุมทางไกล   สำหรับงาน “The 3rd UNESCO Global Forum on the Ethics of AI 2025” ในครั้งนี้เป็นการจัดการประชุมนานาชาติด้านเทคโนโลยี AI ครั้งแรกในเอเชียแปซิฟิกของ UNESCO  โดยงานนี้จะเป็นการแสดงศักยภาพความพร้อมของประเทศไทยในการเป็นผู้นำร่วมขับเคลื่อนจริยธรรม รวมถึงยกระดับการกำกับดูแลการประยุกต์ใช้ AI ของโลก อย่างมีจริยธรรมและธรรมาภิบาลของประเทศไทย ตามกรอบ UNESCO AI Readiness Assessment (UNESCO RAM) ไปสู่การปฏิบัติจริง เพื่อเป็นที่ยอมรับในระดับสากลอย่างยั่งยืน

วันที่ 29 มกราคม 2568 นางสาวพิยะดา สุดกังวาล ที่ปรึกษาด้านการสื่อสารกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เข้าร่วมพิธีสมโภชพระบรมสารีริกธาตุ (พระเขี้ยวแก้ว) เนื่องในเทศกาลตรุษจีน เพื่อส่งมอบความสุข เชื่อมความสัมพันธ์ไทย-จีน งานนี้จัดขึ้นในระหว่าง วันที่ 29-30 มกราคม 2568 โดยมีผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม เป็นจำนวนมาก ณ มณฑลพิธีท้องสนามหลวง กรุงเทพฯ ซึ่งเป็นหนึ่งในพิธีอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุ (พระเขี้ยวแก้ว) มาประดิษฐานเป็นการชั่วคราว ณ ประเทศไทย เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567 และเนื่องในวาระครบรอบ 50 ปี การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างประเทศไทยกับสาธารณรัฐประชาชนจีน ด้วยความร่วมมือของรัฐบาล โดยสำนักนายกรัฐมนตรี ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม และรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน ร่วมกับภาคคณะสงฆ์ หน่วยงานภาครัฐและเอกชน จัดขึ้นในระหว่างวันที่ 4 ธันวาคม 2567 ถึงวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2568 

วันที่ 29 มกราคม 2568 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานกล่าวเปิดงาน ซอฟต์พาวเวอร์ภาพยนตร์ไทยไปทั่วโลก ขับเคลื่อนนโยบายรัฐบาล และรอบปฐมทัศน์ ภาพยนตร์สร้างแรงบันดาลใจเรื่อง "ไอ้เป๊าะ CEO ม.6" ที่มีเนื้อหาในการให้ความสำคัญกับการศึกษา มุ่งเน้นการคิด ดีทำดี เพื่อส่งต่อข้อคิดและเรื่องราวดีๆ ณ พารากอน ซีนีเพล็กซ์ กรุงเทพฯ โดยงานนี้จัดขึ้นเพื่อสนับสนุนการเผยแพร่ภาพยนตร์ไทยสู่ระดับนานาชาติ ตามนโยบายของรัฐบาลในการใช้ซอฟต์พาวเวอร์เป็นเครื่องมือขับเคลื่อนเศรษฐกิจและวัฒนธรรมไทยสู่สากล โดยมุ่งหวังให้อุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทยเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญที่จะช่วยสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจและส่งเสริมภาพลักษณ์ที่ดีของประเทศไทยในเวทีโลก

วันที่ 31 มกราคม 2568 ศาสตราจารย์พิเศษวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการกำกับการประเมินผลการปฏิบัติราชการของส่วนราชการ ในกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ครั้งที่ 1/2568 โดยมี นางปิยนุช วุฒิสอน รองปลัดกระทรวงดีอี นายภุชพงค์ โนดไธสง ผู้อำนวยการสำนักงานสถิติแห่งชาติ และผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ณ ห้องประชุม 801 กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และผ่านระบบสื่ออิเล็กทรอนิกส์

วันนี้ 31 มกราคม 2568 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) พร้อมด้วย นางปิยนุช วุฒิสอน รองปลัดกระทรวงดีอี เข้าร่วมกิจกรรมปลูกต้นไม้เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสพระราชพิธีสมมงคล พระชนมายุเท่าพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช สมเด็จพระปฐมบรมกษัตริยาธิราช แห่งพระราชวงศ์จักกรี พุทธศักราช 2568 โดยมีนางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เป็นประธานฯ พร้อมด้วย ประธานองค์กรอิสระ คณะรัฐมนตรีพร้อมคู่สมรส หัวหน้าส่วนราชการระดับปลัดกระทรวงหรือเทียบเท่า ผู้บัญชาการทหารและตำรวจ ผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการใหญ่จิตอาสาพระราชทาน และเจ้าหน้าที่ศูนย์อำนวยการใหญ่จิตอาสาพระราชทาน  ผู้บริหารสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมกิจกรรม ณ อุทยานเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร

วันที่ 31 มกราคม 2568 ศาตราจารย์พิเศษวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการกำกับการขับเคลื่อนขีดความสามารถ ในการแข่งขันด้านดิจิทัลของประเทศไทย ครั้งที่ 1/2568 โดยมี นางสาวพิยะดา สุดกังวาล ที่ปรึกษาด้านการสื่อสาร และผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ณ ห้องประชุม 601 กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

วันที่ 31 มกราคม 2568 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ในฐานะประธานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี เป็นประธานแถลงข่าว การดำเนินมาตรการ “การยกระดับความปลอดภัยในการใช้ Mobile Banking” ร่วมด้วย ศาสตราจารย์พิเศษ วิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงดีอี นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ เลขาธิการคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สดช.) ในฐานะโฆษกกระทรวงดีอี นายเอกพงษ์ หริ่มเจริญ ผู้ตรวจราชการกระทรวงดีอี พลตำรวจตรีเอกธนัช ลิ้มสังกาศ รองเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) นายไตรรัตน์ วิริยะศิริกุล รองเลขาธิการ รักษาการแทนเลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) นายภิญโญ ตรีเพชราภรณ์ ผู้อำนวยการฝ่ายบริหารความเสี่ยงภาพรวม ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) นายธวัชชัย ชีวานนท์ ประธานผู้บริหาร Product & Business Solutions [บมจ.กรุงไทย ผู้แทนสมาคมธนาคารไทย และนางสาวณัฐกาญจน์ ช่วงหาราช กรรมการบริหารสมาคมโทรคมนาคมแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ ณ ห้องจัดเลี้ยง ชั้น 1 อาคาร 9 บมจ.โทรคมนาคมแห่งชาติ นายประเสริฐ จันทรรวงทอง กล่าวว่า ตามที่รัฐบาลได้กำหนดให้การป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ โดยเฉพาะแก๊งคอลเซ็นเตอร์ และบัญชีม้า เป็นนโยบายสำคัญ โดยจากมติที่ประชุมคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ได้มอบหมายให้ ปปง. ธปท. กสทช. สมาคมธนาคารไทย และสมาคมโทรคมนาคมแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ ยกระดับความปลอดภัยการใช้งาน Mobile Banking ซึ่งเป็นการสกัดกั้นบัญชีม้าที่เป็นเส้นทางก่ออาชญากรรมของมิจฉาชีพให้ชื่อผู้ใช้งานตรงกับชื่อเจ้าของซิมมือถือ ดังนั้นกระทรวงดีอี และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้ร่วมกำหนดมาตรการการดำเนินการตรวจสอบรายชื่อเจ้าของหมายเลขโทรศัพท์มือถือ และเจ้าของบัญชีธนาคาร Mobile Banking หรือ การ Cleaning Mobile Banking เพื่อให้ชื่อผู้ใช้งาน Mobile Banking ตรงกับชื่อเจ้าของซิมหมายเลขโทรศัพท์มือถือ โดย กสทช. และ Telco (ผู้ให้บริการโทรคมนาคม) สำนักงาน ปปง. ธปท. และธนาคาร ได้ดำเนินการตรวจสอบหมายเลขโทรศัพท์จำนวนกว่า 120 ล้านหมายเลข แล้วเสร็จเมื่อสิ้นเดือน พฤศจิกายน 2567 และได้แบ่งเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่- กลุ่มที่ 1 ลูกค้าที่ Telco แจ้งเป็น M (ชื่อเจ้าของซิม และ Mobile Banking ตรงกัน) มีจำนวนประมาณ 75.8 ล้านหมายเลข คิดเป็นร้อยละ 63.02 - กลุ่มที่ 2 ลูกค้าที่ Telco แจ้งเป็น N (ชื่อเจ้าของซิม และ Mobile Banking ไม่ตรงกัน) มีจำนวนประมาณ  30.9 ล้านหมายเลข คิดเป็นร้อยละ 25.68- กลุ่มที่ 3 ลูกค้าที่ Telco แจ้งกลับมาเป็น P (ไม่พบชื่อเจ้าของซิม/ไม่มีข้อมูล) มีจำนวน 13.5 ล้านหมายเลข คิดเป็นร้อยละ 11.29 ในส่วนของขั้นตอนการดำเนินการมีดังนี้- ธนาคารจะดำเนินการแจ้งประชาชน (ลูกค้าในกลุ่มที่ 2 (N) และกลุ่มที่ 3 (P) ) ผ่านช่องทาง Mobile Banking ของแต่ละธนาคาร ภายในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2568 โดยประชาชนที่ได้รับแจ้งต้องดำเนินการอัพเดตข้อมูลชื่อเจ้าของซิม  และชื่อผู้ใช้งาน Mobile Banking ให้ตรงกัน ภายในเวลา 90 วัน (สิ้นสุดวันที่ 30 เมษายน 2568) หากไม่ดำเนินการภายในเวลาที่กำหนด ปปง. ธปท. และ กสทช. จะพิจารณาระงับการใช้งาน Mobile Banking เป็นการชั่วคราวต่อไป สำหรับ กลุ่ม N (เจ้าของซิม และ Mobile Banking ไม่ตรงกัน) บัญชีต่างชาติ กลุ่มลูกค้าต่างชาติที่เปิดบัญชีตั้งแต่ปี พ.ศ. 2565 และเปิดใช้งาน Mobile Banking ก่อนปี พ.ศ. 2566 ที่มีชื่อเจ้าของซิม กับชื่อผู้ใช้งาน Mobile Banking ไม่ตรงกัน ประชาชนสามารถดำเนินการได้ดังนี้ -กรณีหมายเลขโทรศัพท์มือถือมีชื่อเจ้าของซิมไม่ตรงกับชื่อ ผู้ใช้งาน Mobile Banking สามารถติดต่อศูนย์บริการโทรศัพท์มือถือ เพื่อเปลี่ยนเจ้าของซิม หรือติดต่อธนาคารที่ใช้งาน Mobile Banking เปลี่ยนเบอร์โทรศัพท์มือถือที่ผูกกับ Mobile Banking ของธนาคาร เพื่อดำเนินการให้ข้อมูลชื่อเจ้าของซิมตรงกับชื่อที่ใช้งาน Mobile Banking ภายในวันที่ 30 เมษายน 2568 หากไม่ดำเนินการภายในกำหนด บริการ Mobile Banking อาจถูกระงับการใช้งาน ในส่วนของ กลุ่ม P (ไม่พบชื่อเจ้าของซิม) กลุ่มลูกค้าที่เปิดบัญชีตั้งแต่ปี พ.ศ. 2565 และเปิดใช้งาน Mobile Banking ก่อนปี พ.ศ. 2566  ที่ตรวจสอบจากค่ายมือถือแล้ว แต่ไม่พบชื่อเจ้าของซิม (ดำเนินการพร้อมกัน 2.4 ล้านเลขหมาย) โดยกรณี หมายเลขโทรศัพท์มือถือที่ใช้ลงทะเบียนกับธนาคารมีข้อมูลที่ไม่สมบูรณ์ สามารถติดต่อศูนย์บริการโทรศัพท์มือถือที่ใช้บริการด้วยตนเอง เพื่อดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่ง ได้แก่ -ลงทะเบียนชื่อเจ้าของซิมให้ตรงกับชื่อผู้ใช้งาน Mobile Banking หรือ ลงทะเบียนชื่อเจ้าของซิมเป็นชื่อตามที่ประสงค์ที่เข้าเกณฑ์การจดทะเบียนซิมได้ตามเงื่อนไขของผู้ให้บริการเครือข่ายมือถือ (ธนาคารไม่สามารถดำเนินการในส่วนนี้แทนได้) พร้อมบัตรประชาชน เพื่อดำเนินการให้ข้อมูลชื่อเจ้าของซิมตรงกับชื่อที่ใช้งานโมบายแบงก์กิ้ง ภายในวันที่ 30 เมษายน 2568 หากไม่ดำเนินการภายในกำหนด บริการ Mobile Banking อาจถูกระงับการใช้งาน-ลูกค้าที่ได้รับแจ้ง ต้องดำเนินการอัพเดตข้อมูลชื่อเจ้าของซิม และชื่อผู้ใช้งาน Mobile Banking ให้ตรงกัน ภายในวันที่ 30 เมษายน 2568 หากไม่ดำเนินการภายในเวลาที่กำหนด ปปง. ธปท. และ กสทช. จะพิจารณาระงับการใช้งาน Mobile Banking เป็นการชั่วคราวต่อไป กรณีของประชาชนทั่วไปที่ไม่ได้รับการแจ้งผ่านช่องทาง Mobile Banking ของแต่ละธนาคาร ยังไม่ต้องดำเนินการใด ๆ และสามารถใช้ Mobile Banking ได้ตามปกติ แม้ชื่อเจ้าของหมายเลขโทรศัพท์จะไม่ตรงกับเจ้าของ Mobile Banking อย่างไรก็ตาม กระทรวงดีอี และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้มีการพิจารณายกเว้น ในกลุ่มบุคคลดังต่อไปนี้1.เบอร์มือถือที่จดทะเบียนในชื่อหน่วยงานราชการ (เช่น สำนักงานอัยการสูงสุด) หรือองค์กรที่ใช้โดยพนักงานหรือเจ้าหน้าที่ จะได้รับการพิจารณาเป็นข้อยกเว้น และไม่จำเป็นต้องดำเนินการตามมาตรการนี้2.ลูกค้าที่มีความจำเป็น หรือข้อจำกัดเฉพาะ เช่น ไม่สามารถเปลี่ยนเบอร์มือถือได้ เนื่องจากข้อจำกัดทางกฎหมาย หรือเอกสาร สามารถยื่นคำขอยกเว้น พร้อมเอกสารประกอบแสดงเหตุผลต่อธนาคาร3.กลุ่มบุคคลในครอบครัว เช่น พ่อ แม่ บุตร พี่น้อง ปู่ ย่า ตายาย คู่สมรส (จดทะเบียน) โดยจะต้องแสดงเอกสารความสัมพันธ์ต่อธนาคาร ได้แก่ เอกสารที่ออกโดยหน่วยงานราชการ เช่น ทะเบียนบ้าน สูติบัตร ทะเบียนสมรส เป็นต้น และเอกสารแสดงความเป็นเจ้าของเบอร์โทรศัพท์ เช่น ใบกำกับภาษี ใบเสร็จ ค่าโทรศัพท์4.นิติบุคคล ได้แก่ บริษัทเอกชน หรือนิติบุคคลตามกฎหมาย (กรณีที่ลงทะเบียนในนามนิติบุคคล และให้พนักงานในองค์กรใช้งาน) จะต้องมีเอกสารรับรองจากบริษัท ที่มีข้อความระบุชื่อ เบอร์โทรศัพท์ และอนุญาตให้ใช้เบอร์โทรศัพท์ผูก Mobile Banking5.ผู้ที่ต้องได้รับความดูแลตามกฎหมาย ได้แก่ ผู้ไร้ความสามารถ ผู้เสมือนไร้ความสามารถ และผู้พิการ จะต้องนำเอกสารตามคำสั่งศาลแต่งตั้งผู้อนุบาล หรือเอกสารตามคำสั่งศาลแต่งตั้งผู้พิทักษ์ บัตรผู้พิการ หรือเอกสารที่หน่วยงานราชการออกให้ มายื่นแสดงต่อธนาคาร“มาตรการนี้จะเริ่มต้นตั้งแต่วันที่ 1 ก.พ.68 ซึ่งประชาชนที่จะต้องดำเนินการติดต่อธนาคาร จะได้รับการแจ้งเตือนผ่าน Mobile Banking ของธนาคารโดยตรงเท่านั้น จะไม่มีการแจ้งเตือนประชาชนผ่านช่องทางอื่นๆ ที่ไม่ใช่ Mobile Banking เพื่อป้องกันมิจฉาชีพหลอกลวง โดยการยกระดับมาตรการด้าน Mobile Banking เป็นส่วนหนึ่งของการยกระดับการทำงานร่วมกันของกระทรวงดีอี กสทช. ปปง. ภาคธนาคารและภาคโทรคมนาคม เพื่อยกระดับการป้องกันและปราบปรามการก่ออาชญากรรมออนไลน์ของกลุ่มมิจฉาชีพ แก๊งคอลเซ็นเตอร์ เพื่อสักดเส้นทางการใช้บัญชีม้าในการหลอกลวงประชาชน ซึ่งรัฐบาลถือว่าเป็นนโยบายที่สำคัญ” นายประเสริฐ กล่าว สามารถแจ้งเบาะแส ข่าวปลอม และอาชญากรรมออนไลน์ทุกรูปแบบ โทรสายด่วน 1111 (24 ชม.) |  Line ID: @antifakenewscenter | เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com ------------------------------------------------------------------------

ข้อมูลทั่วไป || ข้อมูลสถิติ || แจ้งเตือนภัยรูปแบบการหลอกลวงจากศูนย์ AOC || ด้านการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ || คำแนะนำของ AOC 1441 ศูนย์ปฏิบัติการต่อต้านอาชญากรรมออนไลน์ (Anti Online Scam Operation Center: AOC1441) ให้บริการสายด่วนหมายเลขโทรศัพท์ 1441 ช่องทางเดียว โดยไม่มีช่องทางการติดต่อสื่อสารผ่านช่องทางสื่อโซเชียลมีเดีย หรือช่องทางอื่น ๆ 1. ข้อมูลทั่วไป การต่อต้านอาชญากรรมออนไลน์ ความเชื่อมโยงในระดับยุทธศาสตร์ของการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมไซเบอร์           จากปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ที่เพิ่มมากขึ้นและส่งผลกระทบในวงกว้าง ซึ่งถือเป็นประเด็นปัญหาระดับโลกรัฐบาล ภายใต้การนำของนางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้แสดงเจตนารมณ์อย่างชัดเจนในการแก้ไขปัญหานี้ โดยกำหนดนโยบายมุ่งเน้นการปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์อย่างจริงจัง ดังคำกล่าวว่า           “รัฐบาลจะเร่งแก้ปัญหาอาชญากรรม อาชญากรรมออนไลน์/มิจฉาชีพ และอาชญากรรมข้ามชาติเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของประชาชน โดยการเพิ่มศักยภาพและประสิทธิภาพในการป้องกันและปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์ และรับมือกับอาชญากรรมออนไลน์อย่างรวดเร็ว รวมถึงช่วยเหลือเหยื่อของมิจฉาชีพอย่างทันท่วงที โดยผนึกกำลังกับประเทศเพื่อนบ้าน และสร้างกลไกการร่วมรับผิดชอบของบริษัทผู้ประกอบกิจการโทรคมนาคมและธนาคารพาณิชย์”           นโยบายดังกล่าวสอดคล้องกับเป้าหมายของ ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ด้านความมั่นคง และ แผนดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ที่มุ่งเน้นการเสริมสร้างความเชื่อมั่นและความปลอดภัยในการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล โดยเฉพาะในประเด็นสำคัญ คือ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่ปลอดภัย เพื่อรองรับการป้องกันภัยคุกคามไซเบอร์และการใช้งานเทคโนโลยีอย่างมั่นคง การสร้างความร่วมมือระหว่างหน่วยงาน ทั้งภายในประเทศและระหว่างประเทศ ในการเฝ้าระวังและจัดการกับภัยคุกคาม และการให้ความรู้แก่ประชาชน เพื่อเพิ่มความตระหนักรู้ และความสามารถในการป้องกันตนเองจากอาชญากรรมออนไลน์          ทั้งนี้ การดำเนินการดังกล่าวจะช่วยสร้างสภาพแวดล้อมดิจิทัลที่ประชาชนสามารถใช้เทคโนโลยีได้อย่างมั่นใจ และปลอดภัย พร้อมรับมือกับความท้าทายใหม่ๆ ในยุคดิจิทัลได้อย่างมีประสิทธิภาพ วัตถุประสงค์ เพื่อจัดตั้งระบบรับแจ้งและบริหารจัดการคดีอาชญากรรมทางเทคโนโลยีให้แก่ประชาชน พร้อมทั้งสามารถประสานงานอย่างมีประสิทธิภาพกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อพัฒนาบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญในการสนับสนุนการรับแจ้งคดีอาชญากรรมทางเทคโนโลยี รวมถึงการเสริมทักษะการประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อป้องกันและลดความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น เพื่อจัดหาและพัฒนาระบบงาน เครื่องมือ อุปกรณ์ และสถานที่ที่จำเป็น สำหรับรองรับการปฏิบัติงานรับแจ้งคดีอาชญากรรมทางเทคโนโลยี และดำเนินงานให้บรรลุเป้าหมายของโครงการอย่างมีประสิทธิภาพ เป้าหมาย มีศูนย์บริการแบบครบวงจรที่บูรณาการการทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยมุ่งเน้นการให้บริการประชาชนอย่างรวดเร็ว เพื่อสกัดกั้นเส้นทางการไหลของเงินในบัญชีของมิจฉาชีพอย่างทันท่วงที และทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางข้อมูลสำหรับการวิเคราะห์และกำหนดมาตรการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ให้มีประสิทธิภาพ การดำเนินการของศูนย์ฯเริ่มดำเนินการเมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2567 ถึงปัจจุบัน ศูนย์ปฏิบัติการต่อต้านอาชญากรรมออนไลน์ (Anti Online Scam Operation Center: AOC 1441) ภายใต้การดำเนินงานของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ได้รับการจัดตั้งขึ้นเพื่อเป็นศูนย์บริการแบบครบวงจร (One-Stop Service) โดยให้บริการทุกวันตลอด 24 ชั่วโมง ที่ช่วยอำนวยความสะดวกแก่ประชาชนและดำเนินการระงับบัญชีต้องสงสัยได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ การดำเนินงานของศูนย์ฯ เป็นการบูรณาการความร่วมมือระหว่างหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ศูนย์ฯ ให้บริการผ่านสายด่วนหมายเลข 1441 โดยมีการให้บริการ 3 ประเภท ดังนี้ กด 1 แจ้งขอระงับบัญชีต้องสงสัย กด 2 กรณีบัญชีของตนเองถูกระงับและต้องการขอปลดระงับ กด 3 ขอคำปรึกษาด้านคดี การให้บริการศูนย์ AOC จะดำเนินการตามขั้นตอน ดังนี้ เมื่อผู้เสียหายโทรเข้ามาที่ศูนย์ AOC ด้วยหมายเลขด่วน 1441 เจ้าหน้าที่ศูนย์ AOC รับสาย แล้วจะสอบถามข้อมูลของผู้เสียหาย หากเป็นกรณีการหลอกลวงการซื้อสินค้าไม่ตรงปก เจ้าหน้าที่ศูนย์ AOC จะแนะนำผู้เสียหายโทรไปยังสายด่วน 1212 เมื่อเจ้าหน้าที่สอบถามข้อมูลของผู้ที่ได้รับความเสียหายและบันทึกลงในระบบแล้วจะโอนสายไปยังธนาคารของผู้เสียหายเพื่อทำการ KYC (Know Your Customer) เมื่อดำเนินการ KYC เสร็จเรียบร้อยแล้วจะโอนสายกลับมายังเจ้าหน้าที่รับสายของศูนย์ AOC เพื่อดำเนินการบันทึก Bank Case ID ลงในระบบ จากนั้นข้อมูลของผู้เสียหายจะถูกบันทึกส่งไปยังระบบ Thaipoliceonline และระบบจะออก Police Case ID ให้ผู้เสียหาย โดยผู้เสียหายสามารถระบุสถานีตำรวจที่ต้องการไปพบพนักงานสอบสวนได้ ซึ่งขั้นตอนนี้ผู้เสียหายจะได้รับ SMS ภายในระยะเวลาไม่เกิน 24 ชั่วโมง ประชาชนจะได้ SMS จากตำรวจเพื่อยืนยันการแจ้งความพร้อมทั้ง Police Case ID เพื่อติดตามคดีและแจ้งให้ไปพบเจ้าหน้าที่สอบสวน ณ สถานีตำรวจภายใน 7 วัน 2. ข้อมูลสถิติ           ความร่วมมือจากหน่วยงานต่าง ๆ และบริการที่ครบวงจร ศูนย์ AOC 1441 มุ่งมั่นในการป้องกัน และระงับยับยั้งอาชญากรรมออนไลน์เพื่อช่วยเหลือประชาชนได้อย่างทันท่วงที เพื่อความปลอดภัยและความมั่นใจของประชาชนในโลกดิจิทัล           ที่ผ่านมาสถิติการดำเนินงานของศูนย์ AOC เป็นการสะท้อนถึงความสำเร็จในการให้บริการ และผลกระทบเชิงบวกในการมุ่งมั่นที่จะช่วยเหลือประชาชน โดยข้อมูลที่ศูนย์ AOC ได้รับร้องเรียนจากประชาชนไม่เพียงแต่แสดงถึงจำนวนการดำเนินการ แต่ยังชี้ให้เห็นถึงแนวโน้มและรูปแบบ ของอาชญากรรมออนไลน์ที่เกิดขึ้น เพื่อใช้ในการวางมาตรการการป้องกันและรับมือในอนาคตอย่างมีประสิทธิภาพ ข้อมูลสถิติการให้บริการของศูนย์ AOC ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2567 3. แจ้งเตือนภัยรูปแบบการหลอกลวงจากศูนย์ AOC 3.1 การแจ้งเตือนภัยการหลอกลวงออนไลน์/ข่าวที่เกี่ยวข้อง ข่าวที่เกี่ยวข้อง ดีอี หารือ AIS ร่วมเชื่อมต่อข้อมูลศูนย์ AOC1441 แก้อาชญากรรมออนไลน์ ดีอี บรรยายพิเศษ “บูรณาการการทำงานร่วมฯ แก้ไขปัญหาอาชญากรรมออนไลน์” ดีอี เผยสถิติศูนย์ AOC 1441 ระงับบัญชีม้า 3 เดือนแรกปี 68 กว่า 135,000 บัญชี จับกุมเจ้าของบัญชีแล้วกว่า 800 ราย ย้ำผู้เกี่ยวข้องเจอโทษหนักคุก 3 ปี ปรับ 3 แสนบาท ข่าวเตือนภัย AOC 1441 เตือนภัย “โจรออนไลน์” อ้างเป็น จนท.รัฐ-ตำรวจ หลอกโอนเงิน – ลวงลงทุนเทรดหุ้น พบสูญเงินกว่า 25 ล้านบาท AOC 1441 เตือนภัย “โจรออนไลน์” หลอกลงทุนเทรดหุ้น – ข่มขู่โอนเงิน อ้างเป็นตำรวจ พบสูญเงินกว่า 16 ล้านบาท AOC 1441 เตือนภัย “แก๊งคอลเซนเตอร์” ข่มขู่เป็น DSI อ้างมีเอี่ยวบัญชีม้า - หลอกเทรดหุ้น พบสูญเงินเกือบ 10 ล้านบาท AOC 1441 เตือนภัย “โจรออนไลน์” ลวงหารายได้พิเศษ - หลอกให้รักแล้วโอนเงิน เสียหายกว่า 6.8 ล้านบาท AOC 1441 เตือนภัย “แก๊งคอลเซ็นเตอร์” อ้างเป็นตำรวจ ลวงโอนเงินตรวจสอบบัญชี คดีฟอกเงิน สูญกว่า 40 ล้านบาท 3.2 ตัวอย่างการหลอกลวงออนไลน์ Case ตัวอย่าง วันที่ 10-12 ก.พ. 68 Case ตัวอย่าง วันที่ 13-16 ก.พ. 68 Case ตัวอย่าง วันที่ 17-19 ก.พ. 68 Case ตัวอย่าง วันที่ 24-26 ก.พ. 68 Case ตัวอย่าง วันที่ 10-12 มี.ค. 68 Case ตัวอย่าง วันที่ 13-16 มี.ค. 68 Case ตัวอย่าง วันที่ 17-19 มี.ค. 68 Case ตัวอย่าง วันที่ 20-23 มี.ค. 68 Case ตัวอย่าง วันที่ 27-30 มี.ค. 68 Case ตัวอย่าง วันที่ 31 มี.ค. - 2 เม.ย. 68 Case ตัวอย่าง วันที่ 10-13 เม.ย. 68 Case ตัวอย่าง วันที่ 14-16 เม.ย. 68 4. ด้านการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ 20 กุมภาพันธ์ 2567บรรยายสรุปการดำเนินการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ให้คณะกรรมาธิการการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน และยาเสพติด สภาผู้แทนราษฎร     13 มีนาคม 2567ถ่ายทำรายการรู้เท่าทันภัยออนไลน์ผ่านสถานีโทรทัศน์ Thai PBS       2 กรกฎาคม 2567บรรยายสรุปการดำเนินการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ให้กระทรวงกลาโหม         6 สิงหาคม 2567บรรยายสรุปการดำเนินการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ให้ธนาคารกลางฟิลิปิน พร้อมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์       27 สิงหาคม 2567บรรยายสรุปการดำเนินการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ให้กองงานดิจิทัลจังหวัดทั่วประเทศ       9 กันยายน 2567บรรยายสรุปการดำเนินการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ให้หน่วยงานทางการเงินของ สปป.ลาว พร้อมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์       25 กันยายน 2567บรรยายสรุปการดำเนินการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ให้สำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (UNODC) พร้อมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์       17 ตุลาคม 2567บรรยายสรุปการดำเนินการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ให้สถานทูตญี่ปุ่น พร้อมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์       12 ธันวาคม 2567บรรยายสรุปการดำเนินการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ให้นักศึกษาผู้เข้ารับการอบรมหลักสูตรอัยการผู้ช่วย สถาบันพัฒนาข้าราชการฝ่ายอัยการ พร้อมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์       12 ธันวาคม 2567บรรยายสรุปการดำเนินการให้บริการประชาชนผ่านสายด่วน 1441 กับเจ้าหน้าที่ของศูนย์บริการประชาชน สายด่วน GCC1111 เพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์การให้บริการประชาชน       9 มกราคม 2568บรรยายสรุปดำเนินการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ให้ผู้แทนสำนักงานตำรวจประเทศมองโกเลีย พร้อมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์       15 มกราคม 2568ต้อนรับ Mr. PHUANGPASERT KEOSOUVANH ปลัดกระทรวงเทคโนโลยีและการสื่อสารแห่งสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว พร้อมคณะผู้บริหาร เข้าเยี่ยมชมศูนย์ AOC และรับฟังคำบรรยายเรื่อง “การทำงานในการบูรณาการความร่วมมือของศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ (AOC)”       5. คำแนะนำของ AOC 1441 5.1 เตรียมข้อมูลให้พร้อมก่อนโทรมาแจ้งเหตุกับศูนย์ AOC 1441 เพื่อความรวดเร็วในการให้ข้อมูลกับเจ้าหน้าที่ ประกอบด้วย ชื่อ-นามสกุล เลขบัตรประชาชน ของผู้เสียหาย บัญชีธนาคาร ของผู้เสียหายที่ใช้ในการโอนเงินไป ว่าใช้ธนาคารอะไร เลขบัญชีอะไร วันและเวลาใด กรณี ใช้บัญชีธนาคารโอนไปมากกว่า 1 ธนาคารต้องเตรียมข้อมูลของทุกธนาคารให้พร้อม บัญชีธนาคาร ของคนร้ายที่ผู้เสียหายโอนเงินไป เป็นธนาคารอะไร เลขบัญชีอะไร กรณี โอนไปมากกว่า 1 ธนาคารต้องเตรียมข้อมูลของทุกธนาคารให้พร้อม เตรียมรายละเอียดเบื้องต้นของคดี เพื่อความสะดวกรวดเร็วในการแจ้งเหตุ ทำให้มีความถูกต้องครบถ้วนในการบันทึกข้อมูล เช่น ไทม์ไลน์ของการเกิดเหตุ ช่องทาง ที่มิจฉาชีพใช้ในการติดต่อ หรือแพล็ตฟอร์มใดที่ท่านพบการหลอกลวง เบอร์โทรศัพท์ ที่ต้องการให้ SMS จาก Thai Police Online แจ้งเพื่อยืนยันการแจ้งความพร้อมทั้ง Police Case ID เพื่อติดตามคดี และแจ้งให้ไปพบเจ้าหน้าที่สอบสวน ณ สถานีตำรวจภายใน 7 วัน 5.2 ไม่วางสายเมื่อรอนานแล้วโทรเข้ามาใหม่ เพราะคิดว่าจะทำให้การรับสายเร็วขึ้น หากท่านโทรเข้ามาใหม่ท่านจะต้องรอรับบริการต่อท้ายสายอื่น ๆ ที่อยู่ในรายการรอสาย 5.3 อย่าลืมไปพบพนักงานสอบสวนภายใน 7 วัน เพราะคดีหลอกลวงออนไลน์เป็นคดีอาญา แม้จะทำการ KYC เพื่อระงับบัญชีและแจ้งความออนไลน์แล้ว แต่กฎหมายระบุให้ผู้เสียหายต้อง ไปพบพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินการตามกฎหมายอาญาต่อไป

กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ตรวจพบข่าวปลอมรายสัปดาห์ ที่ประชาชนให้ความสนใจสูงสุดอันดับที่ 1 เรื่อง “ธนาคารกรุงไทย เปิดให้ลงทะเบียนสินเชื่อกรุงไทยใจป้ำ ไม่ต้องมีคนค้ำ รายได้ ผ่านTikTok ktb.bank702” รองลงมาคือเรื่อง “ธนาคารกรุงไทยเปิดลงทะเบียนสินเชื่อกรุงไทยใจป้ำผ่าน TikTok: ktb.bank9738” โดยขอให้ประชาชน อย่าหลงเชื่อข่าวปลอม เลือกเชื่อ เลือกแชร์ ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ หวั่นสร้างความเสียหายต่อข้อมูลและทรัพย์สิน นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ เลขาธิการคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (BDE) ในฐานะโฆษกกระทรวงดีอี กล่าวถึงผลการมอนิเตอร์และรับแจ้งข่าวปลอมของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ระหว่างวันที่ 24 – 30 มกราคม 2568 พบข้อความที่เข้ามาทั้งหมด 837,077 ข้อความ โดยมีข้อความที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ (Verify) ทั้งสิ้น 620 ข้อความ สำหรับช่องทางที่มีการพบเบาะแสมากที่สุด คือ ข้อความที่มาจาก Social Listening จำนวน 571 ข้อความ ตามมาด้วยการแจ้งเบาะแสผ่าน Line Official จำนวน 40 ข้อความ ช่องทาง Website จำนวน 1 ข้อความ และช่องทาง Facebook จำนวน 8 ข้อความ รวมเรื่องที่ต้องดำเนินการตรวจสอบทั้งหมด 218 เรื่อง และจากการประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้รับผลการตรวจสอบกลับมาแล้ว 84 เรื่อง ทั้งนี้ กระทรวงดีอี ได้แบ่งข่าวปลอมที่ได้รับความสนใจเป็น 5 กลุ่ม ประกอบด้วย กลุ่มที่ 1 : นโยบายรัฐบาล ข่าวสารทางราชการ ความสงบเรียบร้อยของสังคม ขัดศีลธรรมอันดี และความมั่นคงภายในประเทศ จำนวน 119 เรื่อง กลุ่มที่ 2 : ผลิตภัณฑ์สุขภาพ วัตถุอันตราย เครื่องสำอาง รวมถึงสินค้าและบริการที่ผิดกฎหมายจำนวน 59 เรื่อง กลุ่มที่ 3 : ภัยพิบัติ จำนวน 6 เรื่อง กลุ่มที่ 4 : เศรษฐกิจ จำนวน 10 เรื่อง กลุ่มที่ 5 : กลุ่มอาชญากรรมออนไลน์ จำนวน 24 เรื่อง นายเวทางค์ กล่าวต่อว่า เมื่อพิจารณาจากข่าวปลอมที่ได้รับความสนใจในลำดับต้นๆ ในสัปดาห์นี้ พบว่าเป็นข่าวเกี่ยวกับเรื่องโครงการสินเชื่อของธนาคารรัฐ หน่วยงานรัฐ และเรื่องของสุขภาพ รวมทั้งเรื่องผลิตภัณฑ์สุขภาพ ซึ่งมีผลกระทบต่อสังคมส่วนใหญ่ อาจทำให้เกิดความเข้าใจผิด สับสน และวิตกกังวลได้ รวมทั้งอาจทำให้เกิดความเสียหายต่อข้อมูลส่วนบุคคล และทรัพย์สิน โดยข่าวที่ได้รับความสนใจจากประชาชนมากที่สุด 10 อันดับ ได้แก่ อันดับที่ 1 : เรื่อง ธนาคารกรุงไทย เปิดให้ลงทะเบียนสินเชื่อกรุงไทยใจป้ำ ไม่ต้องมีคนค้ำ รายได้ ผ่านTikTok ktb.bank702 อันดับที่ 2 : เรื่อง ธนาคารกรุงไทยเปิดลงทะเบียนสินเชื่อกรุงไทยใจป้ำผ่าน TikTok: ktb.bank9738 อันดับที่ 3 : เรื่อง ธ.ก.ส. เปิดให้ยืม 200,000 บาท ไม่ต้องใช้หลักทรัพย์ อันดับที่ 4 : เรื่อง เจ้าหน้าที่การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ติดต่อแจ้งขั้นตอนขอคืนเงินประกันมิเตอร์ไฟผ่านไลน์ อันดับที่ 5 : เรื่อง เจ้าหน้าที่การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค เปิดสอนลงทะเบียนรับหม้อมิเตอร์ผ่านไลน์ อันดับที่ 6 : เรื่อง ผลิตภัณฑ์ผ้าอนามัย โคโค่แพดซ์ COCOPADS ช่วยลดการปวดประจำเดือน อันดับที่ 7 : เรื่อง สมัครสินเชื่อกรุงไทย ผ่าน TikTok ktb.bank01 ไม่เช็กบูโร กู้ได้ตั้งแต่อายุ 20-65 ปี อันดับที่ 8 : เรื่อง เจลประคบเย็นแก้ปวดเอว 36 ชนิดให้หายขาด อันดับที่ 9 : เรื่อง หิมะปกคลุม อำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย อันดับที่ 10 : เรื่อง ไทยปล่อยต่างด้าวเข้าประเทศแบบไม่คัดกรอง จีนเทาฉวยโอกาส จับเด็กไปขอทาน “เมื่อพิจารณาจากข่าวปลอมที่ประชาชนสนใจมากที่สุด จาก 10 อันดับข้างต้น พบว่าเป็นข่าวที่เกี่ยวข้องกับเรื่องโครงการสินเชื่อของธนาคารรัฐ หน่วยงานของรัฐ เรื่องของสุขภาพ และผลิตภัณฑ์สุขภาพ ซึ่งทั้งหมดมีผลกระทบต่อประชาชน อาจทำให้เสี่ยงต่อการสูญเสียข้อมูลส่วนบุคคล หรือทรัพย์สินได้ รวมทั้งอาจทำให้เกิดความเข้าใจผิด ความวิตกกังวล ส่งผลกระทบกับประชาชนทั่วประเทศเป็นวงกว้าง หากมีการแชร์ส่งต่อกันไปในสังคม” นายเวทางค์ กล่าว สำหรับอันดับ 1 เรื่อง “ธนาคารกรุงไทย เปิดให้ลงทะเบียนสินเชื่อกรุงไทยใจป้ำ ไม่ต้องมีคนค้ำ รายได้ ผ่านTikTok ktb.bank702” กระทรวงดีอี ได้ร่วมประสานงานกับ ธนาคารกรุงไทย กระทรวงการคลัง ตรวจสอบและขอขี้แจงว่าเป็นข้อมูลเท็จ โดยบัญชีดังกล่าวเป็นโฆษณาหลอกลวงว่ามีการเปิดให้ลงทะเบียนสินเชื่อกรุงไทยใจป้ำ ไม่ต้องมีคนค้ำ รายได้ ผ่านTikTok ktb.bank702 ซึ่งไม่เป็นความจริง โดยบัญชี TikTok ดังกล่าวแอบอ้างนำโลโก้ของทางธนาคาร มาประกอบในการโฆษณาสินเชื่อ ธนาคารกรุงไทยขอเตือน อย่าหลงเชื่อเด็ดขาด เนื่องจากทางธนาคารไม่มีการปล่อยสินเชื่อผ่านบัญชีดังกล่าวแต่อย่างใด เช่นเดียวกับข่าวปลอมอันดับ 2 เรื่อง “ธนาคารกรุงไทยเปิดลงทะเบียนสินเชื่อกรุงไทยใจป้ำผ่าน TikTok: ktb.bank9738”กระทรวงดีอี ได้ประสานงานร่วมกับ ธนาคารกรุงไทย กระทรวงคลัง ตรวจสอบพบว่าเป็นข้อมูลเท็จ โดยขอชี้แจงว่า บัญชี TikTok: ktb.bank9738 เป็นบัญชีปลอม และธนาคารกรุงไทย ไม่มีนโยบายปล่อยสินเชื่อผ่านบัญชี TikTok หรือช่องทางดังกล่าว ดังนั้นขอเตือนอย่าหลงเชื่อหรือให้ข้อมูลส่วนตัวกับบัญชีที่ไม่ใช่ของธนาคาร อย่างไรก็ตาม ดีอี มีความห่วงใยประชาชน เรื่องความตระหนักรู้เท่าทันข่าวปลอมที่ถูกแพร่กระจายบนสื่อออนไลน์ โซเชียล ซึ่งหากขาดความรู้เท่าทันส่งต่อข้อมูลข่าวปลอม ทำให้เกิดการหลงเชื่อ สร้างความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน สร้างความเสียหายต่อชีวิต ทรัพย์สิน หรือข้อมูลส่วนบุคคล และอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้าง ดังนั้นจึงควรตรวจสอบข้อเท็จจริงของข่าวหรือลิงก์เว็บไซต์ให้แน่ชัดสามารถแจ้งเบาะแส ข่าวปลอม และอาชญากรรมออนไลน์ทุกรูปแบบ โทรสายด่วน 1111 (24 ชม.) |  Line ID: @antifakenewscenter | เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com                              ---------------------------------------------------------------------------------

icon-sitemap    std-w1    std-w2    WCAG 2.0 (Level AA)
จำนวนผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์ Loading...


กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

เลขที่ 120 หมู่ 3 ชั้น 8-11 ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 (อาคาร ซี) ซอยแจ้งวัฒนะ 7 ถนนแจ้งวัฒนะ แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ 10210

facebook
instagram
twitter
youtube
rss
tiktok
threads
Icon Q&A
black ribbon.