Logo DE Ministry.
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
Ministry of Digital Economy and Society
Logo DE Ministry.
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
Ministry of Digital Economy and Society
ตัวช่วยเหลือในการเข้าถึงเว็บไซต์
ค้นหา


วันที่ 28 มกราคม 2568 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานเปิดงาน DATA PRIVACY DAY 2025 หรือวันคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล จัดโดยสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (สคส.) หรือ PDPC โดยมี นางปิยนุช วุฒิสอน รองปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ เลขาธิการคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (BDE) รักษาการแทนเลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล และผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ณ ศูนย์ประชุมวายุภักษ์ โรงแรมเซ็นทารา ไลฟ์ ศูนย์ราชการ และคอนเวนชันเซ็นเตอร์ แจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ   โดยรองนายกฯ ประเสริฐ ได้เน้นย้ำเรื่องการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลเป็นปัจจัยสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัล ที่ช่วยสร้างความน่าเชื่อถือให้ธุรกิจ สร้างความไว้วางใจจากผู้บริโภค และยังส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศ โดยเฉพาะในยุคเศรษฐกิจดิจิทัลที่ข้อมูลเป็นทรัพยากรสำคัญในการขับเคลื่อนธุรกิจ

วันที่ 29 มกราคม 2568 ศาสตราจารย์พิเศษ วิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ร่วมการประชุมคณะหัวหน้าส่วนราชการระดับกระทรวงหรือเทียบเท่า ครั้งที่ 1/2568 โดยมี นางสาวแพทองธาร ชินวัตร เป็นประธานการประชุม พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการระดับกระทรวงหรือเทียบเท่า และผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม ณ อาคารศูนย์ฝึกอบรมพัฒนาบุคคลและสวัสดิการ สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ

วันที่ 29 มกราคม 2568 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการเพื่อเตรียมการจัดการประชุม “The Global Forum on the Ethics of Artificial Intelligence in 2025” ครั้งที่ 1/2568 โดยมี ศาสตราจารย์พิเศษวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงดีอี นางปิยนุช วุฒิสอน รองปลัดกระทรวงดีอี นายพรรณธนู วรรณกางซ้าย ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงดีอี นายอัฐฐเสฏฐ จุลเสฏฐพานิช เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดีอี และผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ณ ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล กรุงเทพฯ และผ่านระบบการประชุมทางไกล   สำหรับงาน “The 3rd UNESCO Global Forum on the Ethics of AI 2025” ในครั้งนี้เป็นการจัดการประชุมนานาชาติด้านเทคโนโลยี AI ครั้งแรกในเอเชียแปซิฟิกของ UNESCO  โดยงานนี้จะเป็นการแสดงศักยภาพความพร้อมของประเทศไทยในการเป็นผู้นำร่วมขับเคลื่อนจริยธรรม รวมถึงยกระดับการกำกับดูแลการประยุกต์ใช้ AI ของโลก อย่างมีจริยธรรมและธรรมาภิบาลของประเทศไทย ตามกรอบ UNESCO AI Readiness Assessment (UNESCO RAM) ไปสู่การปฏิบัติจริง เพื่อเป็นที่ยอมรับในระดับสากลอย่างยั่งยืน

วันที่ 29 มกราคม 2568 นางสาวพิยะดา สุดกังวาล ที่ปรึกษาด้านการสื่อสารกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เข้าร่วมพิธีสมโภชพระบรมสารีริกธาตุ (พระเขี้ยวแก้ว) เนื่องในเทศกาลตรุษจีน เพื่อส่งมอบความสุข เชื่อมความสัมพันธ์ไทย-จีน งานนี้จัดขึ้นในระหว่าง วันที่ 29-30 มกราคม 2568 โดยมีผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม เป็นจำนวนมาก ณ มณฑลพิธีท้องสนามหลวง กรุงเทพฯ ซึ่งเป็นหนึ่งในพิธีอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุ (พระเขี้ยวแก้ว) มาประดิษฐานเป็นการชั่วคราว ณ ประเทศไทย เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567 และเนื่องในวาระครบรอบ 50 ปี การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างประเทศไทยกับสาธารณรัฐประชาชนจีน ด้วยความร่วมมือของรัฐบาล โดยสำนักนายกรัฐมนตรี ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม และรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน ร่วมกับภาคคณะสงฆ์ หน่วยงานภาครัฐและเอกชน จัดขึ้นในระหว่างวันที่ 4 ธันวาคม 2567 ถึงวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2568 

วันที่ 29 มกราคม 2568 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานกล่าวเปิดงาน ซอฟต์พาวเวอร์ภาพยนตร์ไทยไปทั่วโลก ขับเคลื่อนนโยบายรัฐบาล และรอบปฐมทัศน์ ภาพยนตร์สร้างแรงบันดาลใจเรื่อง "ไอ้เป๊าะ CEO ม.6" ที่มีเนื้อหาในการให้ความสำคัญกับการศึกษา มุ่งเน้นการคิด ดีทำดี เพื่อส่งต่อข้อคิดและเรื่องราวดีๆ ณ พารากอน ซีนีเพล็กซ์ กรุงเทพฯ โดยงานนี้จัดขึ้นเพื่อสนับสนุนการเผยแพร่ภาพยนตร์ไทยสู่ระดับนานาชาติ ตามนโยบายของรัฐบาลในการใช้ซอฟต์พาวเวอร์เป็นเครื่องมือขับเคลื่อนเศรษฐกิจและวัฒนธรรมไทยสู่สากล โดยมุ่งหวังให้อุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทยเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญที่จะช่วยสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจและส่งเสริมภาพลักษณ์ที่ดีของประเทศไทยในเวทีโลก

วันที่ 31 มกราคม 2568 ศาสตราจารย์พิเศษวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการกำกับการประเมินผลการปฏิบัติราชการของส่วนราชการ ในกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ครั้งที่ 1/2568 โดยมี นางปิยนุช วุฒิสอน รองปลัดกระทรวงดีอี นายภุชพงค์ โนดไธสง ผู้อำนวยการสำนักงานสถิติแห่งชาติ และผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ณ ห้องประชุม 801 กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และผ่านระบบสื่ออิเล็กทรอนิกส์

วันนี้ 31 มกราคม 2568 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) พร้อมด้วย นางปิยนุช วุฒิสอน รองปลัดกระทรวงดีอี เข้าร่วมกิจกรรมปลูกต้นไม้เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสพระราชพิธีสมมงคล พระชนมายุเท่าพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช สมเด็จพระปฐมบรมกษัตริยาธิราช แห่งพระราชวงศ์จักกรี พุทธศักราช 2568 โดยมีนางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เป็นประธานฯ พร้อมด้วย ประธานองค์กรอิสระ คณะรัฐมนตรีพร้อมคู่สมรส หัวหน้าส่วนราชการระดับปลัดกระทรวงหรือเทียบเท่า ผู้บัญชาการทหารและตำรวจ ผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการใหญ่จิตอาสาพระราชทาน และเจ้าหน้าที่ศูนย์อำนวยการใหญ่จิตอาสาพระราชทาน  ผู้บริหารสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมกิจกรรม ณ อุทยานเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร

วันที่ 31 มกราคม 2568 ศาตราจารย์พิเศษวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการกำกับการขับเคลื่อนขีดความสามารถ ในการแข่งขันด้านดิจิทัลของประเทศไทย ครั้งที่ 1/2568 โดยมี นางสาวพิยะดา สุดกังวาล ที่ปรึกษาด้านการสื่อสาร และผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ณ ห้องประชุม 601 กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

วันที่ 31 มกราคม 2568 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ในฐานะประธานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี เป็นประธานแถลงข่าว การดำเนินมาตรการ “การยกระดับความปลอดภัยในการใช้ Mobile Banking” ร่วมด้วย ศาสตราจารย์พิเศษ วิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงดีอี นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ เลขาธิการคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สดช.) ในฐานะโฆษกกระทรวงดีอี นายเอกพงษ์ หริ่มเจริญ ผู้ตรวจราชการกระทรวงดีอี พลตำรวจตรีเอกธนัช ลิ้มสังกาศ รองเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) นายไตรรัตน์ วิริยะศิริกุล รองเลขาธิการ รักษาการแทนเลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) นายภิญโญ ตรีเพชราภรณ์ ผู้อำนวยการฝ่ายบริหารความเสี่ยงภาพรวม ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) นายธวัชชัย ชีวานนท์ ประธานผู้บริหาร Product & Business Solutions [บมจ.กรุงไทย ผู้แทนสมาคมธนาคารไทย และนางสาวณัฐกาญจน์ ช่วงหาราช กรรมการบริหารสมาคมโทรคมนาคมแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ ณ ห้องจัดเลี้ยง ชั้น 1 อาคาร 9 บมจ.โทรคมนาคมแห่งชาติ นายประเสริฐ จันทรรวงทอง กล่าวว่า ตามที่รัฐบาลได้กำหนดให้การป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ โดยเฉพาะแก๊งคอลเซ็นเตอร์ และบัญชีม้า เป็นนโยบายสำคัญ โดยจากมติที่ประชุมคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ได้มอบหมายให้ ปปง. ธปท. กสทช. สมาคมธนาคารไทย และสมาคมโทรคมนาคมแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ ยกระดับความปลอดภัยการใช้งาน Mobile Banking ซึ่งเป็นการสกัดกั้นบัญชีม้าที่เป็นเส้นทางก่ออาชญากรรมของมิจฉาชีพให้ชื่อผู้ใช้งานตรงกับชื่อเจ้าของซิมมือถือ ดังนั้นกระทรวงดีอี และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้ร่วมกำหนดมาตรการการดำเนินการตรวจสอบรายชื่อเจ้าของหมายเลขโทรศัพท์มือถือ และเจ้าของบัญชีธนาคาร Mobile Banking หรือ การ Cleaning Mobile Banking เพื่อให้ชื่อผู้ใช้งาน Mobile Banking ตรงกับชื่อเจ้าของซิมหมายเลขโทรศัพท์มือถือ โดย กสทช. และ Telco (ผู้ให้บริการโทรคมนาคม) สำนักงาน ปปง. ธปท. และธนาคาร ได้ดำเนินการตรวจสอบหมายเลขโทรศัพท์จำนวนกว่า 120 ล้านหมายเลข แล้วเสร็จเมื่อสิ้นเดือน พฤศจิกายน 2567 และได้แบ่งเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่- กลุ่มที่ 1 ลูกค้าที่ Telco แจ้งเป็น M (ชื่อเจ้าของซิม และ Mobile Banking ตรงกัน) มีจำนวนประมาณ 75.8 ล้านหมายเลข คิดเป็นร้อยละ 63.02 - กลุ่มที่ 2 ลูกค้าที่ Telco แจ้งเป็น N (ชื่อเจ้าของซิม และ Mobile Banking ไม่ตรงกัน) มีจำนวนประมาณ  30.9 ล้านหมายเลข คิดเป็นร้อยละ 25.68- กลุ่มที่ 3 ลูกค้าที่ Telco แจ้งกลับมาเป็น P (ไม่พบชื่อเจ้าของซิม/ไม่มีข้อมูล) มีจำนวน 13.5 ล้านหมายเลข คิดเป็นร้อยละ 11.29 ในส่วนของขั้นตอนการดำเนินการมีดังนี้- ธนาคารจะดำเนินการแจ้งประชาชน (ลูกค้าในกลุ่มที่ 2 (N) และกลุ่มที่ 3 (P) ) ผ่านช่องทาง Mobile Banking ของแต่ละธนาคาร ภายในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2568 โดยประชาชนที่ได้รับแจ้งต้องดำเนินการอัพเดตข้อมูลชื่อเจ้าของซิม  และชื่อผู้ใช้งาน Mobile Banking ให้ตรงกัน ภายในเวลา 90 วัน (สิ้นสุดวันที่ 30 เมษายน 2568) หากไม่ดำเนินการภายในเวลาที่กำหนด ปปง. ธปท. และ กสทช. จะพิจารณาระงับการใช้งาน Mobile Banking เป็นการชั่วคราวต่อไป สำหรับ กลุ่ม N (เจ้าของซิม และ Mobile Banking ไม่ตรงกัน) บัญชีต่างชาติ กลุ่มลูกค้าต่างชาติที่เปิดบัญชีตั้งแต่ปี พ.ศ. 2565 และเปิดใช้งาน Mobile Banking ก่อนปี พ.ศ. 2566 ที่มีชื่อเจ้าของซิม กับชื่อผู้ใช้งาน Mobile Banking ไม่ตรงกัน ประชาชนสามารถดำเนินการได้ดังนี้ -กรณีหมายเลขโทรศัพท์มือถือมีชื่อเจ้าของซิมไม่ตรงกับชื่อ ผู้ใช้งาน Mobile Banking สามารถติดต่อศูนย์บริการโทรศัพท์มือถือ เพื่อเปลี่ยนเจ้าของซิม หรือติดต่อธนาคารที่ใช้งาน Mobile Banking เปลี่ยนเบอร์โทรศัพท์มือถือที่ผูกกับ Mobile Banking ของธนาคาร เพื่อดำเนินการให้ข้อมูลชื่อเจ้าของซิมตรงกับชื่อที่ใช้งาน Mobile Banking ภายในวันที่ 30 เมษายน 2568 หากไม่ดำเนินการภายในกำหนด บริการ Mobile Banking อาจถูกระงับการใช้งาน ในส่วนของ กลุ่ม P (ไม่พบชื่อเจ้าของซิม) กลุ่มลูกค้าที่เปิดบัญชีตั้งแต่ปี พ.ศ. 2565 และเปิดใช้งาน Mobile Banking ก่อนปี พ.ศ. 2566  ที่ตรวจสอบจากค่ายมือถือแล้ว แต่ไม่พบชื่อเจ้าของซิม (ดำเนินการพร้อมกัน 2.4 ล้านเลขหมาย) โดยกรณี หมายเลขโทรศัพท์มือถือที่ใช้ลงทะเบียนกับธนาคารมีข้อมูลที่ไม่สมบูรณ์ สามารถติดต่อศูนย์บริการโทรศัพท์มือถือที่ใช้บริการด้วยตนเอง เพื่อดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่ง ได้แก่ -ลงทะเบียนชื่อเจ้าของซิมให้ตรงกับชื่อผู้ใช้งาน Mobile Banking หรือ ลงทะเบียนชื่อเจ้าของซิมเป็นชื่อตามที่ประสงค์ที่เข้าเกณฑ์การจดทะเบียนซิมได้ตามเงื่อนไขของผู้ให้บริการเครือข่ายมือถือ (ธนาคารไม่สามารถดำเนินการในส่วนนี้แทนได้) พร้อมบัตรประชาชน เพื่อดำเนินการให้ข้อมูลชื่อเจ้าของซิมตรงกับชื่อที่ใช้งานโมบายแบงก์กิ้ง ภายในวันที่ 30 เมษายน 2568 หากไม่ดำเนินการภายในกำหนด บริการ Mobile Banking อาจถูกระงับการใช้งาน-ลูกค้าที่ได้รับแจ้ง ต้องดำเนินการอัพเดตข้อมูลชื่อเจ้าของซิม และชื่อผู้ใช้งาน Mobile Banking ให้ตรงกัน ภายในวันที่ 30 เมษายน 2568 หากไม่ดำเนินการภายในเวลาที่กำหนด ปปง. ธปท. และ กสทช. จะพิจารณาระงับการใช้งาน Mobile Banking เป็นการชั่วคราวต่อไป กรณีของประชาชนทั่วไปที่ไม่ได้รับการแจ้งผ่านช่องทาง Mobile Banking ของแต่ละธนาคาร ยังไม่ต้องดำเนินการใด ๆ และสามารถใช้ Mobile Banking ได้ตามปกติ แม้ชื่อเจ้าของหมายเลขโทรศัพท์จะไม่ตรงกับเจ้าของ Mobile Banking อย่างไรก็ตาม กระทรวงดีอี และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้มีการพิจารณายกเว้น ในกลุ่มบุคคลดังต่อไปนี้1.เบอร์มือถือที่จดทะเบียนในชื่อหน่วยงานราชการ (เช่น สำนักงานอัยการสูงสุด) หรือองค์กรที่ใช้โดยพนักงานหรือเจ้าหน้าที่ จะได้รับการพิจารณาเป็นข้อยกเว้น และไม่จำเป็นต้องดำเนินการตามมาตรการนี้2.ลูกค้าที่มีความจำเป็น หรือข้อจำกัดเฉพาะ เช่น ไม่สามารถเปลี่ยนเบอร์มือถือได้ เนื่องจากข้อจำกัดทางกฎหมาย หรือเอกสาร สามารถยื่นคำขอยกเว้น พร้อมเอกสารประกอบแสดงเหตุผลต่อธนาคาร3.กลุ่มบุคคลในครอบครัว เช่น พ่อ แม่ บุตร พี่น้อง ปู่ ย่า ตายาย คู่สมรส (จดทะเบียน) โดยจะต้องแสดงเอกสารความสัมพันธ์ต่อธนาคาร ได้แก่ เอกสารที่ออกโดยหน่วยงานราชการ เช่น ทะเบียนบ้าน สูติบัตร ทะเบียนสมรส เป็นต้น และเอกสารแสดงความเป็นเจ้าของเบอร์โทรศัพท์ เช่น ใบกำกับภาษี ใบเสร็จ ค่าโทรศัพท์4.นิติบุคคล ได้แก่ บริษัทเอกชน หรือนิติบุคคลตามกฎหมาย (กรณีที่ลงทะเบียนในนามนิติบุคคล และให้พนักงานในองค์กรใช้งาน) จะต้องมีเอกสารรับรองจากบริษัท ที่มีข้อความระบุชื่อ เบอร์โทรศัพท์ และอนุญาตให้ใช้เบอร์โทรศัพท์ผูก Mobile Banking5.ผู้ที่ต้องได้รับความดูแลตามกฎหมาย ได้แก่ ผู้ไร้ความสามารถ ผู้เสมือนไร้ความสามารถ และผู้พิการ จะต้องนำเอกสารตามคำสั่งศาลแต่งตั้งผู้อนุบาล หรือเอกสารตามคำสั่งศาลแต่งตั้งผู้พิทักษ์ บัตรผู้พิการ หรือเอกสารที่หน่วยงานราชการออกให้ มายื่นแสดงต่อธนาคาร“มาตรการนี้จะเริ่มต้นตั้งแต่วันที่ 1 ก.พ.68 ซึ่งประชาชนที่จะต้องดำเนินการติดต่อธนาคาร จะได้รับการแจ้งเตือนผ่าน Mobile Banking ของธนาคารโดยตรงเท่านั้น จะไม่มีการแจ้งเตือนประชาชนผ่านช่องทางอื่นๆ ที่ไม่ใช่ Mobile Banking เพื่อป้องกันมิจฉาชีพหลอกลวง โดยการยกระดับมาตรการด้าน Mobile Banking เป็นส่วนหนึ่งของการยกระดับการทำงานร่วมกันของกระทรวงดีอี กสทช. ปปง. ภาคธนาคารและภาคโทรคมนาคม เพื่อยกระดับการป้องกันและปราบปรามการก่ออาชญากรรมออนไลน์ของกลุ่มมิจฉาชีพ แก๊งคอลเซ็นเตอร์ เพื่อสักดเส้นทางการใช้บัญชีม้าในการหลอกลวงประชาชน ซึ่งรัฐบาลถือว่าเป็นนโยบายที่สำคัญ” นายประเสริฐ กล่าว สามารถแจ้งเบาะแส ข่าวปลอม และอาชญากรรมออนไลน์ทุกรูปแบบ โทรสายด่วน 1111 (24 ชม.) |  Line ID: @antifakenewscenter | เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com ------------------------------------------------------------------------

ข้อมูลทั่วไป || ข้อมูลสถิติ || แจ้งเตือนภัยรูปแบบการหลอกลวงจากศูนย์ AOC || ด้านการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ || คำแนะนำของ AOC 1441 ศูนย์ปฏิบัติการต่อต้านอาชญากรรมออนไลน์ (Anti Online Scam Operation Center: AOC1441) ให้บริการสายด่วนหมายเลขโทรศัพท์ 1441 ช่องทางเดียว โดยไม่มีช่องทางการติดต่อสื่อสารผ่านช่องทางสื่อโซเชียลมีเดีย หรือช่องทางอื่น ๆ 1. ข้อมูลทั่วไป การต่อต้านอาชญากรรมออนไลน์ ความเชื่อมโยงในระดับยุทธศาสตร์ของการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมไซเบอร์           จากปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ที่เพิ่มมากขึ้นและส่งผลกระทบในวงกว้าง ซึ่งถือเป็นประเด็นปัญหาระดับโลกรัฐบาล ภายใต้การนำของนางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้แสดงเจตนารมณ์อย่างชัดเจนในการแก้ไขปัญหานี้ โดยกำหนดนโยบายมุ่งเน้นการปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์อย่างจริงจัง ดังคำกล่าวว่า           “รัฐบาลจะเร่งแก้ปัญหาอาชญากรรม อาชญากรรมออนไลน์/มิจฉาชีพ และอาชญากรรมข้ามชาติเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของประชาชน โดยการเพิ่มศักยภาพและประสิทธิภาพในการป้องกันและปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์ และรับมือกับอาชญากรรมออนไลน์อย่างรวดเร็ว รวมถึงช่วยเหลือเหยื่อของมิจฉาชีพอย่างทันท่วงที โดยผนึกกำลังกับประเทศเพื่อนบ้าน และสร้างกลไกการร่วมรับผิดชอบของบริษัทผู้ประกอบกิจการโทรคมนาคมและธนาคารพาณิชย์”           นโยบายดังกล่าวสอดคล้องกับเป้าหมายของ ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ด้านความมั่นคง และ แผนดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ที่มุ่งเน้นการเสริมสร้างความเชื่อมั่นและความปลอดภัยในการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล โดยเฉพาะในประเด็นสำคัญ คือ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่ปลอดภัย เพื่อรองรับการป้องกันภัยคุกคามไซเบอร์และการใช้งานเทคโนโลยีอย่างมั่นคง การสร้างความร่วมมือระหว่างหน่วยงาน ทั้งภายในประเทศและระหว่างประเทศ ในการเฝ้าระวังและจัดการกับภัยคุกคาม และการให้ความรู้แก่ประชาชน เพื่อเพิ่มความตระหนักรู้ และความสามารถในการป้องกันตนเองจากอาชญากรรมออนไลน์          ทั้งนี้ การดำเนินการดังกล่าวจะช่วยสร้างสภาพแวดล้อมดิจิทัลที่ประชาชนสามารถใช้เทคโนโลยีได้อย่างมั่นใจ และปลอดภัย พร้อมรับมือกับความท้าทายใหม่ๆ ในยุคดิจิทัลได้อย่างมีประสิทธิภาพ วัตถุประสงค์ เพื่อจัดตั้งระบบรับแจ้งและบริหารจัดการคดีอาชญากรรมทางเทคโนโลยีให้แก่ประชาชน พร้อมทั้งสามารถประสานงานอย่างมีประสิทธิภาพกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อพัฒนาบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญในการสนับสนุนการรับแจ้งคดีอาชญากรรมทางเทคโนโลยี รวมถึงการเสริมทักษะการประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อป้องกันและลดความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น เพื่อจัดหาและพัฒนาระบบงาน เครื่องมือ อุปกรณ์ และสถานที่ที่จำเป็น สำหรับรองรับการปฏิบัติงานรับแจ้งคดีอาชญากรรมทางเทคโนโลยี และดำเนินงานให้บรรลุเป้าหมายของโครงการอย่างมีประสิทธิภาพ เป้าหมาย มีศูนย์บริการแบบครบวงจรที่บูรณาการการทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยมุ่งเน้นการให้บริการประชาชนอย่างรวดเร็ว เพื่อสกัดกั้นเส้นทางการไหลของเงินในบัญชีของมิจฉาชีพอย่างทันท่วงที และทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางข้อมูลสำหรับการวิเคราะห์และกำหนดมาตรการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ให้มีประสิทธิภาพ การดำเนินการของศูนย์ฯเริ่มดำเนินการเมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2566 ถึงปัจจุบัน ศูนย์ปฏิบัติการต่อต้านอาชญากรรมออนไลน์ (Anti Online Scam Operation Center: AOC 1441) ภายใต้การดำเนินงานของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ได้รับการจัดตั้งขึ้นเพื่อเป็นศูนย์บริการแบบครบวงจร (One-Stop Service) โดยให้บริการทุกวันตลอด 24 ชั่วโมง ที่ช่วยอำนวยความสะดวกแก่ประชาชนและดำเนินการระงับบัญชีต้องสงสัยได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ การดำเนินงานของศูนย์ฯ เป็นการบูรณาการความร่วมมือระหว่างหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ศูนย์ฯ ให้บริการผ่านสายด่วนหมายเลข 1441 โดยมีการให้บริการ 3 ประเภท ดังนี้ กด 1 แจ้งขอระงับบัญชีต้องสงสัย กด 2 กรณีบัญชีของตนเองถูกระงับและต้องการขอปลดระงับ กด 3 ขอคำปรึกษาด้านคดี การให้บริการศูนย์ AOC จะดำเนินการตามขั้นตอน ดังนี้ เมื่อผู้เสียหายโทรเข้ามาที่ศูนย์ AOC ด้วยหมายเลขด่วน 1441 เจ้าหน้าที่ศูนย์ AOC รับสาย แล้วจะสอบถามข้อมูลของผู้เสียหาย หากเป็นกรณีการหลอกลวงการซื้อสินค้าไม่ตรงปก เจ้าหน้าที่ศูนย์ AOC จะแนะนำผู้เสียหายโทรไปยังสายด่วน 1212 เมื่อเจ้าหน้าที่สอบถามข้อมูลของผู้ที่ได้รับความเสียหายและบันทึกลงในระบบแล้วจะโอนสายไปยังธนาคารของผู้เสียหายเพื่อทำการ KYC (Know Your Customer) เมื่อดำเนินการ KYC เสร็จเรียบร้อยแล้วจะโอนสายกลับมายังเจ้าหน้าที่รับสายของศูนย์ AOC เพื่อดำเนินการบันทึก Bank Case ID ลงในระบบ จากนั้นข้อมูลของผู้เสียหายจะถูกบันทึกส่งไปยังระบบ Thaipoliceonline และระบบจะออก Police Case ID ให้ผู้เสียหาย โดยผู้เสียหายสามารถระบุสถานีตำรวจที่ต้องการไปพบพนักงานสอบสวนได้ ซึ่งขั้นตอนนี้ผู้เสียหายจะได้รับ SMS ภายในระยะเวลาไม่เกิน 24 ชั่วโมง ประชาชนจะได้ SMS จากตำรวจเพื่อยืนยันการแจ้งความพร้อมทั้ง Police Case ID เพื่อติดตามคดีและแจ้งให้ไปพบเจ้าหน้าที่สอบสวน ณ สถานีตำรวจภายใน 7 วัน 2. ข้อมูลสถิติ           ความร่วมมือจากหน่วยงานต่าง ๆ และบริการที่ครบวงจร ศูนย์ AOC 1441 มุ่งมั่นในการป้องกัน และระงับยับยั้งอาชญากรรมออนไลน์เพื่อช่วยเหลือประชาชนได้อย่างทันท่วงที เพื่อความปลอดภัยและความมั่นใจของประชาชนในโลกดิจิทัล           ที่ผ่านมาสถิติการดำเนินงานของศูนย์ AOC เป็นการสะท้อนถึงความสำเร็จในการให้บริการ และผลกระทบเชิงบวกในการมุ่งมั่นที่จะช่วยเหลือประชาชน โดยข้อมูลที่ศูนย์ AOC ได้รับร้องเรียนจากประชาชนไม่เพียงแต่แสดงถึงจำนวนการดำเนินการ แต่ยังชี้ให้เห็นถึงแนวโน้มและรูปแบบ ของอาชญากรรมออนไลน์ที่เกิดขึ้น เพื่อใช้ในการวางมาตรการการป้องกันและรับมือในอนาคตอย่างมีประสิทธิภาพ ข้อมูลสถิติการให้บริการของศูนย์ AOC ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2566 3. แจ้งเตือนภัยรูปแบบการหลอกลวงจากศูนย์ AOC 3.1 การแจ้งเตือนภัยการหลอกลวงออนไลน์/ข่าวที่เกี่ยวข้อง ข่าวที่เกี่ยวข้อง ดีอี หารือ AIS ร่วมเชื่อมต่อข้อมูลศูนย์ AOC1441 แก้อาชญากรรมออนไลน์ ดีอี บรรยายพิเศษ “บูรณาการการทำงานร่วมฯ แก้ไขปัญหาอาชญากรรมออนไลน์” ดีอี เผยสถิติศูนย์ AOC 1441 ระงับบัญชีม้า 3 เดือนแรกปี 68 กว่า 135,000 บัญชี จับกุมเจ้าของบัญชีแล้วกว่า 800 ราย ย้ำผู้เกี่ยวข้องเจอโทษหนักคุก 3 ปี ปรับ 3 แสนบาท ข่าวเตือนภัย AOC 1441 เตือนภัย “โจรออนไลน์” อ้างเป็น จนท.รัฐ-ตำรวจ หลอกโอนเงิน – ลวงลงทุนเทรดหุ้น พบสูญเงินกว่า 25 ล้านบาท AOC 1441 เตือนภัย “โจรออนไลน์” หลอกลงทุนเทรดหุ้น – ข่มขู่โอนเงิน อ้างเป็นตำรวจ พบสูญเงินกว่า 16 ล้านบาท AOC 1441 เตือนภัย “แก๊งคอลเซนเตอร์” ข่มขู่เป็น DSI อ้างมีเอี่ยวบัญชีม้า - หลอกเทรดหุ้น พบสูญเงินเกือบ 10 ล้านบาท AOC 1441 เตือนภัย “โจรออนไลน์” ลวงหารายได้พิเศษ - หลอกให้รักแล้วโอนเงิน เสียหายกว่า 6.8 ล้านบาท AOC 1441 เตือนภัย “แก๊งคอลเซ็นเตอร์” อ้างเป็นตำรวจ ลวงโอนเงินตรวจสอบบัญชี คดีฟอกเงิน สูญกว่า 40 ล้านบาท 3.2 ตัวอย่างการหลอกลวงออนไลน์ Case ตัวอย่าง วันที่ 10-12 ก.พ. 68 Case ตัวอย่าง วันที่ 13-16 ก.พ. 68 Case ตัวอย่าง วันที่ 17-19 ก.พ. 68 Case ตัวอย่าง วันที่ 24-26 ก.พ. 68 Case ตัวอย่าง วันที่ 10-12 มี.ค. 68 Case ตัวอย่าง วันที่ 13-16 มี.ค. 68 Case ตัวอย่าง วันที่ 17-19 มี.ค. 68 Case ตัวอย่าง วันที่ 20-23 มี.ค. 68 Case ตัวอย่าง วันที่ 27-30 มี.ค. 68 Case ตัวอย่าง วันที่ 31 มี.ค. - 2 เม.ย. 68 Case ตัวอย่าง วันที่ 10-13 เม.ย. 68 Case ตัวอย่าง วันที่ 14-16 เม.ย. 68 Case ตัวอย่าง วันที่ 7-10 พ.ค. 69 CASE ตัวอย่าง วันที่ 14-17 พ.ค. 69 4. ด้านการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ 20 กุมภาพันธ์ 2567บรรยายสรุปการดำเนินการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ให้คณะกรรมาธิการการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน และยาเสพติด สภาผู้แทนราษฎร     13 มีนาคม 2567ถ่ายทำรายการรู้เท่าทันภัยออนไลน์ผ่านสถานีโทรทัศน์ Thai PBS       2 กรกฎาคม 2567บรรยายสรุปการดำเนินการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ให้กระทรวงกลาโหม         6 สิงหาคม 2567บรรยายสรุปการดำเนินการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ให้ธนาคารกลางฟิลิปิน พร้อมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์       27 สิงหาคม 2567บรรยายสรุปการดำเนินการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ให้กองงานดิจิทัลจังหวัดทั่วประเทศ       9 กันยายน 2567บรรยายสรุปการดำเนินการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ให้หน่วยงานทางการเงินของ สปป.ลาว พร้อมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์       25 กันยายน 2567บรรยายสรุปการดำเนินการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ให้สำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (UNODC) พร้อมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์       17 ตุลาคม 2567บรรยายสรุปการดำเนินการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ให้สถานทูตญี่ปุ่น พร้อมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์       12 ธันวาคม 2567บรรยายสรุปการดำเนินการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ให้นักศึกษาผู้เข้ารับการอบรมหลักสูตรอัยการผู้ช่วย สถาบันพัฒนาข้าราชการฝ่ายอัยการ พร้อมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์       12 ธันวาคม 2567บรรยายสรุปการดำเนินการให้บริการประชาชนผ่านสายด่วน 1441 กับเจ้าหน้าที่ของศูนย์บริการประชาชน สายด่วน GCC1111 เพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์การให้บริการประชาชน       9 มกราคม 2568บรรยายสรุปดำเนินการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ให้ผู้แทนสำนักงานตำรวจประเทศมองโกเลีย พร้อมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์       15 มกราคม 2568ต้อนรับ Mr. PHUANGPASERT KEOSOUVANH ปลัดกระทรวงเทคโนโลยีและการสื่อสารแห่งสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว พร้อมคณะผู้บริหาร เข้าเยี่ยมชมศูนย์ AOC และรับฟังคำบรรยายเรื่อง “การทำงานในการบูรณาการความร่วมมือของศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ (AOC)”       5. คำแนะนำของ AOC 1441 5.1 เตรียมข้อมูลให้พร้อมก่อนโทรมาแจ้งเหตุกับศูนย์ AOC 1441 เพื่อความรวดเร็วในการให้ข้อมูลกับเจ้าหน้าที่ ประกอบด้วย ชื่อ-นามสกุล เลขบัตรประชาชน ของผู้เสียหาย บัญชีธนาคาร ของผู้เสียหายที่ใช้ในการโอนเงินไป ว่าใช้ธนาคารอะไร เลขบัญชีอะไร วันและเวลาใด กรณี ใช้บัญชีธนาคารโอนไปมากกว่า 1 ธนาคารต้องเตรียมข้อมูลของทุกธนาคารให้พร้อม บัญชีธนาคาร ของคนร้ายที่ผู้เสียหายโอนเงินไป เป็นธนาคารอะไร เลขบัญชีอะไร กรณี โอนไปมากกว่า 1 ธนาคารต้องเตรียมข้อมูลของทุกธนาคารให้พร้อม เตรียมรายละเอียดเบื้องต้นของคดี เพื่อความสะดวกรวดเร็วในการแจ้งเหตุ ทำให้มีความถูกต้องครบถ้วนในการบันทึกข้อมูล เช่น ไทม์ไลน์ของการเกิดเหตุ ช่องทาง ที่มิจฉาชีพใช้ในการติดต่อ หรือแพล็ตฟอร์มใดที่ท่านพบการหลอกลวง เบอร์โทรศัพท์ ที่ต้องการให้ SMS จาก Thai Police Online แจ้งเพื่อยืนยันการแจ้งความพร้อมทั้ง Police Case ID เพื่อติดตามคดี และแจ้งให้ไปพบเจ้าหน้าที่สอบสวน ณ สถานีตำรวจภายใน 7 วัน 5.2 ไม่วางสายเมื่อรอนานแล้วโทรเข้ามาใหม่ เพราะคิดว่าจะทำให้การรับสายเร็วขึ้น หากท่านโทรเข้ามาใหม่ท่านจะต้องรอรับบริการต่อท้ายสายอื่น ๆ ที่อยู่ในรายการรอสาย 5.3 อย่าลืมไปพบพนักงานสอบสวนภายใน 7 วัน เพราะคดีหลอกลวงออนไลน์เป็นคดีอาญา แม้จะทำการ KYC เพื่อระงับบัญชีและแจ้งความออนไลน์แล้ว แต่กฎหมายระบุให้ผู้เสียหายต้อง ไปพบพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินการตามกฎหมายอาญาต่อไป

กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ตรวจพบข่าวปลอมรายสัปดาห์ ที่ประชาชนให้ความสนใจสูงสุดอันดับที่ 1 เรื่อง “ธนาคารกรุงไทย เปิดให้ลงทะเบียนสินเชื่อกรุงไทยใจป้ำ ไม่ต้องมีคนค้ำ รายได้ ผ่านTikTok ktb.bank702” รองลงมาคือเรื่อง “ธนาคารกรุงไทยเปิดลงทะเบียนสินเชื่อกรุงไทยใจป้ำผ่าน TikTok: ktb.bank9738” โดยขอให้ประชาชน อย่าหลงเชื่อข่าวปลอม เลือกเชื่อ เลือกแชร์ ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ หวั่นสร้างความเสียหายต่อข้อมูลและทรัพย์สิน นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ เลขาธิการคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (BDE) ในฐานะโฆษกกระทรวงดีอี กล่าวถึงผลการมอนิเตอร์และรับแจ้งข่าวปลอมของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ระหว่างวันที่ 24 – 30 มกราคม 2568 พบข้อความที่เข้ามาทั้งหมด 837,077 ข้อความ โดยมีข้อความที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ (Verify) ทั้งสิ้น 620 ข้อความ สำหรับช่องทางที่มีการพบเบาะแสมากที่สุด คือ ข้อความที่มาจาก Social Listening จำนวน 571 ข้อความ ตามมาด้วยการแจ้งเบาะแสผ่าน Line Official จำนวน 40 ข้อความ ช่องทาง Website จำนวน 1 ข้อความ และช่องทาง Facebook จำนวน 8 ข้อความ รวมเรื่องที่ต้องดำเนินการตรวจสอบทั้งหมด 218 เรื่อง และจากการประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้รับผลการตรวจสอบกลับมาแล้ว 84 เรื่อง ทั้งนี้ กระทรวงดีอี ได้แบ่งข่าวปลอมที่ได้รับความสนใจเป็น 5 กลุ่ม ประกอบด้วย กลุ่มที่ 1 : นโยบายรัฐบาล ข่าวสารทางราชการ ความสงบเรียบร้อยของสังคม ขัดศีลธรรมอันดี และความมั่นคงภายในประเทศ จำนวน 119 เรื่อง กลุ่มที่ 2 : ผลิตภัณฑ์สุขภาพ วัตถุอันตราย เครื่องสำอาง รวมถึงสินค้าและบริการที่ผิดกฎหมายจำนวน 59 เรื่อง กลุ่มที่ 3 : ภัยพิบัติ จำนวน 6 เรื่อง กลุ่มที่ 4 : เศรษฐกิจ จำนวน 10 เรื่อง กลุ่มที่ 5 : กลุ่มอาชญากรรมออนไลน์ จำนวน 24 เรื่อง นายเวทางค์ กล่าวต่อว่า เมื่อพิจารณาจากข่าวปลอมที่ได้รับความสนใจในลำดับต้นๆ ในสัปดาห์นี้ พบว่าเป็นข่าวเกี่ยวกับเรื่องโครงการสินเชื่อของธนาคารรัฐ หน่วยงานรัฐ และเรื่องของสุขภาพ รวมทั้งเรื่องผลิตภัณฑ์สุขภาพ ซึ่งมีผลกระทบต่อสังคมส่วนใหญ่ อาจทำให้เกิดความเข้าใจผิด สับสน และวิตกกังวลได้ รวมทั้งอาจทำให้เกิดความเสียหายต่อข้อมูลส่วนบุคคล และทรัพย์สิน โดยข่าวที่ได้รับความสนใจจากประชาชนมากที่สุด 10 อันดับ ได้แก่ อันดับที่ 1 : เรื่อง ธนาคารกรุงไทย เปิดให้ลงทะเบียนสินเชื่อกรุงไทยใจป้ำ ไม่ต้องมีคนค้ำ รายได้ ผ่านTikTok ktb.bank702 อันดับที่ 2 : เรื่อง ธนาคารกรุงไทยเปิดลงทะเบียนสินเชื่อกรุงไทยใจป้ำผ่าน TikTok: ktb.bank9738 อันดับที่ 3 : เรื่อง ธ.ก.ส. เปิดให้ยืม 200,000 บาท ไม่ต้องใช้หลักทรัพย์ อันดับที่ 4 : เรื่อง เจ้าหน้าที่การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ติดต่อแจ้งขั้นตอนขอคืนเงินประกันมิเตอร์ไฟผ่านไลน์ อันดับที่ 5 : เรื่อง เจ้าหน้าที่การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค เปิดสอนลงทะเบียนรับหม้อมิเตอร์ผ่านไลน์ อันดับที่ 6 : เรื่อง ผลิตภัณฑ์ผ้าอนามัย โคโค่แพดซ์ COCOPADS ช่วยลดการปวดประจำเดือน อันดับที่ 7 : เรื่อง สมัครสินเชื่อกรุงไทย ผ่าน TikTok ktb.bank01 ไม่เช็กบูโร กู้ได้ตั้งแต่อายุ 20-65 ปี อันดับที่ 8 : เรื่อง เจลประคบเย็นแก้ปวดเอว 36 ชนิดให้หายขาด อันดับที่ 9 : เรื่อง หิมะปกคลุม อำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย อันดับที่ 10 : เรื่อง ไทยปล่อยต่างด้าวเข้าประเทศแบบไม่คัดกรอง จีนเทาฉวยโอกาส จับเด็กไปขอทาน “เมื่อพิจารณาจากข่าวปลอมที่ประชาชนสนใจมากที่สุด จาก 10 อันดับข้างต้น พบว่าเป็นข่าวที่เกี่ยวข้องกับเรื่องโครงการสินเชื่อของธนาคารรัฐ หน่วยงานของรัฐ เรื่องของสุขภาพ และผลิตภัณฑ์สุขภาพ ซึ่งทั้งหมดมีผลกระทบต่อประชาชน อาจทำให้เสี่ยงต่อการสูญเสียข้อมูลส่วนบุคคล หรือทรัพย์สินได้ รวมทั้งอาจทำให้เกิดความเข้าใจผิด ความวิตกกังวล ส่งผลกระทบกับประชาชนทั่วประเทศเป็นวงกว้าง หากมีการแชร์ส่งต่อกันไปในสังคม” นายเวทางค์ กล่าว สำหรับอันดับ 1 เรื่อง “ธนาคารกรุงไทย เปิดให้ลงทะเบียนสินเชื่อกรุงไทยใจป้ำ ไม่ต้องมีคนค้ำ รายได้ ผ่านTikTok ktb.bank702” กระทรวงดีอี ได้ร่วมประสานงานกับ ธนาคารกรุงไทย กระทรวงการคลัง ตรวจสอบและขอขี้แจงว่าเป็นข้อมูลเท็จ โดยบัญชีดังกล่าวเป็นโฆษณาหลอกลวงว่ามีการเปิดให้ลงทะเบียนสินเชื่อกรุงไทยใจป้ำ ไม่ต้องมีคนค้ำ รายได้ ผ่านTikTok ktb.bank702 ซึ่งไม่เป็นความจริง โดยบัญชี TikTok ดังกล่าวแอบอ้างนำโลโก้ของทางธนาคาร มาประกอบในการโฆษณาสินเชื่อ ธนาคารกรุงไทยขอเตือน อย่าหลงเชื่อเด็ดขาด เนื่องจากทางธนาคารไม่มีการปล่อยสินเชื่อผ่านบัญชีดังกล่าวแต่อย่างใด เช่นเดียวกับข่าวปลอมอันดับ 2 เรื่อง “ธนาคารกรุงไทยเปิดลงทะเบียนสินเชื่อกรุงไทยใจป้ำผ่าน TikTok: ktb.bank9738”กระทรวงดีอี ได้ประสานงานร่วมกับ ธนาคารกรุงไทย กระทรวงคลัง ตรวจสอบพบว่าเป็นข้อมูลเท็จ โดยขอชี้แจงว่า บัญชี TikTok: ktb.bank9738 เป็นบัญชีปลอม และธนาคารกรุงไทย ไม่มีนโยบายปล่อยสินเชื่อผ่านบัญชี TikTok หรือช่องทางดังกล่าว ดังนั้นขอเตือนอย่าหลงเชื่อหรือให้ข้อมูลส่วนตัวกับบัญชีที่ไม่ใช่ของธนาคาร อย่างไรก็ตาม ดีอี มีความห่วงใยประชาชน เรื่องความตระหนักรู้เท่าทันข่าวปลอมที่ถูกแพร่กระจายบนสื่อออนไลน์ โซเชียล ซึ่งหากขาดความรู้เท่าทันส่งต่อข้อมูลข่าวปลอม ทำให้เกิดการหลงเชื่อ สร้างความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน สร้างความเสียหายต่อชีวิต ทรัพย์สิน หรือข้อมูลส่วนบุคคล และอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้าง ดังนั้นจึงควรตรวจสอบข้อเท็จจริงของข่าวหรือลิงก์เว็บไซต์ให้แน่ชัดสามารถแจ้งเบาะแส ข่าวปลอม และอาชญากรรมออนไลน์ทุกรูปแบบ โทรสายด่วน 1111 (24 ชม.) |  Line ID: @antifakenewscenter | เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com                              ---------------------------------------------------------------------------------

กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ตรวจพบข่าวปลอมรายสัปดาห์ที่เกี่ยวข้องกับอาชญากรรมออนไลน์ ซึ่งประชาชนให้ความสนใจสูงสุดอันดับที่ 1 เรื่อง “ตลาดหลักทรัพย์ เปิดเพจเฟซบุ๊ก SET ชักชวนลงทุน” รองลงมาคือเรื่อง “เปิดรับสมัครงานเกษตรในออสเตรเลีย ผ่านเพจ บริษัทจัดหางาน จิงไซ Thailand” โดยขอให้ประชาชน อย่าหลงเชื่อข่าวปลอม เลือกเชื่อ-แชร์ ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ หวั่นสร้างความสูญเสียทั้งข้อมูลส่วนบุคคล และทรัพย์สิน โดยอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้าง นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ เลขาธิการคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (BDE) ในฐานะโฆษกกระทรวงดีอี กล่าวถึงผลการมอนิเตอร์และรับแจ้งข่าวปลอมของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ระหว่างวันที่ 24 – 30 มกราคม 2568 พบข้อความที่เข้ามาทั้งหมด 837,077 ข้อความ โดยมีข้อความที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ (Verify) ทั้งสิ้น 620 ข้อความ สำหรับช่องทางที่มีการพบเบาะแสมากที่สุด คือ ข้อความที่มาจาก Social Listening จำนวน 571 ข้อความ ตามมาด้วยการแจ้งเบาะแสผ่าน Line Official จำนวน 40 ข้อความ ช่องทาง Website จำนวน 1 ข้อความ และช่องทาง Facebook จำนวน 8 ข้อความ รวมเรื่องที่ต้องดำเนินการตรวจสอบทั้งหมด 218 เรื่อง และจากการประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้รับผลการตรวจสอบกลับมาแล้ว 84 เรื่อง โดยในจำนวนนี้เป็นข่าวปลอมเกี่ยวกับอาชญากรรมออนไลน์ที่ได้รับความสนใจจากประชาชนมากที่สุด 10 อันดับ ได้แก่ อันดับที่ 1 : เรื่อง ตลาดหลักทรัพย์ เปิดเพจเฟซบุ๊ก SET ชักชวนลงทุน อันดับที่ 2 : เรื่อง เปิดรับสมัครงานเกษตรในออสเตรเลีย ผ่านเพจ บริษัทจัดหางาน จิงไซ Thailand อันดับที่ 3 : เรื่อง ธนาคารออมสินเปิดเพจเฟซบุ๊กชื่อ กู้ออมสิน อันดับที่ 4 : เรื่อง เปิดรับสมัครทำงานต่างประเทศถูกต้องตามกฎหมาย ผ่านเพจ Work Australia agency 040 อันดับที่ 5 : เรื่อง สร้างโอกาสด้วยกองทุนรวมผสม เปิดพอร์ตเริ่มต้นเพียง 1,000 บาท  กำกับโดย ก.ล.ต. อันดับที่ 6 : เรื่อง สวนผักโอ้กะจู๋ เปิดให้ลงทุนภายใต้คอนเซ็ปท์ Be Organic from Farm to Table ให้ปันผลสูง อันดับที่ 7 : เรื่อง กระทรวงยุติธรรม เปิดยื่นสิทธิรับเงินคืนจากอาชญากรรมออนไลน์ ผ่านเพจ The country's Ministry of Justice อันดับที่ 8 : เรื่อง กรมการขนส่งทางบก เปิดเพจเฟซบุ๊ก Pattavear รับทำใบขับขี่ออนไลน์ อันดับที่ 9 : เรื่อง ลงทุนกับฮั่วเซ่งเฮง กองทุนหุ้น GOLD เริ่มต้นเพียง 1,000 บาท รับปันผล 12-30% อันดับที่ 10 : เรื่อง วเซ่งเฮง เปิดโครงการใหม่ ให้คนไทยลงทุน กำกับดูแลโดย ก.ล.ต. “เมื่อพิจารณาจากข่าวปลอมที่ประชาชนสนใจมากที่สุด จาก 10 อันดับข้างต้น พบว่าเป็นข่าวที่เกี่ยวข้องกับ การชักชวนให้ลงทุนร่วมกับหน่วยงานที่น่าเชื่อถือ โครงการสินเชื่อของธนาคารรัฐ และชักชวนทำงานในต่างประเทศ อาจทำให้ประชาชนที่สนใจเกิดความเข้าใจผิด ซึ่งมีผลกระทบต่อทั้งตัวบุคคลที่เชื่อและแชร์ข้อมูลส่งต่อกันไปเป็นวงกว้าง เกิดความสับสน และอาจทำให้ประชาชนตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพ สร้างความเสียหายทั้งทรัพย์สินและข้อมูลส่วนบุคคลได้” นายเวทางค์ กล่าว สำหรับอันดับ 1 เรื่อง “ตลาดหลักทรัพย์ เปิดเพจเฟซบุ๊ก SET ชักชวนลงทุน” กระทรวงดีอี ได้ประสานงานตรวจสอบร่วมกับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย พบว่าเป็นข้อมูลเท็จ และขอยืนยันว่า เพจดังกล่าวเป็นเพจปลอม มีการแอบอ้างนำโลโก้ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ไปใช้เป็นภาพโปรไฟล์และภาพหน้าปกเฟซบุ๊ก เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือและจงใจหลอกลวงประชาชนให้หลงเชื่อ ทั้งนี้ ตลาดหลักทรัพย์ฯ ไม่มีการเปิดเพจเฟซบุ๊กเพื่อชักชวนลงทุนใด ๆ ทั้งสิ้น โดยหากมีข้อสงสัยสามารถสอบถามโดยตรงได้ที่ SET Contact Center 0 2009 9999 หรืออีเมล SETContactCenter@set.or.th อย่างไรก็ตาม ดีอี มีความห่วงใยประชาชน เรื่องความตระหนักรู้เท่าทันข่าวปลอมที่ถูกแพร่กระจายบนสื่อออนไลน์ โซเชียล ซึ่งหากขาดความรู้เท่าทัน ส่งต่อข้อมูลข่าวปลอม ทำให้เกิดการหลงเชื่อ สร้างความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน สร้างความเสียหายต่อทรัพย์สิน หรือข้อมูลส่วนบุคคล และอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้าง ดังนั้นจึงควรตรวจสอบข้อเท็จจริงของข่าวหรือลิงก์เว็บไซต์ให้แน่ชัด สามารถแจ้งเบาะแส ข่าวปลอม และอาชญากรรมออนไลน์ทุกรูปแบบ โทรสายด่วน 1111 (24 ชม.) |  Line ID: @antifakenewscenter | เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com--------------------------------------------------------------------------------------

นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เปิดเผยว่า จากมาตรการการปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ตามนโยบายของรัฐบาล น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ซึ่งเน้นให้ความสำคัญกับมาตรการป้องกัน ตรวจสอบ และปราบปรามบัญชีม้า ซึ่งเป็นช่องทางหลักการหลอกลวงรับเงินของมิจฉาชีพ     ทั้งนี้กระทรวงดีอี ได้ร่วมกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) สมาคมธนาคารไทย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดำเนินการระงับบัญชีม้า ตัดเส้นทางการเงินของกลุ่มมิจฉาชีพ แก๊งคอลเซ็นเตอร์ โดยมีสถิติการระงับบัญชีม้าจนถึง ธันวาคม 2567 จำนวนรวมกว่า 1,660,000 กว่าบัญชี (ปปง. 630,537 บัญชี ธนาคารระงับ 581,637 บัญชี และ ศูนย์ AOC ระงับ 455,241 บัญชี)     พร้อมกับการขยายผลดำเนินการจับกุมเจ้าของบัญชีม้าอย่างเข้มข้น โดยมีสถิติผลการจับกุมบัญชีม้า ซิมม้าที่เป็นความผิดตาม พ.ร.ก.มาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พ.ศ.2566 พบว่าในปี 2567 ตั้งแต่เดือน มกราคม – ธันวาคม  (12 เดือน) มีการจับกุมบัญชีม้าจำนวนรวม 2,495 ราย เฉพาะในเดือนธันวาคม 2567 มีผลการจับกุมจำนวน 328 ราย   ปัจจุบัน ที่ประชุมคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ได้มีการหารือร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อดำเนินงานการตามนโยบายปราบปรามภัยออนไลน์ของรัฐบาล เพื่อลดปัญหา พยายามหยุดการหลอกลวงที่สร้างความเสียหายจากบัญชีม้า โดยตาม พ.ร.ก.มาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พ.ศ.2566 ได้กำหนดโทษของการยินยอมให้ผู้อื่นใช้บัญชีเงินฝากฯ หรือที่เรียกว่า บัญชีม้า จะถูกดำเนินคดี ตามมาตรา 9 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 300,000 บาท หรือ ทั้งจำทั้งปรับ และยังอาจถูกดำเนินคดีตามฐานความผิดที่มิจฉาชีพนำบัญชีนั้นไปใช้ ในฐานะเป็นตัวการร่วม หรือผู้สนับสนุนในการกระทำความผิด และอาจถูกฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายทางแพ่งจากผู้เสียหาย     นอกจากนี้ที่ประชุมฯ ยังได้พิจารณายกระดับมาตรการจัดการภัยทุจริตทางการเงิน โดยธนาคารแห่งประเทศไทย ธปท. ได้ออกเป็นหนังสือเวียน เลขที่ ธปท.ฝตท. (01) ว. 384/2567 แจ้งต่อสถาบันการเงิน สถาบันการเงินเฉพาะกิจ และผู้ให้บริการเงินอิเล็กทรอนิกส์ทุกแห่ง ให้ถือเป็นแนวปฏิบัติเดียวกัน เรื่อง การเพิ่มความเข้มงวดในการจัดการบัญชีเงินฝาก หรือบัญชีเงินอิเล็กทรอนิกส์ในกรณีลูกค้ามีความเสี่ยงสูงหรือใช้บัญชีที่มีลักษณะหรือพฤติกรรมผิดปกติ ลงวันที่ 31 พฤษภาคม 2567 เพื่อเป็นการจัดกลุ่มบัญชีม้า โดยยกระดับการจัดการ “บัญชี” เป็นระดับ “บุคคล” (ระงับช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ทุกบัญชี ทุกธนาคาร ถ้ามีชื่อว่าเป็นผู้ขายบัญชี ให้คนร้าย หรือ บัญชีม้า) และดำเนินการเข้มข้นขึ้นทั้งบัญชีในปัจจุบันและการเปิดบัญชีใหม่     “ปัจจุบัน กระทรวงดีอี และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้ดำเนินการป้องกันและปราบปรามบัญชีม้าอย่างต่อเนื่อง โดยเพิ่มความเข้มงวดในการเปิดบัญชีธนาคารใหม่ในธนาคารทุกสาขา ซึ่งหากพบความผิดปกติจะดำเนินการตรวจสอบทันที ให้ดังนั้นขอเตือนประชาชนว่า การขายบัญชีธนาคารไม่ว่าจะในรูปแบบใด มีโทษหนักจำคุกถึง 3 ปี ทั้งนี้หากหลงเชื่อขายบัญชีธนาคารให้กับบุคคลอื่นไปแล้ว ให้รีบติดต่อกับธนาคารเพื่อขอปิดบัญชีธนาคารดังกล่าวโดยเร็ว เพื่อไม่ให้มีรายชื่ออยู่ในลิสต์ว่าขายบัญชี และถูกระงับทุกบัญชีธนาคารของทุกธนาคารที่มี รวมทั้งไม่ให้ถูกดำเนินคดีตามฐานความผิดที่มิจฉาชีพนำบัญชีไปใช้ ในฐานะเป็นผู้สนับสนุนในการกระทำความผิด” นายประเสริฐกล่าว     หากประชาชนโดนหลอกออนไลน์ โทรแจ้งดำเนินการ ระงับ อายัดบัญชี AOC 1441 แจ้งเบาะแส ข่าวปลอม และอาชญากรรมออนไลน์ทุกรูปแบบ โทรสายด่วน 1111 (24 ชม.) |  Line ID: @antifakenewscenter | เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com                                             --------------------------------------------------------------------------------------

วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2568 นางสาวยุพาภรณ์ ศิริกิจพาณิชย์กูล ผู้ช่วยปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานกล่าวเปิดงานการจัดอบรมเตรียมความพร้อมผู้ที่จะได้รับการแต่งตั้งเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ฯ ครั้งที่ 1 ณ โรงแรมเซ็นทารา ไลฟ์ ศูนย์ราชการและคอนเวนชันเซ็นเตอร์ แจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ   สำหรับการอบรมครั้งนี้มีเนื้อหาครอบคลุมทั้งด้านกฎหมาย จริยธรรม และเทคนิคการสืบสวนคดีคอมพิวเตอร์ โดยได้รับเกียรติจากวิทยากรผู้เชี่ยวชาญจากหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อเตรียมความพร้อมให้กับผู้ที่จะได้รับการแต่งตั้งเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ฯ ให้มีความรู้ความเข้าใจและเสริมสร้างทักษะด้านต่างๆในการปฏิบัติงาน

icon-sitemap    std-w1    std-w2    WCAG 2.0 (Level AA)
จำนวนผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์ Loading...


กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

เลขที่ 120 หมู่ 3 ชั้น 8-11 ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 (อาคาร ซี) ซอยแจ้งวัฒนะ 7 ถนนแจ้งวัฒนะ แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ 10210

facebook
instagram
twitter
youtube
rss
tiktok
threads
Icon Q&A
black ribbon.