Logo DE Ministry.
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
Ministry of Digital Economy and Society
Logo DE Ministry.
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
Ministry of Digital Economy and Society
ตัวช่วยเหลือในการเข้าถึงเว็บไซต์
ค้นหา





วันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2568 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานเปิดการอบรมเชิงปฏิบัติการการใช้งานระบบสำหรับประสานงานการตรวจสอบข่าวปลอมและสร้างเครือข่ายผู้ปฏิบัติงานที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไขปัญหาข่าวปลอมทั้ง 5 กลุ่มข่าว และกลุ่มนิติกร พร้อมมอบโล่รางวัล “พันธมิตรยอดเยี่ยมแห่งปี 2024” ให้แก่หน่วยงานร่วมบูรณาการตรวจสอบและยืนยันความถูกต้องของข่าวสารในช่วงปี 2567 ที่ผ่านมา โดยมี นางสาวยุพาภรณ์ ศิริกิจพาณิชย์กูล ผู้ช่วยปลัดกระทรวงดีอี และผู้แทนจากหน่วยงานเครือข่ายผู้ประสานงานฯ เข้าร่วม ณ โรงแรม เซ็นทารา ไลฟ์ ศูนย์ราชการและคอนเวนชันเซ็นเตอร์    นายประเสริฐ กล่าวว่า กระทรวงดีอี ได้ดำเนินการจัดตั้งศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ประเทศไทย (Anti Fake News Center: AFNC)  ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2562 โดยมีเป้าหมายหลักคือ แก้ไขและป้องกันปัญหาข่าวปลอมที่มีผลกระทบในวงกว้าง โดยเฉพาะข่าวปลอมเกี่ยวกับอาชญากรรมออนไลน์ ซึ่งต้องชี้แจงข้อเท็จจริงให้ประชาชนรับทราบอย่างรวดเร็วทันท่วงที ก่อนตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพ ผ่านความร่วมมือจากหน่วยงานภาครัฐ เอกชน ภาคประชาชน รวมถึงสื่อมวลชน บูรณาการทำงานร่วมกันเป็นเครือข่ายผู้ประสานงานกว่า 300 หน่วยงาน ที่ทำการตรวจสอบและยืนยันความถูกต้องของข่าวสาร    ทั้งนี้ ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมฯ ได้แบ่งข่าวสารที่ผลกระทบต่อประชาชนเป็นวงกว้าง เป็น 5 กลุ่มข่าว ได้แก่ 1.เรื่องนโยบายรัฐบาล ความสงบเรียบร้อยของสังคม และความมั่นคงภายในประเทศ 2.เรื่องผลิตภัณฑ์สุขภาพ วัตถุอันตราย เครื่องสำอาง รวมถึงสินค้าและบริการที่ผิดกฎหมาย 3.เรื่องเศรษฐกิจ 4.เรื่องภัยพิบัติ และ 5.อาชญากรรมออนไลน์    สำหรับปัจจุบันมีประชาชนติดตามและตรวจสอบข้อมูลข่าวสารของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมฯ ผ่านช่องทางต่าง ๆ ดังนี้ 1) Website : www.antifakenewscenter.com  จำนวน 27,898,089 ผู้รับชม 2) Line Official Account : @antifakenewscenter  จำนวน 2,791,452 ผู้ติดตาม 3) Facebook : Anti-Fake News Center Thailand  จำนวน 120,515 ผู้ติดตาม 4) Twitter : @AFNCThailand  จำนวน 18,313 ผู้ติดตาม 5) TikTok: @AFNC_Thailand จำนวน 1,874 ผู้ติดตาม 6) Instagram: @AFNC_Thailand จำนวน 1,010 ผู้ติดตาม   ขณะเดียวกันกระทรวงดีอี ยังได้มีบันทึกข้อตกลงความร่วมมือฯ การแจ้งเตือนภัยจากการหลอกลวงทางสื่อออนไลน์และข่าวปลอมแก่ประชาชนผ่านแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” ตั้งแต่เดือนธันวาคม 2565 จนถึงปัจจุบัน โดยมีประชาชนเข้าถึงการแจ้งเตือนภัย ในปี 2566 จำนวนเฉลี่ย 22.25 ล้านครั้ง/เดือน และในปี 2567 จำนวนเฉลี่ย 23.50 ล้านครั้ง/เดือน รวมแล้วมีประชาชนเข้าถึงมากกว่า 570 ล้านครั้ง   นอกจากนี้ ยังมีเครือข่ายที่มีการทำข้อตกลงความร่วมมือร่วมกัน เช่น สมาคมธนาคารไทย 16 ธนาคาร เครือข่ายภาคสื่อมวลชนที่ช่วยเผยแพร่ข่าวปลอมที่เป็นกระแส มีบันทึกข้อตกลงความร่วมมือกับกองทุนสื่อปลอดภัยสร้างสรรค์ ที่จะร่วมกันประชาสัมพันธ์ข้อเท็จจริงให้ประชาชนได้รับทราบ   “กระทรวงดีอี โดยศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมฯ ให้ความสำคัญในการสร้างความเข้าใจและประสานงานร่วมกันของหน่วยงานพันธมิตร เพื่อชี้แจงข้อเท็จจริงและเผยแพร่ข้อมูลที่ถูกต้องอย่างทันท่วงทีแก่ประชาชน ผ่านกระบวนการตรวจสอบข้อมูลอย่างรัดกุม โดยในอนาคตจะมีการนำเอาเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI เข้ามาช่วยในการตรวจสอบข่าวปลอม ข่าวบิดเบือน และข่าวจริง และเร่งผลักดันให้เกิด Impact สูงสุด ในการเผยแพร่การแจ้งเตือนภัยจากการหลอกลวงที่เกี่ยวข้องกับการฉ้อโกงทางออนไลน์ หรืออาชญากรรมออนไลน์ ในรูปแบบต่างๆ ให้ทันต่อสถานการณ์อยู่เสมอ ซึ่งจะนำไปสู่การลดความสูญเสียของประชาชนในการตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพ ที่ใช้สื่อสังคมออนไลน์ เป็นเครื่องมือในการหลอกลวงประชาชน” รองนายกประเสริฐ กล่าว     เบาะแส ข่าวปลอม และอาชญากรรมออนไลน์ทุกรูปแบบ โทรสายด่วน 1111 (24 ชม.) |  Line ID: @antifakenewscenter | เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com     ----------------------------------------------------------------------





วันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2568 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ครั้งที่ 1/2568 โดยมี ศาสตราจารย์พิเศษวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงดีอี พร้อมด้วยผู้บริหารกระทรวงดีอี และผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ณ ห้องภาณุพันธุวงศ์ อาคารภาณุรังษีไปรษณียาคาร

ดีอี ร่วมคณะความมั่นคง ติดตามการปราบปราม “แก๊งคอลเซ็นเตอร์” ชายแดนไทย-กัมพูชา   วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2568 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) พร้อมด้วย นายเอกพงษ์ หริ่มเจริญ ผู้ตรวจราชการกระทรวงดีอี และเจ้าหน้าที่กระทรวงดีอี ร่วมเดินทางพร้อมคณะนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และนายสรวงศ์ เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ลงพื้นที่ อ.อรัญระเทศ จ.สระแก้ว เพื่อติดตามสถานการณ์ตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา และแนวทางปฏิบัติในการปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์ รวมถึงอาชญากรรมข้ามชาติ    ทั้งนี้กระทรวงดีอี ได้ดำเนินการตรวจสอบการตัดสัญญาณอินเทอร์เน็ตและโทรศัพท์มือถือ พร้อมทั้งกำชับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ดำเนินการตรวจสอบและเฝ้าระวังการลักลอบปล่อยสัญญาณอินเทอร์เน็ตบริเวณแนวชายแดนอย่างเข้มงวดและต่อเนื่อง  

World Digital Competitiveness Rankings: WDCR      สถาบันการจัดการนานาชาติ (International Institute for Management Development: IMD) ซึ่งเป็นสถาบันวิจัยด้านการบริหารจัดการระดับนานาชาติในประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ได้ทำการเผยแพร่รายงานการจัดอันดับความสามารถในการแข่งขันด้านดิจิทัล (World Digital Competitiveness Rankings: WDCR) ซึ่งเป็นการประเมินขีดความสามารถการพัฒนาด้านดิจิทัลของแต่ละประเทศที่สะท้อนให้เห็นถึงจุดแข็งและจุดอ่อน และสามารถใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัลให้แข็งแกร่งขึ้น     นอกจากนี้ ผลการจัดอันดับ WDCR ยังช่วยให้รัฐบาลและภาคธุรกิจสามารถระบุจุดอ่อนของตนเองและกำหนดนโยบายที่เหมาะสมเพื่อเสริมสร้างศักยภาพทางดิจิทัล ประเทศที่มีอันดับสูงมักมีระบบการศึกษาและโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยีที่แข็งแกร่ง รวมถึงมีความคล่องตัวทางธุรกิจและการบริหารจัดการที่สามารถปรับตัวได้รวดเร็วรายงานฉบับนี้จึงเป็นเครื่องมือสำคัญในการกำหนดแนวทางพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัลของแต่ละประเทศให้สามารถแข่งขันในระดับโลกได้อย่างยั่งยืน การจัดอันดับความสามารถในการแข่งขันด้านดิจิทัล (WDCR) ประจำปี 2568 ของ IMD      เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2568 สถาบันการจัดการนานาชาติ (International Institute for Management Development: IMD) ประกาศผลการจัดอันดับความสามารถในการแข่งขันด้านดิจิทัล (World Digital Competitiveness Rankings: WDCR) ประจำปี 2568 โดยประเทศไทยได้รับการจัดอันดับ อยู่ที่ 38 จาก 69 ประเทศ  (เดิมอันดับที่ 37 จาก 67 ประเทศ ในปี 2567 ลดลงจากเดิม 1 อันดับ) โดยในปีนี้มีจำนวนประเทศเพิ่มขึ้น 2 ประเทศ ได้แก่ ประเทศเคนย่า อันดับที่ 62 และประเทศนามิเบีย อันดับที่ 66 และมีตัวชี้วัด WDCR จำนวน 61 ตัวชี้วัด ซึ่งเป็นตัวชี้วัดเพิ่มใหม่ 2 ตัวชี้วัด ได้แก่ สิทธิบัตรที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ที่ได้รับการประกาศเผยแพร่ (AI-related patent publications) และ การลงทุนภาคเอกชนด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI private investment) โดยประเทศไทยยังคงอยู่ในอันดับ 3 ของกลุ่มประเทศในภูมิภาคอาเซียน ตามหลัง สิงคโปร์ และมาเลเซีย และยังคงอยู่ในอันดับ 10 ของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก เช่นเดียวกับปีที่ผ่านมา ผลการจัดอันดับปัจจัยหลักทั้ง 3 ด้าน (3 Pillars)      ประเทศไทยมีอันดับปัจจัยหลักดีขึ้น 1 ด้าน คือ ด้านองค์ความรู้ (Knowledge)โดยมีอันดับดีขึ้น 3 อันดับ ในขณะที่ปัจจัยหลักด้านเทคโนโลยี (Technology) มีอันดับลดลง 6 ลำดับ และด้านความพร้อมในอนาคต (Future Readiness) มีอันดับลดลง 4 อันดับ จึงทำให้ภาพรวมการจัดอันดับของประเทศไทยลดลง Knowledge ปัจจัยด้านองค์ความรู้   (Knowledge)  ปรับตัวดีขึ้น 3 อันดับ (อันดับ 37) ดีขึ้นจากอันดับของปีก่อนที่อันดั  40  (ดีขึ้น 3 อันดับ) เป็นผลมาจากปัจจัยย่อยด้านการฝึกอบรมและการศึกษา มีอันดับเพิ่มขึ้น 5 อันดับ (อันดับ 35) และปัจจัยย่อยด้านศักยภาพบุคลากร มีอันดับเพิ่มขึ้น 2 อันดับ (อันดับ 37) ในขณะที่ปัจจัยย่อยด้านด้านศักยภาพด้านวิทยาศาสตร์ที่มีอันดับลดลง 1 อันดับ (อันดับ 43) Tech ปัจจัยหลักด้านเทคโนโลยี (Technology) ลดลง 6 อันดับ  (อันดับที่ 29) ซึ่งเป็นผลมาจากปัจจัยย่อยทุกด้านมีอันดับที่ลดลง โดยมีปัจจัยย่อยด้านตลาดทุนที่มีอันดับลดลงถึง 8 อันดับ (จากอันดับอันดับ 21 ในปีนี้) ปัจจัยย่อยด้านโครงสร้างเทคโนโลยีลดลง 2 อันดับ (อันดับ 23) และปัจจัยย่อยด้านกฎหมายดิจิทัลลดลงเล็กน้อย 1 อันดับ (อันดับ 37) Future ปัจจัยหลักด้านความพร้อมในอนาคต (Future Readiness) ลดลง 4 อันดับ (อันดับที่ 45) โดยส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากปัจจัยย่อยด้านความคล่องตัวทางธุรกิจที่มีอันดับลดลงมากถึง 8 อันดับ (อันดับ 33) ในขณะที่ปัจจัยย่อยด้านทัศนคติที่ยืดหยุ่นที่มีอันดับเพิ่มขึ้น 2 อันดับ (อันดับ 34) ส่วนปัจจัยด้านการบูรณาการใช้งานเทคโนโลยีดิจิทัลมีสถานะที่เท่าเดิมคืออันดับ 55 การขับเคลื่อนของ ดศ.     จากการพิจารณาความเกี่ยวข้องของหน่วยงานภาคส่วนต่าง ๆ ที่มีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนการพัฒนาด้านดิจิทัลของประเทศ จึงมีความจำเป็นต้องจัดตั้งคณะทำงานภายใต้คณะกรรมการโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลจำนวน 3 คณะ เพื่อทำหน้าที่ขับเคลื่อนบูรณาการการดำเนินงาน และสนับสนุนการดำเนินภารกิจในปัจจัยด้านองค์ความรู้ (Knowledge) ด้านเทคโนโลยี (Technology) ด้านความพร้อมในอนาคต (Future Readiness) ให้เป็นไปอย่างมีเอกภาพมีประสิทธิภาพ และสอดคล้องกับทิศทางการพัฒนาดิจิทัลของประเทศ จึงเห็นควรแต่งตั้งคณะทำงานขับเคลื่อนขีดความสามารถในการแข่งขันด้านดิจิทัลของประเทศไทย ปัจจัยด้านองค์ความรู้ (Knowledge) ดังนี้ 1. คณะทำงานขับเคลื่อนขีดความสามารถในการแข่งขันด้านดิจิทัลของประเทศไทย ปัจจัยด้านองค์ความรู้ (Knowledge) คำสั่งแต่งตั้งคณะทำงานฯ คลิ๊ก2. คณะทำงานขับเคลื่อนขีดความสามารถในการแข่งขันด้านดิจิทัลของประเทศไทย ปัจจัยด้านเทคโนโลยี (Technology) คำสั่งแต่งตั้งคณะทำงานฯ คลิ๊ก3. คณะทำงานขับเคลื่อนขีดความสามารถในการแข่งขันด้านดิจิทัลของประเทศไทย ปัจจัยด้านความพร้อมในอนาคต (Future Readiness) คำสั่งแต่งตั้งคณะทำงานฯ คลิ๊ก      

วานนี้ (13 กุมภาพันธ์ 2568) นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ เลขาธิการคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (BDE) เป็นประธานการประชุมติดตามความคืบหน้าการจัดทำฐานข้อมูลหมายเลขโทรศัพท์ สำหรับแพลตฟอร์มป้องกันการโทรหลอกลวง (DE-fence) ซึ่งเป็นการดำเนินงานของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) โดยที่ประชุมได้ร่วมกันพิจารณาการเชื่อมโยงข้อมูลผู้จดทะเบียนหมายเลขโทรศัพท์ และการแสดงผลข้อมูล Caller ID ร่วมกับผู้ประกอบการโทรคมนาคม โดยมีผู้แทนจาก บมจ.โทรคมนาคมแห่งชาติ สมาคมโทรคมนาคมแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ ผู้ให้บริการเครือข่ายโทรคมนาคม และผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ณ ห้องประชุม 801 สำนักงานปลัดกระทรวงดีอี

ปลัดดีอี บรรยายพิเศษ “การพัฒนากำลังคนด้านดิจิทัล” วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2568 ศาสตราจารย์พิเศษวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) บรรยายพิเศษ หัวข้อ “การพัฒนากำลังคนด้านดิจิทัล” ในงานสัมมนาเชิงปฏิบัติการ “ยกระดับทักษะการพัฒนาซอฟต์แวร์ของกำลังคนดิจิทัลภาครัฐ” ของกระทรวงดีอี  (Future Skill for Business) ณ โรงแรม เดอะ พาลาสโซ กรุงเทพฯ#กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม#กระทรวงดีอี#DE#ปลัดวิศิษฏ์

ดีอี เร่งรัดปราบปราม “โจรออนไลน์” เผยผลระงับบัญชีม้า กว่า 1.5 ล้านบัญชี แจ้งเตือน Mobile banking แล้ว 1.8 ล้านหมายเลข   เมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2568  นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ครั้งที่ 1/2568 ที่มีศาสตราจารย์พิเศษวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงดีอี เป็นรองประธานกรรมการฯ นายเอกพงษ์ หริ่มเจริญ ผู้ตรวจราชการกระทรวงดีอี เป็นเลขานุการคณะกรรมการฯ ร่วมด้วยตัวแทนจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สมาคมธนาคารไทย สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) สมาคมโทรคมนาคมแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ และสมาคมการค้าผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลไทย (TDO) ร่วมหารือเพื่อดำเนินงานการตามนโยบายปราบปรามภัยออนไลน์ของรัฐบาล น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี   นายประเสริฐ เปิดเผยว่าในการประชุมได้มีการพิจารณาผลดำเนินการและมาตรการเร่งด่วนเพื่อแก้ปัญหาอาชญากรรมออนไลน์  6 เรื่องสำคัญ ที่มีผลการดำเนินงาน ถึง 31 มกราคม 2568 ที่ผ่านมา โดยสรุปได้ดังนี้                1. การปราบปรามจับกุมอาชญากรรมออนไลน์ เดือน มกราคม 2568 (ข้อมูลสำนักงานตำรวจแห่งชาติ) - การจับกุมคดีอาชญากรรมทางเทคโนโลยี รวมทุกประเภท ม.ค. 68 มีจำนวน 2,590 ราย เพิ่มขึ้นร้อยละ 3.81 เทียบกับ การจับกุมเฉลี่ย 2,495 คนต่อเดือน ช่วงมกราคม - มีนาคม 2567   - การจับกุมคดีพนันออนไลน์ ม.ค. 68 มีจำนวน 1,083 ราย เพิ่มขึ้นร้อยละ 1.78 เทียบกับ การจับกุมเฉลี่ย 1,064 คนต่อเดือน ช่วงมกราคม - มีนาคม 2567 - การจับกุมคดีบัญชีม้า ซิมม้า และความผิดตาม พรก.ฯ ม.ค. 68 มีจำนวน 195 ราย ลดลงร้อยละ 18.75 เทียบกับ การจับกุมเฉลี่ย 240 คนต่อเดือน ช่วงมกราคม - มีนาคม 2567   2. การปิดโซเชียลมีเดีย เว็บผิดกฎหมาย และเว็บพนัน กระทรวงดีอี ปิดกั้นโซเชียลมีเดีย เพจ/URLs ที่ไม่เหมาะสม (ปีงบประมาณ 68 ตั้งแต่ 1 ต.ค. 67 – 31 ม.ค.68 ระยะเวลา 4 เดือน) - การปิดกั้นเว็บไซต์พนันออนไลน์ จำนวน 27,134 (URLs) หลอกลวงออนไลน์ 1,007 (URLs) เว็บไซต์ผิดกฎหมายอื่นๆ จำนวน 22,678 (URLs) รวมปิดกั้นเว็บไซต์ผิดกฎหมายแล้ว จำนวน 50,819 (URLs) - การประสานแพลตฟอร์มเพื่อขอปิดกั้น เกี่ยวกับหลอกลวงออนไลน์ มีคำสั่งศาล จำนวนแจ้งขอการปิดกั้น 6,128 (URLs) ไม่มีคำสั่งศาล จำนวนแจ้งขอการปิดกั้น 17,689 (URLs) (เฉพาะในส่วนของกระทรวงดีอี)   3. การแก้ปัญหาบัญชีม้า เร่งอายัด ตัดตอนการโอนเงิน ผลการดำเนินงานที่สำคัญตั้งแต่ 1 พ.ย.66 - 31 ม.ค.68 มีดังนี้ - ระงับบัญชีต้องสงสัย รวมเป็นจำนวนกว่า 1,572,317 บัญชี (AOC จำนวน 317,317 บัญชี ธนาคาร จำนวน 1,255,000 บัญชี)  - ปปง. ทำการอายัดบัญชีไปแล้วกว่า 694,376 บัญชี ( ณ วันที่ 11 ก.พ. 68 โดยจำนวนดังกล่าว เป็นจำนวนบัญชีที่ปปง.อายัด รวมกับบัญชีต้องสงสัยที่ AOC ส่งให้ ปปง.ตรวจสอบและทำการอายัดบัญชี)    4.การแก้ไขปัญหาซิมม้า และ ซิมม้าที่ผูกกับ Mobile banking  ผลการดำเนินงานที่สำคัญถึง 31 ม.ค. 68 มีดังนี้   - การกวาดล้างซิมม้าและซิมต้องสงสัย โดย สำนักงาน กสทช. ได้กำหนดหลักเกณฑ์ในการยืนยันตัวตนและข้อมูลเกี่ยวกับการใช้บริการของผู้ใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ และผลการดำเนินงาน มีดังนี้ (1) กลุ่มผู้ถือครองซิมการ์ด 101 เลขหมายขึ้นไป โดยมีเลขหมายที่เข้าข่าย 5,078,283 เลขหมาย มีผู้มายืนยันตัวตนแล้ว จำนวน 4,246,142 เลขหมาย จำนวนที่ถูกระงับ 832,141 เลขหมาย (ข้อมูล ณ วันที่ 10 ก.พ. 68) (2) กลุ่มผู้ถือครองซิมการ์ดตั้งแต่ 6-100 เลขหมาย ซึ่งมีเลขหมายที่เข้าข่าย 3,981,251 เลขหมาย มีผู้มายืนยันตัวตนแล้ว 2,385,311 เลขหมาย จำนวนที่ถูกระงับ 1,595,940 เลขหมาย (ข้อมูล ณ วันที่ 10 ก.พ. 68)   - มาตรการยกระดับความปลอดภัย Mobile Banking ชื่อผู้ใช้โทรศัพท์มือถือตรงกับชื่อเปิดบัญชีธนาคาร เริ่มให้กลุ่มเป้าหมายที่เข้าข่าย จำนวน 3,238,971 ราย ต้องดำเนินการยืนยันตัวตน ตั้งแต่วันที่ 1 ก.พ.68 มีกำหนดภายใน 90 วัน จนถึงภายในวันที่ 30 เม.ย.68 โดยธนาคารแจ้งเตือนผู้ที่เข้าข่ายยืนยันตัวตนผ่านแอปพลิเคชันของธนาคารแล้ว จำนวน 1,836,636 ราย เหลืออีกจำนวน 1,402,335 ราย   5. การดำเนินการเรื่องเสาโทรคมนาคม สายสัญญาณอินเทอร์เน็ต และสายโทรศัพท์ที่ผิดกฎหมายตามแนวชายแดนประเทศเพื่อนบ้าน ตามมาตรการ ตัดไฟ สัญญาณอินเทอร์เน็ต รวมทั้งน้ำมันเชื้อเพลิง ของนางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ในพื้นที่ 5 จุดชายแดนไทย-เมียนมา ในพื้นที่ จ.ตาก จ.กาญจนบุรี และจ.เชียงราย กระทรวงดีอี กสทช. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้ปฏิบัติการตามมาตรการระงับเสาสัญญาณโทรศัพท์ในการแก้ไขเสาสัญญาณฯ ให้เป็นไปตามมาตรการฯ ในพื้นที่ อ.แม่สอด จ.ตาก จำนวน 24 ต้น อ.สังขละบุรี จ.กาญจนบุรี จำนวน 8 ต้น อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว จำนวน 10 ต้น การปฏิบัติการตามมาตรการระงับสายอินเทอร์เน็ต พบการเชื่อมต่ออุปกรณ์แปลงสัญญาณเป็น Fiber optic จากบ้านหลังหนึ่งข้ามไปประเทศเพื่อนบ้าน อ.สังขละบุรี จ.กาญจนบุรี จำนวน 1กรณี พบการลักลอบสาย fiber optic อำเภอเมือง จ. กาญจนบุรี จำนวน 4 เส้น อำเภออรัญประเทศ จ.สระแก้ว จำนวน 1 เส้น   6. มาตรการส่งดี (Dee-Delivery) การให้บริการขนส่งสินค้าโดยเรียกเก็บเงินปลายทาง (COD)    จากรายงานของสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) ภายหลังจากการดำเนินมาตรการฯ ของผู้ให้บริการขนส่งจำนวน 9 ราย พบว่า มาตรการดังกล่าวได้สร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภคเพิ่มมากขึ้น โดยมีการส่งสินค้าเก็บเงินปลายทางเพิ่มมากขึ้น มีการเปิดตรวจสอบสินค้าก่อนชำระเงินเพิ่มขึ้น ในส่วนของการขอคืนสินค้า และขอคืนเงินพบว่ามีจำนวนลดลง    อย่างไรก็ตาม กระทรวงดีอี ได้รับมอบหมายให้ติดตามผลการปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์เป็นรายสัปดาห์ เพื่อรายงานให้นายกรัฐมนตรี รับทราบความเคลื่อนไหว โดยภาพรวม กระทรวงดีอี และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้บูรณาการทำงานร่วมกันเพื่อกวาดล้างอาชญากรรมออนไลน์ บัญชีม้าและซิมม้า และเร่งการอายัดบัญชีธนาคาร ตัดเส้นทางการเงิน การปิดกั้นโซเชียลมีเดียหลอกลวงผิดกฎหมาย และเว็บพนันออนไลน์ โดยในส่วนของการระงับบัญชีม้าที่มีตัวเลขลดลงนั้น เป็นผลมาจากการปลดล็อคบัญชีธนาคารที่มีการตรวจสอบแล้วว่าไม่เข้าข่ายเป็นบัญชีม้า    “นอกจากนี้ คกก.ฯ ยังได้เสนอการแก้ไข พ.ร.ก.อาชญากรรมออนไลน์ ใหม่ เพื่อให้การดำเนินการป้องกันและปราบปรามอาชญากกรมออนไลน์ มีความรัดกุมและมีประสิทธิภาพ สอดรับกับความเปลี่ยนแปลงการก่ออาชญากรรมออนไลน์ของมิจฉาชีพมากยิ่งขึ้น โดยขณะนี้ ร่าง พ.รก. อยู่ระหว่างขั้นตอนการพิจารณาของคณะกรรมการกฤษฎีกา ซึ่งเมื่อมีการพิจารณาแล้วเสร็จ จะมีการประกาศในราชกิจจานุเบกษาต่อไป ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในเดือน ก.พ.68 นี้ โดยหวังว่าการดำเนินการอย่างต่อเนื่องในการป้องกันและปราบปรามภัยออนไลน์ จะเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้จำนวนผู้เสียหายและมูลค่าความเสียหายจากคดีออนไลน์ลดลงโดยเร็ว ช่วยลดความเดือนร้อนให้กับประชาชน” รองนายกประเสริฐ กล่าว       หากประชาชนโดนหลอกออนไลน์ โทรแจ้งดำเนินการ ระงับ อายัดบัญชี AOC 1441 แจ้งเบาะแส ข่าวปลอม และอาชญากรรมออนไลน์ทุกรูปแบบ โทรสายด่วน 1111 (24 ชม.) |  Line ID: @antifakenewscenter | เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com                              --------------------------------------------------------------------------------------  

icon-sitemap    std-w1    std-w2    WCAG 2.0 (Level AA)
จำนวนผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์ Loading...


กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

เลขที่ 120 หมู่ 3 ชั้น 8-11 ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 (อาคาร ซี) ซอยแจ้งวัฒนะ 7 ถนนแจ้งวัฒนะ แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ 10210

facebook
instagram
twitter
youtube
rss
tiktok
threads
Icon Q&A
black ribbon.