Logo DE Ministry.
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
Ministry of Digital Economy and Society
Logo DE Ministry.
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
Ministry of Digital Economy and Society
ตัวช่วยเหลือในการเข้าถึงเว็บไซต์
ค้นหา



วันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2568 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานเปิดการอบรมเชิงปฏิบัติการการใช้งานระบบสำหรับประสานงานการตรวจสอบข่าวปลอมและสร้างเครือข่ายผู้ปฏิบัติงานที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไขปัญหาข่าวปลอมทั้ง 5 กลุ่มข่าว และกลุ่มนิติกร พร้อมมอบโล่รางวัล “พันธมิตรยอดเยี่ยมแห่งปี 2024” ให้แก่หน่วยงานร่วมบูรณาการตรวจสอบและยืนยันความถูกต้องของข่าวสารในช่วงปี 2567 ที่ผ่านมา โดยมี นางสาวยุพาภรณ์ ศิริกิจพาณิชย์กูล ผู้ช่วยปลัดกระทรวงดีอี และผู้แทนจากหน่วยงานเครือข่ายผู้ประสานงานฯ เข้าร่วม ณ โรงแรม เซ็นทารา ไลฟ์ ศูนย์ราชการและคอนเวนชันเซ็นเตอร์    นายประเสริฐ กล่าวว่า กระทรวงดีอี ได้ดำเนินการจัดตั้งศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ประเทศไทย (Anti Fake News Center: AFNC)  ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2562 โดยมีเป้าหมายหลักคือ แก้ไขและป้องกันปัญหาข่าวปลอมที่มีผลกระทบในวงกว้าง โดยเฉพาะข่าวปลอมเกี่ยวกับอาชญากรรมออนไลน์ ซึ่งต้องชี้แจงข้อเท็จจริงให้ประชาชนรับทราบอย่างรวดเร็วทันท่วงที ก่อนตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพ ผ่านความร่วมมือจากหน่วยงานภาครัฐ เอกชน ภาคประชาชน รวมถึงสื่อมวลชน บูรณาการทำงานร่วมกันเป็นเครือข่ายผู้ประสานงานกว่า 300 หน่วยงาน ที่ทำการตรวจสอบและยืนยันความถูกต้องของข่าวสาร    ทั้งนี้ ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมฯ ได้แบ่งข่าวสารที่ผลกระทบต่อประชาชนเป็นวงกว้าง เป็น 5 กลุ่มข่าว ได้แก่ 1.เรื่องนโยบายรัฐบาล ความสงบเรียบร้อยของสังคม และความมั่นคงภายในประเทศ 2.เรื่องผลิตภัณฑ์สุขภาพ วัตถุอันตราย เครื่องสำอาง รวมถึงสินค้าและบริการที่ผิดกฎหมาย 3.เรื่องเศรษฐกิจ 4.เรื่องภัยพิบัติ และ 5.อาชญากรรมออนไลน์    สำหรับปัจจุบันมีประชาชนติดตามและตรวจสอบข้อมูลข่าวสารของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมฯ ผ่านช่องทางต่าง ๆ ดังนี้ 1) Website : www.antifakenewscenter.com  จำนวน 27,898,089 ผู้รับชม 2) Line Official Account : @antifakenewscenter  จำนวน 2,791,452 ผู้ติดตาม 3) Facebook : Anti-Fake News Center Thailand  จำนวน 120,515 ผู้ติดตาม 4) Twitter : @AFNCThailand  จำนวน 18,313 ผู้ติดตาม 5) TikTok: @AFNC_Thailand จำนวน 1,874 ผู้ติดตาม 6) Instagram: @AFNC_Thailand จำนวน 1,010 ผู้ติดตาม   ขณะเดียวกันกระทรวงดีอี ยังได้มีบันทึกข้อตกลงความร่วมมือฯ การแจ้งเตือนภัยจากการหลอกลวงทางสื่อออนไลน์และข่าวปลอมแก่ประชาชนผ่านแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” ตั้งแต่เดือนธันวาคม 2565 จนถึงปัจจุบัน โดยมีประชาชนเข้าถึงการแจ้งเตือนภัย ในปี 2566 จำนวนเฉลี่ย 22.25 ล้านครั้ง/เดือน และในปี 2567 จำนวนเฉลี่ย 23.50 ล้านครั้ง/เดือน รวมแล้วมีประชาชนเข้าถึงมากกว่า 570 ล้านครั้ง   นอกจากนี้ ยังมีเครือข่ายที่มีการทำข้อตกลงความร่วมมือร่วมกัน เช่น สมาคมธนาคารไทย 16 ธนาคาร เครือข่ายภาคสื่อมวลชนที่ช่วยเผยแพร่ข่าวปลอมที่เป็นกระแส มีบันทึกข้อตกลงความร่วมมือกับกองทุนสื่อปลอดภัยสร้างสรรค์ ที่จะร่วมกันประชาสัมพันธ์ข้อเท็จจริงให้ประชาชนได้รับทราบ   “กระทรวงดีอี โดยศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมฯ ให้ความสำคัญในการสร้างความเข้าใจและประสานงานร่วมกันของหน่วยงานพันธมิตร เพื่อชี้แจงข้อเท็จจริงและเผยแพร่ข้อมูลที่ถูกต้องอย่างทันท่วงทีแก่ประชาชน ผ่านกระบวนการตรวจสอบข้อมูลอย่างรัดกุม โดยในอนาคตจะมีการนำเอาเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI เข้ามาช่วยในการตรวจสอบข่าวปลอม ข่าวบิดเบือน และข่าวจริง และเร่งผลักดันให้เกิด Impact สูงสุด ในการเผยแพร่การแจ้งเตือนภัยจากการหลอกลวงที่เกี่ยวข้องกับการฉ้อโกงทางออนไลน์ หรืออาชญากรรมออนไลน์ ในรูปแบบต่างๆ ให้ทันต่อสถานการณ์อยู่เสมอ ซึ่งจะนำไปสู่การลดความสูญเสียของประชาชนในการตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพ ที่ใช้สื่อสังคมออนไลน์ เป็นเครื่องมือในการหลอกลวงประชาชน” รองนายกประเสริฐ กล่าว     เบาะแส ข่าวปลอม และอาชญากรรมออนไลน์ทุกรูปแบบ โทรสายด่วน 1111 (24 ชม.) |  Line ID: @antifakenewscenter | เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com     ----------------------------------------------------------------------





วันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2568 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ครั้งที่ 1/2568 โดยมี ศาสตราจารย์พิเศษวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงดีอี พร้อมด้วยผู้บริหารกระทรวงดีอี และผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ณ ห้องภาณุพันธุวงศ์ อาคารภาณุรังษีไปรษณียาคาร

ดีอี ร่วมคณะความมั่นคง ติดตามการปราบปราม “แก๊งคอลเซ็นเตอร์” ชายแดนไทย-กัมพูชา   วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2568 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) พร้อมด้วย นายเอกพงษ์ หริ่มเจริญ ผู้ตรวจราชการกระทรวงดีอี และเจ้าหน้าที่กระทรวงดีอี ร่วมเดินทางพร้อมคณะนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และนายสรวงศ์ เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ลงพื้นที่ อ.อรัญระเทศ จ.สระแก้ว เพื่อติดตามสถานการณ์ตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา และแนวทางปฏิบัติในการปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์ รวมถึงอาชญากรรมข้ามชาติ    ทั้งนี้กระทรวงดีอี ได้ดำเนินการตรวจสอบการตัดสัญญาณอินเทอร์เน็ตและโทรศัพท์มือถือ พร้อมทั้งกำชับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ดำเนินการตรวจสอบและเฝ้าระวังการลักลอบปล่อยสัญญาณอินเทอร์เน็ตบริเวณแนวชายแดนอย่างเข้มงวดและต่อเนื่อง  

World Digital Competitiveness Rankings: WDCR      สถาบันการจัดการนานาชาติ (International Institute for Management Development: IMD) ซึ่งเป็นสถาบันวิจัยด้านการบริหารจัดการระดับนานาชาติในประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ได้ทำการเผยแพร่รายงานการจัดอันดับความสามารถในการแข่งขันด้านดิจิทัล (World Digital Competitiveness Rankings: WDCR) ซึ่งเป็นการประเมินขีดความสามารถการพัฒนาด้านดิจิทัลของแต่ละประเทศที่สะท้อนให้เห็นถึงจุดแข็งและจุดอ่อน และสามารถใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัลให้แข็งแกร่งขึ้น     นอกจากนี้ ผลการจัดอันดับ WDCR ยังช่วยให้รัฐบาลและภาคธุรกิจสามารถระบุจุดอ่อนของตนเองและกำหนดนโยบายที่เหมาะสมเพื่อเสริมสร้างศักยภาพทางดิจิทัล ประเทศที่มีอันดับสูงมักมีระบบการศึกษาและโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยีที่แข็งแกร่ง รวมถึงมีความคล่องตัวทางธุรกิจและการบริหารจัดการที่สามารถปรับตัวได้รวดเร็วรายงานฉบับนี้จึงเป็นเครื่องมือสำคัญในการกำหนดแนวทางพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัลของแต่ละประเทศให้สามารถแข่งขันในระดับโลกได้อย่างยั่งยืน การจัดอันดับความสามารถในการแข่งขันด้านดิจิทัล (WDCR) ประจำปี 2568 ของ IMD      เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2568 สถาบันการจัดการนานาชาติ (International Institute for Management Development: IMD) ประกาศผลการจัดอันดับความสามารถในการแข่งขันด้านดิจิทัล (World Digital Competitiveness Rankings: WDCR) ประจำปี 2568 โดยประเทศไทยได้รับการจัดอันดับ อยู่ที่ 38 จาก 69 ประเทศ  (เดิมอันดับที่ 37 จาก 67 ประเทศ ในปี 2567 ลดลงจากเดิม 1 อันดับ) โดยในปีนี้มีจำนวนประเทศเพิ่มขึ้น 2 ประเทศ ได้แก่ ประเทศเคนย่า อันดับที่ 62 และประเทศนามิเบีย อันดับที่ 66 และมีตัวชี้วัด WDCR จำนวน 61 ตัวชี้วัด ซึ่งเป็นตัวชี้วัดเพิ่มใหม่ 2 ตัวชี้วัด ได้แก่ สิทธิบัตรที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ที่ได้รับการประกาศเผยแพร่ (AI-related patent publications) และ การลงทุนภาคเอกชนด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI private investment) โดยประเทศไทยยังคงอยู่ในอันดับ 3 ของกลุ่มประเทศในภูมิภาคอาเซียน ตามหลัง สิงคโปร์ และมาเลเซีย และยังคงอยู่ในอันดับ 10 ของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก เช่นเดียวกับปีที่ผ่านมา ผลการจัดอันดับปัจจัยหลักทั้ง 3 ด้าน (3 Pillars)      ประเทศไทยมีอันดับปัจจัยหลักดีขึ้น 1 ด้าน คือ ด้านองค์ความรู้ (Knowledge)โดยมีอันดับดีขึ้น 3 อันดับ ในขณะที่ปัจจัยหลักด้านเทคโนโลยี (Technology) มีอันดับลดลง 6 ลำดับ และด้านความพร้อมในอนาคต (Future Readiness) มีอันดับลดลง 4 อันดับ จึงทำให้ภาพรวมการจัดอันดับของประเทศไทยลดลง Knowledge ปัจจัยด้านองค์ความรู้   (Knowledge)  ปรับตัวดีขึ้น 3 อันดับ (อันดับ 37) ดีขึ้นจากอันดับของปีก่อนที่อันดั  40  (ดีขึ้น 3 อันดับ) เป็นผลมาจากปัจจัยย่อยด้านการฝึกอบรมและการศึกษา มีอันดับเพิ่มขึ้น 5 อันดับ (อันดับ 35) และปัจจัยย่อยด้านศักยภาพบุคลากร มีอันดับเพิ่มขึ้น 2 อันดับ (อันดับ 37) ในขณะที่ปัจจัยย่อยด้านด้านศักยภาพด้านวิทยาศาสตร์ที่มีอันดับลดลง 1 อันดับ (อันดับ 43) Tech ปัจจัยหลักด้านเทคโนโลยี (Technology) ลดลง 6 อันดับ  (อันดับที่ 29) ซึ่งเป็นผลมาจากปัจจัยย่อยทุกด้านมีอันดับที่ลดลง โดยมีปัจจัยย่อยด้านตลาดทุนที่มีอันดับลดลงถึง 8 อันดับ (จากอันดับอันดับ 21 ในปีนี้) ปัจจัยย่อยด้านโครงสร้างเทคโนโลยีลดลง 2 อันดับ (อันดับ 23) และปัจจัยย่อยด้านกฎหมายดิจิทัลลดลงเล็กน้อย 1 อันดับ (อันดับ 37) Future ปัจจัยหลักด้านความพร้อมในอนาคต (Future Readiness) ลดลง 4 อันดับ (อันดับที่ 45) โดยส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากปัจจัยย่อยด้านความคล่องตัวทางธุรกิจที่มีอันดับลดลงมากถึง 8 อันดับ (อันดับ 33) ในขณะที่ปัจจัยย่อยด้านทัศนคติที่ยืดหยุ่นที่มีอันดับเพิ่มขึ้น 2 อันดับ (อันดับ 34) ส่วนปัจจัยด้านการบูรณาการใช้งานเทคโนโลยีดิจิทัลมีสถานะที่เท่าเดิมคืออันดับ 55 การขับเคลื่อนของ ดศ.      เพื่อให้ประเทศไทยบรรลุเป้าหมายการมีอันดับขีดความสามารถทางการแข่งขันด้านดิจิทัลของโลก (WDCR) ไม่เกินลำดับที่ 30 ภายในปี พ.ศ. 2570 ตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13 (พ.ศ. 2566 – 2570) และนโยบายและแผนระดับชาติว่าด้วยการพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (พ.ศ. 2561 – 2580)กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมจึงได้จัดตั้งคณะทำงานภายใต้คณะกรรมการโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล จำนวน 3 คณะเพื่อทำหน้าที่ขับเคลื่อน บูรณาการการดำเนินงานและสนับสนุนการดำเนินภารกิจในแต่ละปัจจัยให้เป็นไปอย่างมีเอกภาพ มีประสิทธิภาพและสอดคล้องกับทิศทางการพัฒนาดิจิทัลของประเทศ ประกอบด้วย1. คณะทำงานขับเคลื่อนขีดความสามารถในการแข่งขันด้านดิจิทัลของประเทศไทย ปัจจัยด้านองค์ความรู้ (Knowledge)      โดยได้จัดประชุมไปเมื่อวันที่ 2 เมษายน 2569 โดยที่ประชุมได้พิจารณาและวิเคราะห์รายละเอียดช่องว่างของตัวชี้วัดที่มีอันดับมากกว่าอันดับที่ 30 จากผลการจัดอันดับปี 2568 โดยมีจำนวน 13 ตัวชี้วัด และกำหนดแนวทางในการดำเนินงาน ปี 2570คำสั่งแต่งตั้งคณะทำงานฯ คลิ๊ก2. คณะทำงานขับเคลื่อนขีดความสามารถในการแข่งขันด้านดิจิทัลของประเทศไทย ปัจจัยด้านเทคโนโลยี (Technology)      โดยได้จัดประชุมไปเมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2569 โดยได้กำหนดหน่วยงานเจ้าภาพรับผิดชอบราย และมอบหมายหน่วยงานเจ้าภาพหลักและหน่วยงานเจ้าภาพร่วมเสนอแนะแนวทางดำเนินงาน/มาตรการ/โครงการ/กิจกรรม ทั้งระยะเร่งด่วน และระยะปานกลาง โดยกำหนดเป้าหมายเชิงผลลัพธ์ที่ชัดเจนคำสั่งแต่งตั้งคณะทำงานฯ คลิ๊ก3. คณะทำงานขับเคลื่อนขีดความสามารถในการแข่งขันด้านดิจิทัลของประเทศไทย ปัจจัยด้านความพร้อมในอนาคต (Future Readiness)      โดยได้จัดประชุมไปเมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2569 โดยได้หารือหน่วยงานในคณะทำงานเพื่อร่วมกันพิจารณารับผิดชอบตัวชี้วัด คำนิยาม วิธีการคำนวณแหล่งข้อมูลที่เกี่ยวข้อง พร้อมทั้งปัญหาและอุปสรรคในการขับเคลื่อนตัวชี้วัด เพื่อความชัดเจนในการขับเคลื่อนตัวชี้วัด และขอความร่วมมือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเสนอการดำเนินงานที่สะท้อนการสนับสนุนตัวชี้วัดคำสั่งแต่งตั้งคณะทำงานฯ คลิ๊ก ผลการจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขัน (WCR) ประจำปี 2569 IMD    ในส่วนของประเทศไทย IMD จัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันโดยดูจากปัจจัยสำคัญ คือ (1) สถานะทางเศรษฐกิจ (2) ประสิทธิภาพของภาครัฐ (3) ประสิทธิภาพของภาคธุรกิจ และ (4) โครงสร้างพื้นฐาน โดยการจัดอันดับปัจจัยหลัก 4 ด้าน และองค์ประกอบปัจจัยย่อยของประเทศไทย ประจำปี 2569            และการจัดอันดับ WCR ประจำปี 2569 โดย IMD แสดงให้เห็นถึงความสามารถของแต่ละประเทศในการบริหารจัดการทรัพยากรเพื่อสร้างความมั่งคั่งและความสามารถในการแข่งขัน โดยการวิเคราะห์ในรายละเอียด พบว่า มีตัวชี้วัด 31 ตัวใน WCR ที่ทับซ้อนหรือเกี่ยวข้องโดยตรงกับตัวชี้วัดใน WDCR (แบ่งเป็น Hard Data จำนวน 15 ตัวชี้วัด และ Survey Data จำนวน 16 ตัวชี้วัด) ซึ่งสามารถใช้เป็น “ตัวบ่งชี้ล่วงหน้า” (leading indicators) ในการคาดการณ์แนวโน้มของอันดับ WDCR ที่จะประกาศในช่วงปลายปี ซึ่งพบว่า ตัวชี้วัด 19 ตัว มีอันดับลดลง ตัวชี้วัด 8 ตัว มีอันดับดีขึ้น และตัวชี้วัด 4 ตัว มีอันดับเท่าเดิม รายละเอียดดังนี้ นัยเชิงยุทธศาสตร์จากผลการจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัล ประกอบด้วย       1. จากผลการจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทย สะท้อนให้เห็นว่ากระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมมีบทบาทสำคัญในการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศทั้งในระยะกลางและระยะยาว โดยเฉพาะการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ซึ่งไม่ใช่เพียงการขยายเครือข่ายอินเทอร์เน็ตหรือการติดตั้งเทคโนโลยีใหม่ ๆ เท่านั้น แต่ยังหมายถึงการสร้างระบบนิเวศดิจิทัลที่เอื้อต่อการเติบโตของธุรกิจ การเรียนรู้ของประชาชน และการบริหารจัดการภาครัฐที่มีประสิทธิภาพ หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่ออันดับของประเทศไทยคือความสามารถในการปรับตัวของแรงงานและธุรกิจต่อเทคโนโลยีใหม่ ๆ ซึ่งยังคงมีช่องว่างระหว่างความต้องการของตลาดกับทักษะที่มีอยู่ในระบบการศึกษาและการฝึกอบรม การพัฒนาทักษะดิจิทัลจึงเป็นภารกิจที่ต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่องและเป็นระบบ โดยเฉพาะในสาขาที่มีความต้องการสูง เช่น ปัญญาประดิษฐ์ การวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่ ความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ และการบริหารจัดการระบบคลาวด์          2. การบริหารจัดการภาครัฐผ่านระบบดิจิทัลยังเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่มีผลต่อความเชื่อมั่นของประชาชนและนักลงทุน การพัฒนาระบบ Digital Government ที่มีความปลอดภัย โปร่งใส และเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงานต่าง ๆ จะช่วยลดต้นทุนในการดำเนินงาน เพิ่มประสิทธิภาพในการให้บริการ และสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับประเทศในสายตานานาชาติ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมมีการดำเนินงานเพื่อสนับสนุนการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ เช่น การผลักดันนโยบายการใช้คลาวด์เป็นหลัก (Cloud First Policy) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานภาครัฐ และยกระดับการทำงานของภาครัฐผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-Office) เพื่อเพิ่มความคล่องตัวและความรวดเร็วในการทำงาน ถือเป็นการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานให้รองรับเทคโนโลยีแห่งอนาคต และเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญในการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันด้านดิจิทัลของประเทศไทยเพื่อแข่งขันในเวทีสากล      3. บริบทของเศรษฐกิจโลกที่มีความผันผวนจากปัจจัยทางภูมิรัฐศาสตร์และการเปลี่ยนแปลงการเปลี่ยนแปลงของห่วงโซ่อุปทาน กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ยังมีบทบาทในการสนับสนุนธุรกิจไทย โดยเฉพาะ SMEs ให้สามารถปรับตัวและแข่งขันได้ในตลาดโลก ผ่านการสนับสนุนการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัล แพลตฟอร์มดิจิทัล และเครื่องมือดิจิทัลในการดำเนินธุรกิจ

วานนี้ (13 กุมภาพันธ์ 2568) นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ เลขาธิการคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (BDE) เป็นประธานการประชุมติดตามความคืบหน้าการจัดทำฐานข้อมูลหมายเลขโทรศัพท์ สำหรับแพลตฟอร์มป้องกันการโทรหลอกลวง (DE-fence) ซึ่งเป็นการดำเนินงานของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) โดยที่ประชุมได้ร่วมกันพิจารณาการเชื่อมโยงข้อมูลผู้จดทะเบียนหมายเลขโทรศัพท์ และการแสดงผลข้อมูล Caller ID ร่วมกับผู้ประกอบการโทรคมนาคม โดยมีผู้แทนจาก บมจ.โทรคมนาคมแห่งชาติ สมาคมโทรคมนาคมแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ ผู้ให้บริการเครือข่ายโทรคมนาคม และผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ณ ห้องประชุม 801 สำนักงานปลัดกระทรวงดีอี

ปลัดดีอี บรรยายพิเศษ “การพัฒนากำลังคนด้านดิจิทัล” วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2568 ศาสตราจารย์พิเศษวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) บรรยายพิเศษ หัวข้อ “การพัฒนากำลังคนด้านดิจิทัล” ในงานสัมมนาเชิงปฏิบัติการ “ยกระดับทักษะการพัฒนาซอฟต์แวร์ของกำลังคนดิจิทัลภาครัฐ” ของกระทรวงดีอี  (Future Skill for Business) ณ โรงแรม เดอะ พาลาสโซ กรุงเทพฯ#กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม#กระทรวงดีอี#DE#ปลัดวิศิษฏ์

ดีอี เร่งรัดปราบปราม “โจรออนไลน์” เผยผลระงับบัญชีม้า กว่า 1.5 ล้านบัญชี แจ้งเตือน Mobile banking แล้ว 1.8 ล้านหมายเลข   เมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2568  นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ครั้งที่ 1/2568 ที่มีศาสตราจารย์พิเศษวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงดีอี เป็นรองประธานกรรมการฯ นายเอกพงษ์ หริ่มเจริญ ผู้ตรวจราชการกระทรวงดีอี เป็นเลขานุการคณะกรรมการฯ ร่วมด้วยตัวแทนจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สมาคมธนาคารไทย สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) สมาคมโทรคมนาคมแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ และสมาคมการค้าผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลไทย (TDO) ร่วมหารือเพื่อดำเนินงานการตามนโยบายปราบปรามภัยออนไลน์ของรัฐบาล น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี   นายประเสริฐ เปิดเผยว่าในการประชุมได้มีการพิจารณาผลดำเนินการและมาตรการเร่งด่วนเพื่อแก้ปัญหาอาชญากรรมออนไลน์  6 เรื่องสำคัญ ที่มีผลการดำเนินงาน ถึง 31 มกราคม 2568 ที่ผ่านมา โดยสรุปได้ดังนี้                1. การปราบปรามจับกุมอาชญากรรมออนไลน์ เดือน มกราคม 2568 (ข้อมูลสำนักงานตำรวจแห่งชาติ) - การจับกุมคดีอาชญากรรมทางเทคโนโลยี รวมทุกประเภท ม.ค. 68 มีจำนวน 2,590 ราย เพิ่มขึ้นร้อยละ 3.81 เทียบกับ การจับกุมเฉลี่ย 2,495 คนต่อเดือน ช่วงมกราคม - มีนาคม 2567   - การจับกุมคดีพนันออนไลน์ ม.ค. 68 มีจำนวน 1,083 ราย เพิ่มขึ้นร้อยละ 1.78 เทียบกับ การจับกุมเฉลี่ย 1,064 คนต่อเดือน ช่วงมกราคม - มีนาคม 2567 - การจับกุมคดีบัญชีม้า ซิมม้า และความผิดตาม พรก.ฯ ม.ค. 68 มีจำนวน 195 ราย ลดลงร้อยละ 18.75 เทียบกับ การจับกุมเฉลี่ย 240 คนต่อเดือน ช่วงมกราคม - มีนาคม 2567   2. การปิดโซเชียลมีเดีย เว็บผิดกฎหมาย และเว็บพนัน กระทรวงดีอี ปิดกั้นโซเชียลมีเดีย เพจ/URLs ที่ไม่เหมาะสม (ปีงบประมาณ 68 ตั้งแต่ 1 ต.ค. 67 – 31 ม.ค.68 ระยะเวลา 4 เดือน) - การปิดกั้นเว็บไซต์พนันออนไลน์ จำนวน 27,134 (URLs) หลอกลวงออนไลน์ 1,007 (URLs) เว็บไซต์ผิดกฎหมายอื่นๆ จำนวน 22,678 (URLs) รวมปิดกั้นเว็บไซต์ผิดกฎหมายแล้ว จำนวน 50,819 (URLs) - การประสานแพลตฟอร์มเพื่อขอปิดกั้น เกี่ยวกับหลอกลวงออนไลน์ มีคำสั่งศาล จำนวนแจ้งขอการปิดกั้น 6,128 (URLs) ไม่มีคำสั่งศาล จำนวนแจ้งขอการปิดกั้น 17,689 (URLs) (เฉพาะในส่วนของกระทรวงดีอี)   3. การแก้ปัญหาบัญชีม้า เร่งอายัด ตัดตอนการโอนเงิน ผลการดำเนินงานที่สำคัญตั้งแต่ 1 พ.ย.66 - 31 ม.ค.68 มีดังนี้ - ระงับบัญชีต้องสงสัย รวมเป็นจำนวนกว่า 1,572,317 บัญชี (AOC จำนวน 317,317 บัญชี ธนาคาร จำนวน 1,255,000 บัญชี)  - ปปง. ทำการอายัดบัญชีไปแล้วกว่า 694,376 บัญชี ( ณ วันที่ 11 ก.พ. 68 โดยจำนวนดังกล่าว เป็นจำนวนบัญชีที่ปปง.อายัด รวมกับบัญชีต้องสงสัยที่ AOC ส่งให้ ปปง.ตรวจสอบและทำการอายัดบัญชี)    4.การแก้ไขปัญหาซิมม้า และ ซิมม้าที่ผูกกับ Mobile banking  ผลการดำเนินงานที่สำคัญถึง 31 ม.ค. 68 มีดังนี้   - การกวาดล้างซิมม้าและซิมต้องสงสัย โดย สำนักงาน กสทช. ได้กำหนดหลักเกณฑ์ในการยืนยันตัวตนและข้อมูลเกี่ยวกับการใช้บริการของผู้ใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ และผลการดำเนินงาน มีดังนี้ (1) กลุ่มผู้ถือครองซิมการ์ด 101 เลขหมายขึ้นไป โดยมีเลขหมายที่เข้าข่าย 5,078,283 เลขหมาย มีผู้มายืนยันตัวตนแล้ว จำนวน 4,246,142 เลขหมาย จำนวนที่ถูกระงับ 832,141 เลขหมาย (ข้อมูล ณ วันที่ 10 ก.พ. 68) (2) กลุ่มผู้ถือครองซิมการ์ดตั้งแต่ 6-100 เลขหมาย ซึ่งมีเลขหมายที่เข้าข่าย 3,981,251 เลขหมาย มีผู้มายืนยันตัวตนแล้ว 2,385,311 เลขหมาย จำนวนที่ถูกระงับ 1,595,940 เลขหมาย (ข้อมูล ณ วันที่ 10 ก.พ. 68)   - มาตรการยกระดับความปลอดภัย Mobile Banking ชื่อผู้ใช้โทรศัพท์มือถือตรงกับชื่อเปิดบัญชีธนาคาร เริ่มให้กลุ่มเป้าหมายที่เข้าข่าย จำนวน 3,238,971 ราย ต้องดำเนินการยืนยันตัวตน ตั้งแต่วันที่ 1 ก.พ.68 มีกำหนดภายใน 90 วัน จนถึงภายในวันที่ 30 เม.ย.68 โดยธนาคารแจ้งเตือนผู้ที่เข้าข่ายยืนยันตัวตนผ่านแอปพลิเคชันของธนาคารแล้ว จำนวน 1,836,636 ราย เหลืออีกจำนวน 1,402,335 ราย   5. การดำเนินการเรื่องเสาโทรคมนาคม สายสัญญาณอินเทอร์เน็ต และสายโทรศัพท์ที่ผิดกฎหมายตามแนวชายแดนประเทศเพื่อนบ้าน ตามมาตรการ ตัดไฟ สัญญาณอินเทอร์เน็ต รวมทั้งน้ำมันเชื้อเพลิง ของนางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ในพื้นที่ 5 จุดชายแดนไทย-เมียนมา ในพื้นที่ จ.ตาก จ.กาญจนบุรี และจ.เชียงราย กระทรวงดีอี กสทช. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้ปฏิบัติการตามมาตรการระงับเสาสัญญาณโทรศัพท์ในการแก้ไขเสาสัญญาณฯ ให้เป็นไปตามมาตรการฯ ในพื้นที่ อ.แม่สอด จ.ตาก จำนวน 24 ต้น อ.สังขละบุรี จ.กาญจนบุรี จำนวน 8 ต้น อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว จำนวน 10 ต้น การปฏิบัติการตามมาตรการระงับสายอินเทอร์เน็ต พบการเชื่อมต่ออุปกรณ์แปลงสัญญาณเป็น Fiber optic จากบ้านหลังหนึ่งข้ามไปประเทศเพื่อนบ้าน อ.สังขละบุรี จ.กาญจนบุรี จำนวน 1กรณี พบการลักลอบสาย fiber optic อำเภอเมือง จ. กาญจนบุรี จำนวน 4 เส้น อำเภออรัญประเทศ จ.สระแก้ว จำนวน 1 เส้น   6. มาตรการส่งดี (Dee-Delivery) การให้บริการขนส่งสินค้าโดยเรียกเก็บเงินปลายทาง (COD)    จากรายงานของสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) ภายหลังจากการดำเนินมาตรการฯ ของผู้ให้บริการขนส่งจำนวน 9 ราย พบว่า มาตรการดังกล่าวได้สร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภคเพิ่มมากขึ้น โดยมีการส่งสินค้าเก็บเงินปลายทางเพิ่มมากขึ้น มีการเปิดตรวจสอบสินค้าก่อนชำระเงินเพิ่มขึ้น ในส่วนของการขอคืนสินค้า และขอคืนเงินพบว่ามีจำนวนลดลง    อย่างไรก็ตาม กระทรวงดีอี ได้รับมอบหมายให้ติดตามผลการปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์เป็นรายสัปดาห์ เพื่อรายงานให้นายกรัฐมนตรี รับทราบความเคลื่อนไหว โดยภาพรวม กระทรวงดีอี และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้บูรณาการทำงานร่วมกันเพื่อกวาดล้างอาชญากรรมออนไลน์ บัญชีม้าและซิมม้า และเร่งการอายัดบัญชีธนาคาร ตัดเส้นทางการเงิน การปิดกั้นโซเชียลมีเดียหลอกลวงผิดกฎหมาย และเว็บพนันออนไลน์ โดยในส่วนของการระงับบัญชีม้าที่มีตัวเลขลดลงนั้น เป็นผลมาจากการปลดล็อคบัญชีธนาคารที่มีการตรวจสอบแล้วว่าไม่เข้าข่ายเป็นบัญชีม้า    “นอกจากนี้ คกก.ฯ ยังได้เสนอการแก้ไข พ.ร.ก.อาชญากรรมออนไลน์ ใหม่ เพื่อให้การดำเนินการป้องกันและปราบปรามอาชญากกรมออนไลน์ มีความรัดกุมและมีประสิทธิภาพ สอดรับกับความเปลี่ยนแปลงการก่ออาชญากรรมออนไลน์ของมิจฉาชีพมากยิ่งขึ้น โดยขณะนี้ ร่าง พ.รก. อยู่ระหว่างขั้นตอนการพิจารณาของคณะกรรมการกฤษฎีกา ซึ่งเมื่อมีการพิจารณาแล้วเสร็จ จะมีการประกาศในราชกิจจานุเบกษาต่อไป ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในเดือน ก.พ.68 นี้ โดยหวังว่าการดำเนินการอย่างต่อเนื่องในการป้องกันและปราบปรามภัยออนไลน์ จะเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้จำนวนผู้เสียหายและมูลค่าความเสียหายจากคดีออนไลน์ลดลงโดยเร็ว ช่วยลดความเดือนร้อนให้กับประชาชน” รองนายกประเสริฐ กล่าว       หากประชาชนโดนหลอกออนไลน์ โทรแจ้งดำเนินการ ระงับ อายัดบัญชี AOC 1441 แจ้งเบาะแส ข่าวปลอม และอาชญากรรมออนไลน์ทุกรูปแบบ โทรสายด่วน 1111 (24 ชม.) |  Line ID: @antifakenewscenter | เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com                              --------------------------------------------------------------------------------------  

วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2568 นายเอกพงษ์ หริ่มเจริญ ผู้ตรวจราชการ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เข้าร่วมพิธีอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุ (พระเขี้ยวแก้ว) กลับสาธารณรัฐประชาชนจีน โดยมี นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วยผู้ที่เกี่ยวข้อง และประชาชนเข้าร่วมเป็นจำนวนมาก ณ มณฑลพิธีท้องสนามหลวง สำหรับ พระบรมสารีริกธาตุ (พระเขี้ยวแก้ว) จากสาธารณรัฐประชาชนจีน รัฐบาลได้ดำเนินโครงการอัญเชิญมาประดิษฐานในประเทศไทยเป็นการชั่วคราว เพื่อเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567 และในโอกาสครบรอบ 50 ปี แห่งการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-จีนในปี 2568

วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2568 นางปิยนุช วุฒิสอน รองปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ในฐานะประธานกรรมการร่วมไทยและยูเนสโกด้านสารัตถะ เพื่อเตรียมการจัดการประชุม “The Global Forum on the Ethics of Artificial Intelligence in 2025” (Program Committee) ได้เข้าร่วมการประชุมคณะกรรมการฯ และทำหน้าที่เป็นประธานการประชุมฯ ร่วมกับ Ms. Soohyun Kim ผู้อำนวยการสำนักงานยูเนสโกส่วนภูมิภาค ณ กรุงเทพฯ  โดยมี Ms. Gabriela Ramos ผู้ช่วยผู้อำนวยการใหญ่ด้านสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์แห่งยูเนสโก ผู้เชี่ยวชาญของยูเนสโก พร้อมด้วย ดร.ชัยชนะ มิตรพันธ์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (สพธอ.) และผู้ทรงคุณวุฒิจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของไทย เข้าร่วมการประชุมฯ ณ สำนักงานยูเนสโกส่วนภูมิภาค ถนนสุขุมวิท กรุงเทพฯ และผ่านระบบการประชุมทางไกล โดยที่ประชุมฯ ได้หารือเกี่ยวกับการเตรียมการด้านสารัตถะ ภาพรวมของการประชุมฯ และกิจกรรมต่าง ๆ ของการประชุม Global Forum on the Ethics of AI ครั้งที่ 3 ในเดือนมิถุนายน 2568 ณ กรุงเทพฯ ซึ่งประเทศไทยร่วมกับ UNESCO จะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมฯ 

icon-sitemap    std-w1    std-w2    WCAG 2.0 (Level AA)
จำนวนผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์ Loading...


กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

เลขที่ 120 หมู่ 3 ชั้น 8-11 ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 (อาคาร ซี) ซอยแจ้งวัฒนะ 7 ถนนแจ้งวัฒนะ แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ 10210

facebook
instagram
twitter
youtube
rss
tiktok
threads
Icon Q&A
black ribbon.