Logo DE Ministry.
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
Ministry of Digital Economy and Society
Logo DE Ministry.
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
Ministry of Digital Economy and Society
ตัวช่วยเหลือในการเข้าถึงเว็บไซต์
ค้นหา

วันที่ 4 เมษายน 2568 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานการประชุมผู้บริหารกระทรวงดีอี (Top Executives) ครั้งที่ 3/2568 โดยมีศาสตราจารย์พิเศษวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงดีอี นางปิยนุช วุฒิสอน รองปลัดกระทรวงดีอี พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร และหัวหน้าหน่วยงานในสังกัดกระทรวงดีอี เข้าร่วม ณ ห้องประชุม 1 ชั้น 14 อาคาร 9 บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) หรือ NT    นายประเสริฐ กล่าวว่า จากเหตุการณ์แผ่นดินไหวที่เกิดขึ้น กระทรวงดีอี ขอส่งกำลังใจให้กับเจ้าหน้าที่ซึ่งปฏิบัติหน้าที่แก้ไขสถานการณ์ และให้ความช่วยเหลือประชาชน รวมถึงประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ดังกล่าว   ขณะเดียวกันจากมาตรการภาษีของประเทศสหรัฐอเมริกา กระทรวงดีอีได้มอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการศึกษาเรื่องของผลกระทบต่อภาคเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศไทย ทั้งในด้านความเชื่อมั่นด้านการลงทุน รวมทั้งการศึกษาในด้าน Digital Services Tax สำหรับแพลตฟอร์ม OTT (Over The Top)   สำหรับในการประชุมครั้งนี้มีการหารือร่วมกับผู้บริหารหน่วยงานของกระทรวงดีอี โดยมีวาระในการร่วมพิจารณา 4 ประเด็นสำคัญ ได้แก่   1.ความคืบหน้า การจัดงาน “The 3rd Global Forum on the Ethics of AI 2025”   กระทรวงดีอี โดย สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (สพธอ.) หรือ ETDA เป็นหน่วยงานหลักในการจัดงานร่วมกับ องค์การยูเนสโก โดยได้รับการสนับสนุนจาก กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) และกระทรวงอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ภายใต้ธีมใหญ่คือ “Bangkok AI Week 2025” ในช่วงระหว่างวันที่ 23 - 27 มิถุนายน 2568 ณ โรงแรม เซ็นทารา แกรนด์ เซ็นทรัลเวิลด์ โดยคาดว่าจะมี รัฐมนตรีและผู้แทนจากประเทศสมาชิกยูเนสโก ผู้เชี่ยวชาญ สื่อมวลชน รวมทั้งผู้เข้าร่วมงานจากทั่วโลกกว่า 800 คน    สำหรับการจัดการประชุม “The 3rd Global Forum on the Ethics of AI 2025” มีวัตถุประสงค์สำคัญ ได้แก่  (1) การยกระดับบทบาทไทยในเวทีโลกในการกำหนดนโยบายและมาตรฐาน AI เสริมสร้างภาพลักษณ์ไทยเป็นผู้นำด้านจริยธรรมปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI Ethics ของภูมิภาค  (2) กระตุ้นการแลกเปลี่ยนและพัฒนาความรู้ AI Ethics กับผู้เชี่ยวชาญระดับโลก  (3) ส่งเสริมให้รัฐและเอกชนมีความตื่นตัวกับ AI Ethics เมื่อนำเอา AI มาใช้งาน โดยการสนับสนุนของหน่วยงานหลักภายใต้กระทรวงดีอี และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง  (4) การประสานการทำงานร่วมกันระหว่าง คณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (Thai National Commission for UNESCO) และคณะกรรมการขับเคลื่อนแผนปฏิบัติการด้านปัญญาประดิษฐ์แห่งชาติเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (National AI Committee) ซึ่งมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน   รวมทั้งประเด็นสำคัญคือการผลักดันการจัดตั้งศูนย์ AI ระดับภูมิภาค ไทย-ยูเนสโก “AI Ethical Governance Practice Center” ขึ้น   2.โครงการสำรวจสถานการณ์การสูบบุหรี่และการดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ของประชากร พ.ศ.2567    สำนักงานสถิติแห่งชาติได้ดำเนินการจัดทำโครงการสำรวจสถานการณ์การสูบบุหรี่และการดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ของประชากร พ.ศ. 2567 จากตัวอย่างจำนวน 86,880 ครัวเรือนทั่วประเทศ ระหว่างเดือนตุลาคม - ธันวาคม พ.ศ. 2567 เพื่อเก็บรวบรวมข้อมูลใช้ในการติดตามประเมินผลแผนปฏิบัติการด้านการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ระดับชาติ ระยะที่ 2 (2565 – 2570) และแผนปฏิบัติการด้านการควบคุมยาสูบแห่งชาติ ฉบับที่ 3 (พ.ศ. 2565 – 2570) รวมทั้งใช้เป็นข้อมูลเพื่อกำหนดนโยบายด้านสุขภาพ ในการป้องกันและส่งเสริมสุขภาพของประชากรอย่างมีประสิทธิภาพ    ทั้งนี้พบว่าในปี 2567 มีประชากรไทยที่สูบบุหรี่จำนวน 9.8 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 16.5 ของประชากรทั้งหมด โดยเพศชายมีอัตราการสูบบุหรี่สูงกว่าเพศหญิงอย่างชัดเจน (ร้อยละ 33.5 และร้อยละ 1.0 ตามลำดับ) และพบว่าผู้ที่มีอายุ 25 - 44 ปี มีอัตราการสูบบุหรี่สูงที่สุด (ร้อยละ 20.1)   ในส่วนของสถานการณ์การดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ ปี 2567 มีคนไทยที่ดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์จำนวน 20.9 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 35.2 ของประชากรทั้งหมด โดยเพศชายมีอัตราการดื่มฯ สูงกว่าเพศหญิงอย่างเห็นได้ชัด (ร้อยละ 55.7 และร้อยละ 16.7 ตามลำดับ) โดยกลุ่มอายุที่มีอัตราการดื่มฯ สูงที่สุดคือ 25 - 44 ปี (ร้อยละ 46.9)   3.การขับเคลื่อนสถานภาพการเข้าใจดิจิทัล (Digital Literacy: DL) ของประเทศ    สำนักงานสถิติจังหวัดทั้ง 76 จังหวัด รวมกรุงเทพมหานคร ได้ดำเนินการจัดอบรมฯ ให้กับประชาชนกลุ่มเป้าหมายเรียบร้อยแล้วจำนวน 321,992 คน (คิดเป็นร้อยละ 124.66) จากแผนการจัดอบรมให้กลุ่มเป้าหมาย 258,300 คน ในปีงบประมาณ 2568 โดยเน้นที่ศูนย์ดิจิทัลชุมชนจำนวน 1,722 ศูนย์ และพื้นที่ต่าง ๆ ในอำเภอทั้ง 878 อำเภอ   4. ความคืบหน้าร่าง พ.ร.ก.การป้องกันปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี    กระทรวงดีอี ได้ร่วมประชุมหารือเกี่ยวกับร่าง พ.ร.ก.ฯ เพื่อสร้างความเข้าใจในหลักการ ร่วมกับสภาธุรกิจสหรัฐอเมริกา – อาเซียน (US – ASEAN Business Council: US-ABC) หอการค้าอเมริกันในประเทศไทย (AMCHAM Thailand) TikTok Facebook Thailand และ LINE โดยเป็นการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในส่วนที่เกี่ยวข้องกับความรับผิดชอบของแพลตฟอร์ม สื่อสังคมออนไลน์ ตามร่าง พ.ร.ก.ฯ โดยต่อจากนี้จะร่วมประชุมหารือเพื่อขับเคลื่อนการดำเนินการร่วมกับ ภาคธนาคาร ภาคโทรคมนาคม และส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป   “การประชุมในครั้งนี้ มีวาระการหารือเรื่องของการเร่งรัดดำเนินการของหน่วยงานกระทรวงดีอี ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการแจ้งเตือนภัยพิบัติต่างๆ โดยส่วนใหญ่มีหน้าที่ในการสนับสนุนข้อมูล การจัดเก็บข้อมูลและการเชื่อมต่อระบบ Cloud นอกจากนี้ยังมีเรื่องของการกำหนดนโยบายด้านภาษีของสหรัฐฯ ซึ่งได้มอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการศึกษาผลกระทบที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจดิจิทัล และเรื่องของร่าง พ.รก.อาชญากรรมออนไลน์ คณะกรรรมการกฤษฎีกาได้มีการแก้ไข ร่าง พ.ร.ก. แยกเป็น 2 ฉบับ โดยจะมีการนำเสนอในที่ประชุมครม.เพื่อพิจารณาประกาศบังคับใช้ ในสัปดาห์หน้า” รองนายกฯประเสริฐ กล่าว

วันที่ 4 เมษายน 2568 นางสาวยุพาภรณ์ ศิริกิจพาณิชย์กูล ผู้ช่วยปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานเปิดการสัมมนา ภายใต้โครงการพัฒนาและเพิ่มประสิทธิภาพการช่วยเหลือประชาชนด้านคดีภัยออนไลน์ ในหัวข้อ “Cyber Safe: สร้างชีวิตดิจิทัลอย่างมั่นใจ ด้วยเกราะป้องกันภัยทางไซเบอร์ ครั้งที่ 2” โดยมีผู้ที่สนใจเข้าร่วมรับฟังจำนวน 199 ท่าน และรับชมผ่านทาง Facebook Live จำนวน 173 ท่าน ณ โรงแรมเซ็นทารา ริเวอร์ไซด์ จ.เชียงใหม่   โดย นางสาวยุพาภรณ์ ผู้ช่วยปลัดกระทรวงดีอี กล่าวว่า ในยุคที่เทคโนโลยีดิจิทัล กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน ในการสร้างความสะดวกสบายและเพิ่มประสิทธิภาพ และการดำเนินงานด้านต่างๆ ได้กลายเป็นช่องว่างให้เกิดการก่อเหตุอาชญากรรมของ “โจรออนไลน์” หรือที่เรียกว่า "อาชญากรทางไซเบอร์" นำมาซึ่งภัยออนไลน์ในรูปแบบต่าง ๆ อาทิ การหลอกลวง ทางการเงิน แก๊งคอลเซนเตอร์ ที่นับวันจะทวีความรุนแรงและสร้างเม็ดเงินความเสียหาย เป็นจำนวนมาก, การขโมยข้อมูลส่วนบุคคล, การเผยแพร่ข้อมูลเท็จ ข่าวปลอม รวมถึงการโจมตี ระบบคอมพิวเตอร์ และมีแนวโน้มว่าจะมีกลวิธีในการหลอกลวงใหม่ ๆ เกิดขึ้นอีก จึงต้องอาศัยความร่วมมือกันระหว่างบุคคล องค์กร และหน่วยงานภาครัฐ และให้ความสำคัญในการสร้างภูมิคุ้มกัน ระวังภัยทางออนไลน์ให้กับประชาชน ควบคู่กันไปกับนโยบายอื่นๆ เพื่อเป็นวัคซีนในการป้องกัน ด้านคดี ภัยออนไลน์ต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นได้แบบยั่งยืน จึงเกิดงานสัมมนาในครั้งนี้ขึ้น

วันที่ 4 เมษายน 2568  นางสาวพิยะดา สุดกังวาล ที่ปรึกษาด้านการสื่อสารกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ร่วมการทดสอบบริการแจ้งเตือนภัยผ่านระบบ Cell Broadcast บนมือถือระบบ Android และ iOS บนเครือข่าย True ที่มีนายภาสกร บุญญลักษม์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) และผู้แทนจากคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ร่วมทดสอบ โดยมีนายจักรกฤษณ์ อุไรรัตน์ หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านกิจการองค์กร บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ให้การต้อนรับและบรรยายถึงความพร้อมในการแจ้งเตือนภัยด้วยระบบ Cell Broadcast

วันที่ 11 พฤศจิกายน 2567 นายเอกพงษ์ หริ่มเจริญ ผู้ตรวจราชการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานการประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อการบูรณาการ การทำงานในการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมออนไลน์  เพื่อเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการป้องกันและปราบปราม เพิ่มประสิทธิภาพในการรับมือกับภัยคุกคามทางออนไลน์ในรูปแบบต่างๆ โดยมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ณ ห้องประชุม 803 ชั้น 8 กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม อาคารรัฐประศาสนภักดี ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ ถนนแจ้งวัฒนะ เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ โดยมีผู้เข้าร่วมรวมกว่า 50 คน ซึ่งเป็นบุคลากรผู้เกี่ยวข้องกับการดำเนินงานแก้ไขปัญหาอาชญากรรมออนไลน์จากหลายหน่วยงาน ได้แก่1) กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี2) กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง3) สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ4) ธนาคารแห่งประเทศไทย5) สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน6) สมาคมธนาคารไทย7) สมาคมโทรคมนาคมแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ 8) สํานักงานปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมประเด็นหรือเรื่องในการมีส่วนร่วม :      ระดมความคิดเห็นเพื่อหาแนวทางในการทำงานในการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ เพื่อเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการป้องกันและปราบปราม ตลอดจนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการรับมือกับภัยคุกคามทางออนไลน์ในรูปแบบต่างๆผลจากการมีส่วนร่วม :     ภาพรวมในการประชุมฯ ได้มีข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการดำเนินการในกรอบของศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ (Anti Online Scam Operation Center : AOC) คือ ให้ศูนย์ AOC 1441 ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางในการปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ และการเพิ่มอำนาจและบทบาทของศูนย์ AOC 1441 ในการกำกับดูแลและการประสานงานระหว่างหน่วยงานต่าง ๆ รวมถึงการยกระดับให้เป็นหน่วยงานหลักในการปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ หรือจัดให้อยู่ภายใต้หน่วยงานที่มีอำนาจตามกฎหมาย เพื่อให้สามารถดำเนินการได้รวดเร็วและมีประสิทธิภาพในการระงับการกระทำความผิด เช่น การระงับซิมหรือระงับบัญชี และสามารถตรวจสอบผลการปฏิบัติได้ รวมถึงการสร้างช่องทางการติดต่อระหว่างศูนย์ AOC 1441 และธนาคาร ให้สามารถรับข้อมูล Bank Case ID เพื่อการส่งต่อข้อมูลไปยังตำรวจในการจัดการกรณีการหลอกลวงทางการเงิน           ข้อเสนอแนะที่เกี่ยวข้องในการดำเนินการภายใต้พระราชกำหนดมาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พ.ศ. 2566 ดังนี้           - การยกระดับและการกำหนดนโยบายภายใต้ พ.ร.ก.ฯ โดยให้คณะกรรมการภายใต้ พ.ร.ก. ฯ มีอำนาจกำหนดนโยบายที่สามารถบังคับใช้ได้จริงและบังคับใช้ในหน่วยงานต่าง ๆ ได้อย่างชัดเจนและมีประสิทธิภาพ รวมถึงครอบคลุมการกำกับดูแลช่องทางการเงินอื่นที่เกี่ยวข้อง เช่น คริปโทเคอร์เรนซี e-walletและโซเชียลมีเดีย ตลอดจนหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้อง เช่น กรมพัฒนาธุรกิจการค้า และให้มีแนวทางการกำกับดูแลให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน              - การกำกับดูแลการทำธุรกรรมซื้อขายให้ผู้ประกอบการรายย่อยลงทะเบียนทำธุรกรรม ซื้อขาย (ผ่านเว็บไซต์ หรือแอปพลิเคชัน) เพื่อป้องกันและติดตามธุรกรรมที่อาจเกี่ยวข้องกับการหลอกลวง           - การกำหนดให้หน่วยงานกำกับดูแลแพลตฟอร์มต่างประเทศ เพื่อให้มีส่วนรับผิดชอบหากเกิดความเสียหาย เพื่อให้สามารถบังคับใช้กฎหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพในกรณีที่แพลตฟอร์มดังกล่าวดำเนินงานในประเทศไทย           - การระงับการโอนเงินในช่องทางอื่น โดยออกมาตรการเพื่อให้ระงับการโอนเงินของผู้เสียหายออกไปเป็นช่องทางอื่นที่นอกเหนือจากธนาคาร เช่น คริปโทเคอร์เรนซ์          - การจัดตั้งศูนย์แก้ไขปัญหาบัญชีอาชญากรรมออนไลน์ที่มีบทบาทในการตรวจสอบ ระงับ และยกเลิกระงับบัญชี รวมถึงพิจารณากรณีข้อยกเว้น เพื่อให้การดำเนินการดังกล่าวเป็นไปอย่างรวดเร็ว และมีประสิทธิภาพ           นอกจากนี้ ผู้เข้าร่วมประชุมฯ มีความเห็นตรงกันในเรื่องการเพิ่มศักยภาพของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และความชัดเจนทั้งในกระบวนการและอำนาจของกฎหมายในการดำเนินการเพื่อปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ให้มีประสิทธิภาพสูงสุด โดยมีมุมมองที่สำคัญ ดังนี้             - ความสำคัญของการบูรณาการและการประสานงาน โดยการเสนอให้ศูนย์ AOC 1441 และหน่วยงานอื่นทำงานร่วมกันอย่างชัดเจนและมีประสิทธิภาพ             - การเพิ่มความเร็วในการดำเนินงาน เช่น การรับข้อมูลจากธนาคารการตั้งศูนย์ตรวจสอบการระงับบัญชี             - การปรับปรุงกฎหมายและมาตรการที่เกี่ยวข้อง โดยมุ่งเน้นให้ พ.ร.ก. ฯ มีความครอบคลุม และสามารถรองรับอาชญากรรมในรูปแบบใหม่ ๆ ได้              - การสร้างมาตรฐานกลางเพื่อให้หน่วยงานต่าง ๆ มีแนวทางการปฏิบัติที่เหมือนกัน การนำผลจากการมีส่วนร่วมไปปรับปรุงพัฒนาการดำเนินงานของหน่วยงาน :          กองป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดทางเทคโนโลยีสารสนเทศ สำนักงานปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ได้พิจารณาและนำผลจากการประชุมไปใช้ประโยชน์ในการปรับปรุงกระบวนการทำงาน รวมถึงการวางแผนการดำเนินการของศูนย์ AOC 1441 ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตาม พ.ร.ก.ฯ โดยขับเคลื่อนการดำเนินงานผ่านกลไกของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี เช่น การเสนอร่างแก้ไขพระราชกำหนดมาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี หรือการเชื่อมโยงข้อมูลของศูนย์ AOC 1441 ร่วมกับภาคส่วนต่าง ๆ เพื่อป้องปรามปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ เป็นต้น

วันที่ 29 พฤศจิกายน 2567 ศาสตราจารย์พิเศษ วิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานเปิดงานการสัมมนารับฟังความคิดเห็นเพื่อประเมินผลสัมฤทธิ์ของพระราชบัญญัติไปรษณีย์พุทธศักราช 2477 เพื่อการจัดทำแนวทางปรับปรุงแก้ไขพระราชบัญญัติไปรษณีย์ ช่วยให้ประชาชนได้รับประโยชน์จากการให้บริการที่มีประสิทธิภาพ โดยมีนางสาวยุพาภรณ์ ศิริกิจพาณิชย์กูล ผู้ช่วยปลัดกระทรวงดีอี พร้อมด้วยผู้ที่เกี่ยวข้อง และผู้ที่สนใจเข้าร่วม ณ โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ คอนเวนชั่น กรุงเทพฯ โดยมีผู้เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐ เอกชน และประชาชนทั่วไป จำนวน 112 คน และระบบออนไลน์ผ่าน zoom จำนวน 300 คนประเด็นหรือเรื่องในการมีส่วนร่วม :รับฟังความคิดเห็นเพื่อประเมินผลสัมฤทธิ์ของพระราชบัญญัติไปรษณีย์พุทธศักราช 2477 ในการจัดทำแนวทางปรับปรุงแก้ไขพระราชบัญญัติไปรษณีย์ผลจากการมีส่วนร่วม :การรับฟังความคิดเห็นในการประเมินผลสัมฤทธิ์พระราชบัญญัติไปรษณีย์ของผู้เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐ เอกชน และประชาชนทั่วไป ผ่านระบบกลางทางกฎหมาย ระหว่างวันที่ ๒๕ พฤศจิกายน ๒๕๖๗ ถึงวันที่ ๙ ธันวาคม ๒๕๖๗ โดยมีผู้เข้ามาให้ความคิดเห็นเป็นจำนวน 185 คน โดยมีประเด็นการนำเสนอ ดังนี้-        ควรมีการสำรวจการแข่งขันของภาคเอกชนที่มีความหลากหลาย เพื่อให้การตรากฎหมายขึ้นมาใหม่ไม่เน้นการให้ประโยชน์แก่หน่วยงานหรือองค์กรใดองค์กรหนึ่ง-        ควรมีการส่งเสริมการแข่งขันในตลาดที่เท่าเทียม สร้างความเสมอภาค-        ควรมีการรับฟังความคิดเห็นจากภาคเอกชนมากกว่านี้ โดยอาจจะต้องมีการประชาสัมพันธ์การรับฟังความคิดเห็นในครั้งหน้าอย่างน้อยหลายๆ วัน เพื่อสร้างการรับรู้ของภาคเอกชนและภาคประชาชนมากกว่านี้การนำผลจากการมีส่วนร่วมไปปรับปรุงพัฒนาการดำเนินงานของหน่วยงาน :นำความคิดเห็นไปประกอบการประเมินผลสัมฤทธิ์พระราชบัญญัติไปรษณีย์ พุทธศักราช 2477 อันเป็นการดำเนินการตามพระราชบัญญัติหลักเกณฑ์การจัดทำร่างกฎหมายและการประเมินผลสัมฤทธิ์ของกฎหมาย พ.ศ. ๒๕๖๒ ต่อไป เพื่อช่วยให้ประชาชนได้รับประโยชน์จากการให้บริการที่มีประสิทธิภาพ

กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ตรวจพบข่าวปลอมรายสัปดาห์ ที่ประชาชนให้ความสนใจสูงสุดอันดับที่ 1 เรื่อง “สัญญาณเตือนสึนามิ! น้ำทะเลภูเก็ตลดฮวบ หลังแผ่นดินไหวเกาะสุมาตรา” รองลงมาคือเรื่อง “เตือน! เฝ้าระวังอาจจะเกิดสึนามิ เนื่องจากเหตุแผ่นดินไหว” โดยขอให้ประชาชน อย่าหลงเชื่อข่าวปลอม เลือกเชื่อ เลือกแชร์ ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ อาจทำให้เกิดความตื่นตระหนก วิตกกังวล เกิดความสับสนในสังคม นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ เลขาธิการคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (BDE) ในฐานะโฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) กล่าวถึงผลการมอนิเตอร์และรับแจ้งข่าวปลอมของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ระหว่างวันที่ 27 มีนาคม – 3 เมษายน 2568 พบข้อความที่เข้ามาทั้งหมด 837,077  ข้อความ โดยมีข้อความที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ (Verify) ทั้งสิ้น 599 ข้อความ สำหรับช่องทางที่มีการพบเบาะแสมากที่สุด คือ ข้อความที่มาจาก Social Listening จำนวน 584 ข้อความ ตามมาด้วยการแจ้งเบาะแสผ่าน Line Official จำนวน 11 ข้อความ และช่องทาง Facebook จำนวน 4 ข้อความ รวมเรื่องที่ต้องดำเนินการตรวจสอบทั้งหมด 174 เรื่อง และจากการประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้รับผลการตรวจสอบกลับมาแล้ว 82 เรื่อง ทั้งนี้ กระทรวงดีอี ได้แบ่งข่าวปลอมที่ได้รับความสนใจเป็น 5 กลุ่ม ประกอบด้วย กลุ่มที่ 1 : นโยบายรัฐบาล ข่าวสารทางราชการ ความสงบเรียบร้อยของสังคม ขัดศีลธรรมอันดี และความมั่นคงภายในประเทศ จำนวน 69 เรื่อง กลุ่มที่ 2 : ผลิตภัณฑ์สุขภาพ วัตถุอันตราย เครื่องสำอาง รวมถึงสินค้าและบริการที่ผิดกฎหมายจำนวน 23 เรื่อง กลุ่มที่ 3 : ภัยพิบัติ จำนวน 23 เรื่อง กลุ่มที่ 4 : เศรษฐกิจ จำนวน 2 เรื่อง กลุ่มที่ 5 : กลุ่มอาชญากรรมออนไลน์ จำนวน 11 เรื่อง นายเวทางค์ กล่าวต่อว่า เมื่อพิจารณาจากข่าวปลอมที่ได้รับความสนใจในลำดับต้นๆ ในสัปดาห์นี้ พบว่าเป็นข่าวเกี่ยวกับเรื่องของภัยพิบัติ โดยเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์แผ่นดินไหว และเหตุการณ์ต่อเนื่อง ซึ่งมีผลกระทบต่อสังคมส่วนใหญ่ ทำให้เกิดความตื่นตระหนก เข้าใจผิด สับสน และวิตกกังวลได้ โดยข่าวที่ได้รับความสนใจจากประชาชนมากที่สุด 10 อันดับ ได้แก่ อันดับที่ 1 : เรื่อง สัญญาณเตือนสึนามิ! น้ำทะเลภูเก็ตลดฮวบ หลังแผ่นดินไหวเกาะสุมาตรา อันดับที่ 2 : เรื่อง เตือน! เฝ้าระวังอาจจะเกิดสึนามิ เนื่องจากเหตุแผ่นดินไหว อันดับที่ 3 : เรื่อง เตือนภัยสมุทรปราการ อาจเกิดสึนามิ อันดับที่ 4 : เรื่อง อีก 50 ปี รอยเลื่อนสะกายอาจขยับ เสี่ยงแผ่นดินไหวใหญ่ในไทย อันดับที่ 5 : เรื่อง เลี่ยงใช้เส้นทางสะพานพระราม 9 และสะพานพระราม 3 เนื่องจากสะพานถล่มจากเหตุแผ่นดินไหว อันดับที่ 6 : เรื่อง อาคารศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะฯ เอียงและทรุดตัว อันดับที่ 7 : เรื่อง สะพานพระราม 9 ถล่มแล้วจากเหตุแผ่นดินไหว อันดับที่ 8 : เรื่อง อาคารสำนักงานใหญ่ธนาคารออมสินเกิดการเอียงทรุดตัว อันดับที่ 9 : เรื่อง พบเครื่องบินรบ F5E เหนือน่านฟ้า จ.สุรินทร์ มุ่งหน้าไปทางกัมพูชา อันดับที่ 10 : เรื่อง สั่งคนอพยพจากตึกสูง เพราะแผ่นดินไหว รอบที่ 2 “เมื่อพิจารณาจากข่าวปลอมที่ประชาชนสนใจมากที่สุด จาก 10 อันดับข้างต้น พบว่าเป็นข่าวที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของภัยพิบัติ ที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์แผ่นดิน ซึ่งเป็นทำให้เกิดความตื่นตระหนก เข้าใจผิด ความสับสนในสังคม โดยหากมีการแชร์ส่งต่อกันไปในสังคม มีผลทำให้ประชาชนเกิดความสับสน ส่งผลกระทบกับประชาชนทั่วประเทศเป็นวงกว้าง” นายเวทางค์ กล่าว สำหรับอันดับ 1 เรื่อง “สัญญาณเตือนสึนามิ! น้ำทะเลภูเก็ตลดฮวบ หลังแผ่นดินไหวเกาะสุมาตรา” กระทรวงดีอี โดยกรมอุตุนิยมวิทยา ได้ตรวจสอบพบว่าเป็นข้อมูลเท็จ โดยขอชี้แจงว่า กรณีดังกล่าวไม่เป็นความจริง โดยยังไม่มีรายงานเหตุแผ่นดินไหวใดที่ส่งผลให้เกิดสึนามิ ข่าวดังกล่าวไม่ได้มาจากกรมอุตุนิยมวิทยา และไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่สนับสนุนข้อมูลนี้ สำหรับการเปลี่ยนแปลงของระดับน้ำทะเลอาจเกิดจากปัจจัยทางธรรมชาติอื่น เช่น กระแสน้ำขึ้น-น้ำลง ซึ่งไม่ได้เกี่ยวข้องกับแผ่นดินไหวหรือสึนามิ ในส่วนข่าวปลอมอันดับ 2 เรื่อง “เตือน! เฝ้าระวังอาจจะเกิดสึนามิ เนื่องจากเหตุแผ่นดินไหว” กระทรวงดีอี  โดยกรมอุตุนิยมวิทยา ได้ตรวจสอบพบว่าเป็นข้อมูลเท็จ โดยขอชี้แจงว่า หากเกิดแผ่นดินไหวบนบก จะไม่ก่อให้เกิดสึนามิแต่อย่างใด โดยขอให้ประชาชนติดตามข้อมูลจากทางราชการ อย่าตื่นตระหนกกับข่าวลือจากแหล่งข่าวที่ไม่มีความน่าเชื่อถือ ทั้งนี้หากมีสงสัยหรือต้องการข้อมูลเพิ่มเติม สามารถสอบถามได้ที่เว็บไซต์กองเฝ้าระวังแผ่นดินไหว ตลอด 24 ชม. หรือ ตามช่อง https://earthquake.tmd.go.th , Facebook Earthquake TMD, Application EarthquakeTMD สายด่วน 1182, Hotline 24hr. 02-399-4547 อย่างไรก็ตาม ดีอี มีความห่วงใยประชาชน เรื่องความตระหนักรู้เท่าทันข่าวปลอมที่ถูกแพร่กระจายบนสื่อออนไลน์ โซเชียล ซึ่งหากขาดความรู้เท่าทันส่งต่อข้อมูลข่าวปลอม ทำให้เกิดการหลงเชื่อ สร้างความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน เกิดความวิตกกังวล หรืออาจสร้างความเสียหายต่อชีวิต ทรัพย์สิน หรือข้อมูลส่วนบุคคล และอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้าง ดังนั้นจึงควรตรวจสอบข้อเท็จจริงของข่าวหรือลิงก์เว็บไซต์ให้แน่ชัด สามารถแจ้งเบาะแส ข่าวปลอม และอาชญากรรมออนไลน์ทุกรูปแบบ โทรสายด่วน 1111 (24 ชม.) |  Line ID: @antifakenewscenter | เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com --------------------------------------------------------------------------------------

กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ตรวจพบข่าวปลอมรายสัปดาห์ที่เกี่ยวข้องกับอาชญากรรมออนไลน์ ซึ่งประชาชนให้ความสนใจสูงสุดอันดับที่ 1 เรื่อง “M-FLOW ส่ง SMS แนบลิงก์ แจ้งมีบิลที่กำลังรอดำเนินการ” รองลงมาคือเรื่อง “ธนาคารออมสิน เปิดบัญชี TikTok gsb.soclal.bank566” โดยขอให้ประชาชน อย่าหลงเชื่อข่าวปลอม เลือกเชื่อ-แชร์ ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ หวั่นสร้างความสูญเสียทั้งข้อมูลส่วนบุคคล ทรัพย์สิน และอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้าง นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ เลขาธิการคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (BDE) ในฐานะโฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) กล่าวถึงผลการมอนิเตอร์และรับแจ้งข่าวปลอมของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ระหว่างวันที่ 27 มีนาคม – 3 เมษายน 2568 พบข้อความที่เข้ามาทั้งหมด 837,077  ข้อความ โดยมีข้อความที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ (Verify) ทั้งสิ้น 599 ข้อความ สำหรับช่องทางที่มีการพบเบาะแสมากที่สุด คือ ข้อความที่มาจาก Social Listening จำนวน 584 ข้อความ ตามมาด้วยการแจ้งเบาะแสผ่าน Line Official จำนวน 11 ข้อความ และช่องทาง Facebook จำนวน 4 ข้อความ รวมเรื่องที่ต้องดำเนินการตรวจสอบทั้งหมด 174 เรื่อง และจากการประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้รับผลการตรวจสอบกลับมาแล้ว 82 เรื่อง โดยในจำนวนนี้เป็นข่าวปลอมเกี่ยวกับอาชญากรรมออนไลน์ที่ได้รับความสนใจจากประชาชนมากที่สุด 10 อันดับ ได้แก่ อันดับที่ 1 : เรื่อง M-FLOW ส่ง SMS แนบลิงก์ แจ้งมีบิลที่กำลังรอดำเนินการ อันดับที่ 2 : เรื่อง ธนาคารออมสิน เปิดบัญชี TikTok gsb.soclal.bank566 ให้บริการสินเชื่อ อันดับที่ 3 : เรื่อง สำนักงานสลากฯ ออกใบรับรองสลากกินแบ่งไทยและหุ้นไทย อันดับที่ 4 : เรื่อง จองหุ้น OR ด้วยเงิน 5,400 บาท ทาง TikTok เพื่อเป็นเจ้าของปั๊ม ปตท. หรือคาเฟ่อเมซอน อันดับที่ 5 : เรื่อง เป็นเจ้าของร้านอเมซอนได้ง่าย ๆ ลงทุน 1,000 บาท ปันผล 390 บาท/วัน ผ่านเพจ Cafe Amazon AMZ กาแฟที่แฟร์กับคนทั้งโลก อันดับที่ 6 : เรื่อง SET เปิดเพจเฟซบุ๊ก การบริหารจัดการกองทุนหุ้นไทย อันดับที่ 7 : เรื่อง กรมการจัดหางานเปิดรับสมัครแรงงานชาวไทยไปทำงานต่างประเทศ ผ่านเพจ Department of Employment อันดับที่ 8 : เรื่อง รับสมัครแรงงานไทย รับรองวีซ่าและอบรมผ่านกรมแรงงาน อันดับที่ 9 : เรื่อง กรมการจัดหางาน เปิดรับนักพิมพ์อิสระ สมัครง่ายผ่าน TikTok @department.of.emp อันดับที่ 10 : เรื่อง ป.ป.ท. เปิดเพจเฟซบุ๊ก การต่อต้านผู้ที่โดนหลอกลวงออนไลน์ Th. “เมื่อพิจารณาจากข่าวปลอมที่ประชาชนสนใจมากที่สุด จาก 10 อันดับข้างต้น พบว่าเป็นข่าวการให้บริการและให้ความช่วยเหลือประชาชนของหน่วยงานต่างๆ และการชักชวนลงทุนร่วมกับหน่วยงานที่น่าเชื่อถือ ซึ่งอาจทำให้ประชาชนที่สนใจเกิดความเข้าใจผิด มีผลกระทบต่อทั้งตัวบุคคลที่เชื่อและแชร์ข้อมูลส่งต่อกันไปเป็นวงกว้าง เกิดความสับสน โดยประชาชนอาจตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพ สร้างความเสียหายทั้งทรัพย์สินและข้อมูลส่วนบุคคลได้” นายเวทางค์ กล่าว สำหรับอันดับ 1 เรื่อง “M-FLOW ส่ง SMS แนบลิงก์ แจ้งมีบิลที่กำลังรอดำเนินการ” กระทรวงดีอี ได้ประสานงานร่วมกับกรมทางหลวง กระทรวงคมนาคม ตรวจสอบพบว่า เป็นข้อมูลเท็จ โดยขอชี้แจงว่า กรณีดังกล่าวกลุ่มมิจฉาชีพ ได้แอบอ้างส่ง SMS แนบลิงก์แจ้งมีบิลที่กำลังรอดำเนินการจาก M-FLOW ทั้งนี้กรมทางหลวง ขอแจ้งเตือนประชาชน อย่าหลงเชื่อ มิจฉาชีพแอบอ้าง โดยผู้ใช้บริการสามารถตรวจสอบและชำระค่าบริการผ่าน 3 ช่องทาง คือ-Application : MFlowthai-Line Official : @mflowthai-Website: www.mflowthai.comอย่างไรก็ตาม ดีอี มีความห่วงใยประชาชน เรื่องความตระหนักรู้เท่าทันข่าวปลอมที่ถูกแพร่กระจายบนสื่อออนไลน์ โซเชียล ซึ่งหากขาดความรู้เท่าทัน ส่งต่อข้อมูลข่าวปลอม ทำให้เกิดการหลงเชื่อ สร้างความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน สร้างความเสียหายต่อทรัพย์สิน หรือข้อมูลส่วนบุคคล และอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้าง ดังนั้นจึงควรตรวจสอบข้อเท็จจริงของข่าวหรือลิงก์เว็บไซต์ให้แน่ชัด สามารถแจ้งเบาะแส ข่าวปลอม และอาชญากรรมออนไลน์ทุกรูปแบบ โทรสายด่วน 1111 (24 ชม.) |  Line ID: @antifakenewscenter | เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com --------------------------------------------------------------------------------------

นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) กล่าวว่า กระทรวงดีอี ได้ดำเนินการแก้ไขและป้องกันปัญหาข่าวปลอมที่มีผลกระทบในวงกว้าง โดยเฉพาะข่าวปลอมเกี่ยวกับอาชญากรรมออนไลน์ ซึ่งต้องชี้แจงข้อเท็จจริงให้ประชาชนรับทราบอย่างรวดเร็วทันท่วงที ก่อนตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพ จากข้อมูลสถิติของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ประเทศไทย (Anti Fake News Center: AFNC)  ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2562 - มีนาคม 2568 พบว่า ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมฯ ได้ทำการคัดกรองจำนวนข้อความทั้งหมด 1,172,694,555 ข้อความ โดยมีจำนวนข้อความที่เข้าเกณฑ์การตรวจสอบ 74,892 ข้อความ (ข้อมูล ณ วันที่ 31 มีนาคม 68) สำหรับข้อความที่เข้าเกณฑ์ตรวจสอบดังกล่าว ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมฯ ได้บูรณาการตรวจสอบและยืนยันความถูกต้องของข่าวสาร ร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ เอกชน ภาคประชาชน และสื่อมวลชน รวมเป็นเครือข่ายผู้ประสานงานกว่า 400 หน่วยงาน ซึ่งสามารถแบ่งประเภทข้อความได้ดังนี้ 1.เรื่องที่ส่งตรวจสอบ จำนวน 38,361 เรื่อง โดยแบ่งเป็นหมวดหมู่ข่าวสารที่ผลกระทบต่อประชาชนเป็นวงกว้าง ดังนี้- เรื่องนโยบายรัฐบาล 18,168 เรื่อง (47.36%)- เรื่องสุขภาพ 14,082 เรื่อง (36.71%) - เรื่องเศรษฐกิจ 2,115 เรื่อง (5.51%)- เรื่องอาชญากรรมออนไลน์ 2,171 เรื่อง (5.66%)- เรื่องภัยพิบัติ 1,825 เรื่อง (4.76%) 2.เรื่องที่ได้รับการตรวจสอบ มีจำนวนทั้งหมด 19,954 เรื่อง โดยแบ่งเป็น (1) ข่าวปลอม จำนวน 6,987 เรื่อง (35.01%) (2) ข่าวจริง จำนวน 7,955 เรื่อง (39.87%) (3) ข่าวบิดเบือน จำนวน 2,241 เรื่อง (11.23%) (4) ข้อมูลไม่เพียงพอ จำนวน 2,771 เรื่อง (13.89%) 3.เรื่องที่ได้ดำเนินการเผยแพร่ข่าวสารที่ตรวจสอบแล้วให้กับประชาชนได้รับทราบจำนวนทั้งหมด 10,293 เรื่อง แบ่งเป็น (1) ข่าวปลอม จำนวน 7,230 เรื่อง (70.25%) (2) ข่าวจริง จำนวน 2,266 เรื่อง (22.01%) (3) ข่าวบิดเบือน จำนวน 797 เรื่อง (7.74%) “กระทรวงดีอี โดยศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมฯ ให้ความสำคัญในการสร้างความเข้าใจ และชี้แจงข้อเท็จจริงและเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้องอย่างทันท่วงทีแก่ประชาชน ผ่านกระบวนการตรวจสอบข้อมูลอย่างรัดกุม ซึ่งในอนาคตจะมีการนำเอาเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI เข้ามาช่วยในการตรวจสอบข่าวปลอม ข่าวบิดเบือน และข่าวจริง รวมทั้งการแจ้งเตือนภัยจากการหลอกลวงที่เกี่ยวข้องกับการฉ้อโกงทางออนไลน์ หรืออาชญากรรมออนไลน์ ในรูปแบบต่างๆ ให้ทันต่อสถานการณ์อยู่เสมอ เพื่อลดความสูญเสียของประชาชนในการตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพ ที่ใช้สื่อสังคมออนไลน์ เป็นเครื่องมือในการหลอกลวงประชาชน” รองนายกฯ ประเสริฐ กล่าว  ทั้งนี้ประชาชนสามารถติดตามและตรวจสอบข้อมูลข่าวสารของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมฯ ผ่านช่องทางต่าง ๆ ดังนี้1) Website : www.antifakenewscenter.com  2) Line Official Account : @antifakenewscenter  3) Facebook : Anti-Fake News Center Thailand  4) Twitter : @AFNCThailand  5) TikTok: @AFNC_Thailand 6) Instagram: @AFNC_Thailand นอกจากนี้กระทรวงดีอี ยังได้มีบันทึกข้อตกลงความร่วมมือฯ การแจ้งเตือนภัยจากการหลอกลวงทางสื่อออนไลน์และข่าวปลอมแก่ประชาชนผ่านแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” ตั้งแต่เดือนธันวาคม 2565 จนถึงปัจจุบัน แจ้งเบาะแส ข่าวปลอม และอาชญากรรมออนไลน์ทุกรูปแบบ โทรสายด่วน 1111 (24 ชม.)|  Line ID: @antifakenewscenter | เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com  ----------------------------------------------------------------------

นางสาววงศ์อะเคื้อ บุญศล โฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ฝ่ายการเมือง เปิดเผยว่า ในช่วงวันที่ 31 มีนาคม  – 6 เมษายน 2568 ที่ผ่านมา ศูนย์ AOC 1441 (Anti Online Scam Operation Center) ได้มีรายงานเคสตัวอย่างอาชญากรรมออนไลน์ที่ประชาชนได้รับผลกระทบจากการถูกหลอกลวง จำนวน 5 เคส ประกอบด้วย คดีที่ 1 คดีข่มขู่ทางโทรศัพท์ให้เกิดความกลัวแล้วหลอกให้โอนเงิน (Call Center) มูลค่าความเสียหาย 25,950,795 บาท โดยผู้เสียหายได้รับการติดต่อจากมิจฉาชีพผ่านทางโทรศัพท์ อ้างตนเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจจากสถานีตำรวจภูธรเมืองสงขลา แจ้งว่าผู้เสียหายเป็นผู้ต้องสงสัยในคดีฟอกเงินและคดียาเสพติด ซึ่งจะต้องเข้ารายงานตัวต่อเจ้าพนักงานสอบสวน และเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบตามกฎหมาย พร้อมทั้งให้ดำเนินการโอนเงินในบัญชีธนาคารเพื่อตรวจสอบเส้นทางการเงิน ภายหลังการตรวจสอบความบริสุทธิ์เสร็จสิ้นแล้ว จะดำเนินการคืนเงินให้ ผู้เสียหายหลงเชื่อให้ความร่วมมือโอนเงินไป หลังจากนั้นไม่สามารถติดต่อได้และไม่ได้รับเงินคืน ผู้เสียหายเชื่อว่าตนเองถูกมิจฉาชีพหลอก คดีที่ 2 คดีหลอกลวงให้โอนเงินเพื่อรับรางวัล หรือวัตถุประสงค์อื่นๆ มูลค่าความเสียหาย 6,721,681 บาท โดยผู้เสียหายได้รับการติดต่อจากมิจฉาชีพผ่านทางโทรศัพท์ อ้างตนเป็นเจ้าหน้าที่ไปรษณีย์ แจ้งให้ผู้เสียหายรับเอกสารจากสถาบันคุ้มครองเงินฝากได้ที่ทำการไปรษณีย์ แนะนำให้ผู้เสียหายยืนยันการรับเอกสารโดยดำเนินการตามขั้นตอนที่มิจฉาชีพแจ้ง ผ่านแอปพลิเคชันธนาคาร เมื่อทำรายการเสร็จพบว่าเงินถูกโอนออกไปจากบัญชีจนหมด และไม่สามารถติดต่อกลับได้ ผู้เสียหายเชื่อว่าถูกมิจฉาชีพหลอก คดีที่ 3 คดีหลอกลวงให้โอนเงินเพื่อทำงานหารายได้พิเศษ 3,045,402 บาท โดยผู้เสียหายโพสต์ขายเสื้อผ้าผ่านช่องทาง Facebook มิจฉาชีพติดต่อเข้ามาแจ้งว่าสนใจจะขอซื้อสินค้า จากนั้นเพิ่มเพื่อนผ่าน Line ต่อมาได้ชักชวนให้ผู้เสียหายลงทะเบียนร้านค้าเพื่อเพิ่มยอดขาย ในช่วงแรกมีการซื้อสินค้าและได้รับเงินจริง มิจฉาชีพแจ้งให้โอนเงินเพื่อเปิดระบบ เปิดการมองเห็นร้านค้าและทำกิจกรรมให้เลือกสินค้า ผู้เสียหายหลงเชื่อจึงทำการโอนเงินไป ภายหลังไม่สามารถถอนเงินออกได้ ผู้เสียหายเชื่อว่าถูกมิจฉาชีพหลอก คดีที่ 4 คดีหลอกลวงเกี่ยวกับสินทรัพย์ดิจิทัล มูลค่าความเสียหาย 3,171,232 บาท ทั้งนี้ผู้เสียหายพบเห็นโฆษณาเทรดเหรียญดิจิทัล ลงทุนง่ายผลตอบแทนสูง ผ่านช่องทาง Facebook ผู้เสียหายสนใจจึงสอบถามผ่าน Messenger Facebook จากนั้นเพิ่มเพื่อนผ่าน Line สอบถามพูดคุยรายละเอียดการเทรดเหรียญดิจิทัล มิจฉาชีพแจ้งว่าได้ผลตอบแทนสูง ผู้เสียหายหลงเชื่อจึงโอนเงินร่วมเทรดหุ้นเป็นจำนวนมาก ในช่วงแรกได้รับผลตอบแทนจริง ภายหลังผู้เสียหายลงทุนโอนเงินเพื่อเทรดเหรียญดิจิทัลจำนวนมากขึ้น แต่ไม่สามารถทำรายการถอนออกได้ ผู้เสียหายเชื่อว่าตนเองถูกมิจฉาชีพหลอก และคดีที่ 5 คดีหลอกลวงให้โอนเงินเพื่อรับรางวัล หรือวัตถุประสงค์อื่นๆ มูลค่าความเสียหาย 1,470,000 บาท โดยผู้เสียหายได้รับการติดต่อจากมิจฉาชีพผ่านทางโทรศัพท์ อ้างตนเป็นเจ้าหน้าที่การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค แจ้งว่าจะคืนเงินค่าประกันมิเตอร์ไฟฟ้าให้ โดยให้เพิ่มเพื่อนผ่าน Line พร้อมทั้งส่ง QR Code ให้ผู้เสียหายสแกนเพื่อรับเงินคืน หลังจากสแกนและทำตามขั้นตอนพบว่าเงินในบัญชีถูกโอนออกไป เมื่อสอบถามกลับไปได้รับการแจ้งว่าเกิดจากระบบผิดพลาดให้ทำรายการใหม่อีกครั้ง แล้วจะดำเนินการโอนเงินคืนให้ทั้งหมด ผู้เสียหายหลงเชื่อทำรายการซ้ำไปเรื่อย ๆ จนเงินหมดบัญชี ผู้เสียหายเชื่อว่าตนเองถูกมิจฉาชีพหลอก สำหรับมูลค่าความเสียหายที่เกิดขึ้นทั้ง 5 คดี รวม 40,359,110 บาท ทั้งนี้ ผลการดำเนินงานของ ศูนย์ AOC 1441 ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2566 ถึง วันที่ 4 เมษายน 2568 มีตัวเลขสถิติผลการดำเนินงาน ดังนี้ 1. สายโทรเข้า 1441 จำนวน 1,608,587 สาย / เฉลี่ยต่อวัน 3,087 สาย 2. ระงับบัญชีธนาคาร จำนวน 589,009 บัญชี / เฉลี่ยต่อวัน 1,230 บัญชี 3. ระงับบัญชีตามประเภทคดีสูงสุด 5 ประเภท ได้แก่ (1) หลอกลวงซื้อขายสินค้าหรือบริการ 186,735 บัญชี คิด เป็นร้อยละ 31.70 (2) หลอกลวงหารายได้พิเศษ 139,986 บัญชี คิดเป็นร้อยละ 23.77 (3) หลอกลวงลงทุน 87,004 บัญชี คิดเป็นร้อยละ 14.77 (4) หลอกลวงให้โอนเงินเพื่อรับรางวัล 66,662 บัญชี คิดเป็นร้อยละ 11.32 (5) หลอกลวงให้กู้เงิน 42,496 บัญชี คิดเป็นร้อยละ 7.21 (และคดีอื่นๆ 66,126 บัญชี คิดเป็นร้อยละ 11.23) “จากเคสตัวอย่างจะเห็นได้ว่า มิจฉาชีพ ใช้วิธีการหลอกลวงผู้เสียหาย โดยข่มขู่เป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ หลอกลวงเหยื่อว่าเกี่ยวข้องกับคดีฟอกเงิน และคดียาเสพติด โดยให้เหยื่อโอนเงินเพื่อตรวจสอบบัญชี กว่า 25 ล้านบาท ทั้งนี้ขอย้ำว่า หน่วยงานของรัฐ ข้าราชการหรือเจ้าหน้าที่ จะไม่มีการโทรติดต่อโดยตรง หรือติดต่อผ่านทางโซเชียลมีเดีย และจะไม่มีการให้โอนเงินเพื่อตรวจสอบบัญชีแต่อย่างใด ดังนั้นหากมีการติดต่อเข้ามา ให้ประเมินว่าเป็นการหลอกลวงของมิจฉาชีพ ด้านการลงทุนในธุรกิจที่ไม่มีการรับรองโดยหน่วยงานที่มีความน่าเชื่อถือ เป็นการเสี่ยงต่อการถูกหลอกลวง ขอให้ผู้เสียหายตรวจสอบ และติดต่อไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อสอบถามรายละเอียดให้แน่ชัด” นางสาววงศ์อะเคื้อ กล่าว อย่างไรก็ตาม ขอให้ประชาชนยึดหลัก 4 ไม่ คือ 1. ไม่กดลิงก์ 2.ไม่เชื่อ 3.ไม่รีบ และ 4.ไม่โอน ก่อนที่จะทำธุรกรรมใดๆ อย่ากดเข้าลิงก์เว็บไซต์ หรือดาวน์โหลด และอัปโหลดแพลตฟอร์ม ที่มีการส่งต่อจากช่องทางที่ไม่แน่ใจ โดยกระทรวง ดีอี ได้เร่งดำเนินการปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ทุกรูปแบบร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการเผยแพร่ให้ความรู้เกี่ยวกับการป้องกันภัยอาชญากรรมออนไลน์ ผ่านศูนย์ AOC 1441 เพื่อแก้ไขปัญหาที่ส่งผลกับประชาชนอย่างต่อเนื่องหากประชาชนโดนหลอกออนไลน์ โทรแจ้งดำเนินการ ระงับ อายัดบัญชี AOC 1441แจ้งเบาะแส ข่าวปลอม และอาชญากรรมออนไลน์ทุกรูปแบบ โทรสายด่วน 1111 (24 ชม.)|  Line ID: @antifakenewscenter | เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com  --------------------------------------------------------------------------------------


วันที่ 8 เมษายน 2568 นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ เลขาธิการคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (BDE) เป็นประธานการประชุม เตรียมความพร้อมระบบงาน และเอกสารกฎหมาย ก่อนการลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) โครงการพัฒนาแพลตฟอร์มป้องกันการโทรหลอกลวง (DE-FENCE) ระหว่าง BDE และผู้ได้รับใบอนุญาตประกอบกิจการโทรคมนาคมตามกฎหมายว่าด้วยการประกอบกิจการโทรคมนาคม โดยมีนางสาวยุพาภรณ์ ศิริกิจพาณิชย์กูล ผู้ช่วยปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เข้าร่วมการประชุม พร้อมด้วยผู้แทนจากบริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) (NT) สมาคมโทรคมนาคมแห่งประเทศไทยฯ ผู้ประกอบการโทรคมนาคม สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล และผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายข้อมูลส่วนบุคคล ณ ห้องประชุม 801 ชั้น 8 กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม  

นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เปิดเผยว่า ตามที่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 8 เมษายน 2568 มีมติเห็นชอบ ร่างพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) มาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... และร่างพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) การประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ซึ่งคณะกรรมการกฤษฎีกา (คณะพิเศษ) ได้ตรวจพิจารณาร่างแล้วนั้น จะมีผลบังคับใช้ทันที ในวัดถัดไปหลังจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา ทั้งนี้ร่าง พ.ร.ก. ทั้ง 2 ฉบับนี้ หากมีผลบังคับใช้ จะช่วยป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้ประชาชนมีความปลอดภัยในการใช้บริการโทรศัพท์หรือโทรคมนาคม การทำธุรกรรมด้านการเงิน และในกรณีที่ประชาชนเป็นผู้เสียหายจะได้รับการช่วยเหลือและติดตามเส้นทางการเงินเพื่อนำเงินมาคืนได้อย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ยังมีการกำหนดให้หน่วยงานของเอกชนมีส่วนร่วมรับผิดในความเสียหาย โดยมีการกำหนดมาตรฐานหรือมาตรการที่เกี่ยวข้องโดยหน่วยงานของรัฐที่มีหน้าที่ในการควบคุมกำกับดูแล ทำให้หน่วยงานของเอกชนเกิดความระมัดระวังในการปฏิบัติหน้าที่และเป็นมาตรการที่จะช่วยเยียวยาผู้เสียหายได้ โดยครอบคลุมผลประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นกับประชาชนใน 5 มิติ ได้แก่ 1 มิติการป้องกันอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ช่วยยับยั้งการก่ออาชญากรรมทางเทคโนโลยีของมิจฉาชีพ โดยการสกัดช่องทางที่มิจฉาชีพใช้ในการก่ออาชญากรรม เช่น การใช้ซิมผี บัญชีม้า การส่ง SMS แนบลิงก์ ฯลฯ 2. มิติการบูรณาการร่วมกัน โดยกระทรวงดีอี และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ร่วมกันบูรณาการกำหนดมาตรการในการป้องกันและปราบปรามฯ อาทิ มาตรการการบูรณาการเชื่อมต่อข้อมูลของศูนย์ AOC ธนาคาร สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กสทช. ปปง. และผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์ ฯลฯ 3. มาตรการบังคับทางกฎหมาย เพื่อนำผู้กระทำความผิดมาลงโทษ โดยร่าง พ.ร.ก. ทั้ง 2 ฉบับ มีมาตรการทางกฎหมายที่ครอบคลุมการบังคับใช้ เพิ่มบทลงโทษแก่ผู้กระทำความผิด เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการตามมาตรการอย่างมีประสิทธิภาพและเกิดผลประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน 4. มิติการยับยั้งความเสียหาย การกำหนดมาตรการการมีส่วนร่วมรับผิดชอบ ซึ่งจะเป็นผลสกัดช่องทางการสร้างความเสียหายให้กับประชาชน พร้อมทั้งทำให้เกิดการป้องกันการก่ออาชญากรรมทางเทคโนโลยีที่รัดกุม ซึ่งที่ผ่านมาสามารถลดมูลค่าความเสียหายได้อย่างมีนัยสำคัญอย่างต่อเนื่อง 5. มิติการเยียวยา ร่าง พ.ร.ก.ฉบับนี้ มีเนื้อหาสาระสำคัญที่กำหนดให้มีการเยียวยาประชาชนผู้เสียหาย ซึ่งได้รับผลกระทบจากการกระทำของมิจฉาชีพ โดยกำหนดให้ สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) เป็นหน่วยงานหลักในการกำหนดวิธีการ หลักเกณฑ์ และเงื่อนไขในการเยียวยาความเสียหายให้กับประชาชน สำหรับ สาระสำคัญของ ร่าง พระราชกำหนด (พ.ร.ก.) มาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... มีดังนี้ 1.แก้ไขเพิ่มเติมคำนิยามที่เกี่ยวข้องกับสินทรัพย์ดิจิทัล ได้แก่ คำว่า “ผู้ประกอบธุรกิจ” เพื่อให้มีความหมายรวมถึงผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลตามกฎหมาย ว่าด้วยการประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล และคำว่า “กระเป๋าสินทรัพย์ดิจิทัล” และ “บัญชีเงินอิเล็กทรอนิกส์” 2.กำหนดให้สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เป็นหน่วยงานหลักในการกำกับดูแลการประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลผ่านระบบหรือกระบวนการเปิดเผย หรือแลกเปลี่ยนข้อมูล เลขที่กระเป๋าสินทรัพย์ดิจิทัล รวมถึงการแจ้งรายชื่อบุคคลหรือเลขที่กระเป๋าสินทรัพย์ดิจิทัลที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดอาชญากรรมทางเทคโนโลยี และการเพิกถอนข้อมูลดังกล่าว รวมทั้งมาตรการที่ต้องดำเนินการ ให้ศูนย์ปฏิบัติการเพื่อป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ศปอท.) ทำหน้าที่บูรณาการด้านข้อมูลรับทราบ 3.ให้หน่วยงานที่มีหน้าที่กำกับดูแลสถาบันการเงิน ผู้ประกอบธุรกิจ ผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์ ผู้ให้บริการโทรคมนาคมอื่น ผู้ให้บริการอื่นที่เกี่ยวข้อง และผู้ให้บริการสื่อสังคมออนไลน์ โดยเฉพาะกรณีการให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์และบริการโทรคมนาคม กำหนดให้ผู้ให้บริการ มีหน้าที่ตรวจสอบเพื่อคัดกรองเนื้อหาการบริการ SMS ที่อาจเกี่ยวข้องกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยีตามมาตรฐานหรือมาตรการที่ กสทช. กำหนด 4.มาตรการด้านการระงับการให้บริการโทรคมนาคม เมื่อพบการกระทำความผิด ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องแจ้งให้ กสทช. สั่งให้ผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์ ผู้ให้บริการโทรคมนาคมอื่น หรือ ผู้ให้บริการอื่นที่เกี่ยวข้อง ระงับการให้บริการโทรคมนาคมได้ทันที และหากกรณียกเลิกการระงับการให้บริการดังกล่าว ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำหนด 5.เมื่อปรากฏว่ามีผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลโดยไม่ได้รับอนุญาตบนแพลตฟอร์มออนไลน์ ให้พนักงานเจ้าหน้าที่สามารถดำเนินการปิดกั้นข้อมูลได้ทันที 6.การคืนเงินให้แก่ผู้เสียหาย ให้ ปปง. เป็นหน่วยงานหลักในการกำหนดรายละเอียดขั้นตอน รวมทั้งหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขที่เกี่ยวข้องในกฎกระทรวง และกรณีที่ไม่มีผู้เสียหายหรือผู้ที่เกี่ยวข้องมายื่นคำร้องภายใน 10 ปี นับแต่วันที่ครบกำหนด หรือมีเงินที่เหลือภายหลังจากได้คืนเงินแก่ผู้เสียหายแล้ว ให้เงินดังกล่าวตกเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน แต่ไม่ตัดสิทธิเจ้าของเงินหรือเจ้าของบัญชีที่จะขอรับเงินคืนจากกองทุนฯ ดังกล่าว 7.ยกระดับศูนย์ AOC เป็น ศูนย์ปฏิบัติการเพื่อป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ศปอท.) กำหนดหน้าที่และอำนาจเป็นศูนย์ปฏิบัติการ (Operation Center) ที่สามารถบริหารจัดการกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยีได้อย่างรวดเร็ว ทันต่อสถานการณ์ ลดการเกิดความเสียหายในวงกว้าง รวมทั้งติดตามเส้นทางการเงินเพื่อนำมาคืนผู้เสียหายได้โดยเร็ว และมีประสิทธิภาพ 8.กำหนดให้สถาบันการเงิน ผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์ ผู้ให้บริการสื่อสังคมออนไลน์ หรือให้ผู้บริการอื่นที่เกี่ยวร่วมรับผิดในความเสียหาย สำหรับการมีส่วนร่วมรับผิดในความเสียหายนั้น ศาลจะเป็นผู้พิจารณาเพื่อกำหนดค่าเสียหายที่ต้องรับผิด ขณะที่ภาระการพิสูจน์ความเสียหายเพื่อไม่ต้องรับผิดในความเสียหายที่เกิดจากการกระทำความผิดอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ที่เกิดขึ้นเป็นของหน่วยงานเอกชนนั้นๆ 9.บทกำหนดโทษ เพื่อให้มีมาตรการบังคับตามกฎหมาย หากมีการฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติ (1) กรณีที่ผู้กระทำผิดซึ่งเป็นสถาบันการเงินหรือผู้ประกอบธุรกิจตามกฎหมายว่าด้วยระบบการชำระเงินและผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล ซึ่งเป็นนิติบุคคล แก้ไขโทษเป็นโทษปรับ และเพิ่มบทกำหนดโทษกรณีที่ผู้แทนนิติบุคคลต้องรับผิดโดยต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน1 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ รวมทั้งกำหนดอัตราโทษปรับกรณีกระทำผิดเป็น 5 เท่าของโทษปรับกรณีผู้แทนนิติบุคคลกระทำความผิด เนื่องจากสถาบันการเงินหรือผู้ประกอบการธุรกิจซึ่งเป็นนิติบุคคลต้องมีความรับผิดที่มากกว่าผู้แทนนิติบุคคลซึ่งเป็นบุคคลธรรมดา (2) กำหนดโทษกรณีที่มีผู้ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของพนักงานเจ้าหน้าที่ที่สั่งให้ระงับการให้แพร่หลายข้อมูลคอมพิวเตอร์เกี่ยวกับสินทรัพย์ดิจิทัล (3) กำหนดโทษกรณีที่ผู้ซื้อเลขหมายโทรศัพท์หรือผู้ขายเลขหมายโทรศัพท์ที่มีหน้าที่เกี่ยวกับการลงทะเบียนให้แก่ผู้ใช้บริการ ลงทะเบียนไม่ถูกต้องครบถ้วนตามที่กำหนด เพื่อป้องกันไม่ให้นำเลขหมายโทรศัพท์ที่ลงทะเบียนไม่ถูกต้อง ไปเป็นเครื่องมือในการกระทำความผิดอาชญากรรมทางเทคโนโลยีหรือความผิดทางอาญาอื่นใด (4) กำหนดโทษกรณีที่ผู้ใด นำเอาข้อมูลเกี่ยวกับบุคคลหรือผู้ถึงแก่กรรม มาใช้เพื่อกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยีหรือความผิดทางอาญาอื่นใด และต้องระวางโทษหนักขึ้น หากกระทำโดยซื้อ เสนอซื้อ ขาย เสนอขาย แลกเปลี่ยน เสนอแลกเปลี่ยน หรือแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นในการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ในส่วนของร่างพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) การประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... กำหนดให้ผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลซึ่งประกอบธุรกิจอยู่นอกราชอาณาจักรแต่ให้บริการบุคคลซึ่งอยู่ในราชอาณาจักรต้องได้รับอนุญาตตามมาตรา 26 แห่งพระราชกำหนดการประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล พ.ศ.2561 และหากประกอบธุรกิจโดยไม่ได้รับอนุญาตจะต้องรับโทษอาญาตามมาตรา 66 แห่งพระราชกำหนดการประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล พ.ศ.2561 โดยมีสาระสำคัญดังนี้ 1.การกำหนดให้ผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลที่ประกอบธุรกิจอยู่นอกราชอาณาจักร ต้องได้รับอนุญาตตามพระราชกำหนดการประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลฯ ให้รวมถึงผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลซึ่งประกอบธุรกิจอยู่นอกราชอาณาจักรแต่ให้บริการแก่บุคคลซึ่งอยู่ในราชอาณาจักรด้วย เพื่อกำกับและควบคุมการประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลดังกล่าว และเพื่อประโยชน์ในการตรวจสอบการนำเงินที่ได้จากการหลอกลวงประชาชนไปซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลกับผู้ประกอบธุรกิจซึ่งอยู่นอกราชอาณาจักร 2.การกำหนดลักษณะที่ให้ถือว่าเป็นการให้บริการแก่บุคคลซึ่งอยู่ในราชอาณาจักร กรณีที่ประกอบธุรกิจอยู่นอกราชอาณาจักรแต่ให้ถือว่าเป็นการให้บริการแก่บุคคลซึ่งอยู่ในราชอาณาจักร ซึ่งจะทำให้ทราบว่าผู้ประกอบธุรกิจอยู่นอกราชอาณาจักรตามลักษณะที่กำหนดจะต้องได้รับอนุญาต หากประชาชนโดนหลอกออนไลน์ โทรแจ้งดำเนินการ ระงับ อายัดบัญชี AOC 1441แจ้งเบาะแส ข่าวปลอม และอาชญากรรมออนไลน์ทุกรูปแบบ โทรสายด่วน 1111 (24 ชม.)|  Line ID: @antifakenewscenter | เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com  --------------------------------------------------------------------------------------

วันที่ 9 เมษายน 2568 ศาสตราจารย์พิเศษวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ร่วมประชุมคณะหัวหน้าส่วนราชการระดับกระทรวงหรือเทียบเท่า ครั้งที่ 3/2568 โดยมี นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุม พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการระดับกระทรวงหรือเทียบเท่า และผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ณ ห้องประชุมจารุวัสตร์ ชั้น 10 การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย

  วันที่ 10 เมษายน 2568 นางสาวกัลยา ชินาธิวร ที่ปรึกษาด้านต่างประเทศ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เข้าร่วมแสดงความยินดี เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันสถาปนาสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน ครบรอบ 25 ปี “ผู้ตรวจการแผ่นดิน เพื่อความเป็นธรรมของแผ่นดิน” พร้อมร่วมสมทบทุนแก่มูลนิธิศรีสวางควัฒน ในพระอุปถัมภ์ สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี โดยมี นายคมศักดิ์ สุวรรณสุจริต ประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน และผู้บริหารสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน ให้การต้อนรับ ณ ศูนย์ราชการฯ แจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ  

วันที่ 10 เมษายน 2568 ศาสตราจารย์พิเศษวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) สรงน้ำพระพุทธรูป เนื่องในโอกาสประเพณีวันสงกรานต์ ประจำปี 2568 โดยมี ผู้บริหาร ข้าราชการ พนักงานราชการ และเจ้าหน้าที่ของสำนักงานปลัดกระทรวงดีอี เข้าร่วมรดน้ำขอพรเพื่อความเป็นสิริมงคล และร่วมส่งเสริมอนุรักษ์สืบสานวัฒนธรรมอันดีงามของไทย ณ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

icon-sitemap    std-w1    std-w2    WCAG 2.0 (Level AA)
จำนวนผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์ Loading...


กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

เลขที่ 120 หมู่ 3 ชั้น 8-11 ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 (อาคาร ซี) ซอยแจ้งวัฒนะ 7 ถนนแจ้งวัฒนะ แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ 10210

facebook
instagram
twitter
youtube
rss
tiktok
threads
Icon Q&A
black ribbon.